-A +A

FEED - ThaiPublica

Syndicate content
กล้าพูดความจริง
Updated: 21 min 28 sec ago

สภาพัฒน์ฯ วิเคราะห์เศรษฐกิจสวนทางแบงก์ชาติ ชี้ใช้ดอกเบี้ยต่ำกระตุ้นต่อ ส่วน ธปท. มองต่าง ควรกลับสู่ภาวะปกติ

Mon, 05/21/2012 - 19:58

นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ เลขาธิการ สภาพัฒน์ฯ

สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือ สภาพัฒน์ฯ แถลงรายงานตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ของไตรมาสแรกปีนี้ขยายตัว 0.3% เมื่อเทียบระยะเดียวกันปีก่อน และปรับตัวดีขึ้นจากที่หดตัว 8.9% ในไตรมาสที่ 4 ปี 2554 และขยายตัว 11% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า

โดยปัจจัยสนับสนุนเศรษฐกิจไตรมาสแรกที่ขยายตัวได้ 0.3% มาจากการฟื้นตัวของภาคการผลิต การบริโภค การลงทุน และการท่องเที่ยว รวมทั้งภาคอุตสาหกรรมมีแนวโน้มดีขึ้น นอกจากนี้ สภาพัฒน์ฯ ได้ประกาศประมาณจีดีพี ปี 2555 ไว้เท่าเดิมที่ 5.5-6.5% และประมาณการเงินเฟ้อทั่วไปเท่าเดิมที่ 3.5-4.0% (รายละเอียดภาวะเศรษฐกิจไทยไตรมาสแรกและแนวโน้มปี 2555)

นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ เลขาธิการ สภาพัฒน์ฯ กล่าวในการแถลงข่าวว่า เศรษฐกิจไตรมาสแรกขยายตัว 0.3% แสดงให้เห็นถึงการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยหลังจากวิกฤตน้ำท่วมในช่วงปลายปีที่ผ่านมา แต่การฟื้นตัวยังไม่เต็มที่ร้อยเปอร์เซ็นต์เพราะยังฟื้นตัวไม่ทั่วถึง โดยในบางอุตสาหกรรมการผลิตยังไม่เต็มที่ เช่น อุตสาหกรรมยานยนต์ของบริษัทขนาดใหญ่แห่งหนึ่งเพิ่งเปิดดำเนินการ 31 มีนาคม ที่ผ่านมา แต่คาดว่าน่าจะเริ่มการผลิตเต็มที่ได้ไตรมาสที่ 2 ของปีนี้

“คาดว่าเศรษฐกิจจะกลับมาฟื้นตัวสู่ภาวะปกติได้ไตรมาสสอง โดยจีดีพีน่าจะโตได้ในอัตรา 4-5% และจีดีพีที่เหลืออีก 2 ไตรมาสสุดท้ายของปีก็น่าจะขยายตัวได้เฉลี่ยประมาณ 5%” นายอาคมกล่าว

อย่างไรก็ตาม นายอาคมตั้งข้อสังเกตว่า แม้ปีนี้จะคงประมาณการจีดีพีไว้ที่ 5.5-6.6% หรือค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 6% โดยรัฐบาลได้ดำเนินนโยบายการคลังเพื่อช่วยพยุงเศรษฐกิจในช่วงภัยพิบัติน้ำท่วม จากงบประมาณ 2 ส่วน คือ งบกระตุ้นเศรษฐกิจฟื้นฟูหลังน้ำท่วม 120,000 และ งบลงทุนสร้างอนาคตของประเทศอีก 350,000 ล้านบาท ถึงแม้ว่าจะมีส่วนทำให้กระตุ้นเศรษฐกิจดีขึ้น และสามารถฟื้นฟูภาคการผลิตกลับมาได้ รวมทั้งการส่งออกที่สามารถแข่งขันได้ แต่ตัวเลขที่เพิ่มขึ้นมาจากฐานของจีดีพีที่ต่ำมาก ซึ่งทั้งปี 2554 อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจอยู่ที่ 0.1%

ดังนั้น ในส่วนของรัฐบาลได้ดำเนินนโยบายการคลังในการไปช่วยพยุงเศรษฐกิจในช่วงภัยพิบัติน้ำท่วม เมื่อตัวเลขเศรษฐกิจสูงขึ้นแล้วอยากจะฝากว่า ในเรื่องนโยบายการเงิน หากคิดว่าจะเพิ่มต้นทุนทางการเงินของภาคเอกชนเพื่อจะชะลอเศรษฐกิจนั้นไม่น่าจะใช่ นโยบายภาคการเงินยังต้องดูแลภาคเศรษฐกิจจริงให้ฟื้นตัวให้ได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ก่อน

“ไม่ได้บอกว่าไม่ให้ขึ้นดอกเบี้ย แต่พูดว่าขอให้ช่วยดูแลเศรษฐกิจของเราให้ฟื้นตัวเข้าสู่ภาวะปกติได้อย่างเต็มที่ เพราะปีที่แล้วเราประสบปัญหา 3 เดือนสุดท้าย และไตรมาสแรกปีนี้อัตราการบริโภคยังเพิ่มขึ้นน้อยมากคือ 2.7% ซึ่งไม่ถือว่าเป็นอัตราปกติของการบริโภค เพราะฉะนั้น ถ้าหากว่าบอกว่าเศรษฐกิจฟื้นขึ้นร้อนแรง (over heat) คงไม่ใช่ เพราะปัญหาของเรานั้นจะมาจากต้นทุนการผลิตเสียมากกว่าที่ทำให้เงินเฟ้อสูงขึ้น ดังนั้น ต้องดูต้นทุนทางการเงินให้เอกชนสามารถลงทุนได้ ทั้งในด้านการปรับตัว การเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน” นายอาคมกล่าว

เลขาธิการสภาพัฒน์ฯ กล่าวต่อว่า เงินเฟ้อในช่วงต้นปีเร่งขึ้น เพราะราคาน้ำมันที่นำเข้ามีราคาเพิ่มขึ้นค่อนข้างสูงโดยในเดือนมีนาคมเฉลี่ยอยู่ที่ 122 ดอลลาร์/บาร์เรล อย่างไรก็ตาม เมื่อเดือนเมษายนราคาน้ำมันในตลาดโลกเริ่มชะลอลงจากเศรษฐกิจยุโรปบางประเทศขยายตัวไม่เต็มที่ และปัญหาของกรีซส่งผลให้ราคาน้ำมันไม่ขยับตัวสูงมากในช่วง 2-3 สัปดาห์ที่ผ่านมา ทั้งนี้ ราคาน้ำมันมีสัดส่วนประมาณ 10% ของตะกร้าเงินเฟ้อ เพราะฉะนั้นเมื่อราคาน้ำมันสูงทำให้เงินเฟ้อขยับเพิ่มขึ้นตาม

“เวลานี้รัฐบาลได้ช่วยภาระในเรื่องบ้านหลังแรก รถคันแรก เป็นสนับสนุนผู้มีรายได้น้อยให้มีโอกาสใช้จ่ายมากขึ้น อีกด้านหนนึ่งก็ช่วยดูแลค่าใช้จ่าย เช่น มาตรการน้ำฟรี ไฟฟรี รถไฟฟรี รวมทั้งส่วนที่เป็นเรื่องกองทุนน้ำมันรัฐบาลก็ดูแลราคาน้ำมันช่วยลดผลกระทบเงินเฟ้อ”

นายอามคมระบุว่า ทั้ง 3 มาตรการข้างต้นเป็นมาตรการทางด้านการคลังทั้งสิ้น เพื่อช่วยดูแลให้เศรษฐกิจเติบโตเข้าสู่ภาวะปกติได้ แต่อีกด้านหนึ่งต้องยอมรับว่าอัตราการลงทุนของภาคเอกชนไทยนั้นตั้งแต่วิกฤติปี 2540 ไม่เพิ่มขึ้นเลย จึงถึงเวลาที่ภาคเอกชนต้องขยายโรงงาน ถึงเวลาที่ภาครัฐต้องลงทุนสร้างโครงสร้างพื้นฐานใหม่

ตัวอย่างเช่น เรื่องของการขยายสนามบินสุวรรณภูมิระยะที่สอง การขยายการขนส่งมวลชนในกรุงเทพมหานคร เรื่องการเชื่อมโยงระหว่างภูมิภาคภายในประเทศโดยรถไฟ หรือเชื่อมโยงระหว่างประเทศ เพื่อเพิ่มช่องทางการค้า สร้างรายได้เข้าประเทศ สิ่งต่างๆ เหล่านี้ นายอาคมเห็นว่าถึงเวลาจำเป็นต้องทำแล้ว

ดังนั้น ถ้าวิเคราะห์เฉพาะเชิงตัวเลขอาจจะมองว่าสูงมาก แต่อย่าลืมว่าปีที่แล้วฐานต่ำมากแค่ 0.1% ถ้าหากวิเคราะห์แบบนี้แล้วบอกว่าจำเป็นต้องดูแลเงินเฟ้อไม่ให้สูงเกินไป ซึ่งก็เห็นว่าทางการมีมาตรการหลายอย่างช่วยดูแลแล้ว อีกด้านหนึ่งถ้าดอกเบี้ยสูงอาจจะไปทำให้การลงทุนชะลอตัว

เพราะฉะนั้น หากนโยบายการเงินจะปรับอัตราดอกเบี้ยเข้าสู่ภาวะปกติ ตามภาวะเศรษฐกิจที่คาดว่าจะกลับเข้าสู่ภาวะปกติในไตรมาสที่ 2 ของปีนี้ เลขาธิการสภาพัฒน์ฯ ระบุว่า เป็นการดำเนินการที่เร็วเกินไปในแง่ของการดำเนินนโยบาย

พร้อมย้ำว่า“ไม่ได้บอกว่าไม่ให้ขึ้น แต่พูดว่าขึ้นอยู่กับวิจารณญาณของผู้ดำเนินนโยบาย” เลขาธิการสภาพัฒน์ฯ กล่าว

อย่างไรก็ตาม จากการประเมินตัวเลขเศรษฐกิจของสภาพัฒน์ฯ ดูจะสวนทางกับคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่เพิ่งประเมินเศรษฐกิจออกเป็นรายงานแนวโน้มเงินเฟ้อฉบับเดือนพฤษภาคม 2555 โดย กนง. ประเมินว่า เศรษฐกิจไตรมาสแรกฟื้นตัวเร็วกว่าที่คาด และปัจจัยเสี่ยงเงินเฟ้อมีเพิ่มขึ้น

โดย นายไพบูลย์ กิตติศรีกังวาน ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายนโยบายการเงิน ผู้แถลงรายงานแนวโน้มเงินเฟ้อระบุว่า นโยบายการเงินในขณะนี้เป็นนโยบายผ่อนปรนหรือผ่อนคลายเป็นพิเศษ สะท้อนได้จากอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่แท้จริงยังติดลบ การดำเนินนโยบายดอกเบี้ยต่ำก็เพื่อช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม เพราะฉะนั้น เมื่อเศรษฐกิจเข้าสู่ภาวะปกติ แนวนโยบายการเงินก็ต้องปรับเข้าสู่ภาวะปกติเช่นกัน สอดคล้องกับกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ที่มีความเห็นว่า เมื่อเศรษฐกิจไทยกลับเข้าสู่ภาวะปกติแล้ว การดำเนินนโยบายการเงินการคลังก็ควรลดแรงกระตุ้นเศรษฐกิจ

หากดูด้านสินเชื่อของระบบธนาคารพาณิชย์ เครื่องชี้ด้านอุปสงค์ ซึ่งเป็นปัจจัยหนึ่งที่กดดันเงินเฟ้อ จากรายงานข้อมูลผลการดำเนินงานของระบบธนาคารพาณิชย์ในไตรมาสที่ 1 ปี 2555 ปรากฏว่า สินเชื่อของระบบธนาคารพาณิชย์ในไตรมาสแรกขยายตัว 13.9% จากระยะเดียวกันปีก่อน ถือว่าอยู่ระดับสูงเมื่อเทียบกับ ณ สิ้นปี 2554 ที่สินเชื่อทั้งปีขยายตัว 14.9%

โดยแบ่งเป็นสินเชื่อธุรกิจ (คิดเป็นสัดส่วน 71% ของสินเชื่อรวม) ขยายตัว 13.2% ชะลอลงจาก 14.8% ทั้งนี้เป็นผลจากการชะลอตัวของสินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่เป็นสำคัญ และสินเชื่อ SME (คิดเป็นสัดส่วน 51.7% ของสินเชื่อธุรกิจ) ขยายตัว 14.8% เพิ่มขึ้นจากที่ขยายตัว 14.4% ณ สิ้นปี 2554

ส่วนสินเชื่อธุรกิจที่ขยายตัวชะลอลง ได้แก่ ภาคอุตสาหกรรมการผลิต การพาณิชย์ และสาธารณูปโภค ขณะที่สินเชื่ออสังหาริมทรัพย์ยังคงเร่งตัวต่อเนื่อง ส่วนสินเชื่ออุปโภคบริโภคซึ่งคิดเป็นสัดส่วน 29% ของสินเชื่อรวม ขยายตัว 15.7% เพิ่มขึ้นจาก 15.4% ณ สิ้นปี 2554 โดยเพิ่มขึ้นในสินเชื่อบัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคลอื่นเป็นสำคัญ ขณะที่สินเชื่อรถยนต์ชะลอตัวลง แต่ก็ยังอยู่ในระดับค่อนข้างสูง เนื่องจากประชาชนยังมีความต้องการใช้จ่ายซ่อมแซมหรือซื้อทรัพย์สินทดแทนที่เสียหายจากอุทกภัย

ทั้งนี้ การประเมินภาวะเศรษฐกิจของสภาพัฒน์ฯ ต้องการกระตุ้นเศรษฐกิจต่อเนื่องทั้งด้านนโยบายการเงินและการคลัง โดยเชื่อว่าไม่เป็นแรงกดดันอัตราเงินเฟ้อ ขณะที่ ธปท. ประเมินว่าไม่จำเป็นต้องกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติม เพราะอาจสร้างแรงกดดันต่อเงินเฟ้อ และค่อนข้างเป็นห่วงเงินเฟ้อที่มาจากแรงกดดันด้านอุปสงค์ คือ จากการใช้จ่่ายภาครัฐและเอกชน การขยายตัวของสินเชื่อที่ค่อนข้างแรง และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล รวมถึงการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ

นี่คือความเห็นต่างของ 2 หน่วยงานหลักด้านเศรษฐกิจของประเทศ ถือว่ามีนัยสำคัญที่ตลาดต้องจับตามอง โดยเฉพาะความคิดเห็นต่างของสภาพัฒน์ฯ ซึ่งไปในทิศทางเดียวกับรัฐบาล และเป็นช่วงเวลาการคัดเลือก ดร.วีรพงษ์ รามางกูร ประธานบอร์ด ธปท. คนใหม่ ซึ่งคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพิ่งอนุมัติไปในการประชุม ครม. สัญจรที่กาญจนบุรีเมื่อวันที่ 20 พฤษภาคมที่ผ่านมา และอยู่ระหว่างเสนอให้โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง

Categories: News Monitor

“ธนิต พินทุเสน” และเสียงจากชาวบ้าน คำร้องขอของชุมชนพื้นที่มาบตาพุด – พื้นที่กันชนหายไปไหน!

Mon, 05/21/2012 - 17:44

นายธนิต พินทุเสน ชาวบ้านชุมชนหนองแฟบ

กรณีถังเก็บโทลูอีนของโรงงานกรุงเทพซินธิติกส์จำกัดระเบิด และการรั่วของคลอรีนของโรงงานบริษัทอดิตยา เบอร์ล่า เคมีคัลส์ (ประเทศไทย) เมื่อวันที่ 5 และ 6 พฤษภาคม 2555 ยิ่งตอกย้ำความรู้สึกของชาวบ้านในพื้นที่มาบตาพุดถึงความความเสี่ยงภัยที่ยังไม่มีมาตรการป้องกัน เพราะพื้นที่มาบตาพุดนับวันจะอัดแน่นไปด้วยโรงงานอุตสาหกรรมทั้งอยู่ในนิคมอุตสาหกรรมและนอกนิคมฯ

จากข้อมูลรายงานวิจัยของ รศ.ดร.ฉวีวรรณ สายบัว คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในหัวข้อเรื่องการกำหนดและการดำเนินการตามนโยบายเพื่อสาธารณประโยชน์: กรณีนโยบายการพัฒนาอุตสาหกรรมมาบตาพุด เมื่อพฤษภาคม 2554 ถึงความหนาแน่นของโรงงานในพื้นที่มาบตาพุด ซึ่งประกอบด้วย 5 นิคมอุตสาหกรรม ระบุว่า 5 นิคมฯ ประกอบด้วย 1. นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด พื้นที่ 10,215 ไร่ จำนวน 65 โครงการ 2. นิคมอุตสาหกรรมเหมราชตะวันออก พื้นที่ 2,500.52 ไร่ จำนวน 31 โรงงาน 3. นิคมอุตสาหกรรมผาแดง พื้นที่ 540 ไร่ จำนวน 4 โรงงาน 4. นิคมอุตสาหกรรมเอเชีย พื้นที่ 2,490 ไร่ จำนวน 7 โรงงาน และ 5. นิคมอุตสาหกรรมอาร์ไอแอล พื้นที่1,703 ไร่ จำนวน 3 โรงงาน

ทั้งนี้ยังไม่นับรวมพื้นที่อื่นๆ ในจังหวัดระยองที่เป็นที่ตั้งโรงงานอุตสาหกรรมจำนวนมาก (รายละเอียดจะนำเสนอในซีรี่ย์นี้ต่อไป)

การเกิดอุบัติภัยสาธารณภัยครั้งนี้ ยิ่งสะท้อนปัญหาในพื้นที่มาบตาพุดว่ายังไม่ได้รับการแก้ไข ดังที่นายธนิต พินทุเสน ชาวบ้านชุมชนหนองแฟบ ให้สัมภาษณ์สำนักข่าวไทยพับลิก้าถึงความรู้สึกจากความเสี่ยงอุบัติภัยสาธารณภัยที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในพื้นที่มาบตาพุด ซึ่งเป็นการให้สัมภาษณ์หลังจากที่นายธนิตได้ร่วมแสดงความคิดในงานเสวนา “การสื่อสารความเสี่ยงเพื่อสุขภาพคนมาบตาพุด” ครั้งที่ 2 ซึ่งจัดโดยสำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติเมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2555 ที่วัดหนองแฟบ พื้นที่มาบตาพุด

ไทยพับลิก้า : สถานการณ์ของชุมชนตอนนี้เป็นอย่างไร จะอยู่ได้ ไม่ได้ เพราะอะไร

เพราะว่าโรงงานจะกลืนหมด จากข้อกำหนดของการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยที่ระบุว่าจะต้องมีแนวกันชน ระหว่างโรงงานกับชุมชนจะต้องมีพื้นที่ 5 กิโลเมตร แต่ปัจจุบันโรงงานเข้ามาอยู่ติดกับชุมชน อย่างวัดหนองแฟบห่างจากโรงงานแค่ 400-500 เมตร แค่ข้ามถนน (2 เลน) อย่างสี่แยกใกล้วัดหนองแฟบมีโรงงานในเครือ ปตท. จากที่เคยประกาศไว้ว่าต้องมีพื้นที่กันชน 5 กิโลเมตร แล้ว 4 กิโลเมตรกับ 600 เมตร มันหายไปไหน

