สันติประชาธรรมเสวนา: นักวิชาการตั้งคำถามถึงนักสันติวิธี ความเป็นกลางมีจริงหรือไม่
‘สุรพศ’ ตั้งคำถาม “สันติวิธี ความเป็นกลาง ความเป็นธรรม ที่เรามักพูดถึงในที่สุดแล้วมันสนับสนุนเสรีภาพและความเป็นธรรมจริงหรือไม่ ความเป็นกลางมีจริงหรือไม่”
เมื่อวันที่ 25 เมษายน 2555 ที่ผ่านมามีการจัดกิจกรรมสันติประชาธรรมเสวนา หัวข้อ “สันติวิธี ความเป็นกลาง ธรรมะ และความเป็นธรรม: บทบาทของพุทธศาสนาท่ามกลางวิกฤตทางสังคมและการเมือง ควรเป็นอย่างไร” ที่สวนเงินมีมา โดยพระไพศาล วิสาโล, สุรพศ ทวีศักดิ์ และวิจักขณ์ พานิช เป็นวิทยากร งานเสวนานี้ตั้งคำถามถึงความหมายของ “สันติวิธี” “ความเป็นกลาง” “ธรรมะ” และ “ความเป็นธรรม” ซึ่งเป็นถ้อยคำที่พุทธศาสนิกชนมักนำมายึดเป็นทางออกในสถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมือง แต่บริบทความขัดแย้งที่ยากจะระบุว่าความเป็นกลางอยู่ที่ใด ทำให้คำเหล่านี้ถูกใช้และตีความอย่างสับสนในความหมายที่แท้จริง รวมทั้งสับสนกับบทบาทของพระพุทธศาสนาต่อสังคมว่าควรเป็นไปในทิศทางใด
เสรีภาพคือแก่นของพระพุทธศาสนา
สุรพศ ทวีศักดิ์ เริ่มการอภิปรายโดยวิเคราะห์พระพุทธศาสนา ว่าเป็นศาสนาที่มีนัยยะให้ความสำคัญกับเรื่องเสรีภาพ “วิมุติ” ซึ่งเป็นแก่นของหลักธรรมนั้นหมายถึงความหลุดพ้น หรือแปลได้ว่าเสรีภาพ ส่วน “ธรรมะ” เป็นคำที่มีมาก่อนสมัยพุทธกาลหลายพันปีและผ่านการตีความมาอย่างหลากหลายจนถึงปัจจุบัน หากมองตามพุทธประวัติแล้ว ธรรมะ คือ สัจจะ เสรีภาพ และเสมอภาค การแสวงหาสัจจะหรือความจริงนั้นคือทางที่จะนำไปสู่การพ้นทุกข์ ซึ่งการแสวงหาสัจจะจำเป็นต้องเป็นอิสระจากการครอบงำทางสังคม เช่น เจ้าชายสิทธัตถะมีเสรีภาพจากอิทธิพลของพ่อที่ประสงค์จะให้ครองราชย์ มีเสรีภาพจากอิทธิพลของอาจารย์ ความเชื่อ และลัทธิต่างๆ ขณะที่ไปศึกษาในหลายๆสำนัก จนค้นพบทางของตัวเอง พบอริยสัจ 4 และเป็นเสรีภาพจากกิเลส ส่วนความเสมอภาคในพระพุทธศาสนา หมายถึง ทุกคนมีเสรีภาพที่จะหลุดพ้นและเลือกทางเดินชีวิตอย่างเท่าเทียมกัน
ตามหลักอริยสัจ 4 แล้ว การจะแก้ปัญหาได้ก็ต้องรู้ความจริงของปัญหาก่อน ในสภาพสังคมไม่มีเสรีภาพในการหาความจริงของปัญหา เช่นไม่สามารถพูดถึงความจริงเบื้องหลังรัฐประหารได้ หลักธรรมก็จะไม่สามารถนำมาใช้แก้ปัญหาสังคมได้ถึงแม้จะสอนธรรมะมาดีแค่ไหนก็ตาม
“สันติวิธี” “ความเป็นกลาง” “ความเป็นธรรม” ต้องไม่ขัดแย้งหลักเสรีภาพ เสมอภาค
สุรพศกล่าวว่าถ้า “เสรีภาพ” และ “สัจจะ” ในพระพุทธศาสนามีนัยยะสนับสนุนเสรีภาพในสังคมประชาธิปไตย “สันติวิธี” “ความเป็นกลาง” “ความเป็นธรรม” ที่พูดกันในสังคมก็จำเป็นต้องยึดโยงกับหลักเสรีภาพ ไม่เช่นนั้นคำเหล่านี้ก็ควรถูกตั้งคำถาม ยกตัวอย่างเรื่องการแสดงความเป็นกลางล่าสุด รายงานของสถาบันพระปกเกล้าที่มีทางเลือกให้ทักษิณถูกเอาผิดหรือไม่ก็ได้ แต่กลับปิดทางเลือกไม่ให้เอาผิดอำมาตย์ เช่นการระบุว่าไม่ควรรื้อฟื้นเอาผิดคณะรัฐประหาร และไม่ควรแตะต้องมาตรา 112 หากเป็นกลางจริงๆต้องพูดถึงทุกฝ่ายได้อย่างเช่นที่นิติราษฎร์เสนอให้ทั้งทักษิณและคณะรัฐประหารเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมเท่าเทียมกัน แล้วนักสันติวิธีได้ต่อสู้ให้สามารถพูดความจริงได้หรือไม่
สุรพศตั้งข้อสังเกตว่าความรุนแรงที่นักสันติวิธีพูดถึงมักจะเพ่งเล็งไปที่การชุมนุมของคนเสื้อแดง ขณะที่มองข้ามความรุนแรงในระดับอื่น เช่นการนำปืนนำรถถังออกมาก่อรัฐประหารเมื่อปี 49 นักสันติวิธียังดูจะคล้อยตามวาทกรรมกระชับพื้นที่ คืนความสุขให้คนกรุงเทพของรัฐบาล โดยไม่ตั้งคำถามว่าเป็นวาทกรรมที่แยกคนชนบทออกจากคนกรุงเทพฯหรือไม่ นอกจากนั้นยังมองคนเสื้อแดงโดยผนวกเรื่อง M79 ชายชุดดำ ก่อการร้าย ล้มเจ้า โดยไม่จำแนกแยกแยะในการจัดการ ทำให้คนเสื้อแดงเป็นผู้ร้ายในสายตาของสังคม
