สื่อหลัก 'มาเลย์-อินโด' ตีข่าว ทหารพรานกราดยิงรถชาวปัตตานี

สำนักข่าวเบอร์รีตาฮารียันของมาเลเซียและสำนักข่าวอันตารานิวส์ของอินโดนีเซีย ต่างรายงานข่าวกรณีทหารพรานที่จังหวัดปัตตานีของไทย กราดยิงรถยนต์ของชาวมุสลิมระหว่างเดินทางไปละหมาดเป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตถึง 4 ราย โดยหนึ่งในนั้นมีชายชราวัย 70 ปีรวมอยู่ด้วย ในเนื้อหาของข่าวมีการนำคำสัมภาษณ์ของคนขับรถหนึ่ง ซึ่งเป็นเหยื่อที่รอดชีวิตจากเหตุการณ์ดังกล่าว โดยคนขับรถเล่าถึงวินาทีระทึกขณะเกิดเหตุการณ์และระหว่างหลบหนีเพื่อเอาตัวรอด นอกจากนี้ยังมีการนำบทสัมภาษณ์ของ พ.ต.อ.ชนวีร์ ชมาฤกษ์ ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรหนองจิก จังหวัดปัตตานี กล่าวว่า ทางตำรวจจะตรวจสอบอาวุธปืนที่พบในรถของชาวบ้านทั้งสองกระบอกอย่างละเอียดอีกครั้ง หลังคนขับรถปฏิเสธว่าปืนทั้งสองกระบอกไม่ใช่เป็นของคนในรถและยืนยันจะให้ความเป็นธรรมกับทั้งสองฝ่าย ในส่วนท้ายของเนื้อหาข่าวได้รายงานสถิติจากศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้(DeepSouthWatch) ถึงตัวเลขผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจากเหตุการณ์ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทยที่เกิดขึ้นมาตั้งแต่ต้นปี 2547 โดยมีตัวเลขผู้เสียชีวิตถึง 5,000 คนและบาดเจ็บถึง 8,300 คน ที่มา http://www.bharian.com.my/bharian/articles/4balikmajlispengebumianmaut/Article http://www.antaranews.com/berita/295153/polisi-empat-orang-ditembak-mati-paramiliter-di-thailand-selatan

Comments

ส่อวุ่น-ถล่ม4ศพใต้ โวยยิงมั่ว

ส่อวุ่น-ถล่ม4ศพใต้ โวยยิงมั่ว ทหารโต้มีปืนในรถ

เหยื่อที่รอดเผยนาทีเกิดเหตุ ผวจ.ปัตตานีสั่งตั้งกก.สอบด่วน ยันถ้าผิดจริง-ต้องเร่งเยียวยา

ระอุอีก - ทหารพรานยิงถล่มปิกอัพ มีผู้เสียชีวิต 4 ศพ บาดเจ็บ 4 คน ที่ อ.หนองจิก จ.ปัตตานี ชาวบ้านที่รอดตายโวยเจ้าหน้าที่ยิงมั่ว ขณะที่ฝ่ายทหารอ้างถูกยิงก่อนและพบปืนอาก้าในรถด้วย เมื่อ 30 ม.ค.

ทหารพรานปัตตานียิงถล่มรถปิกอัพชาวบ้านตายคาที่ 4 ศพ บาดเจ็บอีก 4 คน เหยื่อรอดชีวิตแฉนาทีถล่มจากละหมาดงานศพ เจอด่านทหารจึงชะลอรถ กลับโดนยิงถล่ม ยืนยันไม่ใช่โจรใต้ ไม่ได้พกอาวุธ โวยทหารทำเกินกว่าเหตุ ขณะที่ฝ่ายทหารอ้างมีเหตุยิงถล่มฐานทหารพราน จึงออกติดตามรถต้องสงสัย ขณะขอค้นโดนยิงใส่ก่อน เลยต้องป้องกันตัวจนเกิดปะทะกัน อ้างยึดปืน อาก้ากับ 11 ม.ม. ในรถเอาไว้ได้ นายกฯ ปู เรียกถกหน่วยความมั่นคง "บิ๊กอ๊อด" ลั่นทหารยิงไม่ผิด ถ้าไปละหมาดจริงทำไมต้องพกอาวุธและยิงเจ้าหน้าที่ก่อน

