ร่าง พ.ร.บ. ปรองดอง ฉบับ ‘เลดี้กาก้า’ ?

วันที่ศิลปิน “เลดี้ กาก้า” มาเปิดการแสดงดนตรีที่เมืองไทยนั้น เป็นวันเดียวกันกับที่ “ร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยความปรองดองแห่งชาติ พ.ศ. ...”  (เสนอโดย พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน และคณะ) ถูกบรรจุเป็นวาระการประชุม “เรื่องด่วน” ของสภาผู้แทนราษฎรช่วงสิ้นเดือนพฤษภาคมนี้

“เลดี้ กาก้า” เองได้ใช้ผลงานเพลงยอดนิยม “Bad Romance” ถ่ายทอดภาพผลกรรมของการใช้อำนาจแย่งชิงสิ่งที่สวยในรูป แต่จูบไม่หอม จนสุดท้ายผู้มีอำนาจที่คิดว่าแน่ ก็ได้แต่ไหม้แช่คาเตียง 

คำถามคือ ร่าง พ.ร.บ. “จูบปาก” ที่ว่า จะพบจุดจบรักขมแบบเดียวกันหรือไม่ ? 

ร่าง พ.ร.บ.ฯ  มีสาระสำคัญ สรุปได้ 3 ประการ คือ 

(1) มาตรา 3 และ มาตรา 4 เป็นการ “นิรโทษกรรม” ให้กับผู้ที่กระทำผิดใดๆ ที่เกี่ยวเนื่องกับการชุมนุมทางการเมือง หรือการแสดงออกทางการเมืองตั้งแต่วันที่ 15 กันยายน 2548  จนถึงวันที่ 10 พฤษภาคม 2554 รวมถึงเจ้าหน้าที่รัฐที่เข้าไปเกี่ยวข้อง กล่าวคือ สิ่งที่ทำไปนั้นให้ถือว่าไม่ผิด

(2) มาตรา 5 ประกอบ มาตรา 4 เป็นการ “ล้างผลทางกฎหมาย” ของการใช้อำนาจโดยผู้ที่ถูกแต่งตั้งโดยผู้กระทำรัฐประหาร 19 กันยาฯ (คปค.) กล่าวคือ การลบล้างผลการใช้อำนาจ เช่น ล้างผลการดำเนินคดีของ คตส. ตลอดจนคำพิพากษาที่ตามมา แต่ไม่ได้นิรโทษกรรมว่าการกระทำใดเป็นให้ถือว่าไม่ผิดหรือไม่  

(3) มาตรา 6 เป็นการ “คืนสิทธิการเลือกตั้ง” ให้กับผู้ที่เคยเป็นกรรมการบริหารของพรรคการเมืองที่ถูกยุบ เช่น พรรคพลังประชาชน

ผู้เขียนมีข้อสังเกตเบื้องต้นเกี่ยวกับ ร่าง พ.ร.บ.ฯ ดังนี้

1. ร่าง พ.ร.บ.ฯ มีข้อความที่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ หรือไม่ ?
หากมีการเดินหน้าพิจารณา ร่าง พ.ร.บ.ฯ ดังที่ปรากฏ ก็อาจมีผู้ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า ร่าง พ.ร.บ.ฯ ขัดหรือแย้งต่อ รัฐธรรมนูญ หรือไม่ ในประเด็นต่อไปนี้

1.1 ร่าง พ.ร.บ.ฯ มาตรา 5 ขัดหรือแย้งต่อ รัฐธรรมนูญ มาตรา 309 หรือไม่ ?

ผู้ที่เห็นว่าขัด อาจมองว่า ร่าง พ.ร.บ.ฯ  มาตรา 5 เป็นการล้มล้างผลทางกฎหมายที่สืบทอดมาจากการรัฐประหารโดยตรง เช่น การใช้อำนาจโดย คตส. จึงถือว่าขัดหรือแย้งต่อ รัฐธรรมนูญ มาตรา 309 ซึ่งรับรองสิ่งที่รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว (2549) ได้รับรองไว้ ซึ่ง มาตรา 36 หรือ มาตรา 37 ของรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวก็ได้รับรองผลทางกฎหมายของการใช้อำนาจโดย คตส. เช่นกัน หากจะล้างผลดังกล่าวได้ ก็ต้องกระทำโดยการแก้ไขรัฐธรรมนูญเท่านั้น
ส่วนผู้ที่เห็นว่าไม่ขัด ก็อาจมองว่า รัฐธรรมนูญ มาตรา 309 เพียงแต่รับรองความชอบด้วยกฎหมายและรัฐธรรมนูญของการดังกล่าว เช่น การใช้อำนาจโดย คตส. แต่ไม่ได้บัญญัติให้การดังกล่าวมีลำดับศักดิ์เท่ากับรัฐธรรมนูญ ดังนั้น การกระทำ เช่น การใช้อำนาจโดย คตส. ก็เป็นเพียงการกระทำที่ชอบด้วยกฎหมาย และย่อมสามารถถูกล้มล้างโดยกฎหมายที่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ เช่น พ.ร.บ. เช่นกัน ทั้งนี้ เพราะ มาตรา 5 เองมิได้เป็นการล้มล้างอำนาจของผู้กระทำรัฐประหารโดยตรง เพียงแต่ล้างผลทางกฎหมายจากการใช้อำนาจโดย “องค์กรหรือคณะบุคคล” ที่เป็นผลจากผู้กระทำรัฐประหารเท่านั้น 

1.2 ร่าง พ.ร.บ.ฯ มาตรา 6 ขัดหรือแย้งต่อ รัฐธรรมนูญ มาตรา 216 และ 237 หรือไม่ ?

ผู้ที่เห็นว่าขัด อาจมองว่า ร่าง พ.ร.บ.ฯ  มาตรา 6 เป็นการแก้ไขคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่วินิจฉัยยุบพรรคและตัดสิทธิเลือกตั้งของกรรมการบริหารพรรค จึงขัดแย้งกับ รัฐธรรมนูญ มาตรา 216  ซึ่งบัญญัติว่า “คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญให้เป็นเด็ดขาด มีผลผูกพันรัฐสภา...” อีกทั้ง มาตรา 237 ซึ่งบัญญัติถึงการตัดสิทธิเป็นเวลา 5 ปี ที่ชัดเจน ดังนั้น รัฐสภาย่อมไม่อาจตรากฎหมายแก้ไขผลคำวินิจฉัย หากจะกระทำ ก็ต้องกระทำโดยการแก้ไขรัฐธรรมนูญเท่านั้น ส่วนผู้ที่เห็นว่าไม่ขัด ก็อาจมอง (อย่างลำบาก) ว่า ร่าง พ.ร.บ.ฯ  มาตรา 6 มิได้เป็นการแก้ไขคำวินิจฉัย เพราะพรรคก็ย่อมถูกยุบไปแล้ว และสิทธิก็ถูกตัดไปแล้ว เพียงแต่รัฐสภาจะตรากฎหมายที่ให้สิทธิแก่บุคคลซึ่งเป็นอำนาจที่รัฐสภาจะตรากฎหมายได้  

1.3 ร่าง พ.ร.บ.ฯ มาตรา 4 หรือ มาตรา 5 หรือ มาตรา 6 ขัดหรือแย้งต่อ รัฐธรรมนูญ มาตรา 3 วรรคสอง หรือไม่ ?

