ดิฉันปลงไม่ตก: เปิดคำเฉลยที่มาแห่งคดี

คำถามสั้นๆถึง “คนดี”ในระบอบตุลาการทั้งหลาย จะต้องให้มีคนตายในนาม “ประชาธิปไตยแบบไทยๆ"- อันมีลักษณะเฉพาะไม่เหมือนใครในโลก - อีกกี่ศพ จึงจะเลิกเฉไฉ/ บิดเบือนและหันมายึดมั่นในหลักนิติธรรมอย่างที่มักอ้างกันเสียที?!!

ตั้งแต่วันที่อากงถูกตัดสินด้วยข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ (ม.112) จนกระทั่งวันที่จากลาโลกนี้ไปอย่างไม่มีวันหวนกลับ บรรดาชนชั้นนำในระบอบตุลาการ -- หรือมนุษย์ที่ใครพากันเรียกว่าเป็น “คนดี” – ยังพากันเฉไฉ/ บิดเบือนข้อเท็จจริงอย่างไม่มีที่สิ้นสุด เริ่มจากการที่โฆษกศาลยุติธรรมเขียนบทความในนสพ.ลงวันที่ 14 ธันวาคม 2554 พาดหัวว่า "อากงปลงไม่ตก: เปิดคำเฉลย!ที่มาแห่งคดี"[i] โดยมีใจความว่าในการตัดสินคดีอากงนั้น ศาลไทยเคารพสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นตามที่กฎหมายสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศระบุไว้ โดยเฉพาะกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและการเมือง (ICPR) ข้อ 19 ว่าด้วยสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น ซึ่งโฆษกศาลฯกล่าวอย่างถูกต้องว่าขอบเขตในการใช้สิทธิเสรีภาพดังกล่าวตามที่กำหนดใน ICCPR ต้องไม่ก้าวล้ำชื่อเสียงของบุคคล หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติหรือศีลธรรมอันดี

แต่สิ่งที่โฆษกศาลฯพูดไม่หมดคือ แม้ ICCPRจะให้ความคุ้มครองชื่อเสียงของบุคคล แต่กระนั้นมีข้อยกเว้น 2 ประการคือ 1. บุคคลสาธารณะย่อมต้องถูกวิพากษ์วิจารณ์ได้ และ 2. ต้องมีการละเว้นโทษหากพิสูจน์ได้ว่าข้อความนั้นเป็นจริง หรือเป็นไปเพื่อประโยชน์สาธารณะ หากใครได้อ่านคำพิพากษาจะทราบว่าในการตัดสินของศาล ไม่มีแม้แต่การแยกแยะลักษณะของข้อความ SMSทั้ง 4 ข้อความที่อากงถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้ส่ง ซ้ำยังเหมารวมและอาศัยเพียงความเชื่อและความคิดเห็นของผู้พิพากษาว่าทั้ง 4 ข้อความนั้นเป็นเท็จโดยไม่มีการพิสูจน์แต่ประการใด ตามที่ระบุว่า "ข้อเท็จจริงเป็นที่ประจักษ์โดยทั่วไปว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระบรมราชินีนาถทรงเปี่ยมไปด้วยพระเมตตา ทรงห่วงใยประชาชนทุกหมู่เหล่า ทรงประกอบพระราชกรณียกิจนานัปการเพื่อปวงชนชาวไทย"  

นอกจากนั้นในการอ้างเหตุความมั่นคงของชาติ สิ่งที่โฆษกศาลฯไม่ได้พูดคือผู้ตรวจการพิเศษของสหประชาชาติว่าด้วยเรื่องสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นเคยกล่าวไว้ชัดเจนว่ากฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพของไทยถูกตีความกว้างเกินไป และโทษ (ที่โฆษกศาลฯกล่าวเสมือนว่ากระทงละ 5 ปีที่อากงได้รับนั้น ศาลมีความปรานีแล้ว) มีความรุนแรงและไม่ได้สัดส่วนกับการปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์หรือความมั่นคงของชาติ[ii] ในขณะที่หลักโจฮานเนสเบิร์กว่าด้วยความมั่นคงของชาติ สิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น และการเข้าถึงข้อมูล (The Johannesburg Principles on National Security, Freedom of Expression and Access to Information) ยังระบุว่า “[การที่รัฐจะลิดรอนสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของประชาชน] จำเป็นต้องพิจารณาจากเจตนารมณ์และผลลัพธ์ของการนำกฎหมายนั้นมาบังคับใช้ว่าเป็นไปเพื่อปกป้องความอยู่รอดของชาติหรือไม่ แต่จะไม่เข้าข่ายเมื่อนำมาใช้โดยไม่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงของชาติ เช่น เพื่อปกป้องรัฐบาลจากความอับอายขายหน้า หรือเปิดโปงการกระทำผิด หรือปกปิดข้อมูลเกี่ยวกับการทำงานของสถาบันทางสังคมต่างๆ หรือปลูกฝังอุดมการณ์ใดอุดมการณ์หนึ่งโดยเฉพาะ เป็นต้น” [iii] การวิพากษ์วิจารณ์สถาบันกษัตริย์หรือบุคคลในสถาบันฯจึงไม่ได้ส่งผลให้ประเทศชาติต้องล่มสลายแต่อย่างใด อีกทั้งกฎหมายหมิ่นฯต้องไม่ถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือในการปลูกฝังอุดมการณ์ของรัฐ  

ส่วนเรื่องศีลธรรมอันดีนั้น คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติได้ให้ข้อคิดเห็นเพื่อเป็นบรรทัดฐานสำหรับการตีความไว้ว่า ศีลธรรมถูกกำหนดโดยหลักปรัชญาและวัฒนธรรม สิ่งที่ต้องคำนึงถึงเสมอคือภายในสังคมนั้นๆย่อมมีวัฒนธรรมและหลักเกณฑ์คุณค่าที่แตกต่างหลากหลาย[iv] ไม่เพียงโฆษกศาลฯจะไม่ได้เน้นย้ำตามนี้แล้ว กลับยังอ้าง"ความเป็นไทย"เพื่อกีดกันความแตกต่างในสังคมเสมือนเป็นสิ่งชั่วร้ายที่ต้องกำจัดให้สิ้นซากโดยไม่จำเป็นต้องคำนึงถึงหลักนิติธรรมใดๆ  

นอกจากนั้นโฆษกศาลยังลืมไปว่าเจตจำนงของหลักกฎหมายสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศต้องสอดคล้องกับหลักการประชาธิปไตย -- ประชาธิปไตยที่ไม่ต้องมีลักษณะเฉพาะใดๆพ่วงท้าย  

ท้ายสุด ถึงแม้โฆษกศาลยุติธรรมจะกล่าวว่าอากงได้รับสิทธิที่จะถูกสันนิษฐานว่าเป็นผู้บริสุทธิ์จนกว่าคดีจะถึงที่สิ้นสุด แต่สิ่งที่โฆษกศาลยุติธรรมพูดไม่หมดคือสำหรับคดีอากง ภาระในการพิสูจน์ความบริสุทธิ์กลับตกอยู่ที่จำเลย ซึ่งถือเป็นการละเมิด ICCPR ข้อ 14 ว่าด้วยสิทธิอันชอบด้วยกฎหมาย (due process rights) อย่างร้ายแรง ในขณะที่สิทธิดังกล่าวตามอนุสัญญาแห่งทวีปอเมริกาว่าด้วยสิทธิมนุษยชน (American Convention on Human Rights)ถือเป็นสิทธิที่รัฐไม่สามารถลิดรอนได้แม้ในภาวะฉุกเฉิน

อากง – เหยื่อ112ของประเทศประชาธิปไตยแบบไทยๆ -- จึงต้องดิ้นรนหาหนทางต่อสู้เพื่อเรียกร้องความเป็นธรรมให้ตนเองต่อไปก่อนเสียชีวิตลงเมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2555หลังเกิดอาการปวดท้องและถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลราชทัณฑ์ การเสียชีวิตอย่างกะทันหันของอากงจุดกระแสการประท้วงกระบวนการยุติธรรมของไทยอย่างกว้างขวาง เป็นเหตุให้ล่าสุดอธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญาต้องออกมาชี้แจงต่อสาธารณชนประหนึ่งว่าการเสียชีวิตของอากงไม่เกี่ยวข้องกับตนเอง โดยระบุว่า “จำเลยได้ยื่นประกันตัวชั้นศาลอุทธรณ์ ศาลอาญาจึงส่งคำร้องขอประกันตัวให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาสั่ง แต่ระหว่างการพิจารณาชั้นอุทธรณ์ดังกล่าว จำเลยได้ขอถอนอุทธรณ์ประมาณเดือนมีนาคม 2555 โดยตนทราบจากข่าวว่า จำเลยโดยทนายความประสงค์จะใช้สิทธิ์ยื่นถวายฎีกา...”[v]

สิ่งที่อธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญากล่าวมานั้นเป็นความจริง แต่เป็นความจริงเพียงครึ่งเดียว เพราะความจริงอีกครึ่งคืออากงยืนยันในความบริสุทธิ์ของตนเองมาโดยตลอด ทีมทนายของอากงได้ยื่นเรื่องขอประกันตัวเพื่อขอให้อากงได้ออกมาสู้คดีและรักษาอาการเจ็บป่วยจากโรคมะเร็งได้อย่างเต็มที่ แต่กลับถูกศาลปฏิเสธมาโดยตลอดเช่นกันรวมทั้งสิ้น 8 ครั้ง โดยครั้งล่าสุดศาลให้เหตุผลว่า “พิเคราะห์พฤติการณ์แห่งคดี และเหตุผลแห่งคำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นแล้ว เห็นว่า เป็นเรื่องร้ายแรงประกอบกับศาลชั้นต้นลงโทษจำคุกจำเลยถึง ๒๐ ปี หากได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวเชื่อว่าจำเลยจะหลบหนี ส่วนที่จำเลยอ้างความป่วยเจ็บนั้นเห็นว่า จำเลยมีสิทธิที่จะได้รับการรักษาพยาบาลโดยหน่วยงานของรัฐอยู่แล้ว จึงไม่อนุญาตให้ปล่อยจำเลยชั่วคราวในระหว่างอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ไม่อนุญาตให้ปล่อยจำเลยชั่วคราวชอบแล้ว ยกคำร้อง"[vi]  

