สันติภาพปาตานี: บทสนทนาอันไม่รู้จักจบ?

เมื่อกล่าวถึงประเด็นของความรุนแรงในภาคใต้ ปฏิกิริยาของทั้งกองทัพไทยและผู้นำทางการเมืองซึ่งยืนคนละขั้วทางการเมืองต่างก็แย่พอๆ กัน
พวกเขาต่างพยายามที่จะโจมตีอีกฝ่ายหนึ่งเพื่อทำลายความน่าเชื่อถือมากกว่าที่จะมองถึงการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้อย่างจริงจัง
พรรคประชาธิปัตย์และกองทัพไม่ได้รีรอที่จะโจมตีรัฐบาลหลังจากที่ได้รู้ว่าอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตรซึ่งยังคงหลบหนีอยู่นอกประเทศนั้นได้พบกับกลุ่มผู้นำรุ่นเก่าของขบวนการแบ่งแยกดินแดนของปาตานีหลายกลุ่ม
ควรจะกล่าวไว้ในที่นี้ว่า รัฐบาลในอดีตหลายรัฐบาล ตัวแทนองค์กรหลายแห่ง และแม้กระทั้งเจ้าหน้าที่ทหารระดับสูงได้พยายามที่จะพูดคุยหรือเจรจากับกลุ่มแบ่งแยกดินแดนตั้งแต่ช่วงปีทศวรรษที่ 1980
ในครั้งแรก กองทัพเป็นผู้ริเริ่ม แต่ว่าการพบปะกับกลุ่มแบ่งแยกดินแดนเหล่านี้ไปได้ไม่ไกลเกินกว่าการเป็นข่าวและการแสวงหาข่าวกรอง
ในช่วงปลายปีทศวรรษที่ 1980 และต้นทศวรรษที่ 1990 ปีกที่ติดอาวุธของขบวนการเคลื่อนไหวแบ่งแยกดินแดนได้ล้มเลิกการเคลื่อนไหว ผู้นำของพวกเขาหลายคนก็ยังคงลี้ภัยอยู่นอกประเทศ ซึ่งตั้งแต่ปี 2004 กลุ่มขบวนการแบ่งแยกดินแดนเหล่านี้ซึ่งได้เคยพบกับทหารเมื่อกว่าสองทศวรรษที่แล้ว ได้กลับมาสร้างบทบาทให้ตัวเองอีกครั้ง พวกเขาพยายามที่จะเข้าไปให้ถึงขบวนการรุ่นใหม่ที่อยู่ในพื้นที่ ซึ่งเรียกกันในท้องถิ่นว่า “ยูแว” และกลุ่มประชาสังคมในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้
แต่ว่ากลุ่มที่มีความสัมพันธ์ในการทำงานร่วมกับกลุ่มยูแวได้ดีที่สุดนั้นเชื่อว่าคือกลุ่มบีอาร์เอ็น-โคออดิเนท ความท้าทายสำหรับรัฐบาลไทยก็คือการระบุว่าใครคือคนของบีอาร์เอ็น-โคออดิเนทที่ “แท้จริง” เพราะว่ามีมากกว่าหนึ่งกลุ่มซึ่งใช้ชื่อเดียวกัน พวกเขาอาจจะมีเอกภาพร่วมกันเมื่อสามทศวรรษก่อน แต่ว่าในทุกวันนี้มีแกนนำหลายคนที่มากล่าวอ้างว่าเป็นหัวหน้าของกลุ่มนั้นกลุ่มนี้ ดูตัวอย่างกลุ่มพูโลเป็นต้น มีแกนนำสามคนที่อ้างว่าตัวเองนั้นเป็นประธานของพูโล ส่วนกลุ่มบีอาร์เอ็น-โคออดิเนทก็ไม่ต่างกันเท่าใดนักในประเด็นนี้
นายฮัสซัน ตอยิบเป็นคนหนึ่งที่นั่งอยู่ข้างๆ อดีตนายกฯ ทักษิณในการประชุมลับเมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2555 เขาเป็นคนหนึ่งที่อ้างตนว่าเป็นแกนนำของกลุ่มบีอาร์เอ็น-โคออดิเนทและเขาก็ได้พยายามที่จะเข้าหาทางการไทยในช่วงหลายปีที่ผ่านมา รวมถึงการผ่านอดีตนายกรัฐมนตรีชวลิต ยงใจยุทธ เพราะเขาต้องการที่จะมีบทบาทในการพูดในฐานะตัวแทนของคนปาตานี
แต่ว่าสิ่งหนึ่งที่เป็นสิ่งบ่งชี้ว่าความพยายามของทักษิณนั้นสูญเปล่าก็คือข้อเท็จจริงที่ว่าแกนนำของกลุ่มในบีอาร์เอ็น-โคออดิเนทซึ่งเป็นกลุ่มที่มีความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกับพวกยูแวที่สุดนั้นตัดสินใจคว่ำบาตรการประชุมร่วมกับตัวแทนของพรรคเพื่อไทย/กลุ่มเสื้อแดง
