ยื่นหนังสือผู้ว่าฯ ตรัง รอบ 2 จวกเลี่ยงแก้ปัญหาอุทยานฯ คุกคามพื้นที่โฉนดชุมชน
เครือข่ายปฏิรูปที่ดินเทือกเขาบรรทัด ยื่นหนังสือถึงพ่อเมืองตรังรอบ 2 หลังสมาชิกเครือข่ายฯ ถูกรื้อถอนสะพานเข้าหมู่บ้าน พร้อมทั้งเคลื่อนขบวนรณรงค์ 20 กม.แจกแถลงการณ์ 1,000 ชุดทั่วเมืองตรัง
จากเหตุการณ์ที่สมาชิกเครือข่ายปฏิรูปที่ดินเทือกเขาบรรทัด จ.ตรัง ถูกเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติเขาปู่-เขาย่า นำกำลังเข้าไปตัดฟันสวนยางพาราในพื้นที่โฉนดชุมชนบ้านทับเขือ-ปลักหมู และรื้อสะพานเข้าพื้นที่โฉนดชุมชนบ้านหาดสูง
วันที่ 10 เม.ย.55 เมื่อเวลา 12.00 น. เครือข่ายปฏิรูปที่ดินเทือกเขาบรรทัด จ.ตรัง ประมาณ 150 คน ได้เคลื่อนขบวนรถยนต์และรถจักรยานยนต์รณรงค์แจกแถลงการณ์ จำนวน 1,000 ชุด ในพื้นที่ อ.เมืองตรัง เปิดโปงการข่มขู่คุกคามชุมชนดั้งเดิมในพื้นที่โฉนดชุมชนของเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติเขาปู่-เขาย่า และเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเทือกเขาบรรทัดพร้อมทั้งเข้ายื่นหนังสือต่อนายเสนีย์ จิตตเกษม ผู้ว่าราชการจังหวัดตรัง
นายสมนึก พุฒนวล กรรมการเครือข่ายปฏิรูปที่ดินเทือกเขาบรรทัด กล่าวว่า จากการกระทำของเจ้าหน้าที่ได้สร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนทั้งจังหวัด ที่มีพื้นที่ทับซ้อนระหว่างอุทยานฯ กับชาวบ้านซ้ำแล้วซ้ำอีก ทั้งๆ ที่เครือข่ายฯ ได้ยื่นหนังสือต่อผู้ว่าราชการจังหวัดตรัง เมื่อวันที่ 3 เม.ย.55 แต่เพียง 3 วัน ก็ถูกคุกคามอีก นับว่าเป็นการซ้ำเติมประชาชนที่ลำบากยากจนให้ลำบากสาหัสขึ้นไปอีก
นายสมนึก กล่าวถึงการที่ทางเครือข่ายฯ เดินทางข้ายื่นหนังสือต่อผู้ว่าราชการจังหวัดตรังว่า เพื่อติดตามผลความคืบหน้าจากการยื่นข้อเรียกร้อง เมื่อวันที่ 3 เม.ย.ที่ผ่านมา และได้รับคำตอบจากนายไชยยศ ธงไชย รอง ผวจ.ตรัง ซึ่งลงมารับหนังสือว่า ได้ประสานงานส่งหนังสือไปยังนายกรัฐมนตรี และกองทัพภาคที่ 4 แล้ว แต่ยังไม่ได้รับการตอบกลับมายังจังหวัดตรัง ส่วนการประสานงานหน่วยงานป่าไม้ให้ยุติการกลั่นแกล้งข่มขู่คุกคามดำเนินคดีกับเกษตรกรรายย่อยในพื้นที่ชุมชนดั้งเดิมนั้น รองผู้ว่าฯ บอกว่าขอเวลารับฟังหน่วยงานป่าไม้ก่อน แสดงให้เห็นถึงท่าทีหลีกเลี่ยงในการแก้ไขปัญหา
อย่างไรก็ตาม ทางเครือข่ายฯ ได้ยื่นข้อเรียกร้อง 3 ข้อ ต่อ ผวจ.ตรัง อีกครั้ง ดังนี้ 1.ให้ประสานงานหาทางแก้ไขช่วยเหลือกรณีการรื้อถอนสะพานบ้านหาดสูงโดยเร่งด่วน 2.ให้กำกับหน่วยงานป่าไม้และหน่วยงานอื่นที่อยู่ในการบริหารงานของจังหวัด เพื่อให้เกิดการปราบปรามผู้บุกรุกป่าตัวจริง และยุติการกลั่นแกล้ง ข่มขู่คุกคาม ทำลายอาสิน ดำเนินคดีกับเกษตรกรรายย่อยในพื้นที่ดั้งเดิม และ 3.ให้แจ้งผลดำเนินงานให้เครือข่ายฯ ทราบเป็นลายลักษณ์อักษร
“เครือข่ายมีแผนรณรงค์กับคนตรัง ควบคู่ไปกับการเจรจากับทางจังหวัด สำหรับการเคลื่อนไหวหลังจากนี้ จะมีการเคลื่อนขบวนรณรงค์ไปแจกใบปลิวต่อพี่น้องในพื้นที่ อ.นาโยง อ.ย่านตาขาว และ อ.ปะเหลียน รวมทั้งอำเภออื่นๆ พร้อมทั้งยื่นหนังสือต่อนายอำเภอด้วย” นายสมนึกให้ข้อมูล
นายสมนึกกล่าวด้วยว่า การแจกแถลงการณ์ในวันนี้ได้รับความสนใจจากพี่น้องข้าราชการ และพี่น้องคนเมืองตรังเป็นอย่างมาก หลายคนได้กล่าวให้กำลังใจเครือข่ายฯ ให้ต่อสู้ปกป้องสิทธิในที่ดินทำกิน และดูแลรักษาป่าต่อไป ส่งผลให้สมาชิกเครือข่ายฯ ได้มีกำลังใจมากขึ้น
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ขบวนรณรงค์ของเครือข่ายปฏิรูปที่ดินเทือกเขาบรรทัดในครั้งนี้ มีระยะทางประมาณ 20 กิโลเมตร โดยเคลื่อนขบวนท่ามกลางสายฝนจากศูนย์ประสานงานเครือข่ายฯ ม.4 ต.ควนปริง อ.เมือง ไปยังศาลากลางจังหวัดตรัง หลังจากนั้นได้เคลื่อนขบวนแจกแถลงการณ์ต่อเจ้าหน้าที่ราชการบริเวณศาลากลางจังหวัด เทศบาลนครตรัง และประชาชนทั่วไปที่สัญจรและตั้งบ้านเรือนบนถนน 6 สาย ได้แก่ ถ.พัทลุง ถ.ราชดำเนิน ถ.พระราม 6 ถ.วิเศษกุล ถ.กันตัง และ ถ.ตรัง-ปะเหลียน
ทั้งนี้ สมาชิกเครือข่ายฯ ได้แต่งกายด้วยชุดดำและขาว และงดใช้เครื่องเสียง เพื่อไว้ทุกข์ต่อสมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ ตามประกาศของรัฐบาล
นอกจากนั้น เครือข่ายปฏิรูปที่ดินแห่งประเทศไทย ยังออกแถลงการณ์ “รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ต้องรักษาสัญญาที่ให้ไว้กับประชาชน หยุดซื้อเวลา เร่งแก้ไขปัญหาสิทธิชุมชน” สนับสนุนการแก้ปัญหาความขัดแย้งโดยการจัดให้มีโฉนดชุมชน เนื้อหาดังนี้



แถลงการณ์ฉบับที่ 1 เครือข่ายปฏิรูปที่ดินแห่งประเทศไทย
รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ต้องรักษาสัญญาที่ให้ไว้กับประชาชน
หยุดซื้อเวลา เร่งแก้ไขปัญหาสิทธิชุมชน
แม้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ภายใต้การนำของนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร จะแถลงนโยบายที่ดินและทรัพยากรธรรมชาติ เอาไว้อย่างชัดแจ้งต่อรัฐสภา เมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 2554 ว่าจะปฏิรูปการจัดการที่ดินโดยให้มีการกระจายสิทธิที่ดินอย่างเป็นธรรมและยั่งยืน รวมถึงจะผลักดันกฎหมายในการรับรองสิทธิของชุมชนในการจัดการทรัพยากร ที่ดิน น้ำ ป่าไม้และทะเล น่าเสียดายที่นโยบายสวยหรูเหล่านี้ กระทั่งปัจจุบันไม่มีแนวปฏิบัติที่ชัดเจน มิหนำซ้ำ รัฐบาลยังปล่อยปละละเลย ให้เจ้าหน้าที่ภาครัฐ โดยกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ใช้อำนาจโดยมิชอบ ไม่เพียงแต่ ไม่เดินตามแนวทางรับรองสิทธิชุมชนตามทีกล่าวอ้างไว้ในนโยบาย แต่กลับมีพฤติกรรมละเมิดสิทธิของชุมชนในการจัดการทรัพยากรอย่างรุนแรง
ดังที่เป็นข่าว กรณีนายสุรเชษฐ์ วันดีเรืองไพศาล หัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาบรรทัดจับกุมชาวบ้านในพื้นที่นำร่องโฉนดชุมชนบ้านตระ จ.ตรังจำนวน 2 รายด้วยข้อหาการนำผลหมากออกมาขายในวันที่ 25 มีนาคม ต่อมาในวันที่ 30 มีนาคม นายสมชัย แสงแก้ว หัวหน้าเขตอุทยานแห่งชาติเขาปู่-เขาย่า นำกำลัง 50 นาย เข้ารื้อถอนตัดฟันต้นยางพารา ลองกอง สะตอ หมากและมะพร้าว รวม 1000 ต้น ของชาวบ้าน 3 ราย ในพื้นที่โฉนดชุมชนบ้านทับเขือ-ปลักหมู จ.ตรัง และในวันที่ 6 เมษายนที่ผ่านมา นายเกรียงศักดิ์ ดีกล่อม หัวหน้าหน่วยปากแจ่ม อุทยานฯเขาปู่-เขาย่า นำกำลัง 30 นาย เข้ารื้อถอนสะพานสัญจรที่มีอยู่เพียงเส้นทางเดียวของชาวบ้านหาดสูง จ.ตรัง
ในขณะที่ข้อเท็จจริง พื้นที่เหล่านี้อยู่ในกระบวนการทำงานและแก้ไขปัญหาร่วมกับสำนักงานโฉนดชุมชน สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี และคณะกรรมการประสานงานเพื่อจัดให้มีโฉนดชุมชน ซึ่งมีรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญากุล เป็นประธานและกำกับดูแล อีกทั้งยังอยู่ภายใต้ข้อตกลงความร่วมมือระหว่างสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีกับกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ที่ลงนามโดยปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม นายโชติ ตราชู เมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2554 ใจความสำคัญว่า กระทรวงทรัพยากรฯ จะดำเนินการปรับปรุงหลักเกณฑ์ต่างๆ เพื่อเอื้ออำนวยต่อการดำเนินงานโฉนดชุมชน และจะมอบหมายเป็นนโยบายให้หน่วยงานในสังกัดแก้ไขข้อพิพาทแก่ชุมชนที่ประสงค์จะดำเนินงานโฉนดชุมชน
โฉนดชุมชนเป็นแนวทางการแก้ไขปัญหาที่ดินทำกิน โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีการทับซ้อนสิทธิ์ระหว่างหน่วยงานรัฐกับประชาชน เหตุจากความผิดพลาดที่ว่า พื้นที่ป่าสงวนฯ และอุทยานแห่งชาติฯที่ราชการประกาศจำนวนมากนั้น ล้วนแต่มีชุมชนท้องถิ่นตั้งถิ่นฐานอยู่ก่อนแล้ว ชุมชนเหล่านี้ไม่ได้รับการสำรวจและกันแนวเขตที่ดินทำกินออก หากได้ถูกผนวกรวมเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของพื้นที่อนุรักษ์ เพื่อร่วมกับหน่วยงานรัฐในการป้องกันปัญหาการบุกรุกทำลายป่า ชุมชนเตรียมการโฉนดชุมชนจึงมีกฎกติกาดูแลรักษาพื้นที่ปา ที่ได้รับการยอมรับจากสังคมวงกว้าง
น่าเสียดายที่เจ้าหน้าที่ภาครัฐ ไม่แยกแยะและมองไม่เห็นคุณค่าของชุมชนผู้ดูแลรักษาป่า พฤติกรรมความรุนแรงที่เกิดขึ้นในพื้นที่โฉนดชุมขนภาคใต้ จึงสะท้อนถึงความไร้ประสิทธิภาพ ความไม่จริงใจและไม่ใส่ใจของรัฐบาลผู้บริหารประเทศ ต่อนโยบายแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินตามที่ได้แถลงไว้ รวมถึงรัฐมนตรีที่กำกับดูแลเรื่องโฉนดชุมชน ที่ไม่สามารถกำกับให้เจ้าหน้าที่ภาครัฐ โดยเฉพาะกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ปฏิบัติตามนโยบายรับรองสิทธิชุมชนที่ให้ไว้กับประชาชนได้
