ใครคือผู้รับผิดชอบต่อความตายของ “อากง”


“...แม้สังคมทั่วไปจะเรียกจำเลยว่า “อากง” ฟังดูประหนึ่งว่าจำเลยชราภาพมากแล้ว แต่ตามฟ้องจำเลยอายุ 61 ปี มิได้แก่ชราจนต้องอยู่ในความอนุบาลดูแลของผู้ใดสามารถเข้าใจและใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ได้ แสดงว่าเป็นผู้มีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์และมิได้แก่เฒ่าคราวปู่ทวด

สำหรับบุคคลที่เจนโลก โชกโชน สันดานเป็นโจรผู้ร้าย มีเจตนาทำร้ายสังคมสถาบันหลักของประเทศชาติและองค์พระประมุข อันเป็นที่เคารพสักการะของคนในชาติให้เกิดความหลงผิดก่อให้เกิดความเสียหายอย่างใหญ่หลวง ผู้เขียนเชื่อว่า ไม่มีใครอยากให้คนเช่นนี้ลอยนวลอยู่ในสังคมเพื่อสร้างความเสียหายต่อเนื่องหรือแก่ผู้อื่นอีก เพราะสักวันคนใกล้ตัวของคนเหล่านี้อาจตกเป็นเหยื่อด้วยก็ได้ มาตรการที่เหมาะสมจึงควรตัดโอกาสในการกระทำผิด ลงโทษให้หลาบจำสาสมไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่างแก่ผู้อื่น...”

จากบทความ "อากงปลงไม่ตก" โดย สิทธิศักดิ์ วนะชกิจ โฆษกศาลยุติธรรม (ข่าวสดออนไลน์ 14 ธันวาคม 2554)

 

เมื่อทราบข่าว “อากง” เสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งที่โรงพยาบาลในเรือนจำเมื่อเช้านี้ ทำให้ผมต้องย้อนกลับไปอ่านบทความ “อากงปลงไม่ตก” ของ “โฆษกศาลยุติธรรม” อีกครั้ง ในโลก fb วันนี้มีแต่ความโศกเศร้ากับการจากไปของอากง และหดหู่สิ้นหวังกับ “ระบบยุติธรรมไทย”

เพราะ “อากง” ในความรับรู้ของพวกเราคือชายชราท่าทางซื่อๆ ที่มีโรคประจำตัวน่าสงสาร คือไม่ว่าจะดูบุคลิกภาพ บริบทครอบครัว หรือดูอะไร อย่างไร เราก็ไม่สามารถจะมองเห็นอากงในภาพพจน์ของ “บุคคลที่เจนโลก โชกโชน สันดานเป็นโจรผู้ร้าย” ไปได้เลย!

ยิ่งย้อนไปอ่านที่โฆษกศาลยุติธรรมระบุว่า “...คดีนี้ผ่านกระบวนการสอบสวน การกลั่นกรองจากอัยการ แล้วเปิดโอกาสให้จำเลยต่อสู้คดีในชั้นศาลอย่างเต็มที่ อันเป็นหลักการสากล และหลักกฎหมายที่เปิดโอกาสให้ผู้ต้องหาหรือจำเลยต่อสู้คดีอย่างเสมอภาคเท่าเทียมและเป็นธรรม”

ยิ่งทำให้นึกถึงคำถามเก่าๆ ที่ศาลไม่เคยตอบเลย คือคำถามที่ว่า “ศาลได้พิสูจน์ให้เห็นประจักษ์พยานจนสิ้นสงสัยแล้วหรือว่า อากงเป็นผู้ส่งข้อความ 4 ข้อความ นั้นจริง?”

และยิ่งเมื่อโฆษกศาลยุติธรรมอ้าง “หลักการสากล” ยิ่งทำให้เกิดคำถามตามมาอีกมาก เช่น

1. ตามหลักการสากล มีด้วยหรือที่การกระทำผิดด้วย “ข้อความ” ต้องลงโทษจำคุกถึง 20 ปี

2. ตามหลักการสากล มีด้วยหรือที่การทำผิดด้วย “ข้อความ” โดยชายชราคนหนึ่งที่มีโรคประจำตัว (มะเร็ง) ซึ่งคดียังไม่ถึงที่สุด ยังถือว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ แต่กลับไม่ได้รับสิทธิประกันตัว แม้ภรรยาของเขาจะอดข้าวประท้วง หรือกระแสเสียงของประชาชนที่มีมโนธรรมสำนักรักความยุติธรรมจะออกมาเคลื่อนไหวเรียกร้องมากมายเพียงใดก็ตาม

