แม้เกลียด, แต่ก็ต้องคุยกัน

ภายหลังรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 เป็นต้นมา เราอยู่ในบ้านเมืองที่วุ่นวาย แตกแยก อยู่กับความขัดแย้งของผู้คนจนเริ่มสิ้นหวังแล้วว่า ความผิดพลาดของสิ่งที่เกิดขึ้นในประเทศนี้จะยังสามารถเยียวยาและแก้ไขได้อยู่ ด้วยเราเชื่อเสียแล้วว่า ผู้คนซึ่งเป็นฝักฝ่ายในสังคมได้เกลียดชังกันแล้วโดยสิ้นเชิง และไม่มีวันจะรับฟังกันและกันอีกต่อไป คนที่เกลียดกันเสียแล้วจะอยู่ร่วมกันยากขึ้นทุกที เพราะทนฟังกันไม่ได้ ทนรับความคิดของอีกฝ่ายไม่ได้ สังคมอันสุดโต่งไม่ได้วางตัวเองไว้ในฐานะที่จะรับความคิดต่างได้อีก ความคิดถูกบล็อกไว้แล้วตรงจุดจุดหนึ่ง ที่เหลือคือการต่อสู้ช่วงชิงกฎเกณฑ์ของบ้านเมืองเพื่อมารับใช้ความคิดของตน ตลอดเวลาห้าปีนับแต่สังคมเริ่มแบ่งฝักฝ่ายชัดเจน ความพยายามที่จะกุมอำนาจทางการเมือง กุมอำนาจสื่อ และยกชูความคิดของตนไว้เหนือความคิดอีกฝ่ายเพื่อกุมอำนาจทางสังคม การช่วงชิงเพื่อจะเป็นผู้กุมสภาพและทิศทางของบ้านเมืองได้ทดลองทำไปแล้วมากมายหลายวิธี ล้วนแล้วแต่เป็นวิธีเดียวกันกับการรัฐประหาร คือปล้นเอาดื้อๆ ห้ามเอาดื้อๆ ปิดกั้นเอาดื้อๆ แต่เราทราบกันดี และท่านที่ก่อการและร่วมก่อการรัฐประหารก็ทราบกันดี ว่าสิ่งที่ท่านทำโดยหวังจะให้เป็นคำตอบสุดท้ายของบ้านเมืองนั้นไม่มีวันจะเป็นไปได้ ความคิดต่างไม่มีวันจะยอมให้ท่านปล้น ห้าม หรือปิดกั้นเอาดื้อๆอย่างไร้เหตุผลไร้กฎเกณฑ์ ด้วยอำนาจอันน้อยนิดของประชาชน บ้านเมืองจะต้องขยับเข้าสู่วิถีทางแห่งประชาธิปไตยอยู่ร่ำไป แต่ความเป็นประชาธิปไตยก็จอมปลอมมากขึ้นทุกที เพราะสังคมยังคงแข็งแกร่งอยู่ด้วยอุดมการณ์ที่ไม่นิยมในประชาธิปไตย การปล้นเอาดื้อๆ ห้ามเอาดื้อๆ ปิดกั้นเอาดื้อๆ จึงยิ่งเข้มข้นเป็นทวีคูณ เรื่องราวจึงไม่มีวันจะจบลงตามความต้องการของฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดได้อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ห้าปีอันยุ่งยาก เจ็บช้ำ โกรธเคือง เสียใจและฝังจำ จากความรุนแรงที่เกิดขึ้นตั้งแต่หนักไปหาเบา และดูเหมือนไร้หนทางแห่งการแก้ปัญหา เพราะข้อเสนอของฝ่ายหนึ่งจะไม่ถูกยอมรับจากอีกฝ่ายอย่างแน่นอนอยู่เสมอ เมื่อข้อเสนอของคณะนิติราษฎร์เปิดตัวสู่สาธารณะ กลุ่มนักวิชาการเล็กๆ นี้ถูกกล่าวหาอย่างทันทีทันใดว่าทำงานรับใช้คุณทักษิณ เป็นนักวิชาการแดง เป็นความจริงว่ามีกระแสตอบรับจากประชาชนฝั่งเสื้อแดงมาเป็นลำดับแรก แต่มีกระแสตอบรับจากกลุ่มและบุคคลที่ไม่มีสีอยู่ด้วยเช่นกัน ทว่าขณะนี้ มีความชัดเจนยิ่งขึ้นทุกขณะว่า ข้อเสนอของคณะนิติราษฎร์โดยเฉพาะในข้อที่เกี่ยวข้องกับการแก้ไขกฎหมายมาตรา 112 กลายเป็นข้อเสนอที่ถูกปฏิเสธจากทุกฝักฝ่ายมากที่สุด ผู้กุมอำนาจแทบทุกภาคส่วนของสังคมได้แสดงน้ำเสียงอย่างถ้วนทั่วแล้วว่าไม่เห็นด้วยต่อข้อเสนอของคณะนิติราษฎร์ แม้แต่อดีตนายกฯทักษิณซึ่งถูกพาดพิงอยู่เสมอว่าเป็นผู้มีส่วนได้ประโยชน์จากบางข้อเสนอ ก็ปฏิเสธไม่ยอมรับข้อเสนอของนิติราษฎร์อย่างแข็งขันเช่นกัน ความชัดเจนที่ปรากฏขึ้นนี้ทำให้ได้คำตอบที่แจ่มชัดอยู่ในตัวเองข้อหนึ่งว่า กลุ่มนักวิชาการคณะนิติราษฎร์ ไม่ใช่กลุ่มหรือบุคคลที่มีสังกัด หรือถูกส่งมาจากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งในประเทศนี้ เป็นเพียงนักวิชาการกลุ่มเล็กๆ ที่ทำงานอย่างอิสระเท่านั้น เรารู้กันว่าความแตกแยกโดยความคิดสุดโต่งได้แบ่งสังคมออกเป็นสองฝักฝ่าย และผู้มีอำนาจบารมีเหนือฝักฝ่ายทั้งสองนี้ได้แสดงน้ำเสียงชัดเจนแล้วในการปฏิเสธข้อเสนอของคณะนิติราษฎร์ ด้วยเหตุนี้ ประชาชนผู้ยอมรับและสนับสนุนในข้อเสนอของคณะนิติราษฎร์ จะโดยรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม พวกเขากำลังกลายเป็นประชาชนผู้ไร้ฝักฝ่าย จะโดยรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม ประชาชนผู้ฝักใฝ่ในข้อเสนอของนิติราษฎร์กำลังถูกปฏิเสธจากความเป็นฝักฝ่าย เป็นเพียงประชาชนตัวเล็กๆ ที่คิดและตัดสินใจเองอย่างอิสระ ที่จะยอมรับในข้อเสนอของคณะนิติราษฎร์ นักวิชาการกลุ่มเล็กๆในชื่อ คณะนิติราษฎร์ ผู้ยื่นข้อเสนอแนวทางแก้ไขปัญหาของบ้านเมืองออกไปสู่สังคม กับ ครก.112 และผู้มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักในสังคมอีกหนึ่งร้อยกว่าคนที่ร่วมลงชื่อเพื่อเสนอแก้ไขกฎหมายมาตรา 112 กับประชาชนจำนวนหนึ่งที่พยายามส่งเสียงสนับสนุนข้อเสนอของคณะนิติราษฎร์ มีเพียงเท่านี้ เวลานี้กลุ่มก้อนทั้งหมดที่เห็นด้วยกับข้อเสนอของคณะนิติราษฎร์และกำลังร่วมกันผลักดันข้อเสนอมีเพียงเท่านี้ ยังคงเป็นเพียงกลุ่มคนเล็กๆ ที่แทบไม่มีอำนาจต่อรองในสังคม ไม่มีอำนาจเงิน ไม่มีเบื้องหน้าเบื้องหลัง และไม่มีเส้นสายลึกลับแต่ประการใด หนำซ้ำกำลังถูกรุมกินโต๊ะอย่างเมามันจากผู้มีอำนาจเหนือกว่าทุกด้านในสังคมอยู่ในขณะนี้ ด้วยเหตุนี้ เราจึงไม่ต้องกลัวและไม่ต้องหวั่นวิตกต่อกลุ่มนักวิชาการคณะนิติราษฎร์ ไม่ต้องกังวลว่าเขาจะคิดก่อขบวนการลึกลับ หรือแอบแฝงเรื่องใดไว้เบื้องหลัง เพราะเขาไม่มีปัจจัยสนับสนุนใดๆที่จะทำเช่นนั้นได้ ดังนี้แล้วจึงน่าสนใจว่า ข้อเสนอของคณะนิติราษฎร์ถูกปฏิเสธอย่างรวดเร็วและรุนแรงด้วยเหตุผลใดบ้าง การปฏิเสธข้อเสนอโดยส่วนใหญ่มีองค์ประกอบจากท่าทีที่บอกเป็นนัยว่า ผู้ปฏิเสธได้เชื่อไปแล้วว่า คณะนิติราษฎร์มีเจตนาแอบแฝงคิดล้มล้างหรือลดทอนพระราชอำนาจของสถาบันกษัตริย์ มีคนจำนวนมากด่าทอนิติราษฎร์พร้อมถ้อยคำตอบโต้ว่าประชาชนยังต้องการสถาบันกษัตริย์ นัยยะเพียงประการเดียวของปรากฏการณ์เหล่านี้คือ ตอบโต้และปฏิเสธโดยไม่ต้องแคร์ว่ารายละเอียดในข้อเสนอจริงๆเป็นอย่างไร เราไม่ฟังกันแล้ว เราไม่คุยกันแล้ว ไม่ต้องอ่านว่าข้อเสนอของเขาคืออะไร ไม่ต้องฟังว่าเขาพูดอะไร หากพูดเรื่อง ม.112 ตัดสินได้เลยว่าเขาต้องการล้มเจ้า เราเกลียดคนเหล่านี้เพราะเราเชื่อมานานแล้วว่าคนเหล่านี้ไม่เอาเจ้า มันไม่ยากถ้าความคิดสุดโต่งทั้งสองฝ่ายจะสาดใส่กันอีกครั้ง ตั้งหน้าโจมตีกันไปจนเหนื่อยก็พัก หายเหนื่อยก็ลุกขึ้นมาโรมรันกันใหม่ เพราะไม่มีใครยอมใครอยู่แล้ว แต่เราต้องการแก้ไขปัญหาของบ้านเมืองกันหรือไม่ ข้อเสนอแบบไหนที่เราจะยอมรับฟังกันได้ทั้งสองฝ่าย ผู้เสนอแบบไหนที่เราจะยอมรับฟังคำพูดของเขา วิกฤติของบ้านเมืองนับแต่รัฐประหาร 49 เป็นต้นมาเราเชื่อว่ามันจบแล้ว ผ่านไปแล้ว ไม่จำเป็นต้องแก้ไขอะไรเลย แค่ปล่อยให้ผ่านไปก็พอ เราเชื่อเช่นนั้นจริงๆหรือ ทั้งๆไม่มีหลักประกันว่ารัฐประหารจะไม่เกิดขึ้นอีก ทั้งๆรัฐธรรมนูญที่ใช้อยู่ยังคงเป็นรัฐธรรมนูญจากคณะรัฐประหาร ทั้งๆองค์กรอิสระผู้มีส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศล้วนงอกเงยมาจากผู้ก่อการรัฐประหาร หากเราเชื่อเหมือนกันว่าปัญหายังคงอยู่ ความแตกแยกอันเนื่องมาจากปัญหาเดียวกันยังคงอยู่ ก็ต้องถามตัวเองกันอีกครั้งว่า แล้วข้อเสนอในการแก้ปัญหาแบบไหนที่เราจะรับฟังร่วมกันได้ ผู้เสนอแบบไหนที่เราจะยอมรับฟังคำพูดของเขา บางทีท่านต้องการแบบที่ต้องมีปืนจ่อหัว และไม่อนุญาตให้ท่านปฏิเสธหรือโต้เถียงใดๆ บางทีท่านต้องการแบบที่หลอกล่อให้ประชาชนมาลงประชามติยอมรับรัฐธรรมนูญของคณะรัฐประหาร แลกกับการได้รับอนุญาตให้กลับไปเลือกตั้ง บางทีท่านจะยอมรับฟังแต่ผู้มีอำนาจเหนือกว่าท่าน ในแบบที่จำเป็นต้องรับฟังอย่างเสียมิได้ บางทีท่านจะยอมพูดคุยกับประชาชนคนเล็กๆ ก็ต่อเมื่อเขามากันเป็นจำนวนมากและได้ยึดเอาถนนหรือสถานที่สำคัญไว้เป็นเครื่องต่อรองแล้ว บางทีท่านจะยอมพูดคุยเจรจากันดีๆ ก็ต่อเมื่อเราเตรียมตัวจะฆ่ากันแล้วนั่นเอง แต่ท่านไม่เห็นหรือ ข้อเสนอทั้ง 4 ข้อ ของคณะนิติราษฎร์ ถูกนำเสนอในรูปแบบใด คณะนิติราษฎร์ยื่นข้อเสนอด้วยท่าทีของวิญญูชน อย่างสุภาพและให้เกียรติต่อสังคมสูงสุด ในอันจะขอให้พิจารณาข้อเสนอนี้ คำว่าขอให้พิจารณาข้อเสนอนี้คงไม่ต้องอธิบายว่าแตกต่างจากการเอาปืนไปจ่อหัวให้ยอมรับการรัฐประหารอย่างไร คณะนิติราษฎร์ยื่นข้อเสนอด้วยสถานะของนักวิชาการ อย่างตรงไปตรงมาและเปิดเผย ไม่มีการหลอกล่อให้เข้าใจผิดหรือไขว้เขวในเป้าหมายที่ต้องการนำเสนอ คณะนิติราษฎร์ยื่นข้อเสนอโดยไม่มีเครื่องมือต่อรองใดๆ การจะรับหรือไม่รับข้อเสนอจึงสามารถตัดสินใจได้ด้วยความคิดที่เป็นอิสระไร้เงื่อนไข คณะนิติราษฎร์ยื่นข้อเสนอด้วยเจตนาให้สังคมทุกภาคส่วนพิจารณา หมายถึงคณะนิติราษฎร์ย่อมรับฟังทุกน้ำเสียงของสังคม ย่อมไม่ใช่ข้อเสนอที่จะเอาใจกลุ่มไหนหรือฝ่ายใด แต่เป็นข้อเสนอที่ตั้งมั่นอยู่บนหลักการอันจะนำประเทศไปสู่ความเป็นประชาธิปไตยมากที่สุด ในประเด็นสุดท้ายนี้มีข้อสังเกตเล็กน้อยเป็นองค์ประกอบอยู่ว่า ข้อเสนอเกี่ยวกับการขอแก้ไขกฎหมายมาตรา 112 นั้น กลุ่มบุคคลและประชาชนที่มีความคิดต่อต้านกฎหมายมาตรานี้มานาน มีการรณรงค์และเรียกร้องมาหลายปีให้ยกเลิกบังคับใช้กฎหมายมาตรา 112 เสีย แต่ตามข้อเสนอของคณะนิติราษฎร์ยืนยันอยู่ในระดับของการแก้ไข ประเด็นนี้ทำให้เกิดวิวาทะอยู่มากพอสมควร ระหว่างผู้ต้องการให้ยกเลิก กับผู้ต้องการเพียงแก้ไข หากจะสามารถส่งผ่านประเด็นนี้ไปถึงความคิดอันสุดโต่งอีกฟากฝั่งหนึ่งซึ่งไม่ต้องการให้แก้ไขเปลี่ยนแปลงกฎหมายมาตรา 112 โดยสิ้นเชิงได้ อยากจะขอให้ท่านหยุดพิจารณาเรื่องนี้สักนิดเถิดว่า เรารู้ว่าข้อเสนอของคณะนิติราษฎร์ไม่ตอบสนองความคิดของท่านแน่นอน แต่ก็ไม่ได้ตอบสนองกลุ่มคนที่ต้องการให้ยกเลิกกฎหมายมาตรา 112 เช่นกัน และในความเป็นจริงมีบุคคลที่ต้องการให้ยกเลิกกฎหมายจำนวนไม่น้อยได้ยินยอมลดระดับการเรียกร้องของตนเอง ยินยอมให้อยู่ในระดับของการแก้ไขตามข้อเสนอของคณะนิติราษฎร์ ด้วยเหตุที่รู้ๆกันอยู่ว่า ในประเทศนี้ไม่ได้มีแต่เรา แต่ในประเทศนี้มีท่านอยู่ด้วย ด้วยเหตุที่รู้ๆกันอยู่ว่า ข้อเสนอของนิติราษฎร์มิได้ต้องการการยอมรับจากคนเพียงกลุ่มเดียว แต่ต้องการการยอมรับจากคนส่วนใหญ่ในประเทศนี้ ดังนี้ ถ้าท่านจะลองคิดลดระดับการเรียกร้องของตนเองดูบ้าง ยินยอมให้แก้ไขได้บ้างตามข้อเสนอของคณะนิติราษฎร์ จุดดุลยภาพระหว่างเราก็อาจจะเกิดขึ้นได้ เราและท่านจะอยู่ร่วมกันได้ด้วยจุดดุลยภาพนี้ เว้นแต่ท่านตั้งมั่นไว้แล้วว่า จะไม่อยู่ร่วมประเทศกับคนคิดต่างอย่างแน่นอน สังคมทราบดีอยู่แล้วว่าคนคิดต่างทั้งสองฝ่ายเกลียดกัน แต่แม้เกลียดกันเพียงใด เรายังคงต้องคุยกัน เพื่อว่าเราจะไม่ฆ่ากันในวันข้างหน้า ถ้าหากว่าท่านยังไม่ได้อ่านข้อเสนอของคณะนิติราษฎร์ ก็สละเวลาหาอ่านสักนิดเถิด เพื่อว่าเวลาที่ท่านจะปฏิเสธข้อเสนอ จะได้คุยกันด้วยเหตุด้วยผลบนความเข้าใจเดียวกัน ถ้าหากว่าท่านยังมีความระแวงแคลงใจ กลัวว่าคณะนิติราษฎร์และผู้สนับสนุนจะคิดล้มล้างสถาบันพระมหากษัตริย์ ท่านต้องหาโอกาสคุยกับเขา ถามเขาให้แน่ใจว่าข้อเสนอนี้จะทำให้สถาบันฯต้องล่มสลาย หรือจะทำให้สถาบันฯยิ่งมั่นคงและสง่างามกันแน่ แม้เราเกลียดกันเพียงใด แต่ก็ต้องคุยกัน เพื่อว่าเราจะไม่ฆ่ากันในวันข้างหน้า เว้นแต่ท่านตั้งมั่นไว้แล้วว่า จะต้องฆ่าเราในวันข้างหน้าอย่างแน่นอน.