โรงงานเขารุกเข้ามาหาชุมชน แต่เขาไม่พยายามแก้ไขว่าชุมชนจะอยู่กับเขาอย่างไร รัฐบาลก็บอกเสมอว่าชุมชนกับโรงงานจะต้องอยู่ด้วยกันให้ได้ แต่รัฐบาลไม่เคยมาดูเลยว่าจะทำอย่างไรให้โรงงานกับชุมชนอยู่ด้วยกันได้ รัฐบาลและโรงงานไม่มีความจริงใจให้ชาวบ้าน แต่ชาวบ้านมีความจริงใจตลอด และพร้อมที่จะพูดกับรัฐบาลหรือใครที่มีความรับผิดชอบในพื้นที่ตรงนี้ เพราะในชุมชนไม่ได้รวยทุกคน รวยอยู่ไม่กี่คน แล้วทีนี้คนจนจะไปอยู่ที่ไหน

เคยมีสมาชิกเทศบาลตำบลมาบตาพุดคนหนึ่งเคยพูดกับผมว่า “พี่ เขาไม่มาซื้อพี่หรอก เขาให้พี่อยู่จนพี่อยู่ไม่ได้ พี่ต้องไปเอง” ก็จริงอย่างที่เขาพูด รัฐบาลไม่เคยเข้ามาเลย ไม่เคยเข้ามาดูว่าชาวบ้านจะอยู่อย่างไร และส่งหน่วยงานเข้ามาหาข้อมูล และเป็นคนที่ไม่สามารถตัดสินใจหรือให้ความหวังกับชาวบ้านได้ว่า ถ้าชาวบ้านมีข้อเสนออย่างนี้มันจะได้ไหม เขาบอกว่าเขาก็ตัดสินใจไม่ได้ เขาเป็นเพียงแค่คนมาหาข้อมูลเพื่อเสนอบริษัทที่อยู่รายล้อมชุมชนอยู่

“ผมเคยบอกเขาว่าคุณไม่ต้องส่งคนมาสำรวจมาอะไรหรอก เพียงแค่คุณสองบริษัทนี้มาคุยกับชาวบ้านว่าคุณจะเอาที่ดินตรงนี้ คุณต้องการอยู่แล้ว เพราะคุณรุกเข้ามา ซึ่งพื้นที่รายรอบชุมชนหนองแฟบมีแต่เครือ ปตท. และเอสซีจี ล้อมรอบชุมชนอยู่”

คุณ (บริษัท) มีเงินสามารถสร้างโรงงานมากมาย แต่ทำไมกับการที่คุณจะหาที่ให้คนชุมชนหนองแฟบอยู่ ทำไมคุณหาให้ไม่ได้ และคุณส่งคนเข้ามาสำรวจ ไปหาบ้าน ก. บ้าน ข. บ้าน ค. ว่าอยากจะไปอยู่ตรงไหน และเขาก็ไปหาข้อมูลว่ามีที่ดินตรงนั้นราคาเท่านั้นเท่านี้ ถามว่าคนที่จะไปมีกำลังที่จะไปซื้อตรงนั้นไหม อย่างเขาตีราคาที่ดินหนองแฟบราคาไร่ละ 3.5 ล้านบาท ในพื้นที่เรารู้ว่ามีแค่ 2 ราย ที่มีที่ดินที่ขายแล้วรวย หากเขาขายเขาได้ 200 ล้านบาท แล้วคนที่มีที่ดินแค่ปลูกบ้านอยู่ 50 ตารางวา 25 ตารางวาจะไปอยู่ที่ไหน เขาต้องทนอยู่ที่นี่ เพราะอยู่ที่นี่ยังพอกระเสือกกระสนได้ ปากกัดตีนถีบอยู่ได้ หากย้ายไป กำเงินแค่ 1 ล้านบาท ถามว่าไปทำอะไรได้

การที่เขามาสำรวจว่าชาวบ้านอยากไปอยู่ที่ไหน ใครจะไปที่ไหนก็ไป มันไม่ใช่ คุณต้องย้ายเขาไปทั้งชุมชน

ไทยพับลิก้า : ความต้องการของคนในชุมชนหนองแฟบอยากไปอยู่ที่ไหน

มี 15 ชุมชนที่ได้รับผลกระทบ จะแยกกันไปอยู่ใน 5 พื้นที่ตามที่เขาสำรวจความคิดเห็นของชาวบ้านไว้ อย่างที่เขามาสอบถามว่าชุมชนหนองแฟบถ้าไม่อยู่ตรงนี้ อยากจะไปอยู่ตรงไหน แต่เป็นการโยกย้ายที่เป็นดาวกระจาย ไม่ได้ย้ายไปทั้งชุมชนไปอยู่ที่เดียวกัน แต่เขาจะระบุเป็นครอบครัวไป ครอบครัวนี้ชุมชนนี้ไปอยู่ที่นี่ และเขาบอกว่าย้ายไปแล้วสามารถเข้ามาทำงานในนิคมมาบตาพุดได้โดยไม่ต้องเดินทางไกล ผมถามว่าอย่างนี้ย้ายไปทำไม คุณอยู่ที่นี่ไม่ดีหรือ ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย

“การย้ายไปก็ย้ายเป็นดาวกระจาย แทนที่ว่า เออ…เช่น ชุมชนหนองแฟบมีเท่าไหร่ ย้ายไปอยู่ตรงนี้ จัดสรรให้เขาไปอยู่ให้ได้ทั้งหมด แต่ไม่ใช่ เขาจัดเป็นหลังๆ ไป จะอยู่ตรงไหนก็ตามใจ แล้วแต่จะไปอยู่ จะไปอย่างไรจะเอาเงินที่ไหนไปซื้อก็ไม่ได้พูดถึง เพียงแต่ให้ความหวังว่าคุณไปอยู่ตรงนี้นะ เขาไปดูราคามาแล้ว เท่านั้นเท่านี้ แค่นั้นจบ ผมก็เสนอที่ประชุมว่า เอาแบบเศรษฐกิจพอเพียงไหม คุณให้พวกผมได้ไหม ครอบครัวละ 10 ไร่ ทำเศรษฐกิจพอเพียง คุณให้ความรู้พวกเรา เพราะเราต้องไปตั้งต้นนับหนึ่งใหม่ หากเราไม่ได้รับการช่วยเหลือจากพวกคุณ พวกคุณไม่สนับสนุน เราก็อยู่ไม่ได้ หรือหากหาที่ดินให้ไม่ได้ก็จ่ายเงินมา กี่ล้านก็ว่ามา 25 ล้านบาทต่อครอบครัวได้ไหม จะไปอยู่ที่ไหนคุณไม่ต้องสนใจ คุณฟาดมาเลย 25 ล้านบาท แต่ก็ไม่มีคำตอบให้เรา

ผมถามว่า 25 ล้านบาทมากไหม ไม่มาก คุณต้องคิดว่า ชาวบ้านในพื้นที่เขาบุกเบิกมาตั้งแต่เป็นป่าเป็นเขา จนเขาได้รับความเจริญเข้ามา พอความเจริญเข้ามาแล้วให้เขาทิ้งความเจริญไป

“มีคนเก่าคนแก่คนหนึ่งชื่อ ก๋งเพชร เสียชีวิตไปแล้วกระดูกยังอยู่หน้าโบสถ์วัดหนองแฟบ แกเป็นหมอชาวบ้าน แกดูดวงได้ด้วย เคยบอกว่าหนองแฟบจะเจริญ อย่าทิ้งหนองแฟบไปไหน ผมก็เคยเถียงแกในใจไปว่า ก๋ง…ถ้าเจริญแบบนี้เราอยู่ไม่ได้ มันไม่น่าเจริญ มันน่าจะอยู่แบบธรรมดาๆ เป็นชาวไร่ชาวนาดีกว่า พอความเจริญเข้ามาแล้วเราอยู่ไม่ได้ ตอนนี้เริ่มอยู่ไม่ได้แล้ว คนในชุมชนเริ่มทยอยย้ายออกไปแล้ว”

ไทยพับลิก้า : ตอนนี้เหลือชาวบ้านเท่าไหร่

ในหนองแฟบมี 3 ชุมชนอยู่ด้วย คือ ชุมชนสำนักมะม่วง ชุมชนหนองแฟบ ชุมชนบ้านบนเนิน รวมกันเป็นชุมชนหนองแฟบ รวมกันประมาณ 200 หลังคาเรือน เป็นคนเดิมๆ ที่ยังทนกันอยู่

ผมก็บอกว่าทางรัฐบาลไม่ได้เข้ามาดูแล แทนที่จะไปบังคับโรงงาน ก็ไม่มี พูดง่ายๆ ถ้ามีความจริงใจที่มีต่อกันก็จะอยู่ด้วยกันได้

ประกาศขายที่ดินในนิคมฯพื้นที่มาบตาพุดเพื่อสร้างคลังสินค้า

ไทยพับลิก้า : ต้องพูดความจริงกัน

มาตรการความปลอดภัยทุกอย่างที่โรงงานระบุไว้ก่อนที่จะสร้าง คุณ (โรงงาน) มีเท่าไหร่คุณงัดออกมาให้หมด ทำให้ครบ หากคุณทำ บรรยากาศมันไม่เสียหรอก ทีนี้พอคุณปฏิบัติ โรงงานไม่ทำ รัฐบาลก็ไม่จี้ไม่อะไร ปล่อยปละละเลย โรงงานจะทำอย่างไรก็ช่าง ผลกระทบตกหนักอยู่ที่ชาวบ้าน เท่ากับบีบชาวบ้านไปในตัว ชาวบ้านอยู่ไม่ได้ก็ออกไปเอง เมื่อชาวบ้านออกไปเองเขาก็ไม่ต้องจ่ายอะไรเลย ถามว่าถ้าพวกเราออกไปแล้วมันจะเป็นของใคร ใครจะมาเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ตรงนี้ ในเมื่อคุณไล่คนพื้นที่ออกไปหมดแล้ว เขาไม่ได้อะไรติดไม้ติดมืออกไปเลย ทั้งที่เขาเป็นคนบุกเบิก รัฐบาลไม่เคยมองจุดนี้เลย

ไทยพับลิก้า : รอบๆ ชุมชนหนองแฟบมีบริษัทอะไรบ้าง

รอบๆ มีเครือ ปตท. กับเอสซีจี 2 บริษัทในละแวกนี้

ไทยพับลิก้า : แล้วคนที่มาทำสำรวจคือคนของใคร

เขาไม่บอกหรอก แต่เรารู้ว่าคนของใคร เพราะละแวกนี้ไม่มีของใครมีแค่ 2 รายนี้

ไทยพับลิก้า : ชาวบ้านที่หารือกันเขาว่าอย่างไรบ้าง

ชาวบ้านก็รวมตัวกันไม่ติด เพราะว่าไม่รู้จะไปเรียกร้องกับใครให้เข้ามาดูตรงนี้ได้ มันไม่มีข้อต่อรองกับใคร รัฐบาลไม่เข้ามาสนใจ แล้วเราจะไปร้องใคร

ไทยพับลิก้า : ผู้บริหารในจังหวัดเข้ามาดูแลไหม

ไม่ได้เข้ามาดู ไม่ได้อะไร

ไทยพับลิก้า : แล้ว กนอ. (การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย)

ยิ่งไม่ได้มาเหลียวแล ไม่ได้มาอะไรเลย ไม่มาสนใจว่าชาวบ้านจะอยู่อย่างไร

มีแต่ผู้ว่าฯ นิคมอุตสาหกรรมเหมราชฯ คนเก่าที่เกษียณไป เคยพูดว่า ชุมชนหนองแฟบ ชุมชนตากวน-อ่าวประดู่ ชุมชนห้วยโป่ง ชุมชนสำนักมะม่วง ชุมชนมาบชลูด ชุมชนมาบตาพุด ซึ่งเป็นชุมชนที่อยู่ติดกับโรงงาน อนาคตต้องย้าย เขายังพูดว่าคุณต้องหาที่ให้เขาอยู่ เพราะคุณรุกเขาเข้ามาเรื่อยๆ และชุมชนหนองแฟบจะต้องขยับขยายก่อนคนแรก เพราะโดนล้อมจากโรงงานอยู่

“ผมว่าต้องแก้ตรงนี้ก่อน ไม่ใช่ปล่อยตามบุญตามกรรม ผมเห็นแล้วก็เซ็ง คนที่เขาไปได้เขาก็ไป อย่างเร็วๆ นี้คนที่อยู่ถนนซอยโรงปุ๋ย ที่มีที่ดินไม่ถึงไร่ ก็ได้กันครอบครัวละ 2 ล้านบ้าง บางคนได้ 5-7 ล้านบาท ไปแบ่งกันในครอบครัวหากมีหลายคน ถ้าได้รับจำนวนน้อยแล้วจะได้คนละเท่าไหร่ ไปซื้อที่ปลูกบ้านจะพอไหม”

และคนที่ซื้อที่ดินตรงโรงปุ๋ยไปก็คือบริษัทกรุงเทพซินธิติกส์ (BST) นั่นแหละ ที่จะทำแทงก์ฟาร์มเก็บสารเคมี พื้นที่จากชายทะเลขึ้นมาที่หนองแฟบนี่แหละ ไหนบอกว่าจะไม่มีสารอันตรายทั้งสิ้นไง

ไทยพับลิก้า : โรงงานขออนุญาตเรียบร้อย

เท่าที่ทราบเขาขอเรียบร้อยทุกขั้นตอนแล้ว ชุมชนค้านอย่างไรก็ค้านไม่ได้ รู้ก็รู้แหละว่าเราค้านอะไรเขาไม่ได้ หากโรงงานจะขึ้นก็ขึ้นได้ รัฐบาลแย่ ไม่ได้คอยเป็นปากเป็นเสียงให้ชาวบ้าน ปล่อยชาวบ้านให้อยู่ตามบุญตามกรรม ชาวบ้านอยู่ไม่ได้ก็ออกไปเอง รัฐบาลหนุนแต่บริษัทให้เข้ามาตั้งโรงงาน

ความเห็นของผู้ร่วมเสวนาการสื่อสารความเสี่ยงเพื่อสุขภาพคนมาบตาพุดเมื่อ 2 มีนาคม 2555

แฟลร์ที่ปล่อยจากโรงงานในนิคมฯ พื้นที่มาบตาพุด เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2555

ประเด็นการรับมืออุบัติภัยสาธารณภัย มีการเรียกร้องและได้ข้อสรุปอย่างเป็นทางการตั้งแต่ปี 2553 แต่เรื่องนี้ไม่ได้รับความสนใจจากรัฐบาล ที่จะนำเสนอให้คณะรัฐมนตรีอนุมัติเพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ดำเนินการปฏิบัติ เรื่องนี้ก็ยังค้างคา รอ ครม. พิจารณาอยู่จนถึงปัจจุบัน

อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้าที่จะเกิดอุบัติภัยสาธารณภัยสารเคมีรั่วและระเบิดเมื่อวันที่ 5-6 พฤษภาคม 2555 ทางสำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ ศูนย์วิจัยเปิดเพื่อการศึกษาโรคมินามาตะ มหาวิทยาลัยคุมาโมโตกักกุเอ็ง ญี่ปุ่น ศูนย์ศึกษาสันติภาพและความขัดแย้ง สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มูลนิธิบูรณะนิเวศ และโครงการนิติธรรมสิ่งแวดล้อม ได้จัดเสวนาการสื่อสารความเสี่ยง เพื่อสุขภาพคนมาบตาพุดครั้งที่ 1 เมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2555 ที่วัดมาบชลูด ต.ห้วยโป่ง เขตเทศบาลเมืองมาบตาพุด โดยมีความเห็นจากผู้เข้าร่วมเสนาบางส่วนที่ได้สะท้อนปัญหาดังนี้

ลุงน้อย ใจตั้ง ชาวบ้านุชมชนหนองแตงเม

อยู่กับปัญหาที่มาบตาพุดมากกว่า 20 ปี การแก้ไขปัญหาที่นี่แปลก ยิ่งแก้ก็ยิ่งปล่อยให้อุตสาหกรรมเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ไม่เข้าใจเรื่องการแก้ปัญหาทางสาธารณสุขหรือการรักษา เพราะดูจากผลการตรวจสุขภาพของตัวเองแล้ว เม็ดเลือดขาวในร่างกายเริ่มผิดปกติ แล้วก็มีสารหนูอยู่ในร่างกาย 65.5 ภรรยาของลุงก็มี 280 แต่เมื่อถามทางสาธารณสุขว่า หมอจะรักษาอย่างไร ก็ได้คำตอบว่าไม่ต้องรักษาอะไรหรอก ให้อยู่เฉยๆ ทำให้กังวลใจมากเรื่องเม็ดเลือดขาวผิดปกติ และปอดก็มีพังผืดอยู่ หมอบอกว่าไม่รู้มาจากสาเหตุอะไร ชาวบ้านอย่างเราไม่มีความรู้หรอกว่าอาการเหล่านี้จะรักษาอย่างไร เพราะชาวบ้านไม่มีความรู้

ลุงเจริญ เดชคุม ชาวบ้านชุมชนเกาะกก

ตราบที่โรงงานอุตสาหกรรมยังไม่หยุด คนมาบตาพุดก็เชื่อว่าปัญหาจะวิกฤตต่อไป โรงพยาบาลจะรับปัญหาไม่ไหว ควรชะลอการสร้างโรงงานเพิ่มไปก่อนแล้วก็ศึกษาให้ชัดเจน ทั้งเรื่องมลพิษ ภาษีน้ำ การทำพื้นที่กันชน ทางผังเมืองบอกว่าจะต้องมีแนวกันชนระยะ 2,000 เมตร แต่ในความเป็นจริงทำไม่ได้ จะเห็นว่ามีเรื่องต่างๆ ที่จะต้องทำให้เป็นรูปธรรมก่อนเพื่อให้โรงงานและชุมชนอยู่ร่วมกันได้ เราต้องมาช่วยกันคิดว่า ชุมชนจะอยู่อย่างไร โรงงานจะต้องทำอะไร

เพ็ญโฉม แซ่ตั้ง มูลนิธิบูรณะนิเวศ

โดยส่วนตัวเห็นว่ามีหลายฝ่ายพยายามที่จะแก้ไขปัญหาในพื้นที่มาบตาพุดกันอยู่ และหลังสุดรัฐบาลมีการตั้งคณะกรรมการสี่ฝ่ายขึ้นมา ซึ่งก็มีความพยายามทำงานให้คืบหน้าไปพอสมควร มีแผนลดและขจัดมลพิษที่หลายฝ่ายช่วยกันทำ แม้จะติดขัดเรื่องงบประมาณ แต่ก็ได้มีความพยายามที่จะเริ่มต้นแก้ปัญหาหลายส่วน เราเองก็คาดหวังว่าสถานการณ์ปัญหาของมลพิษในพื้นที่นี้น่าจะดีขึ้น เพียงแต่ยังติดอยู่ตรงที่ พอเราไปคุยกับชาวบ้านหลายพื้นที่ ก็จะได้ยินได้ฟังข้อวิตกกังวลของชาวบ้านซึ่งยังไม่หายไป ทุกวันนี้ก็ยังมีความวิตกอยู่ เราสงสัยอยู่ว่า ความพยายามของหลายฝ่ายในการแก้ปัญหา เป็นการแก้ที่ไม่ตรงกับประเด็นปัญหาของชาวบ้านอยู่หรือไม่ นี่เป็นโจทย์หนึ่งที่เราอยากหาคำตอบเหมือนกันว่า ข้อกังวลของชาวบ้านจริงๆ แล้วคืออะไร และก็พบว่าชาวบ้านห่วงเรื่องสุขภาพกันมาก นี่เป็นที่มาข้อหนึ่งของการจัดการเวทีพูดคุยในวันนี้…

