เดินสายปลุกมวลชนคนอยู่กับป่า! ยื่นหนังสือ 3 นายอำเภอตรัง ร้องปัญหาป่าไม้คุกคาม

เครือข่ายปฏิรูปที่ดินเทือกเขาบรรทัด รณรงค์แจกใบปลิว 3,000 ชุด ในพื้นที่จังหวัดตรัง 3 อำเภอ ระยะทางกว่า 100 กม. ประณามการกระทำของเจ้าหน้าที่ป่าไม้ และปลุกมวลชนคนอยู่กับป่า พร้อมยื่นหนังสือถึงนายอำเภอ

 
 
สืบเนื่องจากความเดือดร้อนของสมาชิกเครือข่ายปฏิรูปที่ดินเทือกเขาบรรทัด จ.ตรัง จากกรณีเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติเขาปู่-เขาย่า นำกำลังเข้าไปตัดฟันสวนยางพาราในพื้นที่โฉนดชุมชนบ้านทับเขือ-ปลักหมู และรื้อสะพานเข้าพื้นที่โฉนดชุมชนบ้านหาดสูง
 
วันที่ 17 เม.ย.55 เมื่อเวลา 10.30 น. สมาชิกเครือข่ายปฏิรูปที่ดินเทือก เขาบรรทัด กว่า 200 คน ได้เคลื่อนขบวนรถยนต์ 15 คัน และรถจักรยานยนต์ 30 คัน รณรงค์แจกใบปลิว จำนวน 3,000 ชุดในพื้นที่ จ.ตรัง 3 อำเภอ ได้แก่ อ.นาโยง อ.ย่านตาขาว และ อ.ปะเหลียน เปิดโปงการข่มขู่คุกคามชุมชนดั้งเดิมในพื้นที่โฉนดชุมชนของเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติเขาปู่-เขาย่า และเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเทือกเขาบรรทัด พร้อมทั้งยื่นหนังสือต่อนายอำเภอนาโยง นายอำเภอย่านตาขาว และนายอำเภอปะเหลียน ณ ที่ว่าการอำเภอทั้ง 3 อำเภอ
 
 
นายสมนึก พุฒนวล กรรมการเครือข่ายปฏิรูปที่ดินเทือกเขาบรรทัด กล่าวว่า พฤติกรรมและการปฏิบัติการของเจ้าหน้าที่เขตรักษาพันธุ์ และเจ้าหน้าที่อุทยานฯ ที่ผ่านมาได้ส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตของชาวบ้าน ทั้งๆ ที่เป็นพื้นที่ดั้งเดิมของชุมชน และทางชุมชนได้รวมกันเป็นองค์กรชุมชน สร้างเป็นกติกาและแผนการจัดการทรัพยากร โดยยึดถือปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญว่าด้วยสิทธิชุมชน จนรัฐบาลได้รับรองแนวทางการจัดการของชุมชน โดยการออกระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการจัดโฉนดชุมชน พร้อมทั้งรับรองพื้นที่ของเครือข่ายฯ
 
นายสมนึก กล่าวต่อไปว่า ดังนั้นเพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว ทางเครือข่ายจึงยื่นข้อเรียกร้องต่อท่านนายอำเภอ 3 ข้อ คือ 1.ขอให้นายอำเภอตรวจสอบพฤติกรรมของเจ้าหน้าที่เขตรักษาพันธุ์ฯ และอุทยานฯ พร้อมทั้งรายงานให้ ผวจ. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทราบ 2.สั่งการไปยังกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน อบต. เจ้าหน้าที่ตำรวจ ฯลฯ ให้ร่วมตรวจสอบพฤติกรรมและดูแลปกป้องชาวบ้านในพื้นที่ทับซ้อนในการดำเนินชีวิตอยู่อย่างปกติสุข และ 3. แจ้งผลดำเนินการให้เครือข่ายฯทราบเป็นลายลักษณ์อักษร เพื่อเครือข่ายจะได้แจ้งประสานองค์กรชุมชนต่อไป
 
