ความเหงาที่ไม่รู้ตัวของอดัม สมิท กับฤดูที่เปลี่ยนแปลง (Economics of Loneliness)


ภาพจาก ~aglayan-agac

ความเหงาไม่ใช่เรื่องเล็ก เพราะจากการสำรวจการเปลี่ยนแปลงของความเหงาพบว่าปี ค.ศ. 2010 ประชากรที่อายุมากกว่า 45 ปีมีอาการเหงาอย่างรุนแรงอยู่ถึงราว 35% ตัวเลขนี้สูงขึ้นจากปี 2000 ที่มีอยู่ราว 20% เท่านั้น (ดู Stephen Marche, 2012) [1] ความเหงากำลังเกาะกุมโลกใบนี้และก่อให้เกิดต้นทุนแก่สังคมมากมาย หลายประเทศต้องมีการลงทุนมหาศาลกับการรับมือความเหงา เช่น อเมริกาต้องมีการเพิ่มคลินิกนักจิตวิทยาจาก 2,500 แห่งและผู้ให้บริการจาก 30,000 คนทั่วประเทศช่วงคริสต์ทศวรรษที่ 1940 มาสู่คลินิก 77,000 แห่งและผู้ให้บริการที่ทั้งมีใบอนุญาตทางคลินิกและไม่มีรวมแล้วราว 600,000 คนในปี ค.ศ. 2010 เพื่อรองรับผู้ใช้บริการอันเนื่องมาจากความซึมเศร้าเงียบเหงาทางจิตใจที่เพิ่มขึ้น [2]

ในปี ค.ศ. 2009 EDWARD L. GLAESER ศาสตราจารย์คณะเศรษฐศาสตร์มหาวิทยาลัยฮาร์วาด ได้เขียนบทความเรื่อง เศรษฐศาสตร์ของความเหงา (Economics of Loneliness) ลง Economix คอลัมน์ดังของ The New York Times โดยเขาได้ชี้ชวนให้เห็นว่ามีนักหลายนักในโลกนี้ที่ให้เครดิตกับความเหงา ในฐานะเป็นบ่อเกิดของประโยชน์ทางสังคมจำนวนมาก เช่น การเกิดสัญญาประชาคมของฮอบส์นั้นก็มีประเด็นพื้นฐานมาจากการที่มนุษย์ไม่ต้องการอยู่แยกกันอย่างโดดเดี่ยวเปลี่ยวเหงาและรุนแรงถึงตายจึงมาทำสัญญาประชาคม ที่จะอยู่ร่วมกันภายใต้รัฐ ในทางกลับกัน เศรษฐศาสตร์เป็นหนึ่งในสาขาที่ปฏิเสธความดีงามของความเหงา (virtue of loneliness) เพราะนักเศรษฐศาสตร์นับตั้งแต่บิดาอย่างอดัม สมิท เชื่อในการร่วมมือกันทำงาน

ข้อสังเกตก็คือ การร่วมมือกันทำงานโดยการแบ่งงานกันทำของสมิทซึ่งแรกเริ่มนั้นถูกมองในลักษณะ normative คือเป็นการมุ่งแนะนำว่าควรจะร่วมมือกันเพื่อนำไปสู่ผลิตภาพทางการผลิตที่ดีขึ้น ได้ถูกส่งทอดต่อมาและในท้ายสุดได้กลายเป็นมุมมองแบบ positivism คือเกิดวิธีคิดที่มองไปว่า “มนุษยชาตินั้นมีธรรมชาติที่จะร่วมมือกัน - social nature of humanity” อยู่แล้ว การมองไม่เห็นว่าการร่วมมือกันทำงานตามที่สมิทได้กล่าวเอาไว้ใน The Wealth of Nations นั้นเป็นเรื่องที่ “ถูกสร้างขึ้น” แต่มองเป็นเรื่องธรรมชาตินี้ได้นำมาสู่วิธีคิดที่ปฏิเสธบทบาทของรัฐที่เป็นอำนาจสมบูรณ์แบบฮอบส์ (Hobbesian Absolutism) แต่หันไปมองรัฐในแบบเสรีนิยมแทน (เน้นรัฐเป็นเพียงคนสร้างและความคุมกติกาหลักๆ เช่น ความมั่นคงในทรัพย์เอกชน) โดย GLAESER ได้ให้ข้อสนับสนุนในบทความของเขาด้วยการอ้างงานของ John T. Cacioppo ที่ว่าการเกิดขึ้นของ “เมือง” ต่างๆ นั้นเองคือสัญลักษณ์ของธรรมชาติที่มนุษย์ต้องการจะอยู่ร่วมกัน