หากผู้ใดศึกษาคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ เช่น คดีที่ศาลวินิจฉัยความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของพระราชกำหนด จะพบว่า นอกจากศาลรัฐธรรมนูญจะใช้อำนาจพิจารณาความชอบของพระราชกำหนดตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญว่าเป็นไปเพื่อประโยชน์เฉพาะกรณีที่ฉุกเฉินและจำเป็นเร่งด่วนหรือไม่แล้ว ศาลยังได้วางหลักทั่วไปว่า ห้ามใช้อำนาจ “โดยไม่สุจริตเพื่อบิดเบือนรัฐธรรมนูญ” อีกด้วย ซึ่งอาจมีผู้มองว่า ศาลกำลังนำหลักนิติธรรม ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 3 วรรคสอง มาประกอบการตีความการตรวจสอบการใช้อำนาจของผู้ตรากฎหมายนั่นเอง ซึ่งก็มิอาจทราบได้แน่ว่า ศาลจะนำหลักการดังกล่าวมาพิจารณาการตรากฎหมายโดยรัฐสภา ที่เป็นการนิรโทษกรรม หรือเป็นการล้างผลทางกฎหมาย หรือ เป็นอาจกระทบต่อคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ โดยรวมทั้งหมดว่า ขัดต่อหลักนิติธรรมหรือไม่
แม้กรณีที่กล่าวมาอาจทำให้บางฝ่ายกังวลว่า ศาลรัฐธรรมนูญจะตีความให้ ร่าง พ.ร.บ.ฯ ตกไปทั้งหมดหรือบางส่วนหรือไม่ แต่สิ่งที่น่าคิดยิ่งกว่านั้นก็คือ หากรัฐสภาปล่อยให้เกิดประเด็นปัญหาที่นำไปสู่การตีความโดยศาลรัฐธรรมนูญแล้ว จะคุ้มค่าหรือไม่ หากสุดท้ายศาลได้ตีความรัฐธรรมนูญไปในทางที่เพิ่มความศักดิ์สิทธิ์ของลัทธิรัฐประหาร หรือแม้แต่เพิ่มความไม่สมดุลระหว่างอำนาจตุลาการและอำนาจอื่นให้น่าหนักใจยิ่งไปกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบันนี้ ?  

2. ร่าง พ.ร.บ.ฯ ขัดแย้งกับจังหวะการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ หรือไม่ ?

ข้อน่าสังเกตเกี่ยวกับ ร่าง พ.ร.บ.ฯ ก็คือ รายชื่อสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่ร่วมเข้าเสนอนั้น มีสมาชิกพรรคเพื่อไทยเพียงคนเดียว อีกทั้งหากมองว่าประเด็นของ ร่าง พ.ร.บ.ฯ ที่อาจมีผู้มองว่าจำเป็นต้องรอการแก้ไขรัฐธรรมนูญแล้ว ก็ทำให้อดนึกไม่ได้ว่า สุดท้าย ร่าง พ.ร.บ.ฯ จะเป็นเพียงเครื่องมือวัดกระแสสังคม ก่อนที่จะมีการดำเนินการยกร่างรัฐธรรมนูญเพื่ออ้างความชอบธรรมจากการอาศัยกลไกการลงประชามติรับรองรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ที่มีการสอดแทรกข้อความ เรื่องนิรโทษกรรม-ล้างผลคดีจากรัฐประหาร-คืนสิทธิเลือกตั้ง หรือไม่ ?

ข้อน่าคิดก็คือ แทนที่จะมาถกเถียงถึง ร่าง พ.ร.บ.ฯ ประหนึ่งเป็นคำตอบสุดท้ายในตอนนี้ จะดีกว่าหรือไม่หากรัฐสภาจะอาศัยโอกาสในช่วงการยกร่างรัฐธรรมนูญ โดบตรากฎหมายเพื่อส่งเสริมให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะผู้มีส่วนได้เสียในการปรองดองที่มีข้อจำกัดทางกฎหมาย (เช่น ถูกคุมขัง หรือ การถูกห้ามดำเนินกิจกรรมทางการเมือง) สามารถใช้โอกาสช่วงที่จะมีการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ “เป็นการชั่วคราว” เพื่อดำเนินกิจกรรมได้อย่างเสรีในการร่วมแสวงหาวิธีการในการปรองดองในชาติ จนเกิดเป็นข้อเสนอ “ทางเลือก” ซึ่งประชาชนสามารถตัดสินใจลงประชามติเลือก “แนวทางใดแนวทางหนึ่ง” ได้ในวันเดียวกันกับวันลงประชามติรับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญต่อไป (แทนที่จะสอดแทรกแนวทางเดียวมาพร้อมกับรัฐธรรมนูญในแบบมัดมือชก) จะกระทำได้หรือไม่?

3. ใครเป็นผู้ตีความขอบเขตการนิรโทษกรรม และรวมถึงกรณี มาตรา 112 ด้วยหรือไม่ ?

แม้หาก ร่าง พ.ร.บ.ฯ ไม่มีปัญหาความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ก็ยังมีปัญหาตามมาว่า ใครคือ “ผู้มีอำนาจตีความ” ว่า การกระทำที่นิรโทษกรรมได้ ตาม ร่าง พ.ร.บ.ฯ  มาตรา 4 ที่รวมถึง “การกระทำใดๆ ที่เกี่ยวเนื่องกับการชุมนุมทางการเมือง หรือการแสดงออกทางการเมือง” มีขอบเขตเพียงใด เพราะเพราะแม้ ร่าง พ.ร.บ.ฯ จะมีบทขยายความ แต่ก็ไม่ได้กำหนดนิยามที่สิ้นสุดไว้ เช่น อาจมีผู้ถามต่อว่า ความผิดกรณีประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 จะสามารถตีความว่าเป็นเรื่อง “การแสดงออกทางการเมือง” ได้หรือไม่ ?

ข้อที่น่าคิดก็คือ หากปล่อยให้ ตำรวจ  DSI  อัยการ  ศาล  ต่างมีอำนาจตีความกันเองในส่วนที่เกี่ยวกับตน ก็อาจมีแนวการตีความที่ไม่ตรงกัน และสุดท้ายหากตีความไปแล้วมีปัญหา ก็จะต้องอาศัยอำนาจตุลาการชี้ขาดหรือไม่ ? หรือจะมีการเสนอให้มีคณะกรรมการมารับผิดชอบ “การตีความ” หรือ “ขจัดความขัดแย้ง” โดยเฉพาะ ? 

4. ร่าง พ.ร.บ.ฯ บังคับให้คุณทักษิณ ต้องกลับเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมจริงหรือ ?

คำอธิบายที่ว่า ร่าง พ.ร.บ.ฯ จะลบล้างผลจากการรัฐประหาร แต่ทำให้ “คุณทักษิณ” ต้องกลับเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมเพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์อีกครั้งนั้น ก็ยังไม่แน่ชัดว่าจะเป็นดังที่ว่าหรือไม่ เพราะ ร่าง พ.ร.บ.ฯ มาตรา 5 บัญญัติเพียงว่า เมื่อล้างผลของคดีเดิมแล้ว “ให้องค์กรหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องปฏิบัติต่อบุคคลที่ได้รับผลกระทบนั้นให้เป็นไปตามหลักนิติธรรมต่อไป” อีกทั้งให้นำ มาตรา 4 มาอนุโลม ซึ่งความหมายโดยรวมแล้ว แปลว่าอะไร ก็ยังไม่แน่ชัด และสุดท้ายหาก อัยการ หรือ ผู้มีอำนาจฟ้องคดีคุณทักษิณวินิจฉัยเองว่า หลักนิติธรรม หมายถึงการไม่ต้องเริ่มต้นคดีใหม่นั้น จะนำไปสู่ปัญหาให้ศาลหรือผู้ใดต้องตีความคำว่า "นิติธรรม" ต่อไปหรือไม่ ? 

5. ใครจะเป็นผู้รับผิดชอบต่อการปล้นประชาธิปไตย หรือปล้นชีวิต หรือปล้นชาติ ไปจากประชาชน ?

ร่าง พ.ร.บ.ฯ ฉบับนี้มีปัญหาในเชิงหลักการว่า ขอให้สังคมไทยลืมอดีต แต่ไม่ตอบว่าสังคมไทยจะเดินต่อไปสู่อนาคตอย่างไร ซึ่งอาจเป็นการถอยกลับเข้าสู่วังวนปัญหาเดิม เช่น 

- การมุ่งล้างผลการใช้อำนาจโดย "องค์กร" หรือ "คณะบุคคล" ที่เป็นผลพวง “ลำดับรอง” จากการทำรัฐประการ แต่กลับไม่แตะต้อง "ผู้ทำรัฐประหารลำดับต้น" เช่น คปค. หรือ คมช. ที่กระทำการล้มล้างการปกครองเสียเอง หมายความว่าผู้แทนในสภากำลังจะยอมรับความมีอยู่ต่อไปของวงจรแห่งลัทธิรัฐประหาร แถมเปิดแนวปฏิบัติให้มีการรอมชอมกันเองภายหลัง ใช่หรือไม่ ?