ปะทะดุตาย 4-เจ็บ 4

เมื่อวันที่ 30 ม.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เกิดเหตุยิงปะทะกันมีผู้เสียชีวิต 4 ราย บาดเจ็บอีก 4 ราย เหตุเกิดเมื่อกลางดึกวันที่ 29 ม.ค.ที่ผ่านมา บริเวณถนนสาย 418 ปัตตานี-ยะลา ม.1 บ้าน กาหยี ต.ปุโละปุโย อ.หนองจิก จ.ปัตตานี พ.ต.ท.วีรชาติ คูหามุ รอง ผกก.สภ.หนองจิก จ.ปัตตานี จึงประสานเจ้าหน้าที่ทหารรุดไปตรวจสอบที่เกิดเหตุ

เมื่อไปถึงพบรถกระบะอีซูซุ สีบรอนซ์เงิน ทะเบียน บท 3105 ปัตตานี จอดอยู่ในสภาพถูกยิงพรุนทั้งคัน มีคนถูกยิงเสียชีวิต 4 ราย ประกอบด้วย นายรอปา บือราเฮง อายุ 18 ปี (ลูกอิหม่าม) อยู่บ้านเลขที่ 37/2 ม.1 บ้านกาหยี นายอัสมัน ดือราแม อายุ 55 ปี อยู่บ้านเลขที่ 93 ม.1 บ้านกาหยี นายสาหะ สาแม อายุ 67 ปี อยู่บ้านเลขที่ 93/2 ม.1 บ้านกาหยี และนาย หะมะ สะนิ อายุ 65 ปี อยู่บ้านเลขที่ 14 ม.1 บ้านกาหยี ทั้งหมดถูกยิงเข้าที่ด้านหลัง ลำตัว ศีรษะเป็นแผลฉกรรจ์

ยึดอาก้า-11ม.ม.ได้ในรถ

นอกจากนี้ ยังมีคนเจ็บอีก 4 ราย ประกอบด้วย นายมะลู ดิง แวกะจิ อายุ 15 ปี ถูกยิงเข้าที่แขนขวา นายมะแอ ดอเลาะ อายุ 74 ปี ถูกยิงที่ขา นายซอบรี บือราเฮง อายุ 20 ปี และนายยา ดือราแม อายุ 58 ปี กระสุนเฉี่ยว ถูกนำส่งร.พ.ปัตตานี ในที่เกิดเหตุพบเจ้าหน้าที่ทหารพรานชุด ร้อย ทพ.4302 ซึ่งอ้างว่ายิงปะทะกับคนร้ายรอให้การอยู่ โดยเจ้าหน้าที่ไม่ได้รับอันตรายใดๆ พร้อมยืนยันว่าสามารถค้นพบอาวุธปืนเอเค 47 (อาก้า) จำนวน 1 กระบอก และอาวุธปืนขนาด 11 ม.ม. อีก 1 กระบอก ตกอยู่ในรถคันดังกล่าว จึงเก็บไว้เป็นหลักฐาน

ทหารยันถูกยิงก่อนเลยสวน

จากการสอบสวนทราบว่า ก่อนที่ทหารพรานชุด ร้อย ทพ.4302 จะยิงปะทะกับกลุ่ม ผู้ต้องสงสัยดังกล่าว ได้เกิดเหตุคนร้ายใช้อาวุธสงครามยิงถล่มฐานปฏิบัติการบ้านน้ำดำ ต.ปุโละ ปุโย อ.หนองจิก จ.ปัตตานี ซึ่งตั้งอยู่ใกล้เคียงกัน แต่ไม่มีใครได้รับอันตราย โดยคนร้ายใช้รถกระบะซึ่งมีรูปพรรณสัณฐานใกล้เคียงกับรถที่ยิงปะทะกัน เมื่อรถกระบะอีซูซุ ทะเบียน บท 3105 ปัตตานี ขับผ่านมาถึงบริเวณจุดเกิดเหตุ บ้านกาหยี ม.1 ต.ลิปะสะโง เจ้าหน้าที่ทหารพรานจึงสกัดจับ แต่กลับถูกยิงใส่ด้วยอาวุธสงครามจึงเกิดการปะทะกันทำให้มีผู้เสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บดังกล่าว

ชาวบ้านโวยทำเกินกว่าเหตุ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นสร้างความไม่พอใจให้กับชาวบ้านเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากมีพยานยืนยันว่างานนี้กลุ่มผู้ตายและผู้บาดเจ็บไม่ได้เป็นคนยิงใส่เจ้าหน้าที่ทหาร