แต่ทว่า... ในความเห็นของ Mad Economist แล้วมุมมองแบบร่วมมือแบ่งงานกันทำ (collaborative specialization) อย่างที่สมิทเสนอสืบทอดมาจนกระทั่งถึงปัจจุบันนี้ไม่ได้ทำให้ความเปลี่ยวเหงาหายไป หากทำให้คนในสังคมนี้เหงามากยิ่งขึ้นและเป็น “ความเหงาท่ามกลางผู้คนมากมาย (lonesome among the crowd)” เพราะแม้เราจะถูกจับมาผูกโยงสัมพันธ์กันเป็นส่วนหนึ่งของระบบอันไพศาล หากเราไม่ได้เชื่อมต่อกันด้วยความสัมพันธ์ของคนต่อคน เราถูกเชื่อมร้อยกันด้วยความสัมพันธ์ทางการผลิต ความสัมพันธ์ทางการผลิตที่ว่าได้ห่างไกลจากความสัมพันธ์ทางการผลิตในสมัยก่อนปฏิวัติอุตสาหกรรมอย่างมาก

ก่อนการปฏิวัติอุตสาหกรรมและเทคโนโลยี การร่วมมือกันทำงาน แบบแบ่งหน้าที่หรือการทำงานไม่ใช่เรื่องที่ชัดเจน และในขณะเดียวกันก็ไม่ใช่ธรรมชาติของมนุษยชาติ แต่อาจกล่าวได้ว่าเป็นธรรมชาติของยุคสมัย เช่น เทคโนโลยีที่ยังไม่ก้าวหน้าทำให้ผลิตภาพทางการผลิตโดยเฉพาะสินค้าที่ต้องกินต้องใช้ยังต่ำ การดำนาคนเดียวอาจให้ผลผลิตไม่เพียงพอจะเลี้ยงดูครอบครัวก็ต้องไปเกณฑ์แรงงาน จากคนในชุมชนมาช่วยกันทำ การหุงหาอาหารก็ไม่สามารถที่จะทำได้โดยอัตโนมัติแต่ต้องช่วยกันหุง น้ำเดือนพัดไฟตรวจความสุกเติมฟืน เหล่านี้ต้องทำพร้อมๆ กันเกินกว่าขีดความสามารถของคนเพียงคนเดียวจะทำให้บรรลุไปได้ ดังนั้นคนจึงต้องร่วมมือกัน (แต่ย้ำว่ามันอยู่บนเงื่อนไขของเทคโนโลยีแบบหนึ่งเท่านั้นซึ่งไม่สามารถตีความ presume ได้ว่าการร่วมมือเป็นธรรมชาติของมนุษยชาติแต่อย่างไร) กิจกรรมเหล่านี้แม้จะร่วมมือแต่ก็ไม่ได้แบ่งงานกันทำในแบบที่สมิทเสนอ