Comments

@ เมื่อความเชื่อ ปะทะ

@ เมื่อความเชื่อ ปะทะ กับเหตุผล
จึ่งมีคน ถูกกระทำ ขย้ำขยี้
เหมือนพวกเชื่อ โลกแบน ที่แสนดี
เคยราวี คนที่ชี้ ว่าโลกกลม

@ พวกที่มี ความเชื่อ เหนือเหตุผล
ย่อมไม่ทน รับฟัง ตั้งใจข่ม
เพื่อปกป้อง ความเชื่อ เพื่อชื่นชม
เขาไม่ล้ม ก็ว่าล้ม ข่มเรื่อยไป

@ พวกที่มี เหตุผล บนความจริง
ทำทุกสิ่ง ในที่โล่ง และโปร่งใส
พร้อมรับฟัง และอธิบาย ให้เข้าใจ
มืดเพียงใด ก็จุดไฟ ในสายลม

@ ขอชื่นชม นิติราษฎร์ เพื่อราษฎร
กลางไฟร้อน ลมกระหน่ำ จำขื่นขม
แต่เหตุผล บนความจริง ไม่นิ่งจม
คนชื่นชม มากมาย ในโลกา

@ พลังจารีต ประเพณี ที่สูงส่ง
อยู่ดำรง ต่อไป ไม่ไร้ค่า
เพียงแก้ไข ในกฎ กติกา
ให้ควรคู่ กับประชาธิปไตย

เป็นที่น่าเสียดายอย่างยิ่งที่

เป็นที่น่าเสียดายอย่างยิ่งที่กลุ่มคัดค้าน(เน้นนะครับว่าคัดค้าน)
มักจะพยามโยงกลุ่มนิติราษฎร์ไปถึงทักษินให้ได้ และแน่นอน
มันก็เป็นไปเพื่อสร้างความเกลียดชังต่อกลุ่มนิติราษฏร์
ซึ่งกลุ่มนี้มักจะไม่ยอมที่จะ "พูด" หรือ "คุย" กันดีๆ ด้วยเหตุด้วยผล

แต่กลุ่มที่เห็นต่างนั่นผมไม่ห่วง มักเสนอ เหตุผลแย้งในมุมต่างอยู่เนืองๆ
แต่ห่วงนิดเดียวเอง แย้งด้วยเหตุผลไม่ได้ เลยพาล....ปิดกั้นนิติราษฎร์ไปเสียเลย
เฉกเช่น อธิการบดี ม.ธรรมศาสตร ที่กำลังทำอยู่ในขณะนี้

ในประเด็นสุดท้ายนี้มีข้อสังเก

ในประเด็นสุดท้ายนี้มีข้อสังเกตเล็กน้อยเป็นองค์ประกอบอยู่ว่า ข้อเสนอเกี่ยวกับการขอแก้ไขกฎหมายมาตรา 112 นั้น กลุ่มบุคคลและประชาชนที่มีความคิดต่อต้านกฎหมายมาตรานี้มานาน มีการรณรงค์และเรียกร้องมาหลายปีให้ยกเลิกบังคับใช้กฎหมายมาตรา 112 เสีย แต่ตามข้อเสนอของคณะนิติราษฎร์ยืนยันอยู่ในระดับของการแก้ไข ประเด็นนี้ทำให้เกิดวิวาทะอยู่มากพอสมควร ระหว่างผู้ต้องการให้ยกเลิก กับผู้ต้องการเพียงแก้ไข หากจะสามารถส่งผ่านประเด็นนี้ไปถึงความคิดอันสุดโต่งอีกฟากฝั่งหนึ่งซึ่งไม่ต้องการให้แก้ไขเปลี่ยนแปลงกฎหมายมาตรา 112 โดยสิ้นเชิงได้ อยากจะขอให้ท่านหยุดพิจารณาเรื่องนี้สักนิดเถิดว่า เรารู้ว่าข้อเสนอของคณะนิติราษฎร์ไม่ตอบสนองความคิดของท่านแน่นอน แต่ก็ไม่ได้ตอบสนองกลุ่มคนที่ต้องการให้ยกเลิกกฎหมายมาตรา 112 เช่นกัน และในความเป็นจริงมีบุคคลที่ต้องการให้ยกเลิกกฎหมายจำนวนไม่น้อยได้ยินยอมลดระดับการเรียกร้องของตนเอง ยินยอมให้อยู่ในระดับของการแก้ไขตามข้อเสนอของคณะนิติราษฎร์ ด้วยเหตุที่รู้ๆกันอยู่ว่า ในประเทศนี้ไม่ได้มีแต่เรา แต่ในประเทศนี้มีท่านอยู่ด้วย ด้วยเหตุที่รู้ๆกันอยู่ว่า ข้อเสนอของนิติราษฎร์มิได้ต้องการการยอมรับจากคนเพียงกลุ่มเดียว แต่ต้องการการยอมรับจากคนส่วนใหญ่ในประเทศนี้ ดังนี้ ถ้าท่านจะลองคิดลดระดับการเรียกร้องของตนเองดูบ้าง ยินยอมให้แก้ไขได้บ้างตามข้อเสนอของคณะนิติราษฎร์ จุดดุลยภาพระหว่างเราก็อาจจะเกิดขึ้นได้ เราและท่านจะอยู่ร่วมกันได้ด้วยจุดดุลยภาพนี้ เว้นแต่ท่านตั้งมั่นไว้แล้วว่า จะไม่อยู่ร่วมประเทศกับคนคิดต่างอย่างแน่นอน

ขออภัย ที่ต้อง quote ยาวๆ

ผมเข้าใจอยู่ว่า คุณเดือนวาด ต้องการจะ "คุย" กับพวกรอยัลลิสต์ โดยยกเหตุผลว่า (ถ้าจะสรุปเป็นภาษาบ้านๆ) "เห็นไหม่วา ข้อเสนอนิติราษฎร์ ยังคำนึงถึงความรู้สึกของพวกท่านอยู่ จึงไม่ไปไกลถึงขั้นที่ เสนอให้เลิกเลย ทั้งๆที่มีคนจำนวนหนึ่งต้องการให้เลิก (ดังนั้น คุณลดของคุณลงมา พบกับเราครึ่งทางก็แล้วกัน"

ผมขอคัดค้าน "หลักคิด" แบบนี้

สมมุติว่า ถ้าตอนนี้เป็นสมบูรณาญาสิทธิราชอำนาจรัฐอยู่ที่กษัตริย์ แล้วมีคนเสนอว่า จริงๆต้องเป็นประชาธิปไตย อำนาจรัฐอยู่ทีตัวแทนที่ประชาชนเลือกมา

แน่นอน ในสมบูรณาญาสิทธิราช ก็คงมีคนที่นิยมชมชื่นระบอบนั้น และต้องการให้ระบอบนั้นคงอยู่ (น่าจะเป็นส่วนใหญ่ด้วย ยกเว้นแต่ถึงจุดวิกฤตสุดท้ายจริงๆ เพราะทุกระบอบ ย่อมธรรมดาทีคนส่วนใหญ่ในระบอบน้้นจะรู้สึกอย่างน้อย "โอเค" กับมัน จึงจะอยู่ได้) สมมุติว่า คนเหล่านี้ มาแสดงปฏิกิริยาในลักษณะเชียร์ระบอบฯที่ว่า (ทำนองเดียวกับที่พวกรอยัลลิสต์ออกมาต่อต้านนิติราษฎร์ ตอนนี้)

ผมสงสัยว่า ถ้าคิดในตรรกะ แบบที่คุณเดือดวาดเขียนมานี้ เรามิใช่ต้องควร เสนอว่า

"เอางี้้ก็แล้วกัน แม้จะมีคนจำนวนไม่น้อยเห็นว่า ต้องเป็นประชาธิปไตย ต้องโอนอำนาจรัฐไปที่ตัวแทนทีประชาชนเลือก แต่เพื่อเห็นแก่ความรู้สึกของพวกท่านที่เชียร์สมบูรณาญาสิทธิราช เราจะเสนอ แบบครึ่งทางก็แล้ว คือให้ กษัตริย์มีอำนาจรัฐไว้ส่วนหนึง เช่น ปลดนายกฯได้เอง อะไรแบบนั้น แล้วก็ให้มีเลือกตั้งจากประชาชน มีการตั้งรัฐบาลที่นายกฯมาจากการเลือกตั้ง (แต่กษัตริย์ยังมีอำนาจปลดนายกฯได้เอง)"

อะไรแบบนี้ หรือครับ?