เมื่อถามว่าทำไมพวกเขาจึงปฏิเสธที่จะพบทักษิณ ตัวแทนของบีอาร์เอ็น-โคออดิเนทกลุ่มนี้กล่าวว่าพวกเขาไม่เคยให้อภัยกับสิ่งที่อดีตนายกฯ ทักษิณได้ทำไว้กับคนมลายูปาตานี นโยบายของทักษิณในกรณีสามจังหวัดชายแดนภาคใต้นั้นเป็นเรื่องหนึ่งซึ่งเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างมาก
กลุ่มที่เคลื่อนไหวอยู่ในปัจจุบันได้ปรากฏตัวตั้งแต่ปี 2544 ซึ่งเป็นช่วงที่ทักษิณขึ้นสู่อำนาจ แต่ว่าทักษิณไม่ได้ยอมรับการดำรงอยู่ของพวกเขาและได้เรียกพวกเขาว่า “โจรกระจอก” ทัศนคติเช่นนั้นเปลี่ยนไปหลังจากที่พวกเขากลุ่มหนึ่งได้บุกโจมตีค่ายทหารในจังหวัดนราธิวาสในวันที่ 4 มกราคม 2547 พร้อมทั้งขโมยปืนทหารไปอีกกว่า 350 กระบอก
ในปลายปี 2548 ทักษิณในฐานะนายกรัฐมนตรีในขณะนั้นได้เปิดไฟเขียวให้มีการเจรจาหลายรอบกับกลุ่มแบ่งแยกดินแดนที่ลี้ภัยอยู่นอกประเทศ ในส่วนของรัฐบาลไทยนั้นก็มี พล.ท. ไวพจน์ ศรีนวล ซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่งเป็นผู้อำนวยการศูนย์รักษาความปลอดภัย (ศรภ.) และพล.อ.วินัย ภัททิยกุล เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) เป็นตัวแทน การพบกันนั้นเรียกกันว่า “กระบวนการลังกาวี” ซึ่งตั้งชื่อตามเกาะซึ่งเป็นสถานที่ที่การประชุมกันได้เกิดขึ้น
กระบวนการลังกาวีได้นำไปสู่ข้อเสนอจำนวนหนึ่งซึ่งได้ส่งถึงมือของนายกรัฐมนตรีทักษิณในขณะนั้นผ่านอดีตนายกรัฐมนตรีอานันท์ ปันยารยุน แต่ว่าทักษิณนั้นมัวแต่ยุ่งอยู่กับการประท้วงของกลุ่มเสื้อเหลืองซึ่งกำลังปะทุขึ้นในกรุงเทพฯ
หลังจากการรัฐประหารในปี 2549 พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ซึ่งเป็นนายกรัฐมนตรีในขณะนั้นได้ให้ไฟเขียวกับหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องเพื่อหาหนทางยุติความขัดแย้ง นอกเหนือจากการใช้วิธีทางการทหาร ซึ่งหมายถึงว่าหากจำเป็นที่จะต้องเจรจากับขบวนการแบ่งแยกดินแดนก็ควรจะทำ
ในเดือนกันยายน 2551 นายยูซุฟ คัลลา ซึ่งเป็นรองนายกรัฐมนตรีอินโดนีเซียในขณะนั้นได้มีโอกาสทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการพูดคุยระหว่างกลุ่มที่อ้างว่าเป็นตัวแทนของกลุ่มแบ่งแยกดินแดนในปาตานีและตัวแทนของกองทัพไทย แต่เมื่อการประชุมถูกเปิดเผยกับสาธารณะ รัฐบาลไทยก็ยุติการดำเนินการในทันที
พล.อ.สุรยุทธ์เองก็ได้ไปพบกับบุคคลคนหนึ่งที่อ้างตัวเองว่าเป็นตัวแทนของกลุ่มพูโลในเดือนธันวาคม 2550 ก่อนที่เขาจะก้าวลงจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเพียงไม่กี่เดือน
ในช่วงของรัฐบาลสมัคร สุนทรเวชและสมชาย วงศ์สวัสดิ์ การพูดคุยเพื่อสันติภาพอยู่ในภาวะชะงักงัน เพราะว่าพวกเขาวุ่นวายอยู่กับการแก้ไขปัญหาการชุมนุมประท้วงที่กรุงเทพฯ
