ตื่นเสียทีจากความเท็จของ “ว่าด้วยอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญ โดย กิตติศักดิ์ ปรกติ”
จากบทความ “ว่าด้วยอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญ ของ กิตติศักดิ์ ปรกติ”[1 ] ที่เผยแพร่ในเว็บไซต์มติชนออนไลน์ ปรากฏความเท็จจะโดยจงใจหรือไม่ก็ดี จึงสมควรต้องอธิบาย “ความจริง” ว่าอันที่จริงแล้ว “อำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญ” นั้น เป็นอย่างไร โดยสังเขป
'อำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญแบบแก้ไขเพิ่มเติม' (Pouvoir constituent dérivé) เป็นอำนาจในการเปลี่ยนแปลง“องค์กรที่ได้รับมอบมาจาก 'อำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญแบบดั้งเดิม'” (Pouvoir constitué) อันได้แก่ อำนาจนิติบัญญัติ อำนาจบริหาร อำนาจตุลาการ และ 'อำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญแบบแก้ไขเพิ่มเติม' ก็เป็นอำนาจที่ต่อเนื่องของ 'อำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญแบบดั้งเดิม' (Pouvoir constituant originaire)นั่นเอง อาจสืบสาวไปยังข้อความคิดที่ว่า เจตจำนงของคนในยุคก่อตั้งรัฐธรรมนูญแบบดั้งเดิม ไม่อาจไปผูกมัด เจตจำนงของคนในรุ่นถัด ๆ ไปได้ นั่นเอง
ตามหลักการแล้ว "กิตติศักดิ์" จึงไม่อาจกล่าวได้ว่า : "แม้ตามรัฐธรรมนูญจะอนุญาตให้ทำการแก้ไขรัฐธรรมนูญได้ ก็เป็นที่เข้าใจกันว่าได้แต่เพียงแก้ไขเล็กน้อยตามกรอบวัตถุประสงค์และความมุ่งหมายของรัฐธรรมนูญที่ใช้อยู่เท่านั้น จะแก้ไขขนานใหญ่ไม่ได้ เพราะไม่ใช่ผู้มีอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญ”" [กิตติศักดิ์]
ควรเข้าใจด้วยว่า อำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญ 'แบบดั้งเดิม' และ 'แบบแก้ไขเพิ่มเติม' นั้น เป็น อำนาจที่ต่อเนื่องกันและมีสถานะในทางกฎหมายที่เท่าเทียมกัน เพราะเป็นอำนาจก้อนเดียวกัน
องค์กรผู้อำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญแบบ 'แก้ไขเพิ่มเติม' ก็คือ ผู้ทรงอำนาจจัดให้มีรัฐธรรมนูญ และเป็นใช้อำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญประเภทหนึ่ง ด้วยเหตุนี้ 'ผู้ทรงอำนาจจัดให้มีรัฐธรรมนูญแบบแก้ไขเพิ่มเติม' จึงหาใช่มีสถานะในทางกฎหมายเป็นเพียง "อำนาจที่ได้รับมอบมาจากรัฐธรรมนูญดั้งเดิม" (Pouvoir constitué) ไม่
คำอธิบายอันเป็นผลจากการไม่มีฐานคิดของ "กิตติศักดิ์" ปรากฏในข้อความเชิงตั้งข้อสงสัยที่ว่า : "ผู้เสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นสภาผู้แทนราษฎร หรือเป็นองค์กรตามรัฐธรรมนูญนั้น เมื่อตัวเกิดมีขึ้นตามรัฐธรรมนูญแล้ว จะไปแก้ไขเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญได้อย่างไร" [กิตติศักดิ์]