ตอนนี้เราปฏิเสธไม่ได้ว่า พื้นที่นี้มีความเสี่ยงและเป็นความเสี่ยงที่แตกต่างจากชุมชนในหลายพื้นที่ อุตสาหกรรมที่ดำรงอยู่ที่นี่และยังมีการขยายอยู่ในเวลานี้เป็นอุตสาหกรรมที่อันตรายจริงๆ สารพิษที่มีอยู่ในสิ่งแวดล้อมและที่ชาวบ้านต้องสัมผัสไม่ว่าจะทางหายใจหรือกินเข้าไป เป็นสารพิษที่มีหลายตัวเป็นอันตรายมาก เพราะฉะนั้น เราไม่อาจปฏิเสธได้ว่าพื้นที่นี้มีความเสี่ยงต่อสุขภาพ แต่เราอาจจะตอบไม่ได้ในวันนี้ว่า มลพิษที่เกิดขึ้นในสิ่งแวดล้อมและปล่อยออกมาจากโรงงานสัมพันธ์กับความเจ็บป่วยได้แค่ไหนอย่างไร เราตอบไม่ได้ในวันนี้ แต่ไม่ได้หมายถึงว่าเราจะทอดทิ้งหรือมองข้ามมันไป เราอาจจะต้องทำอะไรบางอย่างที่จะหาคำตอบให้ชัดเจนขึ้นเพื่อคลายความวิตกกังวล จึงคิดว่าประเด็นนี้เป็นประเด็นสำคัญ

ถ้าเราสามารถคลายความวิตกกังวลของชุมชนในพื้นที่นี้ได้ แรงต่อต้านอุตสาหกรรมในพื้นที่อื่นจะลดลงไปด้วย เนื่องจากพื้นที่นี้มีการศึกษาดูงานและแลกเปลี่ยนของชุมชนจากทั่วประเทศเลย ที่นี่เป็นต้นแบบว่า เมื่อชาวบ้านมีความทุกข์ ทุกข์ที่เกิดขึ้นจากน้ำดื่ม น้ำใช้ อากาศที่หายใจ และความเจ็บป่วยที่เป็นโรคอะไรไม่รู้ พอเป็นแบบนั้น ทุกคนกลัวอุตสาหกรรมมาก พอเกิดความหวาดกลัว โครงการต่างๆ ที่จะเข้าไปลงทุนในพื้นที่ต่างๆ จะเจอแรงต้านทั้งหมด หากเราคลายความกังวลตรงนี้ได้ เราแก้ปัญหาจรงจุดนี้ได้ ก็เชื่อว่าการพัฒนาจะเดินหน้าต่อไปได้ในทุกพื้นที่

จึงเห็นว่าเราไม่ควรเลี่ยงสิ่งที่มันเป็นปัญหาอยู่ในเวลานี้ สิ่งที่หาคำตอบไม่ได้ก็ควรช่วยกันหาคำตอบต่อไป เมื่อหาคำตอบแล้วเราต้องยอมรับความจริง ความเป็นจริงที่ออกมาจะเป็นแง่บวกหรือลบก็ตาม เราเชื่อว่าเราสามารถช่วยกันแก้ปัญหาได้ ไม่ว่าคำตอบนั้นจะออกมาว่ามลพิษสัมพันธ์โดยตรงกับการเกิดโรคมะเร็ง ทำให้ทารกพิการ หรือออกมาไม่เกี่ยวกันเลยก็ได้ คือขอให้มีการศึกษา ขอให้ค้นหาข้อเท็จจริงเสียก่อน เสร็จแล้วค่อยมาดูกันต่อว่าเราจะเดินไปทางไหนกัน…

บุญยืน สุขใหม่ กลุ่มพัฒนาแรงงานสัมพันธ์ภาคตะวันออก

จริงๆ แล้วมาบตาพุดก่อตั้งมาร่วม 30 ปี ปัญหาตั้งแต่เริ่มต้นยังมีให้เห็นต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน ที่นี่มีปัญหามาโดยตลอด ในฐานะผู้ใช้แรงงาน ได้สัมผัสกับผู้ใช้แรงงานที่อยู่ในนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด ได้แลกเปลี่ยนข้อมูลและช่วยแก้ไขปัญหาหรือให้ความช่วยเหลือคนงาน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเจ็บป่วยจากการทำงานหรือโรคที่เกิดจากการทำงาน

รัฐมีนโยบายให้มีการตรวจสุขภาพแก่ชุมชน แต่ในภาคแรงงาน เชื่อหรือไหมว่าการตรวจสุขภาพประจำปีที่มีการตรวจโรค ตรวจปัสสาวะ ตรวจปอด และอื่นๆ แต่ในรายละเอียดไม่ได้ระบุว่าตรวจจากฟิล์มเล็กหรือฟิล์มใหญ่ บางโรงงานใช้ฟิล์มเล็กนิดเดียว เนื่องจากไม่มีข้อบังคับระบุชัดเจน ว่าโรงงานในนิคมฯ มาบตาพุดหรือโรงงานที่เกี่ยวข้องกับสารเคมีจะต้องตรวจโดยใช้ฟิล์มใหญ่เท่านั้น หรือไม่ได้กำหนดว่าให้มีการตรวจสารก่อมะเร็งแก่คนงานในนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด กฏหมายระบุเพียงว่าให้มีการตรวจสุขภาพประจำปีไม่น้อยกว่าปีละ 1 ครั้ง ส่วนจะตรวจอะไรบ้างให้ไปดูตามกฏกระทรวง พอดูรายละเอียดพบว่ามีแค่การตรวจน้ำตาลในเลือด ตรวจไวรัสตับอักเสบบี ซึ่งเป็นโรคพื้นฐานทั่วไป การทำงานในนิคมอุตสาหกรรมไม่ควรมีเพียงการตรวจสุขภาพพื้นฐานทั่วไป ควรให้ครอบคลุมการตรวจสารเคมีต่างๆ จึงจำเป็นต้องระบุให้ละเอียดในข้อกฏหมายว่าต้องตรวจเพิ่มเติมเรื่องสารก่อมะเร็งและสารเคมีต่างๆ

จากที่ฟังทางสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดที่ว่าระยองเป็นจังหวัดที่มีแพทย์อาชีวเวชศาสตร์ เพิ่งตั้งศูนย์เมื่อปี 2553 ซึ่งที่ผ่านมาก็ได้มีการพยายามผลักดันเรื่องนี้มาโดยตลอด ปัจจุบันยังไม่สามารถทำงานได้เต็มเวลา แล้วการประสานงาน กรณีที่หากเราเจ็บป่วยจากการทำงาน เราจะประสานกับใคร ผมยังไม่รู้ เบอร์โทรศัพท์เก่าที่อยู่ในลิสต์ก็ไม่อัพเดทแล้ว

นี่เป็นประเด็นใหญ่เลยทีเดียว เรากำลังบอกว่าเราจะพัฒนาระยองไปสู่อุตสาหกรรมที่ก้าวหน้า ไม่ว่าจะเป็นที่มาบตาพุดหรือที่ปลวกแดงก็ดี แต่เราไม่มีคนที่มีความรู้เกี่ยวกับโรคอาชีวเวชศาสตร์หรือโรคที่เกี่ยวกับการทำงานหรือผลกระทบที่เกิดจากอุตสาหกรรมเหล่านี้โดยตรง นี่เป็นสิ่งที่น่ากลัวและอันตรายมาก

ศ.ดร.ชิเกะฮารู นากาจิ ผู้อำนวยการ Environmental Monitoring Laboratory

3 ปีที่ผ่านมาที่ได้มาเมืองไทยประมาณ 10 ครั้ง รู้สึกดีใจที่ได้เห็นทุกท่านมีความพยายามทำงานร่วมกัน การสื่อสารความเสี่ยงคือ การทำให้ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องได้มาพูดคุยกันอย่างตรงไปตรงมาเพื่อที่จะหาทางออกอย่างจริงจัง ผมมีความรู้สึกว่าบริษัทมีการเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับสารพิษอันตรายอยู่แล้ว แต่ประชาชนไม่ค่อยได้รับทราบเท่าไร เลยคิดว่าเราต้องคิดวิธีการสื่อสารให้ดีกว่านี้…เราจะรอนโยบายรัฐอย่างเดียวไม่ได้ บริษัทต้องเป็นผู้นำการดำเนินการ ประชาชนและบริษัทต้องมีความร่วมมือกัน ที่ญี่ปุ่นก็มีการสื่อสารความเสี่ยงอย่างนี้เกิดขึ้นในที่ต่างๆ ตอนนี้มีประเด็นใหญ่คือ ปัญหาของฟูกูชิมะและพลังงานปรมาณู ก็เป็นเรื่องที่ต้องช่วยกันแก้ไข ผมเห็นด้วยว่าจะต้องดำเนินกิจกรรมนี้อย่างต่อเนื่อง อยากให้ทุกท่านสร้างกฏเกณฑ์ของตัวเอง เพื่อดำเนินการสื่อสารความเสี่ยงอย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพ

Categories: News Monitor

“นก จิรศักดิ์ โย้จิ้ว” ผู้กำกับหน้าหนึ่งซิทคอมชื่อดัง เบื้องหลังความสำเร็จกับหลักคิดง่ายๆ

Sun, 05/20/2012 - 14:29

แม้ภาพลักษณ์ที่หลายๆ คนมองจะขัดแย้งกับการปฏิบัติตัวจริง ในชีวิตประจำวัน แต่ผู้กำกับซิทคอมชื่อดัง “นก จิรศักดิ์ โย้จิ้ว” ที่มีซิทคอมยอดอิตของวัยรุ่นอย่าง เป็นต่อ, เฮง เฮง เฮง, บางรักซอย 9, รักแปดพันเก้า, นัดกับนัด และ เป็นข่าว และละครเวที 4 มิติ ที่เป็นทอล์คออฟเดอะทาวน์ “เรื่องเล่าคืนเฝ้าผี” กลับไม่ได้ใส่ใจคำวิจารณ์หรือข้อครหาใดๆ ยังคงยืนยันว่าการทำงานคือหน้าที่ที่ต้องทำ

แต่ชีวิตประจำวัน “ธรรมะ” คือสิ่งที่สูงสุด ตั้งใจปฏิบัติอย่างจริงจัง ถึงแม้จะทำงานอย่างหนักทุกวัน และในชีวิตของการทำงานก็มีสิ่งล่อแหลม บวกกับกิเลสที่ดึงดูดใจอยู่มาก แต่ผู้กำกับคนเก่งยังคงปฏิบัติตัวเป็นบุคคลต้นแบบสำหรับน้องๆ ในวงการอีกหลายคนได้เป็นอย่างดีอยู่เสมอ

ใครจะรู้ว่า การทำงานในวงการบันเทิงที่หลายคนว่าเป็นสวยหรูหาเงินได้ง่ายนั้นยากกว่าที่เราคิด เส้นทางที่เราเห็นไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาน แต่อาจโรยด้วยหนามกุหลาบด้วยซ้ำ ซึ่งแน่นอนว่า ทุกคนที่เข้ามาสัมผัสวงการนี้ต้องมีช่วงที่พบอุปสรรคในชีวิต ข่าวร้าย คำครหานินทา ที่ยากจะควบคุม ผู้กำกับไอดอลขวัญใจหนุ่มๆ คนนี้ก็เป็นอีกบุคคลหนึ่งที่พบเจอเรื่องลักษณะนี้ เคยผ่านชีวิตวัยรุ่นที่เกเร ข่าวฉาวเกี่ยวกับเรื่องผู้หญิง ถึงขนาดได้รับฉายา “ผู้กำกับหน้าหนึ่ง” มาแล้ว ซึ่งแน่นอนแต่ละเรื่องไม่ใช่เรื่องที่น่าภาคภูมิใจนัก แต่เมื่อเรื่องราวความทุกข์ร้ายๆ รุมเร้าเข้ามามากมาย จนถึงจุดที่มนุษย์เราเกินจะรับไหว สิ่งใดที่จะทำให้เราพ้นทุกข์ได้ ชายคนนี้เขาได้ค้นพบกับธรรมะ ธรรมะที่เขานำมาใช้ในโลกที่วุ่นวายนี้ได้เป็นอย่างดี อีกทั้งยังครองตนเป็นบุคคลตัวอย่างที่ยึดถือธรรมะ เดินต้านลมพายุ ค่อยๆ เดินขึ้นไปบนภูเขา เพื่อชมวิวทิวทัศน์ในจุดที่สูง ดังคำที่เขาว่าไว้ ยิ่งอยู่บนที่สูงยิ่งมองเห็นสิ่งต่างๆ ได้กว้างมากกว่าคนที่อยู่เบื้องล่าง ปัญหาที่เห็นก็จะมองเล็กลง จนเหลือแค่จุดดำๆ เท่านั้น

เรื่องราวในชีวิตผู้กำกับคนเก่งคนนี้ ยึดหลักธรรมะที่คนในสังคมเมืองสามารถยึดถือและปฏิบัติได้ไม่ยาก (ถ้ามีความตั้งใจจริง) อีกทั้งจุดเปลี่ยนในชีวิต ปัญหาที่เขาพบเจอ ก็ไม่ได้ต่างกับชีวิตคนในปัจจุบัน ดังซิทคอมที่เขาถ่ายทอดออกมา แต่เขายังทำได้ เชื่อเถอะว่าถ้าคุณได้อ่านเรื่องของเขา คุณก็ทำได้เช่นกัน

ผู้กำกับ นก จิรศักดิ์ โย้จิ้ว

ไทยพับลิก้า : อยากให้เล่าถึงการเข้าวงการครั้งแรก

หลังจากออกจากบ้าน จ.นครศรีธรรมราช เข้ามาทำงานที่กรุงเทพฯ ก็เริ่มทำงานที่ผับแห่งหนึ่ง แล้วมีงานเดินแบบบ้างนิดๆ หน่อยๆ จนวันหนึ่งได้ไปรู้จักพี่การ์ตูน ช่างแต่งหน้า ที่ผับ พี่การ์ตูนกำลังจะไปแต่งหน้าที่กองถ่ายหนังเรื่อง “กองร้อย 501 ริมแดง ภาค 2″ และพี่การ์ตูนก็สนิทกับอาทองก้อน ศรีทับทิม ซึ่งเป็นผู้กำกับ จึงชวนผมไปเล่นเป็นทหารเกณฑ์ มีบทบ้างนิดหน่อย เป็นเรื่องแรก ซึ่งต่อมาก็ได้เล่นเป็นตัวประกอบหลักเรื่อง “ไม้ทีกับพู่กัน” อีก ก็เลยขออาทองก้อนตรงๆ ว่าอยากทำหนัง เพราะคิดว่ากลับไปทำงานผับอีกคงไม่รุ่ง อาทองก้อนจึงพามาฝากกับ พี่ติ่ง จิรเดช หาญสิริกานต์ ผู้กำกับฯ ละครบริษัทย่อยของมีเดียออฟมีเดียส์ พี่ติ่งเค้าถามผมว่าทำอะไรเป็นบ้าง ผมก็บอกว่าทำอะไรไม่เป็นเลย ผมไม่ได้เรียนมาทางด้านนี้ จบแค่ ปวช.การบัญชี ที่บ้านทีวีก็ไม่มีดู พี่ติ่งจึงพาไปห้องตัดต่อ งานแรกที่ผมได้ทำคือ เสิร์ชเทปหาฉากที่พี่เขาต้องการตัดต่อ เป็นเรื่องตื่นเต้นมากที่ผมมาเห็นขบวนการการทำละคร ช่วงนั้นใครให้ทำอะไรผมก็ทำหมด ทำไปเรียนรู้ไป โชคดีที่บริษัทพี่ติ่งเค้าเป็นบริษัทเล็กๆ ผมเลยได้ทำเกือบทุกอย่าง

มาวันหนึ่งพี่ติ่งก็ล้มป่วย เราจึงได้ต้องมากำกับฉากในละครของวันนั้นแทนพี่ติ่ง ต่อมาพี่ติ่งเสียชีวิต เราจึงได้รับงานครึ่งหลังของพี่ติ่งไป อายุตอนนั้นก็ประมาณ 24 ปี พอมาได้กำกับเรื่องสวรรค์บ้านทุ่ง ด้วยความที่เรื่องนี้ต้องมีผู้กำกับร่วมที่อาวุโสกว่า ทำให้มีความเห็นที่ไม่ตรงกัน ทางผู้ใหญ่จึงบอกว่า ถ้ามีความคิดเป็นคนรุ่นใหม่แบบนี้ แนะนำให้ไปสมัครที่บริษัทเอ็กแซ็กท์ ที่นั่นมีคนรุ่นใหม่ไฟแรงเยอะ เราเลยมาสมัคร และได้มาทำงานที่เอ็กแซ็กท์ กำกับซิทคอม เฮง เฮง เฮง เป็นเรื่องแรก ตามมาด้วยบางรักซอย 9, รักแปดพันเก้า, เป็นต่อ, นัดกับนัด และเป็นข่าว ส่วนละครยาวก็เรื่อง เฮฮาคาเฟ่ และ รักในรอยแค้น ภาค 2

ไทยพับลิก้า : มีแนวคิดในการนำเสนอซิทคอมอย่างใร เพื่อไม่ให้คนดูเข้าใจผิดและปฏิบัติตามในสิ่งที่ไม่ดี

อย่างเรื่อง “เป็นต่อ” ด้วยความที่เนื้อเรื่องแสดงออกถึงความเจ้าชู้ ผู้ชายถึงชอบดูกันเยอะ แต่สิ่งที่ซ่อนอยู่ในเรื่อง เราจะบอกเสมอว่าสิ่งไหนทำแล้วดี สิ่งไหนทำแล้วไม่ดีอย่างไร จะมีคำสอนขึ้นมาเสมอ สมมุติคุณเจอผู้หญิงในผับ แล้วคุณคิดแต่สนุกกับเขา แต่ไม่ได้คิดถึงว่าเขาอาจเป็นอาชญากร บางทีคุณอาจจะถูกปล้น เขาอาจจะเข้ามาทำลายชีวิตคุณก็ได้ หรือบางทีคุณเจอผู้หญิงที่คุณคิดจะเล่นๆ กับเขา แต่เขาเป็นคนดีกว่าที่คุณจะไปคิดทำร้ายเขาก็ได้

ธรรมชาติของมนุษย์ จะสามารถแยกแยะได้อยู่แล้วว่าอะไรดีไม่ดี ภายในจิตของมนุษย์ก็จะชอบทั้งสิ่งที่ดีและไม่ดี ฉะนั้นในการแยกแยะทุกอย่างจะอยู่ในความคิดคุณเอง หรือถ้าเป็นเด็กผู้ปกครองก็เป็นคนชี้นำในสิ่งที่ถูกต้อง ซึ่งความคิดของคนเรา จะบอกว่าอยากจะทำหรือไม่ทำอย่างนั้น เพราะในเนื้อเรื่องก็จะสอดแทรกให้รู้อยู่แล้วว่าทำสิ่งใดแล้วได้รับผลดีไม่ดีอย่างไร ตัวละครก็มีทั้งตัวดีและตัวร้าย มันก็แล้วแต่มุมมองว่าใครจะชอบสิ่งไหน แต่ละบุคคลก็จะเลือกเสพละครตามจิตของคุณเองว่าใฝ่ดีหรือไม่ดี ขึ้นอยู่กับตัวบุคคลด้วย

