พิชิต ลิขิตกิจสมบูรณ์: นิรโทษกรรมเหมาเข่งคือจุดจบพรรคเพื่อไทย
สิ่งที่แกนนำพรรคเพื่อไทยและแกนนำ นปช.บางคน อาจจะยังไม่เข้าใจชัดคือ มวลชนคนเสื้อแดงหลายล้านคนทั่วประเทศไม่ใช่คนในสังกัดของพวกเขา คนเสื้อแดง ณ วันนี้คือ เสรีชนคนรักเสรีภาพและความเป็นธรรม มีความคิดตกผลึกทางประชาธิปไตยที่แจ่มชัดจากประสบการณ์ต่อสู้ทางตรงของพวกเขาเอง จนมองทะลุม่านหมอกมายา เข้าไปเห็นถึงแก่นในเนื้อแท้ของรูปแบบการปกครองปัจจุบัน
การที่พวกเขาพากันไปลงคะแนนเสียงเลือกตั้งให้พรรคเพื่อไทย ไม่ใช่เพราะพวกเขาเชื่อวาทกรรม “ปรองดอง” ของพรรคเพื่อไทย แต่เป็นเพราะเห็นว่า พรรคเพื่อไทยเป็นพรรคฝ่ายประชาธิปไตยที่เข้าไปต่อสู้กับพวกเผด็จการในเวทีรัฐสภาภายใต้รัฐธรรมนูญ 2550 แม้พรรคเพื่อไทยจะชูนโยบาย “ปรองดอง” มาตั้งแต่ช่วงหาเสียงเลือกตั้งปี 2554 แต่ก็ยังไม่มีรายละเอียดที่ชัดเจน อีกทั้งภารกิจหลักเฉพาะหน้าในขณะนั้นคือ เข้ายึดเวทีสภาผู้แทนราษฎรและจัดตั้งคณะรัฐบาล ประเด็น “ปรองดอง” จึงเป็นเรื่องรองที่เอาไว้สะสางในอนาคต
ในส่วนมวลชนคนเสื้อแดงที่เป็นพื้นฐานของพรรค แกนนำพรรคเพื่อไทยก็ “หย่าศึก” ด้วยการ “เยียวยาเป็นเงินแสนเงินล้าน” ให้กับผู้ที่บาดเจ็บและเสียชีวิต และเพื่อให้มีแรงต่อต้านน้อยที่สุด จึงเป็นการ “เยียวยามวลชนทุกฝ่าย” โดยเชื่อว่า การแจกเงินเยียวยาก็น่าจะทำให้มวลชนเสื้อแดงที่บาดเจ็บล้มตายพอใจและคลายความเคียดแค้นลง
ในส่วนแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยที่ก่ออาชญากรรมทับถมไว้มากมาย รวมทั้งแกนนำรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์และนายทหารที่รับคำสั่งให้ฆ่าหมู่ประชาชนเมื่อเดือนเมษายน-พฤษภาคม 2553 พรรคเพื่อไทยก็จะ “หย่าศึก” ด้วยการออกพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมให้ทั้งหมด โดยมีอานิสงส์เป็นการนิรโทษกรรมมวลชนเสื้อแดงที่ถูกจับกุมคุมขังไปพร้อมกันด้วย
จากทั้งหมดนี้ แกนนำพรรคเพื่อไทยหวังว่า ฝ่ายเผด็จการจะพอใจและยอมให้รัฐบาลนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อยู่บริหารประเทศต่อไป และที่สำคัญคือ จะยอมยกเลิกคดีความทั้งหมดเกี่ยวกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ซึ่งจะได้กลับสู่ประเทศไทย “อย่างสมเกียรติ” โดยเร็ว ประกอบกับการแก้รัฐธรรมนูญในกรอบฉบับปี 2540 สำเร็จ ก็เท่ากับว่า ได้ทำให้การเมืองไทยหวนกลับไปสู่สภาพการณ์ก่อนรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 นั่นเอง!