- การล้มเลิกการสอบสวนหรือดำเนินคดีกับเจ้าหน้าที่ซึ่งใช้อำนาจต่อประชาชนหรือในทางกลับกัน โดยไม่มีการกำหนดเรื่องการค้นหาความจริงหรือแสดงความรับผิดชอบ ก็คือการกลับไปสู่วังวนของปัญหาการใช้อำนาจรัฐหรือกฎหมู่มาห่ำหั่นกันเอง ใช่หรือไม่ ? 

- การล้มล้างคดี คตส. โดยไม่มีขั้นตอนที่รัดกุมว่าจะดำเนินคดีใหม่หรือไม่อย่างไร แต่กลับอ้างหลักนิติธรรมอย่างเลื่อนลอย ก็คือการก้าวกลับไปสู่วิกฤติที่ผู้ใช้อำนาจสามารถทุจริตลอยนวลได้ ใช่หรือไม่ ?

สุดท้ายแล้วเราจะได้ "เรียนรู้อะไร" จากการปรองดองจูบปากที่ว่านี้ ? อย่างน้อยที่สุด การปรองดองควรต้องประกอบไปด้วยการค้นหาความจริง หรือการยอมรับผิดขอโทษ  และหากจะดำเนินคดีให้ถึงที่สุด ก็ยังให้อภัยได้ เช่น ใช้วิธี “รอลงอาญา” (ไม่ว่าจะใช้กับ คมช. นักการเมือง เจ้าหน้าที่รัฐ หรือ ประชาชน) ย่อมจะเหมาะสมกว่าการผูกมัดรัดมือประชาชนให้ทำลืมว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลย มิใช่หรือ ? 

6. ร่าง พ.ร.บ.ฯ จะเป็นโอกาสให้เสื้อเหลือง เสื้อแดง และเสื้อหลากสี หันมาแสวงหาจุดร่วมกันได้หรือไม่ ?

หากประชาชนในสังคมไทยเริ่มเห็นว่า การปรองดองของผู้มีอำนาจ คือ พัฒนาการล่าสุดของ “ระบอบอำมาตย์ร่วมสมัย” และสุดท้าย ผู้ที่ประชาชนแต่ละฝ่ายมองว่า เป็นผู้ปล้นประชาธิปไตยก็ดี เป็นผู้ฆ่าประชาชนก็ดี หรือเป็นผู้โกงกินบ้านเมืองก็ดี ต่างก็ไม่ต้องรับผิดถ้วนหน้า แล้วจะเป็นไปได้หรือไม่ ที่ประชาชนทั้งหลายจะหันมาแสวงหาจุดร่วมเพื่อต่อต้าน “ระบอบอำมาตย์ร่วมสมัย” และทำให้เห็นว่า การ “ตีหน้านิ่ง” เล่นไพ่ปรองดองนั้น สุดท้ายก็คือการจูบปากที่จบลงแบบ “Bad Romance” นั่นเอง!

Comments

พรบ.ปรองดองนี้

พรบ.ปรองดองนี้ ผมว่า.....ในฐานะที่เป็นกฏหมาย ศาลรับธรรมนูยก็ตีตกไปด้วยตรรกะง่ายๆว่า ...กฏหมายต้องไม่มีผลบังคับใช้ย้อนหลัง...ตามหลักกฎหมายสากล...

การจะออกกฏหมายให้มีผลบังคับใช้ย้อนหลังได้นั้นมีทางเดียว และ มือกฏหมายไทยเคยใช้มาแล้ว ก็คือ เขียนเป็นมาตราไว้ในรัฐธรรมนูญ ฉบับใหม่ ตัวอย่างเช่นมาตราต่างๆในรัฐธรรมนูญ๕๐ที่เกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ความรับผิดชอบของคมช.

ผมว่าวีรพัฒน์น่าจะเข้าใจถูกแล้วที่ว่า พรบ.ปรองดองนี้มันแค่ลิเกออกแขก โยนก้อนหินถามทาง

เรื่องจริงที่จะทำกันมันอยู่ที่รัฐธรรมนูญฉบับใหม่......ที่นักการเมืองในสภาพยายามหาทางร่างออกมาเพื่อผลประโยชน์ของชนชั้นนักการเมืองระดับผู้นำโดยเฉพาะ....

หากจะประชาธิปไตยกันต่อไป ก็ควรทำใจเสียให้ได้ว่า การเลือกตั้งระบอบประชาธิปไตยนั้น มหาประชาชนเลือกกลุ่มคณะที่จะเข้ามาทำหน้าที่บริหาร และนิติบัญญัติ ได้คุณภาพเท่านี้เอง ............

หลอกให้ พธม

หลอกให้ พธม ออกมา
แล้วแกล้งถอย ให้ เจ๊กสนธิวางมือจาก พธม
เพราะมันประกาศไว้แล้ว ว่างานนี้งานสุดท้าย

ก็เป็นได้ครับ

ก็เป็นได้ครับ อาจมาอ้างทำนองว่า คนเขาจะปรองดองกัน ก็ไม่ยอมให้ปรองดอง เพราะไปติด รธน. ก็เลยยิ่งมีข้ออ้างให้ล้าง 309 ผมก็ไม่รู้นะว่าเขาคิดกันจริงๆอย่างๆร

แต่เรื่องที่ว่า ร่าง พ.ร.บ. มาตรา 5+4 ขัด ม.309 หรือไม่ ลองดูความเห็น อ. สมศักดิ์ เจียมฯ และท่านอื่นที่ท้ายบันทึกนี้นะครับ

http://www.facebook.com/note.php?note_id=10150912844109707

ไม่อยากเห็น ศาล รธน มาบันทึกความศักดิ์สิทธิ์ของ 309 ในหน้าราชกิจจานุเบกษาอีกเลย

555คุณ"วีรพัฒน์"

555คุณ"วีรพัฒน์" เขาเรียกว่าปรองดอง แบบ"เลดี้ก๊ากกาก"555 ผม ยังยืนยันว่าเห็นด้วยในข้อเสนอ"นิติราษฎร์",คอป, ศึกษามา เพราะมีกระบวนที่เคยยอมรับ ของสองขั่วอำนาจทางการเมือง(ฝ่ายค้านปชป.ตั้งทำคลอดหน่วยงานนี้ด้วยเจตนารมณ์เดียวกับฝ่ายรบ.ขณะนี้)

และล่าสุด สถาบันพระปวดเกล้า(ปวดเกล้าจริงๆกับลีลาชักเข้าชักออกหรือกล้าๆลัวๆหัวขาด) ทิศทางมาตามนี้? และ ประตูหนีไฟตรงนี้หลายฝ่ายที่ลงมาศึกษา เห็นตรงกันในหลักการณ์ ส่วนในรายละเอียดที่ "วีรพัฒน์" ชี้ประเด็นไว้

มันเป็นเงื่อนไขเชิงวิธีการประกอบวิธีธรรมไปยังเป้าหมายในหลักการ ที่มีผู้ชี้ทางออกบันไดหนีไฟเดียวกันเหมือนกันไว้ ?(เรื่องติดกระดุมผิดไว้ถ้าเข้าใจเนื้อหาเอาไปขยายผลถุกไม่ใช่เอาไปขยายแผลแบบความสามรถพิเศษของพธม.โดยจำลองรับงานผบ.มาต้องจบตามนั้น) เพราะแทบจะทุกคณะที่ลงมาค้นหาบันไดหนีไฟ แม้แต่ผม ก็ชี้ตรงกันในหลักการณ์ แต่เงื่อนไขในวิธีทำ ผมไม่อยากให้กลายมาเป็นประเด็นเอาไปเล่นต่อเป็นเกมการเมืองที่ไม่สร้างสรร? คำท้วงติงที่เป็นประโยชน์ของ"วีรพัฒน์"น่าสนใจ

แต่การสร้างเื่งื่อนไขรอง อย่างบทบาทพธม. หรือท่านจำลองผีตับเดียวคนนั้น? วิธีคิดแบบทหาร คือรับงานแล้วต้องสำเร็จภาระกิจตามผบ. ส่วนเนื้อหาในที่มาคำสั่งมันจะเป็นเนื้อหาสอดคล้องทางออกแบบปชต.หรือไม่คนแบบจำลองและวิธีการพพธม. มีปัญหามาก เพราะเคยสร้างเื่งื่อนไขแบบนี้มาแล้วเสียหายมหาศาลมาแล้ว?