ไทยพับลิก้า : ทราบมาว่าคุณนกสนใจธรรมะ มีจุดเปลี่ยนในชีวิตที่ทำให้หันมาปฏิบัติอย่างจริงจังอย่างไร

ตอนนั้นพี่บอย (ถกลเกียรติ วีรวรรณ) บวช แล้วชีวิตช่วงนั้นของผมก็ทุกข์เรื่องความรัก อีกทั้งเรื่องอื่นๆ ในชีวิตก็เป็นทุกข์ จนตัวเองรู้สึกไม่ค่อยอยากมีชีวิตอยู่บนโลกนี้แล้ว แต่พอได้พบกับพระอาจารย์ที่พี่บอยบวชเรียนด้วย ท่านแนะนำให้บวช พี่บอยก็สนับสนุน จึงตัดสินใจบวช และได้อยู่ในโลกที่เป็นธรรมะมากขึ้น เข้าใจในคำแต่ละคำของพระพุทธองค์มากขึ้น “อยากก็เป็นทุกข์ ไม่อยากก็เป็นทุกข์” คือทุกอย่างมันเป็นทุกข์หมด พอได้มานั่งทบทวนดูก็รู้ว่ามันจริงทุกอย่าง เป็นสัจธรรมของความทุกข์ ไม่มีมนุษย์คนไหนที่ไม่มีทุกข์ ทุกคนมีทุกข์หมด แล้วจะทำยังไงให้พ้นทุกข์ คือ ปฏิบัติธรรมแล้วจะพ้นทุกข์ ตามที่พระพุทธองค์บอก แค่กลับมานั่งดูที่ลมหายใจแล้วระลึกว่า วันหนึ่งถ้าเราไม่ต้องมาเวียนว่ายตายเกิดในวัฏสงสารอีกเราก็จะพ้นทุกข์ จึงตั้งใจศึกษาธรรมะอย่างจริงจัง และพยายามตัดทุกอย่าง กิเลสที่เรามี ไปสัมผัสให้น้อยที่สุด และทำให้เกิดขึ้นกับตัวเองให้น้อยที่สุด ทำให้เราไม่ค่อยไปใส่ใจอะไรกับชีวิตมากมาย ตัดทุกอย่างและพยายามจะอยู่ตัวคนเดียวให้ได้มากที่สุด

อย่างเรื่องความรัก บางคนอาจจะมองว่าผมเป็นคนเจ้าชู้ เหมือนตัวละครเป็นต่อ แต่จริงๆ แล้วผมก็เป็นมนุษย์ที่หาใครซักคนที่รักเราจริง และคนนั้นก็ต้องทำให้เรารู้สึกว่าเราอยู่ด้วยแล้วเราสบายใจ ทำให้เมื่อเราเจอคนที่เรารู้สึกว่าไม่ใช่ หรือไปเจอคนที่เรารู้สึกว่าใช่ แต่เราก็ไม่ใช่สำหรับเขา สลับกันไปมาอยู่แบบนี้ ต่างคนก็ต่างเจ็บ เกิดเป็นความทุกข์ ที่เห็นคนอื่นเจ็บเพราะเรา เราเจ็บเพราะเขา จนสุดท้ายก็คิดว่าทำยังไงให้เราอยู่คนเดียวให้ได้โดยไม่ต้องหาใคร ฉะนั้นถ้าใครคิดว่าผมเป็นคนเจ้าชู้ ผมบอกเลยว่าไม่ใช่ “ถ้าคุณเจอใครซักคนที่เขารักคุณและคุณรักเขา ก็ให้อยู่กับเขาไปเถอะ มันจะเป็นความรักที่เกิดความสุขแน่นอน”

ทั้งนี้ การที่เรารู้สึกว่าไม่ประสบความสำเร็จในเรื่องความรัก ทั้งเขารักเราและเรารักเขา ที่ยังหาไม่เจอ มันไม่ใช่แนวทางของความเจ้าชู้ มันเป็นแนวทางของความเจ็บปวดมากกว่า ซึ่งถ้าเราศึกษาพระพุทธศาสนาจริงๆ จะรู้ว่ามันเป็นกงกรรมกงเกวียนของเรา แม้จะมีตำราบอกวิธีแก้กรรมต่างๆ ไว้ แต่กรรมบางกรรมก็แก้ไม่ได้ กรรมที่แก้ได้คือแก้ที่ตัวเองเท่านั้น อย่างถ้าไม่อยากเจ็บปวดเรื่องความรักหรือทำร้ายใครอีก ก็ไม่ต้องนำใครเข้ามาในชีวิต แค่นั้น อีกอย่างผมมองว่าเวรกรรมเป็นสิ่งที่น่ากลัว ทำร้ายกันไปมาก็เจ็บ ไม่มีที่สิ้นสุดซักที

ไทยพับลิก้า : ดึงหลักธรรมะนำมาใช้กับงานในวงการบันเทิงได้อย่างไร

ได้เยอะมาก คือ หนึ่ง การใช้ชีวิตก่อน อย่างชีวิตส่วนตัว เรามาดูความรู้สึกของตัวเองว่าแต่ละวันเราคิดอะไรบ้าง อย่างในเรื่องความคิด ธรรมะบอกว่า การคิดไม่ดีกับคนอื่นเป็นจิตอกุศล แม้แต่คิดไม่ดี ไปตำหนิ หมู หมา กา ไก่ ก็บาปแล้ว เพราะถือเป็นจิตอกุศล ฉะนั้นแปลว่าเราจะมาหยุดคิดที่การกระทำของเรา แน่นอน ว่าไม่ควรคิดกับคนอื่นไม่ดี แต่มนุษย์เราจะมีกิเลส และจิตมักจะคิดในมุมที่ไม่ดี คิดเล็ก คิดน้อย คิดมาก ว่าคนนั้นไม่รัก คนนู้นรู้สึกแบบนั้นแบบนี้กับเรา ซึ่งความพอใจไม่พอใจในจิตมนุษย์จะเกิดขึ้นทุกวินาทีด้วยซ้ำ เพราะฉะนั้นเรานำธรรมะมาขัดเกลาจิตใจตัวเอง จะทำให้เราคิดแต่ในมุมที่ดีมากขึ้น เมื่อเรารู้ตัวว่าเริ่มไม่ดี เราก็จะเอาความคิดนั้นออกไป และคิดในมุมที่ดีดีกว่า หรือแม้กระทั่งเวลาโกรธ ชอบไม่ชอบ หรือหลงรักก็ตาม ทุกอย่างนำมาตัดได้หมด ธรรมะจริงๆ ของพระพุทธองค์ไม่อยากให้คนเราติดอยู่กับอะไรก็แล้วแต่ “เพราะในธรรมะบอกว่า ทุกอย่างล้วนแต่สมมุติขึ้นมา แม้กระทั่งตัวเราเอง” ทำให้เมื่อเวลาตัวเรามี เราก็เอื้อเฟื้อผู้อื่นมากขึ้น รู้จักการให้มากขี้น รู้จักยอมฟังและเห็นใจผู้อื่นมากขึ้น นี่คือหลักธรรมะที่มาใช้ในชีวิตประจำวัน

สำหรับธรรมะในชีวิตการทำงาน อย่างเมื่อก่อนผมจะเป็นคนขี้โมโหเวลาที่ลูกน้องทำอะไรไม่ได้ดั่งใจ แต่เดี๋ยวนี้ก็จะไม่โมโห “เพราะโมโหไปก็ไม่ได้อะไรขึ้นมา มันเป็นแค่จิตหนึ่งที่ทำตามอารมณ์เท่านั้น เพราะสุดท้ายเมื่อคุณหายโมโห คุณก็ต้องมานั่งแก้ปัญหาอยู่ดี” หรือแม้กระทั่งเวลาคิดมาก คิดไม่ตก คิดจนปวดหัว ก็อย่าเอาจิตไปผูกกับมัน ค่อยๆ วาง ก็จะสบายใจ ทุกอย่างการทำงานก็สบายขึ้นโดยไม่ต้องกังวลอะไร หรือแม้กระทังคำว่า “ตัวกู” ตามคำสอนของท่านพุทธทาสภิกขุ ตัวกูมีอะไรบ้าง อย่างอีโก้ ความมีศักดิ์ศรีสูง ใครมาพูดอะไรแบบนี้กับเราไม่ได้ เพราะเราตำแหน่งสูง พ่อเราใหญ่ นามสกุลดัง หรืออะไรต่างๆ นานา มันเกิดศักดิ์ศรีขึ้นมา ถ้าเราลองไม่มีดูล่ะ อะไรก็ไม่เป็นไร ก็ไม่ต้องเกิดการโมโห ลูกน้องก็สามารถเข้ามาคุยกับเราได้โดยเท่ากัน เราไม่จำเป็นต้องเอาความเป็นหัวหน้ามาคุยในบางเรื่อง แต่ถ้าเขาทำไม่ถูกแล้วเราอยากจะสอน ก็จะสอนด้วยความนุ่มนวลและทำให้เขาอยากฟังมากขึ้น แต่ถ้านำเอาตัวกูมาก่อนในการสั่งงานหรือพูดคุย ลูกน้องก็รู้สึกว่าอึกอัด รู้สึกเหมือนถูกสั่ง ไม่เหมือนกันพูดคุยกันดีๆ ซึ่งลูกน้องจะยอมรับในสิ่งที่เราบอกได้มากกว่า เพราะหัวหน้างานส่วนมากมักจะบ้าอำนวจกับลูกน้อง เพราะนั่นคือยึดใน “ตัวกู”

เมื่อก่อนเวลาหัวหน้าสั่งงานผม ด้วยความที่เราเป็นผู้กำกับ ก็จะปฏิเสธแนวทางที่เขาบอกเลย แล้วทำตามความคิดของเราแทน แต่เดี๋ยวเรารู้จักยอมรับที่จะทำให้ เมื่อผลออกมาดีไม่ดีอย่างไร ก็จะบอกเขา ทำให้มีความอะลุ้มอล่วย และความนุ่มนวลในการทำงานมากขึ้น

สำหรับการทำงานในวงการบันเทิง คนมองว่ากิเลสเยอะมาก ทั้งกิเลสของความหรูหรา กิเลสของความโก้หรู แต่ผมไม่ติดเลย เพราะเมื่อเราตัดคำว่า “ตัวกู” ออกได้แล้ว เราก็แค่คนคนหนึ่ง ยังกินข้าวแกงข้างถนนได้ปกติ ไม่จำเป็นว่าต้องกินอาหารที่หรูหราทุกมื้อ หรือแต่งตัวไฮโซ ขับรถราคาแพงๆ มันไม่เกี่ยวเลย เพราะค่าของคนมันไม่ได้อยู่ที่ตำแหน่งหน้าที่การงานใหญ่โต หรือคุณอยู่วงการไหน แต่มันอยู่ที่ว่าคุณมีจิตที่ดีหรือเปล่า จิตที่ดี นั่นแหละจะทำให้คนเรามีคุณค่า แต่ส่วนมากคนเราไปติดในภาพลักษณ์ เพราะเทคโนโลยีมันมีมาก ทำให้คนคิดว่าจะนับถือใครซักคน ก็ต่อเมื่อคนนั้นมีเงิน หรือคนคนนั้นมีตำแหน่งใหญ่โต มีหน้ามีตาในสังคม แต่สำหรับผมแล้วไม่ใช่ ผมจะนับถือใครสักกคนหนึ่งก็ต่อเมื่อรู้สึกว่าคนคนนั้นจิตใจดีจริงๆ

ถ่ายภาพร่วมกับทีมงานซิทคอม บริษัทเอ็กแซ็กท์

ไทยพับลิก้า : แนะนำน้องๆ ในวงการบันเทิง ให้สนใจรรมะอย่างไรบ้าง

แนะนำไปเยอะแยะมากมาย เพราะเมื่อเราพบแล้วรู้ว่าธรรมะเป็นสิ่งที่ดี เราก็อยากบอกต่อ อย่างในซิทคอมเรื่อง “เป็นต่อ” ในความเป็นตัวละครเป็นต่อ จะมีความล่อแหลมในทักษะทางตา คือมีสิ่งล่อตาล่อใจเยอะ ฉะนั้น อย่างฉากเซ็กซี่ ความเป็นผู้ชายก็ต้องมอง เป็นเรื่องปกติ ตาคนเนี่ยชอบจับจ้องในสิ่งที่มันวับๆ แวบๆ แต่ว่าเมื่อเราศึกษาธรรมะแล้ว เราเลือกที่จะไม่มอง คือ ปิดทักษะตรงนั้นซะ เราก็ไม่ต้องมองให้เกิดกิเลส แล้วไปคิดต่อหรืออะไรต่ออีก ซึ่งเรื่องแบบนี้ก็ต้องค่อยๆ ฝึกฝนไป ยังไม่มีใครปฏิบัติได้ทั้งหมดทีเดียวหรอก เราปฏิบัติธรรมซักร้อยปีแล้วถึงรู้ว่าสิ่งที่เราปฏิบัติมันดียังไงก็ไม่เห็นจะสายเลย ไม่จำเป็นว่าต้องปฏิบัติเดือนเดียวแล้วเราจะหลุดพ้นจากความทุกข์ทั้งปวง เพราะการที่เรายึดถือธรรมะและตั้งใจอยากที่จะปฏิบัติ ก็ดีกว่าคนที่ไม่คิดหรือทำอะไรเลยอยู่แล้ว หลักๆ ตามที่ครูบาอาจารย์ท่านสอนคือเรื่องการดูลมหายใจ เพราะการดูลมหายใจเราไม่ต้องไปนั่งคิดร้ายกับคนอื่น อย่างเช่น เวลาคุณจะนินทาใคร คุณก็ไม่ต้องนินทาแล้วเอาใจไปจับไว้ที่ลมหายใจ ก็จบ

ไทยพับลิก้า : มองหลักธรรมะของคนสมัยนี้ ว่าเป็นยังไร

คนสมัยนี้อย่าว่าแต่ธรรมะเลย บางคนกับพ่อแม่ยังไม่เชื่อเลย แล้วเขาจะมาเชื่ออะไรในธรรมะ อย่างเด็กสมัยก่อนที่เชื่อธรรมะเพราะพ่อแม่ฝึกให้เข้าวัดตั้งแต่เด็กๆ แต่สมัยนี้ โดยเฉพาะในสังคมกรุงเทพฯ น้อยมาก ต้องอยู่ในครอบครัวที่พ่อแม่เห็นธรรมะเด็กถึงจะมีธรรมะ สมัยนี้พระห่างจากเด็กมาก แต่ก็จะมีคนรุ่นหลังบางส่วนที่สนใจ แล้วค่อยมานำสอนเอง ซึ่งธรรมะอาจจะกลับมาใหม่ได้

แต่จริงๆ แล้วสังคมสมัยนี้ทุกคนไปติดอยู่ที่วัตถุกันมาก ทั้งโทรศัพท์มือถือ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เครื่องเล่นต่างๆ ที่เป็นวัตถุ ซึ่งตอนนี้ต่างชาติเขาเลิกติดวัตถุ เหมือนอิ่มตัวแล้ว หันกลับมาหาธรรมชาติ ธรรมชาติก็คือธรรมะ ความเป็นจริงมากขึ้น

อย่างทุกวันนี้ เราอาจจะเห็นว่ามีคนเข้าวัดปฏิธรรมกันเยอะ ซึ่งดูแล้วเหมือนเป็นประเพณีค่านิยมมากกว่า เห็นคนเข้าวัดปฏิบัติธรรมก็เข้าตาม หวังเพื่อสบายใจเวลารู้สึกว่าดวงไม่ดีหรือตัวเองมีความทุกข์ และขอในสิ่งที่เราต้องการให้สมหวัง ยกตัวอย่างง่ายๆ อย่างตัวผมเอง บวชครั้งแรกตอนอายุ 21 ถามว่าได้อะไรจากการบวชครั้งนั้นไหม อยากบอกว่าได้น้อยมาก แต่การบวชครั้งหลังเข้าใจธรรมะมากกว่า แปลว่าการบวชแล้วเข้าใจธรรมะจะเป็นการขัดเกลาจิตใจเราได้มากกว่าการบวชโดยที่ไม่เข้าใจธรรมะ แสดงว่าเราควรเข้าหาวัดและธรรมะ เมื่อเราพร้อมและมีขั้นตอนในการอบรมขัดเกลาจิตใจแล้วถึงจะเข้าใจธรรมะอย่างจริงจัง ไม่อย่างนั้นการเข้าวัดก็ไม่ต่างกับการเข้าห้างหรือเข้าโรงหนัง เข้าวัดไปกราบพระมาแล้วแต่กลับออกมาก็ยังผิดศีลทำตัวไม่ดีอยู่ แล้วมันจะดีได้ยังไง เพราะว่าสุดท้ายแล้วก็อยู่ที่ตัวเรา

สำหรับบางคนที่ไม่ชอบเข้าวัด เพราะคิดอคติในตัวพระสงฆ์ และพุทธพาณิชย์ต่างๆ ที่เจอภายในวัด ตรงนั้นขอแนะนำว่าคงต้องมาย้อนดูที่ตัวเองก่อน ว่าตัวเองดีแล้วจริงหรือ ถึงไปว่าคนอื่น ผมเคยถามพระอาจารย์ท่านหนึ่งว่าเราคิดแบบนี้เป็นบาปไหม ซึ่งก็ได้คำตอบว่าเป็นบาป เพราะจริงๆ แล้ว แค่เราคิดไม่ดี คิดติเตียน หมู หมา กา ไก่ ก็ถือว่าเป็นจิตอกุศลแล้ว ซึ่งจิตอกุศลไม่พึงมีให้เกิดในจิตของผู้มีธรรมะ ฉะนั้นทุกอย่างก็อยู่ที่ตัวเรา

อย่างเวลาเราเห็นพระสงฆ์ไปเดินพันทิพย์ ทำไมเราต้องรู้สึกไม่ดีด้วย พระท่านอาจจะไปเดินหาซื้อคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์เครื่องมืออะไร ที่มาพัฒนาวัด พัฒนาการสอนธรรมะให้เราก็ได้ เพราะเดี๋ยวนี้โลกกว้างใกล้มากขึ้น คนเราสามารถศึกษาธรรมะได้จากในอินเทอร์เน็ตเยอะแยะไป หรือต่อให้พระสงฆ์รูปนั้นทำไม่ดี ทำไมเราต้องไปคิดด้วย ทำไมไม่คิดว่าตัวเราเกิดจิตคิดติเตียน ซึ่งเป็นจิตไม่ดีที่มันเกิดขึ้นกับเรา แล้วเราควรจะดับมันยังไงมากกว่า ซึ่งจะเป็นการพัฒนาให้จิตเราสูงขึ้นด้วย