หรือจะยืนยันว่า

อำนาจรัฐต้องโอนย้ายจากกษัตริย์โดยสิ้นเชิง (คือ เลิกระบอบสมบูรณาญาสิทธิราช) มาที่ตัวแทนที่ประชาชนเลือกมาโดยสิ้นเชิง (คือใช้ระบอบประชาธิปไตยแทน)?

ประเด็นของผมคือ วิธีคิดแบบทีว่า ข้อเสนอของนิติราษฎร์ อย่างน้อย "ด้วยเหตุที่รู้ๆกันอยู่ว่า ในประเทศนี้ไม่ได้มีแต่เรา แต่ในประเทศนี้มีท่านอยู่ด้วย ด้วยเหตุที่รู้ๆกันอยู่ว่า ข้อเสนอของนิติราษฎร์มิได้ต้องการการยอมรับจากคนเพียงกลุ่มเดียว แต่ต้องการการยอมรับจากคนส่วนใหญ่ในประเทศนี้" อะไรนี่ เป็นวิธีคิดที่ไม่ถูกหรอกครับ

(ข้อสังเกต ผมใช้คำว่า "วิธีคิดแบบที่ว่า ข้อเสนอของนิติราษฎร์..." นะครับ ไม่ได้ใช้คำว่า "วิธีคิดของข้อเสนอนิติราษฎร์" เพราะพูดจริงๆ เท่าที่ผมรู้จักนิติราษฎร์ดีพอสมควร ผมไม่คิดว่า นี่เป็นวิธีคิดเบื้องหลังการเสนอของเขาหรอกครับ แต่เป็นการตีความให้เหตุผลของคุณเดือนวาดมากกว่า ซึงก็โอเค ในแง่แต่ละคนมีสิทธิจะอ่าน text และตีความยังไงก็ได้ ประเด็นนี้จึงเป็นเรื่องเล็ก ที่ไม่ต้องเถียงกัน)

แล้วอันนี้ ไม่เกี่ยวกับเรื่องว่า เรายินดี "ฟัง" คนทีเห็นต่างหรือเปล่าเลยครับ ผมสนับสนุนการฟัง หรือถ้าให้ถูกยิ่งขึ้น การดีเบตกับอีกฝ่ายเต็มทีอยู่แล้ว

แต่เหตุผลทีว่า เพราะมีคนอยู่จำนวนมากยังสนับสนุนระบอบสมบูรณาญาสิทธิราช (ดังในตัวอย่าง "สมมุติ") จะมาใช้เป็นเหตุผลว่า ถ้างัน เราควรเสนอ "ครึ่งๆกลางๆ" หรือประเภทว่า "เราจึงยินดีไปพบกับเขาครึ่งทาง ขอให้พวกเขามาพบกับเราครึ่งทางด้วย" อะไรแบบนั้น โดยไม่คำนึงถึงหลักการ (ว่า ปชต. อำนาจรัฐจะต้องไม่อยู่ที่กษัตริย์ โดยสิ้นเชิง คือ the king can do nothing) ไม่ได้หรอกครับ

ข้อเสนอนิติราษฎร์จะดีไม่ดี ต้องดูทีตัวข้อเสนอเอง ไมใช่เอาเรื่องทีคุณเดือนวาดยกมา ("มีคนอีกจำนวนมากในประเทศนี้...") มาเป็นบรรทัดฐาน

(ปล. คุณเดือนวาดใช้คำว่า "สุดโต่ง" หลายครั้งมาก ในบทความนี้ ผมนับได้ 3-4-5 ครั้งได้มั้ง "สุดโต่ง" ข้างโน้น ผมก็พอมองเห็นอยู่และคุณเดือนวาด ก็บอกมาตรงๆว่าหมายถึงพวกเขา แต่ "สุดโต่ง" อีกข้าง นี่หมายถึงใคร หรืออะไรล่ะครับ? จะว่า หมายถึงพวกทักษิณ นปช เพื่อไทย ก็คงไม่ได้ เพราะพวกนี้ เขาก็เห็นด้วยกับการไม่แตะ 112 นี่ครับ จะบอกว่า ดังนั้น เขาเป็น "สุดโต่ง" อีกข้าง คงไม่ได้

ถ้างัน "สุดโต่ง" อีกข้าง (ทีตรงข้ามกับ "สุดโต่ง" ที่ไม่ยอมให้แตะ 112 เลย) นี่ใครนะครับ? คนอย่างผมที่เสนอให้เลิกเด็ดขาด?

ถ้าใช่ ก็น่าเสียใจมากที่คุณเดือนวาดคิดแบบน้้น ถ้าไมใช่ ก็แสดงว่า การเขียนของคุณเดือนวาด มีปัญหาแน่ๆ เพราะผมนึกเท่าไรก็นึกไม่ออกว่า จะให้หมายถึงใคร "สุดโต่ง" อีกข้าง ที่ตรงข้ามกับพวกทีไม่ให้แตะ 112 เลยน่ะ

โทษทีนะครับ ผมกำลังรีบ

โทษทีนะครับ ผมกำลังรีบ งานอื่นยุ่งมาก เลยพิมพ์แบบเร็วๆ สะกดอะไรผิดเยอะ เพิ่งเห็นว่า มีบางครั้งสะกดชื่อคุณ เดือนวาด ผิดไป (เป็น "เดือดวาด" อะไร ไม่ได้ตั้งใจทั้งสิ้น) ขออภัยจริงๆ

ชอบประโยคนี้มากเลย

ชอบประโยคนี้มากเลย มันสะท้อนแทบจะทุกสิ่งทุกอย่างที่เป็นๆกันอยู่

".....การต่อสู้ช่วงชิงกฎเกณฑ์ของบ้านเมืองเพื่อมารับใช้ความคิดของตน...."

เวลาถกเถียงเรื่อง "2

เวลาถกเถียงเรื่อง "2 ไ่่ม่เอา" ซึ่งสมศักดิ์ยืนยันหัวชนฝาว่าเป็นไปไม่ได้ ต้องเอาทักษิณหรือเอาทหารเท่านั้น คัดค้านทักษิณจะบอกว่าไม่เอาทหารไม่ได้ ใครประนามนักการเมืองคือเชิญทหารโดยอัติโนมัติ(เพราะเจ้าอยู่หล้ังทหารและเราประนามเจ้าไม่ได้)
อ้างอย่างนั้นสมศักดิ์ไม่ได้คิดถึงเลยว่าเราีมีกฏหมายรัฐธรรมนูญเป็นเครื่องป้องกันการยึดอำนาจอยู่ด้วย มีหลักการประชาธิปไตย-นิิติรัฐและโทษประหารค้ำคอพวกคิดจะยึดอำนาจอยู่ด้วยนะ

แต่พอมางานนี้สมศักดิ์กลับกอดหลักการเหนียวแน่น ประนีประนอมไม่ได้

ทำไมจะไม่ได้ล่ะ ในยุโรปมันก็เปลี่ยนผ่านมาอย่างนี้ไม่ใช่หรือ
และของเรา ถึงจะเปลี่ยนผ่านตรงนั้นมาแล้ว(โดยทั่วไป) แต่้ถ้าจะกลับไปเอาเจ้ามาแชร์อำนาจกันใหม่ โดยผ่านความเห็นชอบของประชาชนข้างมากและมีหลักการตรวจสอบทบทวนโดยประชาชน(ประชาธิปไตย) มันก็ยังทำได้นะ

อาจารย์ สมศักดิ์

อาจารย์ สมศักดิ์ ก็ละเอียดยิ๊บ ตามเคย นับถือจริง ๆ (แซวบ้าง อย่าว่าผมนะครับอาจารย์ ขำ ๆ)

ผมว่านะ ถ้าเราใจเย็น ๆ ไม่วู่วามทั้ง 2 ฝ่าย คือที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย มันก็จะคุยกันรู้เรื่องมากกว่าที่เป็นอยู่ ใช่มิใช่ !!! (แอบเอามานิด 1) แต่ที่ผมเห็นอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันคือ ด่ากันทุกวัน เอามันส์กันซะส่วนมาก มันก็เลยเป็นอย่างที่เห็น คือมันวุ่นวายไปหมด ... รึว่า ... ต้องเสนอให้ยกเลิกไปเลย จะได้เดือดรอบเดียวจบ คือเดือดจนแห้ง มันถึงจะสิ้นสุด !!!