ในยุคที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะเป็นนายกรัฐมนตรี ทางสภาความมั่นคงแห่งชาติได้ทำหน้าที่ดำเนินการเรื่องพูดคุยอีกครั้งหนึ่งซึ่งต่อมาได้ถูกระงับภายหลังจากที่รัฐบาลของนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตรหันไปสนับสนุนให้นายทวี สอดส่อง เลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งเป็นข้าราชการที่เป็นที่ใกล้ชิดกับพรรคเพื่อไทยได้ทำหน้าที่นี้แทน
นับแต่กระบวนการลังกาวีในปี 2548 จนถึงการพูดคุยระหว่างทักษิณกับขบวนการแบ่งแยกดินแดนเมื่อเร็วๆ นี้ พวกยูแวและกลุ่มบีอาร์เอ็น-โคออดิเนทไม่ได้เข้าร่วมวงพูดคุยเหล่านี้เลย แหล่งข่าวในบีอาร์เอ็น-โคออดิเนทได้พูดว่าพวกเขาไม่เคยให้อภัยทักษิณและสิ่งที่เขาทำกับคนมลายูในปาตานี แต่ว่าพวกเขาไม่ได้ปฏิเสธการพูดคุยกับพวกคนไทย
ถ้าหากว่าพรรคประชาธิปัตย์ พรรคเพื่อไทยและกองทัพนั้นเชื่อว่าชีวิตของประชาชนในภาคใต้นั้นสำคัญกว่าอีโก้ของพวกเขา พวกเขาจะต้องหยุดทำให้เรื่องการพูดคุยกับผู้เห็นต่างเป็นเรื่องการเมือง ถึงที่สุดแล้ว พวกเขาทั้งหมดต่างก็ทำเช่นนั้น
สิ่งที่ควรจะทำในตอนนี้ก็คือการลดความเป็นการเมืองของกระบวนการนี้เพื่อให้การพูดคุยกับพวกกลุ่มเก่าผู้อาวุโสเหล่านี้ดำเนินไปได้ โดยหวังว่าพวกเขาจะสามารถที่จะทำหน้าที่ในการเชื่อมต่อกับกลุ่มยูแวในพื้นที่ได้ สมาชิกของภาคประชาสังคมและข้าราชการที่เกษียณแล้วควรที่จะเป็นผู้ที่ทำให้กระบวนการนี้เดินต่อไป แทนที่จะเป็นนักการเมือง เพื่อที่จะทำให้กระบวนการนี้เป็นเรื่องซึ่งไม่ลำเอียงให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้
มันคงจะไม่ได้เป็นเรื่องง่ายนัก เหตุการณ์ระเบิดคาร์บอมบ์สามลูกในยะลาและหาดใหญ่ซึ่งทำให้มีคนบาดเจ็บหลายร้อยคนและเสียชีวิตมากกว่าสิบคนแสดงให้เห็นว่าพวกยูแวนั้นไม่ได้อยู่ในภาวะที่ต้องการจะพูดคุย การไล่ล่าและเอาชีวิตพวกเขาก็ไม่ประสบผลสำเร็จเพราะว่าทหารและเจ้าหน้าที่ความมั่นคงของเรานั้นไม่มีความสามารถ
แต่แทนที่จะยอมรับถึงความบกพร่องและการถือเอาประโยชน์ของประชาชนเป็นที่ตั้ง นายทหารระดับสูงและผู้กำหนดนโยบายกลับมองถึงแต่การหาแต้มทางการเมืองแทนที่จะมองถึงความเป็นจริงที่ว่าพวกเขาต่างก็แย่พอๆ กันในเรื่องของความสามารถในการรักษาความมั่นคง
หมายเหตุ : สำหรับรายงานเกี่ยวกับสถานการณ์ความขัดแย้งในจังหวัดชายแดนภาคใต้ของประเทศไทย โปรดดู http://seasiaconflict.com/
Comments
ปาตานีฟอรั่ม
ปาตานีฟอรั่ม ได้มีโอกาสสนทนากับ ดร. ฟารีช นูร์ (Dr. Farish Noor) ซึ่งเป็นนักรัฐศาสตร์ชั้นแนวหน้าของประเทศมาเลเซียและนักวิจัยอาวุโส แห่งมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีนันยาง ประเทศสิงคโปร์ การสนทนาครั้งนี้มุ่งเน้นเกี่ยวกับความขัดแย้งในพื้นที่ชาวมลายูทางภาคใต้ของไทยและแนวทางหยุดยั้งการสูญเสียที่เกิดจากความขัดแย้งอันนำไปสู่ความรุนแรง
คำถาม: มีความเข้าใจปัญหาภาคใต้ของไทยอย่างไร สำหรับชาวมาเลเซียเกี่ยวกับความขัดแย้งและการก่อความไม่สงบที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในพื้นที่ที่มีชนพูดภาษามลายูทางภาคใต้ของไทย?