แบบล็อคตายทางออกบันไดหนีไฟเอาไว้(เหลืองอ๋อยเต็มสนามบิน) นั้นคืออำนาจ ผบ.หรือเจ้าของผู้ควบคุมฝูงลิงหรือทหารราบในกรงลิง(พธม)ฉายาทหาราบในกรงลิง เจ้าของห้างอำนาจนี้ อย่าให้บิ่น บาทเดียวก็ห้ามต่อรองวิกฤติไฟไหม้แบบนี้ใครตายไม่เกี่ยว แต่อำนาจผบ.ของท่านจำลองบาทเดียวก็อย่าให้บิ่น???เพราะความเชื่อว่าไม่มีทางจะติดกระดุมผิดใครตายในห้างเรื่องของมัน แต่อำนาจฉันห้ามบิ่น(โดยพธม.ทำหน้าที่ท้าวสุวรรณณ.กะทะตุ่นกบปชต.หรือรปภ.หน้าห้าง)

กับดักทางความคิดแบบนี้ และกำลังจะออกแอ็คชั่นอารักษขาความดักดานในกับดักทางความคิดแบบนี้ของคนบ้าถือคบไฟแบบจำลอง กำลังจะมีภาคสอง คือถ้าเนื้อหาในการชี้แบบ"วีรพัฒน์" หรือกระแสสังคมติงมาในรายละเอียดภาคปฎิบัติ ผมเห็นด้วยงว่าหลายอย่างต้องทบทวนหรือหารายละเอียดที่ลงตัวร่วมกัน???

แต่ผมกลัวที่สุดกับผีตับเดียวคนนี้(จำลองจะชี้นำพธม.กลุ่มเดิมตามผิดๆแบบคนบ้าถือคบไฟจนสร้างเื่งื่อนไขคนบ้าถือคบไฟนำเสียหายบานปลายแบบเดิมๆ)รวมทั้งกุนซือฟันดำ ฟันเหลืองฟันเหยิน ขยับตาม ที่นี้พล็อตเรื่อง"ทีมงานวิ่งผลัดกี่คุณให้ร้าย" เดิมๆ ตัวซวยของบ้านของเมืองออกมาแบบเดิมๆ

มันก็จะร้องเพลงป่าประท้วงของสามโทนออกมา แบบ"เม่นชวนม้าลายกระต่ายชวนสิงคโตแร็ดชวนฮิปโป มาเจอกันที่เก่า"ๆๆๆๆ" บรรเลงเพลงมาร์ชแม๊ตทริกสยามซูแบบเดิมๆวนกันอยู่แบบนี้ ติดกับดักทางความคิด ของแหนายพราน นักปกครองปชต.กันอยู่แค่นี้ไม่ไปไหน?

คนที่ผมกลัวที่สุดคือจำลอง และฟันดำ จะลิงก์ความบ้าถือไฟไปถึงฟันเหลืองและฟันเหยินได้ ทีนี้ก็บรรลัยอีกรอบละประเทศ? ผมจึงอยากเตือนให้คุณ "วีรพัฒน์" จะสร้างงเื่งื่อนไขให้เขาหยิบตรงนี้ของคุณไปขยายผลในการขยายแผลแบบผิดๆ ตามความสามารถพิเศษแบบพธม.ในการหาเหตุให้บ้านให้เมืองแบบคนบ้าถือคบไฟตามมาตรฐานเดิมๆเขา เพราะจุดเริ่มต้นที่เอาของคุณไปบิดเบือน(ขยายแผลไม่ใช่ขยายผลตามเนื้อหาต้นฉบับ) เข้าอีหรอบเดิมแล้ววนแบบเดิมๆเข้าทางกลยุทธ"นกกระจิบในแหนายพราน" ติดกับดักทาทงความคิดจนดักดานถาวรตามจำลอง และฟันดำอยู่แบบนั้นไม่ไปไหนล่ะประเทศไทย???

วีรพัฒน์ wrote:(1) มาตรา 3

[quote=วีรพัฒน์](1) มาตรา 3 และ มาตรา 4 เป็นการ “นิรโทษกรรม” ให้กับผู้ที่กระทำผิดใดๆ ที่เกี่ยวเนื่องกับการชุมนุมทางการเมือง หรือการแสดงออกทางการเมืองตั้งแต่วันที่ 15 กันยายน 2548 จนถึงวันที่ 10 พฤษภาคม 2554 รวมถึงเจ้าหน้าที่รัฐที่เข้าไปเกี่ยวข้อง กล่าวคือ สิ่งที่ทำไปนั้นให้ถือว่าไม่ผิด[/quote]

เรียนถามคุณวีรพัฒน์ ครับ ว่ามีความคิดเห็นอย่างไร กับการเริ่มนับวิกฤติตั้งแต่วันที่ 15 กันยายน 2548

เรียนตามตรงผมสนใจมากว่าทำไมถึงนับตรงนี้ ถ้าเป็นทางฝ่ายแดงวิชาการอย่างนิติราษฎร์เขาจะเริ่มนับวิกฤติที่ 19 กันยายน 2549 เพราะความชอบธรรมทางการเมืองของพวกเขาจะสูงที่สุดที่ตรงนี้ พวกเขาปฏิเสธและลดค่าการต่อสู้ทางการเมืองก่อนหน้านี้ให้เป็นแค่ "การสร้างเงื่อนไข" เท่านั้นเอง ซึ่งพอเข้าใจได้

แสดงว่าคนร่างพรบฯ ฉบับนี้ค่อนข้างมองครอบคลุมระยะเวลาวิกฤติทั้งหมดนะผมว่า

ปล.
ฝ่ายคุณทักษิณเริ่มใช้สีแดงเป็นสัญญลักษณ์ ก็ประมาณต้นเดือนมีนาคม 2549 ผมถือเอาการชุมนุมที่สนามหลวงของพรรคไทยรักไทยเป็นเกณฑ์

ถ้าจะตอบคุณ" นวนคร"

ถ้าจะตอบคุณ" นวนคร" แทนวีรพัฒน์ในข้อมูลส่วนตัวผม(น่าจะหมายรวมถึงโต้วีรพัฒน์เรื่องนี้ในข้อมูลอีกด้านที่ผมเชื่อมั่นว่าครบถ้วนกว่าที่วีรพัฒน์ได้มาจนกลายเป็นความเชื่อ(ผิดๆ)แบบนั้นอย่างนั้น)

ผมเชื่อข้อมูลนี้มาจากผลศึกษาคอป. และสถาบันพระปกเกล้า สรุปออกมาแบบนั้น นั้นคือนับต้องแต่การเคลื่อนไหวที่เป็นเรื่องเป็นราวของพธม. ที่จริงๆตั้่งแต่ ปรากฎการณ์สนธิตั้งแต่อยู่สวนลุมฯ ยังไม่ย้ายมาสวนรุมร่วมกับพธม.

แม้ตรงนั้นจะเป็นการเมืองข้างถนน แต่ยังอยู่ในกรอบวิถีทางแบบปชต. ที่ระบอบทักษิณ ควรจะได้รับการตรวจสอบผ่านระบบ"สุขาภิบาล" ที่ยึดโยงระบอบปชต.อย่างมีอารยะ(หรือมาตรการด่านอรหันต์ของผมระบอบทักษิณไม่มีอะไรน่ากลัวเลย เพียงแต่ใช้เครื่องมือบริหารจัดการแบบปชตที่ถุกต้องหรือเชื่อมั่นในปชต.)