“เครือข่ายฯ มีกำหนดจะเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่อง โดยภายในสัปดาห์นี้ จะเคลื่อนขบวนรณรงค์ไปยัง อ.ห้วยยอด อ.รัษฎา และ อ.เมือง โดยเน้นชุมชนที่เดือดร้อนจากการถูกเขตอนุรักษ์ประกาศทับซ้อนพื้นที่ และเขตเทศบาลห้วยยอด เพื่อให้พี่น้องที่ติดอยู่ในเขตป่ากลุ่มอื่นๆ ลุกขึ้นมาต่อสู้ร่วมกับเครือข่ายฯ ส่วนพี่น้องในเมืองได้รู้ถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้น  และเข้าใจว่าสมาชิกเครือข่ายฯ ไม่ใช่ผู้บุกรุกป่า แต่เป็นผู้ที่อยู่ในพื้นที่มายาวนาน และมีกติกาในการดูแลรักษาป่าอย่างชัดเจน” นายสมนึกกล่าว
 
 
ด้านนายกมล ประเสริฐกุล นายอำเภอนาโยง ได้ให้สัมภาษณ์หลังจากรับหนังสือว่า จะนำปัญหาดังกล่าวที่เกิดขึ้นนำเสนอต่อคณะกรรมการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ที่ทางอำเภอได้แต่งตั้งก่อนหน้านี้ โดยมีกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และส่วนราชการในอำเภอนาโยงเป็นคณะกรรมการ ทั้งนี้ ทางเครือข่ายฯ ได้มีการรายงานถึงความคืบหน้าในการผลักดันนโยบายโฉนดชุมชนต่ออำเภอนาโยงอย่างต่อเนื่อง และทางอำเภอได้กำชับให้ บ้านทับเขือ-ปลักหมู ซึ่งได้รับการรับรองสิทธิให้เป็นพื้นที่นำร่องโฉนดชุมชน ช่วยกันอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติให้เป็นไปตามกฎระเบียบของโฉนดชุมชนด้วย
 
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ขบวนรณรงค์ของเครือข่ายปฏิรูปที่ดินเทือกเขาบรรทัดในครั้งนี้ มีระยะทางกว่า 100 กิโลเมตร โดยเคลื่อนขบวนท่ามกลางแสงแดดจ้า ในช่วงเช้า และฝนตกในช่วงบ่าย โดยเริ่มจากศูนย์ 3 วัย บริเวณ อบต.นาโยงเหนือ ไปยังที่ว่าการอำเภอนาโยง
 
 
หลังจากนั้น ตัวแทนเครือข่ายฯ จำนวน 15 คน ได้เดินทางไปยื่นหนังสือต่อนายอำเภอย่านตาขาว และนายอำเภอปะเหลียน ณ ที่ว่าการอำเภอ ส่วนขบวนรณรงค์ได้เคลื่อนขบวน ไปยัง ต.ละมอ ต.ช่อง อ.นาโยง ต.นาชุมเห็ด ต.โพรงจระเข้ อ.ย่านตาขาว และ ต.ปะเหลียน ต.แหลมสอม อ.ปะเหลียน โดยพักรับประทานอาหารเที่ยง และหลบฝนที่ อบต.ปะเหลียน ก่อนแยกย้ายกันกลับในเวลาประมาณ 17.00 น.
 