“ถามว่าสันติวิธี ความเป็นกลาง ความเป็นธรรม ที่เรามักพูดถึงในที่สุดแล้วมันสนับสนุนเสรีภาพและความเป็นธรรมจริงหรือไม่ ความเป็นกลางมีจริงหรือไม่ ถ้าบอกว่าความเป็นกลางคือต้องวิจารณ์ทั้งสองฝ่ายอย่างเท่าเทียม แล้ววิพากษ์วิจารณ์อำมาตย์ได้ไหม พูดความจริงเบื้องหลังรัฐประหารได้ไหม ถ้าสันติวิธียึดหลักการประชาธิปไตย ถามว่าคุณไม่ต้องต่อสู้กับอำมาตย์หรือ ไม่ต้องต่อสู้ให้แก้ไขมาตรา 112 หรือ ไม่ต้อง ปฏิรูปสถาบัน ปฏิรูปกองทัพ ให้เป็นประชาธิปไตยแท้จริงหรือ”
สังคมไทยขาด “สติ” ไม่กล้าเคลียร์ประวัติศาสตร์ให้ชัดเจน
วิจักขณ์ พานิช วิจารณ์ช่วงวิกฤตการเมืองที่มักมีการชูคำว่า “สติ” (ระลึกได้ รู้ตัว) ออกมาเดินรณรงค์ตามรถไฟฟ้าหรือแถวอนุสาวรีย์ชัยฯ แต่ไม่ค่อยให้ความสำคัญกับคำว่า “สัมปชัญญะ” ซึ่งหมายถึงการเปิดกว้างออกไปรับรู้ ทำความเข้าใจ และตั้งคำถามกับสังคม กลับใช้แต่คำว่าสติมาปิดกั้นให้คนหลบอยู่กับตัวเอง “สติ” เป็นคำที่มักให้ยึดกับจุดอ้างอิงอย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น ร่างกายตัวเอง ลมหายใจตัวเอง ขณะที่สัจธรรมคือความโกลาหลที่ไม่มีจุดอ้างอิง เวลานำคำว่าสติมาใช้ในมิติทางสังคมจึงมักจะเป็นการเน้นย้ำจุดอ้างอิงเดิมของสังคม คือยึดให้กลับมาเป็นสังคมแบบเดิม ความสงบ ปราศจากความขัดแย้ง แต่ไม่ได้พูดถึงโครงสร้างทางสังคมหรือปัญหาที่ทำให้คนออกมาชุมนุมซึ่งจะนำมาสู่ความตื่นรู้หรือสัมปชัญญะของเรา เช่นการที่สถาบันต่างๆที่มีอำนาจไม่ได้สนใจความทุกข์ของประชาชน
การใส่เสื้อคำว่า “สติ” ออกมาเตือนคนที่กำลังจะมาฆ่ากันนั้น วิจักขณ์มองว่าเป็นสิ่งที่ดี แต่มีพลังน้อยมากและไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาในเมื่อเกิดความขัดแย้งขึ้นมาแล้ว สิ่งที่เป็น “สติ” ที่แท้จริงของสังคม คือการหาสาเหตุของปัญหาและกลับไปแก้ที่ต้นเหตุดังที่นิติราษฎร์เสนอให้ลบล้างผลพวงของรัฐประหารและตั้งหลักใหม่ สังคมที่ล้มกระดานซ้ำแล้วซ้ำอีกจะนำไปสู่ประวัติศาสตร์ความรุนแรงซ้ำแล้วซ้ำอีก นั่นคือการไม่ได้สติ สติคือการย้อนกลับไปหาจุดที่ดีที่สุดในการเริ่มต้น รวมทั้งกลับไปหาข้อเท็จจริงและเรียนรู้จากอดีตว่าที่ผ่านมาเกิดอะไรขึ้น
วิจักขณ์ยกตัวอย่างกรณีการปราบผู้ชุมนุมชาวไอร์แลนด์โดยทหารอังกฤษซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิตเกือบ 20 คนเมื่อ 40 ปีก่อน ซึ่งเป็นบาดแผลทางประวัติศาสตร์ ต้องผ่านช่วงที่รัฐบาลพยายามปกปิดข้อเท็จจริง แต่สุดท้ายแล้วนายกฯอังกฤษก็ออกมาขอโทษเมื่อปีที่แล้ว และมีกระบวนการตรวจสอบข้อเท็จจริง เพราะพวกเขาตระหนักว่าถ้าไม่ก้าวผ่านข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ร่วมกัน ความรุนแรงเช่นนี้จะเกิดซ้ำแล้วซ้ำอีก ดังนั้นชาวพุทธในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของสังคมประชาธิปไตย ต้องดึง “สติ” ตรงนี้กลับมา และไม่ยอมให้มีการปกปิดข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์อีก
“ถ้าสังคมไทยยังเป็นสังคมที่ไม่ยอมพูดถึงประวัติศาสตร์การฆ่ากัน ไม่ยอมค้นหาความจริงว่าใครสั่งฆ่าในทุกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็น 14 ตุลา 6 ตุลา หรือแม้แต่กรณีสวรรคตรัชกาลที่ 8 สังคมไทยก็จะเป็นสังคมที่ไม่มีทางได้สติ จะมีความรุนแรงเกิดขึ้นกี่ครั้งก็มาใส่เสื้อ “สติ” กัน มากอดกัน มาจุดเทียนหน้าหอศิลป์ เหมือนกับ play ไปวันๆ การปรองดองที่กำลังจะเกิดขึ้นก็คือการไม่ได้สติเหมือนเดิม”