โดยนายแวเตะ แวกือจิ บิดาผู้ถูกยิง ให้การว่า ก่อนเกิดเหตุผู้เสียหายทั้งหมดนั่งรถออกมาจากบ้าน ไปด้วยกัน 9 คน มุ่งหน้าไปละหมาดศพที่บ้านทุ่งโพธิ์ ต.ลิปะสะโง โดยมีนายยา ดือราแม คอเต็บมัสยิด เป็นคนขับ เมื่อมาถึงที่เกิดเหตุเจ้าหน้าที่ทหารพรานตะโกนให้จอดรถ เมื่อรถชะลอความเร็ว กลับถูกเจ้าหน้าที่ใช้อาวุธปืนยิงใส่ ต้องกระโดดหนีตายกันอลหม่าน บางคนต้องวิ่งไปหลบที่บ้านญาติก่อนญาติจะพาส่งรักษาตัวที่โรงพยาบาล

เหยื่อกระสุนแฉ-ทหารยิงใส่

นายมะลู ดิง แวกะจิ หนึ่งในผู้บาดเจ็บถูกยิงกล่าวว่า ช่วงเวลาดังกล่าวก่อนเกิดเหตุได้ยินเสียงปืนและเสียงคล้ายลูกระเบิดดังขึ้นฝั่งตรงข้ามของหมู่บ้าน จากนั้นหลังเสร็จจากทำละหมาดอีซาที่มัสยิดในหมู่บ้าน นายยาได้ชวนไปช่วยทำละหมาดศพที่บ้านทุ่งโพธิ์ เมื่อมาถึงที่เกิดเหตุซึ่งมืดมาก มีชายฉกรรจ์ไม่ทราบจำนวน บอกเป็นภาษาไทยให้หยุดรถ ระหว่างที่รถชะลอความเร็ว ได้เกิดเสียงปืนดังขึ้นไม่รู้ทิศทางมาจากไหน ตนจึงได้กระโดดหนีหลบที่ใต้รถ แต่ถูกยิงเข้าที่แขนขวา 1 นัด จากนั้นจึงได้พยายามหลบหนีเข้าป่า แต่กลับถูกยิงไล่ตามหลังเป็นชุดใหญ่แต่โชคดีกระสุนพลาด แล้วเข้าไปหลบอาศัยบ้านชาวบ้านก่อนออกมาร.พ.

"ตอนนี้ผมยังไม่รู้เลยว่า ใครเป็นคนยิงผม และช่วงที่คนร้ายดักยิงนั้น เราไม่ได้มียิงต่อสู้กับคนร้ายเลย เพราะเราไม่มีอาวุธปืนแม้ปืนสักกระบอกเดียว ได้แต่วิ่งหนีตายอย่างเดียว ผมไม่รู้จริงๆ ว่าทำไมเขาต้องมายิงผม เพราะผมจะไปช่วยละหมาดคนตายเท่านั้นกลับต้องมาถูกยิง" นายมะลู ดิง แวกะจิ กล่าว

ทภ.4ยันทหารยิงป้องกันตัว

เวลา 11.00 น. ที่ศูนย์ประชาสัมพันธ์กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า (กอ.รมน.ภาค 4 สน.) ค่ายสิรินธร ต.เขาตูม อ.ยะรัง จ.ปัตตานี พล.ต.อัคร ทิพโรจน์ รองผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า แถลงข่าวต่อสื่อมวลชนในกรณีนี้ ว่า เมื่อเวลาประมาณ 20.30 น. ของคืนวันที่ 29 ม.ค. กลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรงได้ยิงกระสุนเอ็ม 79 จำนวน 3 นัด เข้าใส่ฐานปฏิบัติการของหน่วยทหารพรานที่ 4302 โดย ตกภายในฐานจำนวน 1 ลูก ตกนอกฐาน 2 ลูก ซึ่งหลังเกิดเหตุเจ้าหน้าที่ทหารพบคนร้ายวิ่งขึ้นรถยนต์กระบะเพื่อหลบหนี จึงได้แจ้งวิทยุสกัดรถคันดังกล่าว

ต่อมาเวลา 20.50 น. เจ้าหน้าที่ได้จัดกำลังออกสกัดกั้นเส้นทางหลบหนีของคนร้ายที่บริเวณหมู่ 1 บ้านกาหยี ต.ปุโละปุโย อ.หนองจิก จ.ปัตตานี พบรถยนต์ต้องสงสัยคันดังกล่าววิ่งมา หมายเลขทะเบียน บท 3105 ปัตตานี มีรถจักรยานยนต์จำนวน 2 คัน วิ่งประกบด้านข้าง จึงเรียกให้จอดเพื่อตรวจสอบ แต่ทั้งหมดได้จอดรถห่างจากเจ้าหน้าที่ โดยรถจักรยานยนต์ได้กลับรถพร้อมขับหลบหนีไป ส่วนรถยนต์กระบะได้ถอยรถออกห่างจากจุดสกัดของเจ้าหน้าที่อย่างเร่งรีบ จนตกลงไปอยู่ในคูน้ำริมถนน