กลุ่มแพทย์ที่เข้าร่วมสังเกตการณ์ชันสูตรพลิกศพยืนยันว่าอากงเสียชีวิตตามธรรมชาติจากอาการป่วยด้วยโรคมะเร็งตับ แต่จากการตรวจพบก้อนมะเร็งในศพซึ่งยาวกว่า 7 เซนติเมตร หมายความว่าเนื้อร้ายได้ก่อตัวมาแล้วกว่า 6 เดือนและอยู่ในขั้นลุกลาม การดูแลรักษาของเรือนจำด้วยการให้ยาแก้ท้องอืดหลังจากที่อากงมีอาการปวดท้องครั้งแล้วครั้งเล่าย่อมไม่เพียงพอและเหมาะสม อีกทั้งตามสภาพศพไม่มีร่องรอยของการช่วยเหลือทางการแพทย์เพื่อยื้อยุดชีวิตของอากงเอาไว้แต่อย่างใด   คำถามสั้นๆถึง “คนดี”ในระบอบตุลาการทั้งหลาย จะต้องให้มีคนตายในนาม “ประชาธิปไตยแบบไทยๆ"- อันมีลักษณะเฉพาะไม่เหมือนใครในโลก - อีกกี่ศพ จึงจะเลิกเฉไฉ/ บิดเบือนและหันมายึดมั่นในหลักนิติธรรมอย่างที่มักอ้างกันเสียที?!!


[i]“อากงปลงไม่ตก'เปิดคำเฉลย!ที่มาแห่งคดีโดยโฆษกศาล” กรุงเทพธุรกิจ 14 ธันวาคม 2554

[ii]“UN rights official urges lese majeste law reform”เดอะเนชั่น11 ตุลาคม 2554  http://www.nationmultimedia.com/new/politics/UN-rights-official-urges-lese-majeste-law-reform-30167320.html  

[iii] ดู The Johannesburg Principles on National Security, Freedom of Expression and Access to Information, Freedom of Expression and Acess to Information, U.N. Doc. E/CN.4/1996/39 (1996) (Principle 6 : Expression that may threaten national security).  

[iv] ดูข้อ 32 ใน General Comment No. 34 , Human Rights Committee, One hundread and second session, Geneva, 11 – 29 July 2011 http://www2.ohchr.org/english/bodies/hrc/docs/gc34.pdf  

[v] “อากงถวายฎีกา ถอนอุทธรณ์ ไม่อาจยื่นประกัน” ไทยรัฐ 10 พฤษภาคม 2555 http://www.thairath.co.th/content/pol/259012  

[vi] “ศาลฎีกาไม่ให้ประกันอากง” ประชาไท 16 มีนาคม 2555 http://www.prachatai3.info/journal/2012/03/39683

  

Comments

พวกมันคงหน้าชากันไป

พวกมันคงหน้าชากันไป ไปหลงคารมพวกเหลืองว่าโลกนี้มีแต่สีเหลืองแต่ความจริงโลกนี้มีทุกสี

เป็นบทความที่มีข้อมูลโต้แย้ง

เป็นบทความที่มีข้อมูลโต้แย้ง พร้อมแหล่งอ้างอิงที่ตรวจสอบได้จริง ผมรอให้ท่านโฆษก ศาล คนเก่งได้อภิปรายถกประเด็นนี้อีกครั้ง ถ้าชีวิตคน1คนจะมีคุณค่าเท่าเทียมกัน

ผู้พิพากษาพูดความจริงบางส่วน

ผู้พิพากษาพูดความจริงบางส่วน และความจริงที่ไม่พูดสร้างความเสียหายให้กับครอบครัวของผู้เสียชีวิต
ประธานศาลฎีกา หรือ ก.ต. ต้องออกมาดูแล ว่าผู้ใต้บังคับบัญชาคนนี้พูดความจริงไม่หมด ต้องให้ออกมาขอโทษต่อครอบครัวของอากงด้วย

อากงยื่นประกันตัว 8 ครั้ง

อากงยื่นประกันตัว 8 ครั้ง ไม่ยอมให้ประกันตัว ตุลาการ อ้างว่ากลัวอากงจะหนีและก็อ้างว่าในคุกก็มีที่รักษาพยาบาล อากงจนใช่ไหม อากงไม่มีเส้นใช่ไหม อากงไม่มีงานทำ บ้านก็ต้องเช่า จะเอาปัญญาหาเงินที่ไหนไปหนีคดีไปต่างประเทศเหมือนพวกคนรวยครับ อย่างนี้หรือความเป็นธรรม คนรวยมีกฎหมายคุ้มครอง แต่คนจนเหมือนหมาข้างถนน ทุเรศสิ้นดีเลยสังคมไทยในยุคนี้

ครั้งโฆษกศาล

ครั้งโฆษกศาล ออกมาชี้แจงผมก็เอะใจเหมือนกัน เมื่อตัดสินแล้วความเป็นเหตุเป็นผลในการตัดสินย่ิอมมีในตัวอยู่แล้ว ทำไมต้องมาชี้แจงอีก ผมก็นึกสงสัยเหมือนกัน คดีอื่นๆก็ไม่เห็นมาชี้แจง (หรือผมไม่สนใจฟังก็ไม่รู้) ก็แสดงว่าการตัดสินนี้มีธงตั้งไว้ ต่อไปใครหน้าไหนก็ตามกรณีอย่างนี้ห้ามแหยม ตายอย่างเขียดสถานเดียว แสดงว่าความเชื่อมั่นของศาลไทยคงลดน้อยลงไป และต่อไปศาลไทยต้องรับคนทำงานเพิ่มอีเพื่อชี้แจงหลังศาลตัดสิน ฮาๆๆๆๆๆๆๆๆ

พวกเรารอให้ท่านโฆษก ศาล

พวกเรารอให้ท่านโฆษก ศาล คนเก่งแถให้ฟังอีกครั้ง
แถยังไงก็ฟังไม่ขึ้น เดี๋ยวนี้คุณพูดอะไร มีหลักฐานชัดเจน
คนอื่นเขาไม่โง่อย่างที่คุณคิดหรอก คุณทำได้หน้า..แต่คนอื่นเสีย

เราไม่มีความไว้วางใจ

เราไม่มีความไว้วางใจ ระบบยุติธรรมของประเทศนี้อีกต่อไป
เราไม่มีตวามไว้วางใจ ศาลของประเทศนี้อีกต่อไป
เราไม่มีความไว้วางใจ ผู้พิภากษาขอประเทศนี้อีกต่อไป
....นั่นคือสิ่งที่เกิดในใจ....ของเรา
เราไม่เชื่อมั่น....เรามิอาจยอมรับ....สิ้นแล้วระบบความยุติธรรม

ผมว่า....ขวัญระวี..ผู้เขียนแก

ผมว่า....ขวัญระวี..ผู้เขียนแกจะปลงให้ตกยากครับ..

ก็ดันเอา หลักการโจฮันเนสเบอร์กทั้งชุด ไปตีความร่วมกับป.วิอาญาในกม.ไทย

หลักการที่ว่านั้น....ประเทศไทยหรือประเทศไหนในโลก ให้สัตยาบันยอมรับให้ใช้ร่วมกับระบบกฏหมายของตนแล้วหรือไงครับ...

รัฐสภาไทย รัฐบาลไทย ศาลไทย....ให้สัตยาบันรับรองหลักการโยฮันเนสเบอร์ก ทั้งชุดเข้าไว้ในรัฐธรรมนูญไทยหรือไม่เมื่อไหร่อย่างไร

อิ อิ อิ ดันไปอ้าง American convention on human rights เข้าไปอีก...

มันเกี่ยวอะไรกับกฏหมายประเทศไทย ที่มีอิสระภาพอธิปไตยและระบบกฎหมายของเราเองที่สากลยอมรับไม่ทราบได้ครับ...

อเมริกา จีน อิสราเอล อิหร่าน รัสเซีย...เขาก็ใช้กรอบกฏหมายสากลเฉพาะในส่วนในเรื่องที่เขาได้เปรียบเท่านั้น......

ไม่มีชาติไหน บื่อทั้งแท่ง อย่างที่นักวิชาการไทยอยากให้ชาติไทยเป็นหรอกครับ

อิ อิ อิ......

ผมว่า....ขวัญระวี..ผู้เขียนแก

ผมว่า....ขวัญระวี..ผู้เขียนแกจะปลงให้ตกยากครับ..

ก็ดันเอา หลักการโจฮันเนสเบอร์กทั้งชุด ไปตีความร่วมกับป.วิอาญาในกม.ไทย

หลักการที่ว่านั้น....ประเทศไทยหรือประเทศไหนในโลก ให้สัตยาบันยอมรับให้ใช้ร่วมกับระบบกฏหมายของตนแล้วหรือไงครับ...

รัฐสภาไทย รัฐบาลไทย ศาลไทย....ให้สัตยาบันรับรองหลักการโยฮันเนสเบอร์ก ทั้งชุดเข้าไว้ในรัฐธรรมนูญไทยหรือไม่เมื่อไหร่อย่างไร

อิ อิ อิ ดันไปอ้าง American convention on human rights เข้าไปอีก...

มันเกี่ยวอะไรกับกฏหมายประเทศไทย ที่มีอิสระภาพอธิปไตยและระบบกฎหมายของเราเองที่สากลยอมรับไม่ทราบได้ครับ...

อเมริกา จีน อิสราเอล อิหร่าน รัสเซีย...เขาก็ใช้กรอบกฏหมายสากลเฉพาะในส่วนในเรื่องที่เขาได้เปรียบเท่านั้น......

ไม่มีชาติไหน บื่อทั้งแท่ง อย่างที่นักวิชาการไทยอยากให้ชาติไทยเป็นหรอกครับ

อิ อิ อิ......

