สภาประชาสังคมเปิดพื้นที่กลาง 3 ศาสนา เสวนาลดรุนแรงชายแดนใต้

สภาประชาสังคมชายแดนใต้ส่ง 2 ตัวแทน เป็นกรรมการเยียวยา ตั้งศูนย์ประสานงานช่วยเหยื่อ เปิดพื้นที่กลางให้คนคิดต่าง สานเสวนา 3 ศาสนาหาทางลดความรุนแรง

ประสิทธิ์ เมฆสุวรรณ


เมื่อเวลา 09.00 น.วันที่ 22 เมษายน 2555 ที่ห้องจัตุรัส ลีลารีสอร์ท อำเภอเทพา จังหวัดสงขลา มีการประชุมสภาประชาสังคมชายแดนใต้ ครั้งที่ 4/2555 เป็นวันที่ 2 มีผู้เข้าร่วม 20 คน

นายแพทย์พลเดช ปิ่นประทีป ที่ปรึกษาสภาประชาสังคมชายแดนภาคใต้ เปิดเผหลังการประชุมว่า สภาประชาสังคมชายแดนใต้มีมติให้มีการจัดสานเสวนา ระหว่าง 3 ศาสนา คือ อิสลาม พุทธ คริสต์ เพื่อใช้ศาสนาในการลดความรุนแรงหรือความคิดสุดโต่ง โดยจะบรรจุเข้าแผนปฏิบัติของสภาประชาคมชายแดนใต้ต่อไป

นายแพทย์พลเดช เปิดเผยว่า สภาประชาสังคมชายแดนภาคใต้มีจุดยืนว่า จะต้องให้ทุกฝ่ายตระหนักว่าความรุนแรงไม่ใช่ทางออกของปัญหา สภาประชาคมชายแดนภาคใต้ต้องยึดหลักการสร้างพื้นที่กลาง เพื่อให้ทุกฝ่ายที่มีความคิดเห็นที่ต่างกัน ได้แสดงความคิดเห็นว่า จะแก้ปัญหาอย่างไร โดยใช้ความรุนแรงให้น้อยที่สุด

นางโซรยา จามรุรี กรรมการสภาประชาสังคมชายแดนใต้ เสนอต่อที่ประชุมว่า ขอให้สภาประชาสังคมชายแดนใต้ส่งนายสมนึก ระฆัง และนายอับดุลอาซิซ ตาเดอินทร์ เป็นตัวแทนสภาประชาสังคมชายแดนใต้ เข้าไปเป็นกรรมการเยียวยาผู้ที่ได้รับความเสียหายและผู้ที่ได้รับผลกระทบ จากการกระทำของเจ้าหน้าที่รัฐอันเนื่องจากสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ประจำจังหวัดยะลา

ที่ประชุมรับหลักการและให้นายประสิทธิ์ เมฆสุวรรณ ประธานสภาประชาสังคมชายแดนใต้ส่งหนังสือแจ้งไปยัง พ.ต.อ ทวี สอดส่อง เลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อขออนุญาตให้แต่งตั้งทั้ง 2 คน เป็นกรรมการเยียวยาฯ

นายประสิทธิ์ เมฆสุวรรณ ประธานสภาประชาสังคมชายแดนใต้ เปิดเผยหลังการประชุมว่า ที่ประชุมมีมติให้สภาประชาสังคมชายแดนใต้ตั้งศูนย์ประสานงานช่วยเหลือเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบจากความไม่สงบในจังหวัดชายแดนใต้ภาคใต้ ประจำทั้ง 3 จังหวัด คือ ยะลา ปัตตานีและนราธิวาส โดยมีนางโซรยา จามจุรี เป็นผู้ที่รับผิดชอบหลักในเรื่องนี้ 

Comments

ถ้าจะหาทางออกเพื่อสันติภาพแก่

ถ้าจะหาทางออกเพื่อสันติภาพแก่ทุกฝ่ายอย่างยั่งยืน ก็ไม่ควรนำหลักศาสนาที่ยังมีความคิดความเชื่อต่างกันมาเป็นประเด็นหาข้อยุติเพื่อหลีกเลี่ยงวิธีการประนีประนอม(ถอยคนละก้าว แต่ยังมีปมขัดแย้งหวาดระแวงในใจต่อไป)มาเป็นวิธีการบูรณาการแบบ Win - Win(เข้าใจและยอมรับในความเป็นจริงของแต่ละฝ่ายเพื่อไม่ให้เกิดความหวาดระแวงกันและกันอีกต่อไป)

การนำหลักศาสนามาอบรมสั่งสอนนั้นทุกฝ่ายจะต้องยึดมั่นในการนำไปเสริมสร้างความสงบสุขของสังคมหลากหลายวัฒนธรรมแบบแสวงจุดร่วม สลายจุดต่าง โดยเฉพาะการเคารพสิทธิเสรีภาพในการเลือกนับถือศาสนาตามรัฐธรรมนูญอย่างเสมอภาคและการเคารพซึ่งกันและกัน

คนไทยจังหวัดชายแดนใต้ก็มีความสำนึกในความเป็นคนไทยเช่นเดียวกับคนไทยภาคอื่นๆ จึงไม่น่าจะเป็นเรื่องซับซ้อนที่คนไทยด้วยกันจะหาทางออกที่ดีร่วมกัน ขออย่างเดียวว่าอย่าระแวงกันอีกต่อไปเลยครับ

หวังว่าแนวทางที่กำลังจะเดินต่อไปนี้ จะเป็นไปเพื่อความสงบสุขสันติอย่างแท้จริง