ตามหลักการสากล ความยุติธรรมตามกฎหมายต้องไม่คำนึงถึง “มนุษยธรรม” และสิทธิมนุษยชนหรือครับ

หลักการสากลของประเทศประชาธิปไตยที่ไหนในโลกครับ ที่เขาเป็นเหมือนประเทศไทยที่ปกครองด้วย “ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” ซึ่งเป็นประเทศเดียวในโลกที่ประชาชนต่างอยู่เย็นเป็นสุขภายใต้ร่มพระบรมโพธิสมภาร

3. ตามหลักสากล การที่ศาลจะตัดสินคดีอาญาเอาคนเข้าคุก เขาไม่ต้องพิสูจน์ประจักษ์พยานจนสิ้นสงสัยหรือครับว่า “จำเลยเป็นผู้ลงมือกระทำความผิดจริง”

4. ตามหลักสากล ในประเทศอารยะประชาธิปไตย เขาต้องยึดหลักนิติรัฐ นิติธรรม ตาม “อุดมการณ์ประชาธิปไตย” ในการพิพากษาคดีไม่ใช่หรือครับ (ซึ่งหมายถึงต้องคำนึงถึงสิทธิ เสรีภาพของประชาชนเป็นสิ่งสำคัญสูงสุด) มีประเทศอารยประชาธิปไตยที่ไหนในโลกครับที่เขายึด “อุดมการณ์กษัตริย์นิยม” ในการพิพากษาคดี

5. ที่โฆษศาลยุติธรรมเขียนว่า “สำหรับคดีนี้ มีการใช้ถ้อยคำหยาบคายแสดงความอาฆาตมาดร้าย จาบจ้วงล่วงเกินพระมหากษัตริย์และพระราชินีด้วยถ้อยคำภาษาที่ป่าเถื่อนและต่ำทรามอย่างยิ่ง เกินกว่าวิญญูชนคนทั่วไปจะพึงพูดจาดูหมิ่นเหยียดหยามกัน...”

ถามว่า ตามหลักการสากล มีด้วยหรือครับ การตั้งข้อหาหมิ่นประมาทที่จำเลยไม่มีสิทธิพิสูจน์ว่าข้อความที่ตนพูดนั้นๆ เป็นความจริงและเกิดประโยชน์แก่สาธารณะหรือไม่ และ

6. ตามหลักการสากล มีด้วยหรือครับที่ “โฆษกศาลยุติธรรม” จะออกมาแสดงความเห็นต่อสาธารณะในท่วงทำนองกดเหยียดทางจริยธรรมต่อจำเลยว่าเป็น “บุคคลที่เจนโลก โชกโชน สันดานเป็นโจรผู้ร้าย” อันเป็นการหยามศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของจำเลย ทั้งที่คดียังไม่ถึงที่สุด

สังคมไทยก็พูดกันอยู่เสมอๆ นะครับว่า คนไทยส่วนใหญ่นับถือพุทธศาสนา พระมหากษัตริย์ทรงเป็น “พุทธมามกะ” และทรง “ทศพิธราชธรรม” ประเทศเราเป็นประเทศประชาธิปไตยที่มีรัฐธรรมนูญรับรองสิทธิ เสรีภาพ ของประชาชน

แต่หลักปรัชญาพุทธและหลักการประชาธิปไตยนั้นต่างยกย่อง “ความเป็นมนุษย์” ของปัจเจกบุคคลว่า เขาแต่ละคนควรมีสิทธิ เสรีภาพ ที่จะใช้เหตุผล ใช้ปัญญาของตนเองแสวงหาการมีชีวิตที่ดีส่วนตัว และร่วมกันสร้างระบบ เศรษฐกิจ สังคม การเมืองที่เป็นธรรมบนพื้นฐานของความเสมอภาค ภราดรภาพ

โดยเฉพาะผู้ทรงคุณธรรมสูงส่งตามคติของพุทธศาสนานั้น ย่อมต้องมีปัญญาเข้าใจ เคารพความทุกข์ของเพื่อนมนุษย์ เมตตา ให้อภัยในความผิดพลาดบกพร่องของเพื่อนมนุษย์ หากไม่ใช่การกระทำความผิดที่เป็นอันตรายร้ายแรงต่อชีวิต ทรัพย์สินของผู้อื่นจริงๆ พุทธศาสนาย่อมไม่เห็นด้วยกับการลงโทษทางกฎหมาย