ทางสายกลางแบบมหายาน ไม่จำเป็นต้องอยู่ตรงกลาง
วิจักขณ์ กล่าวว่าคำสอนพระพุทธศาสนาในไทยมักถูกตีความอย่างคับแคบ คือต้องคิดแบบเดียวเท่านั้นจึงจะถูกต้อง ทั้งที่พระพุทธศาสนาเน้นย้ำว่าเสรีภาพในการตีความคำสอนและลองผิดลองถูกมีอยู่ในทุกๆคน พระหรือผู้รู้เพียงแต่เป็นผู้ชี้ทาง ประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนาบ้านเราที่เป็นปมใหญ่ๆมี 2 ประเด็น
ประเด็นที่สองคือการแตกแยกของนิกาย เรามักหวาดระแวงการแตกนิกายว่าคือการนอกรีต กลัวคนจะตีความคำสอนผิดเพี้ยนบิดเบือน แต่ไม่มองว่าเรากำลังปิดกั้นศักยภาพการเรียนรู้ทางศาสนา ไม่เปิดโอกาสให้สังคมช่วยกันตีความคำสอนอย่างหลากหลาย จุดนี้มีผลโดยตรงกับการที่การสอนพระพุทธศาสนาในสังคมไทยมีแนวโน้มจะปิดกั้นความหลากหลายทางความคิด ผูกขาดความเป็นเจ้าของศาสนา การที่ชาวพุทธมักจะถูกหล่อหลอมมาเช่นนี้จะสัมพันธ์กับการมีส่วนร่วมทางการเมือง
วิจักขณ์ยกตัวอย่างการใช้คำสอนเรื่อง “ทางสายกลาง” ของสันติวิธีในบ้านเราจะมีนัยยะที่แคบมากว่าต้องหาจุดตรงกลางที่แน่นอนในแต่ละสถานการณ์ ไม่อยู่ตรงกลางคือผิด สันติวิธีในบ้านเราจึงกลายเป็น “สันติวิธีแบบพระ” ซึ่งทำอะไรได้น้อยมากเพราะกลัวว่าจะไม่เหมาะสม แต่ “ทางสายกลาง” ตามหลักปรัชญามาธยมิกของมหายานนั้น ไม่มีข้อจำกัดทางความคิดว่าทำสิ่งได้หรือไม่ได้ เราจะไปอยู่ในฝ่ายใดก็ได้ถ้ามั่นใจว่าตนไม่มีอคติ เช่นตั้งสมมติฐานว่าปัญหาทั้งหมดเกิดจากทักษิณคนเดียว ถ้าพบว่าไม่ใช่ก็คิดใหม่ว่าปัญหาเกิดจากอำมาตย์ฝ่ายเดียว หากไม่ใช่อีกก็ลองคิดว่าไม่มีใครที่สร้างปัญหาเลย ซึ่งก็เป็นไปไม่ได้อีก เมื่อลองคิดทุกแง่มุมอย่างอิสระ สุดท้ายเราจะเห็นว่าทุกอย่างเกิดจากเหตุและปัจจัยร่วมกัน และเราเลือกได้ว่าจะมีส่วนร่วมอยู่ที่ใดในความขัดแย้ง แนวคิดนี้ทำให้จินตนาการถึงสันติวิธีแบบใหม่ ว่าคุณจะเลือกอุดมการณ์ทางการเมืองแบบไหนก็ได้ หรืออยู่ตรงไหนของความขัดแย้งก็ได้ แต่ขอให้ฝึกลดอคติของตัวเอง ฟังคนอื่นบ้าง และเรียนรู้ร่วมกันในความขัดแย้ง เรียนรู้อุดมการณ์ทางการเมืองที่ต่างกัน
เสรีภาพ VS ความเป็นธรรม
พระไพศาล วิสาโล เห็นว่าเสรีภาพและความเป็นธรรมบางครั้งก็ไม่ได้ไปด้วยกัน สังคมที่เน้นเสรีภาพและประชาธิปไตยหลายสังคมก็มีความเหลื่อมล้ำ เช่น อเมริกา อังกฤษ ที่ขึ้นชื่อว่าความเลื่อมล้ำระหว่างคนในสังคมกำลังกว้างขึ้นเรื่อยๆ ขณะที่บางสังคมอาจมีความเหลื่อมล้ำน้อยแต่เสรีภาพไม่มาก ในเยอรมันและฮอลแลนด์ ร้านค้าไม่มีเสรีภาพที่จะเปิดร้านวันอาทิตย์ ยิ่งถ้าจะเป็นบริษัทชื่อดังจะถูกจำกัดเสรีภาพมาก เพราะต้องการเปิดโอกาสให้ร้านเล็กๆ บางทีก็ต้องเลือกระหว่างเสรีภาพและความเท่าเทียม ว่าจะเอาคุณค่าอะไร
เสรีภาพ สันติวิธี และความเป็นธรรม โดยทั่วไปแล้วเป็นสิ่งที่ไปด้วยกัน การใช้สันติวิธีแก้ปัญหาจะเป็นการเปิดให้ทุกฝ่ายมีโอกาสใช้เสรีภาพต่อสู้เพื่อจุดยืนของตนเองเท่าเทียมกัน สามารถมาแสดงความคิดเห็นและโต้เถียงกัน การใช้ความรุนแรงเป็นการจำกัดเสรีภาพ มีคำกล่าวว่าเมื่อเกิดความรุนแรงหรือสงคราม เหยื่ออันดับแรกคือความจริง เหยื่ออันดับที่สองคือความเป็นธรรม การจับกุมและใช้กฎหมายปิดปากก็เป็นความรุนแรงอย่างหนึ่ง เมื่อใช้ความรุนแรง คนไม่รู้อิโหน่อิเหน่ถูกจับ ถูกฆ่า ทรัพย์สินถูกทำลาย คู่ขัดแย้งไม่สามารถพูดได้อย่างเท่าเทียมกัน คนมองไม่เห็นความเป็นมนุษย์ของกันและกันซึ่งคือความไม่เป็นธรรม กรณี 10 เมษา 19 พฤษภา คนไม่รู้อิโหน่อิเหน่ตายไปหลายคน หรือแม้เป็นผู้เกี่ยวข้องในความขัดแย้งก็ควรเอาขึ้นศาล ไม่มีสิทธิไปฆ่า
สันติวิธีที่ปิดกั้นเสรีภาพ
