ทหารพม่า–ทหาร SSA ปะทะหนักในฝั่งท่าขี้เหล็ก

ทหารพม่าหลายกองพันไล่ล่า-ปะทะกองทัพรัฐฉาน SSA ในพื้นที่ใกล้เมืองท่าขี้เหล็ก หวังกดดันให้ทหาร SSA ออกจากพื้นที่ ขณะที่ทหาร SSA จากดอยก่อวันส่งหน่วยจู่โจมเข้าปะทะฐานส่วนหน้าของพม่าในพื้นที่ โดยทหาร SSA จะปฏิบัติการทางทหารตอบโต้จนกว่าทหารพม่่าจะชี้แจงเหตุยิงเจ้าหน้าที่ SSA เสียชีวิตที่จ๊อกแม ทั้งที่มีข้อตกลงหยุดยิงแล้ว มีรายงานว่า ตั้งแต่ช่วงบ่ายวานนี้ (22 ก.พ.) มาจนถึงขณะนี้ ได้เกิดการสู้รบกันอย่างดุเดือดและต่อเนื่องระหว่างทหารพม่ากับทหารกองกำลังไทใหญ่ SSA หน่วยภาคพื้นเชียงตุง จุดสู้รบอยู่ในป่าบริเวณระหว่างบ้านหนองก่างและเมืองไฮ จังหวัดท่าขี้เหล็ก อยู่ห่างจากท่าขี้เหล็กไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือประมาณ 25 กม. ซึ่งเมื่อเวลา 16.00 น. วันนี้ (23 ก.พ.) เสียงปืนจากการสู้รบของทั้งสองฝ่ายยังไม่สงบ ทั้งนี้ การสู้รบเกิดจากทหารพม่าสังกัดกองพันทหารราบ 221 และกองพันทหารราบเบา 570 กำลังพลราว 150 – 180 นาย ออกติดตามไล่ล่าทหารกองกำลังไทใหญ่ SSA ที่เคลื่อนไหวอยู่ในพื้นที่ ซึ่งก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 18 และ 21 ก.พ. ทหารทั้งสองฝ่ายได้เกิดการปะทะกันในบริเวนเดียวกันนี้ จากเหตุทหารพม่าต้องการกดดันให้ทหาร SSA ถอยไปอยู่ในพื้นที่ที่กำหนด พ.ท.เจ้ากอนจื้น ผบ.หน่วยภาคพื้นเชียงตุง ของ SSA กล่าวว่า ทหาร SSA ที่เผชิญหน้าปะทะกับทหารพม่า เป็นสังกัดกองพัน 34 ซึ่งเมื่อเร็วๆ นี้ ทาง SSA จากฐานดอยก่อวัน (ตรงข้าม อ.แม่ฟ้าหลวง จ.เชียงราย) ได้ส่งหน่วยจู่โจมพิเศษเข้าไปในพื้นที่ และเมื่อเวลาประมาณ 15.00 น. ของวันนี้ (23 ก.พ.) หน่วยจู่โจมพิเศษร่วมกับทหารกองพัน 34 ได้ทำการโจมตีฐานบัญชาการชั่วคราวส่วนหน้าของทหารพม่าซึ่งมีผบ.ยุทธการอยู่ด้วย เป็นเหตุให้ฐานดังกล่าวแตกแต่ขณะนี้ยังไม่ทราบการสูญเสียของทหารพม่า พ.ท.เจ้ากอนจื้น เปิดเผยถึงเหตุการปะทะระหว่างทหารพม่าสังกัดกองพันทหารราบเบา 572 และทหารกองกำลังไทใหญ่ SSA (หน่วยภาคพื้นเชียงตุง) ในพื้นที่เมืองไฮ ของจังหวัดท่าขี้เหล็ก เมื่อวันที่ 21 ก.