เครือข่ายปฏิรูปที่ดินแห่งประเทศไทย ขอเรียกร้องให้รัฐบาล และรัฐมนตรีที่กำกับดูแลเรื่องโฉนดชุมชน กลับมาใส่ใจต่อปัญหาพื้นฐานของประชาชน และดำเนินการดังต่อไปนี้
- มอบหมายนโยบายที่ชัดเจน และกำกับดูแลเจ้าหน้าที่ภาครัฐ โดยเฉพาะกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช และสำนักงานโฉนดชุมชน ให้ปฏิบัติตามนโยบายของรัฐบาลที่ต้องการรับรองสิทธิชุมชนในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ ดิน น้ำ ป่า ทะเล
- เพื่อป้องกันคำกล่าวที่ว่า รัฐบาลปากว่าตาขยิบ และมีส่วนรู้เห็นต่อความรุนแรงในพื้นที่โฉนดชุมชนภาคใต้ รัฐบาลต้องเร่งผลักดันกฎหมายรับรองสิทธิชุมชนในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ ให้เป็นผลสำเร็จภายในเวลา 1 ปี นับจากวันที่ได้แถลงไว้ต่อรัฐสภา
เครือข่ายปฏิรูปที่ดินแห่งประเทศไทย
11 เมษายน 2555
Comments
ความเห็นทางวิชาการ: คุณจินตนา
ความเห็นทางวิชาการ: คุณจินตนา แก้วขาว กับกฎหมู่
25 ตุลาคม 2554
ดร.โสภณ พรโชคชัย
http://www.facebook.com/dr.sopon
ไม่มีใครปฏิเสธว่าการอนุรักษ์ธรรมชาติเป็นสิ่งที่ดี แต่การต่อสู้ของกลุ่มคุณจินตนา แก้วขาว ประธานกลุ่มอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมบ้านกรูด และพวกจนถูกศาลฎีกาพิพากษาจำคุก 4 เดือนนั้นแสดงให้เห็นชัดว่าเป็นการใช้สิทธิเกินขอบเขตจนละเมิดอาญาแผ่นดิน ความผิดเช่นนี้ควรได้รับการน้อมตระหนัก
อนุสนธิจากมูลนิธิส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนได้เขียนบทความ “ความเห็นทางวิชาการคดีจินตนา แก้วขาว” ใน ‘ประชาไท’ ยกย่องการทำดีเพื่อสิ่งแวดล้อมจนติดคุก โดยได้ตั้งคำถามว่าการตัดสินนี้ถือเป็น “การขัดกันของการบังคับใช้กฎหมาย (อาญา) กับหลักสิทธิมนุษยชน (ตามรัฐธรรมนูญ)” <1> หรือไม่ ผมเห็นว่านี่เป็นการบิดเบือนความจริง ไม่มีกลุ่มหรือบุคคลใดสามารถใช้สิทธิชุมชนหรือสิทธิมนุษยชนจนผิดอาญาแผ่นดินได้ การใช้กฎหมู่และความรุนแรงเป็นสิ่งที่สังคมยอมรับไม่ได้ ผมจึงขอมองต่างมุม แต่ไม่ได้มุ่งหวังหาเรื่องหรือขุดคุ้ยใคร แต่ผมไม่เห็นด้วยกับการโฆษณาชวนเชื่อยกย่องเกินจริง
ศาลฎีกาจำคุกคุณจินตนา
เมื่อวันที่ 11 ตุลาคม 2554 ศาลฎีกาพิพากษาจำคุกคุณจินตนาในข้อหาบุกรุกและรบกวนการครอบครองที่ดินของเอกชน และนำของโสโครกเปรอะเปื้อนบุคคลและทรัพย์ มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา หลังจากคุณจินตนาได้นำชาวบ้านกลุ่มเสื้อเขียวบุกรุกเข้าไปในงานเลี้ยงโต๊ะจีน จำนวน 2,000 โต๊ะ ของบริษัท ยูเนี่ยน พาวเวอร์ ดีวีลอปเม้นท์ จำกัด เจ้าของโครงการโรงไฟฟ้าหินกรูด เมื่อวันที่ 13 มกราคม 2544 ทำให้ทรัพย์สินเสียหายและบริษัทต้องยกเลิกการจัดงานดังกล่าว <2>
ก่อนหน้าศาลฎีกาตัดสินเพียงไม่กี่วัน (5 ตุลาคม 2554) ยังมีการจัดอภิปรายเรื่อง “เป็นอาชญากร หรือนักสู้เพื่อชุมชน” ในงานมีนักวิชาการมาให้กำลังใจและสนับสนุนคุณจินตนาด้วยการอ้างสิทธิชุมชน โดยไม่คำนึงถึงความผิดที่คุณจินตนาก่อไว้ข้างต้น คุณจินตนายังกล่าวด้วยว่า (หากตัดสินว่าตนผิด) “ชาวบ้านจะใช้วิธีตาต่อตาฟันต่อฟันหรือเปล่า ถ้ากระบวนการยุติธรรมมันไม่ได้เป็นที่พึ่งที่แท้จริง” <3>
ปรากฏว่าหลังจากคำตัดสิน กรรมการสิทธิมนุษยชนยังนำคณะไปเยี่ยมคุณจินตนา <4> และได้ให้สัมภาษณ์ในว่า “ . . . ต้องหาเหตุผลมาอธิบายให้คนในสังคมเข้าใจ สำหรับการใช้ศาลสิ่งแวดล้อมเข้ามาพิจารณาคดี แต่ประเด็นที่จะทำให้กระบวนการยุติธรรมโดยเฉพาะศาลได้เข้าใจคือการบังคับใช้กฎหมายเชิงเดี่ยวที่มองเฉพาะมิติของกฎหมายแพ่งหรือกฎหมายอาญา แต่ทุกฝ่ายควรจะมองถึงกฎหมายรัฐธรรมนูญและกฎหมายด้านสิทธิมนุษยชน เป็นเรื่องของกฎหมายเชิงซ้อนที่มองว่าคดีแพ่งและคดีอาญาที่เกิดขึ้น” การมองในแง่นี้ก็เท่ากับการไม่ได้สำนึกถึงความผิดที่เกิดขึ้น
รู้ให้ชัดว่าผิดอย่างไร
สำหรับคำพิพากษาของศาลฎีกา <5> ระบุว่า ในวันเกิดเหตุ “จำเลยกับพวกรวม 100 คน ได้เดินเข้าไปในบริเวณที่จัดงานแล้วพูดว่า พวกเราเอาน้ำปลาวาฬใส่เลย จากนั้นชี้นิ้วไปตามโต๊ะอาหารของพวกจำเลยประมาณ 50 คน ต่างแยกย้ายกันนำถุงน้ำปลาวาฬไปบีบใส่โต๊ะอาหาร ถังน้ำแข็ง และขว้างไข่เน่าใส่เวที” แต่คุณจินตนากลับให้การว่า “วันเกิดเหตุจำเลยกับพวกรวมประมาณ 30 คน พากันไปที่สำนักงานของผู้เสียหายเพื่อยื่นหนังสือคัดค้าน เมื่อไปถึงพบกลุ่มชายฉกรรจ์รวมประมาณ 50 คน จำเลยกับพวกเกรงว่าจะไม่ปลอดภัยจึงพากันเดินเลี่ยงขอผ่านไปหน้าเวทีงาน เห็นชาวบ้านทะเลาะกับผู้จัดเวทีจำเลยจึงเข้าไปห้ามปราม จากนั้นจำเลยกับพวกดังกล่าวพากันกลับบ้าน”
ศาลพิเคราะห์จากหลักฐานแล้วไม่เชื่อคำให้การของจำเลย แต่เห็นพ้องตามโจทย์ รวมทั้งพยานก็ให้การตรงกัน เหตุเกิดเวลากลางวัน จึงเห็นได้ชัด และพยานโจทก์ก็รู้จักและจดจำจำเลยได้ และไม่ปรากฏว่าพยานโจทก์เหล่านั้นเคยมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยมาก่อน ไม่มีเหตุชวนให้ปรักปรำโจทก์ ศาลยังระบุว่า “. . .ที่จำเลยฎีกาต่อไปว่าธรรมชาติของคดีที่กล่าวหาว่าจำเลยกระทำความผิดมิใช่การกระทำความผิดอย่างคดีอาญาสามัญ การใช้ดุลพินิจวินิจฉัยคดีของศาลอุทธรณ์ภาค 7 จึงไม่ต้องด้วยเจตนารมณ์ของกฎหมายนั้น ไม่เป็นสาระแก่คดี”
สิทธิชุมชนหรือกฎหมู่
จากคำพิพากษาข้างต้น จึงอาจกล่าวได้ว่าการใช้หรือการอ้างสิทธิชุมชนตามรัฐธรรมนูญ ไม่สามารถนำมาหักล้างความผิดที่ได้ก่อไว้อันเป็นอาญาแผ่นดิน ไม่เช่นนั้นประเทศชาติก็คงไร้ขื่อแป เพราะถือตนว่ากระทำการเพื่อพิทักษ์สิทธิของชุมชน ก็สามารถละเมิดหรือทำร้ายผู้อื่นได้อย่างอุกอาจ แม้รัฐธรรมนูญจะเป็นกฎหมายสูงสุด แต่ก็ไม่อาจอ้างเพื่อละเมิดต่อสิทธิของผู้ใดได้
หากประชาชนในแต่ละพื้นที่ของประเทศพากันจับจองทรัพยากรของส่วนรวม เช่น ทะเล ลำคลอง หรือป่าเขา มาเป็นของตนด้วยถือว่าตนอยู่ใกล้และได้ใช้ประโยชน์มานาน ประชาชนส่วนใหญ่ที่เข้าไม่ถึงทรัพยากรเหล่านี้ก็คงกลายเป็นผู้ด้อยโอกาส ถ้าการปฏิบัติเช่นนี้กลายเป็นบรรทัดฐาน ก็คงทำให้ประเทศแตกแยกกันไปหมด และเกิดความวุ่นวายแย่งชิงทรัพยากรของส่วนรวมไม่มีที่สิ้นสุด บรรทัดฐานที่ไม่ถูกต้องนี้จะพันธนาการประเทศของเราให้ถอยหลังเข้าคลอง ในขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านหรือทั่วโลกต่างพัฒนาไปไกลโดยไม่ติดกับปัญหานี้เพราะต่างยอมรับในสิทธิของชาติเหนือสิทธิส่วนบุคคล กลุ่มหรือชุมชน
ในการลงทุนโรงไฟฟ้าในพื้นที่บ่อนอกนั้น หากแม้รัฐบาลมาลงทุนเองโดยไม่มีภาคเอกชน บางท่านก็ยังคงไม่ยินดี บางครั้งอาจมีข้อคำนึงว่า การดำเนินโครงการสาธารณูปโภคขนาดใหญ่อาจเป็นการเปิดโอกาสการฉ้อราษฎร์บังหลวง ข้อนี้คงต้องอาศัยการตรวจสอบอย่างจริงจังของทุกฝ่ายโดยเฉพาะภาคประชาชนที่มุ่งหวังจะสอดส่องเพื่อประโยชน์ของประเทศอย่างแท้จริง อย่างไรก็ตามเราคงไม่สามารถอาศัยข้ออ้างเรื่องการฉ้อราษฎร์บังหลวงนี้ มาถือครองทรัพยากรของประเทศเป็นของตนเองหรือกลุ่มชน
การใช้ความรุนแรง
ที่ผ่านมาการต่อสู้ของกลุ่มมักเกิดเหตุรุนแรงจนบาดเจ็บ เสียทรัพย์และเสียชีวิต เช่น เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2548 ศาลอาญาพิพากษาคดีที่ฟ้องคุณเจริญ วัดอักษร จำเลยที่ 1 คุณวิลัย สัตย์ซื่อ จำเลยที่ 2 คุณลัดดา สิงห์เล็ก จำเลยที่ 3 คุณกรณ์อุมา พงษ์น้อย จำเลยที่ 4 และคุณชัยยศ แก่นทอง เป็นจำเลยที่ 5 ในความผิดฐานหน่วงเหนี่ยวกักขังร่วมกันทำให้ผู้อื่นปราศจากเสรีภาพ และทำร้ายร่างกายเจ้าหน้าที่ บ.กัลฟ์ เพาเวอร์ จำกัด จนได้รับบาดเจ็บสาหัส เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2544. . . <6> และต่อมา เมื่อวันที่ 17 กันยายน 2553 ศาลอุทธรณ์ ได้พิพากษาว่าจำเลยที่ 3, 4 มีความผิด . . . ลงโทษจำคุก เป็นเวลา 2 ปี โทษจำคุกให้รอการลงโทษเป็นเวลา 2 ปี . . . <7>
แม้แต่กับชาวบ้านกันเองแต่เป็นกลุ่มที่เห็นต่างก็ได้รับความรุนแรงเช่นกัน โดยคุณณรงค์ พุกจันทร์ ตัวแทนฝ่ายสนับสนุนโรงไฟฟ้า กล่าวว่า “. . . มีการสร้างภาพให้เห็นว่าเกิดความรุนแรงขึ้น เพื่อให้รัฐบาลลงมาดูแล และผมก็ไม่เข้าใจว่า ทำไมคนเราต้องทำร้ายกัน . . . และที่เริ่มรุนแรงกันหนักๆ ก็คือช่วงประชาพิจารณ์นี้เอง” ในขณะที่คุณจินตนา แก้ว่า “. . . ชาวบ้านที่นี่ก็เริ่มต้นเรียกร้องตั้งแต่ ยื่นหนังสือ ก่อนทั้งนั้น ไม่มีชาวบ้านที่ไหนหรอกค่ะ ที่อยู่ๆ ก็ลุกขึ้นมาทุบตีกัน” <8> แต่การทำร้ายร่างกายกันเป็นสิ่งที่ผิดกฎหมายอาญาอย่างปฏิเสธไม่ได้ และไม่อาจนำสิทธิตามกฎหมายรัฐธรรมนูญมาแก้ต่างได้