แต่เนื่องจากสนธิสร้างกระแสเชื่อมั่นในตัวบุคคลหรืออำนาจนอกปชต. จึงมีแนวคิด ที่จะลากหรือจมเรือปชต. ลอยคอไปหาเรือพระที่นั่ง(กระแสม.7) หรือแนวคิดเรือสำเภา(สมบูรณฯ)รุ่นเก่าที่เราปลบดระวางเปลี่ยนเรือแล้วตั้งแต่ปี2475 แต่เพราะความสับสนของสนธิที่เป็นจิ๊กโก่อกหัก

จึงมีทางลัดในการเอาคืนหรือวิธีการจัดการระบอบทักษิณวิธีลัด นั้นือจุดเริ่มต้นของการหลงทางที่สุดเรือยนต์ปชต.จมจริงๆ(ปฎิวัติ49เขาเอาไม้พายตีกะบาลพวกกะแสมงว่า"มั่ว" กลับมา แต่ได้สิ่งที่หนักหนากว่านั้นคือปฎิวัติ49 นั้นคือจุดเริ่มต้นของการติดกระดุมเม้ดแรกที่ผิด ในการเอาอำนาจ พิเศษนอกกติกาหรือนอกปชต. หรือนอกระบบมาบริหารจัดการปัญหา

ในแบบกระทืฐช้ำปัญหาให้ยิ่งบานปลายเพราะจุดเริ่มต้นของการติดกระดุมเม็ดแรกที่ผิดทีมีความพยายามที่จะติดซ้ำหลายรอบ เช่นพธม.ให้ปฎิวัติซ้ำหลายครั้ง แต่ที่ชัดที่สุดคือม็อบแก้สน้ำตาแต่อนุพงษ์ไม่เอาด้วยเพราะบทเรียนคือนายกสุรยุทธ ซึ้งคำเตือนผมอย่างเหมือนพยากรณืล่วงหน้าแม่นเป๊ะว่าปฎิวัติยุคนี้จะเจออะไร ตรงเป๊ะตามนั้น?

นั้นคือเขาอยากทำอย่าเบล็ดเสร็จเด้ดขาดตามวิธีการคนบ้าถือไฟพธม. หรือกุนซือฝั่งอำมาตย์ฯ แต่มันไปต่อไม่ได้ อย่างไรอดีตนายกสุรยุทธซาบซึ้งคำเตือนผมมาก นั้นคือได้เม้ดที่สองที่ปฎิวัติเพื่อตกแต่งภายในทางอำนาจ(ตุลาการอภิบาลนุมัติ) หรือปฎิวัติโดยศาลเพื่อให้กระบวนการทางศาลมัดให้แน่นกว่าปี35ที่ยกฟ้องเพราะกระบวนการทั้งหมดเถื่อน หรือมันคืออการปล้น

แต่คราวนี้ เขาต้องการให้อำนาจศาลรับรองการปล้น นั้นคือสาเหตุที่ศาลกลายมาเป้นศาลสถิตยืมดง่ามมดตะนอยค่าขนมศาล เพราะศาล ไม่ใช่หลัการศาลสถิตย์ยุติธรรมอีกต่อไป ลงไปมั่วได้เสียทุกสนามลงมาเป็นผู้เล่นเต็มตัวแทนที่จะเป็นกรรมการโดยหน้าที่ นั้คือกระดุมเม็ดที่สองที่ผิดและรั้งหนักๆๆๆ ความดันทุรังที่จะลากติดผิดไปเรือ่ยๆๆๆๆ

ที่สุดหาความลงตัวเม็ดสุดท้ายไม่ได้มันก็จะเอามาผุกกับเชือกรองเท้าปลายทางของมันจะเดินในท่าวิตถาร ไปเรื่อยที่สุดก้จะลงมือข่มขื่นกระทำชำเราปชชงปชต.ในท่าวิตถารมากขึ้นๆๆๆ นั้นคือปลายทางของมัน

ดังนั้นจุดเริ่มต้นของการติดกรดุมผิดจึงนับตั้งแต่ ปฎิวัติ49ครับ แต่ เริ่มเป๋ตั้งแต่จิ๊โก่สวนลุมฯ ร้องหาอำนาจพิเศษ(ม.7ที่สุดได้หนักกว่าคือปฎิวัติ) นั้นคือมีกระบวนการปูพรมเหลือง หรือทีมงานวิ่งพลัดกี่คุณให้ร้ายชงหวานๆให้ทหารตบ แต่าการเคลื่อนไหวของพธม.48 ยังยึดโยง วิธีการแบบปชต. อยู่บ้าง และเกินเลยบ้าง(ปิดสนามบิน) แต่ยังอยู่ในวิธีทางปชตงอยู่เขาจึงไม่นับตามวิธีการนับแบบ"นิติราษฎร์" และผมด้วยเหตุผลในที่มาแบบนี้

เพราะสมมุติถ้าไม่มีปฎิวัติ49 ทักษิณโดนนวดจนน่วมเมาหมัดระดับนั้นขาลงระดับนั้นเตรียมดิ่งพสุธาแล้ว (ยังไม่รวมมาตรการด่านอรหันต์ผม) ทักษิณเจียนอยู่เจียนไปแล้วถ้าปฎิวัติไม่ฉวยโอกาสก่อนเรือปชตงก้ไม่จมพัฒนาการจะไม่ไหลย้อนกลับไปไกลระหลับหลังยุคปรีดี หลังปฎิวัติ49 เพราะอำนาจนอกปชต.ออกแบบฉวยโอกาสเข้ามาปกครองแทนจนวางกับดักไว้หลายชั้นมาก ตอนนี้ สัดส่วนอำนาจที่วึดโยงอำนาจแบบปชต"แค่20%(เชิงพิธีกรรมเลือกตั้ง) แต่80%คืออำนาจนอกปชตง เช่นเลือก้เข้ามาคนจะให้เข้าไม่ให้เข้าใครกำหนด หลักฐานเช่นกรณียุบไม่ยุบพรรค สังเวรหลายพรรคหลายรบ.นั้นคือหลักฐานว่าใครเป้นคนให้ผ่านเข้าไป ไม่ใช่กระบวนการเลือกตั้งที่ยึดโยงปชช,ปชต. เพียงแต่ว่าอำนาจแบบนั้นเขาจะใช้เมือ่ไหร่ ก็จะได้ผลแบบ 49,51,52 ทันที

สรุปก็คือจุดเริ่มต้นของโครงสร้างอำนาจแบบนี้ตั้งแต่ปี49ไม่ใช่48ครับคุณ"นวนคร"???

ผมว่าคุณมั่ว

ผมว่าคุณมั่ว หรือศึกษาเหตุการณ์ 48-49 มาไม่พออะครับแบบเดียวกับนักวิชาการแดงทั้งหลายอ่ะครับ คุณอะตอม
ตอนปี 48-49นี้ การต่อต้านรัฐบาลมันมี 2 เรื่องคือ เรื่องรัฐเผด็จการ กับเรื่องคอร์รัปชั่น
ปัญหาที่มันลุกลามใหญ่โตอยู่ที่ เริ่มมีการลงมือใช้ความรุนแรงที่มากขึ้นเรื่อยๆ กับผู้ชุมนุม ข่มขู่ให้กลัว แต่ยังไม่ถึงกับบาดเจ็บสาหัสหรือล้มตาย สำทับด้วยการฟ้องคดีที่เรียกค่าเสียหายจำนวนมหาศาล

ความเห็นแบบของคุณอะตอมกับนักวิชาการแดง มันจะสมเหตุสมผลก็ต่อเมื่อ สื่ออย่าง ASTV เข็มแข็งมีอิทธิพลอยู่แล้วแต่ข้อเท็จจริงก็คือ ASTV โตมาด้วย Mob marketing คือม๊อบเมืองไทยรายสัปดาห์ กับพันธมิตรฯ ฉุดให้ ASTV ที่กำลังเริ่มกิจการรับจ้างผลิตรายการให้โตตามอย่างพรวดพราดเพราะตอนนั้นสื่อแทบทุกฉบับอยู่กับรัฐบาลหมด (งบโฆษณามหาศาล )

อีกประเด็นคือกำเนิดเสื้อแดง นักวิชาการแดงอ้างว่าเป็น ผลจากการทำรัฐประหาร แต่จริงๆไม่ใช่มวลชนกลุ่มนี้มีการเตรียมกันตอนต้นปี 49แล้ว
แล้วมาแสดงพลังกันจริงๆตอนพวกพันธมิตรฯ เข้าเจาะอีสานกับเหนือ แล้วพวกนี้ ก็ออกมาไล่ฆ่าไล่ทำร้ายพวกพันธมิตรฯ (ใช้กูเกิลหาก็ได้หลักฐานชัดเจน)

ผมขอร้องละคิดอะไรก็ให้มันสมเหตุสมผล มีวุฒิภาวะสมกับเป็นเสียงข้างมากที่ปกครองประเทศหน่อย

ครับผมจะพยายามตอบคุณ"วีรพัฒน์

ครับผมจะพยายามตอบคุณ"วีรพัฒน์"แย้งเป็นข้อๆ(เท่าที่ทำได้)ตามนี้

1. ร่าง พ.ร.บ.ฯ มีข้อความที่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ หรือไม่ ?