มีข้อความตอนหนึ่งใน

มีข้อความตอนหนึ่งใน พระประวัติ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระสวัสดิวัตนวิศิษฏ์ (ผมไม่ใช่นักกฏหมายหรือทนาย แต่คิดนักกฏหมายหลายท่านต้องรู้จักเป็นอย่างดี) ซึ่งจะขอคัดมาให้ได้อ่านกันในที่นี้ คือ

ตามประกาศพระบรมราชโองการจัดตั้งกระทรวงยุติธรรมและพระราชหัตถเลขาฉบับนี้ถือได้ว่าเป็นก้าวแรกที่สำคัญยิ่ง ของการปฏิรูปการศาลไทย ในรัชกาลที่ 5 เป็นการเปลี่ยนแปลงและปรับปรุงโครงสร้างของศาลไทยโดยสิ้นเชิง เป็นการจัดระเบียบทางการศาลให้เป็นแบบยุโรป การที่ได้โปรดให้ตั้งกระทรวง ยุติธรรมขึ้น เพื่อเป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบทางด้านศาลยุติธรรมอย่างแท้จริง มีเสนาบดีเป็นเจ้ากระทรวง ซึ่งมีหน้าที่อำนวยความสะดวกแก่ศาลในการพิจารณาและพิพากษาคดีเท่านั้น เนื่องจากวิกฤตการณ์ทางศาลของไทยในสมัยนั้นรุนแรงมาก พระเจ้าน้องยาเธอ พระองค์เจ้าสวัสดิโสภน เสนาบดีกระทรวง (เจ้าของวาทะ ที่ว่า “ปล่อยผู้ผิดสักสิบคน ก็ยังจะดีเสียกว่าจะลงโทษคนที่หาผิดมิได้หนึ่งคน”) ทรงปรับปรุงงานเป็นลำดับ ดังนี้
1 ปรับปรุงด้านอัตรากำลังผู้พิพากษาของศาลในสังกัดกระทรวงยุติธรรม
2 ตั้งระเบียบการส่งคดีความเก่ามายังศาลในสังกัดกระทรวงยุติธรรม
3 ปรับปรุงระเบียบวิธีปฏิบัติของศาลเพื่อความสะดวกในการพิจารณาพิพากษาคดี
4 ช่วยเหลือบุคคลยากจนให้มีโอกาสได้รับความยุติธรรมทางศาล
5 ออกประกาศว่าด้วยลักษณะรับฟ้อง ร.ศ. 111
6 ตราพระราชบัญญัติจัดการศาลในสนามสถิตย์ยุติธรรม ร.ศ. 111
7 ตั้งศาลโปริสภาขึ้นในสังกัดกระทรวงยุติธรรม
น่าสนใจเป็นอย่างยิ่งในวาทะที่ว่า “ปล่อยผู้ผิดสักสิบคน ก็ยังจะดีเสียกว่าจะลงโทษคนที่หาผิดมิได้หนึ่งคน” และในข้อที่ 4 ซึ่งศาลที่ปฏิบัติหน้าที่ปัจจุบันนี้ได้ยึดถือสาระสำคัญในข้อเหล่านี้หรือไม่ ผิดถูก เท็จจริงอย่างไร ผู้รู้กรุณาชี้แนะ....

บางกอก

[quote=บางกอก]ผมว่า....ขวัญระวี..ผู้เขียนแกจะปลงให้ตกยากครับ..

ก็ดันเอา หลักการโจฮันเนสเบอร์กทั้งชุด ไปตีความร่วมกับป.วิอาญาในกม.ไทย

หลักการที่ว่านั้น....ประเทศไทยหรือประเทศไหนในโลก ให้สัตยาบันยอมรับให้ใช้ร่วมกับระบบกฏหมายของตนแล้วหรือไงครับ...

รัฐสภาไทย รัฐบาลไทย ศาลไทย....ให้สัตยาบันรับรองหลักการโยฮันเนสเบอร์ก ทั้งชุดเข้าไว้ในรัฐธรรมนูญไทยหรือไม่เมื่อไหร่อย่างไร

อิ อิ อิ ดันไปอ้าง American convention on human rights เข้าไปอีก...

มันเกี่ยวอะไรกับกฏหมายประเทศไทย ที่มีอิสระภาพอธิปไตยและระบบกฎหมายของเราเองที่สากลยอมรับไม่ทราบได้ครับ...

อเมริกา จีน อิสราเอล อิหร่าน รัสเซีย...เขาก็ใช้กรอบกฏหมายสากลเฉพาะในส่วนในเรื่องที่เขาได้เปรียบเท่านั้น......

ไม่มีชาติไหน บื่อทั้งแท่ง อย่างที่นักวิชาการไทยอยากให้ชาติไทยเป็นหรอกครับ

อิ อิ อิ......[/quote]

หลักโจฮันเนสเบอร์กเป็น guideline ที่ช่วยขยายความและสร้างบรรทัดฐานในการตีความเนื้อหาของ ICCPRและอนุสัญญาต่างๆที่เกี่ยวข้องกับสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นและความมั่นคงของชาติ ถึงแม้ไม่ได้มีผลผูกพันทางกฎหมายเหมือนอนุสัญญา แต่เป็นหลักการที่ประเทศศิวิไลซ์ให้การยอมรับ ...สำหรับประเทศไทย อย่าว่าแต่โจฮันเนสเบอร์กเลยค่ะ ปฎิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนที่ทั่วโลกถือเป็นมาตรฐานขั้นพื้นฐาน (minimum standards) รัฐไทยปฏิบัติตามซะที่ไหน อย่างเรื่องสิทธิในการพิจารณาคดีอย่างเป็นธรรม ภาระในการพิสูจน์ของโจทก์ในคดีอาญา ฯลฯ ก็มีระบุไว้ในรัฐธรรมนูญไทย แต่ลองดูคดีอากง..มันเกิดอะไรขึ้นหละคะ?

หากguidelinesพวกนั้นคุณยังไม่สนใจ อยากได้อะไรที่ต้องผูกพันทางกฎหมาย คุณก็ลองดู ICCPRและอนุสัญญาต่างๆอีกมากมายที่รัฐไทยเป็นภาคี การเป็นภาคีหมายถึงรัฐต้องแปลงกฎหมายภายในประเทศให้สอดคล้อง รัฐไทยก็ทำมั่งไม่ทำมั่ง เป็นพวกผักชีโรยหน้า สักแต่อ้างกันอย่างที่เห็นว่าฉันเป็นภาคีอนุสัญญาต่างๆมากมายเพื่อไม่ให้น้อยหน้าประเทศไหนในโลก แต่การนำมาปฏิบัติจริงกลับตรงกันข้ามกัน

จริงๆแล้วในเชิงแนวคิดปรัชญาเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชน มีประเด็นให้ต้องดีเบตกันอีกมากมาย รวมถึงเรื่องความเป็นสากล แต่ทั้งหลายทั้งปวงที่ดิฉันเขียนมา (รวมทั้งในบทความ) มาจากการอ้างกฏหมายสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ(ในฐานะที่เป็น universalist norms)ของโฆษกศาลยุติธรรมเองทั้งนั้น แต่เพราะท่านพูดไม่หมด ดิฉันจึงต้องช่วยขยายความหน่ะค่ะ

การอ้างอิงถึงAmerican convention on human rightsก็เพื่อให้รู้ไว้ว่าบางประเทศเค้าไปถึงไหนกันแล้วในการสร้างบรรทัดฐานเพื่อปกป้องคุ้มครองสิทธิของประชาชน (แน่หละ การมีบรรทัดฐานอาจไม่ได้แปลว่ารัฐจะเคารพสิทธิเหล่านั้นจริง แต่อย่างน้อยก็เป็นผลของการต่อสู้เพื่อให้ได้มาซึ่งสิทธิเหล่านั้นและต้องต่อสู้กันต่อไป)

สุดท้าย ถ้าคุณอยากอ้างความเป็นไทย กดขี่เพื่อนร่วมชาติ และอยู่แต่ในกะลา ดิฉันก็ช่วยอะไรไม่ได้ค่ะ

ขวัญระวี

[quote=ขวัญระวี]
การอ้างอิงถึงAmerican convention on human rightsก็เพื่อให้รู้ไว้ว่าบางประเทศเค้าไปถึงไหนกันแล้วในการสร้างบรรทัดฐานเพื่อปกป้องคุ้มครองสิทธิของประชาชน (แน่หละ การมีบรรทัดฐานอาจไม่ได้แปลว่ารัฐจะเคารพสิทธิเหล่านั้นจริง แต่อย่างน้อยก็เป็นผลของการต่อสู้เพื่อให้ได้มาซึ่งสิทธิเหล่านั้นและต้องต่อสู้กันต่อไป)

สุดท้าย ถ้าคุณอยากอ้างความเป็นไทย กดขี่เพื่อนร่วมชาติ และอยู่แต่ในกะลา ดิฉันก็ช่วยอะไรไม่ได้ค่ะ[/quote]

Like Like like ๆๆๆๆ แต่ขอเพิ่มอีกหน่อยนะ กะลาใบนั้นอยู่ใต้ตีนอีกทีหนึ่ง

ความโฉดชั่วของคนพวกนี้มันอ้าง

ความโฉดชั่วของคนพวกนี้มันอ้างพระปรมาภิไธยปิดบัง มันต้องรับผิดชอบต่อสังคมมั่ง ไม่ใช่มัวแต่ดักดานอยู่ในหนังสือ
คนพวกนี้ตายไปต้องตกนรก/เป็นเปรต
กระบวนการยุติธรรมที่มุ่งหน้าจะลงโทืษคน เป็นความคิดที่ชั่วทรามที่สุด นับตั้งแต่ผู้ก่อตั้งระบบนี้เป็นต้นมา
ระบบกล่าวหาทำให้ผมรู้ว่า เป็นเรื่องหลอกลวงเยาวชน ถ้าเราไปสอนเรื่องศีลธรรมและมารยาท

ดีแล้วครับ

ดีแล้วครับ ที่ปลงไม่ตก
ถ้าปลงตก จะบุบจะแตก เสียหายนะ

ถึง

ถึง ขวัญระวี

เพื่อป้องกันอาการปลงไม่ตก หรือ วิตกจริตที่อาจเกิดขึ้น

จงตระหนักไว้ว่า นานาประเทศนั้น ปกครองกันอยู่ได้ ด้วยการ Rule by laws

ส่วนหลักการ ธรรมนิติ หรือ Rule of Laws นั้น นักวิชาการนักสิทธิทั้งหลายยึดถือ พร่ำเพ้อถวิลหากันไป....