อีกตัวอย่างหนึ่งคือเมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2551 คุณนาวิน อายุ 16 ปี ก็ถูกระเบิดปิงปองได้รับบาดเจ็บ คุณมานิตย์ (บิดาคุณนาวิน) กล่าวว่า “ตนเคยเป็นแกนนำฝ่ายอนุรักษ์ตั้งแต่ยุคแรกเริ่ม แต่ภายหลังเหตุการณ์ปะทะเมื่อวันที่ 24 มกราคมที่ผ่านมา โดยมีพนักงานโรงงานสหวิริยาถูกยิงเสียชีวิต <9> ตนก็ขอถอยออกมา เพราะเริ่มรู้สึกรับไม่ได้กับแนวทางที่มีลักษณะของการปลุกระดม กดดันมากกว่าการอนุรักษ์และในบางครั้งที่ไม่สามารถเข้าร่วมกิจกรรมได้เพราะต้องทำงานหาเลี้ยงชีพก็ถูกโจมตี . . .” <10>
และเมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2551 “นางธัญญาพร หรือปลิว จันทร์พิทักษ์ อายุ 60 ปี . . . ได้เข้าแจ้งความว่า ถูกนางสุธาทิพย์ คชชา . . . ซึ่งเป็นกลุ่มคัดค้านโรงถลุงเหล็ก ทำร้ายร่างกายจนไหล่หลุดทั้ง 2 ข้าง และกระดูกแขนด้านซ้ายร้าว . . . . ด้านนางสุธาทิพย์ กล่าวยอมรับมีการทำร้ายร่างกายจริง แต่ไม่เชื่อว่านางธัญญาพรจะไหล่หลุด เพราะยังสามารถถือมีดออกมาท้าทายตนหลังเกิดเหตุได้ . . . นางธัญญาพรเคยร่วมเคลื่อนไหวคัดค้านโครงการโรงไฟฟ้าหินกรูด และมีความสนิทสนมกับนางจินตนา แก้วขาว . . .” <11> อย่างไรก็ตามการเกิดความรุนแรงเช่นนี้เป็นสิ่งที่ไม่ดีกับกลุ่มอนุรักษ์เอง เพราะแม้แต่คุณเจริญ วัดอักษร ประธานกลุ่มรักษ์ท้องถิ่นบ่อนอก (ขณะยังมีชีวิตอยู่) ยังได้ออกมาชี้แจงว่า “ผมเข้าใจว่าเหตุการณ์นี้ทำให้ชาวบ้านหินกรูด ติดลบต่อสายตาสาธารณชนทั่วไปมากที่ใช้ความรุนแรงในครั้งนี้ . . .” <12>
การสร้างภาพเพื่อสร้างความยอมรับ
ที่ผ่านมามีการยกย่องคุณจินตนาถึงขนาดแต่งเพลงสรรเสริญความดี และเมื่อได้เข้ารับพระราชทานรางวัล “แม่อนุรักษ์สิ่งแวดล้อมดีเด่น” จากพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี พระวรราชาทินัดดามาตุ คุณจินตนาให้สัมภาษณ์ว่า “ได้เลี้ยงดูปลูกฝังลูกๆ ในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติ โดยสั่งสอนให้ตระหนักถึงปัญหาของทรัพยากรที่ลดลงเพราะระบบทุนนิยมได้ขยายตัวเพิ่มมากขึ้น และการเพิ่มของประชากรอย่างรวดเร็ว จึงส่งผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติ นอกจากนี้ยังปลูกฝังให้ลูกรักและหวงแหนทรัพยากรธรรมชาติ ให้เป็นนักต่อสู้ โดยจะพาลูกไปสัมผัสจากสถานการณ์จริง เช่นการชุมนุมคัดค้านโรงไฟฟ้าหินกรูด เพื่อเป็นแบบอย่าง และเข้าใจการทำงาน” <13>
แต่ในเวลาไล่เลี่ยกัน ลูกชายของคุณจินตนา ก็ถูกจับพร้อมยาบ้า 17 เม็ด จึงถูกตั้งข้อหาว่ามียาเสพติด ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยผิดกฎหมาย <14> และต่อมาเมื่อวันที่ 4 สิงหาคม 2552 ศาลจังหวัดเพชรบุรีได้พิพากษารับโทษจำคุก 2 ปี ปรับ 2 แสนบาทโดยรับโทษทันทีไม่รอลงอาญา <15> กรณีนี้เป็นเรื่องส่วนตัวก็จริง แต่ก็เป็นข้อคิดให้เห็นถึงความพยายามในการยกย่องคุณจินตนาในทางส่วนตัวจนเกินจริงเพื่อหวังผลในการสร้างความชอบธรรมในการเคลื่อนไหว
คัดค้านเพื่อใคร
บางคนตั้งข้อสังเกตว่าการคัดค้านอาจเป็นเพื่อผลประโยชน์ของแกนนำที่เป็นนายทุนท้องถิ่นที่ไม่ใช่ชาวบ้านธรรมดา แต่ประกอบกิจการร้านอาหารและรีสอร์ตตากอากาศอยู่ในพื้นที่ซึ่งเกรงจะได้รับผลกระทบจากการก่อสร้างโรงไฟฟ้า กลุ่มท้องถิ่นก็มีปัญหาการนำเอาสมบัติของส่วนรวมมาใช้ประโยชน์ ดังที่ “. . . เทศบาลตำบลบ้านกรูด ได้ฟ้องร้องนายอิศรา แก้วขาว สามีนางจินตนา ตามคดีดำเลขที่ 2767/50 ข้อหาบุกรุกยึดถือครอบครองที่ดินของรัฐ บริเวณชุมชนดอนศาลเจ้า ซึ่งล่าสุดนางจินตนา ร่วมกับชาวบ้านประมาณ 30 ครัวเรือนที่บุกรุกที่ดินดังกล่าว . . . นายจีรวุฒิ เคยแสดงความเห็นคัดค้านการเช่าที่ดังกล่าว เนื่องจากการบุกรุกสร้างชุมชนกีดขวางการไหลของน้ำในฤดูน้ำหลากและเป็นสาเหตุของปัญหาน้ำท่วมในพื้นที่” <16>
มีความเป็นไปได้ที่ชาวบ้านส่วนใหญ่ไม่ได้คัดค้านโรงไฟฟ้า โดยสังเกตได้จากการที่บริษัทโรงไฟฟ้าจัดงานเลี้ยงถึง 2,000 โต๊ะ สำหรับผู้รับเชิญราว 20,000 คนที่คงเห็นด้วยกับโรงไฟฟ้าจึงมาร่วมงาน แต่ถูกคุณจินตนาทำลายงานเลี้ยงเสียก่อน นอกจากนี้คำสัมภาษณ์ของคุณณรงค์ พุกจันทร์ ข้างต้นยังระบุว่าความรุนแรงมักเริ่มหนักข้อขึ้นในช่วงการทำประชาพิจารณ์ หากให้มีการทำประชาพิจารณ์หรือทำประชามติกับชาวบ้านทุกคนในพื้นที่ ก็เป็นไปได้ว่าชาวบ้านส่วนใหญ่สนับสนุนโรงไฟฟ้า นี่จึงคงเป็นสาเหตุที่มีการใช้ความรุนแรงหรือความพยายามในการไม่ยอมรับผลการประชาพิจารณ์หรือไม่
บางคนอาจอ้างว่าการต่อสู้ของกลุ่มอนุรักษ์ด้วยกำลัง ก็คล้ายกับคณะราษฎรหรือพรรคคอมมิวนิสต์ไทยที่ใช้กำลังอาวุธปฏิวัติโค่นล้มอำนาจรัฐเช่นกัน แต่กรณีกลุ่มอนุรักษ์นี้ต่างกันโดยสิ้นเชิงเพราะเป็นการต่อสู้เพื่อผลประโยชน์เฉพาะตน กลุ่มหรือชุมชน ไม่ใช่ผลประโยชน์ของสังคมส่วนรวม
ประชาชนจึงควรได้มีโอกาสไตร่ตรองด้วยข้อมูลหลาย ๆ ด้านเพื่อไม่ตกอยู่ในภวังค์ของการโฆษณาชวนเชื่อ และอย่าให้กฎหมู่อยู่เหนือกฎหมาย เพื่อความผาสุกของสังคมโดยปราศจากความรุนแรงและการใช้อำนาจในทางมิชอบจากทุกฝ่าย
อ้างอิง
<1> มูลนิธิส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชน. ความเห็นทางวิชาการคดีจินตนา แก้วขาว http://www.prachatai3.info/journal/2011/10/37509
<2> ข่าว “สั่งจำคุก ‘จินตนา แก้วขาว ปธ.อนุรักษ์บ้านกรูด’ 4 เดือน คดีบุกรุกงานเลี้ยงโรงไฟฟ้า” http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1318334223&grpid=00&catid=&subcatid=
<3> โปรดดูคลิปงานสัมมนา “อาชญากรหรือนักสู้ชุมชน?.wmv” ที่ http://www.youtube.com/watch?v=seYwz8Z2nBM (นาทีที่ 2:55 – 3:00) และดูข่าว “เป็นอาชญากร หรือนักสู้เพื่อชุมชน” http://www.khaosod.co.th/view_news.php?newsid=TUROb1lYQXdNekE1TVRBMU5BPT0=
<4> ข่าว “กสม.รุดเยี่ยม ‘จินตนาแก้วขาว’” http://www.khaosod.co.th/view_news.php?newsid=TUROd01EVXdOREl4TVRBMU5BPT0=§ionid=TURNek5RPT0=&day=TWpBeE1TMHhNQzB5TVE9PQ==
<5> คำพิพากษาศาลฎีกา กรณีคุณจินตนา แก้วขาว ข้อหาบุกรุก http://www.enlawthai.org/data/decision/Jintana%20Baangrood_SupremeCourtDecision.pdf
<6> ข่าว “บ่อนอกเฮ! ศาลสั่งรอลงอาญา คดีแกนนำทำร้ายนายทุน” http://mgr.manager.co.th/Crime/ViewNews.aspx?NewsID=9480000110978
<7> ข่าว “พิพากษาแก้ลดโทษบ่อนอก-หินกรูดชน บ.กัลฟ์ฯ” http://www.bangkokbiznews.com/home/detail/politics/life/20100917/353481/พิพากษาแก้ลดโทษบ่อนอก-หินกรูดชนบ.กัลฟ์ฯ.html
<8> ทีมงาน ThaiNGO “บทบาทความรุนแรงในการแก้ไขข้อขัดแย้ง” http://www.thaingo.org/story3/news_volunteer_23945.html
<9> คุณรักศักดิ์ คงตระกูล พนักงานสหวิริยาถูกยิงเสียชีวิต เมื่อวันที่ 24 มกราคม 2551 ต่อมา เมื่อวันที่ 22 มีนาคม 2552 ศาลสั่งฟ้องคุณบำรุง สุดสวาท แกนนำกลุ่มอนุรักษ์แม่รำพึง โดยฝ่ายจำเลยมีพยาน 10 ปาก เช่น คุณวิฑูรย์ บัวโรย คุณกรณ์อุมา รักษ์อักษร (ภรรยาคุณเจริญ วัดอักษร) ระหว่างที่ศาลเปิดพิจารณาคดีได้มีแกนนำพาชาวบ้านกลุ่มอนุรักษ์ประมาณ 40 คนเดินทางมาให้กำลังใจผู้ต้องหาด้วย ทั้งนี้ผู้ต้องหาอยู่ระหว่างประกันตัว โดยนายไกรศักดิ์ ชุณหะวัณ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้ใช้ตำแหน่ง ส.ส.ประกันตัวออกมาเมื่อวันที่ 31 มกราคม 2552 http://www.innnews.co.th/เปิดคดีแกนนำม็อบประจวบฯยิงคนงานสหวิริยา--163442_06.html
<10> ข่าว “เหยื่อม็อบค้านโรงเหล็กพ้อถูกทำร้ายกลายเป็นฝ่ายผิด” http://www.manager.co.th/Crime/ViewNews.aspx?NewsID=9510000071722
<11> ข่าว “กลุ่มต่อต้านโรงถลุงเหล็กดุทำร้ายม็อบกลับใจจนไหล่หลุด” http://www.manager.co.th/Crime/ViewNews.aspx?NewsID=9510000090470
<12> ทีมงาน ThaiNGO “‘แกนนำหินกรูด-บ่อนอก’ ยันชาวบ้านกดดันมานาน” http://www.thaingo.org/story/news_hingrood_181044.htm
<13> ข่าว “สอนลูกให้รัก ‘ธรรมชาติ’ อีกหน้าที่ของแม่ดีเด่น” จากมติชนรายวันออนไลน์ ฉบับวันที่ 9 สิงหาคม 2550 หน้า 35 http://www.dmh.go.th/sty_libnews/news/view.asp?id=7547
<14> ข่าว “จับลูกชายแกนนำบ้านกรูดพร้อมยาบ้า” http://www.manager.co.th/Crime/ViewNews.aspx?NewsID=9510000023622
<15> ข่าว “ศาลสั่งจำคุก2ปีลูกชาย ‘จินตนา แก้วขาว’ คดีซื้อยาบ้า” http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1249457082&grpid=03&catid=03
<16> ข่าว "จินตนา" ร้อง ป.ป.ช. หวั่น "จีรวุฒิ" คืนเก้าอี้ ส.ท.บ้านกรูด http://www.manager.co.th/Home/ViewNews.aspx?NewsID=9510000147423
อ้างกันจัง ..... พื้นที่ที่มี
อ้างกันจัง
.....
พื้นที่ที่มีการทับซ้อนสิทธิ์ระหว่างหน่วยงานรัฐกับประชาชน เหตุจากความผิดพลาดที่ว่า พื้นที่ป่าสงวนฯ และอุทยานแห่งชาติฯที่ราชการประกาศจำนวนมากนั้น ล้วนแต่มีชุมชนท้องถิ่นตั้งถิ่นฐานอยู่ก่อนแล้ว ชุมชนเหล่านี้ไม่ได้รับการสำรวจและกันแนวเขตที่ดินทำกินออก หากได้ถูกผนวกรวมเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของพื้นที่อนุรักษ์
.....