ตอบ.คุณวีรพัฒน์ ได้ตอบไปบ้างแล้วในท้ายความเห็น แต่ผมอยากเพิ่มเติมว่ากรณีแบบนี้ เคยมีกรณีตัวอย่างหรือประเพณี ที่มีการยกเลิกผลของประกาศคณะปฎิวัติ เช่นสมัยสฤษฯกับท่านอุทัยฯจนถึงกรณีการตรวจสอบทรัพย์สิน สมัยปฎิวัติช่วง34หรือกรณีพฤษภาทมิฬที่กระบวนการนั้นตกไปในชั้นศาลเพราะที่มาไม่ถูกต้อง(แม้เรื่องนี้ไม่ได้จบที่ศาลอย่างกรณีปี49)

แต่มันเคยมีประเพณีเกี่ยวกับการยกเลิกการใช้อำนาจในเชิงการอ้าง"รัฐาฎิปัตย์" แบบปี49 แล้วมีการยกเลิกภายหลัง ที่สำคัญผลของปฎิวัติ49 มันเป็น"นิติรัฐ"ที่ขาดหลัก"นิติธรรม" ในตัวกระบวนการ เช่นคตส.มีลักษณะเฉพาะกิจ หรือปฎิปักษ์ ต่อผู้ถูกฟ้อง ส่วนขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่คุณตอบไปท้ายข้อความแล้วผมไม่ขยายและหลายคนได้อธิบายชัดไปแล้วไม่ขัดอย่างไรจึงไม่เสริม?

2. ร่าง พ.ร.บ.ฯ ขัดแย้งกับจังหวะการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ หรือไม่ ?

ตอบ. เป็นความคิดเห็นส่วนตัวกึ่งเสนอแนะที่น่าฟัง? แต่คุณต้องเข้าในที่มาของเรื่องนี้(กฎหมายปรองดอง) อย่าลืมว่าเป็นนโยบายหาเสียงของเพื่อไทยมาแต่ต้น แล้วสอดคล้องกับเจตนารมณ์การตั้งคอป.ของปชป. ดังนั้นเส้นทางมันเดินมาถึงตรงนี้บวกกับ ผลศึกษาหลายคณะทั้งคอป. และพระปกเกล้า แล้วคุณสนธิ(บัง) นำเสนอเข้าสภาฯพอดี? ผมมองเรื่องนี้เป็นหน้าที่ ของรบ.ตามที่แถลงนโยบายไว้ และหน้าที่ตามกระบวนการทางนิติบัญฯ

ในระดับวาระแห่งชาติเลยก็ได้? ผมจึงเห็นเป็นการส่วนตัว ว่ามองจังหว่ะเวลาว่าเหมาะสมแล้ว เพราะผลกระทบแบบนี้ยิ่งนานยิ่งเสียหายต่อเหยื่อ? แบบกว่าถั่วจะสุกงาก็ไหม้ หรือไฟไหม้ในห้างฯ ประตูหนี ไฟ ต้องชัดเจนและเร็วยิ่งดีถ้าชัดเจน แล้วผลศึกษาทุกคณะและข้อเสนอส่วนตัวผม ก็ชี้ชัดแล้วว่าคือตรงนี้ทางหนีไฟเวลาวิกฤต จึงยิ่งเร็วยิ่งดีถ้าตกผลึกชัดเจนแล้ว ไม่ใช่เอากาสิโนอำนาจมาต่อรองตัวประกันแบบนี้???

3. ใครเป็นผู้ตีความขอบเขตการนิรโทษกรรม และรวมถึงกรณี มาตรา 112 ด้วยหรือไม่ ?

ตอบ. ผมว่าเรื่องนี้หาความชัดเจนในขั้นตอนการแปรญัตติ ในสภาฯ ทั้งสภาสูงสภาล่าง และกระแสสังคมประกบตาม ตรงนี้ เวทีสาธารณะหลายที่เคยมีน้ำหนักในสภาฯ เช่นกรณีพระวิหาร ตัวคุณวีรพัฒฯ์นี่ล่ะคือฮีโร่ตอนนั้น เรื่องแปรผิด กระบวนการตรงนั้นจะหาความลงตัวผ่านกระบวนการซักฟอก ชี้แจง จนตกผลึก ออกมา ในการกำหนดที่ลงตัวอีกทีในการกำหนดเพื่อไม่ให้เกิดการตีความทอย่างกว้างคลุมเครือ เช่นที่หลายคนกลัวเรื่องช่วยผิดคน?กรณีอาญาร้ายแรงบางเคส หรือบางคนได้รับประโยชน์เช่นทักษิณเท่านั้นกระบวนการทางการแปรญัตติจะตอบโจทย์นี้ชัดที่สุดครับ???

4. ร่าง พ.ร.บ.ฯ บังคับให้คุณทักษิณ ต้องกลับเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมจริงหรือ ?

ตอบ. ตอบไว้ในข้อสามส่วนหนึ่งแล้ว (นั้นคือขั้นตอนการแปรญัตติในสภาฯ)และ"ข้อเสนอ"นิติราษฎร์" ลงรายละเอียดเรื่องนี้ไว้ชัดแล้ว ว่ากระบวนการที่ผ่านการ"ติดกระดุมผิด"นั้น (ผ่านคตส.ขั้นตอนผิดระบบยุติธรรม,นิติธรรมสากล)ให้มาพิจารณาใหม่? เริ่มต้นใหม่? ไม่ใช่ยกประโยชน์ให้จำเลย แต่ผ่านกระบวนการระบบยุติธรรมปกติ ไม่ใช่ยกประโยชน์ให้จำเลย ตรงนี้เขาจะอภิปรายโต้แย้งหาความลงตัวได้กันชั้นแปรญัตติได้ครับ???

5. ใครจะเป็นผู้รับผิดชอบต่อการปล้นประชาธิปไตย หรือปล้นชีวิต หรือปล้นชาติ ไปจากประชาชน ?

ตอบ. ตอบอีกครั้งก็คือกระบวนการชั้นแปรญัติจะหาความลงตัว ในตรงนี้ เพราะเรื่องนี้แค่กระบวนการเสนอร่างฯ ไม่ใช่พรบ.นี้สมบูรณ์แล้ว? มัน ยังต้องผ่านหลายขั้นตอนกระบวนการ แต่พธม. และประชาวิบัติ?แหย่ขาขงางไว้ก่อนเลย เหตุผล ก็จะให้แต่หลังจากที่มันหน้าคว่ำไปก่อนแล้ว(ปิดสนามบินกันการแก้ร.50) ผลคือวิวาทะ "CHAOS"แบบเดกิมๆมุกเดิมๆในท่าทีและเงื่อนไขที่มันบานปลาย บทบาท ปชป.