ไทยพับลิก้า : เป็นคนที่ทำงานเยอะมาก แล้วจัดสรรเวลาในการปฏิบัติธรรมะอย่างไร

จิตมนุษย์เรา สามารถปฏิบัติธรรมได้ตลอดเวลา ไม่ว่าจะนั่ง ยืน เดิน หรือนอน อย่างเวลาเราทำงาน แล้วเกิดอารมณ์โมโห เรารู้ตัว มีสติ เมื่ออารมณ์เกิดขึ้นเราก็จัดการดับมันลงซะ หรือแม้กระทั่งถ้าอยากฟังเทศน์ ขับรถไปเราก็สามารถเปิดซีดีธรรมะฟังในรถได้ กลับมาบ้านก็ไหว้พระสวดมนต์ ทำสมาธิ นอนสมาธิ ตื่นมาก็นั่งสมาธิก่อนไปทำงาน คือพยายามปฏิบัติให้เยอะที่สุด อย่าอ้างว่าไม่มีเวลา การทำสมาธิสวดมนต์ก็หมือนเป็นการพักผ่อน จิตเราสงบ ร่างกายเราก็ผ่อนคลาย แล้วแต่ใครแยกแยะแบบไหน คือต้องมีสติอยู่กับตัวตลอด ไม่ว่าเราจะทำอะไร จิตอาจจะแวบไปคิดเรื่องอื่นบ้าง ก็ดึงกลับมา อย่างการสวดมนต์ ถ้าไม่มีเวลาก็สวดแบบสั้นได้ แต่เราควรศึกษาคำแปลให้เข้าใจก่อน จะเป็นการเตือนสติและเข้าใจตลอดเวลาที่เรากำลังสวดมนต์ การฝึกปฏิบัติเราควรทำให้คุ้นชิน เหมือนเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตไปเลย

บางคนเลือกไปฝึกปฏิบัติในวัด ซึ่งวัดเป็นสถานที่เหมือนกับโรงเรียน เราไปเพื่อศึกษาเรียนรู้ แต่การฝึกเราก็ต้องนำกลับมาฝึกที่บ้านให้เป็นประจำ แต่ที่ให้ดีจริงๆ การเริ่มฝึกปฏิบัติควรเริ่มจากพ่อแม่ พ่อแม่ป้อนสิ่งไหนให้ลูกตั้งแต่เล็ก ลูกก็จะรับสิ่งนั้น เพราะสุดท้ายแล้ว เรื่องแบบนี้ต้องเริ่มฝังรากตั้งแต่ยังเล็กให้มั่นคง พ่อแม่นี่แหละสำคัญสุด

สำหรับธรรมะง่ายๆ ที่เราทุกคนสามารถฝึกปฏิบัติได้ คือ เริ่มจากตัวเอง เลิกมองเปรียบเทียบคนอื่น เลิกว่าคนอื่น “มนุษย์เราทุกคนเก่งมาก รู้เรื่องอย่างอื่นหมด เข้าใจทุกอย่างบนโลก แต่ไม่เคยรู้และเข้าใจตัวเองเลย ฉะนั้นควรหันมามองตัวเอง และดูว่าแต่ละวันตัวเองคิดอะไรบ้าง แล้วทำไมเราต้องคิดแบบนั้น ทำยังไงให้ตัวเองไม่ทุกข์และเหนื่อยเกินไป วิเคราะห์ วิจารณ์ตัวเองให้ได้ว่าทำไมเราถึงเป็นแบบนั้น”

Categories: News Monitor

Waltz with Bashir (2008)

Sun, 05/20/2012 - 09:24

ธิดา ผลิตผลการพิมพ์

ความแห้งแล้งแข็งทื่อในระดับไม่ธรรมดาน่าจะคือความรู้สึกแรกๆ ที่เกิดขึ้นแก่เราหลายคนเมื่อได้ยินคำว่า ‘สารคดีประวัติศาสตร์’ ค่าที่ทั้ง ‘สารคดี’ และ ‘ประวัติศาสตร์’ ล้วนเป็นคำที่ได้รับการสถาปนาความหมายไว้อย่างสูงส่งให้เกี่ยวข้องกับ ‘ข้อเท็จจริง’, ‘ความน่าเชื่อถือ’ และการเป็นบทบันทึกซึ่งสมควรต้องไกลห่างจากความเป็นอัตวิสัยอย่างที่สุด

แต่ Waltz with Bashir หักล้างความหมายเหล่านั้นหมดสิ้น เพราะผู้กำกับ-ผู้เขียนบท อารี โฟลแมน ไม่เพียงทำการบันทึกและถ่ายทอดประวัติศาสตร์ผ่านชุดเรื่องเล่าที่ดูจะมีความน่าเชื่อถือน้อยแสนน้อยอย่าง ‘ความทรงจำส่วนตัว’ เท่านั้น หากยังผ่านเครื่องมือที่ดูจะทำให้ขรึมขลังแห่งความเป็นหนังสารคดีถูกลดทอนจนแทบไม่เหลืออย่าง ‘การ์ตูน’ อีกด้วย!

แน่นอน นั่นเป็นการเลือกที่น่าประหลาดใจ (โดยเฉพาะเมื่อพิจารณาว่าหนังเรื่องนี้ออกฉายในปี 2008 ซึ่ง ‘สารคดีแอนนิเมชั่น’ ยังไม่เป็นที่คุ้นเคยนักในหมู่ผู้ชมวงกว้าง) แต่ยิ่งใช้เวลากับหนังเรื่องนี้มากเท่าไหร่ ดิฉันยิ่งพบว่ามันเป็นการตัดสินใจที่ชาญฉลาดยิ่งของโฟลแมน เพราะรูปแบบและมุมมองในการนำเสนอที่เขาใช้นั้นทรงอานุภาพอย่างรุนแรงในการนำพาเราในฐานะคนดูไปวางไว้ในตำแหน่งเดียวกับตัวละครหลักของเรื่อง (ซึ่งคือตัวเขาเอง) แล้วร่วมติดตาม – ทำความเข้าใจ และประจักษ์แจ้งต่อเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ครั้งหนึ่งอันเต็มไปด้วยความโหดร้าย ในแบบที่ตำราประวัติศาสตร์เล่มใดก็ยากจะทำให้เรารับรู้ระดับความโหดร้ายได้เท่า

กล่าวอีกอย่าง สำหรับโฟลแมนแล้ว ประวัติศาสตร์หาใช่บทบันทึกแห่งความจริงแท้ หากคือเรื่องยาวที่ประกอบสร้างขึ้นจากชุดเรื่องเล่าแห่งประสบการณ์ของผู้คนหลากหลาย เช่นกันกับที่สารคดีหาได้ต้องจำกัดตนเองไว้กับรูปลักษณ์ตายตัว “ความจริงมีหลายชุด วิธีเล่าความจริงจึงมีหลายแบบ ใครจะตัดสินได้ล่ะว่าวิธีไหนดู ‘จริง’ กว่ากัน?” เขากล่าว

สงครามศาสนาและการลอบสังหารประธานาธิบดี บาชีร์ เกมาเยล ในเลบานอนเมื่อปี 1982 ซึ่งนำไปสู่การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวปาเลสไตน์ในเมืองซาบราและชาติลานั้น เป็นความโหดร้ายต่อมนุษยชาติในระดับเกินกว่าที่ทหารหนุ่มแห่งกองกำลังป้องกันตนเองอิสราเอลวัย 19 ปีในขณะนั้นอย่างเขาจะสามารถเข้าใจหรือแม้แต่จะทำใจเชื่อได้ และเมื่อเขาในวันนี้ปรารถนาจะส่งสารว่าด้วยความอำมหิตอันไร้แก่นสารของสงครามให้แก่ผู้ชม วิธีที่ดีที่สุดจึงคือการวางผู้ชมไว้ในสถานะเดียวกันกับเขาในวันนั้น แล้วร่วมกันขุดลึกลงสู่ความทรงจำส่วนตัวของเขาและเพื่อนทหารร่วมชะตากรรม กระทั่งเราสามารถรับรู้ ‘ความจริง’ เสี้ยวหนึ่งของสงครามดังกล่าวได้ มิใช่ด้วยมุมมองแบบนักข่าวผู้อยู่ห่างไกล ทว่าด้วยมุมที่ใกล้ชิดและมี ‘ความเป็นมนุษย์’ มากที่สุด

Waltz with Bashir เริ่มต้นด้วยฉากผู้กำกับหนังชื่อ อารี โฟลแมน รับฟังเพื่อนคนหนึ่งเล่าฝันร้ายซึ่งตามหลอกหลอนมานานปี ทั้งคู่ได้บทสรุปว่า มันต้องมีความโยงใยบางอย่างกับสงครามเลบานอนที่พวกเขาเคยถูกส่งตัวไปร่วมรบครั้งยังหนุ่ม กระนั้น โฟลแมนก็พบด้วยความแปลกใจว่าตัวเขาเองกลับจำอะไรจากสงครามนั่นไม่ได้เลย นอกจากภาพเขากับเพื่อนสองสามคนเปลือยกายนอนแช่น้ำทะเลนอกชายฝรั่งเมืองเบรุต ก่อนพลุสัญญาณปริศนาจะส่องวาบอาบฟ้ายามค่ำแล้วผลุบหายไปหลังหมู่มวลตึกสูงซอมซ่อ จากนั้นพวกเขาลุกขึ้น ย่างกายเชื่องช้าสู่ริมหาด แล้วทุกอย่างก็ดับลับหาย…ราวกับเขาเป็นแค่คนนอก เป็นเพียงผู้ชมที่นั่งอยู่เบื้องหน้าการแสดงอันแปลกประหลาดโดยมิได้เข้าไปมีส่วนร่วม

จากจุดนั้น โฟลแมนตัดสินออกเดินทางไปพูดคุยกับเพื่อนทหารเก่าแก่ เพื่อตามเก็บชิ้นส่วนแตกแยกย่อยของอดีตอันเลวร้ายเกินทนที่กลไกป้องกันตัวเองบีบบังคับให้จิตใจของเขาแสร้งทำลืม และทีละนิดละหน่อยที่มันค่อยปะติดปะต่อจนกลายเป็นภาพใหญ่ การเลือกเล่าความจริงของสงครามผ่านสายตาและความทรงจำของทหารตัวเล็กตัวน้อยที่ถูกส่งไปปฏิบัติการโดยไม่เคยล่วงรู้ว่าตนกำลังอยู่ที่ไหนและสิ่งที่ถูกสั่งให้ทำนั้นมีความหมายอย่างไร จึงส่งผลให้หนังเต็มไปด้วยเรื่องเล่า ภาพจำห้วงสั้นๆ ภาพหลอน ภาพฝัน ภาพจินตนาการ ซึ่งเหมาะสมอย่างยิ่งเมื่อโฟลแมนเลือกถ่ายทอดมันด้วยแอนนิเมชั่น

(เขากับทีมงานถ่ายทำช่วงสัมภาษณ์บุคคลต่างๆ ไว้ในรูปลักษณ์เช่นเดียวกับที่เราคุ้นตาในหนังสารคดีทั่วไป แล้วค่อยนำมาเป็นต้นแบบเพื่อวาดให้เป็นแอนนิเมชั่นเช่นเดียวกับฉากอื่นๆ ในเรื่อง แอนนิเมชั่นไม่เพียงช่วยให้โฟลแมนควบคุมต้นทุนของการทำฉากสงครามที่ผ่านพ้นไปแล้วได้ดีกว่าการจำลองมันขึ้นจริงๆ เท่านั้น แต่ยังให้ความรู้สึกหลอกหลอนและมีพลังทางดราม่าเหนือกว่าการใช้ภาพจริงมาก)

‘ความเป็นคนนอก’ และ ’ความเป็นส่วนตัว’ มิได้ปรากฏเพียงในมุมมองของการเล่าเรื่องเท่านั้น หากยังอยู่ในสารทั้งหมดของหนังเรื่องนี้ ในแง่หนึ่ง เหตุผลของการก่อสงครามและการสังหารเพื่อนมนุษย์เป็นเพียงการตัดสินใจส่วนตัวที่จะ ‘ทำอะไร’ หรือ ‘ไม่ทำอะไร’ ของกลุ่มผู้มีอำนาจที่อยู่สูงจนประชาชนและทหารระดับล่างไม่มีทางอาจเอื้อมไปทำความเข้าใจได้ และในอีกแง่ ไม่ว่าสงครามแต่ละครั้งจะถูกป่าวประกาศว่าตั้งอยู่บนอุดมการณ์หรือเจตนารมย์ยิ่งใหญ่เพียงใด คนที่ถูกส่งเข้าสู่สมรภูมิจริงก็ล้วนต้องเกิดประสบการณ์กับมันอย่างเป็นส่วนตัว และก็เป็นภาพ เสียง กลิ่นของสงคราม ตลอดจนความรู้สึกผิดอย่างลึกล้ำนั้นเองที่จะประทับติดแน่นอยู่กับพวกเขาไปชั่วชีวิต ไม่ว่าจิตจะพยายามซุกซ่อนมันไว้ลึกแค่ไหนก็ตามที

“นายอยู่ที่ไหน และนายเล่นบทอะไรในวันนั้น” เป็นคำถามที่เพื่อนนักจิตวิทยาหล่นแก่โฟลแมนในฉากท้ายๆ และเป็นประโยคที่กุมหัวใจของหนังไว้ทั้งดวง โฟลแมนและอาจรวมถึงเราด้วยได้ตระหนักถึงความจริงแสนเจ็บปวดที่ว่า บทบาทอันดูเหมือนจะไร้ความหมายที่เขาได้เล่นบนเวทีแห่งการสัประยุทธ์ในวันนั้น แท้แล้วมันเป็นองค์ประกอบสำคัญหนึ่งของฉากแห่งการเข่นฆ่าและความตายของคนบริสุทธิ์จำนวนมหาศาล

และในวินาทีแห่งความล่วงรู้เช่นนั้นเองที่ Waltz with Bashir บรรลุถึงการเป็นสารคดีสงครามที่ทำให้เราต้องร่ำไห้

หมายเหตุ : Waltz with Bashir ได้รับรางวัลผู้กำกับสารคดียอดเยี่ยมจาก Directors Guild of America และเข้าชิงรางวัลออสการ์สาขาหนังภาษาต่างประเทศยอดเยี่ยม ปี 2008

Categories: News Monitor

ผู้ว่า ธปท. “ประสาร” แจงกองทุนมั่งคั่งตามนิยามแบงก์ชาติ – กับสิ่งที่ต้องเผชิญในภาวะปัจจุบัน

Sat, 05/19/2012 - 22:15

ดร.ประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่ประเทศไทย

ปมประเด็นประธานคนใหม่ของคณะกรรมการธนาคารแห่งประเทศไทย ที่มีการคัดเลือกไปเมื่อวันที่ 14 พฤษภาคมที่ผ่านมา และ ดร.วีรพงษ์ รามางกูร ได้คะแนนมากที่สุด ยังคงอยู่ในความสนใจของตลาดว่า เมื่อมีการทำงานร่วมกันท่ามกลางกรอบแนวคิดที่แตกต่างกัน ทิศทางของธนาคารกลางหรือแบงก์ชาติจะเป็นอย่างไร (อ่านคัดเลือกประธานบอร์ด ธปท. (จบ): ไม่พลิกโผ “ดร.โกร่ง” ลอยลำ – เจาะลึกกลไกการแทรกแซง)

ต่อเรื่องนี้ ดร.ประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้กล่าวกับผู้สื่อข่าวในงานมันนี่เอ็กซ์โปเมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม 2555 ที่ผ่านมาว่า “เวลานี้ผมว่าอย่าไปกังวลเกินเหตุ ที่แบงก์ชาติมีระบบงาน มีโครงสร้างงาน แม้แต่ท่านเอง (ดร.วีรพงษ์) โดยลึกๆ ท่านมีเจตนาที่ดีต่อประเทศ ส่วนความเห็นที่ไม่ตรงกัน ผมตั้งความหวังว่าจะมีโอกาสได้แลกเปลี่ยนข้อมูล แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน และเมืองไทยตอนนี้ทำอะไรก็อยู่ในสายตาประชาชนอยู่แล้ว ก็รอจังหวะเวลาและขั้นตอนที่เหมาะที่จะได้พูดคุยแลกเปลี่ยนข้อมูลความคิดเห็นกัน การที่ได้มีโอกาสฟังความเห็นที่ต่างก็จะเป็นประโยชน์ ทั้งหมดมีระบบ มีการเปิดเผยข้อมูล เรื่องการนำเงินทุนสำรองระหว่างประเทศไปใช้ (ตั้งกองทุนมั่งคั่งเพื่อนำไปลงทุนในโครงการสร้างพื้นฐาน) ผมอยากอธิบายทางเทคนิคเพราะอาจจะเกิดความเข้าใจผิดกันได้”

ดร.ประสารอธิบายเรื่องนี้ว่า จากความเข้าใจที่ว่าไทยเกินดุลบัญชีเดินสะพัด จึงมีเงินทุนสำรองฯ เหลืออยู่ สามารถเอาไปลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานได้ ขออธิบายในเรื่องนี้ว่า ถ้าทางเทคนิคเริ่มต้นจากผู้ส่งออกไทยเอาสินค้าไปขายแล้วได้ดอลลาร์มา เวลาเอาเข้ามาในประเทศ เขาเอาดอลลาร์มาแลกเป็นบาท ซึ่งเม็ดเงินก้อนนี้เกิดจากการค้าขายโดยอยู่ในมือผู้ส่งออก เขาเอาไปลงทุนสร้างโรงงาน ซื้อเครื่องจักร นั่นเป็นการเอาเม็ดเงินที่ได้กำไรจากการส่งออกไปลงทุน

และคนที่เข้าไปซื้อดอลลาร์จากผู้ส่งออก สมมติว่าเป็นแบงก์ชาติ โดยการเอาเงินบาทไปซื้อดอลลาร์ แต่แบงก์ชาติไม่ได้เป็นผู้ส่งสินค้าออก แบงก์ชาติไม่มีเม็ดเงินเพิ่ม แบงก์ชาติต้องออกพันธบัตรกู้เงินบาทมาจากตลาด แล้วเอามาซื้อดอลลาร์ ทำให้แบงก์ชาติมีดอลลาร์เป็นสินทรัพย์ มีบาทเป็นหนี้สิน

“แบงก์ชาติไม่ได้มีเม็ดเงินพิเศษ เพราะมีสินทรัพย์ดอลลาร์ มีหนี้สินเป็นบาท แต่เม็ดเงินที่เกิดจากการค้าขายกำไรเป็นของผู้ส่งออก และเขาเอาไปลงทุนของเขาอยู่แล้ว ทีนี้จากคำสัมภาษณ์ ผมว่าอาจจะเข้าใจผิด คิดว่าแบงก์ชาติมีเงินสำรองเหลือ เพราะเกิดจากการค้าขายได้กำไร เกินดุลการค้า มันไม่ใช่ แบงก์ชาติไม่ใช่ผู้ส่งออก บัญชีแบงก์ชาติมันสมดุล ไม่มีเม็ดเงินพิเศษ แบงก์ชาติมีดอลลาร์ก็จริง แต่มันมีหนี้เป็นบาท เหตุเพราะต้องเอาเงินบาทไปซื้อดอลลาร์จากผู้ส่งออก ถามว่าเม็ดเงินที่ได้จากการค้าขาย (ของผู้ส่งออก) มันได้เกิดการลงทุนไปหรือยัง ตอบได้ว่ามันเกิดการลงทุนไปแล้ว เพราะมันเป็นเงินกำไรของผู้ส่งออก”