เมื่อสมิทเสนอว่าต้องแบ่งงานกันทำ การแบ่งงานแม้จะช่วยดึงเอาคนจำนวนมากซึ่งไม่เคยสัมพันธ์กันมาผูกสัมพันธ์กัน ในทางการผลิต ความสัมพันธ์ดังกล่าวไม่ได้สร้างสายสัมพันธ์ (related without relationship) เป็นความสัมพันธ์ที่ไม่มีคนอยู่ภายในนั้น-จะมีก็แต่ปัจจัยการผลิต (inputs) เป็นความสัมพันธ์ที่เน้นขอบเขตแน่นอน (discipline) อย่างมีวัยและอย่างต่อเนื่อง (discipline) ความสัมพันธ์เช่นนี้แม้จะทำงานอยู่ข้างเคียงกันก็ยังมีความห่างไกลกัน เพราะความสัมพันธ์ดังกล่าวไม่เคยนำไปสู่จุดมุ่งหมายที่จะใช้เวลาร่วมกัน หากเป็นความมุ่งหมายที่จะบรรลุถึงผลิตภาพสูงสุดซึ่งเป็นความมุ่งหมายของ “ตลาด” นัยนี้ คนในระบบร่วมมือเพื่อแบ่งงานกันทำจึงใกล้ชิดกันมากยิ่งขึ้นแต่ห่างไกลกันในทางความรู้สึกและสมควรที่จะเหงามากยิ่งขึ้นด้วย

น่าสงสัยว่าข้อสมมติฐานดังกล่าวถูกต้องหรือไม่ จึงลองเข้าไปดูอันดับของดัชนีความเหงา (ไม่น่าจะรัดกุมนักแต่ไม่มีข้อมูลอื่นที่ดีมากกว่าในขณะนี้ครับ) ซึ่งวัดโดยการพิจารณาว่าคนในแต่ละเมืองค้นหาคำว่า “lonely” มากน้อยเพียงใดในระบบค้นหาของ google ผลพบว่าอันดับที่ได้คือเมืองใน ออสเตรเลีย, นิวซีแลนด์, สิงคโปร์, อินเดีย, แคนาดา, อังกฤษ และ อเมริกา เป็นเมือง (ในประเทศต่างๆ เหล่านี้) ที่มีการค้นหาความเหงามากที่สุดในโลก 10 อันดับแรกโดยทั้งหมดใช้ระบบเศรษฐกิจทุนนิยมและมีการแบ่งงานกันทำอย่างเข้มข้น แน่นอนว่ามีข้อโต้แย้งได้มากมายจากการใช้ข้อมูลข้างต้นในการวินิจฉัย ดังนั้นผมก็ไม่ขอสรุปว่าข้อมูลข้างต้นจะให้คำตอบที่รัดกุม หากก็เป็นสัญญาที่บวกต่อข้อสันนิษฐานที่ว่าการแบ่งงานกันทำและระบบทุนนิยมมีผลต่อความเหงามากกว่ากว่าที่จะสร้างให้เกิดความสัมพันธ์แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น (ป.ล. อาจถกเถียงได้ว่าประเทศที่ไม่แบ่งงานกันทำและผลิตภาพต่ำ ทำให้ยากจนไม่สามารถเข้าถึงอินเทอร์เน็ตได้มากมายนัก ทำให้ไม่ติดอันดับ แต่เราจะอธิบายอย่างไรกับการที่ไม่มีประเทศพัฒนาแล้วในกลุ่มยุโรปหรือโลก อาหรับติดเข้ามาสู่รายการข้างต้นเลย?)

ผลพลอยได้จากการศึกษาเศรษฐศาสตร์ความเหงา ทำให้ผมสนใจต่อไปว่า การแพร่กระจายความเหงามีรูปแบบอย่างไร? มีการกล่าวกันมากว่าความเหงามีฤดูกาลของมัน โดยเฉพาะหน้าหนาวหรือฝนมักจะถูกจัดอยู่กลุ่ม “ฤดูเหงา” เป็นพิเศษ ดังนั้นเราควรจะตั้งต้นที่ว่า... หรือความเหงาความเหงาแพร่กระจายได้ในอากาศเย็นมากกว่าอากาศร้อน??? ผลของดัชนีความเหงาที่จัดอันดับ 10 ประเทศซึ่งมีการค้นหาความเหงามากที่สุดในโลกนั้น ให้หลักฐาน (แบบ weak มากๆ) อีกชิ้นหนึ่งนั้นก็คือในบรรดาเมืองต่างๆ มีเพียง 1 เมืองเท่านั้นที่มาจากเขตเส้นศูนย์สูตรหรือเขตร้อน นั่นคือเมืองนิวเดลี ของอินเดีย นอกนั้นอยู่ในพื้นที่เขตหนาวทั้งสิ้น การกล่าวว่าความเหงามีฤดูกาลของมัน ไม่แน่ อาจจะจริงก็เป็นได้นะครับ