พอเจ้าหน้าที่บอกให้ใช้ภาพถ่ายทางอากาศในปี2504 หรือปี 2518 พิสูจน์ว่ามีการตั้งถิ่นฐานจริงหรือไม่ ก็ไม่ยอมเพราะ ไม่ได้ตั้งถิ่นฐานอยู่จริง
เพื่อไม่ให้เกิดการส่งเสริมการบุกรุกป่าแล้วได้ที่ทำกิน คนทำผิดกฎหมายแล้วได้ที่ดิน เครือข่ายต่างๆ ต้องพิสูจน์จากหลักฐานภาพถ่ายทางอากาศที่ไม่มีใครปลอมแปลงได้
อยากท้าพิสูจน์ บรรดาผู้นำเครือข่ายทั้งหลาย ก็ติดต่อซื้อภาพถ่ายทางอากาศในพิกัดที่อยู่ ที่กรมแผนที่ทหารได้ ราคาแผ่นละ 140 บาทถ้าขยายใหญ่ก็แพงขึ้นอีกหน่อย เอกชนชาวบ้านซื้อได้หมดทุกคน เว้นแต่บริเวณติดชายแดน http://www.rtsd.mi.th/searchmap/price_photo.html
ถ้ามีหลักฐานการตั้งถิ่นฐานจริง ก็ฟ้องศาลปกครองให้เพิกถอนเขตป่าต่างๆได้เลย
แต่ระวังถ้าไม่ปรากฎร่องรอยการทำประโยชน์ในตอนนั้น ก็บุกรุกแน่
บทความของคุณ โสภณ พรโชคชัย
บทความของคุณ โสภณ พรโชคชัย แสดงออกถึงความคับแคบ แบบมองลึก แต่ไม่มองกว้างเหมือนเดิม
ผมจะไม่เอากรณีอื่น มาเปรียบเทียบเพราะมัน ไม่ชอบธรรม กับทุกฝ่าย เหมือนกับว่า "เห็นไหม ที่เขาทำกัน ไม่ได้ทำเพื่อคนส่วนใหญ่สักหน่อย ทำเพื่อตัวเองทั้งนั้น" ผมว่าเป็นการมองแบบเด็ก ๆ มาก
ทำไมเราไม่มอง ที่โครงสร้างที่ทำให้เกิดเรื่องนี้ ขึ้น และวิธีการที่ทำให้เรื่องเหล่านี้ จบลงด้วยความโปร่งใส ดูซิครับ ชาวบ้านมายื่นเอกสาร ดี ๆ รอบนี้เป็นรอบที่ 2 ทำไมต้องรอบที่ 2 ด้วยหละครับ เพราะเขาเห็นว่า ผู้ว่าราชการจังหวัด "ละเลย" จะถกเถียงกันถึงประเด็นต่าง ๆ ก็ประชุมซิครับ แค่ 3 ชั่วโมง
บันทึกข้อความ ของความเห็นทุกฝ่าย ทุกฝ่ายอัด vdo ไว้ก็ได้ เผยแพร่ซิครับ ให้ทั้งคนในคนนอก ได้รับฟังความเห็นของส่วนต่าง ๆ ไม่ใช่ มานั่งเทียน จับแพะชนแกะ คิดเองเออเอง ว่า กูคิดว่าต้องเป็นแบบนั้นแบบนี้ โดยเฉพาะ พวกข้าราชการ ที่ไม่เคยเห็นหัวประชาชน
ผมเห็นคนที่ออกมาวิภาควิจารณ์ แล้วก็ผ่านเลยไป ไม่เคยเสนอแนวทางว่า ทางออก ทางแก้จะเป็นอย่างไร มีแต่เขียนเพื่อแสดงให้คนอื่นรู้ว่า เฮ้ย กูเก่ง กูคิดได้ กูมีแนวคิดของกู ที่มีเหตุมีผล 55555 แต่ไม่เคยมีทางออก น่าสังเวช
เทพเจ้าอิอิ
[quote=เทพเจ้าอิอิ]บทความของคุณ โสภณ พรโชคชัย แสดงออกถึงความคับแคบ แบบมองลึก แต่ไม่มองกว้างเหมือนเดิม
ผมจะไม่เอากรณีอื่น มาเปรียบเทียบเพราะมัน ไม่ชอบธรรม กับทุกฝ่าย เหมือนกับว่า "เห็นไหม ที่เขาทำกัน ไม่ได้ทำเพื่อคนส่วนใหญ่สักหน่อย ทำเพื่อตัวเองทั้งนั้น" ผมว่าเป็นการมองแบบเด็ก ๆ มาก
ทำไมเราไม่มอง ที่โครงสร้างที่ทำให้เกิดเรื่องนี้ ขึ้น และวิธีการที่ทำให้เรื่องเหล่านี้ จบลงด้วยความโปร่งใส ดูซิครับ ชาวบ้านมายื่นเอกสาร ดี ๆ รอบนี้เป็นรอบที่ 2 ทำไมต้องรอบที่ 2 ด้วยหละครับ เพราะเขาเห็นว่า ผู้ว่าราชการจังหวัด "ละเลย" จะถกเถียงกันถึงประเด็นต่าง ๆ ก็ประชุมซิครับ แค่ 3 ชั่วโมง
บันทึกข้อความ ของความเห็นทุกฝ่าย ทุกฝ่ายอัด vdo ไว้ก็ได้ เผยแพร่ซิครับ ให้ทั้งคนในคนนอก ได้รับฟังความเห็นของส่วนต่าง ๆ ไม่ใช่ มานั่งเทียน จับแพะชนแกะ คิดเองเออเอง ว่า กูคิดว่าต้องเป็นแบบนั้นแบบนี้ โดยเฉพาะ พวกข้าราชการ ที่ไม่เคยเห็นหัวประชาชน
ผมเห็นคนที่ออกมาวิภาควิจารณ์ แล้วก็ผ่านเลยไป ไม่เคยเสนอแนวทางว่า ทางออก ทางแก้จะเป็นอย่างไร มีแต่เขียนเพื่อแสดงให้คนอื่นรู้ว่า เฮ้ย กูเก่ง กูคิดได้ กูมีแนวคิดของกู ที่มีเหตุมีผล 55555 แต่ไม่เคยมีทางออก น่าสังเวช[/quote]
ขอบคุณครับ ลองอ่านอีกบทนะครับ
โฉนดชุมชน เรื่องวิบัติที่ต้องคัดค้านอย่างถึงที่สุด
ดร.โสภณ พรโชคชัย
ในช่วงที่ผ่านมา มีข่าวว่ารัฐบาลจะออก ‘โฉนดชุมชน’ ผมเห็นว่าแนวคิดนี้เป็นเรื่องวิบัติที่จะสร้างปัญหาอย่างใหญ่หลวงต่อประเทศชาติในอนาคต เปรียบเสมือนการออกโฉนดชนเผ่าแบบประเทศด้อยพัฒนา ทั้งที่ประเทศไทยก็มีโฉนดที่ดินให้บุคคลและนิติบุคคลถือครองมานับร้อยปีอยู่แล้ว และถือเป็นการแก้ปัญหาผิดจุดเป็นอย่างยิ่ง ผมจึงขออนุญาต ‘มองต่างมุม’ เพื่อช่วยกันคิดและมองให้รอบคอบก่อน ‘โฉนดชุมชน’ จะสร้างปัญหาให้กับประเทศชาติ ผมขอคัดค้านด้วยเหตุผลเป็นข้อ ๆ ดังต่อไปนี้:
.
1. ป่าเสื่อมโทรมนั้น ไม่ควรให้ใครไปอ้างสิทธิ์เอาแผ่นดินของส่วนรวมไปครอบครองเป็นส่วนตัวอย่างเด็ดขาด จะอ้างความจนมาปล้นแผ่นดินไม่ได้ เราควรเอาป่าเสื่อมโทรม มาปลูกป่าในเชิงพาณิชย์เพื่ออนาคตของประเทศชาติในอีก 50-100 ปีข้างหน้า ไม่ใช่กลายเป็น ‘ของโจร’ มา ‘แบ่งเค้ก’ กันไปโดยคนที่อยู่ใกล้ ๆ ถ้าปลูกป่าแล้วมีคนบุกรุก หรือทุกวันนี้มีคนพยายามทำลายป่าสมบูรณ์ให้กลายเป็นป่าเสื่อมโทรม ก็ต้องป้องปราม ไม่ใช่ ‘ยกประโยชน์ให้จำเลยไป’ หรือกลับไปคิดให้คนบุกรุกดูแลป่า ซึ่งเท่ากับ ‘ฝากปลาไว้กับแมว’
.
2. คนจนในพื้นที่ป่าเสื่อมโทรม ไม่ควรทำไร่-นา เพราะไม่มีระบบชลประทาน น้ำท่าก็ไม่สมบูรณ์ ปกติคนชนบทส่วนมากก็มีรายได้จากเกษตรกรรมเป็นรอง รายได้นอกภาคเกษตรกรรมเป็นหลักอยู่แล้ว การให้แต่ละครอบครัวครอบครองกันคนละ 5-30 ไร่ ขึ้นอยู่กับการจับจองตามอำเภอใจ คงเป็นสิ่งที่ไม่สมควร ทุกวันนี้ บ้านชนบท ก็ไม่ค่อยได้ประกอบการอะไรมาก อยู่แต่เด็กและคนแก่เป็นจำนวนมาก และกลายเป็นเสมือน ‘รีสอร์ท’ ให้ญาติพี่น้องที่มาทำงานตามเมืองใหญ่ กลับไป ‘ชาร์ตแบตฯ’ เป็นครั้งคราวอยู่แล้ว
.
3. ถ้าคนในพื้นที่ป่าเสื่อมโทรม ไม่ค่อยมีรายได้และยากจน รัฐบาลก็ควรหาทางสร้างงานทางอื่น ไม่ใช่ปล่อยให้ไปครอบครองที่ดินกันครอบครัวละมากบ้างน้อยบ้าง ซึ่งอาจเป็นงานในภาคอุตสาหกรรม ภาคบริการ และอื่น ๆ จะสงวนให้พวกเขาอยู่ตามอัตภาพเช่นนี้ในสภาพที่ไม่เหมาะสมและเป็นการไม่ควร สาธารณูปโภค สาธารณูปการ เช่น โรงเรียนประถม สถานีอนามัย ก็ต้องขยายออกไปอย่างไม่สิ้นสุด สิ้นเปลืองทรัพยากร เพราะคนใช้บริการก็น้อย สมมติให้ครอบครัวหนึ่งหาของป่าออกมาได้ 200 บาทต่อครัวเรือน และหากนับรวมค่ากินอยู่จากสิ่งที่หาได้ในป่าแล้ว เป็นเงินครัวเรือนละ 5,000 บาท หรือปีละ 60,000 บาท หากชุมชนชาวเขาหนึ่งมี 50 หลังคาเรือน ก็จะเป็นเงิน 3 ล้านบาท เชื่อว่าในปีหนึ่ง ๆ ความสูญเสียของป่าไม้เพื่อการยังชีพของพวกเขา คงมหาศาลกว่านี้ หากจ้างให้พวกเขาอยู่เฉย ๆ ไม่ทำลายป่า คงเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมกว่านี้
.
4. กรณีชาวเขา ที่มักนำมาอ้างว่าไม่ได้ทำลายป่าจากการปลูกไร่เลื่อนลอย (หมุนเวียน) นั้น คงเป็นชาวเขากลุ่มเล็ก ๆ แต่เดี๋ยวนี้ชาวเขามีมากมาย ป่าไม้คงไม่พอให้พวกเขาหาเลี้ยงชีพ คนชาวเขาจำนวนมากก็ทำงานในเมือง เช่นคนชนบททั่วไป ชาวเขาที่หาของป่า จับสัตว์ป่ามาขาย ควรหรือที่จะทำเช่นนี้ และนี่หรือคือคนที่จะพิทักษ์ป่า บางทีการจ้างให้พวกเขอยู่เฉย ๆ ไม่ให้บุกรุกป่า และทำหน้าที่ช่วยรักษาป่า ยังดีกว่าปล่อยให้พวกเขาบุกรุกป่าเช่นนี้
.
5. กรณีป่าสงวนออกมาทับซ้อนกับที่ดินของผู้ที่ครอบครองไว้ก่อน ก็เป็นปัญหาที่ไม่เหลือบ่ากว่าแรงที่จะแก้ไข จะถือมาเป็นข้ออ้างเพื่อสุมให้ดูมีปัญหามากมาย เพื่อจะได้ออกกฎหมายป่าชุมชน เป็นสิ่งที่ต้องทบทวน ถือเป็นเล่ห์เพทุบายที่ไม่ตรงไปตรงมา สำหรับคนที่อยู่ป่ามาก่อนประกาศเป็นเขตป่า รัฐบาลก็ยินดีออกเอกสารสิทธิ์ให้อยู่แล้ว หรือสามารถต่อสู้เรียกร้องเพื่อความเป็นธรรมได้ แต่ผู้ที่มาบุกรุกภายหลัง ถือว่าเป็นผู้บุกรุก ไม่ควรให้อยู่ หาไม่ใครต่อใครก็จะมาอ้างสิทธิ์ไม่สิ้นสุด
.
6. ผู้สนับสนุนเรื่องโฉนดชุมชน ยังอ้างว่า คนจนที่บุกรุกอยู่ในเมือง ก็ควรจะได้รับโฉนดชุมชนเช่นกัน ทั้งที่ในความเป็นจริง ผู้ที่อยู่อาศัยในชุมชนแออัดส่วนมาก ไม่ได้เป็นคนจน และโดยเฉพาะชุมชนประเภทบุกรุกอยู่ฟรีบนที่ดินของคนอื่นมา 2 ชั่วคนแล้ว ทำผิดกฎหมายและได้ประโยชน์มาโดยตลอด ยังจะถือโอกาสจะอ้างสิทธิ์ให้มีโฉนดชุมชนอีกหรือ ในขณะที่ชาวบ้านทั่วไปที่ก่อร่างสร้างฐานะขึ้นมา ต้องไปซื้อบ้านชานเมืองไกล ๆ ตอนเช้าก็ออกจากบ้านตอนตีห้าเพื่อเลี่ยงรถติด กว่าจะกลับถึงบ้านก็สองทุ่ม ส่วนคนที่บุกรุกอยู่ใจกลางเมือง ยิ่งถ้าใกล้รถไฟฟ้า ยิ่งสบายใหญ่ แถมรัฐบาลยังจะให้สิทธิ์อยู่ฟรีไปอีกไม่สิ้นสุด อย่างนี้คงไม่เป็นธรรมต่อคนส่วนใหญ่ของประเทศ
.
7. มีตัวอย่างชุมชนแออัดแห่งหนึ่งที่หลายฝ่ายที่ไม่รู้ก็ยกย่องว่าเป็นชุมชนที่ดี โดยรัฐบาลอนุญาตให้คนเหล่านี้ที่บุกรุกที่ดินของส่วนรวมอยู่ฟรีมา 2 ชั่วคน ได้รับสิทธิเช่าอยู่แบบถูก ๆ แบบถูกกฎหมาย แถมจัดระเบียบบ้านให้ดูสวยงาม มีสวนหย่อมน่ารัก แล้วสุดท้ายก็สรุปว่าชุมชนประเภทนี้ทำดี เป็นชุมชนพอเพียง ทั้งที่นี่คือการ ‘ปล้น’ สมบัติของชาติและส่วนรวมไปใช้เพื่อประโยชน์ของตนเอง
.
8. เจ้าหน้าที่ของหน่วยงานที่เกี่ยวกับองค์กรชุมชนบางคนถึงขนาดเขียนบทความสนับสนุนโฉนดชุมชนว่า ชาวบ้านที่บุกรุกที่ดินของเอกชนควรได้รับโฉนดชุมชนบนที่ดินที่ตนบุกรุกอยู่โดยไม่รู้ว่าใครเป็นเจ้าของ หรือเป็นที่ดินที่เป็นหนี้กับสถาบันการเงินต่าง ๆ นี่เป็น ‘อาชญากรรม’ การปล้น การละเมิดสิทธิของผู้อื่นอย่างเห็นได้ชัด การปล้นไม่ใช่การทวงถามความเป็นธรรม จึงเป็นบาป หากมีโฉนดที่ดินในลักษณะนี้ก็เท่ากับสร้างอนาธิปไตยให้เกิดขึ้นบนแผ่นดินไทย แผ่นดินนี้ก็จะลุกเป็นไฟ ประเทศก็จะมีแต่ความวิบัติ บรรพบุรุษของเรา ตั้งแต่ระดับกษัตริย์ ข้าราชการ (ที่ดี) และประชาชนที่สละชีพเพื่อปกป้องแผ่นดินไทย ก็คงต้องเสียใจกันขนานใหญ่แน่นอน การไปเบียดบังสมบัติของแผ่นดิน ที่หลวง มาเป็นของตนเองโดยถือว่าอยู่ใกล้ เหยียบย่ำเอาตามใจชอบ มันเป็นบาปที่ปฏิเสธไม่ได้ และอาจเป็นเพราะเหตุนี้จึงไม่เป็นมงคลต่อชีวิต ทำมาค้าขายอะไรก็ไม่ขึ้น และยังอาจเป็นบาปติดตัวไปถึงลูกหลาน บาปมาหรือน้อย ถ้าหลีกเลี่ยงได้ก็จะดีกว่าทำบาปต่อไป หรือถ้าได้ทำบาปไปแล้ว ก็ต้องรู้จักลด ละ เลิก ไม่เช่นนั้น จะไม่พบกับบั้นปลายที่ดีงาม
.