ถ้าประเด็นมันชัดก็ว่ากันในสภาฯดีกว่า? (ชั้นแปรญัตติ)แต่ไม่ชอบมาพากลตรงไหน? นั้นคือคุณได้มีโอกาสนำเสนอปชช.ในเหตุในผล? ถ้ามันไม่ชอบมาพากล? คุณก็มีความชอบธรรมพอ(แต่ต้องผ่านขั้นตอนตรงนั้นก่อนดีกว่าไหม?) แต่ถ้าอ้างเสียงในสภาฯสู้ไม่ได้ แต่เห๖ุผลความชอบธรรมคุณต้องชัดก่อน และก่อนที่มันจะไหลลงเวทีข้างถนน ตรงนั้นเป็นการต่อสู้ทางการเมืองที่สง่างามกว่า อยู่ๆยังไม่อะไรเลย? หวยยังไม่ได้ซื้อ? เมียน้อยเมียหลวงฆ่ากันตายเพียงแค่ถ้ามันเกิดถูก? แบ่งลำเอียงไหม?ตามที่ประกาศไว้ว่าจะลุยร่วมกับพธม.? คือมันตรงเป๊ะ?ตามที่ผมพยากรณ์เป๊ะเลยว่าเรื่องนี้เกมนี้ปชป.จะแท๊กทีมกับพธม. และฐานเสียงฐานมวลชนปชป.ในกทม.ออกมาขวางแน่ เป๊ะเลยไหม???

6. ร่าง พ.ร.บ.ฯ จะเป็นโอกาสให้เสื้อเหลือง เสื้อแดง และเสื้อหลากสี หันมาแสวงหาจุดร่วมกันได้หรือไม่ ?

ตอบ. ก็นี่ไงครับร่างฯของเสื้อแดง ผ่านจตุพร,ณัฐวุฒิ, และล่าสุดของสส.เพื่อไทยอีกร่าง หรือคุณจะเสนอร่างส่วนตัวก็ทำมาตามขั้นตอนให้ถูกต้องประกบร่างฯหลักของท่านสนธิฯไปเลยก็ได้ ว่าของใครประกอบร่างในแบบแปลงร่าง อุลตร้าแมนได้ดีกว่ากัน กระบวนการนี้ยังอยู่ยังมี และเขากำลังเล่นอยู่ใครอยากเล่นด้วยก็ไม่เกี่ยงนิครับทั้งเหลือทั้งแดง หรือขี้หลากสี???

นวนคร wrote:ผมว่าคุณมั่ว

[quote=นวนคร]ผมว่าคุณมั่ว หรือศึกษาเหตุการณ์ 48-49 มาไม่พออะครับแบบเดียวกับนักวิชาการแดงทั้งหลายอ่ะครับ คุณอะตอม
ตอนปี 48-49นี้ การต่อต้านรัฐบาลมันมี 2 เรื่องคือ เรื่องรัฐเผด็จการ กับเรื่องคอร์รัปชั่น
ปัญหาที่มันลุกลามใหญ่โตอยู่ที่ เริ่มมีการลงมือใช้ความรุนแรงที่มากขึ้นเรื่อยๆ กับผู้ชุมนุม ข่มขู่ให้กลัว แต่ยังไม่ถึงกับบาดเจ็บสาหัสหรือล้มตาย สำทับด้วยการฟ้องคดีที่เรียกค่าเสียหายจำนวนมหาศาล

ความเห็นแบบของคุณอะตอมกับนักวิชาการแดง มันจะสมเหตุสมผลก็ต่อเมื่อ สื่ออย่าง ASTV เข็มแข็งมีอิทธิพลอยู่แล้วแต่ข้อเท็จจริงก็คือ ASTV โตมาด้วย Mob marketing คือม๊อบเมืองไทยรายสัปดาห์ กับพันธมิตรฯ ฉุดให้ ASTV ที่กำลังเริ่มกิจการรับจ้างผลิตรายการให้โตตามอย่างพรวดพราดเพราะตอนนั้นสื่อแทบทุกฉบับอยู่กับรัฐบาลหมด (งบโฆษณามหาศาล )

อีกประเด็นคือกำเนิดเสื้อแดง นักวิชาการแดงอ้างว่าเป็น ผลจากการทำรัฐประหาร แต่จริงๆไม่ใช่มวลชนกลุ่มนี้มีการเตรียมกันตอนต้นปี 49แล้ว
แล้วมาแสดงพลังกันจริงๆตอนพวกพันธมิตรฯ เข้าเจาะอีสานกับเหนือ แล้วพวกนี้ ก็ออกมาไล่ฆ่าไล่ทำร้ายพวกพันธมิตรฯ (ใช้กูเกิลหาก็ได้หลักฐานชัดเจน)
ผมขอร้องละคิดอะไรก็ให้มันสมเหตุสมผล มีวุฒิภาวะสมกับเป็นเสียงข้างมากที่ปกครองประเทศหน่อย[/quote]

ตอบ.คุณนวนครครับ

ข้อความสวนมาตอนปั่นต้นฉบับข้อความล่าสุดพอดีเพราะมันยาวใช้เวลานาน จึงพึ่งเห็นข้อความคุณ คุณเองจะแย้งผม ยังหาประเด็นแย้งชัดๆไม่เป็น เลยหรือไม่เจอเลย ผมงงว่าคุณแย้งอะไรผม เรื่องนี้ เอาชัดๆครับตรงไหน?ไม่สมเหตุสมผลอะไรเรื่อง48,49

แต่ถ้าเทียบเคียงนิติราษฎร์ ผมตอบคุณชัดไปแล้ว? ในเหตุในผลการนับ แยกออกมาจาก พธม. แม้พธม.จะเป็นการเคลื่อนไหวแค่สตั้นแมน แต่เขาเคลื่อนไหวในพื้นที่ทางปชต.ทางตรงหรือภาคปชช.ถูกต้องบ้างไม่ถูกบ้าง(ปิดสนามบินและทำเนียบจนได้คดีติดตัว)

รายละเอียดเนื้อหาพวกนี้ มันไร้สาระที่จะอ้างอิงลงรายละเอียด แต่ถ้าคุณจะแย้งผม คุณจะแย้งส่วนไหน? คำว่าสมเหตุสมผล ,วุฒิภาวะ ถามตัวเองดูก่อนไหม?ว่าใครถ่มน้ำลายรดฟ้าโดนหน้าตัวเองอยู่???

อ้อครับคุณจั่วหัวมาก็ชี้หน้าว

อ้อครับคุณจั่วหัวมาก็ชี้หน้าว่าผม"มั่ว" มาเลยแบบนี้ แต่ไม่ประกอบเหตุผลที่ชัดเจนผมมั่วอะไรตรงไหนอย่างไร? มันเข้าตัวคุณเองไหม?ในข้อกล่าวหานี้(มั่ว) และ"วุฒิภาวะ" แต่ที่อยากให้เพิ่มสวนคุณไปแถมให้สนองนีด(มาแบบไหนสวนไปแบบนั้นและอาจจะมีแถม) คือคุณพูดจานำเสนอไม่รู้เรื่อง?(อันเดียวกับมั่วหรือไม่?) หรือมันชัดกว่านั้น???

อ้อครับไหนๆก็ไหนๆ

อ้อครับไหนๆก็ไหนๆ คุยแล้วต้องให้สุด หรือให้สะเด็ดน้ำ ประเด็นนี้ผมเคยชี้ไว้สมัยสถาบันพระปวดเกล้า(จริงๆน่ะกับบทบาทชักเข้าชักออกกล้าๆกลัวๆจนเสียความน่าเชื่อถือ แม้แต่ประธาคอป,ล่าสุดก็แกว่งๆตามกระแสต้านแบบสมาธิสั้นของคนไทย)

ช่วงนั้นข่าวดังตอนสนธิโดน ท่านสนั่นตั้งสามคำถาม แบบคนถามรู้คำตอบดี แต่ถามเพื่อให้ตอกย้ำว่าสังคมไทย พุดความจริงตรงๆไม่ได้ แล้วใช้วิธัการแก้ไขปัยหาแบบวิ่งหนีความจริงหาข้อแก้ตัวให้ความจริงหรือปัญหา จนผมล้อ คำถามสามข้อท่านสนั่นที่เจตนาดีสเครดิตรบิีกบัง ที่ตัวเองเคยเดินสายเรื่องปรองดอง แบบยกไวน์ยาดองเก้อไม่มีใครชนแก้วด้วย

แต่บิ๊กบังมายังไงไม่รู้ แซงหน้าเฉยเลย จึงเจตนาตัดขาหลังด้วยคำถามสามข้อ แบบเจตนายืนเผือกให้บิ๊กบัง ที่ผมล้อว่า

สนั่นถาม

"จากที่นี่ไปที่นั้น เดินทางจนตะวันตกดินค่ำไหม?"