จะสังเกตได้ว่า "กิตติศักดิ์" นำเอา 'วิธีการ' และ 'องค์กรในการยกร่างรัฐธรรมนูญ' ไปปะปนกับ 'อำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญ', 'องค์กรจัดให้มีรัฐธรรมนูญ' และ 'อำนาจที่ได้รับมาจากรัฐธรรมนูญ' รวมเป็นก้อนเดียวกัน ซึ่งเป็นความสับสนอย่างยิ่ง นัยเป็นความพยายามบิดเบือนลากจูงไปว่า ในเมื่ออำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญแบบดั้งเดิม ซึ่งอยู่เหนือกว่าอำนาจนิติบัญญัติ หากยินยอมให้องค์กรที่รัฐธรรมนูญตั้งขึ้น คือ รัฐสภา สามารถขยายอำนาจตนเหนืออำนาจอื่นได้โดยไม่มีที่สิ้นสุด จะทำลายตัวรัฐธรรมนูญ หรือตลอดจนสถาบันกษัตริย์ไปได้ในที่สุด นั่นเอง
จากข้อสงสัยดังกล่าว (ที่กิตติศักดิ์ พยายามยกอ้าง) ในระบบกฎหมายเอง รัฐธรรมนูญจึงมี "ระบบป้องกันตนเอง" ขึ้น เช่น บัญญัติวิธีและกระบวนการสถาปนารัฐธรรมนูญแบบแก้ไขเพิ่มเติม แยกจากการแก้ไขกฎหมายธรรมดา และอาจบรรจุข้อสงวนไว้บางประการ เช่น ห้ามเปลี่ยนระบอบการปกครอง ห้ามเปลี่ยนแปลงรูปของรัฐ เป็นต้น ผ่านฐานคิดที่จำแนกระหว่าง รัฐสภาซึ่งใช้อำนาจนิติบัญญัติ กับ รัฐสภาซึ่งใช้อำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญแบบแก้ไขเพิ่มเติม ออกจากกันเสียก่อน
หลังจากนั้นพิจารณาต่อไปว่า ในเมื่อ ‘อำนาจนิติบัญญัติ’ เป็นคนละประเภทกับ อำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญ 'แบบแก้ไขเพิ่มเติม' จึงไม่อาจนำองค์กรและวิธีการเดียวกันในการออกกฎหมายธรรมดา มาใช้กับการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญได้ จึงต้องมีระบบแก้ไขรัฐธรรมนูญแยกออกมาเป็นพิเศษ โดยมี "วิธีการ" (เช่น ต้องใช้เสียงข้างมากพิเศษ, ต้องประชุมร่วมกันทั้งสองสภา, ต้องประชามติ เป็นต้น) และ "มีสภาพขององค์กรในทางกฎหมาย" ที่ต่างไปจาก องค์กรที่ใช้อำนาจตรากฎหมายธรรมดา
ด้วยเหตุนี้ เมื่อใด "รัฐสภาใช้อำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญแบบแก้ไขเพิ่มเติม" แล้ว รัฐสภาในการนั้น หาใช่ สภานิติบัญญัติ ไม่ ในทางทฤษฎีจึงถือว่า รัฐสภาในสภาวะดังกล่าวกลายเป็น Convention (กงวังซิออง) โดยสภาพ ด้วยเหตุนี้ รัฐสภาในสถานะดังกล่าว จึงไม่อาจถูกจำกัดอำนาจได้ ในฐานะ "ผู้ทรงอำนาจสูงสุดในการก่อตั้งองค์กรทางการเมือง" และบรรดาการควบคุมบงการของ "องค์กรที่ได้รับอำนาจที่ก่อตั้งมาจากรัฐธรรมนูญ" (Pouvoir constitué) เช่น ประมุขรัฐ, องค์กรตุลาการ, องค์กรบริหาร, องค์กรนิติบัญญัติ ใดๆ ไม่อาจกระทำได้เลย เพราะมีสถานะต่ำกว่ารัฐธรรมนูญ กล่าวเป็นรูปธรรม ในเมื่อ รัฐธรรมนูญ เป็นผู้สร้างองค์กรเหล่านี้ รัฐธรรมนูญจึงมีสถานะอยู่เหนือองค์กรที่ถูกสร้าง และเมื่อ “ผู้สถาปนารัฐธรรมนูญแบบแก้ไขเพิ่มเติม” สามารถเข้าไปแก้ไขรัฐธรรมนูญได้ เพราะเป็นการใช้อำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญ จึงมีลำดับชั้นในทางกฎหมายสูงกว่าองค์กรที่ถูกสร้างโดยรัฐธรรมนูญอีกถ่ายหนึ่งไปด้วยโดยสภาพ