อ.ทร. wrote:เวลาถกเถียงเรื่อง

[quote=อ.ทร.]เวลาถกเถียงเรื่อง "2 ไ่่ม่เอา" ซึ่งสมศักดิ์ยืนยันหัวชนฝาว่าเป็นไปไม่ได้ ต้องเอาทักษิณหรือเอาทหารเท่านั้น คัดค้านทักษิณจะบอกว่าไม่เอาทหารไม่ได้ ใครประนามนักการเมืองคือเชิญทหารโดยอัติโนมัติ(เพราะเจ้าอยู่หล้ังทหารและเราประนามเจ้าไม่ได้)
อ้างอย่างนั้นสมศักดิ์ไม่ได้คิดถึงเลยว่าเราีมีกฏหมายรัฐธรรมนูญเป็นเครื่องป้องกันการยึดอำนาจอยู่ด้วย มีหลักการประชาธิปไตย-นิิติรัฐและโทษประหารค้ำคอพวกคิดจะยึดอำนาจอยู่ด้วยนะ

แต่พอมางานนี้สมศักดิ์กลับกอดหลักการเหนียวแน่น ประนีประนอมไม่ได้

ทำไมจะไม่ได้ล่ะ ในยุโรปมันก็เปลี่ยนผ่านมาอย่างนี้ไม่ใช่หรือ
และของเรา ถึงจะเปลี่ยนผ่านตรงนั้นมาแล้ว(โดยทั่วไป) แต่้ถ้าจะกลับไปเอาเจ้ามาแชร์อำนาจกันใหม่ โดยผ่านความเห็นชอบของประชาชนข้างมากและมีหลักการตรวจสอบทบทวนโดยประชาชน(ประชาธิปไตย) มันก็ยังทำได้นะ[/quote]

อ่า.....คืออะไรครับ อ่านแล้วงง ใครรู้อธิบายหน่อยครับ (ผมไม่เข้าใจจริง ๆ ขออภัยครับ)

ขอตอบคุณสมศักดิ์ในประเด็นที่ใ

ขอตอบคุณสมศักดิ์ในประเด็นที่ใช้คำว่า "สุดโต่ง" ว่าหมายถึงใคร? ในบริบทที่เกี่ยวข้องกับ ม.112 ว่าอยากให้เลิก หรืออยากให้แก้ไข หรือไม่อยากให้แตะต้องเลย อยากบอกว่าคุณสมศักดิ์เข้าใจถูกต้องแล้ว สุดโต่งของฝั่งโน้นก็คือพวกเขา สุดโต่งของฝั่งนี้ก็หมายถึงคุณสมศักดิ์นั่นแหละค่ะ และหมายถึงตัวดิฉันเองด้วยที่อยากจะให้เลิกกฎหมายนี้เช่นกัน กับอาจหมายถึงอีกหลายคนที่คิดคล้ายกัน เพียงแต่ดิฉันไม่ได้รู้สึกแย่กับคำว่าสุดโต่ง ถ้าคุณสมศักดิ์ร้สึกไม่ดีกับคำนี้ก็ขอโทษด้วยค่ะ
ในประเด็นอื่นที่คุณสมศักดิ์ไม่เห็นด้วยก็ไม่เป็นไรค่ะ สำหรับดิฉันแล้วไม่ค่อยรู้สึกเป็นปัญหาในแง่ว่า การเสนอเพียงแก้ไขของนิติราษฎร์อาจทำให้คนที่อยากให้เลิกหมดพื้นที่ในการพูด หรือแรงสะท้อนกลับต่อการขอแก้ไขในครั้งนี้อาจทำให้ขยับเพดานไม่ได้อีกแล้ว แต่ดิฉันมองง่ายๆแค่ว่า ถ้าเราจะพูดเราก็พูดได้ค่ะ ถ้าคนที่อยากเรียกร้องให้ยกเลิก ก็ยังคงเรียกร้องได้อยู่ นึกภาพว่าถ้าหากมีสองกลุ่มคู่ขนาน กลุ่มหนึ่งขอให้ยกเลิก กลุ่มหนึ่งขอให้แก้ไข ก็จะดีไม่น้อย

มานพ

มานพ ดวงดี
เราประนามนักการเมืองได้เต็มที่ครับ แต่ถ้าเราเห็นความโน้มเอียงของประชาชนว่าไ่ม่เอานักการเมือง ก็จะไปเอาทหารเท่านั้นเอง เราก็ควรยืนยันด้วยว่าเรายอมรับแต่ความเปลี่ยนแปลงบนระบบประชาธิปไตยเท่านั้น
ถ้าใครจะละเิมิด เราจะต่อต้าน ต่อต้านไม่ได้ก็จะตามเอาโทษในนามของนิติธรรม หากยังจะีมีการรัฐประหารที่ประชาชนยอมรับอีก มันก็ช่วยไม่ได้ในขณะนั้น แต่ตามเฉ่งกันให้เป็นบทเรียนได้ในอนาคต (ซึ่งผมเรียกร้องตลอดมา ขณะที่กลุ่มที่ชุมนุมต่อต้านรัฐประหารอย่างเอาจริงเอาจัง(โดยที่รู้ว่าไม่ชนะแน่)พอผ่านมาแล้วกลับไม่เอาจริงเอาจังที่จะคิดบัญชีย้อนหลัง ซึ่งจะทำให้ไม่มีใครกล้ารัฐประหารอีกต่อไป) และอย่างไรก็ดีการออกมากดดันรัฐบาลแม้จะเสี่ยงรัฐประหารมันก็ยังดีกว่าวางเฉย

ส่วนความคิดของสมศํกดิ์ว่า ไม่ทหารก็ ส.ส. นั้นเขาไม่คิดถึงความศักดิสิทธิ์ของหลักการ(ซึ่งเรามีหน้าที่ต้องเรียกร้องอ้างอิง ต้องกดปุ่มเดินเครื่องมัน และรักษามันไว้)

อันนั้นมันเป็นเรื่องหลักการพื้นฐานแท้ๆ สมศักดิ์ไม่ให้น้ำหนักมัน แต่มางานนี้ มันเป็นเรื่องอ่อนบางและเบากว่านั้น มันเป็นเรื่องเชิงวัฒนธรรม ซึ่งเราต่อสู้ทางวัฒนธรรมได้ (ฝ่า่ยเจ้าโดยตรงแล้วก็ไม่เคยละเมิดอย่างโจ่งแจ้ง มันแค่แฝงๆ) เราไม่แตะเจ้าเลยก็ได้ แค่ช่วยกันทำให้กฏหมายที่มีอยู่ศักสิืทธิก็พอแล้ว ใครอย่าเกยเข้ามาก็แล้วกัน
งานนี้สมศักดิ์กลับจะเป็นจะตายกับหลักการขึ้นมา ประนีประนอมไม่ได้ขึ้นมา
(ผมจึงสงสัยในความหวังดีของพี่แก)

เดือนวาด พิมวนา

[quote=เดือนวาด พิมวนา]ขอตอบคุณสมศักดิ์ในประเด็นที่ใช้คำว่า "สุดโต่ง" ว่าหมายถึงใคร? ในบริบทที่เกี่ยวข้องกับ ม.112 ว่าอยากให้เลิก หรืออยากให้แก้ไข หรือไม่อยากให้แตะต้องเลย อยากบอกว่าคุณสมศักดิ์เข้าใจถูกต้องแล้ว สุดโต่งของฝั่งโน้นก็คือพวกเขา สุดโต่งของฝั่งนี้ก็หมายถึงคุณสมศักดิ์นั่นแหละค่ะ และหมายถึงตัวดิฉันเองด้วยที่อยากจะให้เลิกกฎหมายนี้เช่นกัน กับอาจหมายถึงอีกหลายคนที่คิดคล้ายกัน เพียงแต่ดิฉันไม่ได้รู้สึกแย่กับคำว่าสุดโต่ง ถ้าคุณสมศักดิ์ร้สึกไม่ดีกับคำนี้ก็ขอโทษด้วยค่ะ
ในประเด็นอื่นที่คุณสมศักดิ์ไม่เห็นด้วยก็ไม่เป็นไรค่ะ สำหรับดิฉันแล้วไม่ค่อยรู้สึกเป็นปัญหาในแง่ว่า การเสนอเพียงแก้ไขของนิติราษฎร์อาจทำให้คนที่อยากให้เลิกหมดพื้นที่ในการพูด หรือแรงสะท้อนกลับต่อการขอแก้ไขในครั้งนี้อาจทำให้ขยับเพดานไม่ได้อีกแล้ว แต่ดิฉันมองแค่ว่า ถ้าเราจะพูดเราก็พูดได้ค่ะ ถ้าคนที่อยากเรียกร้องให้ยกเลิก ก็ยังคงเรียกร้องได้อยู่ นึกภาพว่าถ้าหากมีสองกลุ่มคู่ขนาน กลุ่มหนึ่งขอให้ยกเลิก กลุ่มหนึ่งขอให้แก้ไข ก็จะดีไม่น้อย[/quote]