พุทธะเองนั้นสูงส่งทางคุณธรรมกว่ากษัตริย์มาก และท่านก็แสดงแบบอย่างให้เห็นว่า การมีคุณธรรมสูงส่งกับเมตตาให้อภัยต้องเป็นของคู่กัน

ฉะนั้น ท่านจึงสอนไม่ให้ชาวพุทธโกรธต่อคำจาบจ้วง ล่วงละเมิดพระศาสดา ธรรมะ และสังฆะ ซึ่งแสดงให้เห็น “สปิริตทางศีลธรรม” ว่า พุทธะเองแม้ถูกจาบจ้วงล่วงละเมิดท่านเองก็ไม่ถือสา และกำชับว่าชาวพุทธต้องไม่โกรธผู้ที่กระทำเช่นนั้น อย่าว่าแต่จะต้องเอาผิดทางกฎหมายใดๆ เลย

ถ้าเป็นจริงอย่างที่โฆษกศาลยุติธรรมเขียนว่า “...โดยเฉพาะอย่างยิ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมิใช่คู่กรณีที่มีความขัดแย้งสร้างความเดือดร้อนเสียหายแก่จำเลยแม้แต่น้อยนิดรวมทั้งพระองค์ท่านทรงอยู่เหนือความขัดแย้งทางการเมืองจากมวลชนทุกหมู่เหล่าจึงไม่มีเหตุผลที่จำเลยหรือบางคนจะพยายามบิดเบือนว่า คดีนี้มาจากมูลฐานทางการเมือง ซึ่งเป็นข้ออ้างที่ไม่เป็นธรรมและห่างไกลจากความเป็นจริง” อันนี้พุทธะยิ่งไม่ให้ใส่ใจเลย เพราะถ้าที่เขาพูดนั้น “ไม่จริง” ความเท็จนั้นก็ไม่อาจทำลายความดีงามที่ “มีอยู่จริง” ได้

ยิ่งชายชราชาวบ้านธรรมดาๆ คนหนึ่งจะใช้ “ข้อความเท็จ” ทำลายความดีงามสูงส่งของ “พระมหากษัตริย์ผู้ทรงทศพิธราชธรรม” ให้มัวหมอง หรือเสื่อมเสียไปแม้แต่น้อยนิดนั้น ย่อมไม่มีทางเป็นไปได้ “ในโลกของความเป็นจริง” เลย ที่ว่าข้อความเท็จจะทำให้พระมหากษัตริย์ผู้ซึ่งในความเป็นจริงทรงเปี่ยมล้นด้วยทศพิธราชธรรมเสื่อมเสียนั้นจึงเป็นเพียง “ความเชื่อ” เท่านั้น

ฉะนั้น การลงโทษตาสีตาสาคนหนึ่งที่ทำผิดด้วย “ข้อความ” เพียง 4 ข้อความ (ด้วย “ความเชื่อ” ว่าจะทำให้พระมหากษัตริย์ พระราชินีผู้ทรงเปี่ยมล้นด้วยความดีงามอยู่แล้วเสื่อมเสีย) โดยการจำคุก 20 ปี และไม่ให้ประกันตัว จนกระทั่ง “เขาตายในคุก” นั้น ไม่ว่าจะคิดด้วยหลักพุทธศาสนา หลักประชาธิปไตย หรือคิดจาก “หัวใจ” ของ “มนุษย์” เราก็ไม่มีทางจะเข้าใจได้ว่ามัน “ยุติธรรม” อย่างไร!

คำถามที่ค้างคาใจผู้คนในสังคมที่คนส่วนใหญ่นับถือพุทธศาสนา มีพระราชาทรงทศพิธราชธรรม ภายใต้การปกครองในระบอบประชาธิปไตย คือ “ใครคือผู้รับผิดชอบต่อความตายของอากง?” ทั้งในทางมโนธรรมสำนึกของ “มนุษย์” ทางศีลธรรม และรับผิดชอบโดยการร่วมกันผลักด้นให้เกิดการปฏิรูป “ระบบยุติธรรมไทย” ให้อยู่ภายใต้ “อุดมการณ์ประชาธิปไตย” อย่างแท้จริง!