พระไพศาลกล่าวถึงการใช้สันติวิธีในรูปแบบเพื่อปิดกั้นเสรีภาพ เช่นการใช้เฟสบุ๊คล่าแม่มดกระทั่งเขาไม่กล้าแสดงความคิดเห็นเพราะกลัวถูกด่า การบอยคอตคนยิวสมัยนาซีจนไม่มีเสรีภาพในการเปิดร้าน อาจารย์ชาวยิวถูกไล่ออก การสูญเสียเสรีภาพโดยแรงกดดันทางสังคมเป็นสันติวิธีที่เสริมสร้างความไม่เป็นธรรมหรือบั่นทอนเสรีภาพ แต่ยังเลวน้อยกว่าการใช้ความรุนแรง อย่างเช่นเอาระเบิดไปปาใส่ร้านชาวยิว สังคมประชาธิปไตยนั้นอนุญาตให้มีเสรีภาพในการกดดันที่ไม่เป็นธรรม เช่นการบอยคอตชาวยิว บอยคอตชาวมุสลิมในอเมริกาหลังเหตุวินาศกรรมเวิล์ดเทรดเซนเตอร์ คนมักมองว่าสันติวิธีคือวิธีที่ต้องถูกกฎหมาย ที่จริงสันติวิธียังรวมไปถึงการทำสิ่งผิดกฎหมายโดยไม่ใช้ความรุนแรงด้วย เช่น ไม่ทำลายข้าวของ ยกเว้นทำลายข้าวของในเชิงสัญลักษณ์ และพร้อมยอมรับในสิ่งที่เกิดขึ้น เช่นหากยึดทำเนียบแล้วถูกจับ เราก็ต้องยอมให้เขาจับ ไม่ต่อสู้ สันติวิธียังรวมถึงการเปิดพื้นที่ให้ผู้คนที่หลากหลายถกเถียงแลกเปลี่ยน ต่อสู้ตามจุดยืนของตน
เป้าหมายกับวิธีการต้องไปด้วยกัน
พระไพศาลแสดงความเห็นเกี่ยวกับรัฐประหารปี 49 ว่าไม่เห็นด้วยกับความคิดที่ว่ารัฐประหารจะเป็นการยุติความรุนแรงดังที่หลายคนในเวลานั้นมอง รัฐประหารแม้จะไม่มีการสูญเสียเลือดเนื้อแต่ก็เป็นความรุนแรงอย่างหนึ่งเพราะมีการใช้อาวุธ ใช้รถถัง และเป็นที่พิสูจน์แล้วว่า 5 ปีที่ผ่านมา การรัฐประหารไม่ได้ยุติความรุนแรง เพียงแต่ทำให้ความรุนแรงที่ยังไม่แน่ว่าจะเกิดหรือไม่ชะลอลง แต่ในที่สุดก็กลับเกิดความรุนแรงขึ้นยิ่งกว่าเดิม ถ้าไม่มีรัฐประหารก็คงจะไม่มีเหตุการณ์แบบพฤษภา 53 และมีความสูญเสียน้อยกว่านี้ รัฐประหารทำให้ความแตกแยกบานปลายขึ้น วิธีการกับเป้าหมายต้องไปด้วยกัน ถ้าเราจะทำเพื่อประชาธิปไตย เราต้องใช้วิธีที่เป็นประชาธิปไตย การใช้วิธีที่ไม่เป็นประชาธิปไตยเพื่อส่งเสริมประชาธิปไตย ในที่สุดแล้วมันกลับส่งเสริมเผด็จการได้ พระไพศาลกล่าวว่าตนได้ให้สัมภาษณ์ตั้งแต่วันรุ่งขึ้นที่มีรัฐประหารแล้วว่าตนไม่เชื่อว่ารัฐประหารจะช่วยแก้ปัญหา แต่อาจทำให้ปัญหารุนแรงมากขึ้น ในที่สุดก็นำไปสู่การปะทะกันเกิดเป็นเหตุการณ์พฤษภา 53
Comments
ผมกำลังสับสนว่า พระไพศาล
ผมกำลังสับสนว่า พระไพศาล พฤษภาคม 2555 กับพฤษภาคม 2553 ทำไมแตกต่างกันมากเหลือเชื่อ
มีไฟล์เสียงงานเสวนา
มีไฟล์เสียงงานเสวนา เข้าไปฟังได้ที่ http://www.tilopahouse.com/node/404
"วิจักขณ์
"วิจักขณ์ กล่าวว่าคำสอนพระพุทธศาสนาในไทยมักถูกตีความอย่างคับแคบ คือต้องคิดแบบเดียวเท่านั้นจึงจะถูกต้อง ทั้งที่พระพุทธศาสนาเน้นย้ำว่าเสรีภาพในการตีความคำสอนและลองผิดลองถูกมีอยู่ในทุกๆคน พระหรือผู้รู้เพียงแต่เป็นผู้ชี้ทาง"
"การใช้คำสอนเรื่อง “ทางสายกลาง” ของสันติวิธีในบ้านเราจะมีนัยยะที่แคบมากว่าต้องหาจุดตรงกลางที่แน่นอนในแต่ละสถานการณ์ ไม่อยู่ตรงกลางคือผิด สันติวิธีในบ้านเราจึงกลายเป็น “สันติวิธีแบบพระ” ซึ่งทำอะไรได้น้อยมากเพราะกลัวว่าจะไม่เหมาะสม แต่ “ทางสายกลาง” ตามหลักปรัชญามาธยมิกของมหายานนั้น ไม่มีข้อจำกัดทางความคิดว่าทำสิ่งได้หรือไม่ได้ เราจะไปอยู่ในฝ่ายใดก็ได้ถ้ามั่นใจว่าตนไม่มีอคติ"
ทางสายกลางในที่นี้ คือมรรคแปด ที่จริง คำว่าทางสายกลาง
เป็นแค่คำอุปมา เพื่อให้เข้าใจ ในคอนเซป ของมรรคแปด ว่าไม่ได้ตึงไป หรือหย่อนไป
แต่หากจะเอาไปประยุกต์ใช้ในเรื่องอื่นๆ ก็อาจจะได้ ขึ้นอยู่กับไหวพริบปฏิภานของผู้ใช้เอง ไม่ใช่ตัวหลักหรือแก่นธรรมของศาสนาพุทธอะไร ใครใช้ถูกเรื่องก็ถูก ใครใช้ผิดก็ผิด ไม่ใช่สัจจะธรรม ไม่เห็นใครจะต้องไปสนใจ ทางสายกลางอะไร ไร้สาระ.