ตอบ: ทางมาเลเซียทราบว่ามีความขัดแย้งเกิดขึ้นในภาคใต้ของประเทศไทย แต่พวกเขาไม่ทราบถึงวิธีการและเหตุผลที่เกิดขึ้น โดยหากยกเว้นรัฐทางตอนเหนือของประเทศมาเลเซีย กลันตัน ตรังกานู, เคดาห์ และ เปอร์ลิสแล้ว รัฐที่เหลือทั้งหมดของคาบสมุทรมลายูรวมทั้ง รัฐซาบาห์และซาราวัก ยังไม่มีหลักฐานทางประวัติศาสตร์ของจังหวัดชายแดนใต้ของประเทศไทยเกี่ยวกับความสัมพันธ์กับรัฐที่เหลือทั้งหมดของคาบสมุทรมลายู สำหรับเหตุผลทางประวัติศาสตร์และภูมิศาสตร์นั่นก็คือส่วนหนึ่งของประเทศไทยเชื่อมต่อกับทั้ง สี่รัฐทางภาคเหนือของประเทศมาเลเซีย ประวัติศาสตร์ของการอยู่ภายใต้การแทรกแซงของไทยทั้งทางตรงหรือทางอ้อมในระยะเวลา 300 ปีที่ผ่านมาและแน่นอนทีเดียวสายสัมพันธ์ที่เหนี่ยวแน่นของวัฒนธรรม ภาษาและครอบครัวรวมถึงความคุ้นเคยของทั้งสองฝั่งได้เชื่อมต่อกัน นี่เป็นปัญหาที่มีข้อพิพาทในพื้นที่เช่น รัฐกลันตัน, ตรังกานู และเคดาห์ แต่ไม่เกิดขึ้นอย่างแน่นอนในรัฐยะโฮร์ซึ่งเป็นรัฐทางตอนใต้ของประเทศมาเลเซียและในรัฐทางตะวันออกของมาเลเซียก็ไม่มีเช่นกัน คนทั่วไปเข้าใจว่ามีความรุนแรงเกิดขึ้นแต่ในแง่ของความเป็นหนึ่งอันเดียวกันของเอกภาพทางชาติพันธุ์ (Ethnic Solidarity) ซึ่งเราไม่เห็นหลักฐานที่มากพอในเรื่องนี้ มาเลเซียยอมรับเกี่ยวกับชายแดนที่มีอยู่ระหว่างมาเลเซียและไทย ซึ่งตามประวัติศาสตร์แล้วไม่มีรัฐบาลชุดใดของมาเลเซียได้อ้างสิทธิใด ๆเกี่ยวกับจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ของไทย) และแน่นอนว่าเมื่อมีความขัดแย้งเกิดขึ้นในพื้นที่ สิ่งสุดท้ายที่รัฐบาลมาเลเซียต้องการคือการถูกกล่าวหาว่ามีส่วนเกี่ยวข้องในการใช้ความรุนแรงในพื้นที่นั้น มันเป็นปัญหาที่ไม่เข้าใจเลยสำหรับมุมมองข้างต้น
ถาม : อะไรคือบทบาทของรัฐบาลมาเลเซียและภาคประชาสังคมของประเทศมาเลเซียที่สามารถช่วยแก้ปัญหาความขัดแย้งนี้ได้
ตอบ อันนี้กลายเป็นปัญหาด้วยเหตุผลง่ายๆที่ว่าสังคมมาเลเซียก็มีความซับซ้อนอยู่ในตัวเอง ปัญหาของความรุนแรงในภาคใต้ของประเทศไทยอาจจะมีเสียงสะท้อนที่แตกต่างกันในหมู่ชาวมาเลเซียที่มีเชื้อชาติและศาสนาที่แตกต่าง สำหรับชาวมาเลเซียในทางภาคเหนือของประเทศ ปัญหานี้เป็นปัญหาใกล้หัวใจของพวกเขามากทีเดียวเนื่องจากความเชื่อมโยงทางประวัติศาสตร์ แต่มีแนวโน้มที่จะเข้าข้างชาวมลายูมุสลิมในภาคใต้ของประเทศไทยและวัตถุประสงค์บางอย่างอาจจะหายไปบ้าง ส่วนในเรื่องที่ NGO สามารถทำได้นั่นก็คือ มาเลเซียมีทีมงานรักษาสันติภาพ (Peacekeeping Team) ที่ดีรวมทั้งทีมงานบรรเทาภัยพิบัติ (Disaster Relief Team ) ในเขตความขัดแย้งที่อื่น ๆ ทั่วโลก แต่บางทีอาจเป็นเพราะความใกล้ชิดระหว่างประเทศไทยและประเทศมาเลเซีย สำหรับเหตุผลที่ผมกล่าวมาข้างต้น เป็นการวิเคราะห์โดยส่วนตัว จากเหตุการณ์ทั้งหมดควรทำด้วยวิธีที่ระมัดระวังมากเพราะเมื่อเงื่อนไขความเป็นจริงและการไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด (Non-partisan) ได้ถูกทำให้สูญเสียไป ซึ่งเหมือนมีการแทรกแซงแบบแบ่งพรรคแบ่งพวกขึ้นในส่วนของประเทศมาเลเซีย ไม่ว่าอย่างไรก็ตามมาเลเซียเองจะหลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดขึ้น
ถาม ทำไมความมั่นคงในภาคใต้ของประเทศไทยมีความสำคัญในอาเซียน?