Comments

อุอะอุ๊บอะ

อุอะอุ๊บอะ พูดมากไม่ได้เดี๋ยวเป็นเหมือนอากงอะ ทอแหลแลนด์ทำได้ทุกอย่างฮาๆๆๆ

คนไทยต้องรับผิดชอบ ต่อการจากไ

คนไทยต้องรับผิดชอบ
ต่อการจากไปอย่างไม่สมควรของ อากง

ใคร หน้าไหน แอบซ่อน บงการ
ต้องการใช้อาญาแผ่นดินอย่างไม่สมควร
เพียงเพื่อสร้างความกลัวให้กับสมาชิกของสังคม
คนเหล่านั้น ต้องรับผิดชอบ

เพียงความคิดที่ว่า บ้านเมืองไม่ปกติ ต้องลงทัณฑ์ ให้หนัก เพื่อปราม
เป็นความคิดโบราณ

ปัจจุบันสมัย เขาใช้การ ปจว. ใช้การทำความเข้าใจ ใช้ความเมตตา
แต่.. อนิจจา....
เรา กำลังทำอะไรกับบ้านเมืองของเราครับ

เขียนบทความได้โดนใจมาก

เขียนบทความได้โดนใจมาก ผมเริ่มเห็นด้วยกับคุณแล้วนะนักปรัชญาชายขอบ จากผลของการตายของอากง ผมจะทำหน้าที่ขยายผล ให้ญาติ เพื่อน ฯลฯ ได้ทราบ เหมือนปฏิกริยาลูกโซ่ เพื่อส่งต่อความสว่างในใจคน

ตายไป ก็ประท้วงอีกแล้ว

ตายไป ก็ประท้วงอีกแล้ว รถติดทั่วเมืองกับคน 300 คนชุมนุมที่รัชดา

คนยิ่งเกลียดพวงมึงเข้าไส้
จะประท้วงห่าอะไรกันนะวะ

ใครคือผู้รับผิดชอบต่อความตายข

ใครคือผู้รับผิดชอบต่อความตายของ “อากง”....................

จะว่าอะไร ก็ว่าเถอะ
สุดท้าย ก็มีคนได้ใช้ประโยชน์ จากอากง จนตราบสุดท้ายแห่งชีวิต
เพียงเพื่อไมเอา ม.112 จะด้วยเหตุใดก็แล้วแต่
การอ้างว่าการใช้กฏหมายหมิ่นฯ เป็นเครื่องมือทางการเมือง
โดยชูคดีอากง เ็ป็นเพียงข้ออ้างเพราะมันดราม่าได้
อากงไม่มีความสำคัญทางการเมืองอะไรที่ไครจะมา ม.112ใช้ทำลาย
ดูจะเป็นเรื่องอ่อนไหว และไม่เป็นผลดีด้วยซ้ำกับฝ่ายที่อยากคง ม.112 เอาไว้
มันเป็๋นเรื่องน่าแปลก การที่มีคนเชื่อเหลือเกินว่าอากงบริสุทธิ์
แทนที่จะรณรงค์ หาผู้กระทำตัวจริง ไครที่กันที่โหดร้ายโยนความผิดให้อากง
และยังลอยนวลอยู่ กับโยนความผิดให้ ม.112 เสียงั้น

ถ้าไม่มีการหวังประโยขน์จากคดีอากง
ป่านนี้อากงออกจากคุกนานแล้ว

....ใครคือผู้รับผิดชอบต่อความตายของ “อากง”....จะถามไปทำไม
ถามไหม่ว่า...ไครได้ประโยชน์จากการตายของอากง

การที่เรายอมรับให้ความอยุติธร

การที่เรายอมรับให้ความอยุติธรรมจากผู้ถืออำนาจรัฐ กระทำต่อบุคคลใดเพียงคนหนึ่งในสังคม
เท่ากับว่า เรายอมรับให้ความอยุติธรรม กระทำต่อทุกทุกคนในสังคมทั้งหมด แม้แต่ตัวท่านเอง
ขอแสดงความเสียใจต่อญาติพี่น้ออากงด้วยครับ ขอจงสู่สุขคติ