Comments

อย่าไปเชื่อพวกที่อยากอยู่ป่าค

อย่าไปเชื่อพวกที่อยากอยู่ป่าครับ

อสังหาริมทรัพย์กับชาวเขา
บิลเดอร์นิวส์ ปักษ์แรก เดือนมีนาคม 2549 หน้า 28
ดร.โสภณ พรโชคชัย <1>
ประธานมูลนิธิประเมินค่าทรัพย์สินแห่งประเทศไทย <2>
http://www.thaiappraisal.org/thai/market/market_view.php?strquery=market104.htm

เมื่อวันที่ 3 มกราคม 2549 ผมได้มีโอกาสไปเยี่ยมหมู่บ้านปกากะญอ (กะเหรี่ยง หรือ karen) แห่งหนึ่งที่อำเภอเวียงป่าเป้า จังหวัดเชียงราย ได้เรียนรู้เกี่ยวกับป่าชุมชนและความร่วมมือของชาวเขาในการรักษาป่า ซึ่งนับเป็นความพยายามที่ดี แต่ก็มีคำถามบางประการที่อาจ “มองต่างมุม” เผื่อจะเป็นประโยชน์ต่อการพิจารณา พรบ.ป่าชุมชนที่กำลังอยู่ในสภาในขณะนี้

ชาวเขารักษาป่า
หมู่บ้านที่ผมไปเยี่ยมมี ชาวเขาราว 100 คนใน 20 หลังคาเรือน ชาวเขาเหล่านี้ร่วมกันรักษาป่า โดยทำ “ แนวกันไฟ ” บนสันเขาด้วยการถางป่ากว้าง 6 เมตรยาวนับสิบกิโลเมตรแล้วคอยปัดกวาดใบไม้เพื่อควบคุมไฟป่า เมื่อใดที่เกิดไฟป่า ชาวบ้านจะร่วมกันดับไฟ และในยามค่ำคืนก็ยังมีอาสาสมัครในหมู่บ้านคอยเฝ้าระวังไฟป่า
หมู่บ้านนี้ดูแลป่าถึง 10,000 ไร่ และหากรวมหมู่บ้านอื่นที่อยู่ใกล้เคียงกันอีก 6 หมู่บ้าน ก็จะมีพื้นที่ภายใต้การดูแลของชาวเขาเหล่านี้ถึง 60,000 ไร่ (96 ตารางกิโลเมตร ) ซึ่งนับว่ากว้างพอสมควรเพราะเทียบได้ถึง 1 ใน 16 ของขนาดของกรุงเทพมหานคร และนอกจากป้องกันไฟป่าแล้ว ชาวเขาเหล่านี้ยังคอยระวังไม่ให้บุคคลภายนอกอื่นเข้ามาหาของป่าในพื้นที่ที่ตนเองดูแลอยู่ด้วย
ในพื้นที่ 10,000 ไร่ของชาวเขา 20 หลังคาเรือนนี้ ได้รับการถากถางเป็นไร่นาประมาณ 600 ไร่เศษ โดยนำที่ราบเชิงเขามาปลูกข้าวนาปี ส่วนพื้นที่ลาดชันไหล่เขา นำมาทำไร่ - นาแบบหมุนเวียน คือจะหมุนกลับมาทำกินใหม่ทุกรอบ 7 ปี ( ไม่ใช่ไร่เลื่อนลอยดังนั้นจึงไม่ทำให้ดินเสื่อมโทรม ) ซึ่งนับเป็นแนวทางที่สร้างสรรค์ของชาวเขาเผ่านี้