ตอบ : ความรุนแรงที่เกิดขึ้นนอกจากเป็นการประชาสัมพันธ์ที่ไม่พึงประสงค์แล้ว ความขัดแย้งจะทำให้พื้นที่ที่ควรพัฒนาจะเติบโตไปได้ช้าลง สำหรับ มาเลเซีย อินโดนีเซียและประเทศไทยได้ขึ้นชื่อว่าเป็นสามเหลี่ยมการเจริญเติบโตหรือสามเหลี่ยมเศรษฐกิจ (Growth Triangle) ซึ่งเชื่อมโยงภาคใต้ของประเทศไทยอยู่ในโครงการด้วย แต่การเจริญเติบโตนี้ไม่ได้แพร่กระจายไปยังชายฝั่งตะวันออกเฉียงใต้ของประเทศไทย นั่นก็คือในพื้นที่ปัตตานี ยะลาและนราธิวาส เพียงเพราะการลงทุนไม่สามารถเป็นไปได้ในพื้นที่นี้ ความพยายามที่จะสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้านการท่องเที่ยวที่มีงบประมาณต่ำได้ล้มเหลว พยายามที่จะสร้างโรงแรมขนาดเล็กรวมถึงสาขาของร้านอาหารก็ล้มเหลวอีกเช่นกัน เนื่องจากการระเบิดและการโจมตีที่เกิดขึ้น ปัญหานี้จะไม่ดีสำหรับทั้งสองฝ่าย ชาวมาเลเซียต้องการที่จะลงทุนและคนไทยเองก็ต้องการที่จะลงทุนเช่นกัน แต่ด้วยภาวะความขัดแย้งที่ยืดเยื้อยาวนานทำให้เป็นพื้นที่ต้องห้ามสำหรับทุกคน มันน่าสงสารเพราะศักยภาพการท่องเที่ยวมีมากเป็นพิเศษ ชาวมาเลเซียบินไปกรุงเทพฯ เชียงใหม่และภูเก็ตตลอดเวลาและพวกเขาก็ต้องการเยี่ยมชมภาคใต้ของประเทศไทยเช่นกัน ผลกระทบก็คือการไปท่องเที่ยวสถานที่เหล่านั้นคือทำให้ภาคใต้สูญเสียรายได้ทางเศรษฐกิจไป
ถาม อาจารย์ได้เก็บรวบรวมศิลปะและงานฝีมือรวมทั้งของเก่าจากชุมชนและชนเผ่าต่างๆทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ความรุนแรงในภาคใต้ของประเทศไทยเป็นอุปสรรคกิจกรรมในเชิงพาณิชย์รวมทั้งการแลกเปลี่ยนความคิดและความรู้หรือไม่
ตอบ : กรณีนี้สำหรับผมเป็นหนึ่งในความสูญเสียที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในฐานะที่เป็นนักประวัติศาสตร์ สถานที่ในปาตานี มีความสำคัญต่อหมู่เกาะต่างๆที่พูดภาษามาลายูเป็นอย่างมาก แน่นอนที่ว่าปาตานีเดิมทีเคยเป็นศูนย์กลางของการผลิตงานศิลปะและวรรณกรรมและยังเป็นศูนย์กลางของผลผลิตด้านวิชาการและความรู้ทางปัญญา ทั้งหมดเหล่านี้ได้สูญหายไปและถูกลืมอย่างสิ้นเชิงในปัจจุบันนี้ ความจริงก็คือได้เห็นถึงความไม่เป็นมิตรซึ่งความขัดแย้งทำให้พื้นที่เป็นเช่นนี้ส่วนในแง่ของคุโณปการด้านงานศิลปะในวงกว้างและชีวิตปัญญาชนในโลกมลายูได้ลดลงอย่างน่าเป็นห่วง ปาตานีไม่ได้มีบทบาทสำคัญที่โดดเด่นในด้านศิลปะและอักษรมลายูมามากกว่า 30 ปีแล้ว ทั้งในอาเซียนและในยุโรป พูดกันง่ายๆก็คือผลผลิตทางด้านศิลปะจะขึ้นอยู่กับเสถียรภาพทางการเมืองนั่นเอง ซึ่งนี้เป็นความจริงในประวัติศาสตร์ของมนุษย์และสังคม คุณต้องการที่ที่ปลอดภัยเพื่อให้ประชาชนสามารถวาดภาพทาสีและแบ่งปันความคิดของพวกเขาได้อย่างอิสระและเปิดเผย และเนื่องจากภาคใต้ของประเทศไทยอยู่ในภาวะความขัดแย้ง การแสดงตนในด้านงานศิลปะและวัฒนธรรมของโลกมลายูจึงไม่เกิดขึ้น ในการจัดประชุมนิทรรศการและการแสดงผลงานจากทั่วทุกมุมโลกที่เราพูดคุยเกี่ยวกับศิลปะและตัวอักษรมาลายูตัวแทนจากปาตานีจึงไม่ปรากฏ น่าสงสารยิ่งนักต่อชาวมาลายูภาคใต้ของประเทศไทยเนื่องจากพวกเขาสูญเสียรอยต่อทางประวัติศาสตร์และการเชื่อมโยงกับของประเทศที่เหลือในโลกมาลายู นอกจากนี้ในประเทศไทยเองก็สูญเสียไปเช่นกัน สิ่งเหล่านี้ล้วนแต่เป็นสิ่งสำคัญสำหรับประเทศไทยที่จะต้องเป็นส่วนหนึ่งของโลกมาลายู ซึ่งจะช่วยให้ประเทศไทยได้ครอบครองสถานที่ต่างๆและช่องว่างทางวัฒนธรรมในเวลาเดียวกัน มันอาจจะเกิดขึ้นในชาวพุทธพลัดถิ่นทั่วโลก หรืออาจจะเกิดขึ้นกับชาวเอเชียพลัดถิ่นทั่วโลกและอาจจะเกิดกับชาวมาลายูพลัดถิ่น และควรจะครอบครองทั้งหมดของพื้นที่และสถานที่เหล่านี้เพราะเป็นการเสริมสร้างความประเทืองให้กับประเทศไทย ภาพลักษณ์และเอกลักษณ์เป็นความซับซ้อนของประชาชาติเกือบทุกประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ความขัดแย้งเหล่านี้ทำความเสียหายแก่ชาวมาลายูภาคใต้ของประเทศไทยทว่านำความเสียหายให้กับประเทศไทยทั้งหมด
ถาม คุณเขียนหนังสือ (จิตวิญญาณของไม้:ศิลปะไม้แกะสลักของมาลายู) อะไรคือความโดดเด่นของกริชปาตานีในหนังสือของคุณ?