ฝ่ายจารีตนิยมไม่มีวันหย่าศึกกับฝ่ายประชาธิปไตย ประวัติศาสตร์การต่อสู้ระหว่างเผด็จการกับประชาธิปไตยในทุกประเทศทั่วโลกตลอดสองร้อยปีมานี้คือข้อพิสูจน์ ชะตากรรมของคณะราษฎรหลังปี 2490 คืออุธาหรณ์เตือนใจ ในหลายสิบปีมานี้ เราเคยเห็นพวกเขาประนีประนอม “ยอม” ให้ใครบ้างแม้สักหน? และที่ใกล้ตัวที่สุดคือ ประสบการณ์ส่วนตัวของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เองตลอดหกปีมานี้ ทั้งหมดนี้ยังไม่พออีกหรือ?
ในชั่วชีวิตของคนไทยปัจจุบันก่อนปี 2552 เราได้เห็นเหตุการณ์ที่อำนาจรัฐใช้กำลังทหารเข่นฆ่าหมู่ประชาชนบนถนนกลางกรุงมาแล้วถึงสามครั้ง แล้วตามมาด้วยการนิรโทษกรรม “ให้กับทุกฝ่าย” แบบเหมาเข่งทุกครั้ง ซึ่งแท้ที่จริงก็คือ นิรโทษกรรมให้กับผู้ที่สั่งฆ่าประชาชนในแต่ละครั้ง ในขณะที่ประชาชนที่ถูกทำร้ายและถูกฆ่านั้นไม่ได้ทำอะไรผิด แล้วพวกเขาจะเอาการนิรโทษกรรมไปทำไม!
การนิรโทษกรรมสามครั้งในอดีตจึงเป็นตราบาปและความอยุติธรรมที่โจ่งแจ้งที่สุดในประวัติศาสตร์ไทยปัจจุบัน
แผนการ “ปรองดอง” ของแกนนำพรรคเพื่อไทยกำลังจะทำให้การเข่นฆ่าประชาชนกลางเมืองเมื่อเมษายน - พฤษภาคม 2553 เป็นฆาตกรรมครั้งที่สี่ที่ฆาตรกรหนีลอยนวลไปได้! นี่จะเป็นความอยุติธรรมอย่างยิ่งต่อประชาชนที่สูญเสียชีวิต บาดเจ็บพิการและติดคุกจากเหตุการณ์นั้น และจะเป็นตัวอย่างให้เกิดครั้งต่อๆ ไปอีก
ส่วนข้ออ้างที่ว่า นิรโทษกรรมเป็นการทั่วไปก็เพื่อให้ประชาชนที่มีคดีและติดคุกได้พ้นโทษด้วยนั้น ฟังไม่ขึ้น เพราะประชาชนที่มาชุมนุมในวันนั้นกำลังใช้สิทธิทางการเมืองอันชอบธรรมของพวกเขา เรียกร้องอย่างสันติให้ยุบสภา พวกเขาจึงไม่ได้กระทำผิดใดๆ แต่พวกเขาต่างหากที่ถูกละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐานด้วยประกาศและคำสั่งต่างๆ จากกฎหมายความมั่นคงและกฎหมายภาวะฉุกเฉินในขณะนั้น กระทั่งท้ายสุด ถูกละเมิดสิทธิในชีวิตด้วยการถูกทำร้าย ฆ่า และจับกุมคุมขัง
แกนนำพรรคเพื่อไทยจะต้องไม่ก้าวล่วงไปในกับดักนิรโทษกรรมเหมาเข่ง จะต้องเดินหน้าเคียงบ่าเคียงไหล่กับมวลชนของตนไปแสวงหาความยุติธรรมและประชาธิปไตยจนถึงปลายทางที่สุด ความยากลำบากอันตรายและความล่าช้าทั้งปวงเป็นสิ่งที่มวลชนเข้าใจและเห็นใจพรรคเพื่อไทยอยู่เสมอ
Comments
ทำไมมึงเป็นควายจังวะ
ทำไมมึงเป็นควายจังวะ พึ่งรู้เหรอเนี้ย...........พิชิต
เขารู้กันตั้งนานแล้ว
ความจริงเหตุการณ์เมษาเลือด พฤษภาเลือด
แกนนำแดงมันก็มีเอี่ยวด้วยเหมือนกัน
ค้นหาความจริง ..........แกนนำแดงก็ติดคุก เพราะชายชุดดำก็คือแดง อันที่จริงมันพลาดเพราะยิงทหาร
ถ้าทหารไม่ตาย ความสงสารก็จะกลับไปสู่เสื้อแดง แต่มันล้มเหลว
นักวิชาการปัญญาอ่อน คิดเหรอว่านักการเมืองมันจะให้มึงจูงจมูก
มึงก็เป็นควายดีๆๆๆนี่เองละ
rt wrote
rt wrote
นายก็หัดกินหญ้าซะบ้าง rt ประเทศไทยจะได้ไม่ต้องเป็นอย่างที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ สงครามแพ้ ชนะ มันจบลงที่การเจรจานะโอ้ควาย รบกันตายโหง..ทั่วโลกสุดท้ายมันก็จบลงที่โตะเจรจากันอยู่ที่ว่า คู่เจรจาใครจะถือไพ่เหนือกว่ากันต่างหาก เจ้าพ่อควาย...