สำหรับ “ระบบป้องกันตนเอง” ที่รัฐธรรมนูญบัญญัติขึ้น เช่น ห้ามเปลี่ยนระบอบการปกครอง, ห้ามเปลี่ยนรูปของรัฐ เป็นต้น จะถูกควบคุมตรวจสอบโดยวิธีใดนั้น ในรัฐธรรมนูญฝรั่งเศส ก็ดี รัฐธรรมนูญไทย ก็ดี ตลอดจนรัฐธรรมนูญเยอรมัน ก็ดี หาได้บัญญัติ “องค์กรผู้มีอำนาจตรวจสอบระบบป้องกันตนเอง” ไม่ ด้วยเหตุนี้ จึงถือว่าองค์กรที่ได้รับอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญแบบแก้ไขเพิ่มเติมนั่นเองที่เป็นผู้มีอำนาจตรวจสอบ อย่างไรก็ดี ในประเทศเยอรมัน ศาลรัฐธรรมนูญแห่งสหพันธ์ฯ ตีความคำว่า “ร่างกฎหมาย” อันเป็นวัตถุแห่งคดีที่ศาลรัฐธรรมนูญอาจตรวจสอบได้ ให้หมายรวมถึง การตรวจสอบ ‘รัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม’ ก่อนประกาศใช้ด้วย เพราะ "ร่างรัฐธรรมนูญ" ก็คือ "ร่างกฎหมาย" ชนิดหนึ่ง แต่การตีความดังกล่าวยังคงเป็นข้อวิพากษ์วิจารณ์ในวงการนิติศาสตร์เยอรมันตราบทุกวันนี้ต่อการตีความอำนาจดังกล่าวของศาลรัฐธรรมนูญเยอรมันเอง แต่ไม่ว่าจะในทางใดก็ตาม เป็นที่ยุติว่า การควบคุมตรวจสอบในกรณีเยอรมันเอง จะต้องเกิด “รัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม” ขึ้นมาแล้ว และก่อนประกาศใช้ ย่อมเป็นวัตถุแห่งคดีที่ศาลรัฐธรรมนูญเยอรมันอาจตรวจสอบได้ตามนัยการตีความดังกล่าว และในระหว่างที่ยังเป็น “ร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม” (ยังอยู่ในกระบวนการใช้อำนาจขององค์กรจัดทำรัฐธรรมนูญ) ย่อมไม่อาจเป็นวัตถุแห่งคดีที่ศาลรัฐธรรมนูญแห่งสหพันธ์ฯ จะเข้าไปตรวจสอบได้ว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้นเป็นการขัดต่อ “บทบัญญัติอันเป็นนิรันดร์” (Eternity clause) หรือไม่ ควรกล่าวด้วยว่า ในฝรั่งเศส และในไทย รัฐธรรมนูญหาได้เปิดโอกาสให้ตีความได้เช่นนั้น ในฝรั่งเศสเอง คณะตุลาการรัฐธรรมนูญ ไม่มีอำนาจก้าวล่วง “การใช้อำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญ” อย่างเด็ดขาด และในไทย รัฐธรรมนูญก็ไม่เปิดโอกาสให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความโดยขยายความในการตรวจร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมได้เลย (กระทั่งแม้แต่เยอรมัน ศาลก็ยังไม่มีอำนาจตรวจสอบในขณะที่ยังเป็น “ร่าง” หรือ “อยู่ในกระบวนการจัดทำ” เพราะยังไม่เกิดวัตถุแห่งคดี)ในรัฐธรรมนูญที่ไม่ได้บัญญัติองค์กรผู้มีอำนาจชี้ขาด โดยหลักการต้องถือว่าองค์กรผู้ทรงอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญนั่นเอง ที่มีอำนาจชี้ขาด (ถ้าประชาชนลงประชามติเพื่อให้มีผลบังคับใช้ เช่นนี้ ประชาชนก็คือองค์กรผู้ทรงอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญ)
อีกทั้ง อำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญ, ผู้จัดทำรัฐธรรมนูญ, ผู้สถาปนารัฐธรรมนูญ กับระบอบการปกครองรัฐ ก็เป็นคนละเรื่องกัน แต่ "กิตติศักดิ์" พยายามสร้างภาพหลอน หรือสร้างปีศาจขึ้นมา ในทางที่ว่า อำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญ อาจก่อให้เกิด “จอมเผด็จการที่ใช้ทำลายประชาธิปไตยลงในที่สุด” ขึ้นมา (พยายามอ้าง เหตุการณ์ประหารชีวิต หลุยส์ที่ ๑๖, ยุคแห่งความกลัวของ โรเบสปิแอร์, การสถาปนาตนเองของนโปเลียน, เผด็จการฮิตเล่อร์ ฯลฯ ขึ้นมาพรรณนาหลอกหลอนผู้อ่าน ให้เข้าใจไปว่า ทฤษฎีอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญ เป็นทฤษฎีปีศาจ)ทั้งๆ ที่สังคมใด จะปกครองในระบอบการปกครองใดนั้น (ไม่ว่าจะ ประชาธิปไตย หรือ เผด็จการ) ก็หาได้เกี่ยวข้องกับทฤษฎีนี้แต่อย่างใด ในการเปลี่ยนแปลงสังคมการเมืองใดครั้งหนึ่ง ๆ ย่อมต้องอาศัยปัจจัยต่างร่วมกันทั้งทางสังคม เศรษฐกิจ การเมือง ประกอบกันหลายปัจจัย หาได้เกิดขึ้นเพราะการดำรงอยู่ของอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญไม่ ดังที่ “กิตติศักดิ์” พยายามนำเสนอ อันเป็นการบิดพลิ้วเจือปนทฤษฎีบริสุทธิ์ให้มัวหมองเป็นอย่างยิ่ง โดย “กิตติศักดิ์” นำความมุ่งหมายทางการเมืองของตนชักจูง “ปลุกผี” ให้คนหวาดกลัวอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญ แล้ววิ่งหนีไปหาศาลรัฐธรรมนูญในที่สุด ตามมูลเหตุจูงใจทางการเมืองของ “กิตติศักดิ์” ถึงขนาด “บิดผัน – เจือปน” ทฤษฎี – ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าละอายยิ่งนัก
ควรกล่าวด้วยว่า ข้อความคิดเรื่องอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญ ซึ่ง 'ซีเยส์' เป็นผู้ริเริ่มใช้คำอธิบายนี้ เป็นแนวคิดที่มีสภาพบริสุทธิ์ ใช้อธิบายในการก่อตั้งระบบกฎหมายของรัฐ เพราะการก่อตั้งระบบกฎหมายของรัฐ ไม่อาจ "ก่อตั้ง" โดยฐานของ 'อำนาจดั้งเดิม' ได้ มิเช่นนั้นก็มิใช่ "การก่อตั้ง" ระบบกฎหมาย แต่เป็นเพียง"การสืบทอด" เท่านั้น อำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญจึงเป็นอำนาจที่ใช้เชื่อมต่อระหว่าง การเมืองในทางข้อเท็จจริงกับกฎหมาย แล้วจัดตั้งระบบกฎเกณฑ์มูลฐานในระดับรัฐธรรมนูญขึ้นภายหลังจากสภาวะว่างเปล่าของระบบกฎหมายหรือสังคมที่ยุ่งเหยิง ให้เกิดระเบียบมูลฐานใหม่ขึ้น แนวคิดในเรื่องอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญเป็นแบบนี้.
____________________________
เชิงอรรถ
[1] โดยดู มติชนออนไลน์, “กิตติศักดิ์ ปรกติ : ว่าด้วยอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญ” ในhttp://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1339239753&grpid=03&catid&subcatid
Comments
ขอบคุณพุฒิพงศ์ที่ช่วยชี้แจงวิ
ขอบคุณพุฒิพงศ์ที่ช่วยชี้แจงวิธีการบิดพริ้วทางวิชาการของกิตติศักดิ์
แต่ก็รอชมกิตติศักดิ์แถต่อในภาคเยอรมันของเขา
อำนาจศักดิ์สิทธิ์ต่ำหนดฐานแห่
อำนาจศักดิ์สิทธิ์ต่ำหนดฐานแห่งการเปลี่ยนแปลง
ไม่ว่าองค์กรเดิมใดจะขัดขวางกำเนิดใหม่ของสังคมแต่ถ้ามันของพ้นสมัยมันก็ถูกโละทิ้งโดยคนรุ่นถัดไป
สถาบันกษัตริย์หลายที่เปนของพ้นสมัยก็ถูกยกเลิกบางที่คนงมงายเยอะก็ถูกขัดขวาง
อำนาจการก่อตั้งกฎระเบียบใหม่เปนของทั้งสังคมร่วมกันสร้างระเบียบใหม่ทางสังคม
มันต้องถูกต่อต้านจากพวกล้าหลังก้าวไม่ทันต่อสังคมใหม่แต่พวกมันก็ค่อยๆตายไปไม่มีพลังจะต่อต้านการเปลี่ยนแปลงเพราะการเปลี่ยนแปลงคือวิวัฒนาการเพื่อการอยู่รอดในสภาพแวดล้อมสังคมใหม่พวกไม่มีวิวัฒนาการจะอยู่ในสังคมไม่ได้ต้องตายและสูญพันธุ์ไป
ไม่เข้าใจจริงๆ อำนาจทั้งสามต่
ไม่เข้าใจจริงๆ
อำนาจทั้งสามต่างเป็นอิสระ
กลับกลายเป็นว่า
ผู้แทนปวงประชาที่ทำหน้าที่
ฝ่ายค้านก็ค้านไปตามหน้าที่
15 วัน 15 คืน
ไม่มีหัวข้อ ประเด็น ไหนที่ว่า
ผลิกฟ้า ควำแผ่นดิน
มีเพียงคนห้าคน ยื่นเรื่องถงศาล รธ.