ตอบ : เมื่อเราพูดคุยเกี่ยวกับกริชซึ่งเป็นสิ่งประดิษฐ์ทางวัฒนธรรม ตามประวัติศาสตร์แล้วคาบสมุทรมาลายูเป็นเจ้าของผู้ผลิตกริช ทว่าเพียง
ส่วนหนึ่งของคาบสมุทรนี้เท่านั้นที่ผลิตกริชท้องถิ่นที่ต่างจากกริชที่นำเข้าจากสุมาตรา ชวา และสุลาเวสีนั่นก็คือ ปาตานี กลันตันและ ตรังกานู พวกเขาผลิตกริชท้องถิ่นที่มีลักษณะโดดเด่นเฉพาะไม่สามารถหาจากที่ใดในโลก กริชของปาตานีหรือสิ่งที่เราเรียกว่า "กริชมาลายู" หรือ "กริชตันหยง" มันมีความพิเศษเฉพาะในแวดวงของกริช แต่น่าเศร้านักคุณรู้ไหมว่า เนื่องด้วยความขัดแย้งทำให้ไม่สามารถเป็นไปได้เลยที่นักสะสมกริชจะไปค้นหาสิ่งประดิษฐ์ที่สำคัญเหล่านี้ ซึ่งเป็นไปไม่ได้ต่อไปสำหรับชาวปาตานีที่จะโปรโมทส่งเสริมมรดกและวัฒนธรรมในด้านนี้ได้ ซึ่งยังมีความเกี่ยวโยงไปถึงการเดินเรือในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อีกอย่างหมายถึงความเสียหายของชาวมาลายูมุสลิมภาคใต้ของไทยและเป็นการสูญเสียของประเทศไทยด้วยปัจจุบันนี้สะพานเชื่อมทางวัฒนธรรมของไทยจะไปไกลจนถึงอินโดนีเซีย กริชเป็นสัญลักษณ์สากลจากกัมพูชาไปบาหลี สุลาเวสี ชวาและสุมาตราเป็นหลักสำคัญทางประวัติศาสตร์ที่ยึดประเทศไทยในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และเพิ่มภาพลักษณ์ให้กับประเทศไทยที่มีลักษณะแบบพหุสังคม แต่เนื่องจากความขัดแย้งทำให้ประเทศไทยได้ร่วงหล่นจากแผนที่ไป ตัวอย่างเช่นในประเทศอินโดนีเซียการเก็บรวบรวมกริชเป็นงานอดิเรกประจำชาติในหมู่นักสะสมของอินโดนีเซีย แต่น่าเศร้าที่ประเทศไทยไม่ปรากฏให้เห็นเช่นนี้ ชาวชวาโดยส่วนใหญ่จะไม่เคยเห็น กริชปาตานีสักครั้งในชีวิต และนี้เป็นความสูญเสียที่น่าเศร้าทีเดียวสำหรับประเทศไทยเพราะสิ่งนี้คือสะพานที่เชื่อมต่อไปยังประเทศอินโดนีเซีย
หมายเหตุ : สนใจติดตามบทความของ Dr. Farish Noor http://www.othermalaysia.org/
คุณดอน ฉันเป็นคนปัตตานี
คุณดอน
ฉันเป็นคนปัตตานี อยู่ตั้งแต่เกิดจนจะ 30 ปี จึงได้ย้ายตามแฟน
เวลาผ่านมานานแล้ว ตอนนี้ฉัน เกือบ 60 ปี
จำได้ว่าช่วงนั้นมีความสุข ขี่เวสป้าไปกลับ ยะลา ปัตตานี ไปสงขลา หาดใหญ่ รถเสียแถวยะรัง ก็ได้คนแถวนั้นซ่อมให้ ช่วงทำงานก็อยู่ยะลา มีระเบิดบ้างบางครั้ง ก็ได้คนพื้นที่ดูแลให้ คนสมัยก่อนจะเชื่อถือผู้ใหญ่ มันเหมือนกับจะสงบสุขนะ เพื่อนๆ ไปแสวงบุญ กลับมาเล้าว่า ชาติที่ไม่ชอบไทยก็มี เขาไม่รู้จักประเทศไทย ไม่มีแผนที่ประเทศไทย เพื่อนก็ตกใจ เราเลยรู้ว่าการปลูกฝังมันอาจจะมาจากนอกประเทศ พอความคิดความเชื่อ ความรุนแรงเข้าถึงวัยรุ่น วัยรุ่นไม่เชือถือผู้ใหญ่ ในใจฉันนะอยากให้เกิดความร่วมมือจากประเทศเพื่อนบ้านจริงจังเสียที ออนไลน์หน้าตาไปให้ ดูซิประเทศเพื่อนบ้านเขาจะทำได้ไหม
คุณดอน
ตัวคุณเอง ทหาร นักการเมือง ข้าราชการ คนในพื้นที่นั่นแหละ ต้องแก้ไขให้ได้ ถามใจตัวเองกันเถอะ จะเอาอะไร จะทำอย่างไร จะลงประชามติกันไหม พื้นที่นะเรื่องสมมติ แต่การได้อยู่อย่างมีความสุข ในช่วงเวลาสั้นๆของชีวิต นั้นควรทำให้ได้
อย่าโทษนั่นนี่เลย
ต้องขจัดโจรใต้ให้สิ้นซาก ดร.โ
ต้องขจัดโจรใต้ให้สิ้นซาก
ดร.โสภณ พรโชคชัย
ดินแดนภาคใต้ไม่ใช่ของชนชาติหรือศาสนาใดโดยเฉพาะ แต่ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกัน โจรจีนมาลายู ผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ ยังไม่ทำผู้บริสุทธิ์ อย่าอ้างสิทธิมนุษยชนเพื่อช่วยผู้ก่อการร้ายที่มุ่งทำลายชีวิตและทรัพย์สินของผู้บริสุทธิ์ ผู้บริสุทธิ์ยินดีเสียสิทธิบางส่วนเพื่อรักษาชีวิตและความสงบสุข รัฐบาลจึงควรมีการตราพระราชบัญญัติพิเศษตั้งกองกำลังพิเศษ ศาลพิเศษ เรือนจำพิเศษ จัดการกับปัญหานี้ให้เด็ดขาด
จากเหตุการณ์วินาศกรรมที่หน้าโรงแรมลีการ์เดน ในเขตเทศบาลนครหาดใหญ่ และที่ในเขตเทศบาลนครยะลาในวันเสาร์ที่ 31 มีนาคม 2555 ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตประมาณ 12 ศพ และบาดเจ็บมากกว่า 400 คนนั้น ผมขอไว้อาลัยแก่ผู้สูญเสียในครั้งนี้
ต่อปัญหาการก่อการร้ายในภาคใต้นั้น ขอให้ทุกท่านโปรดคิดใหม่เถิดว่า เราไม่ต้องไปสับสนกับประวัติศาสตร์ว่าดินแดนแห่งนี้เป็นของใครมาก่อน เพราะเป็นเรื่องอดีตที่ผลัดเปลี่ยนหมุนไปตามยุคสมัย ไม่ใช่ของชนชาติหรือศาสนาใดโดยเฉพาะ
ประเด็นสำคัญอยู่ที่ว่า การก่อการร้ายสร้างความสูญเสียชีวิตและทรัพย์สินต่อผู้บริสุทธิ์เป็นสิ่งที่มนุษยชาติไม่อาจยอมรับได้ และประชาชนในพื้นที่ต่างยินดีที่จะเสียสิทธิมนุษยชนพื้นฐานบางอย่างเพื่อความสงบสุข ดังนั้นรัฐบาลจึงอาจเสนอรัฐสภาตราพระราชบัญญัติการปราบปรามการก่อการร้าย โดยให้สามารถจับกุม คุมขังผู้ต้องหาการก่อการร้ายได้ยาวนานกว่าปกติ ให้มีศาลตัดสินผู้ก่อการร้าย มีเรือนจำพิเศษสำหรับคุมขังผู้ก่อการร้าย
รัฐบาลไม่พึงกลัวว่าต่างประเทศจะเพ่งเล็งเรื่องสิทธิมนุษยชน เพราะทั้งในสหรัฐอเมริกา อังกฤษ มาเลเซีย สิงคโปร์ และอื่น ๆ ต่างให้ความสำคัญต่อการจัดการปัญหาการก่อการร้ายโดยไม่นำพาต่อหลักสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานที่ใช้สำหรับคนทั่วไป ปัญหาการก่อการร้ายต่างจากปัญหาความเห็นต่างทางการเมือง เช่น กรณีเสื้อเหลือง เสื้อแดง กรณีคอมมิวนิสต์ หรืออื่น ๆ เพราะความขัดแย้งทางการเมืองเหล่านั้นไม่เคยมุ่งทำลายชีวิตของผู้บริสุทธิ์