โลกและระบบกฏหมายไม่ว่าในระบอบปกครองใด ยึดหลักการ Rule by Laws ทั้งสิ้น ...

หลักการง่ายๆก็คือ การกระทำที่ถือว่าเป็นการผิดกฏหมายนั้น จะต้องมีกฏหมายบัญญัตืขึ้นมาก่อนว่าเป็นความผิด ถึงจะฟ้องร้องดำเนินคดีความได้......

อนุมานได้ว่า หลักเกณฑ์หลักการอันใดที่นักวิชาการนักทฤษฎีทางกฏหมายจัดทำขึ้น หรือแม้แต่บังคับใช้ในบางที่บางแห่งบางประเทศแล้ว...

แต่...ในประเทศไทยซึ่งเป็นรัฐเอกราชอิสระ มีอธิปไตยเหนือดินแดนตนเอง....

หากหลักการเหล่านั้น ยังไม่ผ่านกระบวนการทำให้เป็นกฏหมายถูกต้องตามรัฐธรรมนูญของประเทศไทย คือ จะเป้นพรบ. พรก. กฏกระทรวง หรืออะไรก็ตาม

หลักเกณฑ์กฎเกณฑ์เหล่านั้น ไม่อาจใช้บังคับได้ในประเทศไทย....

การให้สัตยาบันเพื่อยอมรับการบังคับใช้กฎเกณฑ์และข้อตกลงใดๆที่อาจทำให้เสียสิทธิและอธิปไตยของชาติ.....เป็นเรื่องที่ต้องให้สภานิติบัญญัติลงมติครับ..

ดังนั้น....อะไรที่นักวิชาการพร่ำเพ้อบ่นหา ไม่ได้ดังใจ.....ก็ควรไปประนามนักการเมืองในสภาในพรรคการเมือง ที่ครองสภาอยู่.....

ไม่ใช่ออกมาตะบี้ตะบันตำหนิศาลหรือกระบวนการยุติธรรม ซึ่งมีหน้าที่เพียงผู้ใช้กฎหมาย เช่นเดียวกับประชาชนทั่วไป...

แม้แต่ ม.๑๑๒ นั้นหากนักการเมืองในสภาลงมติยกเลิกตัดทิ้งไปเสีย ก็ทำได้ครับในสภา ตำรวจ อัยการ ศาล ก็ยินดีเพราะลดงานไปบางส่วน...

แต่ประชาชนผู้ไม่เห็นด้วยกับการยกเลิกม.๑๑๒ เขาจะทำอย่างไรกับนักการเมืองกับสภา ก็เป็นสิทธิของเขา........ประชาชนคนไทย ไม่มีหลักการที่ต่างชาติหน้าไหนจะเขียนมาเพื่อป้องกัน ปฏิกิริยาของมวลมหาชนที่มีความคิดเห็นไปในทางเดียวกันได้........

รัฐบาลและผู้มีอำนาจบริหารบ้านเมือง เขากลัวตรงนี้ ยิ่งกว่าหลักการใดๆที่ใช้กันในต่างประเทศ.....

บางกอก wrote:ถึง

[quote=บางกอก]ถึง ขวัญระวี

เพื่อป้องกันอาการปลงไม่ตก หรือ วิตกจริตที่อาจเกิดขึ้น

จงตระหนักไว้ว่า นานาประเทศนั้น ปกครองกันอยู่ได้ ด้วยการ Rule by laws

ส่วนหลักการ ธรรมนิติ หรือ Rule of Laws นั้น นักวิชาการนักสิทธิทั้งหลายยึดถือ พร่ำเพ้อถวิลหากันไป....

โลกและระบบกฏหมายไม่ว่าในระบอบปกครองใด ยึดหลักการ Rule by Laws ทั้งสิ้น ...

หลักการง่ายๆก็คือ การกระทำที่ถือว่าเป็นการผิดกฏหมายนั้น จะต้องมีกฏหมายบัญญัตืขึ้นมาก่อนว่าเป็นความผิด ถึงจะฟ้องร้องดำเนินคดีความได้......

อนุมานได้ว่า หลักเกณฑ์หลักการอันใดที่นักวิชาการนักทฤษฎีทางกฏหมายจัดทำขึ้น หรือแม้แต่บังคับใช้ในบางที่บางแห่งบางประเทศแล้ว...

แต่...ในประเทศไทยซึ่งเป็นรัฐเอกราชอิสระ มีอธิปไตยเหนือดินแดนตนเอง....

หากหลักการเหล่านั้น ยังไม่ผ่านกระบวนการทำให้เป็นกฏหมายถูกต้องตามรัฐธรรมนูญของประเทศไทย คือ จะเป้นพรบ. พรก. กฏกระทรวง หรืออะไรก็ตาม

หลักเกณฑ์กฎเกณฑ์เหล่านั้น ไม่อาจใช้บังคับได้ในประเทศไทย....

การให้สัตยาบันเพื่อยอมรับการบังคับใช้กฎเกณฑ์และข้อตกลงใดๆที่อาจทำให้เสียสิทธิและอธิปไตยของชาติ.....เป็นเรื่องที่ต้องให้สภานิติบัญญัติลงมติครับ..

ดังนั้น....อะไรที่นักวิชาการพร่ำเพ้อบ่นหา ไม่ได้ดังใจ.....ก็ควรไปประนามนักการเมืองในสภาในพรรคการเมือง ที่ครองสภาอยู่.....

ไม่ใช่ออกมาตะบี้ตะบันตำหนิศาลหรือกระบวนการยุติธรรม ซึ่งมีหน้าที่เพียงผู้ใช้กฎหมาย เช่นเดียวกับประชาชนทั่วไป...

แม้แต่ ม.๑๑๒ นั้นหากนักการเมืองในสภาลงมติยกเลิกตัดทิ้งไปเสีย ก็ทำได้ครับในสภา ตำรวจ อัยการ ศาล ก็ยินดีเพราะลดงานไปบางส่วน...

แต่ประชาชนผู้ไม่เห็นด้วยกับการยกเลิกม.๑๑๒ เขาจะทำอย่างไรกับนักการเมืองกับสภา ก็เป็นสิทธิของเขา........ประชาชนคนไทย ไม่มีหลักการที่ต่างชาติหน้าไหนจะเขียนมาเพื่อป้องกัน ปฏิกิริยาของมวลมหาชนที่มีความคิดเห็นไปในทางเดียวกันได้........

รัฐบาลและผู้มีอำนาจบริหารบ้านเมือง เขากลัวตรงนี้ ยิ่งกว่าหลักการใดๆที่ใช้กันในต่างประเทศ.....[/quote]

งั้นคุณก็กลับไปถามโฆษกศาลยุติธรรมสิคะว่าจะอ้างกฎหมายสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศทำไม...

ไม่ใช่ออกมาตะบี้ตะบันตำหนิศาล

ไม่ใช่ออกมาตะบี้ตะบันตำหนิศาลหรือกระบวนการยุติธรรม ซึ่งมีหน้าที่เพียงผู้ใช้กฎหมาย เช่นเดียวกับประชาชนทั่วไป.............แสดงว่าจิตสำนึกชั่วดีถูกผิด..ไม่ได้แยกแยะ..ใช้ตามกฎหมายจริง ๆ ...แล้วกฎหมายไหนใหญ่สุดสูงสุดตำสุดไม่คิดเลยรึ

บางกอก wrote:ถึง

[quote=บางกอก]ถึง ขวัญระวี

เพื่อป้องกันอาการปลงไม่ตก หรือ วิตกจริตที่อาจเกิดขึ้น

จงตระหนักไว้ว่า นานาประเทศนั้น ปกครองกันอยู่ได้ ด้วยการ Rule by laws

ส่วนหลักการ ธรรมนิติ หรือ Rule of Laws นั้น นักวิชาการนักสิทธิทั้งหลายยึดถือ พร่ำเพ้อถวิลหากันไป....

โลกและระบบกฏหมายไม่ว่าในระบอบปกครองใด ยึดหลักการ Rule by Laws ทั้งสิ้น ...

หลักการง่ายๆก็คือ การกระทำที่ถือว่าเป็นการผิดกฏหมายนั้น จะต้องมีกฏหมายบัญญัตืขึ้นมาก่อนว่าเป็นความผิด ถึงจะฟ้องร้องดำเนินคดีความได้......

อนุมานได้ว่า หลักเกณฑ์หลักการอันใดที่นักวิชาการนักทฤษฎีทางกฏหมายจัดทำขึ้น หรือแม้แต่บังคับใช้ในบางที่บางแห่งบางประเทศแล้ว...

แต่...ในประเทศไทยซึ่งเป็นรัฐเอกราชอิสระ มีอธิปไตยเหนือดินแดนตนเอง....

หากหลักการเหล่านั้น ยังไม่ผ่านกระบวนการทำให้เป็นกฏหมายถูกต้องตามรัฐธรรมนูญของประเทศไทย คือ จะเป้นพรบ. พรก. กฏกระทรวง หรืออะไรก็ตาม

หลักเกณฑ์กฎเกณฑ์เหล่านั้น ไม่อาจใช้บังคับได้ในประเทศไทย....

การให้สัตยาบันเพื่อยอมรับการบังคับใช้กฎเกณฑ์และข้อตกลงใดๆที่อาจทำให้เสียสิทธิและอธิปไตยของชาติ.....เป็นเรื่องที่ต้องให้สภานิติบัญญัติลงมติครับ..

ดังนั้น....อะไรที่นักวิชาการพร่ำเพ้อบ่นหา ไม่ได้ดังใจ.....ก็ควรไปประนามนักการเมืองในสภาในพรรคการเมือง ที่ครองสภาอยู่.....

ไม่ใช่ออกมาตะบี้ตะบันตำหนิศาลหรือกระบวนการยุติธรรม ซึ่งมีหน้าที่เพียงผู้ใช้กฎหมาย เช่นเดียวกับประชาชนทั่วไป...