ตัวที่พระพุทธเจ้าสอนจริงๆ หรือหลักธรรมของเราจริงๆนั้น ก็ ง่ายๆไม่ได้ซับซ้อน ไม่มีความจำเป็นต้องตีความหรือ ต้องไปลองถูกลองผิดอะไร มรรคแปด มันไม่เห็นมีอะไรต้องตีความ คำสอนของพระพุทธเจ้า บริสุทธิ์ บริบูรณ์ดีแล้ว ไม่จำเป็นต้องไปต่อเติมหรือไปลดทอนอะไร การไปตีความคำสอนให้หลากหลายก็คือการไปบิดเบือนคำสอนนั่นเอง นอกจากไม่จำเป็นแล้ว ยังเป็นสาเหตุที่ทำให้พระธรรมวิปริตคลาดเคลื่อนไปจากความมุ่งหมายแท้จริงดั้งเดิมอีกด้วย
ที่จริงพระศาสดาทรงกำชับไว้แล้วว่า ไม่ให้ฟังคำสอนของสาวก ดังนั้น คุณไม่ต้องไปตีความ เพราะมันจะเป็นคำสอนของคุณเอง เป็นการกล่าวตู่พระศาสดา เป็นการทำพระธรรมให้วิปริต
พระสูตรที่บอกว่าห้ามต่อเติม หรือตัดทอนคำสอนของพระศาสดา
ภิกษุทั้งหลาย ! ภิกษุทั้งหลายจักไม่บัญญัติสิ่งที่ไม่เคยบัญญัติ จักไม่เพิก
ถอนสิ่งที่บัญญัติไว้แล้ว, จักสมาทานศึกษาในสิกขาบทที่บัญญัติไว้แล้ว อย่าง
เคร่งครัด อยู่เพียงใด, ความเจริญก็เป็นสิ่งที่ภิกษุทั้งหลายหวังได้ ไม่มีความ
เสื่อมเลย อยู่เพียงนั้น.
มหาปรินิพพานสูตร มหา. ที. ๑๐ / ๘๙ / ๖๙
พุทธประวัติจากพระโอษฐ์ น. ๔๖๕
พระสูตรที่ห้ามไม่ให้ฟังคำสอนของสาวก ให้ยึดแต่พุทธวจน
ภิกษุทั้งหลาย ! พวกภิกษุบริษัทในกรณีนี้, สุตตันตะเหล่าใด ที่กวีแต่งขึ้นใหม่
เป็นคำร้อยกรองประเภทกาพย์กลอน มีอักษรสละสลวย มีพยัญชนะอันวิจิตร
เป็นเรื่องนอกแนว เป็นคำกล่าวของสาวก เมื่อมีผู้นำสุตตันตะเหล่านั้นมากล่าวอยู่
เธอจักไม่ฟังด้วยดี ไม่เงี่ยหูฟัง ไม่ตั้งจิตเพื่อจะรู้ทั่วถึง และจักไม่สำคัญว่าเป็นสิ่งที่
ตนควรศึกษาเล่าเรียน.
ภิกษุทั้งหลาย ! ส่วนสุตตันตะเหล่าใด ที่เป็นคำของตถาคต เป็นข้อความลึก
มีความหมายซึ้ง เป็นชั้นโลกุตตระ ว่าเฉพาะด้วยเรื่องสุญญตา, เมื่อมีผู้นำ
สุตตันตะเหล่านั้นมากล่าวอยู่; เธอย่อมฟังด้วยดี ย่อมเงี่ยหูฟัง ย่อมตั้งจิตเพื่อจะ
รู้ทั่วถึง และย่อมสำคัญว่าเป็นสิ่งที่ตนควรศึกษาเล่าเรียน จึงพากันเล่าเรียน
ไต่ถาม ทวนถามแก่กันและกันอยู่ว่า “ข้อนี้เป็นอย่างไร? มีความหมายกี่นัย?” ดังนี้.
ด้วยการ ทำดังนี้ เธอย่อมเปิดธรรมที่ถูกปิดไว้ได้. ธรรมที่ยังไม่ปรากฏ เธอก็ทำให้
ปรากฏได้, ความสงสัยในธรรมหลายประการที่น่าสงสัยเธอก็บรรเทา ลงได้
ทุก. อํ. ๒๐ / ๙๒ / ๒๙๒
ขุมทรัพย์จากพระโอษฐ์ น. ๓๕๒
ขยายความแห่งอริยมรรคมีองค์แปด
ขยายความแห่งอริยมรรคมีองค์แปด
ภิกษุ ท. ! ก็อริยสัจคือหนทางเป็นเครื่องให้ถึง
ความดับไม่เหลือแห่งทุกข์นั้น เป็นอย่างไรเล่า ? คือ
หนทางอันประกอบด้วยองค์แปด อันประเสริฐนี้เอง,
องค์แปดคือ ความเห็นชอบ ความดำริชอบ วาจาชอบ
การงานชอบ อาชีวะชอบ ความเพียรชอบ ความระลึกชอบ
ความตั้งใจมั่นชอบ.
ภิกษุ ท. ! ความเห็นชอบเป็นอย่างไร ?
ภิกษุทั้งหลาย ! ความรู้ในทุกข์, ความรู้ใน เหตุให้
เกิดทุกข์, ความรู้ใน ความดับไม่เหลือแห่งทุกข์, ความรู้ใน
หนทางเป็นเครื่องให้ถึงความดับไม่เหลือแห่งทุกข์ อันใด,
นี้เราเรียกว่า สัมมาทิฏฐิ.
ภิกษุ ท. ! ความดำริชอบเป็นอย่างไร ?
ภิกษุ ท. ! การละทิ้งความคิดในทางกาม, การ
ละทิ้งความคิดใน ทางพยาบาท, การละทิ้งความคิดใน
ทางเบียดเบียน, นี้เราเรียกว่า สัมมาสังกัปปะ.
ภิกษุ ท. ! วาจาชอบเป็นอย่างไรเล่า?
ภิกษุ ท. ! การเว้นจากการ พูดเท็จ, การเว้น
จากการ พูดยุให้แตกกัน, การเว้นจากการ พูดหยาบ,
การเว้นจากการ พูดเพ้อเจ้อ, นี้เราเรียกว่า สัมมาวาจา.