ตองเหลือง wrote:rt wrote
[quote=ตองเหลือง]rt wrote
นายก็หัดกินหญ้าซะบ้าง rt ประเทศไทยจะได้ไม่ต้องเป็นอย่างที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ สงครามแพ้ ชนะ มันจบลงที่การเจรจานะโอ้ควาย รบกันตายโหง..ทั่วโลกสุดท้ายมันก็จบลงที่โตะเจรจากันอยู่ที่ว่า คู่เจรจาใครจะถือไพ่เหนือกว่ากันต่างหาก เจ้าพ่อควาย...[/quote]
เห็นคุณตองเหลืองโต้แล้ว ก็ดูเด็ดขาดทันควัน แต่มีเหตุผล
แม้ ภาษาที่ใช้ ดูจะย้อนยุคแต่ก็สะใจกองเชียร์
ผมจึงขอวิจารณ์ว่า คุณตองเหลือง ใช้ภาษาไม่เนียนเหมือนต้นตำหรับตัวจริง
เพราะผมรู้ถึงจิตใจว่า ตองเหลืองไม่ใช่คนประเภทนั้น
แม้จะไม่เข้าหูใคร ผมก็ยินดีรับฟังในส่วนของเหตุผล ครับ
ที่คุณพิชิต
ที่คุณพิชิต เขียนมาก็ถูกต้องแล้วครับ
ยังมีจุดจบของพรรคเพื่อไทยอีกเรื่อง ที่ผมจะเขียนทิ้งไว้ อีกหนึ่งปีผมจะกลับมาดูว่าจริงหรือไม่
(ผมจะอพยพตัวเองไปอยู่บนดอยสูงในที่ไม่มี internet)
จุดตายที่ว่าคือ ปัญหาราคาข้าว
ปัจจุบันข้าวในสต๊อกมีมากกว่า ๗ ล้านตัน
ขณะเดียวกันก็ระบายไม่ออก เพราะราคาสูง สู้ราคาเพื่อนบ้านไม่ได้
ข้าวเก่าก็เริ่มเน่า ข้าวใหม่ก็จะออก
ฝากน้องณัฐวุฒิ ดูแลด้วย อย่านิ่งนอนใจ เริ่มวางแผนแต่วันนี้ ก่อนจะสาย
เห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง
เห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง 1,000,000% กับบทความของอาจารย์ ลิขิต จะคอยดูวันสิ้นสุดของพรรคเพื่อไทย เสียแรงที่เราช่วยรณรงค์ ให้คนเลือกพท. หาก พท.ไม่ยืนอยู่บนหลักการ แต่พยายามโชว์ปรองดองอัปยศ เพื่อเอาตัวรอด มันก็ไร้ศักดิ์ศรี น่ารังเกียจไม่ต่างกับพวกเผด็จการ
นิรโทษกรรมแบบเหมาเข่งเพื่อแลก
นิรโทษกรรมแบบเหมาเข่งเพื่อแลกกับนิรโทษกรรมทักษิณไง พิชิตไม่รู้หรือแกล้งโง่กันแน่
เกี๊ยเซี๊ยะ....ซูเอี๊ย....ด้า
เกี๊ยเซี๊ยะ....ซูเอี๊ย....ด้าย!!!
แต่ "ตาย" เก้าสิบกว่าและ "รัวเจ็บ" สองพัน
มันต้อง"ติดคุก"!!!! โว้ยยยยยย