แม้แต่ ม.๑๑๒ นั้นหากนักการเมืองในสภาลงมติยกเลิกตัดทิ้งไปเสีย ก็ทำได้ครับในสภา ตำรวจ อัยการ ศาล ก็ยินดีเพราะลดงานไปบางส่วน...

แต่ประชาชนผู้ไม่เห็นด้วยกับการยกเลิกม.๑๑๒ เขาจะทำอย่างไรกับนักการเมืองกับสภา ก็เป็นสิทธิของเขา........ประชาชนคนไทย ไม่มีหลักการที่ต่างชาติหน้าไหนจะเขียนมาเพื่อป้องกัน ปฏิกิริยาของมวลมหาชนที่มีความคิดเห็นไปในทางเดียวกันได้........

รัฐบาลและผู้มีอำนาจบริหารบ้านเมือง เขากลัวตรงนี้ ยิ่งกว่าหลักการใดๆที่ใช้กันในต่างประเทศ.....[/quote]
"""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""
แล้วตกลงคุณบางกอก ช่างถอก เห็นว่าควรคงไว้ ม.๑๑๒ หรือเปล่า
หากเห็นว่าต้องคงไว้ ม. ๑๑๒ เพราะอยากเป็นกบในกะลา ถึงเวลาก้อมีคนมาหยอดเศษอาหารให้ขอ วัน ๆ จะได้นั่งถอกเล่นให้สบายอุรา
ทราบเหตุผลหน่อยว่าทำไม ม. ๑๑๒ ถึงน่าพิสวาทนัก? น่าถอกนัก?
จะได้ถกกันให้มันหยดติ๋ง ๆ จะได้เลิก "ถอก"ซ่ะที
ว่ามาได้เลยน่ะครับ.....

จันแดง wrote:บางกอก wrote:ถึง

[quote=จันแดง][quote=บางกอก]ถึง ขวัญระวี

เพื่อป้องกันอาการปลงไม่ตก หรือ วิตกจริตที่อาจเกิดขึ้น

จงตระหนักไว้ว่า นานาประเทศนั้น ปกครองกันอยู่ได้ ด้วยการ Rule by laws

ส่วนหลักการ ธรรมนิติ หรือ Rule of Laws นั้น นักวิชาการนักสิทธิทั้งหลายยึดถือ พร่ำเพ้อถวิลหากันไป....

โลกและระบบกฏหมายไม่ว่าในระบอบปกครองใด ยึดหลักการ Rule by Laws ทั้งสิ้น ...

หลักการง่ายๆก็คือ การกระทำที่ถือว่าเป็นการผิดกฏหมายนั้น จะต้องมีกฏหมายบัญญัตืขึ้นมาก่อนว่าเป็นความผิด ถึงจะฟ้องร้องดำเนินคดีความได้......

อนุมานได้ว่า หลักเกณฑ์หลักการอันใดที่นักวิชาการนักทฤษฎีทางกฏหมายจัดทำขึ้น หรือแม้แต่บังคับใช้ในบางที่บางแห่งบางประเทศแล้ว...

แต่...ในประเทศไทยซึ่งเป็นรัฐเอกราชอิสระ มีอธิปไตยเหนือดินแดนตนเอง....

หากหลักการเหล่านั้น ยังไม่ผ่านกระบวนการทำให้เป็นกฏหมายถูกต้องตามรัฐธรรมนูญของประเทศไทย คือ จะเป้นพรบ. พรก. กฏกระทรวง หรืออะไรก็ตาม

หลักเกณฑ์กฎเกณฑ์เหล่านั้น ไม่อาจใช้บังคับได้ในประเทศไทย....

การให้สัตยาบันเพื่อยอมรับการบังคับใช้กฎเกณฑ์และข้อตกลงใดๆที่อาจทำให้เสียสิทธิและอธิปไตยของชาติ.....เป็นเรื่องที่ต้องให้สภานิติบัญญัติลงมติครับ..

ดังนั้น....อะไรที่นักวิชาการพร่ำเพ้อบ่นหา ไม่ได้ดังใจ.....ก็ควรไปประนามนักการเมืองในสภาในพรรคการเมือง ที่ครองสภาอยู่.....

ไม่ใช่ออกมาตะบี้ตะบันตำหนิศาลหรือกระบวนการยุติธรรม ซึ่งมีหน้าที่เพียงผู้ใช้กฎหมาย เช่นเดียวกับประชาชนทั่วไป...

แม้แต่ ม.๑๑๒ นั้นหากนักการเมืองในสภาลงมติยกเลิกตัดทิ้งไปเสีย ก็ทำได้ครับในสภา ตำรวจ อัยการ ศาล ก็ยินดีเพราะลดงานไปบางส่วน...

แต่ประชาชนผู้ไม่เห็นด้วยกับการยกเลิกม.๑๑๒ เขาจะทำอย่างไรกับนักการเมืองกับสภา ก็เป็นสิทธิของเขา........ประชาชนคนไทย ไม่มีหลักการที่ต่างชาติหน้าไหนจะเขียนมาเพื่อป้องกัน ปฏิกิริยาของมวลมหาชนที่มีความคิดเห็นไปในทางเดียวกันได้........

รัฐบาลและผู้มีอำนาจบริหารบ้านเมือง เขากลัวตรงนี้ ยิ่งกว่าหลักการใดๆที่ใช้กันในต่างประเทศ.....[/quote]
"""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""
แล้วตกลงคุณบางกอก ช่างถอก เห็นว่าควรคงไว้ ม.๑๑๒ หรือเปล่า
หากเห็นว่าต้องคงไว้ ม. ๑๑๒ เพราะอยากเป็นกบในกะลา ถึงเวลาก้อมีคนมาหยอดเศษอาหารให้ขอ วัน ๆ จะได้นั่งถอกเล่นให้สบายอุรา
ทราบเหตุผลหน่อยว่าทำไม ม. ๑๑๒ ถึงน่าพิสวาทนัก? น่าถอกนัก?
จะได้ถกกันให้มันหยดติ๋ง ๆ จะได้เลิก "ถอก"ซ่ะที
ว่ามาได้เลยน่ะครับ.....[/quote]

++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
ในประวัติศาสตร์การเมืองไทย ผู้ที่เห็นว่า กฎหมายปกป้องสถาบันที่ปัจจุบันอยู่ในกม.อาญามาตรา๑๑๒ควรคงไว้นั้นประกอบด้วย...

คณะราษฏร รวมถึงผุ้นำคณะราษฎรทุกคน

ทั้งซีกสังคมนิยม ทั้งซีกเผด็จการทหาร ซึ่งหมายถึง ปรีดี แปลก รวมถึง มือกฏหมาย อย่างหยุด แสงอุทัยด้วย คนเหล่านี้ คุมอำนาจบริหารแผ่นดินเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ปราศจากแม้แต่ตัวตนของพระมหากษัตริยืประทับอยู่ถาวรในแผ่นดินไทย ระหว่างประมาณปี ๒๔๗๕ ถึง ๒๔๘๙ มีอำนาจคุมสภาและจะออกกม.อันใดต่อสถาบันกษัตริย์ย่อมได้ทั้งสิ้นในช่วงนั้น... อำนาจขนาดนั้น เขายังรู้จักประมาณกำลังศรัทธามหาประชาชนต่อสถาบัน

ผู้มีอำนาจทางการเมืองไทย ที่อยู่ในระดับนี้อีกคนก็คือ ทักษิณ เจ้าของพรรคเพื่อไทย ไทยรักไทย ตลอดเวลาที่เป้นรัฐบาลครองอำนาจในสภา ตัวเขาเองแสดงท่าทีอย่างเปิดเผยต่อสาะารณะว่าเคารพเทิดทูลสถาบัน ผู้คนในพรรคแม้จะทำอย่างพูดอย่างเป็นปรกติวิสัยของนักการเมืองไทย แต่เมื่อเติบโตมีตำแหน่งในการบริหารบ้านเมือง ก็มหัสจรรย์อย่างยิ่งที่กลับกลายเป็นผู้พิทักษ์กฏหมายปกป้องสถาบันต่อหน้าสื่อมวลชน กันทุกตัวไป..

มิพักต้องกล่าวถึงกลุ่มการเมืองฝ่ายขวาทั้งหลาย ซึ่งอย่างไรเสียก็เป็นผู้พิทักษ์รักษาสถาบันอยู่แล้ว ก็เติบโตรอดพ้นภาวะการครองประเทศของคณะราษฎรมาได้ ก็เพราะ..เกาะสถาบัน..และแรงผลักดันของชาติมหาอำนาจในยุคต้านคอมมูนิสต์....

ในยุคการต่อสู้ทางการเมืองเหลืองกับแดงที่พึ่งผ่านมา กม.ปกป้องสถาบันกลายเป็นเครื่องมือที่ทั้งสองฝ่ายงัดออกมาใช้ต่อสู้กัน มีการใช้กลยุทธสองชั้นสามชั้นในการพยายามเอาความผิดในข้อหานี้กับฝ่ายตรงข้าม...........ทั้งเพื่อเชิดชูสถาบัน และ ดิสเครดิตสถาบัน เพื่อสร้างกลุ่มไม่เอาสถาบันขึ้นมาเป็นกำลังทางการเมืองฝ่ายตน และสร้างกลุ่มซุปเปอร์รอยัลลิสท์ขึ้นเป้นพลังของอีกฝ่ายหนึ่ง...

ความระยำตำบอนเช่นนี้...เกิดจากน้ำมือของนักการเมืองและผู้ปราถนาจะได้อำนาจวาสนาในการบริหารประเทศในระบอบประชาธิปไตยไทย....

สำหรับประชาชนทั่วไปนั้น ผู้ที่มีวัยวุฒิ คุณวุฒิ ผ่านโลกผ่านเหตุการณ์มามาก แบ่งแยกหนักเบาของอีเวนท์ต่างๆที่เกิดขึ้นในการเมืองไทยสังคมไทยได้แจ่มชัด เชื่อมโยงอีเวนท์ต่างๆวิเคราะหฺหาเจตนาเบื้องหลัง วัตถุประสงค์เบื้องหน้าของกลุ่มอำนาจต่างๆได้ดี ทำตัวเป็น ผู้สังเกตุการณ์ อยู่บนผา ดูหมากัดกัน.....