ภิกษุ ท. ! การงานชอบเป็นอย่างไร ?
ภิกษุ ท. ! การเว้นจากการฆ่าสัตว์, การเว้นจาก
การถือเอาสิ่งของที่เจ้าของไม่ได้ให้, การเว้นจากการ
ประพฤติผิดในกามทั้งหลาย, นี้เราเรียกว่า สัมมากัมมันตะ.
ภิกษุ ท. ! อาชีวะชอบเป็นอย่างไร ?
ภิกษุ ท. ! อริยสาวกในศาสนานี้ ละมิจฉาชีพเสีย
สำเร็จความเป็นอยู่ด้วยสัมมาชีพ, นี้เราเรียกว่า สัมมาอาชีวะ.
ภิกษุ ท. ! ความเพียรชอบเป็นอย่างไร ?
ภิกษุ ท. ! ภิกษุในศาสนานี้ ย่อมปลูกความพอใจ
ย่อมพยายาม ย่อมปรารภความเพียร ย่อมประคองจิต
ย่อมตั้งจิตไว้ เพื่อความไม่บังเกิดขึ้นแห่งอกุศลธรรม
ทั้งหลายอันลามก ที่ยังไม่ได้บังเกิด; ย่อมปลูกความพอใจ
ย่อมพยายาม ย่อมปรารภความเพียร ย่อมประคองจิต
ย่อมตั้งจิตไว้ เพื่อการละเสียซึ่งอกุศลธรรมทั้งหลายอัน
ลามก ที่บังเกิดขึ้นแล้ว; ย่อมปลูกความพอใจ ย่อมพยายาม
ย่อมปรารภความเพียร ย่อมประคองจิต ย่อมตั้งจิตไว้
เพื่อการบังเกิดขึ้นแห่งกุศลธรรมทั้งหลาย ที่ยังไม่ได้บังเกิด;
ย่อมปลูกความพอใจ ย่อมพยายาม ย่อมปรารภความเพียร
ย่อมประคองจิต ย่อมตั้งจิตไว้ เพื่อความยั่งยืน ความไม่
เลอะเลือน ความงอกงามยิ่งขึ้น ความไพบูลย์ ความเจริญ
ความเต็มรอบแห่งกุศลธรรมทั้งหลาย ที่บังเกิดขึ้นแล้ว,
นี้เราเรียกว่า สัมมาวายามะ
ภิกษุ ท. ! ความระลึกชอบเป็นอย่างไร ?
ภิกษุ ท. ! ภิกษุในศาสนานี้ เป็นผู้มีปกติพิจารณา
เห็นกายในกาย อยู่, มีความเพียรเครื่องเผาบาป มีความ
รู้สึกตัวทั่วพร้อม มีสติ นำความพอใจและความไม่พอใจ
ในโลกออกเสียได้; เป็นผู้ปกติพิจารณา เห็นเวทนาใน
เวทนาทั้งหลาย อยู่, มีความเพียรเครื่องเผาบาป มีความ
รู้สึกตัวทั่วพร้อม มีสติ นำความพอใจและความไม่พอใจ
ในโลกออกเสียได้; เป็นผู้ปกติพิจารณา เห็นจิตในจิต อยู่,
มีความเพียรเครื่องเผาบาป มีความรู้สึกตัวทั่วพร้อม
มีสติ นำความพอใจและความไม่พอใจในโลกออกเสียได้;
เป็นผู้ปกติพิจารณา เห็นธรรมในธรรมทั้งหลาย อยู่,
มีความเพียรเครื่องเผาบาป มีความรู้สึกตัวทั่วพร้อม มีสติ
นำความพอใจและความไม่พอใจในโลกออกเสียได้, นี้เรา
เรียกว่า สัมมาสติ.
ภิกษุ ท. ! ความตั้งใจมั่นชอบเป็นอย่างไร ?
ภิกษุ ท. ! ภิกษุในศาสนานี้ เพราะสงัดจากกาม
ทั้งหลาย เพราะสงัดจากอกุศลธรรมทั้งหลาย ย่อมเข้าถึง
ฌานที่หนึ่ง อันมีวิตกวิจาร มีปีติและสุข อันเกิดแต่วิเวก
แล้วแลอยู่; เพราะวิตกวิจารรำงับลง, เธอเข้าถึง ฌานที่สอง
อันเป็นเครื่องผ่องใสแห่งใจในภายใน ให้สมาธิเป็นธรรม
อันเอกผุดขึ้น ไม่มีวิตกไม่มีวิจาร มีแต่ปีติและสุขอันเกิด
แต่สมาธิแล้วแลอยู่; เพราะปีติจางหายไป, เธอเป็นผู้เพ่ง
เฉยอยู่ได้ มีสติ มีความรู้สึกตัวทั่วพร้อมและได้เสวยสุข
ด้วยนามกาย, ย่อมเข้าถึง ฌานที่สาม อันเป็นฌานที่
พระอริยเจ้าทั้งหลายกล่าวสรรเสริญผู้ได้บรรลุว่า “เป็นผู้
เฉยอยู่ได้ มีสติ มีความรู้สึกตัวทั่วพร้อม” แล้วแลอยู่.
เพราะละสุขและทุกข์เสียได้ และเพราะความดับหายแห่ง
โสมนัสและโทมนัสในกาลก่อน, เธอย่อมเข้าถึง ฌานที่สี่
อันไม่ทุกข์และไม่สุข มีแต่สติอันบริสุทธิ์เพราะอุเบกขา
แล้วแลอยู่, นี้เราเรียกว่า สัมมาสมาธิ.
ภิกษุ ท. ! นี้เราเรียกว่า อริยสัจคือหนทาง
เป็นเครื่องให้ถึงความดับไม่เหลือแห่งทุกข์.