ดร.ประสารอธิบายต่อว่า “ถ้าอยู่ดีๆ หากรัฐบาลจะเอาดอลลาร์ไปโดยเข้าใจว่าเงินทุนสำรองฯ อันนี้เกิดจากการค้าขายทำให้เกินดุล ซึ่งไม่ใช่ เพราะแบงก์ชาติต้องเอาบาทไปซื้อ มันมีหนี้สินอยู่ ทีนี้ ถ้าเกิดเอกชนหรือรัฐอยากจะได้ดอลลาร์ก็เอาบาทมาซื้อ ตรงไปตรงมา แบงก์ชาติก็เอาดอลลาร์ให้ไป แล้วเอาบาทมาลดหนี้ แบงก์ชาติเป็นเพียงแต่เก็บรักษาดอลลาร์ ไม่ได้ค้าขาย แบงก์ชาติไม่ได้ขายสินค้าไปเพื่อให้เกินดุลการค้า คนที่มีเม็ดเงินจากการค้าขายจากการมีกำไรคือผู้ส่งออก”

ดังนั้น ที่บอกว่าแบงก์ชาติมีการค้าขายเยอะๆ มีการเกินดุลเยอะๆ จึงมีเม็ดเงินเหลือ ควรจะเอาไปลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานเพราะประเทศไทยมีการลงทุนน้อย พอฟังภาพอย่างนี้ ดูเป็นเหตุเป็นผล แต่เม็ดเงินที่เกิดจาการค้าขายนั้นผู้ส่งออกได้ไปแล้ว เพียงแต่เขาแปลงสกุลเงิน (ดอลลาร์เป็นบาท) ตรงนี้เส้นผมบังภูเขาอยู่ หากไม่ทำความเข้าใจตรงนี้อาจจะเข้าใจไม่ตรงกัน เถียงกันไม่จบ

ดร.ประสารอธิบายต่อว่า ระบบบ้านเรามีกลไกอยู่แล้ว ถ้าคนเอาบาทมาซื้อดอลลาร์ก็ทำได้อยู่แล้ว ทุกวันนี้แม้เอกชนอยากเอาเงินไปลงทุนต่างประเทศ เขาเอาบาทมาแลกดอลลาร์ไปลงทุน หรือรัฐบาลออก พ.ร.ก.กู้เงิน 350,000 ล้านบาท เอามาสร้างโครงสร้างพื้นฐาน หากโครงการเขามีการนำเข้าเครื่องจักรจากต่างประเทศ เขาก็ไปเอาดอลลาร์จากแบงก์พาณิชย์ได้อยู่แล้ว จากนั้นแบงก์พาณิชย์มาเอาดอลลาร์ที่แบงก์ชาติโดยเอาบาทมาซื้อไป แบงก์ชาติซึ่งทำหน้าที่เก็บดอลลาร์ แต่มีหนี้สินเป็นบาท เพื่อให้คนแลกเปลี่ยนจากสกุลเงินหนึ่งไปสกุลหนึ่งได้

“แต่ประเด็นนี้เป็นปม คือ มีแนวคิดว่าจะมาเอาดอลลาร์จากแบงก์ชาติไปโดยไม่เอาบาทมาให้ ดังนั้น ถ้าจะเอาดอลลาร์จากแบงก์ชาติก็ต้องเอาบาทมาคืน ต้องเข้าใจในลอจิกในทางบัญชีให้ตรงกันก่อน”

ดร.ประสารกล่าวต่อว่า “ถ้าจะบอกว่าฉัน (รัฐบาล) มีเสียงข้างมาก ฉันจะแก้กฏหมายตามที่ฉันชอบ อันนี้น่ากลัวที่สุด เรื่องนี้มันเป็นกฎทั่วไป ใครจะกล้าเซ็น ผู้ว่าฯ ก็ไม่กล้าเซ็น กรรมการ ธปท. ก็ไม่กล้าเซ็น เพราะแบงก์ชาติดูแลอยู่ทั้งบัญชีทั้งสินทรัพย์และหนี้สิน อยู่ๆ เราไปเซ็นให้คนเอาสินทรัพย์ไปโดยไม่ลดหนี้สิน หรือโดยไม่ได้มาซื้อสินทรัพย์ ใครจะกล้าเซ็น ถ้าเอาบาทมาซื้อได้ เหมือนอย่างจีนหรือนอร์เวย์ทำ”

สำหรับจีนที่เขาตั้งกองทุนโดยใช้เงินสำรองฯ ซึ่งเขามีจำนวนมาก วิธีการคือ รัฐบาลโดยกระทรวงการคลังออกพันธบัตรดอกเบี้ย 4% ได้เงินหยวนมา แล้วเอาหยวนมาซื้อดอลลาร์จากธนาคารกลางจีนไปตั้งกองทุน CIC คือเอาหยวนมาซื้อดอลลาร์จากธนาคารกลางไป ธนาคารกลางก็เอาหยวนไปลดหนี้ที่ไปดูดซับดอลลาร์มา และกองทุน CIC เขามีความรับผิดชอบว่า แม้จะเอาดอลลาร์ไปลงทุนในกิจการต่างๆ หรือหุ้นต่างๆ บางปีผลประกอบการอาจจะขึ้น-ลง แต่ผู้จัดการกองทุนเขารู้ว่าเงินนี้มีต้นทุน ไม่ได้มาฟรีๆ มีดอกเบี้ยต้องจ่าย สิ้นปีเขาก็มีการประเมินผลงานว่ากำไรหรือขาดทุน

ดร.ประสารย้ำในประเด็นนี้ว่าต้องเข้าใจระบบบัญชี มันต้องมีทั้งหนี้สินและทรัพย์สิน 2 ข้างเสมอ

ส่วนแนวคิดที่แตกต่างกันในประเด็นเรื่องกรอบเงินเฟ้อ ดร.ประสารกล่าวว่า ความจริงตามกฎหมายมีกลไกอยู่แล้วว่า เมื่อถึงปลายปี คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ต้องหารือกับรัฐมนตรีคลัง จากนั้นไปสู่ ครม. เพื่อกำหนดเรื่องเป้าหมายเงินเฟ้อ อย่างปี 2554 ตนไปหารัฐมนตรีคลังธีระชัย (ภูวนาถนรานุบาล) ตกลงว่าจะใช้เงินเฟ้อทั่วไปดีไหม แทนที่จะเป็นเงินเฟ้อพื้นฐาน ซึ่งรัฐมนตรีธีระชัยก็เห็นด้วย พอเสนอไป ครม. รองนายกฯ กิตติรัตน์มีคอมเมนต์ว่าใช้กรอบพื้นฐานดีกว่าใช้เงินเฟ้อทั่วไป ดังนั้นปีนี้สรุปว่าใช้กรอบเงินเฟ้อพื้นฐาน อันนั้นเท่ากับมีการตกลงระหว่าง กนง. กับรัฐบาลแล้ว

ดร.ประสารกล่าวต่อว่า ในเรื่องนี้กฎหมายได้วางสมดุลไว้ว่า เป้าหมายในการบริหารจัดการเงินเฟ้อ อำนาจสุดท้ายอยู่ที่รัฐบาล เพราะรัฐบาลมาจากการเลือกตั้ง กรอบเงินเฟ้อจะสูงจะต่ำแล้วแต่ตกลงกัน แล้วรับผิดชอบ แต่พอตกลงกันได้ว่าใช้พื้นฐานระหว่าง 0.5-3.0% แบงก์กลางรับมาปฏิบัติ โดยหลักสากลให้ธนาคารกลางมีอิสระในการใช้เครื่องมือ และมีจังหวะเวลา เพื่อบริหารให้เป็นไปตามเป้าหมาย ถ้าไม่บรรลุเป้าหมาย แบงก์ชาติต้องอธิบายเหตุผลโดยเปิดเผย และถ้าไม่บรรลุเป้าหมายเป็นเวลานาน รัฐมนตรีคลังกับ กนง. ต้องมาตกลงกันว่าจะปรับหรือไม่

“จะเห็นว่ากฎหมายวางสมดุลไว้ ความหมายอันนี้สำคัญมาก กฎหมายนี้ไม่ได้ให้แบงก์ชาติเป็นอิสระไปเสียทั้งหมด เพราะไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง การจะกำหนดเป้าหมายเท่าไหร่ต้องให้ได้รับการอนุมัติจาก ครม. พอกำหนดได้แล้ว กฎหมายก็วางสมดุลให้อิสระในการใช้เครื่องมือและจังหวะเวลา เพราะอะไร เพราะเขาเห็นว่าตรงนี้จะขัดแย้งกับภาคการคลัง เพราะการคลังจะมีหนี้สาธารณะ แต่ละปีต้องจัดทำงบประมาณ ภาระใหญ่คือภาระดอกเบี้ย ภาระการคลังโดยธรรมชาติอยากให้ดอกเบี้ยต่ำ ก็สามารถลดภาระดอกเบี้ยลงได้ แต่เขาก็บอกว่าอย่างนั้นไม่ได้ ห้ามภาคการคลังครอบงำภาคธนาคารกลาง เพราะหากครอบงำได้ ดอกเบี้ยมันจะต่ำเสมอ ถูกไหม ซึ่งจะมีผลข้างเคียงทางอื่น เช่น อาจจะข้าวของแพง คนจะเอาเงินไปใช้ทางอื่น ไม่เกิดผลผลิต เงินเฟ้อก็ตามมา”

ดร.ประสารกล่าวต่อว่า หลักสากลเขาจะกลัวเรื่องนี้มาก โดยเฉพาะประเทศที่เคยประสบปัญหาเงินเฟ้อรุนแรงอย่างเยอรมันหรือสหรัฐอเมริกา เขาจะไม่ยอมให้ภาคการคลังมาครอบงำจังหวะเวลากับการใช้เครื่องมือของภาคธนาคารกลาง

ผู้สื่อข่าวถามต่อว่า ตามแนวคิด ดร.วีระพงษ์ที่อยากให้ดอกเบี้ยลง โดยมองว่าดอกเบี้ยไทยไม่ควรต่างกับดอกเบี้ยสหรัฐมาก และนโยบายทำให้ค่าเงินบาทอ่อนให้ภาคส่งออกดีขึ้น ดร.ประสารกล่าวว่า อันนี้เป็นโมเดลที่ใช้กับอัตราแลกเปลี่ยนคงที่ คือเอาบาทไปฟิกซ์กับดอลลาร์ ดอกเบี้ยจึงไปผูกกับอเมริกาด้วย เหมือนฮ่องกง ไม่สามารถใช้ดอกเบี้ยเป็นเครื่องมือในการทำนโยบายได้เลย เขาต้องใช้เคอเรนซี่บอร์ด ดังนั้นตัวแปรทั้งสองคืออัตราแลกเปลี่ยนกับอัตราดอกเบี้ย ทั้งคู่คือราคา พอเราไปผูกเข้ากับตัวหนึ่ง อีกตัวหนึ่งก็ต้องผูกไปด้วย แต่หลังวิกฤติต้มยำกุ้ง ไทยเปลี่ยนนโยบายอัตราแลกเปลี่ยนมาใช้แบบยืดหยุ่น หากเราไปผูกดอกเบี้ยกับอเมริกา มันจะไม่ไปด้วยกัน

ดร.ประสารยกตัวอย่างว่า ในช่วง 2 ปีนี้ มีบางช่วงที่บาทแข็งกว่าดอลลาร์ ซึ่งตอนที่ตนเพิ่งเข้ามา ช่วงนั้นค่าเงินบาทแข็งมากเงินไหลเข้าประเทศ จาก 33 บาท/ดอลลาร์ มาเป็นประมาณ 30 บาท/ดอลลาร์ แต่ตอนนี้บาทอ่อน หากเราเอาอัตราดอกเบี้ยไปผูกกับอเมริกาอาจจะมีปัญหาได้ เครื่องมือทางเศรษฐกิจมหภาคจะไม่เหมาะสมกับเรา

“หลังวิกฤติซับไพรม์ เงินทะลักมาเอเชีย บาทเราแข็งมาก ตอนนั้นเราเลือกใช้เครื่องมือผสมผสานกัน 4-5 เครื่องมือ เพื่อทำให้ผลกระทบไม่รุนแรง เครื่องมือเศรษฐกิจมหภาค บางเครื่องมือเราใช้มาก บางเครื่องมือเราใช้น้อย หากไปทำอย่างนั้น เครื่องมือเราจะหายไป 2 ตัว”

ดังนั้น ต่อประเด็นที่ว่าดอกเบี้ยสูงจะทำให้เงินไหลเข้า ดร.ประสารมองว่า “ไม่จริง มันขึ้นกับปัจจัยอื่น อย่างดอกเบี้ยอเมริกา 0.25% ตอนนี้เงินไหลเข้าอเมริกามหาศาล และก่อนนี้ก็ไหลเข้ามหาศาล ทั้งๆ ที่อเมริกาขาดดุลการค้ามาโดยตลอด ก่อนหน้านี้ขาดดุล 5-6% ของจีดีพี แต่ตอนนี้ดอลลาร์อ่อนทำให้ขาดดุลการค้าประมาณ 3% ของจีดีพี การที่อเมริกาขาดดุลและเขาอยู่ได้ ต้องมีเงินจากนอกอเมริกาเข้าอเมริกา ถามว่าคนที่เอาเงินเข้าอเมริกา ทั้งที่ดอกเบี้ยอเมริกาแค่ 0.25% ทำไมชาวโลกต้องเอาเงินเข้าสหรัฐ ซึ่งแบงก์กลางทั่วโลกทั้งไทยด้วยที่มีเงินสำรองฯ เยอะๆ เอาเงินเข้าสหรัฐ เพราะคนยังเชื่อมั่นว่าปลอดภัยและระยะยาวมีความมั่นคง”

ในทางกลับกัน ประเทศบราซิล ดอกเบี้ยนโยบาย 7-8 % ทำไมเงินไม่ทะลักไปทางนั้น ขณะที่ของไทยดอกเบี้ยนโยบาย 3% หรือทางแถบนี้ เกาหลี 3.25% อินโดนีเซียกว่า 4% ออสเตรเลีย 4 % ถามว่าหากเปรียบเทียบไทยกับอินโดฯ ทำไมเขาไม่เอาทั้งร้อยเปอร์เซ็นต์ของเขาเข้าอินโดฯ ทั้งหมด เพราะเขาต้องกระจายความเสี่ยงเหมือนกัน เขาไม่ได้ดูอัตราดอกเบี้ยอย่างเดียว เขาดูอัตราการเติบโตเศรษฐกิจด้วย

นอกจากนี้ ดร.ประสารได้กล่าวถึงเศรษฐกิจในขณะนี้ว่าสินเชื่อขยายตัวสูงมาก หากยิ่งไปลดดอกเบี้ยก็ยิ่งไปกระตุ้นสินเชื่อ อาจจะเกิดฟองสบู่ได้ ตอนนี้ต้องเกาะติดตัวเลขการขยายสินเชื่ออย่างใกล้ชิด ดังนั้น หากตัวเลขยังไม่แน่นอนและหากเรายังไม่เข้าใจเต็มที่ก็ต้องระวัง อย่าไปกระตุ้นมัน ในยามนี้ หากทุบดอกเบี้ยลงไปอีกยิ่งเหมือนใส่ฟืนเข้าไป

ดร.ประสารกล่าวต่อว่า เศรษฐกิจในประเทศมีการฟื้นตัวเร็วกว่าที่เราคาด ภาคการผลิตรถยนต์เต็มกำลังการผลิตแล้ว ขณะที่ภาคอิเล็กทรอนิกส์ เครื่องใช้ไฟฟ้า กำลังการผลิตยังไม่เต็ม ดังนั้น หากมีอะไรมากระตุ้นเส้นดีมานด์ พ่อค้าก็ส่งผ่านไปที่ราคาได้ ตอนนี้ตัวที่ทำให้ต้นทุนเพิ่มแน่ๆ คือค่าแรง ค่าขนส่ง แต่ถ้าหากยังไงๆ คนต้องซื้อ เพิ่มราคาแน่ เป็นแรงกดดันว่ามีความเสี่ยงเงินเฟ้อจะมา แต่อีกกระแสหนึ่งเศรษฐกิจโลกปั่นป่วนมาก โดยเฉพาะยุโรป จะลามไหมก็ต้องดูเหมือนกัน แบงก์ชาติต้องรักษาบาลานซ์ระหว่างข้างนอกอาจจะซบเซา แต่ข้างในดูจะดีขึ้น

“แต่โชคดีที่ภาคเอกชนเราเก่ง กระจายคู่ค้าไปอเมริกา 10 % ไปญี่ปุ่น 10% ไปยุโรป 10 % ซึ่ง 3 ตัวนี้แต่ก่อนรายละเกือบ 25% ตอนนี้รวมแล้วแค่ 30% นอกจากนี้ส่งออกไป Non G3 ประมาณ 70% แบ่งเป็นจีน 11% อาเซียน 26% ที่เหลือเป็นที่อื่นๆ เที่ยวนี้ต้องขอบคุณภาคเอกชนที่ปรับตัวมาก และโครงสร้างเศรษฐกิจเป็นอุตสาหกรรมที่แข่งในตลาดโลกได้”

Categories: News Monitor

ประเด็นฮอตในโซเชี่ยลมีเดียรอบสัปดาห์ – โอ๊คโชว์ข้าวหมูแดงราคาถูก และ อั้ม เนโกะ

Sat, 05/19/2012 - 10:30

ประเด็นที่ถูกพูดถึงมากสุดในโซเชียลมีเดียในรอบสัปดาห์ 13–19 พ.ค. 2555

เรื่องแรก ของสัปดาห์นี้เป็นเรื่องที่มีผลกระทบต่อความรู้สึกของเหล่าบรรดาลูกแม่โดมไม่น้อย เมื่อเครือข่ายสังคมออนไลน์เผยแพร่ภาพสาวประเภทสอง ใช้ชื่อนามแฝงว่า อั้ม เนโกะ โพสต์รูปถ่ายของตนเองในลักษณะท่าทางไม่เหมาะสม ใส่กางเกงขาสั้น นั่งยกขาชันเข่าข้างหนึ่ง แล้วนำมือไปแตะบนบ่ารูปปั้นของ ศาสตราจารย์ ดร.ปรีดี พนมยงค์ อดีตนายกรัฐมนตรีและรัฐบุรุษ อดีตผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ผู้นำคณะราษฎร และผู้ประศาสน์การมหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง ลงในเฟซบุ๊ก พร้อมเขียนอธิบายรูปภาพไว้ว่า “♥ความรัก ความคลั่งคืออะไร แต่ประเทศไทยก็ไม่มีกฎหมายหมิ่นท่านปรีดี เพราะเราทุกคนเท่ากัน”

สำหรับเรื่องนี้ เป็นที่วิจารณ์กันหนาหูว่าเป็นการกระทำที่ไม่เหมาะสม จนมีการสืบสาวไปถึงเรื่องส่วนตัวของผู้ใช้นามแฝงว่า อั้ม เนโกะ พร้อมเรียกร้องให้มหาวิทยาลัยดำเนินการ ขณะที่คนอีกกลุ่มมองว่าเป็นเรื่องธรรมดา และคนบางกลุ่มก็นำไปเปรียบเทียบกับกรณีที่มหาวิทยาลัยอนุญาตให้ทหารเข้ามาในช่วงที่มีการสลายการชุมนุมเมื่อปี 2553 ว่าน่าละอายยิ่งกว่า

ภาพที่ถูกโพสต์โดย อั้ม เนโกะ ที่มาภาพ: httpnews.mthai.comgeneral-news165850.html

ทั้งนี้ทาง www.prachatai.com ได้มีการสัมภาษณ์ “อั้ม เนโกะ” ปัจจุบันอายุ 19 ปี ก่อนหน้านี้เคยเรียนอยู่ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และกำลังจะเข้าเรียนที่คณะศิลปศาตร์ เอกเยอรมัน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในปีการศึกษา 2555 นี้ ซึ่ง อั้ม เนโกะ อธิบายว่า