ผู้คนเหล่านี้จะมีวิสัยทัศน์แตกต่างจาก ผู้คนที่เป็นกลุ่มลูกค้าเป้าหมายของนักการเมืองในระบอบประชาธิปไตยไทยเป็นอันมาก งานอีเวนท์ประเภท..โปรเจคท์ อากง... โปรเจคท์..นิติราษฎร์ หรือ โปรเจคท์ สำรองในอนาคตอย่าง สมยศ นั้น.........

งานอีเวนท์ประเภทนี้ อยู่ในประเภทงานของฝ่ายดิสเครดิตสถาบัน ที่ผู้บงการลงทุนสร้างขึ้น เป็นบันไดเลื่อน อิ อิ อิ ที่ในอนาคตกดปูุ่มเลือกใช้ได้ กดขึ้นให้ดิสเครดิตกันต่อไปก็ได้ กดลงก็ทำลายกลุ่มทำงานทิ้งเสีย เพื่อโชว์ภาพจงรักภักดีก็ย่อมได้

ที่จริงกลยุทธสร้างกลุ่มงานบันไดเลื่อนเช่นนี้ ใช้กันมาหลายครั้งหลายหน แม้แต่กลุ่มเสื้อแดงนปช กรณีเสธ.แดง ก็เงื่อนไขเดียวกันทั้งนั้น.........ประชาชนรากหญ้าดูกันไม่ออก

แต่บรรดาเก๋าเกมด้วยกันเขาดูกันออกหมดแล้วครับ.....

สังเกตุกันสักนิดก็จะเห็นได้ชัดเจน.....

มือรันโปรเจคท์บันไดเลื่อนยุคนี้ หามือเก่ามือเก๋ามาร่วมได้ที่ไหน มีแต่หน้าใหม่นักวิชาการเด็กๆ ประเภทร้อนวิชาอย่างนิติราษฎร์ ปวิน สุรพศ ฯลฯ อิ อิ อิ มือเก่ามือเก๋า แม้จะมีแนวความคิดใกล้เคียงกัน ก็แค่ลงชื่อสนับสนุนแลัวแสวงจุดร่วมสงวนจุดต่างโดดเรือหนี ไปเคลื่อนไหวอิสระ ให้สังคมรู้ว่ากูไม่อยู่ในกลุ่มนี้นะโว้ย...กูไม่ได้เป็นบันไดเลื่อนให้ใคร

สมศักดิ์เจียม นั่นไง ตัวอย่างอันดี.....

ไม่ทราบว่า....ที่ผมตอบมานั้น ทะลุกระโหลกหนาๆ เข้าไปได้บ้างหรือเปล่าครับ...

บางกอก wrote:จันแดง

[quote=บางกอก][quote=จันแดง][quote=บางกอก]ถึง ขวัญระวี

เพื่อป้องกันอาการปลงไม่ตก หรือ วิตกจริตที่อาจเกิดขึ้น

จงตระหนักไว้ว่า นานาประเทศนั้น ปกครองกันอยู่ได้ ด้วยการ Rule by laws

ส่วนหลักการ ธรรมนิติ หรือ Rule of Laws นั้น นักวิชาการนักสิทธิทั้งหลายยึดถือ พร่ำเพ้อถวิลหากันไป....

โลกและระบบกฏหมายไม่ว่าในระบอบปกครองใด ยึดหลักการ Rule by Laws ทั้งสิ้น ...

หลักการง่ายๆก็คือ การกระทำที่ถือว่าเป็นการผิดกฏหมายนั้น จะต้องมีกฏหมายบัญญัตืขึ้นมาก่อนว่าเป็นความผิด ถึงจะฟ้องร้องดำเนินคดีความได้......

อนุมานได้ว่า หลักเกณฑ์หลักการอันใดที่นักวิชาการนักทฤษฎีทางกฏหมายจัดทำขึ้น หรือแม้แต่บังคับใช้ในบางที่บางแห่งบางประเทศแล้ว...

แต่...ในประเทศไทยซึ่งเป็นรัฐเอกราชอิสระ มีอธิปไตยเหนือดินแดนตนเอง....

หากหลักการเหล่านั้น ยังไม่ผ่านกระบวนการทำให้เป็นกฏหมายถูกต้องตามรัฐธรรมนูญของประเทศไทย คือ จะเป้นพรบ. พรก. กฏกระทรวง หรืออะไรก็ตาม

หลักเกณฑ์กฎเกณฑ์เหล่านั้น ไม่อาจใช้บังคับได้ในประเทศไทย....

การให้สัตยาบันเพื่อยอมรับการบังคับใช้กฎเกณฑ์และข้อตกลงใดๆที่อาจทำให้เสียสิทธิและอธิปไตยของชาติ.....เป็นเรื่องที่ต้องให้สภานิติบัญญัติลงมติครับ..

ดังนั้น....อะไรที่นักวิชาการพร่ำเพ้อบ่นหา ไม่ได้ดังใจ.....ก็ควรไปประนามนักการเมืองในสภาในพรรคการเมือง ที่ครองสภาอยู่.....

ไม่ใช่ออกมาตะบี้ตะบันตำหนิศาลหรือกระบวนการยุติธรรม ซึ่งมีหน้าที่เพียงผู้ใช้กฎหมาย เช่นเดียวกับประชาชนทั่วไป...

แม้แต่ ม.๑๑๒ นั้นหากนักการเมืองในสภาลงมติยกเลิกตัดทิ้งไปเสีย ก็ทำได้ครับในสภา ตำรวจ อัยการ ศาล ก็ยินดีเพราะลดงานไปบางส่วน...

แต่ประชาชนผู้ไม่เห็นด้วยกับการยกเลิกม.๑๑๒ เขาจะทำอย่างไรกับนักการเมืองกับสภา ก็เป็นสิทธิของเขา........ประชาชนคนไทย ไม่มีหลักการที่ต่างชาติหน้าไหนจะเขียนมาเพื่อป้องกัน ปฏิกิริยาของมวลมหาชนที่มีความคิดเห็นไปในทางเดียวกันได้........

รัฐบาลและผู้มีอำนาจบริหารบ้านเมือง เขากลัวตรงนี้ ยิ่งกว่าหลักการใดๆที่ใช้กันในต่างประเทศ.....[/quote]
"""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""
แล้วตกลงคุณบางกอก ช่างถอก เห็นว่าควรคงไว้ ม.๑๑๒ หรือเปล่า
หากเห็นว่าต้องคงไว้ ม. ๑๑๒ เพราะอยากเป็นกบในกะลา ถึงเวลาก้อมีคนมาหยอดเศษอาหารให้ขอ วัน ๆ จะได้นั่งถอกเล่นให้สบายอุรา
ทราบเหตุผลหน่อยว่าทำไม ม. ๑๑๒ ถึงน่าพิสวาทนัก? น่าถอกนัก?
จะได้ถกกันให้มันหยดติ๋ง ๆ จะได้เลิก "ถอก"ซ่ะที
ว่ามาได้เลยน่ะครับ.....[/quote]

++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
ในประวัติศาสตร์การเมืองไทย ผู้ที่เห็นว่า กฎหมายปกป้องสถาบันที่ปัจจุบันอยู่ในกม.อาญามาตรา๑๑๒ควรคงไว้นั้นประกอบด้วย...

คณะราษฏร รวมถึงผุ้นำคณะราษฎรทุกคน

ทั้งซีกสังคมนิยม ทั้งซีกเผด็จการทหาร ซึ่งหมายถึง ปรีดี แปลก รวมถึง มือกฏหมาย อย่างหยุด แสงอุทัยด้วย คนเหล่านี้ คุมอำนาจบริหารแผ่นดินเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ปราศจากแม้แต่ตัวตนของพระมหากษัตริยืประทับอยู่ถาวรในแผ่นดินไทย ระหว่างประมาณปี ๒๔๗๕ ถึง ๒๔๘๙ มีอำนาจคุมสภาและจะออกกม.อันใดต่อสถาบันกษัตริย์ย่อมได้ทั้งสิ้นในช่วงนั้น... อำนาจขนาดนั้น เขายังรู้จักประมาณกำลังศรัทธามหาประชาชนต่อสถาบัน

ผู้มีอำนาจทางการเมืองไทย ที่อยู่ในระดับนี้อีกคนก็คือ ทักษิณ เจ้าของพรรคเพื่อไทย ไทยรักไทย ตลอดเวลาที่เป้นรัฐบาลครองอำนาจในสภา ตัวเขาเองแสดงท่าทีอย่างเปิดเผยต่อสาะารณะว่าเคารพเทิดทูลสถาบัน ผู้คนในพรรคแม้จะทำอย่างพูดอย่างเป็นปรกติวิสัยของนักการเมืองไทย แต่เมื่อเติบโตมีตำแหน่งในการบริหารบ้านเมือง ก็มหัสจรรย์อย่างยิ่งที่กลับกลายเป็นผู้พิทักษ์กฏหมายปกป้องสถาบันต่อหน้าสื่อมวลชน กันทุกตัวไป..

มิพักต้องกล่าวถึงกลุ่มการเมืองฝ่ายขวาทั้งหลาย ซึ่งอย่างไรเสียก็เป็นผู้พิทักษ์รักษาสถาบันอยู่แล้ว ก็เติบโตรอดพ้นภาวะการครองประเทศของคณะราษฎรมาได้ ก็เพราะ..เกาะสถาบัน..และแรงผลักดันของชาติมหาอำนาจในยุคต้านคอมมูนิสต์....

ในยุคการต่อสู้ทางการเมืองเหลืองกับแดงที่พึ่งผ่านมา กม.ปกป้องสถาบันกลายเป็นเครื่องมือที่ทั้งสองฝ่ายงัดออกมาใช้ต่อสู้กัน มีการใช้กลยุทธสองชั้นสามชั้นในการพยายามเอาความผิดในข้อหานี้กับฝ่ายตรงข้าม...........ทั้งเพื่อเชิดชูสถาบัน และ ดิสเครดิตสถาบัน เพื่อสร้างกลุ่มไม่เอาสถาบันขึ้นมาเป็นกำลังทางการเมืองฝ่ายตน และสร้างกลุ่มซุปเปอร์รอยัลลิสท์ขึ้นเป้นพลังของอีกฝ่ายหนึ่ง...