9. กรณีบ้านสระพัง ต.บางเสาธง อ.ร่อนพิบูลย์ จ.นครศรีธรรมราชที่ชาวบ้านครอบครองที่ดิน 1,600 ไร่มาตั้งแต่ปี 2491 นั้น รัฐบาลก็ควรแก้ไขปัญหาเฉพาะที่นี้ ไม่ใช่กลายเป็นต้นแบบการทำโฉนดชุมชนในบริเวณอื่นทำให้ปัญหายิ่งซับซ้อนไปใหญ่ ทางราชการมีโฉนดตราครุฑ แต่ที่นี่มี ‘โฉนดช้างดำ’ ถ้ามองให้ลึกซึ้งถือเป็นการท้าทายอำนาจรัฐซึ่งเป็นของประชาชนคนส่วนใหญ่ชอบกล ในหลาย ๆ กรณีเช่นนี้ รัฐบาลก็สามารถให้ชาวบ้านเช่าที่ดินได้ในระยะยาว พวกเขาจะได้เอาที่ดินไปจำนองหรือทำนิติกรรมต่าง ๆ เช่นกับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรได้ด้วย
.
10. ถ้าหน่วยงานของรัฐบางหน่วยจะเข้าไปช่วยเหลือ เช่น กรณีชาวบ้านบุกรุกป่าสงวน ต.ศรีสะเกษ อ.นาน้อย จ.น่าน นั้น ไม่ควรไปเพียงสร้างผลงาน และกลายเป็นการกึ่งรับรองสิทธิ์ของการบุกรุกไปเสีย เพราะการแก้ไขปัญหาในภายหลัง จะทำได้ยากขึ้น แต่กรณีใดที่สมควรประชาชนได้เช่าให้ถูกต้อง หรือให้หนังสือแสดงการครอบครอง ก็อาจเป็น สปก.4-01 ให้ได้เช่นกัน
.
11. ในบางกรณีถึงกับมีการอ้างอิงการแก้ปัญหาที่ดินชายฝั่งทะเลอันดามัน ภายหลังเกิดสึนามิ นั้น แต่เดิมชาวบ้านทั่วไปก็มีเอกสารสิทธิ์อยู่แล้ว ส่วนผู้บุกรุก ก็ควร ‘พอ’ เสียที ไม่ใช่ยังจะอ้างสิทธิ์ที่ไม่พึงได้ต่อไปอีก นอกจากนี้ยังมีข้อสังเกตเพิ่มเติมว่ากรณีสึนามิที่มีองค์กรต่าง ๆ โดยเฉพาะองค์กร NGO และองค์กรอาสาสมัครต่าง ๆ เข้าไปมากมายนั้น เชื่อว่างบประมาณที่ใส่เข้าไป อาจรวมเป็นนับพันนับหมื่นล้านไปแล้ว แต่ก็แทบไม่ได้เห็นโภคผลอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน และจนบัดนี้ก็ยังมีเรื่องให้ทำไม่มีวันจบสิ้น ประหนึ่งเป็นการ ‘หากิน’ กับสึนามิชอบกล
.
12. ในการแก้ไขปัญหานั้น ควรแก้เป็นจุด ๆ ไม่ใช่เหวี่ยงแหออกกฎหมายใช้ไปทั่ว ที่ไหนประชาชนไม่ได้รับความเป็นธรรม ก็ต้องต่อสู้อย่างสันติ เช่น กรณียายไฮ ไม่ใช่เห็นนายทุนปล้นชาติ คน (อยาก) จน ก็จะปล้นชาติบ้าง กรณีออกกฎหมายคลุมไปทั่วนั้น อาจเปิดช่องให้เกิดการทุจริตและประพฤติมิชอบได้ คล้ายกรณี สปก.4-01 ที่ถือโอกาสแจกที่ดินให้คนรวยไปด้วย หรือการออกกฎหมายโฉนดชุมชนนี้คือการปูทางสู่การปล้นแผ่นดินดังกล่าว
.
13. แม่น้ำหนองบึงในย่านชุมชน ก็ล้วนเป็นของส่วนรวม แต่ไม่ใช่ของชุมชนใดชุมชนหนึ่ง เพราะถ้าเช่นนั้น ชุมชนอื่น ก็อาจไม่ได้รับสิทธิ์ในการใช้สอยด้วย กลายเป็นการสร้างปัญหามากกว่าการแก้ปัญหา ของหลวงหรือของส่วนรวม คือสมบัติของประชาชนทั้งประเทศ ไม่ใช่ให้ใครอยู่ใกล้ทรัพยากร ก็มือใครยาว สาวได้สาวเอา เราต้องคิดเสียใหม่ว่า ของที่ไม่ใช่ของเรา ไม่ควรถือครอง ไม่ว่าตนจะเป็นคนรวยหรือคนจน ของส่วนรวม ของหลวงก็คือของที่ต้องรักษาไว้เพื่อทุกคน
.
14. การให้คนมีที่ดินเป็นของตนเอง ควรพ้นสมัยได้แล้ว มีที่ดีก็ไม่ใช่ว่าจะดีเสมอไป บางคนพอได้ที่ดินเป็นของตนเอง ก็เอาไปขาย เพราะพวกเขาไม่เคยอาบเหงื่อต่างน้ำจนหาซื้อมาเองได้ แต่ได้จากการแจก พวกเขาจึงขาด Sense of Belonging จึงขายไป แสดงว่าเราไม่ควรแจกที่ดินให้ใคร และการแจกที่ดินไม่ใช่ทางออกของปัญหา และขนาดที่ดินของตนเองยังรักษาไว้ไม่ได้ โฉนดชุมชนก็คงหาคนรักษาได้ยาก อาจกลายเป็นที่รกร้างว่างเปล่า หรือหากเป็นกรณีผู้นำชุมชนที่ทุจริต ในอนาคตก็อาจได้เห็นภาพที่เอาโฉนดชุมชนไปให้คนอื่นหรือนายทุนเช่าต่อไปก็ได้ กลายเป็นที่ตั้งโรงสี โรงเลื่อยหรือโรงงานอะไรไป รายได้ก็เข้าทำนอง ‘วัดครึ่งหนึ่ง กรรมการครึ่งหนึ่ง’ อย่างที่เห็นอยู่ทั่วไป
.
15. เมื่อ 50 ปีที่แล้ว แทบไม่มีหมู่บ้านชาวเขาอยู่บนเขาเลย แต่เดี๋ยวนี้มีมากมาย บุกรุกกันเพิ่มแทบทุกวัน ทุกเดือน ทุกปี จึงคงเป็นไม่ได้ได้ที่จะให้ขยายตัวอย่างนี้ บางแห่งกลายเป็น อบต. กลายเป็นเมืองไปแล้ว อย่างนี้จะบอกว่าชาวเขาอยู่อย่างพอเพียงไม่ขยายตัวได้อย่างไร เราจึงควรจัดหาที่อยู่ให้ใหม่ ในเวียดนามเมื่อปลายเดือนกันยายน 2552 ก็อพยพย้ายคนนับแสน ๆ เพื่อหนีพายุ คนนับล้านที่อาจต้องย้ายออกจากป่า ถ้าทำแบบค่อยเป็นค่อยไป ไม่ต้องรีบร้อนแบบหนีพายุ ก็น่าจะสามารถทำได้ เชื่อว่า ในจีน ลาว เขมร เวียดนามหรือมาเลเซีย เขาคงไม่ปล่อยให้มีการบุกรุกป่ากันตามอำเภอใจเช่นนี้อยู่ตลอดเวลา เราอาจต้องไปดูงานการจัดการป่าไม้ของประเทศเพื่อนบ้านมากกว่าไปดูงานที่ยุโรปและอเมริกาเสียแล้ว
.
16. ในการจัดการปัญหาของชาตินั้น ทางราชการต้องดำเนินการโดยเด็ดขาดโดยไม่เลือกปฏิบัติ จะย่อหย่อนจนปัญหาลุกลามเช่นนี้ต่อไปไม่ได้ คนที่รับราชการมาจนได้ดิบได้ดีใหญ่โต ได้ลาภยศมากมาย แต่กลับปล่อยให้แผ่นดินไทยถูกปล้นชิงโดยเสมือนไร้ขื่อแป สมควรได้รับการประณามเป็นอย่างยิ่ง เราต้องปกครองกันโดยกฎหมายให้เคร่งครัด ไม่ใช่ให้กฎหมู่อยู่เหนือกฎหมาย พวกมากลากไป เสียงดังไว้ก่อน หรือมือใครยาว สาวได้สาวเอา
.
17. ในประเทศสังคมนิยม ไม่ว่าจะเป็นรัสเซีย จีน เวียดนาม เขาก็เลิกระบบนารวมกันไปแล้ว เรายังจะย้อนยุคไปถึงโฉนดชุมชนเสียอีก การแก้ไขปัญหาของชาตินั้น แน่นอน เราก็ควรฟังเสียงของผู้สูญเสียผลประโยชน์ และหากเขาได้รับผลกระทบ ก็ต้องชดเชยกันให้เต็มที่ แต่จะฟังแต่คนเดือดร้อน โดยไม่นำพาประโยชน์ของคนส่วนใหญ่และประเทศชาติ ก็เท่ากับเรานำพาแต่กฎหมู่ ในมาเลเซีย หากรัฐบาลมีโครงการพัฒนาใด ๆ ประชาชนมีสิทธิ์ที่จะไม่เห็นด้วยกับค่าทดแทนที่จ่ายให้ เพราะเขาต้องการให้ประชาชนได้รับความเป็นธรรม แต่จะมาโหวกเหวกโวยวายไม่เห็นด้วยกับโครงการ ไมได้เด็ดขาด แต่ของไทย หากจะทำอะไรแต่ละที กลับไปถามแต่ผู้สูญเสียประโยชน์ส่วนน้อย อีกไม่ช้าประเทศไทยต้องด้อยกว่าเพื่อนบ้าน (ยกเว้นพม่า) อย่างแน่นอน
.
ในท้ายสุดของบทความนี้ ขอยกความเห็นของผู้อ่านบทความที่ผมได้ทดลองเผยแพร่ไว้ก่อนในหนังสือพิมพ์ online ประชาไท ว่า:
“เลิกมันซะที กับความหน้าด้าน ที่อ้างความยากจนบังหน้า หัดเคารพตนเองบ้าง หัดเคารพตนเองที่ไม่โลภอยากจะได้ของๆใคร หัดเคารพตนเองที่จะไม่โลภ บุกยึดที่ป่า มาเป็นของตน
.
- คนที่เคารพตนเองนั้น ขนาดกล้วยไม้ ในป่าก็ต้องไม่ไปเอามันออกมา ต้องปล่อยเอาไว้เยี่ยงนั้น
.
- คนที่เคารพตนเอง ต้องไม่ยิงแม่นก ต้องไม่ยิงลิงหรือยิงหมียิงแม่เสือเพื่อที่จะเอาลูกของมันมาขาย
.
- คนที่เคารพตนเอง ต้องรังเกียจ การค้าสัตว์ป่า หรือแม้นกระทั่งการกินอาหารป่า ไม่ว่าจะเอามาทำเป็นยาบ้าบอคอแตกอะไรทั้งสิ้น
.
- คนที่เคารพตนเอง ถ้าจะเอาต้นไม้ในป่ามาใช้ ก็ต้องเลือกเอาเฉพาะกิ่งที่มันหักโค่นเท่านั้น ไม่ใช่ไปลักตัดต้นไม้ในป่า
.
- คนที่เคารพตนเองต้องไม่เผาป่าเพื่อบุกรุกหรือต้องไม่แผ้วถางป่าเพื่อบุกรุก
.
ทุกคนสามารถที่จะเคารพตนเองได้ ไม่ว่าเขาเหล่านั้นจะยากดีมีจนอย่างไร และพึงระลึกเสมอว่า ความยากจนนั้นสามารถที่จะแก้ไขให้หายยากจนได้ ถ้าหากมีความพยายาม หมั่นเพียร ไม่ตั้งในความประมาท นั่นคือไม่ตั้งอยู่ในสิ่งที่ผิดกฎหมายและผิดศีลธรรม ไม่เคยมีคนขยันและเอาจริงที่อดตาย และที่สำคัญที่สุด ต้องให้ทุกคนอยู่ภายใต้กฎหมายเดียวกัน ไม่มีข้อยกเว้น และต้องมีกฎหมายที่ควบคุมการผูกขาด และกฎหมายที่ควบคุมไม่ให้มีการถือครองที่ดินที่มากเกินไป นั่นคือระดับร้อยไร่ มันก็น่าที่จะพอแล้ว”
เอาหละผมเองจะตอบแทรกเข้าไปในเ
เอาหละผมเองจะตอบแทรกเข้าไปในเนื้อหาเลยนะครับ
โฉนดชุมชน เรื่องวิบัติที่ต้องคัดค้านอย่างถึงที่สุด
ดร.โสภณ พรโชคชัย
ในช่วงที่ผ่านมา มีข่าวว่ารัฐบาลจะออก ‘โฉนดชุมชน’ ผมเห็นว่าแนวคิดนี้เป็นเรื่องวิบัติที่จะสร้างปัญหาอย่างใหญ่หลวงต่อประเทศชาติในอนาคต เปรียบเสมือนการออกโฉนดชนเผ่าแบบประเทศด้อยพัฒนา
(หรือว่า คุณโสภณคิดว่า ประเทศไทยเป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว เพราะปัจจุบันจริง ๆ แล้วประเทศไทยคือประเทศด้อยพัฒนา ไม่ต้องเอาคำอื่น ที่สวยหรูมาใช้หรอกครับ เช่นคำว่า กำลังพัฒนา มัน fack เกินไป เอากันตรง ๆ ไปเลยว่ายังไม่พัฒนานั่นแหละ)
ทั้งที่ประเทศไทยก็มีโฉนดที่ดินให้บุคคลและนิติบุคคลถือครองมานับร้อยปีอยู่แล้ว
( แล้วคุณโสภณไม่ดูเหรอครับ ว่ากลุ่มไหนที่ได้ถือโฉนด ก่อนคนทั่วไป และวัตถุประสงค์ของการให้มีโฉนดนั้น เพียงเพื่อประโยชน์ในการเก็บภาษีเข้าคลังมหาสมบัติ เพื่อผลประโยชน์ของคนกลุ่มไหน และสภาพความเป็นจริงคือ การให้ถือครองที่ดิน ที่เป็น”โฉนด” ในประเทศไทย เพิ่งมีการผลักดันกันจริงๆ จัง ๆ ในระยะเวลา ไม่เกิน 15 ปี ที่ผ่านมานี่เอง ก่อนหน้านั้น ชาวบ้านไม่มีเอกสารสิทธิ์ และบางส่วนถือ นส.3 ก เป็นระยะเวลายาวนาน เพราะภาครัฐที่มันห่วยแตก งัยครับ โครงสร้างของระบบราชการที่ทำงานอืดอาดยืดยาด และไม่พัฒนาวิธีการทำงาน ทำให้เกิดปัญหาเรื่องที่ดิน เยอะแยะมากมายในระเวลาเปลี่ยนผ่าน ตรงนี้)
และถือเป็นการแก้ปัญหาผิดจุดเป็นอย่างยิ่ง ( ผมกำลังหาจุดที่ คุณโสภณบอกว่าถูก และนี่แหละแนวทางที่ดีที่สุด ต้องทำแบบนี้ ในทุกข้อ) ผมจึงขออนุญาต ‘มองต่างมุม’ เพื่อช่วยกันคิดและมองให้รอบคอบก่อน ‘โฉนดชุมชน’ จะสร้างปัญหาให้กับประเทศชาติ ผมขอคัดค้านด้วยเหตุผลเป็นข้อ ๆ ดังต่อไปนี้:
.