เพื่อคลายข้อข้องใจเพิ่มเติม การสำรวจงานวิจัยที่รัดกุมยิ่งขึ้นเป็นสิ่งสำคัญ งานเรื่อง Cold and Lonely: Does Social Exclusion Literally Feel Cold? ของ Chen-Bo Zhong และ Geoffrey J. Leonardelli นั่นให้แง่มุมที่น่าสนใจทีเดียวครับ ทั้งสองชี้ว่า... แค่ได้อ่านคำเขียนที่พูดถึงการถูกทอดทิ้งการกีดกันออกไปก็นำมาสู่การรับรู้ อุณหภูมิที่เย็นลงกว่าปรกติแล้ว ดังนั้นไม่ได้แค่ความหนาวทำให้เหงา แต่งานชิ้นนี้ชี้ว่า ความเหงา(การถูกกันออกไปจากสังคม) ก็ก่อให้เกิดความหนาวได้เช่นเดียวกัน คนเหงาจึงหนาวง่ายและเมื่อหนาวก็ก่อกลับมาสร้างความเหงา กลายเป็นวัฏจักรสีหม่นๆ ที่นำไปสู่ปัญหาการใช้ความรุนแรง การฆ่าตัวตาย หรือการเฉื่อยชาต่อการทำงาน [3] ซึ่งอาจจะนำมาสู่การขายผลิตภาพการผลิตและทำให้ถูกเร่งรัดให้แบ่งงานกันทำ หรือทำงานมากขึ้นซึ่งก็จะกลับมาทำลายความสัมพันธ์ทางสังคมและก่อให้เกิดความ เหงาที่มากขึ้น

นอกจากมิติทางอุณหภูมิแล้ว ความเหงายังเคลื่อนที่ผ่าน platform ของการสื่อสารเทคโนโลยีและสายสัมพันธ์ได้ด้วย งานเรื่อง Alone in the Crowd: The Structure and Spread of Loneliness in a Large Social Network ของ John T. Cacioppo และ James H. Fowler ชี้ว่า 1. ความเหงาเคลื่อนที่บนอินเทอร์เน็ตผ่านความสัมพันธ์ทางสังคมลักษณะอื่นๆ 2. ความเหงาแพร่ผ่านทางเพื่อนได้ง่ายกว่าครอบครัว และ 3. ความเหงากระจายตัวผ่านเพศหญิงได้ดีกว่าเพศชาย

ทั้งนี้ เพื่อการอ่านงานอย่างรัดกุม Mad Economist เสนอว่าต้องระมัดระวังในการตีความข้อสรุป เนื่องจากการที่ความเหงากระจายตัวผ่านเพศหญิงได้มากกว่าเพศชาย ไม่ได้หมายความว่าเพศหญิงมีความเหงามากกว่าเพศชาย ทั้งนี้เพราะฝ่ายชายซึ่งอยู่ในภาคการผลิตมากกว่าฝ่ายหญิงเผชิญกับการถูกทำให้แปลกแยกโดยความสัมพันธ์ทางการผลิตมากกว่าฝ่ายหญิงอาจจะเหงามากกว่าแต่พฤติกรรมทางสังคมไม่เอื้ออำนวยให้เพศชายปรับทุกกันในเรื่องความเหงา ความเหงาของฝ่ายชายจึงหยุดนิ่ง เป็นความเหงาที่จะจมดิ่งลงไปในความรู้สึกของตนเองนั่นอาจเป็นสาเหตุของ รายงานมากมายที่ชี้ว่า โดยทั่วไปแล้วประเทศต่างๆ เพศชายมีอัตราการฆ่าตัวตายมากกว่าฝ่ายหญิง [4] และการที่เพศหญิงได้เข้ามามีส่วนร่วมในตลาดแรงงานมากยิ่งขึ้น “อาจ!!!” เป็นปัจจัยที่มีนัยสำคัญ ในการทำให้เพศหญิงเริ่มมีอัตราการฆ่าตัวตายที่สูงมากยิ่งขึ้นเมื่อเทียบกับฝ่ายชายก็เป็นได้