ยังมีป่าอันอุดมให้รักษาอีกหรือ
ป่าที่ดูคล้ายสมบูรณ์นี้ ความจริงแทบไม่มีอะไรเหลือแล้ว ชาวบ้านเล่าว่า ก่อนหน้าการยกเลิกสัมปทานตัดไม้เมื่อปี 2532 นั้น ปรากฏว่ามีคนงานถึง 50 คนพร้อมเลื่อยยนต์และช้างมากมายเข้ามาตัดไม้กันทั้งวันทั้งคืนนานหลายปี ตัดต้นไม้ใหญ่ล้มลงหนึ่งต้น ก็ทำให้ต้นไม้ขนาดเล็กกว่าที่อยู่ใกล้เคียงล้มอีก 4-5 ต้น มาถึงวันนี้ทางราชการคงไม่คิดให้สัมปทานทำไม้อีก แต่หากสมมติว่าให้ ก็ใช่ว่าจะมีผู้สนใจ เพราะไม่คุ้มทุนอีกต่อไป ต้นไม้ใหญ่ที่มีค่าเชิงพาณิชย์ได้ถูกตัดโค่นไปเป็นส่วนใหญ่แล้ว
ยิ่งกว่านั้นป่าก็ไม่ได้รับการปรับปรุง ตั้งแต่ยกเลิกสัมปทานทำไม้ ชาวเขาก็ไม่ได้ปลูกป่าเพิ่มแต่อย่างใด เพียงแต่พอเวลาผ่านไประยะหนึ่งต้นไม้เล็กขึ้นแซมต้นไม้ใหญ่ที่ยังพอมีอยู่บ้าง จึงทำให้ดูคล้ายกับว่าป่ายังสมบูรณ์อยู่ แม้แต่สัตว์ป่าก็ไม่กลับมา ชาวบ้านเล่าว่า สัตว์ป่าที่มีอยู่มากมายในช่วงก่อนให้สัมปทานป่าไม้ก็หายไปแทบหมดแล้ว เพราะป่าไม้ถูกตัดโค่นมากมาย ดังนั้นจึงเป็นข้อสงสัยว่า ยังจะมีป่าอันอุดมใดให้ชาวเขารักษาอีกหรือ
คนอื่นมาอยู่แทนบ้างได้ไหม
การที่ชาวเขาครอบครองป่านับหมื่นไร่ ใช้ทำมาหากินกันเฉพาะคน 20 หลังคาเรือนนั้นมากไปหรือไม่ ชาวเขาทำตนเป็นอภิสิทธิชนหรือไม่ เพราะถ้าเป็นการปฏิรูปที่ดิน แต่ละครอบครัวจะได้เพียง 15 ไร่ รวมแล้วทั้งหมู่บ้านก็คงมีที่ทำกินไม่เกิน 300 ไร่เท่านั้น ถ้าบอกว่าชาวเขาเป็นแรงงานราคาถูกที่ช่วยรักษาป่า ก็คงต้องถามกันต่อว่า คนอื่นจะมาอยู่แทนบ้างได้ไหม
1. ถ้ามีชาวบ้าน ชาวปกากะญอกลุ่มอื่น หรือชนเผ่าอื่นจะขอสิทธิอันนี้บ้างโดยขอเข้าประกวดอยู่แทนชาวเขากลุ่มนี้ ( เพราะถือเป็นคนไทยเหมือนกัน เพียงแต่ไม่ได้มาบุกรุกอยู่ป่าเท่านั้น ) จะได้หรือไม่
2. ถ้าชาวบ้านกลุ่มอื่นบอกว่าจะยินดีจ่ายภาษีมากกว่าชาวเขากลุ่มนี้ซึ่งไม่ได้เสียภาษีโดยตรงอยู่แล้ว จะคิดอย่างไร
3. ยิ่งถ้าธุรกิจเอกชนยินดีจะขอเช่าป่า ( และรักษาให้อยู่ในสภาพเดิม รวมทั้งปลูกป่าถาวรให้หนาแน่นยิ่งขึ้น ) เพื่อทำธุรกิจท่องเที่ยวเชิงนิเวศน์ ( คล้ายกับที่ชาวเขาทำ “ โฮมสเตย์ ” ในปัจจุบัน ) และยินดีจ่ายภาษี ( อย่างงาม ) ให้กับทางราชการเพื่อนำไปทำนุบำรุงประเทศและประชาชน จะได้หรือไม่
เราแน่ใจหรือว่า การที่ชาวเขาเผ่านี้จะดูแลได้ดีกว่าคนอื่นในประเทศนี้