แล้วมันก็เชื่อเสียด้วย
มันบ้าทั้งคนรับและคนส่ง
เมื่อมันทำได้อย่างนี้แล้ว
ประเทศจะไปอย่างไร
แม่คนสวยอย่างยิ้มดีใจ
มันถึงกาลพังพินาศทั้งโครตเง้า
อย่านึกว่า
เอาของเพียงเศษเสี่ยว
ไปยวงสรวงแล้ว
จะชนะ
ที่ผ่านมาศาล รธณ.
ที่ผ่านมาศาล รธณ. วินิฉัยโดยใช้คำที่ไม่มีใน รธณ.
เท่ากับว่าสถาปณาเถือนๆเองอยู่แล้ว ใครด่ากูก็ไม่สนจาย
ขอบคุณนักวิชาการที่มีหัวใจเป็
ขอบคุณนักวิชาการที่มีหัวใจเป็น ประชาธิปไตย กล้าแสดงความคิดเห็นอย่างตรงไปตรงมา
ด้วยเหตุและผล..จริงใจ..กับประชาชน ชาวบ้านธรรมดาๆ ที่ไม่รู้กฎหมาย จะได้มีที่พึ่ง
ขอบคุณ คุณพุฒิพงศ์ ตื่นแล้วจ้า ๆ
กิตติศักดิ์ น่าผิดหวังมาก
กิตติศักดิ์ น่าผิดหวังมาก
ปัญหาคาใจ 1 ฝ่ายบริหาร
ปัญหาคาใจ
1 ฝ่ายบริหาร ใครมีอำนาจ มีเสียงส่วนใหญ๋ ก็ร่างรัฐธรรมนูญขึ้นมาใช้ใหม่ได้ อยากให้เกิดแบบนี้หรือเปล่า กรณีประชาธิปัตย์ได้เสียงส่วนใหญ่ เขาก็แกรัฐธรรมนูญอีกได้ ถ้าปล่อยให้เป็นอย่างนี้อีก
2 นักการเมือง หรือ ธุรกิจการเมือง มีผลประโยชน์เกี่ยวเนื่อง ก็สามารถเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญตามชอบใจ สสร ร่างรัฐธรรมนูญ ก็ต้องผ่าน สภา เพื่อรับรอง เทียบเท่า สภาผู้แทนเป็นคนร่างรัฐธรรมนูญ ถูกต้องหรือไม่ เหมาะสมหรือไม่
3 ประชาชนส่วนใหญ่ เชื่อว่าไม่น่าเกิน 10 % ได้อ่านเนื้อหาในรัฐธรรมนูญ เขาควรออกเสียงรับรองหรือไม่รับรองรัฐธรรมนูญหรือไม่ การเกณท์พวกเขามาสนับสนุน หรือต่อต้าน รัฐธรรมนูญ ถูกต้องหรือไม่ ส่วนตัวผมคิดว่า นักวิชาการ น่าจะมีบทบาทสำคัญในการร่างรัฐธรรมนูญ
ปิดท้าย.... อริสโตเติล นักปราชญ์ชาวกรีก...There is no free state where the laws are not supreme. - ไม่มีรัฐอิสระใดๆ ที่กฎหมายไม่ใช่สิ่งสูงสุด...