“วันที่ถ่ายรูปดังกล่าวเป็นวันปรีดี (11 พ.ค.) ที่บริเวณรูปปั้นด้านล่างมีคนมาวางพาน พวงมาลา กราบไหว้อาจารย์ปรีดี เมื่อรุ่นพี่ได้พาเดินทัวร์ตึกโดม ได้เห็นรูปปั้นอาจารย์ปรีดี จึงอยากลองทำอะไรท้าทายกระแสสังคมดูบ้าง ตอนถ่ายอยากให้ Cult โดยมีคำถามว่าถ้าเราเท่ากัน ทำไมจึงต้องทำให้อาจารย์ปรีดีกลายเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เหมือนเราให้ความสำคัญ อ.ปรีดี ในฐานะคนที่มากกว่าคน สร้างความศักดิ์สิทธิ์มากเกินไปหรือเปล่า” เธอตั้งข้อสังเกตและกล่าวต่อว่า “อาจารย์ปรีดีไม่ได้เป็นคนที่วิเศษวิโส วิจารณ์ได้ หากกลุ่มที่มีแนวคิดเสรีนิยมยังมีข้อยกเว้น ไม่วิพากษ์วิจารณ์ อ.ปรีดี ซึ่งมีแนวคิดเสรีนิยม แล้วจะใช้หลักการวิจารณ์โดยเท่าเทียมกันได้อย่างไร Liberal เป็นอะไรไปแล้ว” อั้ม เนโกะ กล่าว

อีกทั้งยังบอกต่ออีกว่า ตนยังไม่ทราบเรื่องที่มีกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในอินเทอร์เน็ต เพราะช่วงนี้ต้องเตรียมเอกสาร สอบสัมภาษณ์ แต่ก็ยอมรับการวิพากษ์วิจารณ์ และกล่าวต่ออีกว่า “วันหนึ่ง ถ้าหนูเกิดไปทำความดีอะไรเข้า แล้วตัวเองเป็นรูปปั้น มีคนมากระทำชำเรารูปปั้น ก็ไม่แคร์อะไร เพราะเป็นแค่หุ่นธรรมดา อย่างกรณีที่มีการรุมประชาทัณฑ์คนทุบพระพรหมจนถึงแก่ความตาย เราควรให้ความสำคัญกับอะไร ระหว่างหินที่ถูกสร้างขึ้นมาด้วยชุดความเชื่อหนึ่งๆ กับชีวิตคน ทำไมจึงมีการสร้างความชอบธรรมให้คนที่รุมประชาทัณฑ์ ทั้งที่มีกระบวนการทางกฎหมายอยู่แล้ว ทำไมจึงไม่มีการจัดการกับวิถีประชาที่ละเมิดกฎหมาย ละเมิดสิทธิในชีวิตคนคนหนึ่งจนถึงแก่ความตาย ซ้ำคนเหล่านั้นยังได้รับการยกย่องว่าปกป้องศาสนา”

โดยล่าสุดมีการตอบกลับเรื่องดังกล่าวจากนายสมคิด เลิศไพฑูรย์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว มีใจความว่า “เรื่อง นศ. คนหนึ่งถ่ายรูปกับรูปปั้นอาจารย์ปรีดี ผมกำลังให้สอบข้อเท็จจริงอยู่ครับ มหาวิทยาลัยดูแลทุกเรื่องครับ ไม่ต้องกลัว”

เรื่องทั้งหมดเป็นเสรีภาพส่วนบุคคล ซึ่งมีทั้งผู้เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย อีกทั้งเป็นที่รู้กันอยู่แล้วว่า “ธรรมศาสตร์เป็นสถานที่ที่มีเสรีภาพทุกตารางนิ้ว” เช่นเดียวกับโลกโซเชียลมีเดีย ที่คนเราสามารถแสดงความคิดเห็นกันได้อย่างเต็มที่ ซึ่งก็มีทั้งผู้ที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วยกับเรื่องราวที่เกิดขึ้นนี้มากมายกันเลยทีเดียว

“พูดกันแบบคนธรรมดา มิใช่จำเป็นต้องเป็นศิษย์เก่าของสถาบันใด ผมเห็นด้วยกับท่านที่บอกว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องของ “กาลเทศะ” การแสดงออกของใครเป็นอย่างไรก็สะท้อนวิธีคิดมุมมองของบุคคลนั้น ไม่ว่าจะเป็นรูป อ.ปรีดี หรือรูปเคารพอื่นใดก็ตาม อีกทั้งเรื่องนี้มิใช่เรื่องของสิทธิมนุษยชน เพราะสิทธิมนุษยชนก็คือการเคารพต่อสิทธิของผู้อื่นมากกว่าสิทธิของตนเอง ผมไม่อยากวิวาทะกับ อ.สมศักดิ์ หากจะวิวาทะกับ อ.สมศักดิ์ ก็ควรจะเป็นบนพื้นฐานเรื่องที่ อ.ปรีดี คิดอย่างไรกับ กม.อาญา มาตรา 112 มากกว่า”

“ไม่ให้ความเคารพเลย แล้วทำไมต้องออกจากจุฬาอ่ะ เพราะไปทำตัวแบบนี้ไว้รึป่าว อายุขนาดนี้แล้วไม่รู้จักคิด สารพัดคำที่อยากว่า แต่คนไม่มีความคิดไงก็คงไม่คิดอยู่ดี พ่อแม่คงภูมิใจ หรือทำไปเพราะแค่อยากดัง”

“ดูแล้วสำหรับคนทั่วไปก็เห็นว่าไม่สมควร แต่สำหรับคนที่คิดนอกกรอบอย่างอั้ม เนโกะ ก็ไม่เห็นแปลก และความคิดของเขาก้าวหน้ามาก บางคนคิดไม่ถึง ไม่มองว่าโลกมันเปลี่ยนไปถึงไหนแล้ว ยังงมงายกับแนวคิดเก่าๆ ที่ถูกฝังหัวมา ลืมตาขึ้นมาก็เห็นแต่สิ่งที่ตนเองคิด บางท่านคิดว่าประเทศไทยเป็นที่เดียวในโลกที่วิเศษสุดที่หาที่ใดเสมอไม่ได้แล้วในโลกนี้ ซึ่งเขาไม่เคยเปิดใจเลย ที่จริงประเทศไทยนั้นด้วยสภาพภูมิประเทศและสภาพภูมิอากาศก็ถือว่าดีในระดับหนึ่ง แต่ประเทศในแถบเดียวกันเขาก็ไม่ต่างกับไทย อาจดีกว่าด้วยซ้ำ สำหรับคนไทย คนทั่วไปก็มีทั้งดีและไม่ดีปะปนกันไป แต่มีบางคนที่มองเห็นคนไม่ใช่คน มองเห็นคนที่แตกต่างกับตัวเองว่าเป็นคนที่ไม่มีค่า แต่มองคนที่สูงกว่าว่าเลอเลิศ คนเช่นนี้ ไร้ซึ่งความเป็นคนเพราะชอบเหยียดคนที่ต่ำกว่า”

“เบื่อพวกคลั่งชาติ ไม่ได้บอกว่าในภาพทำถูกนะ อยากรู้ ใน มธ. นี่เค้านับถือท่านปรีดีเพราะรู้จักตัวตนท่านรู้ว่าท่านเคยทำอะไรมา หรือนับถือเพราะรุ่นพี่มันฝังหัวกันมา ผมเกิดมามุมมองผมจะอเมริกา ไทย จีน มันก็เป็นประเทศเดียวกันชื่อว่าโลก อะไรดีก็รับมาใช้ ไม่เห็นต้องแบ่งฝ่าย เบื่อคำพวกนี้ ลืมกำพืด ขี้ข้าฝรั่ง เลิกปิดหูปิดตาเถอะ”

“แล้วให้ย้อนกลับไปคิดกลับกัน บ้านเมืองของชาติมหาอำนาจนั้นใครจะเข้าไปอยู่นั้นได้ มันจะตั้งกฏกติกาชนิดที่ว่าไม่มีใครสามารถทะลุทะลวงไปได้ หากไม่รวยจริง ดีจริงนั้น ดูสิว่ามันเห็นแก่ตัวแล้วเอาชั่วไปให้ชาติอื่นนั้นไหม”

“ร่ำเรียนมาจนจบมหาวิทยาลัย ควรจะรู้แล้วว่าสิ่งใดควร ไม่ควร อย่ามาอ้างเรื่องความเท่าเทียมเสมอภาค ความเท่าเทียมคือไม่ละเมิดสิทธิของผู้อื่น นี่โตแต่ตัว สมองไม่พัฒนาเลย สำเนียงส่อภาษา กิริยาส่อสกุล”

เรื่องที่สอง จากกรณีที่นายพานทองแท้ ชินวัตร หรือโอ๊ค ได้โพสต์รูปร้านข้าวหมูแดงราคาจานละ 30 บาท ที่ระบุว่าอยู่หน้าพรรคประชาธิปัตย์ ลงในแฟนเพจเฟซบุ๊คที่ใช้ชื่อว่า Oak Panthongtae Shinawatra พร้อมทั้งโพสต์ข้อความว่า

“วันนี้ผมได้มีโอกาสไปทานอีกร้านนึงที่มีผู้แนะนำมา พอดีกำลังจะไปช่วยหาเสียงเลือกตั้งซ่อมที่เชียงใหม่เลยถือโอกาสแวะทานก่อนไปขึ้นเครื่อง เป็นร้านข้าวหมูแดง-หมูกรอบ โฆษณาให้เลยครับชื่อร้าน “ชูจันทร์” ผมลองทานแล้วอร่อยมากและราคาเพียง 30 บาท ที่น่าสนใจและอาจเป็นประเด็นการเมืองเล็กน้อย คือ ร้านนี้อยู่หน้าพรรคประชาธิปัตย์ครับ ก็เหลือเชื่อนะครับ ของดีราคาถูกอยู่ใกล้ๆ กลับไม่มีใครพูดถึง พูดกันแต่แพงๆๆ ผมคิดว่าถ้าเราฉลาดที่จะเลือกร้านให้ดีๆ และนำมาบอกกันแชร์กันอย่างนี้ น่าจะเป็นประโยชน์ต่อพี่น้องประชาชนมากกว่านะครับ ผมขอไปขึ้นเครื่องก่อนเดี๋ยวถึงเชียงใหม่แล้วจะหาร้านดีๆ มาแนะนำกันอีกครับ”

นายพานทองแท้ ชินวัตร โพสต์ร้านอาหารราคาถูกลงเฟซบุ๊ค ที่มาภาพ: httpswww.facebook.comoakpanthongtaeref=ts

อย่างไรก็ตาม หลังจากนั้นในหน้าเพจเฟซบุ๊กของของ “ขบวนการเสรีไทยเฟซบุ๊ก” ก็ได้ขึ้นข้อความว่า “หลังจากโอ๊คลั้นลากับผลงานชิ้นโบว์แดงเพียงข้ามชั่วโมง ก็มีอันหน้าแตกดังเพล้งๆๆๆๆ เมื่อความจริงปรากฏ ขอภาพมุมขยายจะๆ เผื่อว่าจะเห็นกันไม่ชัดนะฮ๊า เดี๋ยวจะหาว่า เสรีไทยไม่เนียน”

ทั้งนี้ภาพที่ “ขบวนการเสรีไทย” นำมาโพสต์ประกอบเป็นภาพตู้กระจกอาหารด้านหน้าร้านชูจันทร์ ซึ่งป้ายข้อความเขียนติดไว้ว่า ขอขึ้นราคาขายราดหน้าจากราคาจานละ 30 บาท เป็น 35 บาท ตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคมที่ผ่านมาเป็นต้นไป ซึ่งภายหลังจากมีข้อความและภาพดังกล่าวถูกแชร์ต่อๆ กันไปในเฟซบุ๊กก็มีประชาชนในโซเชียลมีเดียออกมาวิพากษ์วิจารณ์กันเป็นจำนวนมาก โดยส่วนใหญ่พากันตั้งข้อสงสัยเกี่ยวกับเจตนาของนายพานทองแท้ ที่อ้างราคาไม่ตรงความจริง ขณะที่บางส่วนก็กล่าวหานายพานทองแท้ ว่าพยายามกลบกระแสของแพงช่วยรัฐบาล ซึ่งเป็นเรื่องไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง

ร้านชูจันทร์ ขอปรับขึ้นราคาอาหาร ที่มาภาพ: httpwww.naewna.compolitic6796

ด้าน นายศิริโชค โสภา ส.ส.สงขลา พรรคประชาธิปตย์ ก็โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Sirichok Sopha เช่นกันบุว่า

“เห็นคุณโอ๊คพานทองแท้โพสต์ใน Facebook ว่าแวะไปกินข้าวหมูแดงที่ร้านชูจันทร์ ข้างๆ พรรคประชาธิปัตย์ โดยป้ายเขียนราคาใว้ที่ 30-40 บาท แต่คุณโอ๊คซื้อได้ในราคา 30 บาท ก็เลยเชิญชวนคนมากินร้านนี้ เสียดายทำไมคุณโอ๊คไม่รายงานของที่มันขึ้นราคา อย่างเช่นราดหน้าร้านชูจันทร์ ขึ้น 35 บาท เริ่ม 1 พ.ค. 55 บ้างล่ะครับ หรือมองไม่เห็น กรุณาให้ข้อมูลทุกด้านหน่อยครับ”

จากนั้น โอ๊ค พานทองแท้ ก็ได้โพสต์ข้อความตอบโต้นายศิริโชค บนแฟนเพจเฟซบุ๊กของตนว่า

“แตะการเมืองนิดเดียวได้รับเกียรติทันทีเลยครับ แต่ผมคงไม่ใช้สิทธิพาดพิงไปโต้อะไรกับใครแบบที่เราเห็นประจำในสภานะครับ แต่อยากจะสื่อสารกับแฟนเพจว่า สิ่งที่เราร่วมกันแชร์คือ “ของดีราคาถูก” ครับ ใครเจออะไรถูกและดีก็มาแชร์กัน ผมถึงได้ระบุชัดเจนในโพสต์ที่แล้วไงครับว่า “ถ้าเราฉลาดที่จะเลือกร้านให้ดีๆ และนำมาบอกกันแชร์กันอย่างนี้ น่าจะเป็นประโยชน์ต่อพี่น้องประชาชน” เมนูร้านมีเป็นสิบๆ อย่าง เขาติดป้ายขึ้นราคาราดหน้าอย่างเดียวเป็น 35 บาท ก็จ้องแต่จะพูดถึงอย่างเดียวเนี่ยนะครับ แบบนี้คงต้องบอกเพิ่มอีกละครับว่า ฉลาดเลือกร้านแล้วก็ช่วยฉลาดเลือกเมนูที่เขาไม่ขึ้นราคาด้วยนะครับ เฮ้อ”

เฮ้อ…จริงๆ เพราะเรื่องการเมืองเป็นเรื่องที่ถกถียงกันไม่จบ นอกจากจะมีใครออกมาแก้ไขปัญหาอย่างจริงจังจนปัญหาของประชาชนหมดไป นั่นแหละถึงจบเรื่อง เอาเป็นว่าลองมาฟังความคิดเห็นของชาวเน็ตกันดีกว่า ว่าเขามีความเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้อย่างไร

“ต่อให้เป็นจริงก็อยากทราบว่ามันจะมีซักกี่เปอร์เซ็นต์ที่ราคาปกติ (ไม่ใช่ถูก) ผมว่าไม่ถึง 1 เปอร์เซ็นต์ ผลมาจากนโยบายที่ไม่คิด หวังแต่ประโยชน์แค่ช่วงหาเสียงเกิดปัญหาไม่สามารถแก้ไขอะไรได้ ดูแต่ละอย่างที่เสนอมาแก้ที่ปลายเหตุ และก็ทำไม่ได้จริงสักเรื่องเลย”

“หากมีของถูกจริง? ทำไมต้องนั่งรถไปกินถึงที่นั่นด้วยครับ? หากมีของถูกจริง แถวบ้านใกล้ก็ต้องมีของถูกให้หาซื้อง่ายซิครับคุณโอ๊ค”

“ที่ชนะเลือกตั้งก็เพราะนโยบายประชานิยม และที่ของแพงขึ้นก็เพราะนโยบายเหล่านั้น ตกลงประชาชนต้องเลือกกินกันเองใช่ไหมรัฐบาลไม่ต้องแก้ปัญหาอะไรเลย ถ้าประชาชนเลือกกินไม่เป็นคือประชาชนโง่ใช่ไหม ไม่ใช่ความผิดรัฐบาลเลย”

“ประเด็นของโอ๊คก็คือ เจอร้านอาหารที่ไหนถูกก็จะนำมาเสนอ ไม่ได้บังคับให้ไปกินกัน แต่ถ้าท่านใดอยุ่แถวนั้นก็ลองไปทานดู แต่ถ้าจะอยากสนุกด้วยการแตกประเด็นไปเรื่องเศรฐกิจ ก็ขึ้นอยู่กับภูมิความรู้ แต่อ่านหลายข้อความอีกฝ่ายจะหนักไปทางด่า ผมก็เผลอด่ากลับไปด้วยเหมือนกัน ถือว่าต่างฝ่ายต่างเผลอและจะเป็นอย่างนี้ตลอด อย่าปรองดองเลย ก๋วยเตี๋ยวสามบาทด่ากันยังกะชามละแสน”

“จริงๆ แล้ว เรื่องรายได้ กับการรู้จักดำรงชีวิต มันเป็นของคู่กันครับ สิ่งที่ต้องพิสูจน์ความจริงว่ามันแพงจริงๆ หรือเพราะคนบอกว่าแพง ประเด็นคือสิ่งที่เรากำลังพิสูจน์กันว่า
- มันแพงทั้งแผ่นดิน จริงหรือไม่
- มันมีใครไปบิดเบือน กลไกตลาด ของสิ่งอุปโภค บริโภคหรือไม่ (หรือบางคนฉวยโอกาส)
- สำคัญที่สุด มันมีการร่วมสร้างกระแสเพื่อหวังผลทางการเมืองหรือไม่ หลายปีที่แล้ว ผมจบช่างกลฯ อัตราค่าจ้างรวมค่าครองชีพ 2150 บาท ก็ต้องยอม และต้องรู้จักการเอาตัวรอด
ปัจจุบัน คนโรงงาน ผมหมายถึง ถ้าเศรษฐกิจดีมีรายได้มั่นคง เท่าที่ผ่านมาผมไม่เคยเห็นใครเดือดร้อนอยู่กินสบาย ผ่อนบ้าน ผ่อนรถ ประเด็นมันอยู่ที่การบริหารและการขับเคลื่อนเศรษฐกิจโดยรวมของรัฐบาลขณะนั้น ว่าคุณแก้ไขปัญหาในทุกๆ เรื่องได้ดีขนาดไหน

(รัฐบาลปัจจุบัน ผลงานเห็นชัดเจนว่าดี – เลยเตะตัดขาด้วยเรื่องกระแสของแพง)