ไม่ต้องมีใครรับผิดชอบ

ไม่ต้องมีใครรับผิดชอบ เพราะผู้ที่ได้ประโยชน์ก็คืออากงนั่นแหละ เขาได้อิสระภาพ และหมดเวรหมดกรรมแล้ว ......มีหลายๆคนที่ยังทุกข์ทรมานมากกว่าอากง มีแขนแต่ใช้ไม่ได้ มีขาแต่ใช้ไม่ได้ ตายก็ยังไม่ตาย ต้องทนทุกทรมานจนกว่าจะหมดเวรกรรมที่เคยสร้างไว้ นี่แหละคือชีวิตคนไม่ต่างจากชีวิตของสัตว์โลก ......คนทุกคนเกิดมาก็แค่รอวันตาย ......แตกต่างแค่อยู่สุขสบายหรืออยู่อย่างทุกทรมานก่อนวันตายจะมาถึง ไม่เกี่ยวสูงต่ำรวยจน เวรกรรมมากก็ทรามานมากตายยาก เวรกรรมน้อยก็ทรมานน้อยตายง่าย ธรรมชาติย่อมซื่อตรงต่อหน้าที่เสมอ เวรกรรมย่อมซื่อตรงต่อหน้าที่เสมอ ถ้าไม่อยากอยู่อย่างทุกทรมาน ก็จงหมั่นทำความดีซึ่งถ้าทำดีจริงๆ จะไม่ทุกทรมานใช้เวรใช้กรรมก่อนถึงวันตายจากโลกนี้ไป

คน

[quote=คน]เขียนบทความได้โดนใจมาก ผมเริ่มเห็นด้วยกับคุณแล้วนะนักปรัชญาชายขอบ จากผลของการตายของอากง ผมจะทำหน้าที่ขยายผล ให้ญาติ เพื่อน ฯลฯ ได้ทราบ เหมือนปฏิกริยาลูกโซ่ เพื่อส่งต่อความสว่างในใจคน[/quote]
-วันนี้เหลื่องขี้อย่างคุณคนพูดได้ดีครับ

xxx wrote:ตายไป

[quote=xxx]ตายไป ก็ประท้วงอีกแล้ว รถติดทั่วเมืองกับคน 300 คนชุมนุมที่รัชดา

คนยิ่งเกลียดพวงมึงเข้าไส้
จะประท้วงห่าอะไรกันนะวะ[/quote]
-เขาเกลียดขี้น่ามึงมากกว่ามังไอ้xxxมึงก็เดินไปด่าเขาเองชิไอ้สัตว์ มึงก็จะรู้เองว่ามึงจะโดนตีนหรือโดนมือ แล้วตอนที่พวกมึงประท้วงมึงคิดว่าประชาชนเขาเห็นดีกับพวกมึงนักหรือไง ไอ้สัตว์

คนที่ได้ประโยชน์จากการตายของอ

คนที่ได้ประโยชน์จากการตายของอากงคือ พวกคลั่งเจ้า สนับสนุน ม.112 ที่ศาลทำให้เห็นแล้วว่า ไม่จำเป็นต้องพิสูจน์ได้แน่ชัดว่าทำจริงก็มีสิทธิ์ติดคุกและตายในคุกได้ มันช่างง่ายเหลือเกินกับโทษขนาด20ปีจาก"ข้อความ"ไม่มีมาตราไหนทำได้แบบนี้อีกแล้ว
มีหลายคนสะใจ งมงายกับอิทธิฤทธิ์สิ่งลึกลับทำให้อากงตาย สร้างความศักดิ์สิทธิ์ชอบธรรมให้กฎหมายนี้ ประโยชน์เต็มๆ
ฝ่ายอากงเสียชีวิต ญาติก็สูญเสีย ไม่ได้รับความยุติธรรมจะให้เงียบ ไม่แสดงออก??? เรื่องม.112ฝ่ายแก้ อากงไม่ตายก็รณรงค์อยู่แล้ว เค้าตายยิ่งต้องประกาศให้รู้ ให้เห็นผลของมันไม่ใช่เงียบไปเฉยๆ
ไม่ต้องถึงกับหาผู้กระทำผิดตัวจริงที่ไม่ใช่อากงหรอก ถ้าพิสูจน์แน่ชัดไม่ได้ก็ต้องยกประโยชน์ให้จำเลย "ตามหลักสากล"หลักฐานทางจำเลยทุกอย่างศาลก็ไม่รับฟัง (ไม่ใช่เบอร์อากง อีมี่จำลองได้ ไม่ครบ ไม่มีหลักฐานว่าเป็นคนพิมพ์คนส่ง ที่มาเบอร์เลขาอภิสิทธิ์ ฯลฯ)