พ. ว่าการปะทะใช้เวลานานเกือบชั่วโมง ฝ่ายทหารพม่าเสียชีวิต 4 นาย หนึ่งในนั้นเป็นนายทหารยศร้อยโท ส่วนฝ่ายทหาร SSA ซึ่งเป็นฝ่ายตั้งรับไม่ได้รับการสูญเสีย อีกด้านหนึ่งมีรายงานว่า เมื่อวันที่ 19 ก.พ. ที่ผ่านมา ได้เกิดการปะทะกันระหว่างทหารพม่าและทหารกองกำลังไทใหญ่ SSA บริเวนบ้านน้ำฮ่างเคิ่ง พื้นที่เมืองสี่ป้อ รัฐฉานภาคเหนือ ฝ่ายทหารเสียชีวิต 3 นาย เหตุปะทะเกิดจากการดักซุ่มโจมตีของทหาร SSA ซึ่งไม่พอใจที่ทหารพม่าไปยิงเจ้าหน้าที่ประสานงานพร้อมภรรยาเสียชีวิตขณะซื้อของอยู่ในตลาดเมืองจ๊อกแม เหตุเกิดเมื่อวันที่ 17 ก.พ. ที่ผ่านมา มีรายงานด้วยว่า ขณะนี้ทางกองบัญชาการกองกำลังไทใหญ่ SSA ได้มีคำสั่งให้ทหารที่เคลื่อนไหวในพื้นที่เมืองสี่ป้อ – จ๊อกแม ทำการโจมตีทหารพม่าให้ถึงที่สุดเท่าที่จะทำได้ จนกว่าทหารพม่าจะยอมชี้แจงเหตุบุกยิงเจ้าหน้าที่ประสานและภรรยาเสียชีวิต ซึ่งหลายฝ่ายคาดว่านับจากนี้อาจจะเกิดการสู้รบระหว่างทหารพม่าและทหาร SSA เพิ่มมากขึ้น ทั้งนี้ นับตั้งแต่มีการลงนามหยุดยิงระหว่างทางการพม่าและกองกำลังไทใหญ่ SSA เมื่อวันที่ 2 ธ.ค. 54 ทหารสองฝ่ายได้เกิดการปะทะกันไม่ต่ำกว่า 10 ครั้ง ครั้งแรกเกิดขึ้นที่เมืองปั่น รัฐฉานตอนใต้ เมื่อวันที่ 20 ธ.ค. จากนั้นสองฝ่ายได้ปะทะกันในพื้นที่เมืองปูหลวง เมืองเป็ง และเมืองเชียงตุง รัฐฉานตะวันออก รวม 4 ครั้ง ตามด้วยในเขตพื้นที่เมืองไฮ จังหวัดท่าขี้เหล็ก 4 ครั้ง ชมภาพ / อ่านข่าวย้อนหลังได้ที่ http://www.khonkhurtai.org/ \คนเครือไท\" เป็นศูนย์ข่าวภาคภาษาไทยเครือข่ายสำนักข่าวอิสระไทใหญ่ หรือ สำนักข่าวฉาน (SHAN – Shan Herald Agency for News) มีวัตถุประสงค์เพื่อเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารจากเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในรัฐฉาน สหภาพพม่า ตลอดจนตามแนวชายแดนไทย ซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับองค์กรการเมือง / การทหารกลุ่มใด สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ shan_th@cm.ksc.co.th หรือ ติดตามอ่านข่าวสารภาคภาษาอังกฤษได้ที่ www.shanland.org ภาคภาษาไทใหญ่ที่ www.mongloi.org และภาคภาษาไทยที่ www.khonkhurtai.org"