1. ป่าเสื่อมโทรมนั้น ไม่ควรให้ใครไปอ้างสิทธิ์เอาแผ่นดินของส่วนรวมไปครอบครองเป็นส่วนตัวอย่างเด็ดขาดจะอ้างความจนมาปล้นแผ่นดินไม่ได้
( ผมเห็นคนรวยไม่ได้อ้างความรวย แต่มาปล้นแผ่นดินได้ เช่น กลุ่มทุนที่มีขนาดใหญ่ที่สุดของประเทศไทย ที่เข้าถือหุ้น ปตท. คุณโสภณจะไม่ สนใจกรณีตรงข้าม ที่มีศักยภาพมากกว่าคนจนเป็นไหน ๆ สักหน่อยเหรอครับ เขาสูบเลือด สูบเนื้อคนไทย อยู่ตลอดเวลา หลายสิบปีมาแล้ว และนักวิชาการ ก็ไม่เคยเข้าไปแตะถึงตัวสักที มีแต่พวกคนจน ที่เข้าถึงง่ายมาก)
เราควรเอาป่าเสื่อมโทรม มาปลูกป่าในเชิงพาณิชย์
(แล้วคุณโสภณ ทราบความร้ายกาจของ พืชเชิงเดี่ยวไหมครับ ว่ามันร้ายกาจแค่ไหน การปลูกป่าในเชิงพาณิชย์ นั่นแหละครับ สุดท้ายก็สัมปทาน ให้กับนายทุน ใช้ผืนแผ่นดิน ที่คุณโสภณบอกว่า ของแผ่นดิน ของชาติ กลับกลายเป็น ยกให้นายทุน กอบโกยผลประโยชน์ไปแบบน่าตาเฉย ปล่อยให้ชาวบ้าน ที่อยากจะมี ทรัพยากรพื้นฐานในการดำรงชีวิต คือ ที่ดิน ไม่มีที่ยืนในสังคม เบียดให้เขาไปจนเหมือนเดิม ตัดโอกาส ของการเข้าถึงทรัพยากรของคนจน แนวคิดแบบนี้ ไม่งาม เลยครับ นี่ยังไม่พูดถึงพืชเชิงเดี่ยวนะครับ ที่มันไม่มีความหลากหลาย ซึ่งทำให้มีผลกระทบต่อธรรมชาติมาก )
เพื่ออนาคตของประเทศชาติในอีก 50-100 ปีข้างหน้า ไม่ใช่กลายเป็น ‘ของโจร’ มา ‘แบ่งเค้ก’ กันไปโดยคนที่อยู่ใกล้ ๆ ถ้าปลูกป่าแล้วมีคนบุกรุก หรือทุกวันนี้มีคนพยายามทำลายป่าสมบูรณ์ให้กลายเป็นป่าเสื่อมโทรม ก็ต้องป้องปราม ไม่ใช่ ‘ยกประโยชน์ให้จำเลยไป’ หรือกลับไปคิดให้คนบุกรุกดูแลป่า ซึ่งเท่ากับ ‘ฝากปลาไว้กับแมว’ (พูดกันตรง ๆ ว่าไม่ไว้ใจพวกคนจน ๆ ไม่มีที่ทำกิน เดี๋ยวมันก็ฮุบเอาไปหมด ใจแคบจังเลยครับ)
สรุป อ่านข้อ 1 แล้ว การปลูกป่าเชิงพาณิชย์ไม่ได้เป็นทางออกเลย และในข้อ 1 นี้ แสดงออกถึงความไม่ไว้วางใจ พวกคนจน ผมว่า อย่าผลักคนจน ให้เป็นโจรไปทั้งหมดเลยครับ คนจนก็มีศักดิ์ศรี ความเป็นคนเหมือนกัน และทรัพยากรของไทย ทั้งในอดีตและปัจจุบัน ไม่ได้ถูกปล้นโดยคนจน หากแต่ถูกปล้นโดยขุนนางและศักดินาต่างหาก
.
2. คนจนในพื้นที่ป่าเสื่อมโทรม ไม่ควรทำไร่-นา เพราะไม่มีระบบชลประทาน น้ำท่าก็ไม่สมบูรณ์ ปกติคนชนบทส่วนมากก็มีรายได้จากเกษตรกรรมเป็นรอง รายได้นอกภาคเกษตรกรรมเป็นหลักอยู่แล้ว การให้แต่ละครอบครัวครอบครองกันคนละ 5-30 ไร่ ขึ้นอยู่กับการจับจองตามอำเภอใจ คงเป็นสิ่งที่ไม่สมควร ทุกวันนี้ บ้านชนบท ก็ไม่ค่อยได้ประกอบการอะไรมาก อยู่แต่เด็กและคนแก่เป็นจำนวนมาก และกลายเป็นเสมือน ‘รีสอร์ท’ ให้ญาติพี่น้องที่มาทำงานตามเมืองใหญ่ กลับไป ‘ชาร์ตแบตฯ’ เป็นครั้งคราวอยู่แล้ว
สรุป เริ่มต้นก็พูดถึงคนจน เลยทันที นี่คือ แนวคิดพื้นฐาน ของนักวิชาการ ที่พยายามแยกคนเหล่านี้ ให้เห็นว่า คนจนคือปัญหา แต่ไม่โทษ โครงสร้างของสังคม และไม่โทษ การบริหารจัดการ ของภาครัฐ ผมมองว่าพยายามต้อน ให้เข้าทางในข้อต่อ ๆ ไป และต้องโทษคนจน อีกนั่นแหละ และยังไม่เห็นแนวทางอีกเช่นเดิม
.
3. ถ้าคนในพื้นที่ป่าเสื่อมโทรม ไม่ค่อยมีรายได้และยากจน รัฐบาลก็ควรหาทางสร้างงานทางอื่น ไม่ใช่ปล่อยให้ไปครอบครองที่ดินกันครอบครัวละมากบ้างน้อยบ้าง ซึ่งอาจเป็นงานในภาคอุตสาหกรรม ภาคบริการ และอื่น ๆ จะสงวนให้พวกเขาอยู่ตามอัตภาพเช่นนี้ในสภาพที่ไม่เหมาะสมและเป็นการไม่ควร สาธารณูปโภค สาธารณูปการ เช่น โรงเรียนประถม สถานีอนามัย ก็ต้องขยายออกไปอย่างไม่สิ้นสุด สิ้นเปลืองทรัพยากร เพราะคนใช้บริการก็น้อย สมมติให้ครอบครัวหนึ่งหาของป่าออกมาได้ 200 บาทต่อครัวเรือน และหากนับรวมค่ากินอยู่จากสิ่งที่หาได้ในป่าแล้ว เป็นเงินครัวเรือนละ 5,000 บาท หรือปีละ 60,000 บาท หากชุมชนชาวเขาหนึ่งมี 50 หลังคาเรือน ก็จะเป็นเงิน 3 ล้านบาท เชื่อว่าในปีหนึ่ง ๆ ความสูญเสียของป่าไม้เพื่อการยังชีพของพวกเขา คงมหาศาลกว่านี้ หากจ้างให้พวกเขาอยู่เฉย ๆ ไม่ทำลายป่า คงเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมกว่านี้
สรุป ในข้อนี้เริ่มมีทางออกแล้วครับ โดยการ “จ้างให้อยู่เฉย ๆ ” เป็นความคิดที่แหล่มมาก อ่านแล้วตกใจกับแนวความคิดนี้ครับ เรื่องจ้างให้อยู่เฉย ๆ เนี่ย นี่คุณโสภณ จะไม่ลองทำความเข้าใจ คำว่า “วิถีชีวิต” สักหน่อยเหรอครับ จะได้มีแนวทางที่ดีกว่านี้ นโยบายภาครัฐควรที่จะ เอา “วิถีชีวิต” ของคนเป็นตัวตั้ง แล้วส่งเสริมวิถีชีวิต และส่งเสริมในเชิงการป้องกัน ไปด้วย ไม่ใช่ “จ้างให้พวกเขาอยู่เฉย ๆ” ในข้อความตอนนี้ คุณโสภณใช้คำว่า “พวกเขา” มันเป็นคำที่ทำให้รู้สึกแปลกแยก ทำให้รู้สึกว่า ต่ำกว่า โดยนัยยะ การมองแบบนี้แหละครับ ที่พยายาม ไปกด เขาไว้ ให้ต่ำกว่าตั้งแต่ต้น เวลาคิดอะไรเลย เป็นการกระทำต่อเพื่อนที่เป็นสัตว์โลก ด้วยกันอย่างไม่เป็นธรรม “คนจน” บ้างหละ “พวกโจร” บ้างหละ ตกลงไอ้พวกนี้เนี่ย ไม่มีดีอะไร เวลาทำอะไรกับ “มัน” ก็ทำไปอย่างนั้นแหละ นี่หรือครับ ความจริงใจ ของแนวทางแก้ปัญหา
.
4. กรณีชาวเขา ที่มักนำมาอ้างว่าไม่ได้ทำลายป่าจากการปลูกไร่เลื่อนลอย (หมุนเวียน) นั้น คงเป็นชาวเขากลุ่มเล็ก ๆ แต่เดี๋ยวนี้ชาวเขามีมากมาย ป่าไม้คงไม่พอให้พวกเขาหาเลี้ยงชีพ คนชาวเขาจำนวนมากก็ทำงานในเมือง เช่นคนชนบททั่วไป ชาวเขาที่หาของป่า จับสัตว์ป่ามาขาย ควรหรือที่จะทำเช่นนี้ และนี่หรือคือคนที่จะพิทักษ์ป่า บางทีการจ้างให้พวกเขอยู่เฉย ๆ ไม่ให้บุกรุกป่า และทำหน้าที่ช่วยรักษาป่า ยังดีกว่าปล่อยให้พวกเขาบุกรุกป่าเช่นนี้
สรุป ตกลง คุณโสภณ จะใช้ Solution “จ้างให้อยู่เฉย ๆ ” เอามาใช้ จริง ๆ เหรอครับเนี่ย...พระเจ้าช่วย !!!
.
5. กรณีป่าสงวนออกมาทับซ้อนกับที่ดินของผู้ที่ครอบครองไว้ก่อน ก็เป็นปัญหาที่ไม่เหลือบ่ากว่าแรงที่จะแก้ไข จะถือมาเป็นข้ออ้างเพื่อสุมให้ดูมีปัญหามากมาย เพื่อจะได้ออกกฎหมายป่าชุมชน เป็นสิ่งที่ต้องทบทวน ถือเป็นเล่ห์เพทุบายที่ไม่ตรงไปตรงมา สำหรับคนที่อยู่ป่ามาก่อนประกาศเป็นเขตป่า รัฐบาลก็ยินดีออกเอกสารสิทธิ์ให้อยู่แล้ว หรือสามารถต่อสู้เรียกร้องเพื่อความเป็นธรรมได้ แต่ผู้ที่มาบุกรุกภายหลัง ถือว่าเป็นผู้บุกรุก ไม่ควรให้อยู่ หาไม่ใครต่อใครก็จะมาอ้างสิทธิ์ไม่สิ้นสุด
สรุป ผมอ่านข้อนี้แล้ว ก็ไม่ได้มีอะไรมาก แค่ให้ออกสิทธิ์ให้ได้กับคนที่ อยู่มาก่อนซึ่งเป็นเรื่องปกติ ผมคิดในมุมกลับ ว่า การกำหนดพื้นที่ป่า ที่ไปทับที่ชาวบ้าน ที่อยู่มาก่อนแล้ว นี่แหละครับ คือ ความเจ้าเล่ห์เพทุบาย ของภาครัฐ และผู้กุมอำนาจรัฐ ที่อยากได้ที่ดิน ไปเป็นของส่วนตัว ซึ่งผมทราบว่าเป็นใคร ใหญ่คับฟ้าคับแผ่นดิน ขนาด คุณโสภณเห็นแล้ว จะหนาววววว
.
6. ผู้สนับสนุนเรื่องโฉนดชุมชน ยังอ้างว่า คนจนที่บุกรุกอยู่ในเมือง ก็ควรจะได้รับโฉนดชุมชนเช่นกัน ทั้งที่ในความเป็นจริง ผู้ที่อยู่อาศัยในชุมชนแออัดส่วนมาก ไม่ได้เป็นคนจน และโดยเฉพาะชุมชนประเภทบุกรุกอยู่ฟรีบนที่ดินของคนอื่นมา 2 ชั่วคนแล้ว ทำผิดกฎหมายและได้ประโยชน์มาโดยตลอด ยังจะถือโอกาสจะอ้างสิทธิ์ให้มีโฉนดชุมชนอีกหรือ ในขณะที่ชาวบ้านทั่วไปที่ก่อร่างสร้างฐานะขึ้นมา ต้องไปซื้อบ้านชานเมืองไกล ๆ ตอนเช้าก็ออกจากบ้านตอนตีห้าเพื่อเลี่ยงรถติด กว่าจะกลับถึงบ้านก็สองทุ่ม ส่วนคนที่บุกรุกอยู่ใจกลางเมือง ยิ่งถ้าใกล้รถไฟฟ้า ยิ่งสบายใหญ่ แถมรัฐบาลยังจะให้สิทธิ์อยู่ฟรีไปอีกไม่สิ้นสุด อย่างนี้คงไม่เป็นธรรมต่อคนส่วนใหญ่ของประเทศ
สรุป ผมอ่านข้อนี้แล้ว ก็ไม่มีอะไร แค่บ่น ๆ
.