แค่การนำเสนอให้แก้ไขของคณะนิติราษฎร์ ยังเจอไม่สำนึกในบุญคุณ ถ้าคนคิดยกเลิก เขาจะไม่ไล่ให้ไปอยู่ต่างดาวหรอกหรือ

อ.ทร. wrote:มานพ

[quote=อ.ทร.]มานพ ดวงดี
เราประนามนักการเมืองได้เต็มที่ครับ แต่ถ้าเราเห็นความโน้มเอียงของประชาชนว่าไ่ม่เอานักการเมือง ก็จะไปเอาทหารเท่านั้นเอง เราก็ควรยืนยันด้วยว่าเรายอมรับแต่ความเปลี่ยนแปลงบนระบบประชาธิปไตยเท่านั้น
ถ้าใครจะละเิมิด เราจะต่อต้าน ต่อต้านไม่ได้ก็จะตามเอาโทษในนามของนิติธรรม หากยังจะีมีการรัฐประหารที่ประชาชนยอมรับอีก มันก็ช่วยไม่ได้ในขณะนั้น แต่ตามเฉ่งกันให้เป็นบทเรียนได้ในอนาคต (ซึ่งผมเรียกร้องตลอดมา ขณะที่กลุ่มที่ชุมนุมต่อต้านรัฐประหารอย่างเอาจริงเอาจัง(โดยที่รู้ว่าไม่ชนะแน่)พอผ่านมาแล้วกลับไม่เอาจริงเอาจังที่จะคิดบัญชีย้อนหลัง ซึ่งจะทำให้ไม่มีใครกล้ารัฐประหารอีกต่อไป) และอย่างไรก็ดีการออกมากดดันรัฐบาลแม้จะเสี่ยงรัฐประหารมันก็ยังดีกว่าวางเฉย

ส่วนความคิดของสมศํกดิ์ว่า ไม่ทหารก็ ส.ส. นั้นเขาไม่คิดถึงความศักดิสิทธิ์ของหลักการ(ซึ่งเรามีหน้าที่ต้องเรียกร้องอ้างอิง ต้องกดปุ่มเดินเครื่องมัน และรักษามันไว้)

อันนั้นมันเป็นเรื่องหลักการพื้นฐานแท้ๆ สมศักดิ์ไม่ให้น้ำหนักมัน แต่มางานนี้ มันเป็นเรื่องอ่อนบางและเบากว่านั้น มันเป็นเรื่องเชิงวัฒนธรรม ซึ่งเราต่อสู้ทางวัฒนธรรมได้ (ฝ่า่ยเจ้าโดยตรงแล้วก็ไม่เคยละเมิดอย่างโจ่งแจ้ง มันแค่แฝงๆ) เราไม่แตะเจ้าเลยก็ได้ แค่ช่วยกันทำให้กฏหมายที่มีอยู่ศักสิืทธิก็พอแล้ว ใครอย่าเกยเข้ามาก็แล้วกัน
งานนี้สมศักดิ์กลับจะเป็นจะตายกับหลักการขึ้นมา ประนีประนอมไม่ได้ขึ้นมา
(ผมจึงสงสัยในความหวังดีของพี่แก)[/quote]

โทษทีนะครับ...

ช่วง "สองไม่เอา" นั้น พวกคุณเรียกร้องให้มีการไล่นักการเมืองอย่างไรครับ ?

1. คุณไม่สนว่าเสียงส่วนใหญ่จะเลือกทักษิณกลับมาต่อหรือไม่

2. คุณไม่ได้ทำกระบวนการตรวจสอบให้มันเต็มที่ อ้างอย่างเดียวว่า "นักการเมืองครอบงำ ตรวจสอบไม่ได้"

( ซึ่งสุดท้ายพอมีรัฐประหาร ไล่เช็คบิลเขาเต็มที่ ก็ทำได้แค่คดีเดียวคือ "เซ็นชื่อให้เมีย" )

การละเมิดหลักการแบบนี้ล่ะครับ โดยเฉพาะข้อ 1. ที่ไม่คำนึงถึงเสียงส่วนใหญ่ ยังไงทักษิณต้องออกไป นี่แหละที่เป็นการ "เปิดช่อง" ให้ทหารเข้ามา...

เดือนวาด พิมวนา

[quote=เดือนวาด พิมวนา]ขอตอบคุณสมศักดิ์ในประเด็นที่ใช้คำว่า "สุดโต่ง" ว่าหมายถึงใคร? ในบริบทที่เกี่ยวข้องกับ ม.112 ว่าอยากให้เลิก หรืออยากให้แก้ไข หรือไม่อยากให้แตะต้องเลย อยากบอกว่าคุณสมศักดิ์เข้าใจถูกต้องแล้ว สุดโต่งของฝั่งโน้นก็คือพวกเขา สุดโต่งของฝั่งนี้ก็หมายถึงคุณสมศักดิ์นั่นแหละค่ะ และหมายถึงตัวดิฉันเองด้วยที่อยากจะให้เลิกกฎหมายนี้เช่นกัน กับอาจหมายถึงอีกหลายคนที่คิดคล้ายกัน เพียงแต่ดิฉันไม่ได้รู้สึกแย่กับคำว่าสุดโต่ง ถ้าคุณสมศักดิ์ร้สึกไม่ดีกับคำนี้ก็ขอโทษด้วยค่ะ
ในประเด็นอื่นที่คุณสมศักดิ์ไม่เห็นด้วยก็ไม่เป็นไรค่ะ สำหรับดิฉันแล้วไม่ค่อยรู้สึกเป็นปัญหาในแง่ว่า การเสนอเพียงแก้ไขของนิติราษฎร์อาจทำให้คนที่อยากให้เลิกหมดพื้นที่ในการพูด หรือแรงสะท้อนกลับต่อการขอแก้ไขในครั้งนี้อาจทำให้ขยับเพดานไม่ได้อีกแล้ว แต่ดิฉันมองง่ายๆแค่ว่า ถ้าเราจะพูดเราก็พูดได้ค่ะ ถ้าคนที่อยากเรียกร้องให้ยกเลิก ก็ยังคงเรียกร้องได้อยู่ นึกภาพว่าถ้าหากมีสองกลุ่มคู่ขนาน กลุ่มหนึ่งขอให้ยกเลิก กลุ่มหนึ่งขอให้แก้ไข ก็จะดีไม่น้อย[/quote]

คำว่า "สุดโต่ง" นี่ใช้อะไรเป็นลิมิตครับ...

การเสนอให้ยกเลิก ม.112 ไม่ผิดกฎหมาย 112 เอง ไม่ผิดอะไรเลยนะครับ...

ทำไมคุณถึงว่ามันสุดโต่งล่ะ ?

โอเค... ผมไม่มีปัญหาอะไรเลยนะ ถ้าจะมีคนบอกว่า "พวกที่เสนอให้ล้มเจ้านั้นเป็นพวกสุดโต่ง" เพราะการเสนอให้ล้มเจ้า มันผิดกฎหมายในเวลานี้ครับ...

แต่นี่มันไม่ผิดอะไรเลยนะครับ กะอีแค่ยกเลิก 112 เนี่ย

ผมเข้าใจว่าในการเสนอแนวทางใดๆ โดยหลักการแล้วมันต้องเปิดพื้นที่ของฝ่ายเราให้มากที่สุด ภายใต้กรอบของกฎหมายมิใช่หรือ... ไม่ใช่ไปหาหนทางมาใส่ข้อจำกัดให้ตัวเอง...