Comments

อิสระภาพ เสรีภาพ

อิสระภาพ เสรีภาพ จงเป็นของพี่น้องชาวไทใหญ่และพี่น้องชนกลุ่มน้อย เทอญ.

***เป็นเครื่องยืนยันว่า

***เป็นเครื่องยืนยันว่า พม่าจะไม่ปฏิบัติตามสัญญาใดๆ กับพวกไทยใหญ่ทั้งสิ้น ที่ทำไว้ก็เป็นเพียงแค่ลวง เหมือนที่ทำไว้กับสัญญาปางโหลง ลวงแล้วฆ่าทิ้ง และพม่าจะเป็นผู้ล่า ไทยใหญ่จะเป็นผู้ถูกล่าต่อไป

นักมนุษย์วิทยาบางท่านบอกว่า

นักมนุษย์วิทยาบางท่านบอกว่า บรรพบุรุษชาวพม่าคือกลุ่มชนมะรันมา มีถิ่นที่อยู่ในสมัยดึกดำบรรพ์อยู่ที่เมืองกังสู ทางภาคตะวันตกเฉียงเหนือของจีน ระหว่างทะเลทรายโกบีและภาคตะวันออกเฉียงเหนือของทิเบต จึงมีเชื้อทิเบตผสม เป็นคนภูเขาในเวลานั้นอาณาจักรทิเบตและจีนกำลังแย่งชิงพื้นที่กันดุเดือด พื้นที่ของมะรันมาอยู่กลางจึงถูกบีบอย่างหนัก จึงต้องอพยพหนีภัยสงครามข้ามภูเขาอันหนาวเย็นและป่าดงดิบ กลุ่มหนึ่งข้ามมาทางตะวันออกเฉียงเหนือตามแนวแม่น้ำสาละวินและแม่น้ำอิระวดี อีกลุ่มหนึ่งข้ามแม่น้ำพรหมบุตรในแคว้นอัสสัม แล้วข้ามเทือกเขาปัดไคเข้ามาอยู่อาศัยบริเวณเส้นกั้นพรมแดนกับแคว้นอัสสัมของอินเดีย มาอาศัยอยู่ตามแนวเชิงเขา
แคว้นอัสสัมนี้ มีญาติสนิทของไทยสยาม ตั้งถิ่นฐานเรียกตนเองว่า ไทอาหม ปัจจุบันถูกวัฒนธรรมอินเดียกลืนชาติหมดสิ้นแล้ว
พม่าบนคือ กลุ่มสุดท้ายอพยพลงมาภาคกลางบริเวณเมืองชะเวโบ มัณฑะเล อมรปุระ-อังวะ และพุกาม เมืองดังกล่าวตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำอิรวะดี อันอุดมสมบูรณ์ บริเวณนี้เรียกว่า พม่าบน(Upper Burma) แล้วค่อยๆกระจายกันออกไปแถบตะวันตกของลุ่มน้ำอิระวดีตอนบน จากนั้นค่อยๆอพยพลงมาบริเวณที่เป็นแหล่งปลูกข้าว คือตองทวินคยี และเมืองแปร เป็นต้น
อาณาจักรศรีเกษตร ในบริเวณนี้นอกจากชาวเตลงอีกชนชาติหนึ่งที่ตั้งถิ่นฐานมาแต่โบราณคือชนชาติพยู ที่อพยพเข้ามาตั้งถิ่นบานบริเวณพม่าตอนบน ราวพุทธศตวรรษที่ ๕ เมืองหลวงชนชาติพยู คือเมืองศรีเกษตร ต่อมาคือเมืองโปรม ปัจจุบันคือเมือง แปร ชนชาติพยูเจริญถึงปลายพุทธศตวรรษที่ ๑๔ แล้วเริ่มเสื่ออำนาจลง ปัจจุบันถูกชนชาติมะรันมากลืนไปหมดลิ้นแล้ว พม่าหรือชนชาติมะรันมาเริ่มมีบทบาทมากขึ้น มีราชวงศ์เข้มแข็งปกครอง คือราชวงศ์พุกาม
พม่าต่ำ อาณาจักรตเลง(มอญ) พม่าต่ำตั้งแต่เมืองหงสาวดี(พะโค) ลงมาจนถึงอ่าวเมาะตะมะ เป็นถิ่นที่อยู่ของชนชาติเตลง หรือมอญ อยู่กันกระจัดกระจาย สันนิษฐานว่าอพยพมาจากชายฝั่งทะเลด้านตะวันออกของอินเดีย รอนแรมข้ามอ่าวเบงกอลมาขึ้นฝั่งที่เมืองยะไข่ มีราชอาณาจักร คือ อาณาจักรพะโค และราชอาณาจักรสะเทิม ทั้งสองเป็นอิสระแก่กันและเป็นพันธมิตรต่อกัน