7. มีตัวอย่างชุมชนแออัดแห่งหนึ่งที่หลายฝ่ายที่ไม่รู้ก็ยกย่องว่าเป็นชุมชนที่ดี โดยรัฐบาลอนุญาตให้คนเหล่านี้ที่บุกรุกที่ดินของส่วนรวมอยู่ฟรีมา 2 ชั่วคน ได้รับสิทธิเช่าอยู่แบบถูก ๆ แบบถูกกฎหมาย แถมจัดระเบียบบ้านให้ดูสวยงาม มีสวนหย่อมน่ารัก แล้วสุดท้ายก็สรุปว่าชุมชนประเภทนี้ทำดี เป็นชุมชนพอเพียง ทั้งที่นี่คือการ ‘ปล้น’ สมบัติของชาติและส่วนรวมไปใช้เพื่อประโยชน์ของตนเอง
สรุป ข้อนี้บอกเพียงว่า มีคนบุกรุก 2 ชั่วอายุคน ผมตั้งต่ำ ๆ นะครับ ( 50 ปี ) ที่จริง 2 ชั่วอายุคน น่าจะ 140 ปีเป็นอย่างน้อย แต่ก็เอาแค่ 50 ปีก็พอนะครับ เขามีสิทธิ์แค่ “เช่าอยู่แบบถูก ๆ” แค่ที่ซุกหัวนอน ทำกิน และรัฐเข้าไปจัดการ ให้เขาดำรงชีวิตอยู่ได้ แค่นี้ก็ถูกกล่าวหา ว่าปล้น สมบัติชาติ เลยเหรอครับ ข้อหาหนักนะคับเนี่ย แล้วที่เขาดำรงชีวิตมา เขาก็เสียภาษีทั้งทางตรงทั้งทางอ้อม เหมือน ๆ กันนะครับ แค่สิทธิ์เช่าอยู่เนี่ย คนเหล่านี้ไม่มีสิทธิ์ พื้นฐานแบบต่ำ ๆ แค่นี้เลยเหรอคับ ใจแคบอีกแล้ว ไม่น่าเกิดมาจนเล้ยยย ชาวบ้านเหล่านี้ และการที่อยู่กันมา 2 ชั่วอายุคน สมควรยกให้เขาเลยซะด้วยซ้ำ ตกลงข้อนี้แค่บ่น ๆ ไม่ได้เสนอแนวทางอะไร มีแต่ propaganda ว่าคนเหล่านี้ปล้นสมบัติชาติ หลาย ๆข้อก็มีแนวความคิดแบบนี้แหละครับ ผมเริ่มจะเบื่อที่จะตอบ เห้อ
.
8. เจ้าหน้าที่ของหน่วยงานที่เกี่ยวกับองค์กรชุมชนบางคนถึงขนาดเขียนบทความสนับสนุนโฉนดชุมชนว่า ชาวบ้านที่บุกรุกที่ดินของเอกชนควรได้รับโฉนดชุมชนบนที่ดินที่ตนบุกรุกอยู่โดยไม่รู้ว่าใครเป็นเจ้าของ หรือเป็นที่ดินที่เป็นหนี้กับสถาบันการเงินต่าง ๆ นี่เป็น ‘อาชญากรรม’ การปล้น การละเมิดสิทธิของผู้อื่นอย่างเห็นได้ชัด การปล้นไม่ใช่การทวงถามความเป็นธรรม จึงเป็นบาป หากมีโฉนดที่ดินในลักษณะนี้ก็เท่ากับสร้างอนาธิปไตยให้เกิดขึ้นบนแผ่นดินไทย แผ่นดินนี้ก็จะลุกเป็นไฟ ประเทศก็จะมีแต่ความวิบัติ บรรพบุรุษของเรา ตั้งแต่ระดับกษัตริย์ ข้าราชการ (ที่ดี) และประชาชนที่สละชีพเพื่อปกป้องแผ่นดินไทย ก็คงต้องเสียใจกันขนานใหญ่แน่นอน การไปเบียดบังสมบัติของแผ่นดิน ที่หลวง มาเป็นของตนเองโดยถือว่าอยู่ใกล้ เหยียบย่ำเอาตามใจชอบ มันเป็นบาปที่ปฏิเสธไม่ได้ และอาจเป็นเพราะเหตุนี้จึงไม่เป็นมงคลต่อชีวิต ทำมาค้าขายอะไรก็ไม่ขึ้น และยังอาจเป็นบาปติดตัวไปถึงลูกหลาน บาปมาหรือน้อย ถ้าหลีกเลี่ยงได้ก็จะดีกว่าทำบาปต่อไป หรือถ้าได้ทำบาปไปแล้ว ก็ต้องรู้จักลด ละ เลิก ไม่เช่นนั้น จะไม่พบกับบั้นปลายที่ดีงาม
สรุป อ่านข้อนี้แล้ว เหมือนเป็นหัวข้อใหญ่โต มีทั้ง อาชญากรรม การปล้น บาป แผ่นดินจะลุกเป็นไฟ ดูแบบว่าหนังไทยดราม่าไม่น้อย ผมจะแยกเป็น 2 กรณีนะครับ กรณีแรก คือ เข้าไปโดยที่รู้ว่าใครเป็นเจ้าของ และเข้าไปเพื่อครอบครอง ( แต่ถ้าเข้าไปครอบครองเป็นเวลานาน ) โดยที่เจ้าของไม่ได้มาใส่ใจเป็นสิบปี มันก็สมควรแล้วครับ เพราะแผ่นดินสมควรที่จะถูกใช้ มากกว่าการทิ้งให้รกร้างว่างเปล่า ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ นี่ถ้าใช้การเก็บภาษีอัตราก้าวหน้านะครับ พวกที่มีที่ดินเยอะ ๆ จะไม่ปล่อยมันร้างหรอกครับ เพราะเสียภาษีสูง ตกลงข้อนี้ ไม่ได้เสนอแนวทางอะไร เพียงขู่ แบบให้กลัวบาป ซึ่งขอโทษนะครับ คนอดอยากปากแห้ง เนี่ยเขาไม่กลัวหรอกครับ บาปหนะ เขากลัวอดตาย
.
9. กรณีบ้านสระพัง ต.บางเสาธง อ.ร่อนพิบูลย์ จ.นครศรีธรรมราชที่ชาวบ้านครอบครองที่ดิน 1,600 ไร่มาตั้งแต่ปี 2491 นั้น รัฐบาลก็ควรแก้ไขปัญหาเฉพาะที่นี้ ไม่ใช่กลายเป็นต้นแบบการทำโฉนดชุมชนในบริเวณอื่นทำให้ปัญหายิ่งซับซ้อนไปใหญ่ ทางราชการมีโฉนดตราครุฑ แต่ที่นี่มี ‘โฉนดช้างดำ’ ถ้ามองให้ลึกซึ้งถือเป็นการท้าทายอำนาจรัฐซึ่งเป็นของประชาชนคนส่วนใหญ่ชอบกล ในหลาย ๆ กรณีเช่นนี้ รัฐบาลก็สามารถให้ชาวบ้านเช่าที่ดินได้ในระยะยาว พวกเขาจะได้เอาที่ดินไปจำนองหรือทำนิติกรรมต่าง ๆ เช่นกับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรได้ด้วย
สรุป ปี 2491 นี่นานมากเลยนะครับ ขนาดที่ ถ้าคุณโสภณเด็ก ๆ กลายเป็นเข้าวัยแก่ ได้เลยทีเดียว เชิงกฏหมายเนี่ย ควรเป็นที่ดินของคนที่มาอยู่แล้วครับ และสมควรแล้ว ที่รัฐทำเป็นโฉนดชุมชนให้ การที่เขามี โฉนดช้างดำ ผมว่าเท่ห์ดี มันเป็นการบอกรัฐว่าเฮ้ย พวกมึงมัวไปทำอะไรกันอยู่ นี่เมื่อไหร่ จะมาออกเอกสารสิทธิ์ให้ซะที ถ้าจะโทษ โทษภาครัฐเถอะครับ ไหนว่า แรก ๆ โฉนดมีมาเป็นร้อยปีหละครับ นี่งัยหละครับ ที่มันไม่เข้าถึงกับระดับชาวบ้าน พวกโฉนดก็มัวเน้นแต่ให้พวกนายทุน ขุนนาง ศักดินา พอชาวบ้านจะมีบ้าง ก็มาทำเป็นเดือดเป็นร้อน ลองหยิบยื่นซิครับ โอกาสให้มันเท่า ๆ กัน เวลาอ้างประชาชนส่วนใหญ่ ผมว่า อย่าอ้างเลยครับ ปัญหามันอยู่ตรงไหน และกลุ่มไหนที่ได้รับผลกระทบ ก็ให้โอกาสคนเหล่านั้นเป็นคนเสนอแนวทาง รัฐเองก็พยายามแยก กระจายการปกครองไปให้แต่ละภูมิภาคแล้ว ในการตัดสินใจ อย่าให้แนวคิดที่ว่า เชียงใหม่ อุบล สกลนคร ตาก ไปชี้ชะตา จังหวัด นราธิวาสเลยครับ มันเป็นความหลากหลาย ทางชาติพันธุ์ เป็นความหลากหลายด้านทรัพยากร
.
10. ถ้าหน่วยงานของรัฐบางหน่วยจะเข้าไปช่วยเหลือ เช่น กรณีชาวบ้านบุกรุกป่าสงวน ต.ศรีสะเกษ อ.นาน้อย จ.น่าน นั้น ไม่ควรไปเพียงสร้างผลงาน และกลายเป็นการกึ่งรับรองสิทธิ์ของการบุกรุกไปเสีย เพราะการแก้ไขปัญหาในภายหลัง จะทำได้ยากขึ้น แต่กรณีใดที่สมควรประชาชนได้เช่าให้ถูกต้อง หรือให้หนังสือแสดงการครอบครอง ก็อาจเป็น สปก.4-01 ให้ได้เช่นกัน
สรุป
.
11. ในบางกรณีถึงกับมีการอ้างอิงการแก้ปัญหาที่ดินชายฝั่งทะเลอันดามัน ภายหลังเกิดสึนามิ นั้น แต่เดิมชาวบ้านทั่วไปก็มีเอกสารสิทธิ์อยู่แล้ว ส่วนผู้บุกรุก ก็ควร ‘พอ’ เสียที ไม่ใช่ยังจะอ้างสิทธิ์ที่ไม่พึงได้ต่อไปอีก นอกจากนี้ยังมีข้อสังเกตเพิ่มเติมว่ากรณีสึนามิที่มีองค์กรต่าง ๆ โดยเฉพาะองค์กร NGO และองค์กรอาสาสมัครต่าง ๆ เข้าไปมากมายนั้น เชื่อว่างบประมาณที่ใส่เข้าไป อาจรวมเป็นนับพันนับหมื่นล้านไปแล้ว แต่ก็แทบไม่ได้เห็นโภคผลอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน และจนบัดนี้ก็ยังมีเรื่องให้ทำไม่มีวันจบสิ้น ประหนึ่งเป็นการ ‘หากิน’ กับสึนามิชอบกล
.
สรุป ข้อนี้บ่น เรื่องงบประมาณที่ไหลเข้ามาจากสึนามิ แต่ไม่ได้บอกแนวทางแก้ไข และผมคิดว่าปัญหาเนื้อแท้ คือ เจ้าหน้าที่รัฐเข้าไปมีส่วนได้ส่วนเสีย อย่าไปโทษชาวบ้านนักเลยครับ
12. ในการแก้ไขปัญหานั้น ควรแก้เป็นจุด ๆ ไม่ใช่เหวี่ยงแหออกกฎหมายใช้ไปทั่ว ที่ไหนประชาชนไม่ได้รับความเป็นธรรม ก็ต้องต่อสู้อย่างสันติ เช่น กรณียายไฮ ไม่ใช่เห็นนายทุนปล้นชาติ คน (อยาก) จน ก็จะปล้นชาติบ้าง กรณีออกกฎหมายคลุมไปทั่วนั้น อาจเปิดช่องให้เกิดการทุจริตและประพฤติมิชอบได้ คล้ายกรณี สปก.4-01 ที่ถือโอกาสแจกที่ดินให้คนรวยไปด้วย หรือการออกกฎหมายโฉนดชุมชนนี้คือการปูทางสู่การปล้นแผ่นดินดังกล่าว
สรุป ผมว่า น่าจะแยกแยะนะครับ กรณี สปก.4-01 กับโฉนดชุมชน รัฐเองได้รับรู้ถึงข้อบกพร่องของ การแจก สปก. มาแล้ว ก็ปรับปรุง กระบวนการ วิธีการให้ดีขึ้นซิครับ ไม่ใช่ผูกโยงว่า โฉนดชุมชน จะแย่เหมือนกัน เวลาเราได้รับบทเรียนอะไรแล้ว จากการดำเนินการ เราต้องต้องพัฒนาระบบ ที่ดีกว่ามาใช้ ถ้าเดินซ้ำรอยอย่างนั้นซิครับถึงจะเรียกว่าไม่พัฒนา ผมเชื่อว่า โฉนดชุมชน ได้รับการแก้ไขปัญหามาในระดับหนึ่ง และต้องหาข้อบกพร่องในโฉนดชุมชน เพื่อปิดทางช่องโหว่ ต่าง ๆ มากกว่า จะมาเหมารวมว่า นี่แหละ แน่นอน ผิดซ้ำเหมือนเดิม มันเป็นการคิดที่ คับแคบ และไม่พัฒนาครับ คุณโสภณ ทำไมไม่คิด แบบพัฒนา และต่อยอดหละครับ
.