ที่ดินนี้ของใคร
ชาวเขาอาจอ้างว่าพวกตนอยู่มาก่อนนับร้อยปีแล้ว น่าจะเป็นเจ้าของทรัพยากร อันนี้คงต้องทำความเข้าใจใหม่ว่า การเป็นเจ้าของคงหมายเฉพาะถึงการอยู่ในหมู่บ้านของตน แต่การ “ ตู่ ” เอาพื้นที่นับหมื่นไร่ไปใช้เสียเอง น่าจะมากเกินไป การที่เราจะอนุญาตให้ชนกลุ่มใดมา “ ถูกหวย ” ได้ทรัพยากรมากกว่าประชาชนกลุ่มอื่น อาจเป็นแนวคิดแบบ “ มือใครยาวสาวได้สาวเอา ” ที่ต้องทบทวน อย่างไรก็ตามหลายคนอาจคิดเพียงง่าย ๆ ว่าพวกเขาจน จึง “ ยกประโยชน์ให้จำเลย ” ไป โดยถือเสียว่าดีกว่าให้นักการเมืองหรือข้าราชการใหญ่โกงไป ทั้งที่ก็ต่างเป็นการโกงเหมือนกัน
ทรัพยากรที่ดิน - ป่าไม้เป็นของส่วนรวม เป็นของทุกคนที่รวมกันเป็นประเทศชาติ ใครครอบครอง ใครได้ประโยชน์ต้องเสียภาษี ซึ่งเป็นการตอบแทนสังคมในรูปแบบหนึ่ง การที่รัฐบาลในฐานะกลไกของประเทศชาติขาดประสิทธิภาพในการจัดการทรัพยากร เราก็ต้องแก้ไขที่ต้นตอ ไม่ใช่หันหลังให้รัฐแล้วเข้าช่วงชิงทรัพยากรกันเพื่อผลประโยชน์เฉพาะกลุ่ม ( ในนามของ “ คนจน ”) แนวคิดเช่นนี้อาจต้องทบทวนให้ดีเพราะจะเป็นการสร้างและผูกปมปัญหาให้ซับซ้อนยิ่งขึ้นก็ได้

ใครได้ ใครเสีย
การปฏิเสธรัฐเป็นแนวคิดที่อันตราย การส่งเสริมให้ชาวเขาหรือชาวบ้านไม่ยอมรับรัฐ สร้างกระแสต่อต้านรัฐในรูปแบบต่าง ๆ โดยไม่นำพาที่จะพัฒนาองคาพยพของรัฐให้มีประสิทธิภาพในระยะยาว อาจถือเป็นวาระซ่อนเร้น หรือเป็นความพยายามบั่นทอนเสถียรภาพของประเทศชาติ ทำร้ายประชาชนไทยโดยรวม เพราะยิ่งเราหันหลังให้รัฐ ก็ยิ่งเหมือนเราเปิดช่องให้เกิดการโกงกินกันมากยิ่งขึ้นหรือไม่
การทำงานเพื่อประชาชนแบบนอกระบบนี้ อาจไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้จริง เพราะสังคมและประเทศชาติไม่อาจปราศจากกลไกรัฐ ไม่ว่าจะเป็นการปกครองโดยใครหรือระบอบไหนก็ตาม ในทางตรงกันข้ามจะสังเกตได้ว่าผลของการเคลื่อนไหวในขบวนการนอกระบบนั้นผู้ที่ได้ประโยชน์จริงมักเป็นผู้นำนอกระบบที่ได้ทั้งเงินทั้งกล่องในมิติของการเมืองในระบบ เช่น ได้เป็น สส. หรือ สว. เป็นต้น

จะเห็นได้ว่า ป่าชุมชนเป็นเรื่องซับซ้อน ละเอียดอ่อน ผมจึงเห็นว่าในการจัดการปัญหานั้น เราคงต้องศึกษาวิจัยให้ละเอียด ให้มากและให้จริงจังกว่านี้ เพื่อร่วมกันหาทางออกที่ดีกว่าที่ผ่านมานี้ เราพึงสังวรว่า ในขณะที่เรากำลังทำงานเพื่อประชาชนผู้ยากไร้ทุกวันนี้ มันอาจกลับกลายเป็นการบั่นทอนเสถียรภาพของชาติไทยและประชาชนไทยอย่างน่าใจหายอยู่หรือไม่