ฉะนั้น ไทยใหญ่ กับไทยน้อยเราก็เป็นเชื้อสายเดียวกันที่อพยพมาจากอาณาจักรน่านเจ้า แต่”พม่า”มิใช่เครือญาติเราเพราะรบกันมานาน และทำลายกรุงศรีอยุธยาจนป่นปี้ เผากรุงฯ ไฟลุกโชนแดงทั่วทั้งเมืองเสียงร้องโหยหวนร้องขอชีวิตดังระงมไปทั่ว ชาวอยุธยาถูกฆ่าอย่างสยดสยอง เมื่อ พ.ศ. ๒๓๑๐ ดังที่ทราบกันไปแล้วว่า พม่าเป็นพวกข้ามเขาหิมาลัยมาตั้งเมืองแถวพุกาม ตองอู แปร พม่าเริ่มเสียเมืองให้อังกฤษเมื่อสมัยราชวงศ์ "อลองพญา" ราว พ.ศ. ๒๓๖๙จนกระทั่งพ.ศ. ๒๔๒๙ ก็เสียทั้งประเทศ หลังสงครามโลกครั้งที่ ๒ พม่าก็พยายามเรียกร้องเอกราชเรื่อยมา โดยขอให้เจ้าผู้ครองรัฐไทใหญ่ทั้งหมด หัวหน้ามอญ และหัวหน้ากะเหรี่ยงทั้งสี่รัฐ ร่วมมือกันบีบรัฐบาลอังกฤษจนกว่าจะคืนเอกราชให้ โดยพม่าสัญญาว่า เมื่อได้เอกราชแล้ว รัฐต่างๆจะเป็นอิสระเฉกเช่นประเทศเอกราชทั่วไป โดยหัวหน้ารัฐทั้งหมดที่กล่าวมาได้ประชุมกันเมื่อ วันที่ ๗ กุมภาพันธ์ ๒๔๙๐ โดยมีอูอ่องซานเป็นประธานในที่ประชุม
ที่ประชุมมีมติให้ลงนามในปฏิญญาเรียกกันในครั้งนั้นว่า "สัญญาป๋างโหลง"(ปางหลวง) อันเป็นเวียง(เมือง) ศูนย์กลางของเมืองใหญ่ๆ ประธานที่ประชุมได้กล่าวให้ความหวังดูจริงจังกับรัฐต่างๆ ข้อความตอนหนึ่งว่า "ขอให้รวมตัวกันเป็นปึกแผ่นแน่นหนาด้วยความเข้มแข็งอดทน และเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันเมื่อประสบความสำเร็จในการเรียกร้องเอกราชแล้ว ก็ขอให้อยู่ร่วมกันอีกสักระยะหนึ่ง เพื่อจรรโลงผนึกกำลังกันให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น คาดว่าคงใช้เวลาไม่เกิน ๑๐ ปี หลังจากนี้เราทุกเผ่าก็แยกย้ายกันไปครองตนเอง ตั้งชาติตั้งประเทศของตนเองขึ้นต่อไป” ในที่สุดอังกฤษยอมมอบเอกราชคืนให้ โดยลงนามประกาศคืนเอกราชให้เมื่อวันที่๔ มกราคม ๒๔๙๒ พม่าโดยนายกรัฐมนตรีนายพลอูนุ บอกกับตะขิ่นบ๊ะเส่ง(หัวหน้าฝ่ายค้านในสหภาพพม่า)ว่า"ทางรัฐบาลพม่าจะยอมให้เอกราชกับชนชาติไตย(รัฐฉาน) ไม่ได้โดยเด็ดขาด เพราะถ้ามอบให้ไตย(รัฐฉาน)แล้ว ก็ต้องมอบให้กะเหรี่ยง มอญ กะฉิ่น ชิน และคะยาด้วย แล้วพม่าจะอยู่อย่างไร จะต้องเปลี่ยนสภาพเป็นชนเผ่าน้อยเช่นพวกนี้ทันที ทางรัฐบาลพม่าวางโทษสถานเดียวคือ ประหารชีวิตสำหรับผู้แยกดินแดนและแยกเชื้อชาติ" พอครบกำหนด ๑๐ ปี พม่าก็ ฉีกสัญญาทิ้งแล้วโยนลงดอยอย่างไม่ใยดี ด้วยฝีมือนายกรัฐมนตรีที่มีนามว่า “อูนุ” นามนี้ชนชาติมอญ ไทใหญ่ กะเหรี่ยง ฉาน และรัฐต่างๆ จดจำอย่างไม่มีวันลืมจนกว่าโลกใบนี้จะระเบิดเป็นจุณ....