ถ้าคุณบริหารทุกอย่างได้ดี สิ่งที่เรียกว่ารายได้และการดำรงชีพของคนทั่วไปไม่ใช่ปัญหา แต่ปัจจุบัน นอกจากแก้ปัญหาทางเศษฐกิจอย่างที่ควรจะเป็นตามปรกติแล้ว ยังมีการซ้ำเติมปัญหาทางเศรษฐกิจด้วยเหตุความขัดแย้งทางการเมือง”

เรื่องที่สาม งานเข้านายกฯ ยิ่งลักษณ์อีกแล้ว เมื่อมีภาพล้อเลียนของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ในขณะเดินทางเยือนราชอาณาจักรบาห์เรน เมื่อวันที่ 13-15 พฤษภาคม 2555 ซึ่งนายกยิ่งลักษณ์สวมชุด “ยูเบาะห์” พร้อมคลุม “ฮิญาบ” ที่มีลักษณะปกปิดผมและร่างกายตามรูปแบบของมุสลิมะห์ ผู้หญิงที่นับถือศาสนาอิสลาม โดยชุดดังกล่าวเป็นชุดสีดำสนิททั้งชุด ซึ่งได้มีการนำภาพดังกล่าวมาตัดต่อใส่ดาบเลเซอร์สีแดงสะท้อนแสงในลักษณะคล้าย “ลอร์ดดาร์ธ เวเดอร์” ซึ่งเป็นตัวละครเอกในภาพยนตร์ชื่อดัง “สตาร์วอร์ส” (Star wars) โดยผู้โพสต์ภาพดังกล่าวใช้ชื่อว่า “joeynbk” บนเว็บไซต์ www.9gag.com ซึ่งเป็นเว็บไซต์ต่างประเทศที่มีชื่อเสียงในเรื่องการนำภาพเหตุการณ์หรือข่าวต่างๆ มาล้อเลียนอยู่เป็นประจำ

พร้อมทั้งใส่ข้อความที่ภาพว่า “Don’t underestimate the power of…Dark Yingluck” ซึ่งแปลความหมายได้ว่า “จงอย่าประเมินพลังของดาร์กยิ่งลักษณ์ (ยิ่งลักษณ์ในชุดสีดำ) ต่ำเกินไป” ซึ่งภาพล้อดังกล่าวก็ถูกเผยแพร่และส่งต่อกันเป็นจำนวนมากตลอดสัปดาห์

ภาพล้อเลียน Dark Yingluck ที่มาภาพ: httpthaiinsider.infonews2012bthe-newspolitics18026-2012-05-17-13-02-18

โดยเรื่องนี้ ทางผู้ติดตามของนายกยิ่งลักษณ์ได้เปิดเผยว่า นายกฯ เห็นภาพดังกล่าวแล้ว ซึ่งก็ไม่ติดใจอะไร เพียงแต่อยากฝากให้สื่อมวลชนไทยให้พิจารณาอย่างรอบคอบที่จะนำภาพเหล่านี้ไปเผยแพร่ต่อ เนื่องจากเห็นว่าเป็นเรื่องละเอียดอ่อนทางศาสนา เพราะชุดที่ใส่ในวันนั้นถือเป็นสัญลักษณ์ของชาวมุสลิมที่จะสวมไปปฏิบัติศาสนกิจในมัสยิด อีกทั้งชุดดังกล่าวเป็นชุดที่ “เชค คอลิฟะห์ บิน ซัลมาน อัล คอลิฟะห์” (His Royal Highness Prince Khalifa Bin Salman Al-Khalifa) นายกรัฐมนตรีแห่งราชอาณาจักรบาห์เรน เป็นผู้ประทานให้ อีกทั้งภาพที่ถูกเผยแพร่ออกมาก็เป็นภาพที่นายกฯ ยืนเคียงคู่นายกฯ บาห์เรน อาจมองเป็นการไม่ให้เกียรติบุคคลสำคัญของทางประเทศบาร์เรน

อย่างไรก็ตาม สาเหตุที่สื่อต่างให้ความสนใจการแต่งกายของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อยู่เสมอ เพราะไม่ว่าจะปรากฏตัวในงานใดต้องเป็นที่ฮือฮา นอกจากความสวยงามที่มีบนใบหน้าแล้ว นายกฯ ยิ่งลักษณ์ ยังดูแลการแต่งตัวของตนเองให้ดูดีอยู่เสมอ จนเคยเป็นที่ยอมรับจากต่างชาติว่าเป็นผู้นำประเทศที่มีการแต่งกายดีที่สุดมาแล้ว

“อยากถามจังครับ ทีแบบนี้ไม่คิดว่าเป็นอิสระในการแสดงออกทางความคิดแบบที่แดงและพวกตะแบงทั้งหลายชอบอ้างกันหรือครับ ทีแบบนี้ทำไมไปห่วงราชวงศ์ต่างประเทศจัง ส่วนราชวงศ์ไทยที่ได้ทำประโยชน์ให้คนไทยมากมาย และเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจคนไทยส่วนใหญ่ ทำไมดันไม่ห่วงล่ะครับ ไม่อยากถามมาก ขอแค่นี้แล้วกัน”

“ทีผู้นำต่างชาติ โดยเฉพาะจากตะวันออกกลางหรือจากแถบอินเดีย เขาไปไหนมาไหนยังแต่งตัวด้วยชุดประจำชาติของเขา ซึ่งน่ายินดี น่าภูมิใจแทนประชาชนของเขามากที่มีผู้นำที่มีสำนึกที่ดี”

“ไปเกาหลี-แต่งเกาหลี, ไปจีน-แต่งจีน สรุปแล้วแม่คุณเป็นนายกฯ ประเทศไหนคะ กระทรวงต่างประเทศไม่บอกหรือว่า เป็นผู้นำบริหารประเทศไปเยือน ไม่ได้ไปในฐานะนางแบบเดินแฟชั่น หรือไปงานแฟนซี ดังนั้น ควรแต่งแบบไว้เกียรติประเทศตัวเอง แต่งให้เหมาะสมตามกาล-เทศะ สังคมโลกเขาจะได้ไม่หยามเยาะว่า เป็นผู้นำมาจากประเทศไร้ราก ผมไม่ใช่พวกหยุมหยิม และจ้องจับผิด-จับถูก แต่เห็นความไม่เข้าใจในเรื่องเช่นนี้ของนางสาวยิ่งลักษณ์ ซึ่งแบกตำแหน่งนายกฯ ไปเยือนจีนเป็นทางการ มันขัดตาอย่างไรชอบกล ไม่ได้หวังให้นายกฯ หญิงไทยไปเยือนชาติไหนต้อง “แต่งชุดไทย” ไปหรอก แต่งตามวัฒนธรรมนิยมก็งามแล้ว แต่การที่เธอตั้งอก-ตั้งใจเตรียมเสื้อผ้า “ชุดจีน” ไปแต่งในการเยือนจีนดังที่เห็นจากภาพข่าว ถึงดูว่า “ผู้หญิงคนนี้แต่งแล้วสวย” ก็จริง แต่เมื่อดูถึงสถานภาพ “ผู้นำประเทศหนึ่ง” ของคนแต่ง และกาล-เทศะแห่งพิธีที่แต่งตัวไปนั้น

มันไม่ใช่เลย! ถ้าตอบว่าเป็นการแต่งเพื่อให้เกียรติประเทศที่ไปเยือน ก็ต้องย้อนตอบตัวเองก่อนว่า “แล้วเกียรติประเทศตัวเองล่ะ” ในฐานะผู้นำ “เอาไปไว้ตรงไหน?”

เรื่องอย่างนี้ มันเป็นเรื่องประเทศชาติของคนมีราก ความเหมาะสมในแต่ละพิธีการที่ผู้หลักผู้ใหญ่และผู้นำต้องรู้ ต้องทำความเข้าใจและปฏิบัติให้ถูกต้อง ซึ่งจะเป็นทั้งการเชิดชูเกียรติประเทศตัวเอง และทั้งเป็นการให้เกียรติประเทศที่ไปเยือนด้วย สังคมอารยะเรียกสิ่งเหล่านี้ในคำรวมว่า “มีวัฒนธรรม และถูกตามกาลเทศะ”!”

“ตัวเองไม่ได้เป็นมุสลิม ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับราชวงศ์บาห์เรน แล้วไปแต่งชุดของเขาโดยไม่รู้ขนบธรรมเนียมประเพณีของเขา ไม่คิดหรือว่าจะเป็นการไม่เหมาะสมในแง่ของเขา คิดแต่จะทำเป็นแฟชั่น ถ้าไม่ไปแต่งแบบนั้น ใครจะเอาไปล้อเลียนได้ หัดดูตัวเองซะบ้าง ก่อนที่จะไปว่าคนอื่น”

เรื่องที่สี่ อึ้งกันจนขึ้นหน้าหนึ่งเลยทีเดียว เมื่อมีพระสงฆ์จำนวนหลายรูปไม่เดินบิณฑบาตร ซึ่งเป็นการผิดวินัยสงฆ์ แต่กลับมาปักหลักทั้งยืนและนั่งตามจุดต่างๆ เพื่อรับใส่บาตรจากประชาชนในย่านโชคชัย 4 ซอย 54 หรือซอย ต.รวมโชค มาเป็นเวลานานหลายปีแล้ว โดยมีลักษณะเป็นจุดประจำของพระสงฆ์แต่ละรูป ซึ่งมีการจัดเตรียมกระดาษปูรองพื้น และอุปกรณ์ต่างๆ เช่นเก้าอี้นั่ง ร่มกางบังแดดบังฝน และถุงใส่สิ่งของต่างๆ รวมถึงชุดของใส่น้ำ ที่ไว้กรวดน้ำหลังทำบุญเพื่ออุทิศส่วนกุศลไว้ครบ

ก็มีประชาชนจำนวนไม่น้อย ที่มาทำบุญใส่บาตร โดยจะเดินไปใส่บาตร หรือทำสังฆทาน ตามจุดที่พระสงฆ์ยืนอยู่ ซึ่งเมื่อของใส่บาตรมีจำนวนมากพอสมควร ลูกศิษย์วัดที่ติดตามพระสงฆ์มาก็จะรวบรวมใส่ถุงแล้วเดินอ้อมออกไป อย่างไรก็ตาม ยังไม่ชัดเจนว่าเป็นการนำเวียนอาหารคาวหวาน น้ำขวด ดอกไม้ธูปเทียน และชุดสังฆทาน มาจำหน่ายใหม่ในลักษณะเวียนของเหมาขายในเชิงธุรกิจหรือไม่

ที่มาภาพ: httpwww.komchadluek.net

“เช้านี้ทำบุญไปนั่งรอพระหน้าหมู่บ้าน พักใหญ่ๆ ปรากฏว่าพระมาสายจังแถมนั่งมอไซค์มาอีกแน่ะ สบายจังยุคใหม่ กรรมซึ่งเกิดจากการกระทำ”

“เห็นมีทุกที่นะ แต่ทำไมเพิ่งมีข่าวสงสัยคุณพี่นักข่าวเพิ่งมีเวลาทำบุญ เลยเพิ่งเห็น”

“ก็เปลี่ยนแปลงได้ สมัยนี้แต่ละบ้านก็ต้องรีบออกไปทำงานกัน จะมีซักกี่บ้านที่เอาโต๊ะมาตั้งหน้าบ้านทุกวันพระท่านก็คงปรับตัวให้อยู่รอด อีกอย่างบ้านกับวัดก็ไม่ได้อยู่ใกล้กันเราก็จะเรียนรู้ว่า ถ้าจะใส่บาตรต้องไปตลาดไม่ต้องขับรถไปถึงวัด แต่พระบางรูปก็เกินไปเล่นนั่งเก้าอี้เป็นเรื่องเป็นราวเลยจนสายถึงเก้าโมงกว่า หรือบางทีเล่นนั่งแยกของที่ชาวบ้านใส่บาตรให้ (อันนี้สงสัยจังว่าพระจริงหรือป่าว) เราก็ต้องพิจารณาพระก่อนจะใส่บาตรล่ะกัน”

“ส่วนมากพ่อค้าแม่ค้าจะเป็นคนนิมนต์ให้ยืนในร้านตัวเองเลยนะ ยิ่งเป็นย่านคนเยอะ ๆ คนรอใส่บาตรเยอะ ถ้ารอพระเดินมารับบาตร บางทีขาดช่วง รายได้หาย พ่อค้าแม่ค้าเดือดร้อน ถ้าจะโทษก็ต้องโทษพ่อค้าแม่ค้าส่วนหนึ่งนะ”

“สังเกตุอย่างหนึ่งไหม ทำไมเดี๋ยวนี้ข่าวคราวเกี่ยวกับพระ (ไม่ดี) ออกมาบ่อยเหลือเกิน

1. ก็คงเป็นเพราะ พระท่านปฏิบัติให้ชาวบ้านเห็นจนด้านชา (พระสงฆ์ก็มนุษย์ธรรมดานี่แหละครับ ยิ่งเดี๋ยวนี้หาแบบดีๆ มาบวชก็น้อยลงทุกที ไอ้ที่มาก็มีแต่ติดยาบ้าง ไม่เต็มบ้าง นี่ยกตัวอย่างความเป็นจริง)

2. หรือว่า สื่อเล่นเรื่องนี้แล้วมันกระทบความรู้สึกของประชาชนได้มากที่สุด เลยจับมาเป็นข่าวต้นๆ (ข้อคิดเห็น) จะได้ขายข่าวได้

แล้วประชาชนธรรมดาทุกวันนี้ก็ไม่ได้มีความรู้จริงๆ กับพุทธศาสนา ส่วนมากก็มีแค่เอาไว้เขียนในใบสมัครงาน/ประวัติเท่านั้น ดูง่ายๆ คน 100 คนที่เดินมา ถ้าถามว่าเข้าวัดกันไหม ใน 100 คนนี้ เชื่อได้อย่างมากเลยว่า 95 คนตอบว่าไม่ได้เข้าเลย หรือเข้าอย่างมากปีละ 1-2 ครั้ง ตามเทศกาลเท่านั้น”

เรื่องที่ห้า จากกรณีที่มีรายงานว่าระบบคอมพิวเตอร์ที่เป็นฐานข้อมูลของทะเบียนราษฎร์ ซึ่งอยู่ในความดูแลของกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทยเกิดขัดข้องและไม่สามารถใช้งานได้ ตั้งแต่วันที่ 17 พฤษภาคม 2555 ส่งผลให้สำนักงานเขตในกรุงเทพมหานครและที่ว่าการอำเภอทั่วประเทศไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลทะเบียนเพื่อให้บริการประชาชนได้ จนไม่สามารถให้บริการการทำบัตรประชาชน การแจ้งเกิด แจ้งตาย งานทะเบียนบ้าน ไปจนถึงงานที่ต้องอาศัยข้อมูลทะเบียนราษฎร์ประกอบเช่นการทำหนังสือเดินทาง

สำนักบริหารการทะเบียน กรมการปกครองแถลงว่าสาเหตุมาจากระบบฐานข้อมูลนี้มีอายุการใช้งานมากกว่า 10 ปีแล้ว เกินอายุการใช้งานทั่วไปที่อยู่ที่ 6 ปี ทำให้เกิดเหตุขัดข้อง ขณะที่กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร หรือ ไอซีที ระบุว่า เหตุระบบทะเบียนราษฎร์ล่ม ทำให้ประชาชนผู้ใช้บริการด้านทะเบียนไม่สามารถดำเนินการได้ เป็นความผิดพลาดของระบบฐานข้อมูลภายในกรมการปกครอง ซึ่งไม่มีความเกี่ยวข้องกับระบบดาวเทียมแต่อย่างใด แต่เป็นระบบเซิร์ฟเวอร์ของสำนักทะเบียนฯ ซึ่งขณะนี้ดาวเทียมทุกดวงที่เชื่อมโยงกับระบบการสื่อสารของไทยยังใช้งานได้ตามปกติ

อย่างไรก็ตาม กรณีนี้แม้จะมีการแก้ไขให้ใช้งานได้ในวันเช้าวันที่ 18 พฤษภาคม แต่ก็สร้างความเดือดร้อนกับประชาชนเป็นจำนวนมาก และถือเป็นความบกพร่องของระบบราชการที่ทำให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ ทั้งที่รู้สาเหตุว่าเกิดจากระบบฐานข้อมูลที่มีการใช้งานมานานโดยไม่เปลี่ยนแปลงปรับปรุงก็ตาม

“ยินดีด้วยครับ ที่มีข่าวแบบนี้ออกมา ทุกหน่วยงานจะได้เร่งพัฒนาซักทีละครับ”

“อายุการใช้งาน 6 ปี แต่ใช้มาเกือบ 10 ปี ไม่ทราบว่าท่านผู้มีอำนาจสั่งการหรือรับผิดชอบมัวไปทำอะไรอยู่ครับ ปล่อยให้เวลาล่วงเลยมานาน แล้วถ้าซ่อมได้ จะมั่นใจได้แค่ไหนว่าระบบจะทำงานเป็นปรกติ ไม่ล่มอีก”

“ที่อ่านดูเข้าใจว่า
1. เครื่องเก่าแล้ว เลยขอซื้อเครื่องใหม่มาทดแทนอยู่ แต่ซื้อไม่ได้เพราะเรื่องค้างตรวจทุจริตอยู่
2. เครื่องสำรองที่มีอายุน่าจะพอๆ กัน (เพราะถ้าเครื่องดีกว่าคงไม่ขอซื้อเครื่องใหม่) ตั้งนั้น การกู้คืนข้อมูลจาก Backup System จึง่ทำได้ช้า หรือ… อาจจะไม่มีเครื่องสำรองเลย
3. เดาว่าใช้การ backup ข้อมูลแบบเก่าเมื่อ 10 ปีที่แล้วครับ (อาจจะ backup ลงเทป) การกู้คืนข้อมูลเลยช้า ไม่สามารถ Switch ระบบได้
นอกจากนี้ ที่เคยคุยกับราชการมา หลายคนคิดว่า ระบบล่มก็รอหน่อยซิครับ จะรีบไปไหน
ปล. ล่มนานขนาดนี้ ถ้าเป็นเอกชน สงสัยได้ออกไปขายเต้าฮวยแล้วจ้า”

“เข้าใจว่ามันน่าจะเป็นระบบที่ใช้กันมาหลายปีแล้ว และคงไม่ได้อัพเดพ software และ Hardware บ่อยๆ แบบเอกชน และผมก็เชื่อว่า ถ้าตั้งงบมาบำรุงรักษา อัพเกรดทุกปีงบประมาณ ก็คงโดนอีกเช่นเดียวกัน”

“เป็นจุดบอดของระบบราชการไทยครับ ทำดีแค่ใหนไม่มีเส้นก็ไม่มีใครเห็นความสำคัญเพราะจะโดนระบบเปลี่ยนชื้อเจ้าของผลงานไปจนหมด แต่ถ้าทำออกมาแล้วมีปัญหาจะปวดหัวไม่จบไม่สิ้น โดยเฉพาะข้าราชการประจำ ถ้ามันไม่เสียจริงๆ ไม่เปลี่ยนครับ เปลี่ยนก็เอาของเดิมเพื่อป้องกันมีปัญหาไช้ไม่เป็น ไม่คุ้นเคย จะทำงานช้าหรือแย่อย่างไร ไม่เกี่ยว ระบบข้าราชการจะทำให้คนส่วนใหญ่ในนั้นเลือกไม่ต้องการความผิดพลาด (ใช้ระบบเดิม) มากกว่าสร้างผลงาน (ที่โดนแย่งไปใด้ง่ายๆ ด้วยเส้นสาย)”

Categories: News Monitor