จดหมายจาก ส.ศิวรักษ์ ในโอกาส ออง ซาน ซูจี เยือนไทย

เมื่อวันที่ 30 พ.ค. 55 ในโอกาสที่นางออง ซาน ซูจี มาเยือนประเทศไทย ระหว่างวันที่ 29 พ.ค. - 3 มิ.ย. 55 สุลักษณ์ ศิวรักษ์ ปัญญาชนและนักเขียน ได้เขียนข้อความยินดีต้อนรับนางออง ซาน ซูจี เผยแพร่เป็นภาษาอังกฤษในเฟซบุ๊กเพจ Sulak Sivaraksa 

ทั้งนี้ บิดาของนางออง ซาน ซูจี คือ นายพลออง ซาน เป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการประกาศเอกราชพม่าจากการเป็นอาณานิคมของอังกฤษ แต่ถูกลอบสังหารเมื่อปีพ.ศ. 2490  สาเหตุจากความขัดแย้งเรื่องสนธิสัญญาปางโหลง ที่นายพลอองซานริเริ่มขึ้นเพื่อมุ่งสถาปนาเอกราชแก่พม่าและให้อิสระในการปกครองแก่ชนกลุ่มน้อย หากแต่เขาถูกลอบสังหารเสียก่อน สนธิสัญญาดังกล่าวจึงมิได้ถูกนำมาปฏิบัติ 

0000

เรียน นางออง ซาน ซูจี

ผมขอต้อนรับท่านสู่สยามด้วยใจจริง ท่านอาจจะได้ทราบหรือไม่ทราบว่า บิดาของท่านนั้นเคยมาเยือนที่นี่ก่อนที่พม่าจะได้รับเอกราช เพื่อมาก่อตั้งสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ด้วยคำเชิญของรัฐบุรุษของเรา ปรีดี พนมยงค์ 

เป็นเรื่องที่น่าเศร้ายิ่ง ทีบิดาของท่านต้องเสียชีวิตจากการถูกลอบสังหาร ถึงแม้ว่าปรีดี พนมยงค์ จะไม่ได้ถูกฆาตกรรมในทางกาย แต่อำนาจที่มองไม่เห็นในประเทศนี้ ก็ได้ทำลายชื่อเสียงของเขาเสียยับเยิน และยังได้สังหารเพื่อนร่วมอุดมการณ์ของเขาที่ต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยและธรรมิกสังคมนิยมด้วย 

ผมหวังว่า ผมและท่านจะได้มีโอกาสพบปะกันและพูดคุยอย่างจริงจังเกี่ยวกับธรรมิกสังคมนิยมในประเทศของเราทั้งสอง 

 

ที่มา: แปลจากข้อความในเฟซบุ๊กเพจของส. ศิวรักษ์ 

Comments

ดีครับจดหมายสั้นๆ

ดีครับจดหมายสั้นๆ เนื้อหาเด็ดขาดกินใจ อัดไปตั้งแต่เผด็จการทหารพม่า เลยมาถึงเผด็จการทหารศักดินาไทย รับกันไปเต็มๆ.

แต่คุงปู่ฉอ ศิวลึงค์เอง

แต่คุงปู่ฉอ ศิวลึงค์เอง ก้อเปนคนนุงที่ร่วมกับอำนาจที่มองมะเหนกระทำกับลุงหน้าเหลี่ยม
มะต่างจากที่อำนาจที่มองมะเหนเคยกระทำต่อปู่ปรีดีเหมียนกันอะนะงับๆๆ เจี๊ยกๆๆ

ผมว่า...เป็นจดหมายขอเข้าพบซูจ

ผมว่า...เป็นจดหมายขอเข้าพบซูจี ที่โหล่ยโท่ยมากครับ..

ดูถูกทั้งชื่อเสียงเกียรติยศตัวเอง และพาลมองได้ว่าทำให้คนที่ได้อ่านถูกเหยียดหยามคนไทยไปด้วย...

โถ...ก็ใช้ชีวิตทำงานด้านปรัชญาสังคมศาสตร์มาร่วมแปดสิบปีเท่าอายุ เป็นนักคิดนักเขียนระดับ alternative noble price แท้ๆ จะโหนกระแส ซูจี กับเขาบ้าง ดันไปอ้างเรื่องเก่าแก่ ตั้งแต่ ปรีดี พบนายพลอองซานมาอ้าง....

อิ อิ อิ...ตอนนายพลอองซานตายนั้น คุณนายซูจีแกอายุพึ่งสองขวบครับ แถม อายุปรีดี กับอองซานสองคนรวมกัน สงสัยจะยังไม่เฒ่าเท่าอายุป๋าส. แกตอนนี้เลยครับ...

อ้อ...สาเหตุที่ปรีดีและอองซานถูกกำจัดไปจากการเมืองในเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ในช่วงจักรวรรดินิยมตะวันตกต่อต้านคอมมูนิสต์ ก็เพราะไอเดีย สมาคมประชาชาติแห่งเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ นี่แหละครับ เจ้าอาณานิคมทั้งหลายเขาไม่แฮปปี้กับอิสระภาพประเภทนี้ อยากได้รัฐบาลว่านอนสอนง่ายอยู่ในคอนโทรลตะวันตกต่อต้านคอมมูนิสท์มากกว่า

ผู้นำรุ่นเดียวกับสองท่านนั้นที่ประสพความสำเร็จในการบริหารประเทศมาจนถึงปัจจุบันนี้ เหลียวไปทางไหนรอบๆประเทศไทยไม่เห็นแนวทาง ประชาธิปไตยธรรมิกสังคมนิยมสักคนเดียวมีแต่เผด็จการรัฐสภา และ เผด็จการคอมมูนิสต์พรรคเดี่ยวทั้งสิ้น

ซูจีนั้น จุดที่น่ายกย่องจริงๆก็คือ การที่นางยอมปรองดองกับรัฐบาลทหารพม่า โดยเห็นอนาคตของมหาประชาชนพม่าซึ่งอยู่ระหว่างเขาควายจีนกับโลกตะวันตกเป็นสำคัญ และที่ต้องชมเชยในระดับเดียวกัน ก็คือฝ่ายวางแผนยุทธศาสตร์ประเทศของรัฐบาลทหารพม่า ที่มีความสามารถสูงมากในการเปิดประเทศได้อย่างมีศักด์มีศรี แสวงจุดร่วมสงวนจุดต่างให้มหาอำนาจทุกฝ่ายเดินตามเกมที่ฝ่ายตนวางไว้ทั้งยังรักษาบทบาทของกองทัพไว้ได้อย่างเหนียวแน่น.....

ซูจี รับบทรัฐมนตรีต่างประเทศเงาให้รัฐบาลเผด็จการรัฐสภาพม่าและอาศัยชื่อเสียงส่วนตัวทำหน้าที่สร้างความสัมพันธ์กับโลกตะวันตก...บทบาทนี้ ไม่มีนักประชาธิปไตยธรรมิกสังคมนิยมผู้ใดประเมินไว้ก่อนล่วงหน้าได้..

บางคนก็เลยต้องขอโหนกระแสตามไปด้วย...กระมัง