ผมมีมุมมองในข้อกฎหมาย อีกอัน
ผมมีมุมมองในข้อกฎหมาย อีกอัน ที่เห็นว่าศาลรัฐธรรมนูญ ไม่มีสิทธิ์รับคำร้อง และย้ำให้เห็นว่า อำนาจแก้ไข เพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ เป็นอำนาจโดยอิสระของฝ่ายนิติบัญญัติ ที่อยากนำเสนอ
.................เมื่อพิจารณา ม.291(1) วรรคสอง ซึ่งบัญญัติไว้ว่า "ญัตติขอแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญที่มีผลเป็นการเปลี่ยนแปลงการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือเปลี่ยนแปลงรูปของรัฐ จะเสนอมิได้"
.................หากใช้หลักกฎหมายทั่วไปที่ว่า "ในกรณีที่มีบทบัญญัติที่ขัดหรือแย้งกันในเรื่องใด ให้ใช้บทบัญญัติหรือกฎหมาย ที่กำหนดในเรื่องนั้นไว้เป็นการเฉพาะ"
.................นั่นหมายความว่า ม.291(1) วรรคสอง ได้บัญญัติเรื่องการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ หากมีกรณีที่ที่มีผลเป็นการเปลี่ยนแปลงการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือเปลี่ยนแปลงรูปของรัฐ เป็นอำนาจหน้าที่โดยเฉพาะของ รัฐสภา ในการวินิจฉัยพิจารณา
.................ซึ่งจะเกี่ยวโยงไปกับการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ ในเรื่องการถอดถอนว่าหากใครเห็นว่า รัฐสภาทำไม่ถูกต้องตาม ม.291(1) วรรคสอง คือปล่อยให้มีการเสนอญัตติเช่นนั้น ก็มีสิทธิ(ประชาชน)หรืออำนาจ(สส.) ยื่นขอถอดถอนได้
.................ดังนั้น ม.68 จะไม่หมายความรวมถึง การกระทำตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 291 เพราะหากให้ศาลรัฐธรรมนูญ มีอำนาจวินิจฉัย ว่าการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ มีกรณีที่ที่มีผลล้มล้าง(การเปลี่ยนแปลง)การปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ก็จะเป็นการขัดหรือแย้งกันของ 2 บทบัญญัติ ก็จำเป็นต้องใช้กฎหมายเฉพาะ
..................เมื่อ มาตรา 291(1) วรรคแรกกำหนดในเรื่องการวินิจฉัยว่าการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ มีกรณีที่มีผลเป็นการเปลี่ยนแปลงการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือเปลี่ยนแปลงรูปของรัฐ นี้ไว้เป็นการเฉพาะว่าเป็นอำนาจหน้าที่ของสภา กรณีการแก้ไขรัฐธรรมนูญจึงไม่สามารถนำ ม.68 ที่ศาลรัฐธรรมนูญจะมีอำนาจตาม ม.68 รับเรื่องไว้พิจารณาได้
อาจารย์กิตติศักดิ์
อาจารย์กิตติศักดิ์ น่าจะเล่าต่อว่า แล้วไอ้ที่ฝรั่งเศษ ล้มระบบเผด็จการ แบบนโปเลียน แล้วปัจจุบันสถาปนาระบอบประชาธิปไตยมาจนถึงทุกวันนี้ ไม่ได้เกิดจาก"อำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญ"ของประชาชนหรือ จะเล่าประวัติศาสตร์ทั้งที เล่าให้ครบ อย่าตัดตอนเล่าแค่ที่รับใช้ อุดมการณ์ทางการเมืองของตนเองเท่านั้น อาจารย์ก็เป็นอีกคนหนึ่งที่เป็นโรค เกลียดทักษิณขึ้นสมอง จนลืมอุดมการเก่าๆที่อาจารย์เคยยึดถือ การทักท้วงของอาจารย์ถ้ามองเจตนาดีก็อาจจะมองได้ว่าให้เรามองอีกมุมหนึ่ง แต่ผลของมันคือมันถ่วงวิวัฒนาการของสังคมที่จะพัฒนาต่อไป เอาไว้เมื่อมันเปลี่ยนไปเป็นอย่างที่อาจารย์เขียน ผมจะร่วมกับอาจารย์ต่อสู้อีกครั้ง