(คำถามกวนทีนเล่นๆทั้งคนถามคนตอบรู้ดีว่าคืออะไร?หมายถึงอะไร แต่ถามตรงๆตอบตรงๆไม่ได้)

สนธิตอบสั้นๆแค่คำว่า

"ค่ำ"(ตายไปจึงจะพูดได้)

ที่ท้าวความเพราะ ผมชี้ไว้ตั้งแต่คราวนั้นว่าเกมนี้ปชป.จะแท็กทีมกับพธม.(ทั้งที่ตอนนั้นสองฝ่ายไม่มีท่าทีแบบนี้เลย? ยังโต้กันเกี่ยงงอนสวนหมัดดีสเครดิตรกันเต็มๆ) แต่ผมพยากรณ์บนความไม่น่าจะเป็นเลยตอนนั้น ว่าเขาจะแท้กทีมมาขวางแล้ววันนี้ก็เป็นจริง?

สาระสำคัญที่สุด คือสองก้วนนี้(ปชป,พธม) เจตนาบิดเบือนเนื้อหาเรื่องนี้ ให้ ไปโฟกัสที่ตัวบุคคลหรือกลุ่มบุคคล จนสังคมสับสน เพราะเนื้อหาจริงๆแล้วเรื่ืองนี้กระทบมหาศาลไปทั้งสังคม เพราะเราติดกับดักนี้มานาน ทางหนีไฟนี้ พธม. เองเคยเป็นท้าวสุวรรณ ณ.กะทะตุ๋นกบให้อำมาตยฯ ในการไฮแจ๊ค ทางออกทางหนีไฟเอาไว้(ค้านแก้ร.50แบบหัวชนฝาโดยเอาสนามบินเป็นประกัน)

นั้นคือหน้าที่รักษาห้างฯ ของเจ้าของอำนาจที่เขาออกแบบวางยา เชิงโครงสร้างอำนาจ แบบจัดเต็มไว้ ทั้งในตัวร.50 และโครงสร้างอำนาจ ที่เป็นโบนัท จากการปฎิวัตินี้ กับดักเหล่านี้ถูกวางยาไว้หลายชั้น แล้วให้ทหาราราบในกรงลิงพธม.อารักษขาเต็มตีน ไว้ห้ามใครออกไปจากห้างหยิบอะไรออกไป เด็ดขาด

ทั้งที่วิกฤตหนักไฟไหม้ห้างฯ หรือสวนสาธารณะจะตรงกว่า? ทั้งที่ห้างเป็นพื้นที่กึ่งสาธารณะ เช่นกับอำนาจปชต. เป็นของปวงชน แต่ใช้ผ่านตัวแทนมอบอำนาจมาดูแล แต่กลับมากักขังหน่วงเหนี่ยวเจ้าของอำนาจตัวจริงในการล็อคประตูหนีไฟนี้ไว้(193วันหรือปิดสนามบินเพื่อภาระกิจนั้น)

ดังนั้นหน้าที่ของการอารักษขาบันไดหนีไฟช่องทางนี้(ปรองดองในเนื้อหาที่ถูกต้องจากผลศึกษาหลายฝ่ายรวมที่ผมชี้ไว้น่ะ ไม่ใช่ปรองดองฉบับบิดเบือน) มันจึงเป็นหน้าที่โดยสำเร็จของจำลอง และฟันดำ ที่รับงานจากผบ.มาแล้ว ยังไง? งานนี้ก็ต้องขวางเต็มตีนหรือเต็มลำ แต่เพราะศักยภาพตอนนี้อ่อนแรงจึงต้องกลับไปจูบปากกับปชป. ที่เล่นแทงเต็งอำนาจนอกปชต.ไว้?

เงื่อนไข คือถือหางอันธพาลตัวใหญ่หมัดหนัก แล้วหมาไม่กัด? หรือทางลัดการเข้าสู่อำนาจแบบเดิมๆ ปชป.ลงแทงเต็งแบบนี้ไว้? นั้นคือที่มาของหน้าที่ในบทบาทการขวางเต็มตีนเต็มลำ แบบนี้ แต่พยายามาเนียนพยายามบิดเบือนให้กลายเป็นผลประโยชน์บุคคล ทั้งที่ทักษิณ แค่ส่วนหนึ่งของปัญหา และเกิดจากผลพวงของปัญหา ในช่วงปลายน้ำของปัญหา?

แต่ผลจากระดับต้นน้ำระดับรากเหง้า คนไทยยังเข้าใจเรื่องนี้แบบแดนสนธยา แบบเบลอๆ เพราะหน้าที่สับขาหลอกของพวกนี้? และเพราะเจตนาสร้างมายาสัมพัทธ ให้เรื่องนี้ คนไทยส่วนใหญ่งงๆ ด้วยทีมงานวิ่งพลัดกี่คูณให้ร้ายกลุ่มนี้บิดเบือนเนื้อหา ให้ไปโฟกัสที่เหยื่อ แทนที่จะโฟกัสต้นน้ำของปัญหา ที่เขาใช้ความมืดพลางตัว แล้วให้ตัวที่เล่นแทน"สตั้นแมนแบบพธม.,ปชป." มาเบี่ยงเบนประเด็น

ให้คนไทยงงเล่นๆ

ดังนั้นหน้าที่ของพรรคเพื่อไทยหรือคนเดินเกมนี้ เช่นบิ๊กบัง ส่วนตัวเป็นเป็นกำลังใจให้น่ะครับบิ๊กบัง? เกมนี้ ต้องใช้สื่อประชาสัมพันธ์ ตอบทุกประเด็นคำถาม ทั้งของปชป.(ทีรู้ดีที่สุดความจริงคืออะไร) แต่เจตนาสับขาหลอกควายไปไปวันๆ แต่พธม. แค่เครื่องมือเขาวันยังค่ำ ผ่านท่านจำลองที่รับงานมาแล้ว วิธีคิดแบบทหารคงไม่ต้อง ชี้ชัดเพราะจะผีตับเดียวตามคำสั่งเท่านั้น? แม้บางเรื่องเข้าใจดีแต่โดยหน้าที่และวิธีคิดแบบทหารเป็นแบบนั้น จนบางทีหัวใจพิการทางปชต.

ผมว่าเรื่องนี้ ตอบคำถามได้ทุกประเด็นคำถามครับ? เรียงตัวมาเลยทุกตัว ทั้งปชป. พธม. ขี้หลากสี ?ถ้าจัดเวทีคุยกันในที่เดียวกันจะดีมาก? ประเด็นมันจะไม่กระจาย แบบชกในมุมของตัวเอง แล้วคิดว่าตัวเองเก่งที่สุดถูกต้องที่สุด(ผมกล้าถ้าไม่กลัวใครว่าขี้โม้)???

แล้วเอาอารมณ์ที่ยังมิจฉาฯ นั้นมาสร้างงเื่งื่อนไขรวมให้สังคมรวมแบบแล้วๆมา? บลูสกายด้วยนู๋ ทั้งสามตัวนั้น ยังฟันน้ำนมอยู่เลย? เปิดเวทีกลางมา ตรงไหนก็ได้? สังคมไทยจะได้กระจ่าง ตาสว่างกันเสียที มันถึงเวลาแล้วที่ต้องเอาความจริงหรือเอาคนจริงมาพูดกัน ไม่ใช่ให้เขาใช้วิธีการบิดเบือนใช้ความมืดความคลุมเครือพลางตัวหนีแบบนี้

ปชป. ทั้งพรรคเลย ทุกตัวเลย?เรื่องนี้เปิดเวทีสาธารณะจริงๆมาสักทีสิอย่าพุดแค่ในมุมตัวเอง??? ถ้าไม่แน่จริงผมคงพยากรณ์ไม่ได้แม่นขนาดนี้? ไม่ใช่แม่นตอนหวยออกน่ะ? เรื่องนี้ชี้ไว้นานแล้ว???