ความระยำตำบอนเช่นนี้...เกิดจากน้ำมือของนักการเมืองและผู้ปราถนาจะได้อำนาจวาสนาในการบริหารประเทศในระบอบประชาธิปไตยไทย....

สำหรับประชาชนทั่วไปนั้น ผู้ที่มีวัยวุฒิ คุณวุฒิ ผ่านโลกผ่านเหตุการณ์มามาก แบ่งแยกหนักเบาของอีเวนท์ต่างๆที่เกิดขึ้นในการเมืองไทยสังคมไทยได้แจ่มชัด เชื่อมโยงอีเวนท์ต่างๆวิเคราะหฺหาเจตนาเบื้องหลัง วัตถุประสงค์เบื้องหน้าของกลุ่มอำนาจต่างๆได้ดี ทำตัวเป็น ผู้สังเกตุการณ์ อยู่บนผา ดูหมากัดกัน.....

ผู้คนเหล่านี้จะมีวิสัยทัศน์แตกต่างจาก ผู้คนที่เป็นกลุ่มลูกค้าเป้าหมายของนักการเมืองในระบอบประชาธิปไตยไทยเป็นอันมาก งานอีเวนท์ประเภท..โปรเจคท์ อากง... โปรเจคท์..นิติราษฎร์ หรือ โปรเจคท์ สำรองในอนาคตอย่าง สมยศ นั้น.........

งานอีเวนท์ประเภทนี้ อยู่ในประเภทงานของฝ่ายดิสเครดิตสถาบัน ที่ผู้บงการลงทุนสร้างขึ้น เป็นบันไดเลื่อน อิ อิ อิ ที่ในอนาคตกดปูุ่มเลือกใช้ได้ กดขึ้นให้ดิสเครดิตกันต่อไปก็ได้ กดลงก็ทำลายกลุ่มทำงานทิ้งเสีย เพื่อโชว์ภาพจงรักภักดีก็ย่อมได้

ที่จริงกลยุทธสร้างกลุ่มงานบันไดเลื่อนเช่นนี้ ใช้กันมาหลายครั้งหลายหน แม้แต่กลุ่มเสื้อแดงนปช กรณีเสธ.แดง ก็เงื่อนไขเดียวกันทั้งนั้น.........ประชาชนรากหญ้าดูกันไม่ออก

แต่บรรดาเก๋าเกมด้วยกันเขาดูกันออกหมดแล้วครับ.....

สังเกตุกันสักนิดก็จะเห็นได้ชัดเจน.....

มือรันโปรเจคท์บันไดเลื่อนยุคนี้ หามือเก่ามือเก๋ามาร่วมได้ที่ไหน มีแต่หน้าใหม่นักวิชาการเด็กๆ ประเภทร้อนวิชาอย่างนิติราษฎร์ ปวิน สุรพศ ฯลฯ อิ อิ อิ มือเก่ามือเก๋า แม้จะมีแนวความคิดใกล้เคียงกัน ก็แค่ลงชื่อสนับสนุนแลัวแสวงจุดร่วมสงวนจุดต่างโดดเรือหนี ไปเคลื่อนไหวอิสระ ให้สังคมรู้ว่ากูไม่อยู่ในกลุ่มนี้นะโว้ย...กูไม่ได้เป็นบันไดเลื่อนให้ใคร

สมศักดิ์เจียม นั่นไง ตัวอย่างอันดี.....

ไม่ทราบว่า....ที่ผมตอบมานั้น ทะลุกระโหลกหนาๆ เข้าไปได้บ้างหรือเปล่าครับ...[/quote]

.................................................................................................................

แล้วตกลงได้ตอบคำถาม ได้มีคำตอบออกมาจากกระดหลกของคุณช่างถอกล่ะยัง
ย้อนไปอ่านใหม่เถอะ ประเด้นที่ถามตอบว่ะก่อน อย่าได้พร่ำเพ้อในสิ่งที่ไม่ได้ถามเลย..
อยากจะบอกว่าที่พร่ำมานั้นผมลึกซึ้งกว่าช่างถอกหลายเท่านัก
อย่าพุดแบบแถ ๆ แถก ๆ เลยครับ ผมจะรู้สึกสังเวชเปล่า ๆ

แล้วตกลงได้ตอบคำถาม

แล้วตกลงได้ตอบคำถาม ได้มีคำตอบออกมาจากกระโหลกของคุณบางกอก ช่างถอก ล่ะยัง
ย้อนไปอ่านประเด็นให้เข้าใจใหม่เถอะ ประเด็นที่ถามตอบซ่ะก่อน อย่าได้พร่ำเพ้อในสิ่งที่ไม่ได้ถามเลย..
อยากจะบอกว่าที่พร่ำมานั้นผมลึกซึ้งกว่าช่างถอกหลายเท่านัก.....
เอาง่ายสมัยคณะราษฏรนั้น เป็นการประนีประนอมกันระหว่างคณะปฏิวัติกับสถาบันฯไม่งั้นเลือดนองแผ่นดิน เมื่อทั้งสองฝ่ายหวังดีต่อบ้านเมืองจึงให้คงสถาบันไว้แต่ต้องไม่ยุ่งเกี่ยวกับการบริหารแผ่นดิน และต่อมาการก่อรูปก่อตัวการแย่งชิงอำนาจของนักการเมืองเป้นเหตุให้สถาบันที่ลอยตัวแล้วได้ย้อนกลับมาเกาะกุมนักการเมืองขั่วที่ตนได้ประดยชนืและกุมกลไกทางเสรษบกิจและกำลังอาวุธจนเติบใหย่ แค่คราว ๆ แค่นี้ก้อพอมั้งคุณช่างถอกครับ
หันกลับมาประเด็นที่ถามท่สงสัยดีกว่าไม่อยากพร่ำถึงประวัติศาสตร์อะไร
เอากันให้ตรงประเด้น อย่าพุดแบบแถ ๆ แถก ๆ เลยครับ ผมจะรู้สึกสังเวชเปล่า ๆ
จะคอยฟังคอยอ่านดูซิว่าจะเป้นจั๋งใด...หุหุ

ที่จริงประเด็นการแก้ไขม.๑๑๒นั

ที่จริงประเด็นการแก้ไขม.๑๑๒นั้น มันเก่ามากนะครับ...

ผมให้ความเห็นส่วนตัวไว้นานมากแล้วว่า....ผมว่ากำหนดโทษปัจจุบัน โทษมันแรงเกินไป เอาเหลือแค่ เท่าที่ ระบุไว้ในกม.นี้ในยุค ก่อน๒๔๗๕ก็พอเพียงแล้ว ถ้าจำไม่ผิด รู้สึกจะไม่เกินสามปีต่อกระทงไม่มีขั้นต่ำ ให้ศาลใช้วิจารณญานขั้นต่ำเองเรียงกระทง......

ประเด็นอื่นไม่ต้องแก้ ใครใคร่แจ้งความเชิญ จะส่งฟ้องหรือไม่ฟ้องอยู่ที่อัยการแผ่นดินสั่งคดี..คดีไหนอัยการสั่งไม่ฟ้อง ไอ้คนแจ้งความมีสิทธิ์โดนคดีแจ้งความเท็จสวนกลับให้ปวดกะบาลเล่น.....

คณะราษฎรยึดอำนาจการปกครองได้ยังคงไว้ตามนี้ นิติราษฎร์เป็นใคร จะมาเปลี่ยนแปลง...เลอะเทอะ...ผลงานต่อประชาชนเทียบเท่าปรีดี เท่า หยุด ได้ไหม...

หยุด แสงอุทัยก็โดนมาแล้วครับคดีนี้ รัฐบาลยุคนั้นโดยอัยการสั่งไม่ฟ้อง.....

เรื่องอะไร ไปหาอ่านกันดูเอง.......ดูผลกระทบของคดีต่อรัฐบาลเจ้านายหยุด..ต่อเนื่องด้วยนะครับ...

tom low

[quote=tom low]ไม่ใช่ออกมาตะบี้ตะบันตำหนิศาลหรือกระบวนการยุติธรรม ซึ่งมีหน้าที่เพียงผู้ใช้กฎหมาย เช่นเดียวกับประชาชนทั่วไป.............แสดงว่าจิตสำนึกชั่วดีถูกผิดแยกแยะไม่ได้แยกแยะ..ใช้ตามกฎหมายจริง ๆ ...แล้วกฎหมายไหนใหญ่สุดสูงสุดตำสุดไม่คิดเลยรึ[/quote]

""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""
ศาลตองไม่คิดเองเออเองว่าป่วยไม่ถึงขนาด ศาลต้อพิจารณาไปตามพยานหลักฐานโดยผู้ทรงคุณวุฒิที่เกี่ยวของกับคดี ศาลต้องเชื่อว่าฝ่ายบริหารามารถจับกุมคุมขังผู้ตองหาได้หากมีการปล่อยตัวชั่วคราม ศาลตอเชื่อว่ากท่มีผู้ที่เชื่อถือได้ให้การรับรองด้วยเหตุผลควมจำเป้นตามคำรับรอง ศาลไม่ใฃ้ผู้วิเศษ ไม่ใช่เทวดาท่จะไปตรัสรู้ได้ทุกเรื่อง
ศาลต้องพิจารณาคดีโดยใช้ดุลยพินิจไปตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด ไม่ใช่ใช้ดุลยพินิจอย่างอิสระเสรี ขอเน้นคำว่าเสรีน่ะครับ
หุหุ คราวนี้คุณคงแยกแยะสำนึกชั่วดีผิดถูกได้แล้วน่ะ หุหุ..

บางกอก

[quote=บางกอก]ที่จริงประเด็นการแก้ไขม.๑๑๒นั้น มันเก่ามากนะครับ...