มหา. ที. ๑๐/๓๔๘/๒๙๙.__
รักเสื้อเหลือง
[quote=รักเสื้อเหลือง]"วิจักขณ์ กล่าวว่าคำสอนพระพุทธศาสนาในไทยมักถูกตีความอย่างคับแคบ คือต้องคิดแบบเดียวเท่านั้นจึงจะถูกต้อง ทั้งที่พระพุทธศาสนาเน้นย้ำว่าเสรีภาพในการตีความคำสอนและลองผิดลองถูกมีอยู่ในทุกๆคน พระหรือผู้รู้เพียงแต่เป็นผู้ชี้ทาง"
"การใช้คำสอนเรื่อง “ทางสายกลาง” ของสันติวิธีในบ้านเราจะมีนัยยะที่แคบมากว่าต้องหาจุดตรงกลางที่แน่นอนในแต่ละสถานการณ์ ไม่อยู่ตรงกลางคือผิด สันติวิธีในบ้านเราจึงกลายเป็น “สันติวิธีแบบพระ” ซึ่งทำอะไรได้น้อยมากเพราะกลัวว่าจะไม่เหมาะสม แต่ “ทางสายกลาง” ตามหลักปรัชญามาธยมิกของมหายานนั้น ไม่มีข้อจำกัดทางความคิดว่าทำสิ่งได้หรือไม่ได้ เราจะไปอยู่ในฝ่ายใดก็ได้ถ้ามั่นใจว่าตนไม่มีอคติ"
ทางสายกลางในที่นี้ คือมรรคแปด ที่จริง คำว่าทางสายกลาง
เป็นแค่คำอุปมา เพื่อให้เข้าใจ ในคอนเซป ของมรรคแปด ว่าไม่ได้ตึงไป หรือหย่อนไป
แต่หากจะเอาไปประยุกต์ใช้ในเรื่องอื่นๆ ก็อาจจะได้ ขึ้นอยู่กับไหวพริบปฏิภานของผู้ใช้เอง ไม่ใช่ตัวหลักหรือแก่นธรรมของศาสนาพุทธอะไร ใครใช้ถูกเรื่องก็ถูก ใครใช้ผิดก็ผิด ไม่ใช่สัจจะธรรม ไม่เห็นใครจะต้องไปสนใจ ทางสายกลางอะไร ไร้สาระ.
ตัวที่พระพุทธเจ้าสอนจริงๆ หรือหลักธรรมของเราจริงๆนั้น ก็ ง่ายๆไม่ได้ซับซ้อน ไม่มีความจำเป็นต้องตีความหรือ ต้องไปลองถูกลองผิดอะไร มรรคแปด มันไม่เห็นมีอะไรต้องตีความ คำสอนของพระพุทธเจ้า บริสุทธิ์ บริบูรณ์ดีแล้ว ไม่จำเป็นต้องไปต่อเติมหรือไปลดทอนอะไร การไปตีความคำสอนให้หลากหลายก็คือการไปบิดเบือนคำสอนนั่นเอง นอกจากไม่จำเป็นแล้ว ยังเป็นสาเหตุที่ทำให้พระธรรมวิปริตคลาดเคลื่อนไปจากความมุ่งหมายแท้จริงดั้งเดิมอีกด้วย
ที่จริงพระศาสดาทรงกำชับไว้แล้วว่า ไม่ให้ฟังคำสอนของสาวก ดังนั้น คุณไม่ต้องไปตีความ เพราะมันจะเป็นคำสอนของคุณเอง เป็นการกล่าวตู่พระศาสดา เป็นการทำพระธรรมให้วิปริต
พระสูตรที่บอกว่าห้ามต่อเติม หรือตัดทอนคำสอนของพระศาสดา
ภิกษุทั้งหลาย ! ภิกษุทั้งหลายจักไม่บัญญัติสิ่งที่ไม่เคยบัญญัติ จักไม่เพิก
ถอนสิ่งที่บัญญัติไว้แล้ว, จักสมาทานศึกษาในสิกขาบทที่บัญญัติไว้แล้ว อย่าง
เคร่งครัด อยู่เพียงใด, ความเจริญก็เป็นสิ่งที่ภิกษุทั้งหลายหวังได้ ไม่มีความ
เสื่อมเลย อยู่เพียงนั้น.
มหาปรินิพพานสูตร มหา. ที. ๑๐ / ๘๙ / ๖๙
พุทธประวัติจากพระโอษฐ์ น. ๔๖๕
พระสูตรที่ห้ามไม่ให้ฟังคำสอนของสาวก ให้ยึดแต่พุทธวจน
ภิกษุทั้งหลาย ! พวกภิกษุบริษัทในกรณีนี้, สุตตันตะเหล่าใด ที่กวีแต่งขึ้นใหม่
เป็นคำร้อยกรองประเภทกาพย์กลอน มีอักษรสละสลวย มีพยัญชนะอันวิจิตร
เป็นเรื่องนอกแนว เป็นคำกล่าวของสาวก เมื่อมีผู้นำสุตตันตะเหล่านั้นมากล่าวอยู่
เธอจักไม่ฟังด้วยดี ไม่เงี่ยหูฟัง ไม่ตั้งจิตเพื่อจะรู้ทั่วถึง และจักไม่สำคัญว่าเป็นสิ่งที่
ตนควรศึกษาเล่าเรียน.
ภิกษุทั้งหลาย ! ส่วนสุตตันตะเหล่าใด ที่เป็นคำของตถาคต เป็นข้อความลึก
มีความหมายซึ้ง เป็นชั้นโลกุตตระ ว่าเฉพาะด้วยเรื่องสุญญตา, เมื่อมีผู้นำ
สุตตันตะเหล่านั้นมากล่าวอยู่; เธอย่อมฟังด้วยดี ย่อมเงี่ยหูฟัง ย่อมตั้งจิตเพื่อจะ
รู้ทั่วถึง และย่อมสำคัญว่าเป็นสิ่งที่ตนควรศึกษาเล่าเรียน จึงพากันเล่าเรียน
ไต่ถาม ทวนถามแก่กันและกันอยู่ว่า “ข้อนี้เป็นอย่างไร? มีความหมายกี่นัย?” ดังนี้.