หลายคนบอกว่าเขาพยายามสร้างควา

หลายคนบอกว่าเขาพยายามสร้างความกลัวให้กับประชาชน ด้วยวาทกรรมต่างๆ การกระทำอย่างเช่นที่อากงและหลายคนถูกกระทำ ที่เขาทำเช่นนี้เพราะ " เขากลัวมากกว่าประชาชนเสียอีก " อากงถูกขังโดยการกระทำที่ไร้ยางอาย แต่เขาถูกขังด้วยความกลัวจากการกระทำอันต่ำช้าของตนเอง อากงมีเสรีภาพทางใจ แต่ไร้เสรีภาพทางกาย เขาไร้ซึ่งเสรีภาพทั้งทางใจและกาย อากงได้กลับบ้านแล้ว ถึงแม้เขาอยากกลับบ้านแบบอากง ก็คงไม่ได้กลับแน่เพราะ ณ จุดแห่งการหมดลมหายใจ จิตที่ตกต่ำคงนำเขาลงสู่จุดต่ำสุด.........

พวกคลั่งเจ้า

พวกคลั่งเจ้า คงได้ประโยชน์สินะจากการตายของอากง พวกคลั่งเจ้าคงตายไม่เป็นสินะ!

ผมอยากทราบผลการชัณสูตรศพอย่าง

ผมอยากทราบผลการชัณสูตรศพอย่างเป็นทางการชัดๆ...

อยากรู้ว่า ถ้าแกไม่ถอนอุทธรณ์ ยอมรับโทษตามคำพิพากษา เพื่อขอพระราชทาน

อภัยโทษ เช่นเดียวกับนักโทษคดีนี้ส่วนใหญ่....

มะเร็งที่ปากมันจะลามมาให้แกปวดท้องตายได้อย่างไร....

โรคประจำตัวก็มาก ดันเชื่อทนาย ดราม่า ว่ารูปคดีสู้ได้ ประกันได้ แบ็คกูใหญ่....

เคสแบบนี้คดีอื่นตายในคุกก็มีไม่น้อยครับ.....

ทำให้สงสัยว่า ถ้าไม่ถอนอุทธรณ์ ลุยต่อ อาจไม่ปวดท้องตาย.....

ตัวประกอบจะอยู่หรือตาย มันอยู่ที่ผู้กำกับ ผู้เขียนบท ว่าจะให้ละครจบลงอย่างไร..

ผมอยากทราบผลการชัณสูตรศพอย่าง

ผมอยากทราบผลการชัณสูตรศพอย่างเป็นทางการชัดๆ...

อยากรู้ว่า ถ้าแกไม่ถอนอุทธรณ์ ยอมรับโทษตามคำพิพากษา เพื่อขอพระราชทาน

อภัยโทษ เช่นเดียวกับนักโทษคดีนี้ส่วนใหญ่....

มะเร็งที่ปากมันจะลามมาให้แกปวดท้องตายได้อย่างไร....

โรคประจำตัวก็มาก ดันเชื่อทนาย ดราม่า ว่ารูปคดีสู้ได้ ประกันได้ แบ็คกูใหญ่....

เคสแบบนี้คดีอื่นตายในคุกก็มีไม่น้อยครับ.....

ทำให้สงสัยว่า ถ้าไม่ถอนอุทธรณ์ ลุยต่อ อาจไม่ปวดท้องตาย.....

ตัวประกอบจะอยู่หรือตาย มันอยู่ที่ผู้กำกับ ผู้เขียนบท ว่าจะให้ละครจบลงอย่างไร..

rt

[quote=rt]อยากรู้จะบอกให้ก็นักปรัชญาชายขอบไงที่ต้องรับผิดชอบ
ขุดศพอากงขึ้นมาหากินอีกแล้ว[/quote]

ขอถามว่าจำพวกนี้ถือว่าเป็นการขุดศพขึ้นมาหากินรึเปล่า?

1.ประวัติศาสตร์ของพวกศักดินา ที่ลำเลิก อวดอ้างหนี้บุญคุณต่างๆนาๆ

2.การจัดฉากด้วยการไปตะโกนใส่ร้ายอ.ปรีดีในที่สาธารณะ

3.หนังมหากาพย์หลอกเด็ก สร้างภาพลวงอดีตโครตเง้าในภารกิจเหนือจริง

ถ้าแผ่นดินนี้เปรียบเหมือนปิรา

ถ้าแผ่นดินนี้เปรียบเหมือนปิรามิด ถามว่าใครกันแน่? ที่สมควรอย่างยิ่งที่จะได้ชื่อว่า...