ตอบคุณsavorในเรื่อง "สุดโต่ง"

ตอบคุณsavorในเรื่อง "สุดโต่ง" ค่ะ "สุดโต่ง" นี้พูดถึงในบริบทของ ม.112 คือมีความคิดของกลุ่มคนอยู่แค่ 3 กลุ่มเท่านั้น คือ อยากให้เลิก, อยากให้แก้ไข และไม่อยากให้แตะต้อง "สุดโต่ง" ในบริบทนี้จึงหมายถึงคนที่อยากให้เลิก กับคนที่ไม่อยากให้แตะต้อง ย้ำว่าดิฉันกำลังพูดถึงสุดโต่งในบริบทของ ม.112 ไม่ได้พูดถึงสุดโต่งในบริบทอื่นใด โดยเฉพาะยิ่งไม่ใช่ในบริบทของการล้มเจ้า คำว่า "สุดโต่ง" ไม่ใช่คำที่มีอันตรายในตัวเองหรอกค่ะ อยู่ที่ว่าเราจะเอาไปใช้ในบริบทใด เรื่องใด ดิฉันจึงกล้าพูดว่าตนเองคิดสุดโต่งในเรื่อง ม.112 คืออยากให้ยกเลิกกฎหมาย เพราะแน่ใจอย่างยิ่งว่าการยกเลิก ม.112 ไม่ใช่การล้มเจ้า

เดือนวาด พิมวนา

[quote=เดือนวาด พิมวนา]ขอตอบคุณสมศักดิ์ในประเด็นที่ใช้คำว่า "สุดโต่ง" ว่าหมายถึงใคร? ในบริบทที่เกี่ยวข้องกับ ม.112 ว่าอยากให้เลิก หรืออยากให้แก้ไข หรือไม่อยากให้แตะต้องเลย อยากบอกว่าคุณสมศักดิ์เข้าใจถูกต้องแล้ว สุดโต่งของฝั่งโน้นก็คือพวกเขา สุดโต่งของฝั่งนี้ก็หมายถึงคุณสมศักดิ์นั่นแหละค่ะ และหมายถึงตัวดิฉันเองด้วยที่อยากจะให้เลิกกฎหมายนี้เช่นกัน กับอาจหมายถึงอีกหลายคนที่คิดคล้ายกัน เพียงแต่ดิฉันไม่ได้รู้สึกแย่กับคำว่าสุดโต่ง ถ้าคุณสมศักดิ์ร้สึกไม่ดีกับคำนี้ก็ขอโทษด้วยค่ะ
ในประเด็นอื่นที่คุณสมศักดิ์ไม่เห็นด้วยก็ไม่เป็นไรค่ะ สำหรับดิฉันแล้วไม่ค่อยรู้สึกเป็นปัญหาในแง่ว่า การเสนอเพียงแก้ไขของนิติราษฎร์อาจทำให้คนที่อยากให้เลิกหมดพื้นที่ในการพูด หรือแรงสะท้อนกลับต่อการขอแก้ไขในครั้งนี้อาจทำให้ขยับเพดานไม่ได้อีกแล้ว แต่ดิฉันมองง่ายๆแค่ว่า ถ้าเราจะพูดเราก็พูดได้ค่ะ ถ้าคนที่อยากเรียกร้องให้ยกเลิก ก็ยังคงเรียกร้องได้อยู่ นึกภาพว่าถ้าหากมีสองกลุ่มคู่ขนาน กลุ่มหนึ่งขอให้ยกเลิก กลุ่มหนึ่งขอให้แก้ไข ก็จะดีไม่น้อย[/quote]

ก็ขอบคุณที่คุณเดือนวาดมาชี้้แจงตรงๆนะครับ

ผมไม่ใช่ "รู้สึกไม่ดีกับคำ" หรอกครับ (โดน characterized ว่าเป็นยังไง มาสารพัด เยอะกว่านี้)

แต่ไม่เห็นด้วย

ผมไม่มองว่านี่เป็นปัญหาในแง่ความรู้สึก, ภาพลักษณ์หรืออะไรด้วย แต่่ในแง่ "การวิเคราะห์"

ซึีงอันนี้ ก็เหมือนที่วิจารณ์คุณเดือนวาดไป (ซึง ขออภัยที่เรียนตรงๆ ว่าคุณเดือนวาด ไม่ได้ตอบประเด็นที่วิจารณ์ไปจริงๆ)

นั่นคือ เหตุผลที่วา "มีคนจำนวนมากยังเชียร์สมบูรณาญาสิทธิราชอยู่ ดังนั้น ข้อเสนอนิติราษฎร์จึงเป็นการ recognize (ยอมรับความจริงอันนี้)" อะไรแบบนั้น" (ซึงจริงๆก็เป็นเหตุผลที่นักวิชาการที่มาทำ ครก. หลายคนพูดๆกัน (พวงทอง ฯลฯ)

ผมเห็น่วา การให้เหตุผลหรือตรรกะแบบนี้มันผิด เหมือนกับที่เขียนแบบ "สมมุติ" (แบบไมใช่การสมมุติ เสียทีเดียว) คือ บางเรื่อง มันไม่ใช่ ประเด็นระหว่าง (ถ้าใช้คำของคุณเดือนวาด) "สุดโต่ง 2 ข้าง" หรอกครับ มันเป็นเรื่องของอะไรถูกอะไรผิด เหมือนเรื่องอำนาจรัฐ ว่า สมูบรณาญาสิทธิราช ที่อยู่กับกษัตริย์ กับ ประชาธิปไตย ที่ไมใช่อยู่กับกษัตริย์ ดังนั้น การเสนอว่า ต้องเอาอำนาจรัฐออกจากกษัตริย์อย่าง "สิ้นเชิง" จึงไมใช่เป็นประเด็นของการ "สุดโต่ง" (เพราะมีอีกข้างยืนยัน อำนาจรัฐต้องอยู่กับกษัตริย์)

ประเด็นนิติราษฎร์ ก็เหมือนกัน มันไมใช่ปัญหาว่า ถ้าเสนอเลิกเลย เป็นเรืองสุดโต่ง เพียงเพราะว่า มีอีกฝ่ายทียืนยันไม่เปลี่ยนแปลงเลย .. จริงๆ มันเป็นเพียงข้อเสนอที่ "ธรรมดา" หรือ "ธรรมชาติ" มากๆด้วยซ้ำ ไอเดียที่วา "เจ้า=คนธรรมดา และถ้าอะไรที่คนธรรมดา (แม้แต่คนระดับนายกฯ ใช้ได้ เจ้า ก็ควรใช้ได้ (กม.หมิ่นประมาท)" นี่ผมว่าเป็นไอเดียที่ ธรรมชาติมากๆ ถ้ามันสุดโต่ง ประเทศอย่าง ญี่ปุ่น อังกฤษ สหรัฐ - 3 มหาอำนาจที่สำคัญที่สุดของไทย ก็ต้องเป็นประเทศ "สุดโต่ง" ไปแล้วสิครับ ที่ไม่มีกฎหมายหมิ่นประมาทประมุข

และในแง่นี้ ข้อเสนอนิติราษฎร์ ที่ผมยืนยันเป็นเรืองผิดพลาด ผมก็ไม่ได้มอง่วา เป็นข้อเสนอ "กลางๆ" หรืออะไรเลย สรุปแล้ว ไอเดียเรื่องสุดโต่งหรืออะไร ผมไม่เห็นด้วย เพราะผมเห็นว่ามันเป็นการผิดในเชิงวิเคราะห์ (นึกถึงกรณีสมมุติที่ว่า) - และแน่นอน ในขณะที่ผมรู้สึกเฉยๆกับคำ ในปริบทของความหมายคำแบบนี้ในสังคม (ซึ่งไมใช่เราจะไปบังคับได้) มันมี "นัยยะเชิงคุณค่า" บางอย่างอยู่ ซึงไม่ถูกต้อง ผมจึงเห็น่วา การมองแบบนี้ มันไม่ถูกทั้งในเชิงวิเคราะห์และในเชิงไปเสริมนัยยะของคำนี้ในการมองของวัฒนธรรมปัจจุบัน

ก็ดีใจทีได้ทราบว่า คุณเดือนวาดเห็นว่า ควรเลิกไปเลยเหมือนกัน แต่ก็อดแปลกใจไม่ได้ว่า ถ้างั้น ไหงมาเขียนบทความให้เหตุผลสนับสนุนข้อเสนอนิติราษฎร์ ในลักษณะนี้ (ซึง ดังที่ผมเขียนไปครั้งแรก ผมไม่คิดว่า นิติราษฎร์ มองข้อเสนอของเขาในลักษณะนี้ด้วยซ้ำ แต่จริงที่ว่า บรรดาคนที่มาสนับสนุนนิติราษฎร์ อาจจะส่วนใหญ่ด้วยซ้ำมั้ง เห็นทำนองนี้ อันนี้ ก็เป็น irony อันหนึง)

ผมก็นึกแบบ "ทื่อๆ" ("สุดโต่ง"? 555) ว่า ในฐานะปัญญาชน เราคิดยังไง ก็ควรเขียนออกไปแบบนั้น เหตุผลที่ว่า ควรเลิกเลย ก็คงต้องมีด้านเพราะว่า ไม่เห็นด้วยกับการเสนอให้ยังคงบางอย่างไว้ของนิติราษฎร์ ผมก็เลยแปลกใจที่มาเขียนดีเฟนด์ข้อเสนอนิติราษฎร์ โดยเฉพาะการให้เหตุผลในการดีเฟนด์นั้นด้วย