ด้วยการ ทำดังนี้ เธอย่อมเปิดธรรมที่ถูกปิดไว้ได้. ธรรมที่ยังไม่ปรากฏ เธอก็ทำให้
ปรากฏได้, ความสงสัยในธรรมหลายประการที่น่าสงสัยเธอก็บรรเทา ลงได้
ทุก. อํ. ๒๐ / ๙๒ / ๒๙๒
ขุมทรัพย์จากพระโอษฐ์ น. ๓๕๒[/quote]
ที่เขาว่า "สัจธรรม" ("สัจจะธรรม" น่ะคุณพิมพ์ผิดเองหรือไม่ก็โง่) เขาอ้างอิง "อริยสัจ" เป็นต้น
และ "ทางสายกลาง" เขาแปลจาก "มัชฌิมาปฏิปทา" (มัชฌิมา แปลว่า "กลาง" ปฏิปทา แปลว่าข้อปฏิบัติ หรือแนวทางดำเนินชีวิต ฉะนั้น มัชฌิมาปฏิปทาเขาจึงนิยมแปลให้เข้าใจกันง่ายๆว่าทางสายกลาง)
ทางสายกลางเชื่อมโยงกับสัจธรรมที่เรียกว่า "มัชเฌนธรรม" คือ ธรรมที่เป็นกลางๆ หมายถึงเป็นจริงตามที่มันเป็นไม่ขึ้นกับความเห็นหรือความต้องการของบุคคลเช่น สัจธรรมตามกฎธรรมชาติที่เรียกว่าไตรลักษณ์ ปฏิจจสมุปบาท ฯลฯ
มัชฌิมาปฏิปทาหรือทางสายกลางก็คือการปฏิบัติ หรือการดำเนินชีวิตที่พอเหมาะพอดีกับการเข้าถึงมัชเฌนธรรมนั่นเอง
แหมทำเป็นเหมือนรู้ แล้วรู้ตัวหรือเปล่าว่าเวลาอ้างพระไตรปิฎกภาษาไทยนี่มีเยอะแยะที่เขาแปลมาไม่ตรงกับต้นฉบับภาษาบาลี แล้วยังมาพูดว่าไม่ต้องตีคงตีความอีก ทั้งที่ตนเองตีความเพี้ยนๆ อย่างไม่รู้ที่มาที่ไปเอาเสียเลย
เบื่อ "ธรรมะหางอี่ง" ที่ชอบกระดิกโชว์โง่ว่ะ/คับ
"มัชฌิมาปฏิปทาหรือทางสายกลางก
"มัชฌิมาปฏิปทาหรือทางสายกลางก็คือการปฏิบัติ หรือการดำเนินชีวิตที่พอเหมาะพอดีกับการเข้าถึงมัชเฌนธรรมนั่นเอง"
สุรพส
"ในทางพุทธศาสนาหมายถึงทางสายกลาง คือ อริยมรรคมีองค์ 8 เมื่อย่นย่อแล้ว เรียกว่า "ไตรสิกขา" ได้แก่ ศีล สมาธิ ปัญญา ที่ไม่ใช่ทางสายกลาง คือ สักแต่ว่ากลาง แต่ไม่กำหนดวิธีที่ถูกต้องเลย คือ การไม่ยึดถือสุดทางทั้ง 2 ได้แก่ อัตตกิลมถานุโยค คือ การประกอบตนเองให้ลำบากเกินไป กามสุขัลลิกานุโยค คือ การพัวพันในกามในความสบาย"
วิกิพีเดีย
ภิกษุ ท.! มัชฌิมาปฏิปทานั้น เป็นอย่างไรเล่า? ภิกษุ ท.! มัชฌิมาปฏิปทานั้น
คือข้อปฏิบัติอันเป็นหนทางอันประเสริฐ ประกอบอยู่ด้วยองค์แปดประการ นี้แล;
กล่าวคือ ความเห็นที่ถูกต้อง (สัมมาทิฏฐิ) ความดำริถูกต้อง (สัมมาสังกัปโป) การ
พูดจาถูกต้อง(สัมมาวาจา) การทำงานที่ถูกต้อง (สัมมากัมมันโต) การอาชีพที่ถูกต้อง
(สัมมาอาชีโว) ความพากเพียรที่ถูกต้อง(สัมมาวายาโม) ความรำลึกที่ถูกต้อง
(สัมมาสติ) ความตั้งใจมั่นคงที่ถูกต้อง(สัมมาสมาธิ). ภิกษุ ท.! นี้แล มัชฌิมาปฏิปทา
นั้น
_
-มหาวาร.สํ.๑๙/๕๒๘/๑๖๖๔.
ชัดพอไหม อิ อิ อิ.(แต่....ไม่แน่ใจเลย นะ ว่า สุรพสจะเข้าใจ...)
(ธรรมะหางอึ่ง สั้นๆ ไม่ตีความ อาจจะดีกว่าธรรมมะหางตะกวด ตีความยาวเฟื้อยก็ได้นะ อิ อิ อิ.)
"เบื่อ "ธรรมะหางอี่ง"
"เบื่อ "ธรรมะหางอี่ง" ที่ชอบกระดิกโชว์โง่ว่ะ/คับ"
ผู้รู้ทางพระพุทธศาสนาทำไมชอบดูถูก/เถื่อน/ถ่อย จังว่ะ/ครับ
คุณ xxx คือ
คุณ xxx
คือ น่าสงสารมากกว่าน่ะ ธรรมมะหางตะกวดของแกมันเลื่อนลอย ก็เลย ตกใจ ออกอาการเครียด แค่นั้นแหละ ส่วนไอ้ที่ว่าคนอื่นโง่ๆนั่นน่ะ มันเข้าตัวแกเองหมด เพราะแก ได้แต่กล่าววาจาผรุสวาท แต่ไม่มีสาระ แก่นสาร ไม่มีเหตุผล ยิ่งพูด ก็ยิ่งแสดงความว่างเปล่า และความเป็นพาล ออกมาให้คนได้รู้กำพืด ตอนนี้ พอเห็นหลักฐานจะจะ ได้แต่มุดหนี ไม่ชี้แจงอะไร มีหลักฐานอะไรตรงไหน ก็เอามาให้ดูว่า
พระพุทธเจ้าบอกไว้ว่า มัชฉิมาปฏิปทา แปลว่า ธรรมเพื่อการเข้าถึง มัชเฌนธรรม
และที่พระพุทธเจ้าบอกว่า มัชฌิมาปฏิปทา คือ มรรคแปดนั้น ผิดยังไง ก็บอกมาแค่นั้นเอง จบ.