ดังนั้นรัฐบาลจึงควรจัดการให้เด็ดขาดกับการออกกฎหมายพิเศษ ที่ให้อำนาจเจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายทั้งทหาร ตำรวจ ตุลาการ ราชทัณฑ์ โดยมีกองกำลังเฉพาะ มีเรือนจำพิเศษ มีศาล ฯลฯ เพื่อจัดการการก่อการร้ายอย่างมีประสิทธิภาพ ถูกต้อง รวดเร็วและเด็ดขาด ส่วนการป้องกัน เยียวยา ให้อภัยโทษกับผู้กลับใจหรืออื่นใด ก็สามารถดำเนินการควบคู่กันไป เพราะในทางเศรษฐกิจปัจจุบัน มาเลเซียซึ่งเคยยากจนกว่าไทย กลับมีรายได้ประชาชาติต่อหัวมากกว่าไทยถึงเกือบหนึ่งเท่าตัว จึงทำให้คนไทยใจทาสบางส่วนต้องการแยกแผ่นดิน ผิดกับกรณีชาวพม่าที่บรรพบุรุษสามารถพิชิตไทยได้ ก็ยังยินดีมาขายแรงงานในประเทศไทย เพราะประเทศไทยร่ำรวยกว่านั่นเอง
การอ่อนข้อให้กับการก่อการร้ายได้พิสูจน์มาแล้วทั่วโลกว่าเป็นสิ่งที่ไม่สามารถทำได้ ยกเว้นแต่ในกรณีการจัดฉากด้วยเล่ห์กลเพทุบายของผู้มีใจเห็นแก่อริราชศัตรูที่จะบ่อนทำลายอธิปไตยของไทยเท่านั้น
การที่แกนนำของกลุ่มผู้ก่อความ
การที่แกนนำของกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบ ไม่ยอมเจรจากับทักษิณและพรรคเพื่อไทยนั้น
ผมคิดว่าเป็นการเข้าใจผิดของแกนนำกลุ่มฯ ที่ไม่เข้าใจโครงสร้างอำนาจที่แท้จริงในไทย
พวกเขาอาจไม่เข้าใจว่า อำนาจทางทหารเป็น "อำนาจอธิปไตยที่สี่" ของเมืองไทย
ไม่มีความเกี่ยวข้องกับอำนาจอธิปไตยอื่นๆ ตามทฤษฎีอำนาจอธิปไตยที่เขียนแหกตากันไว้
ทุกรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งซึ่งเป็นตัวแทนอำนาจจากประชาชน ไม่อาจสั่งการใดๆทหารได้
รัฐบาลที่จะอาจจะสั่งการทหารได้ต้องมาจากการแต่งตั้ง
หรือมีตัวแทนอำนาจจากฝ่ายทหารมาเป็นนายกเสียเองเท่านั้น
สังเกตได้ว่ารัฐบาลฟากไทยรักไทย-พลังประชาชน จนถึงเพื่อไทย
จะไม่มีสิทธิที่จะสั่งให้ทหารเข้าจัดการผู้ชุมนุมทางการเมืองได้เลย
จะมีแต่รัฐบาลประชาธิปัตย์ครั้งล่าสุด ที่ฝ่ายทหารช่วยจัดตั้งมากับมือเท่านั้น
ที่ทหารสามารถสั่งให้รัฐบาลทำการสั่งให้ทหารปฏิบัติการกันอีกที
แล้วเขาอาจจะไม่เข้าใจว่า ตอนนั้นกำลังมีปฏิบัติการลับของอีกขั้วอำนาจหนึ่ง
ต้องการล้มล้างรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ที่มาด้วยคะแนนเสียงท่วมท้น
จนน่ากลัวว่าจะเป็นอันตรายต่อฐานอำนาจของอีกฝ่ายหนึ่ง
ความไม่สงบในภาคใต้ อาจตกเป็นเครื่องมือหนึ่งในการดิสเครดิตรัฐบาลในสมัยนั้น
และคนสามจังหวัดภาคใต้ ก็ได้กลายเป็นเหยื่อไปโดยไม่รู้อิโหน่อิเหน่
มันเป็นเรื่องน่าเศร้าใช่ไหมครับ สำหรับการเมืองไทย
ที่มีอำนาจมืดอันบิดๆเบี้ยวๆเล่นการเมืองหลังฉากกันอยู่
และมันจะเป็นอย่างนี้ไปอีกนานแสนนาน...
อีกนานจนกว่าฉากจะเปิดออกมาให้เห็น...ว่ามีอะไรอยู่หลังฉากนั้น