(อันนี้ ก็พูดเผื่อไว้ - ดีเฟนด์นิติราษฎร์ ในแง่การเมือง ผมก็ดีเฟนด์มาเสมอ มานาน จนบัดนี้ แต่ในแง่ข้อเสนอนี้ ผมยืนยันว่า ไม่ควรดีเฟนด์)

savor ผมและคนจำนวนหนึ่งไม่ได้

savor
ผมและคนจำนวนหนึ่งไม่ได้เรียกร้องให้ทักษิณออกไปอย่างไม่ีมีเงื่อนไข
แต่ร่วมชุมนุมเป็นการกดดันรัฐบาลและฟ้องประชาชนเท่านั้น
ไม่ร่วมร้อง "ทักษิณออกไป" และพยายามแสดงจุดยืนของตัวเองด้วยการทำใบปลิว
ร่วมชุมนุมเฉพาะที่สนามหลวง คัดค้านและไม่ร่วมการชุมนุมที่ละเิมิดสาธารณะ ปิดถนน
ตอนแรกผมยังมีความหวังว่าการชุมนุมจะปรับตัวเองเป็นกลุ่มผลักดันนโยบายและมาตรการทางการเมืองอย่างมีระบบ แต่เมื่อไม่เป็นอย่้างนั้นผมก็ถอนตัว

ผมไม่รู้หรอกว่าพวกคุณเกลียดกั

ผมไม่รู้หรอกว่าพวกคุณเกลียดกันเรื่องอะไร เพียงแต่สงสัยว่าแก้กฎหมายให้หมิ่นกันง่ายขึ้นแล้วมันเป็นประชาธิปไตยอย่างไร

เอ้อ! คุณสาก 4ban ครับ

เอ้อ! คุณสาก 4ban ครับ พิมพ์ผิดนิดหน่อยไม่เป็นไรหรอกครับ

สำคัญแต่ว่า has been banned from America for life. นี่แปลว่าอะไรอ้ะครับ!

ตามถามมาเป็นเดือนไม่ยักกล้าตอบ

ทีเรื่องอื่นๆ ไม่มีใครถามก็แส่ไปตอบให้เขาว่ากันมั่วไปหมด

แปลกกิงกิง

; )~

นี่ผมถามแบบไม่รู้สึก enthusiastic เลยนะ ถามแบบ เนือยๆ เฉื่อยๆ แฉะๆ แบ๊ะๆ

; )~

เอ้อ! เว้นช่วงนานไปหน่อย

เอ้อ! เว้นช่วงนานไปหน่อย มัวแต่ไปฟัง Char ปะทะ Takanaka ทาง Youtube อยู่

กลับมาว่ากันต่อ

บทความนี้ก็เหมือนกับ กรอบความคิดของพวกขี้ข้าทักษิณ (อย่าโกรธนะถ้าจะเรียกพวกเอ็งว่าอย่างนี้ ก็มันจริงอ้ะ!) (ฮา) ตามปกติ

นั่นคือ มี ชุดความคิด วาทกรรมซ้ำซาก อยู่ไม่กี่รูปแบบ

19 กย. คือความชั่วร้าย!

หลัง 19 กย. บ้านเมืองตกอยู่ในความวุ่นวาย!

รัฐประหาร เลวที่สุด!

วนเวียน ซ้ำซากอยู่แค่นี้

แต่นี่คือสิ่งที่ผมเคยพูดไว้นานแล้วว่า การแสดงความคิดเห็นของพวกขี้ข้าทักษิณเป็นวิชามารสาย ตัดตอนวิทยา

พวกมันพูดซะอย่างกับว่าก่อน 19 กย. บ้านเมืองไทยเป็น ยูโทเปีย อย่างนั้นแหละ!

พวกมันพูดราวกับว่าไม่เคยมีข่าว ไฟใต้ กลับมาลุกฮือเพราะคำพูดของลูกสนัขขี้เรื้อนตัวไหนที่ว่า 'โจรกระจอก' แล้วผลจากโจรกระจอกนั้น วันนี้คนไทยตายไปเกิน 5 พัน คน แล้วจากคำพูดหมาๆ นั้น

พวกมันพูดราวกับว่าไม่เคยรู้เลย (จริงๆ พวกมันอาจไม่รู้จริงๆ ก็ได้ เพราะพวกมันเพิ่งมารับจ้างทักษิณ 'โม่แป้ง' หลังเผาเมืองไม่สำเร็จเมื่อ ปี 52 เท่านั้นเอง) (ฮา) ว่าสมัยไอ้แม้ว มีการอุ้มฆ่า ทนายสมชาย นีลไพจิตร

พวกมันพูดราวกับว่าไม่เคยรู้เลยว่า มีคนตายไป 2,500 คน จาก นบ. ฆ่าตัดตอนยาเสพติด (อ้อ! แล้วชอบอ้าง สิทธิมนุษยชน เสรีภาพ จึงต้องแก้ ม. 112, ทำไมพวกมึงไม่เรียกร้องอะไรให้ 2,500 ศพ พวกนี้บ้าง..ไหนบอกรักความเป็นธรรมราวจะแหกตูดดมไงล่ะ!) (อิอิอิ)

พวกมันพูดราวกับไม่รู้เลยว่าก่อน 19 กย. 49 ประเทศไทยเป็นประเทศที่ เสรีภาพ มืดดำที่สุด ถึงขนาด ลุงแก่ๆ 2 คน โดนกระทืบกลางเมือง เมื่อแกออกมาตะโกนประท้วงทักษิณ

หรือกล่าวได้ว่า พวกมัน ตัดตอนวิทยา ไม่ยอมพูดถึงเหตุการณ์อะไรก่อน 19 กันยายน 49 โดยจู่ๆ ราวกับเกิด Big Bang นั่นคือก่อน Big Bang เวลาเป็นศูนย์ ไม่มีอะไรอยู่เลย ทุกอย่างมาเกิดหลัง Big Bang (19 กย. 49)

อ้าง! ได้ควาย มาก ถึง มากที่สุด

หมายเหตุ.- แต่สำหรับคนที่รู้ความจริง ปรากฎว่ายุคไอ้แม้วคือยุคที่บ้านเมือง ตกต่ำ เลวทราม ที่สุด ถึงขนาด ฝรั่ง 2 คนพูดไว้แล้วว่า คนนึงบอกว่า ทักษิณ คือ 1 ใน 5 ผู้นำสุดชั่ว อีกคนเร็วๆ นี้บอกว่า ทักษิณ คือ 1 ใน 10 ของบุคคลที่ไม่มีอยู่เสียได้ โลก จะดีฃึ้น (ย้ำ! โลกเลยนะจะดีขึ้น) โดยทักษิณมาที่หนึ่ง นปช. ดีใจกันมั๊ยลูกๆ!) (กร๊ากกกกกก)

I Pad wrote:เอ้อ! คุณสาก 4ban

[quote=I Pad]เอ้อ! คุณสาก 4ban ครับ พิมพ์ผิดนิดหน่อยไม่เป็นไรหรอกครับ

สำคัญแต่ว่า has been banned from America for life. นี่แปลว่าอะไรอ้ะครับ!

ตามถามมาเป็นเดือนไม่ยักกล้าตอบ

ทีเรื่องอื่นๆ ไม่มีใครถามก็แส่ไปตอบให้เขาว่ากันมั่วไปหมด

แปลกกิงกิง

; )~

นี่ผมถามแบบไม่รู้สึก enthusiastic เลยนะ ถามแบบ เนือยๆ เฉื่อยๆ แฉะๆ แบ๊ะๆ

; )~[/quote]

ไอ้แป๊ดเอ๊ย เขาไม่ให้ค่ายังไม่รู้ตัวอีก

แค่ชื่อบทความ

แค่ชื่อบทความ รู้สึกว่าน่าอ่านแล้วครับ อ่านแล้วก็ไม่ผิดหวัง ประเทศไทยสิ่งที่น่ากลัวที่สุดตอนนี้คือความเกลียดชัง สิ่งที่จะช่วยได้บ้าง ก็คือการพูดคุย ประเทศไทยจะกลายเป็นเมืองขึ้นอันดับสุดท้ายในเอเชีย และจะไม่มีวันกลับมาเป็นอิสระอีก

เดือนวาด พิมวนา wrote:

[quote=เดือนวาด พิมวนา] ดิฉันจึงกล้าพูดว่าตนเองคิดสุดโต่งในเรื่อง ม.112 คืออยากให้ยกเลิกกฎหมาย เพราะแน่ใจอย่างยิ่งว่าการยกเลิก ม.112 ไม่ใช่การล้มเจ้า[/quote]

สุดยอดของวีรสตรีที่มีความกล้าหาญ ฉลาด มีเหตุผลที่สุด
นับถือครับ คุณคือตัวอย่างของสุภาพสตรีรุ่นใหม่
ชื่นชมมากครับ

thita

[quote=thita]เอะอะก็จะไล่ให้ไปอยู่ที่อื่น ไม่ไปหรอก บ้านก็ของเรา โฉนดก็ชื่อเรา[/quote]
เห็นด้วยคนไล่เป็นเจ้าของตั้งแต่เมื่อไหร่ นะ จึงมีสิทธิ์มาไล่เจ้าของกรรมสิทธิ์