13. แม่น้ำหนองบึงในย่านชุมชน ก็ล้วนเป็นของส่วนรวม แต่ไม่ใช่ของชุมชนใดชุมชนหนึ่ง เพราะถ้าเช่นนั้น ชุมชนอื่น ก็อาจไม่ได้รับสิทธิ์ในการใช้สอยด้วย กลายเป็นการสร้างปัญหามากกว่าการแก้ปัญหา ของหลวงหรือของส่วนรวม คือสมบัติของประชาชนทั้งประเทศ ไม่ใช่ให้ใครอยู่ใกล้ทรัพยากร ก็มือใครยาว สาวได้สาวเอา เราต้องคิดเสียใหม่ว่า ของที่ไม่ใช่ของเรา ไม่ควรถือครอง ไม่ว่าตนจะเป็นคนรวยหรือคนจน ของส่วนรวม ของหลวงก็คือของที่ต้องรักษาไว้เพื่อทุกคน
สรุป ข้อนี้ฟังดูดีครับ แต่ก็ผูกเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ กับระดับชาติ จนเป็นอะไรที่เป็น นามธรรม ไม่สามารถแก้ปัญหาได้จริง และลักลั่น กล่าวคือ แม่น้ำหนองบึง “ในย่านชุมชน” ก็เป็นของส่วนรวม ฟังแล้วดูดี แต่ไม่ใช่ของชุมชนใด ชุมชนหนึ่ง พยายามผูก แม่น้ำหนองบึง “ในย่านชุมชน” ให้เป็น owner ของคนทั้งประเทศ มันจะยากไปไหมคับ การทำให้คิดแบบนี้แหละคัรบผมว่า ลำบากกับการแก้ปัญหา คนในชุมชนเขาควรมองว่า ของเหล่านั้นเป็นของ เขาเหล่านั้น และเขาเองจะช่วยกันรักษา ไม่ใช่อะไร ก็ยกให้เป็นของประชาชนทั้งประเทศ คนที่รักษาได้ดีที่สุด คือคนที่อยู่ในพื้นที่นั่นแหละครับ
14. การให้คนมีที่ดินเป็นของตนเอง ควรพ้นสมัยได้แล้ว มีที่ดีก็ไม่ใช่ว่าจะดีเสมอไป บางคนพอได้ที่ดินเป็นของตนเอง ก็เอาไปขาย เพราะพวกเขาไม่เคยอาบเหงื่อต่างน้ำจนหาซื้อมาเองได้ แต่ได้จากการแจก พวกเขาจึงขาด Sense of Belonging จึงขายไป แสดงว่าเราไม่ควรแจกที่ดินให้ใคร และการแจกที่ดินไม่ใช่ทางออกของปัญหา และขนาดที่ดินของตนเองยังรักษาไว้ไม่ได้ โฉนดชุมชนก็คงหาคนรักษาได้ยาก อาจกลายเป็นที่รกร้างว่างเปล่า หรือหากเป็นกรณีผู้นำชุมชนที่ทุจริต ในอนาคตก็อาจได้เห็นภาพที่เอาโฉนดชุมชนไปให้คนอื่นหรือนายทุนเช่าต่อไปก็ได้ กลายเป็นที่ตั้งโรงสี โรงเลื่อยหรือโรงงานอะไรไป รายได้ก็เข้าทำนอง ‘วัดครึ่งหนึ่ง กรรมการครึ่งหนึ่ง’ อย่างที่เห็นอยู่ทั่วไป
สรุป ว่าดูถูกคนจนอีกแล้วครับ “พวกเขาไม่เคยอาบเหงื่อต่างน้ำ” นี่ถ้าคนจน ๆ มาอ่านนี่สะอึก เลยครับ และใช้คำว่า “แจก” ยังกะได้ฟรี ๆ จริง ๆ แหนะ คุณโสภณลองใช้จอบขุดหลุม ปลูกต้นไม้สักต้นซิครับ จะมีเหงื่อหรือเปล่า แล้วรู้ไหมครับ ว่ากว่าที่ชาวบ้าน ที่ใช้ประโยชน์จากผืนแผ่นดิน ด้วยจอบ มาเนี่ย จะไม่อาบเหงื่อต่างน้ำ ถ้ากลัวว่าเขาจะเอาไปใช้ไม่ถูกวัตถุประสงค์ ก็ระบุให้ชัดเจนเลยครับว่า ใช้ประโยชน์อะไรได้บ้าง แต่ต้องกำหนดอายุ ลักษณะการใช้ประโยชน์นะครับ ไม่ใช่ว่า ร้อยปี ก็ให้เขาทำเกษตร อย่างเดียว วิวัฒนาการของการทำงาน มันก็มีวิวัฒนาการ เหมือนกับ วังน้ำเขียว
.
15. เมื่อ 50 ปีที่แล้ว แทบไม่มีหมู่บ้านชาวเขาอยู่บนเขาเลย แต่เดี๋ยวนี้มีมากมาย บุกรุกกันเพิ่มแทบทุกวัน ทุกเดือน ทุกปี จึงคงเป็นไม่ได้ได้ที่จะให้ขยายตัวอย่างนี้ บางแห่งกลายเป็น อบต. กลายเป็นเมืองไปแล้ว อย่างนี้จะบอกว่าชาวเขาอยู่อย่างพอเพียงไม่ขยายตัวได้อย่างไร เราจึงควรจัดหาที่อยู่ให้ใหม่ ในเวียดนามเมื่อปลายเดือนกันยายน 2552 ก็อพยพย้ายคนนับแสน ๆ เพื่อหนีพายุ คนนับล้านที่อาจต้องย้ายออกจากป่า ถ้าทำแบบค่อยเป็นค่อยไป ไม่ต้องรีบร้อนแบบหนีพายุ ก็น่าจะสามารถทำได้ เชื่อว่า ในจีน ลาว เขมร เวียดนามหรือมาเลเซีย เขาคงไม่ปล่อยให้มีการบุกรุกป่ากันตามอำเภอใจเช่นนี้อยู่ตลอดเวลา เราอาจต้องไปดูงานการจัดการป่าไม้ของประเทศเพื่อนบ้านมากกว่าไปดูงานที่ยุโรปและอเมริกาเสียแล้ว
สรุป ข้อนี้เสนอให้ไปดูงานประเทศเพื่อนบ้าน ผมว่า ไม่ต้องไปดูหรอกครับ ลักษณะการย้ายถิ่นฐาน โดยปัจจัยต่าง ๆ มันแตกต่างกันมาก ต้นเหตุของปัญหาก็ต่างกัน และไม่ต้องคิดไปย้ายคน หรอกครับ ผมว่าไปดู “วิถีชีวิต” แล้วออกนโยบายภาครัฐ และให้อำนาจกับท้องถิ่น แต่ละที่จะดีกว่าครับ
16. ในการจัดการปัญหาของชาตินั้น ทางราชการต้องดำเนินการโดยเด็ดขาดโดยไม่เลือกปฏิบัติ จะย่อหย่อนจนปัญหาลุกลามเช่นนี้ต่อไปไม่ได้ คนที่รับราชการมาจนได้ดิบได้ดีใหญ่โต ได้ลาภยศมากมาย แต่กลับปล่อยให้แผ่นดินไทยถูกปล้นชิงโดยเสมือนไร้ขื่อแป สมควรได้รับการประณามเป็นอย่างยิ่ง เราต้องปกครองกันโดยกฎหมายให้เคร่งครัด ไม่ใช่ให้กฎหมู่อยู่เหนือกฎหมาย พวกมากลากไป เสียงดังไว้ก่อน หรือมือใครยาว สาวได้สาวเอา
สรุป ผมว่า ลองเอา สุรยุทธ์ จุลานนท์ เข้าคุกดูก่อนดีไหมครับ ประชาชนทั่วไปจะได้เกรงกลัวว่า ถ้าบุกรุกที่สาธารณะแล้ว ติดคุกแน่นอน ขนาด องคมนตรี ยังคิดคุก 55555 พวกองคมนตรี มีกันอยู่ไม่กี่หัว ไม่ได้เป็นพวกมากเลยครับ พวกมันน้อย แต่มันมีอำนาจ กันจริง 55555
.
17. ในประเทศสังคมนิยม ไม่ว่าจะเป็นรัสเซีย จีน เวียดนาม เขาก็เลิกระบบนารวมกันไปแล้ว เรายังจะย้อนยุคไปถึงโฉนดชุมชนเสียอีก การแก้ไขปัญหาของชาตินั้น แน่นอน เราก็ควรฟังเสียงของผู้สูญเสียผลประโยชน์ และหากเขาได้รับผลกระทบ ก็ต้องชดเชยกันให้เต็มที่ แต่จะฟังแต่คนเดือดร้อน โดยไม่นำพาประโยชน์ของคนส่วนใหญ่และประเทศชาติ ก็เท่ากับเรานำพาแต่กฎหมู่ ในมาเลเซีย หากรัฐบาลมีโครงการพัฒนาใด ๆ ประชาชนมีสิทธิ์ที่จะไม่เห็นด้วยกับค่าทดแทนที่จ่ายให้ เพราะเขาต้องการให้ประชาชนได้รับความเป็นธรรม แต่จะมาโหวกเหวกโวยวายไม่เห็นด้วยกับโครงการ ไมได้เด็ดขาด แต่ของไทย หากจะทำอะไรแต่ละที กลับไปถามแต่ผู้สูญเสียประโยชน์ส่วนน้อย อีกไม่ช้าประเทศไทยต้องด้อยกว่าเพื่อนบ้าน (ยกเว้นพม่า) อย่างแน่นอน
สรุป ระบบนารวม กับ โฉนดชุมชน มีความแตกต่างกันนะครับ ที่แตกต่างที่สำคัญคือความเป็นเจ้าของ ( Owner ) ผมจะไม่พล่ามเรื่องนี้มาก แต่มันแตกต่างกันแน่นอน ผมคิดว่า ผู้เสียประโยชน์ไม่ว่าส่วนน้อย ส่วนใหญ่ รัฐเองต้องให้ความสำคัญทั้งหมด อย่างในมาเลเซียงัยครับ รัฐดูแล “ทุกเม็ด” เขาจะไม่แยกเลยครับว่าพวกนี้เป็นส่วนใหญ่ หรือส่วนน้อย แต่ทุกคนเป็นคนที่รัฐต้องดูแล สังเกตุดูนะครับ นี่คือ เสียงส่วนน้อยของสังคม คุณโสภณ บอกในข้อ 16 ว่า “พวกมากลากไป” พยายามให้เห็นว่า คน “พวกนี้” มารวมกลุ่มกัน แล้ว ใช้กฏหมู่อยู่เหนือกฏหมาย อันที่จริงกลุ่มเหล่านี้เป็นส่วนน้อยของสังคม และ “ถูกเอารัดเอาเปรียบ โดยกฏหมายที่อยู่เหนือเขา” ต่างหาก
ในท้ายสุดของบทความนี้ ขอยกความเห็นของผู้อ่านบทความที่ผมได้ทดลองเผยแพร่ไว้ก่อนในหนังสือพิมพ์ online ประชาไท ว่า:
“เลิกมันซะที กับความหน้าด้าน ที่อ้างความยากจนบังหน้า หัดเคารพตนเองบ้าง หัดเคารพตนเองที่ไม่โลภอยากจะได้ของๆใคร หัดเคารพตนเองที่จะไม่โลภ บุกยึดที่ป่า มาเป็นของตน
.
- คนที่เคารพตนเองนั้น ขนาดกล้วยไม้ ในป่าก็ต้องไม่ไปเอามันออกมา ต้องปล่อยเอาไว้เยี่ยงนั้น
.
- คนที่เคารพตนเอง ต้องไม่ยิงแม่นก ต้องไม่ยิงลิงหรือยิงหมียิงแม่เสือเพื่อที่จะเอาลูกของมันมาขาย
.
- คนที่เคารพตนเอง ต้องรังเกียจ การค้าสัตว์ป่า หรือแม้นกระทั่งการกินอาหารป่า ไม่ว่าจะเอามาทำเป็นยาบ้าบอคอแตกอะไรทั้งสิ้น
.
- คนที่เคารพตนเอง ถ้าจะเอาต้นไม้ในป่ามาใช้ ก็ต้องเลือกเอาเฉพาะกิ่งที่มันหักโค่นเท่านั้น ไม่ใช่ไปลักตัดต้นไม้ในป่า
.
- คนที่เคารพตนเองต้องไม่เผาป่าเพื่อบุกรุกหรือต้องไม่แผ้วถางป่าเพื่อบุกรุก
.
ทุกคนสามารถที่จะเคารพตนเองได้ ไม่ว่าเขาเหล่านั้นจะยากดีมีจนอย่างไร และพึงระลึกเสมอว่า ความยากจนนั้นสามารถที่จะแก้ไขให้หายยากจนได้ ถ้าหากมีความพยายาม หมั่นเพียร ไม่ตั้งในความประมาท นั่นคือไม่ตั้งอยู่ในสิ่งที่ผิดกฎหมายและผิดศีลธรรม ไม่เคยมีคนขยันและเอาจริงที่อดตาย และที่สำคัญที่สุด ต้องให้ทุกคนอยู่ภายใต้กฎหมายเดียวกัน ไม่มีข้อยกเว้น และต้องมีกฎหมายที่ควบคุมการผูกขาด และกฎหมายที่ควบคุมไม่ให้มีการถือครองที่ดินที่มากเกินไป นั่นคือระดับร้อยไร่ มันก็น่าที่จะพอแล้ว”
สรุป การเคารพตนเองเป็นสิ่งดี แต่ปัญหาไม่ใช่ชาวบ้านไม่เคารพตนเอง แต่คนในสังคมต่างหากเล่า “ที่ไม่เคารพผู้อื่น” เคารพแต่ตัวเอง แต่ไม่เคย เคารพ ความเป็นแค่สัตว์โลกเหมือนกัน พยายามแย่งแยก คนจน มองว่าเขาไม่ขยัน หากแต่โอกาสทางสังคมที่จะเปิดให้เขาได้มีโอกาสเข้าถึงทรัพยกร ต่างหากที่ต้องหยิบยื่นให้ นั่นเป็นการแสดงออกถึงความเคารพผู้อื่น และในประเทศไทยอยู่ภายใต้กฏหมายเดียวกันครับ ( แต่มีข้อยกเว้น ) คุณโสภณคงจำกรณี สุรยุทธ์ จุลานนท์ องคมนตรีได้ ที่บุกรุกเขายายเที่ยง จนต้องรื้อบ้านทั้งหลังทิ้ง แล้วเป็นงัยครับ แต่ก็ยังได้ดิบได้ดี เป็นองคมนตรี แล้วรัฐ ทำอะไรได้บ้าง สักเล็กน้อยไหมครับ ไหนหละครับ ที่บอกว่าไม่มีข้อยกเว้น การกระทำผิดเหล่านี้ โดยเฉพาะคนใหญ่คนโต และการควบคุมไม่ให้ถือครองมากเกินไปไม่ได้เป็นแนวทางที่ดีเลยครับ แนวทางที่ดีที่สุด คือการ เก็บภาษีที่ดิน ในอัตราก้าวหน้า คนที่มีศักยภาพในการพัฒนาที่ดิน ต้องให้เขาได้ใช้ศักยภาพ และเก็บภาษีในอัตราก้าวหน้า ไม่ใช่ ถัวเฉลี่ยที่ดินให้เท่า ๆ กัน กลับกลายเป็นการเหยียบศักยภาพ ของคนที่มีศักยภาพในการใช้ที่ดิน ให้ลดลงโดยตรง
และสรุป แนวความคิดของคุณโสภณ เป็นแนวความคิด เพื่อการควบคุม และแต่ละข้อ คือเป็นการ “แก้ต่าง” แค่นั้นเอง
ให้คุณโสภณ ลองเป็นชาวบ้านดูซิครับ แล้วคุณโสภณอาจจะมี Solution ในการแก้ไขปัญหา หรือถ้าไม่คิดว่า เป็นชาวบ้าน คุณโสภณลองคิดว่า คุณโสภณ เป็นคนจน ดูก็ได้ครับ ซึ่งอาจจะลำบาก ผมขี้เกียจ ตอบแล้วนะครับ ตอบมาหลายข้อแล้ว concept หนะผมว่า อย่าคิดลึก ครับ แต่คิดให้กว้าง