เชิงอรรถเพิ่มเติม

[0] http://aglayan-agac.deviantart.com/art/timeless-loneliness-59879310
[1] Stephen Marche (2012). Is Facebook Making Us Lonely? The Atlantic.
[2] http://conservativehome.blogs.com/the-deep-end/2012/04/the-economic-cost-of-loneliness.html
[3] Louise C. Hawkley, Ronald A. Thisted, & John T. Cacioppo (ไม่ปรากฏปี). Loneliness predicts reduced physical activity: Cross-sectional & longitudinal analyses. National Institute of Aging Program
[4] KEITH HAWTON (2012). Sex and suicide Gender differences in suicidal behavior. BJPsych.

Comments

"ความเหงา"

"ความเหงา" เกิดจากความรู้สึกโดดเดี่ยว ตัวคนเดียว
ไม่มีใครเข้าใจ ไม่มีใครเป็นมิตร ไม่สามารถปรับทุกข์กับใครได้
เกิดความรู้สึกว่า โลกนี้มีแต่คนแย่ๆ เป็นโลกที่ไม่น่าอยู่ ไม่น่าอภิรมย์

"เหงา" เพราะเอาความสุขไปผูกติดไว้กับคนอื่นๆรอบตัว

คนรอบตัวให้ความสำตัญต่อเรา เราก็มีความสุข
เมื่อใดเขาไม่สนใจใยดี/ ทำไม่ดีต่อเรา เราก็โศกเศร้าเหงาหงอย

ชีวิตที่ความสุขขึ้นอยู่กับผู้อื่น นั้น ช่างเป็นชีวิตที่น่าเวทนานัก

.....

ไม่อยากเหงา ก็ต้องปรับมุมมองใหม่ มองให้เห็นความโชคดีของชีวิต

เราโชคดีนักหนาที่มีโอกาสเกิดมาเป็นมนุษย์ มีอาการครบ 32 ประการ
ได้มีโอกาสตื่นขึ้นมาดูพระอาทิตย์ขึ้น พระอาทิตย์ตกดิน
ได้มีโอกาสมองดูความงดงามของดอกไม้ใบหญ้า วิวทิวทัศน์
ได้มีโอกาสฟังเสียง/มองเห็นความน่ารักของนก แมลง สรรพสัตว์นานาพันธุ์

คนอื่นรอบตัว เขาก็มีชีวิตของเขา มีภาระกิจหน้าที่การงานที่ต้องปฏิบัติ
มีความเครียด อารมณ์ดี อารมณ์ร้าย ตามสภาพของตัวเขา
ซึ่งเป็นปัญหาของตัวเขาเอง ไม่เห็นจะเกี่ยวกับความสุขของเราเลย

เมื่อใดที่เรามีสติปัญญามองเห็นสิ่งต่างๆตามสภาพความเป็นจริง
เราจะเป็นผู้ที่มีความสุขทุกสถาน และจะไม่มีวันรู้จักกับ"ความเหงา"อีกเลย.

ยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม

ยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม ได้วางรากฐาน ความทันสมัยขึ้น
ปูทางวิถีชีวิตให้คนกลายเป็นส่วนหนึ่งของ กลไกระบบ

ส่งผลกระทบต่อภาวะปัจเจกชนที่แปลกแยกต่อผลงานตนเอง

ยิ่ง คิดใหญ่ ก็ยิ่งจมปลักใน ปัญหาความเหงาท่ามกลางฝูงชน

แต่ดูเหมือนโลกออนไลน์ ได้สร้างโลกเสมือนของอารมณ์ร่วมฝูงขึ้นได้
ซึ่งมีพลังย้อนกลับไปกระทำต่อโลกจริงได้ในหลายกรณี เป็นรูปแบบไม่เป็นทางการ