ผมให้ความเห็นส่วนตัวไว้นานมากแล้วว่า....ผมว่ากำหนดโทษปัจจุบัน โทษมันแรงเกินไป เอาเหลือแค่ เท่าที่ ระบุไว้ในกม.นี้ในยุค ก่อน๒๔๗๕ก็พอเพียงแล้ว ถ้าจำไม่ผิด รู้สึกจะไม่เกินสามปีต่อกระทงไม่มีขั้นต่ำ ให้ศาลใช้วิจารณญานขั้นต่ำเองเรียงกระทง......

ประเด็นอื่นไม่ต้องแก้ ใครใคร่แจ้งความเชิญ จะส่งฟ้องหรือไม่ฟ้องอยู่ที่อัยการแผ่นดินสั่งคดี..คดีไหนอัยการสั่งไม่ฟ้อง ไอ้คนแจ้งความมีสิทธิ์โดนคดีแจ้งความเท็จสวนกลับให้ปวดกะบาลเล่น.....

คณะราษฎรยึดอำนาจการปกครองได้ยังคงไว้ตามนี้ นิติราษฎร์เป็นใคร จะมาเปลี่ยนแปลง...เลอะเทอะ...ผลงานต่อประชาชนเทียบเท่าปรีดี เท่า หยุด ได้ไหม...

หยุด แสงอุทัยก็โดนมาแล้วครับคดีนี้ รัฐบาลยุคนั้นโดยอัยการสั่งไม่ฟ้อง.....

เรื่องอะไร ไปหาอ่านกันดูเอง.......ดูผลกระทบของคดีต่อรัฐบาลเจ้านายหยุด..ต่อเนื่องด้วยนะครับ...[/quote]
...........................................................................................
ก่อนที่จะพูดว่านิติราษฏร์เป็นใคร ตอบให้ก้อได้เป็นคนธรรมดานี่แหระที่มีความคิดความอ่านเป็นทียอมรับของคนจำนวนไม่ใช่น้อย
แต่อยากจะย้อนสอนว่าอ่านหรือยังรู้หรือยังว่านิติราษฏร์เขาเสนออะไร.....
ใครกันแน่ที่เลอะเทอะนำเอาไปเปรียบเทีนบกับปรีดี กับหยุด
มันเลอะเทอะมากเกินไปแล้วววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววว

ก่อนที่จะพูดว่านิติราษฏร์เป็น

ก่อนที่จะพูดว่านิติราษฏร์เป็นใคร ตอบให้ก้อได้เป็นคนธรรมดานี่แหระที่มีความคิดความอ่านเป็นทียอมรับของคนจำนวนไม่ใช่น้อย
แต่อยากจะย้อนสอนว่าอ่านหรือยังรู้หรือยังว่านิติราษฏร์เขาเสนออะไร.....
ใครกันแน่ที่เลอะเทอะนำเอาไปเปรียบเทีนบกับปรีดี กับหยุด
มันเลอะเทอะมากเกินไปแล้ว

+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

บุคคลหรือคณะบุคคลที่ปราถนาจะเปลี่ยนแปลงแก้ไขกม.ใดๆ สามารถกระทำได้โดยรวบรวมชื่อบุคคลที่สนับสนุนให้ได้ตามจำนวนที่กำหนดไว้ แล้วส่งข้อเสนอให้สภาผู้แทนราษฏร และวุฒิสภาพิจารณา.....

หน้าที่ของนิติราษฎร์หรือคณะบุคคลใดก็ตามก็มีแค่นี้ในการแก้ไขกฏหมาย ที่เหลือเป็นหน้าที่ของนักการเมือง....ที่เขาแถลงกันปากเปียกปากแฉะกันทุกพรรคก้คือ ไม่เอาไม่แก้.......ไม่มีนโยบายที่จะแก้

จะมา อากง อากวย ที่ไหนอีก...เลอะเทอะไหมครับ

นักกฏหมายมหาชนนั้น โดยสุจริตควรมุ่งทำงานที่เกี่ยวข้องกับมหาประชาชน

มหาประชาชนนับล้าน ที่เดือดร้อนจากน้ำท่วม มุ่งหวังรอคอยการเยียวยาจากภาครัฐ ตามที่สัญญาไว้ ....นิติราษฏร์เคยมีบทบาทเข้าไปดูแลช่วยเหลือ ด้านข้อกฏหมายไหมครับ...

เฝ้าทำอยู่แต่เรื่อง คนไม่กี่ร้อยคนที่ถูกคดีหมิ่น เพิกเฉยกับทุกข์วิบัติของคนนับล้าน......เป็นนักกฏหมายมหาชนประเภทไหนครับ...

เหล่าสาวกบริวารนิติราษฎร์ สังวรกันไว้บ้างครับ ว่า มหาประชาชนเขาก็จับตาดูพฤติกรรมท่านอยู่ ไม่ใช่พูดเองเออเอง อวยกันไปมาอยู่เรื่องเดียว......

นักการเมือง พรรคการเมืองนั้น เขาดูผลเลือกตั้งท้องถิ่นเขตน้ำท่วม ก็กระดิกหูแล้วครับ..

เหลือแต่ ละอ่อนผู้ไม่รู้ตัวว่า กำลังจะเป็น แพะ...กลุ่มนี้แหละ...

บางกอก

[quote=บางกอก]ก่อนที่จะพูดว่านิติราษฏร์เป็นใคร ตอบให้ก้อได้เป็นคนธรรมดานี่แหระที่มีความคิดความอ่านเป็นทียอมรับของคนจำนวนไม่ใช่น้อย
แต่อยากจะย้อนสอนว่าอ่านหรือยังรู้หรือยังว่านิติราษฏร์เขาเสนออะไร.....
ใครกันแน่ที่เลอะเทอะนำเอาไปเปรียบเทีนบกับปรีดี กับหยุด
มันเลอะเทอะมากเกินไปแล้ว

+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

บุคคลหรือคณะบุคคลที่ปราถนาจะเปลี่ยนแปลงแก้ไขกม.ใดๆ สามารถกระทำได้โดยรวบรวมชื่อบุคคลที่สนับสนุนให้ได้ตามจำนวนที่กำหนดไว้ แล้วส่งข้อเสนอให้สภาผู้แทนราษฏร และวุฒิสภาพิจารณา.....

หน้าที่ของนิติราษฎร์หรือคณะบุคคลใดก็ตามก็มีแค่นี้ในการแก้ไขกฏหมาย ที่เหลือเป็นหน้าที่ของนักการเมือง....ที่เขาแถลงกันปากเปียกปากแฉะกันทุกพรรคก้คือ ไม่เอาไม่แก้.......ไม่มีนโยบายที่จะแก้

จะมา อากง อากวย ที่ไหนอีก...เลอะเทอะไหมครับ

นักกฏหมายมหาชนนั้น โดยสุจริตควรมุ่งทำงานที่เกี่ยวข้องกับมหาประชาชน

มหาประชาชนนับล้าน ที่เดือดร้อนจากน้ำท่วม มุ่งหวังรอคอยการเยียวยาจากภาครัฐ ตามที่สัญญาไว้ ....นิติราษฏร์เคยมีบทบาทเข้าไปดูแลช่วยเหลือ ด้านข้อกฏหมายไหมครับ...

เฝ้าทำอยู่แต่เรื่อง คนไม่กี่ร้อยคนที่ถูกคดีหมิ่น เพิกเฉยกับทุกข์วิบัติของคนนับล้าน......เป็นนักกฏหมายมหาชนประเภทไหนครับ...

เหล่าสาวกบริวารนิติราษฎร์ สังวรกันไว้บ้างครับ ว่า มหาประชาชนเขาก็จับตาดูพฤติกรรมท่านอยู่ ไม่ใช่พูดเองเออเอง อวยกันไปมาอยู่เรื่องเดียว......

นักการเมือง พรรคการเมืองนั้น เขาดูผลเลือกตั้งท้องถิ่นเขตน้ำท่วม ก็กระดิกหูแล้วครับ..

เหลือแต่ ละอ่อนผู้ไม่รู้ตัวว่า กำลังจะเป็น แพะ...กลุ่มนี้แหละ...[/quote]
....................................................................................................

รายชื่ออย่างต่ำหมื่นชื่อมีตัวตนเป็นคนไทยทุกคนตมที่ รธน. กำหนด..คงไม่ใช่เป็นการพูดเองเออเองมั้งครับ
ผมถึงว่าการจะเขียน การจะแสดงควมเห็นหรือควารู้สึกใด ๆ ต้องมีฐานความจริงรับรองครับ
คุณอาจชอบเป็นฝุ่นใต้ตีนใครนั้นไม่ว่ากัน แต่ควรให้ความเคารพความเห็นของคนไม่อยากเป็นฝุ่นด้วยน่ะและเขาเหล่านั้นก้อได้ดำเนินการเป็นไปตามที่กฏหมายกำหนด หรือคุรว่ากฏหมาสำคัญกว่าดีกว่าหรือไงครับ?
พูดอย่างนี้ไม่รู้ว่าคุณจะเข้าใจหรือเปล่า...หุหุ
และควรเข้าใจด้วยว่านิติราษฏร์เขาเสนอให้แก้ไขไม่ใช่ยกเลิก เพื่อให้สถาบันมีความมั่นคงเป็นศูนย์รวมของคนในชาติอย่างแท้จริง ไม่ใช่ให้ถูกนำมาใช้เป้นเครื่องมือในการทำลายคนอื่นได้โดยง่าย
หวังว่าจะเข้ากระโหลกแล้วน่ะครับ

ประชาชนใช้สิทธิตามที่รัฐธรรมน

ประชาชนใช้สิทธิตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด ถึงกับดยงไปสภา โยงไปถึงเรื่อง สส. พรรคการเมือง เรื่องน้ำท้วม หุหุ เก่งจริง ๆ แยกแยะอะไรไม่ออก คนล่ะเรื่องคนล่ะส่วน หน้าที่ใครหน้าที่มัน ดยงใยกลายเป็นคนล่ะเรื่องเดียวกันได้ พพวกสังกัดพรรคเทวดาแมร่งนิรมิตรได้ทุกย่างจริง ๆ
หุหุ อะไรเลยเอ่ยอยู่ในกระบอก"ถอก"ออกมาเท่ากระด้ง เหอะ เหอะ