"เจนโลก เขี้ยวลากดิน ประสบการณ์โชกโชน สันดานเป็นมาเฟียร้ายกินรวบ" ตำแหน่งนี้ต้องยกให้ยอดสุดเท่านั้น

สังคมกาขาวนี่ ชักจะมั่วกันใหญ่ ฐานปิรามิดอย่างสามัญชนคนเดินดินก็ยังตะแบงว่าเป็นยอดปิรามิดอยู่นั่น

หนึ่งในคนที่ต้องรับผิดชอบการต

หนึ่งในคนที่ต้องรับผิดชอบการตายของ อากง คือ คนที่ปั่นหัวให้ อากง คลั่ง ไปส่ง sms แบบนั้น แล้ว รอ เอาการติดคุก การตายของเขา มาขยายผลเพื่อตอบสนองความต้องการของตัวเอง
คนไทยที่เขาทำมาหากิน มีใครเดือดร้อนกับ ม 112 มั๊ย
ที่เดือดร้อนหนัก ก็เรื่อง น้ำมัน ค่าครองชีพ รายได้ การถูกเรารัดเอาเปรียบจากคนรวย ข้าราชการ นักการเมือง นี่มันเรื่องเล็กกว่า ม112 เหรอ

1.กฎหมาย 112

1.กฎหมาย 112 โทษแรงเกินไป
2.หลักการพิจารณาไม่เป็นสากล กลายเป็นว่าจำเลยมีหน้าที่พิสูจน์ว่าตัวเองบริสุทธ์ หากพิสูจน์ไม่ได้ก็ให้ถือว่าผิดไว้ก่อน (ผู้่พิพากษา ชนาธิป เหมือนพะวงศ์)
3.การประกันเป็นสิทธิขั้นพื้นฐาน โดยเฉพาะเมื่อเจ็บป่วยหนัก คนกำลังจะตายควรจะได้รับการรักษา (ในสงครามหน่วยกาชาดยังไม่มีใครยุ่งเลย อากงไม่ได้ฆ่าใครสักหน่อย)

มีความรู้สึกว่า อากงไม่ใช่ไม่ได้รับความเป็นธรรม แต่ ไม่ได้รับความเป็นคนมากกว่า

ขบวนการปั่นหัว

ขบวนการปั่นหัว แล้วยืมหอกประชาชนกำจัดศัตรูมีมานานแล้ว

และเป็นที่น่าเจ็บใจ ที่พวกเราประชาชนหาเช้ากินค่ำไม่รู้เท่าทัน

แต่ตอนนี้ มันจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป

คนทำมาหากินหาเช้ากินค่ำถ้ามีเวลาว่างอ่านหนังสือบ้าง ศึกษาประวัติศาสตร์-การเมืองเปรียบเทียบบ้าง
รู้จักวิเคราะห์บ้าง สังเคราะห์บ้าง ไม่ใช่เอาแต่เสพสื่อกระแสหลักที่เซนเซอร์ตัวเอง
แล้วเหมาเอาว่าตัวฉลาดกว่า,รู้เรื่องการเมืองมากกว่าคนบ้านนอกคอกนา

ถ้าฉลาดจริงต้องเห็นข้อสังเกตุ ข้อพิรุธต่างๆว่า "ทำไมต้องบอกว่าให้รักมากๆ?"
มันขัดกับหลักกาลามสูตร ที่เป็นหัวใจสำคัญของศาสนาพุทธมิใช่หรือ?
สรุปแล้วสังคมนี้จะยึดมั่นในอะไรกันแน่...ศาสนาพุทธ...หรืออย่างอื่น?

และเมื่อความสงสัยของคุณมาถึงที่สุด!
ต่อให้คุณโง่เต่าตุ่นในทางการเมืองอย่างที่สุด แม้คุณจะมีไอคิวต่ำติดพื้น คุณก็อดจะตั้งคำถามกลับไปไม่ได้ว่า...
"ถ้าดีจริงแล้ว ทำไมต้องออกกฎเหล็กด้วยล่ะ หรือว่ากลัวน้ำลดตอผุด?"