ต้องแก้ที่ ส่งเสริมกิจการขนาดเล็กที่ใช้เทคโนโลยีอย่างอิสระ
และสร้างเครือข่ายชุมชนที่พึ่งพากันเองจากภายใน แล้วขยายตัวสู่ภายนอก ตามความจำเป็น

ตัวเดียวกัน ความ"เขลา" "เหงา"

ตัวเดียวกัน ความ"เขลา" "เหงา" และ "โง่"
แต่ชอบโว วางมาด ฉลาดเหลือ
ท่ามกลางฝูง มากล้น คนเหลือเฟือ
บอกน่าเบื่อ ยังเหงา เอายังไง?

ผมได้ยินมาว่ามีองค์กรที่ทำหน้

ผมได้ยินมาว่ามีองค์กรที่ทำหน้าที่เกี่ยวกับการเป็นเพื่อนคุย อาจเพื่อปรับทุกข์ เพื่อให้สบายใจขึ้น ชื่อว่า "สมาริตันส์"

องค์กรนี้ถือกำเนิดขึ้นครั้่งแรกในประเทศอังกฤษ ในปัจจุบันมีสาขาอยู่แทบทุกประเทศทั่วโลก จุดประสงค์คือ เป็นเพื่อนพูดคุย ที่เรียกในภาษาอังกฤษว่า Be Friender ส่วนเบอร์โทรศัพท์หรือการจะติดต่อกับองค์กรนี้อย่างไร รบกวนลองกูเกิ้ลดูนะครับ

สังคมทุกวันนี้ก็แปลกดี เทคโนโลยีก้าวล้ำ มีสไกป์ มีเฟซบุ๊ค มีโทรศัพท์มือถือ มีช่องทางการสื่อสารที่ฉับไวยิ่งกว่ายุคใดๆ แต่คนกลับเหงามากขึ้น ทำให้คิดถึงคำพูดของอาจารย์ผมสมัยมหาวิทยาลัยที่ท่านได้พูดเรื่องนี้ไว้เมื่อสิบๆ ปีมาแล้วว่า ยิ่งโลกพัฒนา (ทางวัตถุ) มากขึ้น คนจะเหงา มากขึ้น ส่ิงที่ท่านพูดไว้แม่นยิ่งกว่านอสตราดามุส

อ้อ เกีือบลืม เท่าที่ผมสังเกต

อ้อ เกีือบลืม เท่าที่ผมสังเกต คนท่ี่ขี้เหงา มักเป็นคนที่คิดถึงตัวเองเยอะ เอาตัวเองเป็นศูนย์กลางของโลก แต่คนที่คอยคิดแต่จะช่วยเหลือคนอื่นๆ พวกที่มีความเมตตาสูง คนที่ไม่เห็นแก่ตัว Selfless มักไม่ค่อยเหงา

ใครที่ขี้เหงาลองทบทวนดูนะครับว่า คุณคิดถึงแต่ตัวเองมากไปหรือเปล่า ถ้าใช่ ก็ลองเริ่มคิดถึงคนอื่น ช่วยเหลือคนอื่นให้มากขึ้นทุกครั้งที่มีโอกาส โดยเริ่มจากคนในครอบครัวตัวเองก่อน เช่น พ่่อ แม่ พี่ น้อง หรืออาจไปเป็นอาสาสมัครในองค์กรการกุศลอย่างมูลนิธิคนตาบอด หรือ องค์อื่นๆ ที่มีอยู่มากมาย ความเหงาที่คุณเคยมีจะค่อยๆ หายไป นอกจากได้ช่วยเหลือตัวเองให้หายเหงาแล้วยังได้ทำประโยชน์เพื่อสังคมอีกด้วย

มีโควทอันหนึ่งที่ผมชอบ เค้าบอกว่า
"The best way to do good to ourselves is to do it to others; the right way to gather is to scatter."