ถ้าเปิดใจได้ รับรองว่าคุณจะต้องเดือดร้อนแน่นอน หรือไม่ก็ถูกหลอกแดกต่อไป

และกฎเหล็กอันนี้แหละ คือเครื่องมือกินรวบประเทศของระบบมาเฟียอุปถัมภ์
แล้วยังใช้กำจัดศัตรู-สร้างเครือข่ายอันมั่นคงได้ด้วย

Cocoon wrote:ขบวนการปั่นหัว

[quote=Cocoon]ขบวนการปั่นหัว แล้วยืมหอกประชาชนกำจัดศัตรูมีมานานแล้ว

และเป็นที่น่าเจ็บใจ ที่พวกเราประชาชนหาเช้ากินค่ำไม่รู้เท่าทัน

แต่ตอนนี้ มันจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป

คนทำมาหากินหาเช้ากินค่ำถ้ามีเวลาว่างอ่านหนังสือบ้าง ศึกษาประวัติศาสตร์-การเมืองเปรียบเทียบบ้าง
รู้จักวิเคราะห์บ้าง สังเคราะห์บ้าง ไม่ใช่เอาแต่เสพสื่อกระแสหลักที่เซนเซอร์ตัวเอง
แล้วเหมาเอาว่าตัวฉลาดกว่า,รู้เรื่องการเมืองมากกว่าคนบ้านนอกคอกนา

ถ้าฉลาดจริงต้องเห็นข้อสังเกตุ ข้อพิรุธต่างๆว่า "ทำไมต้องบอกว่าให้รักมากๆ?"
มันขัดกับหลักกาลามสูตร ที่เป็นหัวใจสำคัญของศาสนาพุทธมิใช่หรือ?
สรุปแล้วสังคมนี้จะยึดมั่นในอะไรกันแน่...ศาสนาพุทธ...หรืออย่างอื่น?

และเมื่อความสงสัยของคุณมาถึงที่สุด!
ต่อให้คุณโง่เต่าตุ่นในทางการเมืองอย่างที่สุด แม้คุณจะมีไอคิวต่ำติดพื้น คุณก็อดจะตั้งคำถามกลับไปไม่ได้ว่า...
"ถ้าดีจริงแล้ว ทำไมต้องออกกฎเหล็กด้วยล่ะ หรือว่ากลัวน้ำลดตอผุด?"

ถ้าเปิดใจได้ รับรองว่าคุณจะต้องเดือดร้อนแน่นอน หรือไม่ก็ถูกหลอกแดกต่อไป

และกฎเหล็กอันนี้แหละ คือเครื่องมือกินรวบประเทศของระบบมาเฟียอุปถัมภ์
แล้วยังใช้กำจัดศัตรู-สร้างเครือข่ายอันมั่นคงได้ด้วย[/quote]

งานกร่อย

[quote=งานกร่อย]ใครคือผู้รับผิดชอบต่อความตายของ “อากง”....................

จะว่าอะไร ก็ว่าเถอะ
สุดท้าย ก็มีคนได้ใช้ประโยชน์ จากอากง จนตราบสุดท้ายแห่งชีวิต
เพียงเพื่อไมเอา ม.112 จะด้วยเหตุใดก็แล้วแต่
การอ้างว่าการใช้กฏหมายหมิ่นฯ เป็นเครื่องมือทางการเมือง
โดยชูคดีอากง เ็ป็นเพียงข้ออ้างเพราะมันดราม่าได้
อากงไม่มีความสำคัญทางการเมืองอะไรที่ไครจะมา ม.112ใช้ทำลาย
ดูจะเป็นเรื่องอ่อนไหว และไม่เป็นผลดีด้วยซ้ำกับฝ่ายที่อยากคง ม.112 เอาไว้
มันเป็๋นเรื่องน่าแปลก การที่มีคนเชื่อเหลือเกินว่าอากงบริสุทธิ์
แทนที่จะรณรงค์ หาผู้กระทำตัวจริง ไครที่กันที่โหดร้ายโยนความผิดให้อากง
และยังลอยนวลอยู่ กับโยนความผิดให้ ม.112 เสียงั้น

ถ้าไม่มีการหวังประโยขน์จากคดีอากง
ป่านนี้อากงออกจากคุกนานแล้ว

....ใครคือผู้รับผิดชอบต่อความตายของ “อากง”....จะถามไปทำไม
ถามไหม่ว่า...ไครได้ประโยชน์จากการตายของอากง[/quote]

เห็นด้วยกับคอมเม้นท์นี้ค่ะ