มทภ.4 พร้อมให้ความเป็นธรรม

"เจ้าหน้าที่จึงได้เรียกให้บุคคลในรถทั้งหมดแสดงตัวกับทางเจ้าหน้าที่ เพื่อตรวจสอบ โดยใช้รถยนต์หุ้มเกราะรีว่า วิ่งเข้าหน้ารถคันดังกล่าว แต่ 1 ในชาวบ้านที่อยู่ในรถได้ใช้อาวุธปืนยิงออกมา เจ้าหน้าที่ซึ่งล้อมอยู่ จึงระดมยิงใส่รถคันดังกล่าวทันที ซึ่งหลังจากสิ้นเสียงปืน และเจ้าหน้าที่ได้เข้าตรวจสอบ พบมีผู้เสียชีวิต 4 ราย และบาดเจ็บดังกล่าว และพบอาวุธปืนอยู่ในรถดังกล่าวจำนวน 2 กระบอก ส่วนผู้เสียชีวิตทั้งหมด เจ้าหน้าที่ก็ยังไม่สรุปว่าเกี่ยวข้องกับกลุ่มผู้ก่อเหตุหรือไม่ จะต้องดำเนินการตรวจสอบทางนิติวิทยาศาสตร์ และตรวจสอบเขม่าดินปืนต่อไป แต่อย่างไรก็ตาม ทางพล.ท.อุดมชัย ธรรมสาโรรัชต์ แม่ทัพภาคที่ 4 ยินดีให้ความช่วยเหลือและให้ความเป็นธรรมกับครอบครัวของผู้เสียชีวิตทุกราย" พล.ต.อัคร กล่าว

จัดชุดทำความเข้าใจชาวบ้าน

รองผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า ยังกล่าวอีกว่า สำหรับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น หลังเกิดเหตุก็ได้จัดชุดเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ พบปะทำความเข้าใจกับญาติของผู้เสียชีวิตทั้งหมด รวมทั้งชาวบ้านในพื้นที่เพื่อป้องกันการเข้าใจผิด ซึ่งทั้งหมดก็จะต้องรอผลจากการตรวจพิสูจน์ ที่จะสามารถยืนยันได้ว่า กลุ่มบุคคลดังกล่าวจะเกี่ยวข้องกับกลุ่มคนร้ายที่ก่อเหตุหรือไม่ แต่อย่างไรก็ตาม ในเบื้องต้นกลุ่มคนที่เสียชีวิตอาจจะถูกคนร้ายใช้เป็นโล่มนุษย์ในการหลบหนีและก่อเหตุ ทั้งนี้ ในพื้นที่เกิดเหตุก็จะมีกลุ่มของนายมะซอเร ดือรามัน และนายลุกมัน อุสตาแซะ เป็นแกนนำก่อเหตุรุนแรงที่มีอิทธิพล อยู่ในพื้นที่

"ปู"ประชุมด่วนหน่วยความมั่นคง

เวลา 10.30 น. ที่ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เรียกพล.อ.ยุทธศักดิ์ ศศิประภา รองนายกฯ ดูแลงานด้านความมั่นคง พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร ผบ.สส. หารือถึงการแก้ปัญหาความรุนแรงในพื้นที่จังหวัดชาย แดนภาคใต้ และกรณีทหารยิงปะทะกลุ่มผู้ต้องสงสัยจนทำให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บรวม 8 ราย ที่จ.ปัตตานี

"บิ๊กอ๊อด"ย้ำทหารไม่ได้ยิงผิด

พล.อ.ยุทธศักดิ์กล่าวภายหลังการประชุมว่า ยืนยันว่าทหารไม่ได้ยิงประชาชน จากรายงานเบื้องต้นมีรถกระบะและรถจักรยานยนต์ ซึ่งรถจักรยานยนต์พบมีอาวุธปืนเอ็ม 79 ที่ไปยิงใส่ฐานทหารพราน แต่หนีไปได้ ส่วนรถกระบะหนีไม่พ้นและตกถนน ซึ่งทหารพรานที่ถูกยิงได้รับบาดเจ็บ ได้ปิดล้อมรถกระบะคันดังกล่าว เพราะรู้ว่าในรถคันนั้นมีอาวุธหลายประเภทเป็นจำนวนมาก มีแต่เด็กหนุ่มๆ แต่เบื้องต้นยังไม่ทราบว่าเป็นกลุ่มใดเมื่อเข้าไปดูพบว่ามีผู้เสียชีวิต 4 คน และมีคนรับบาดเจ็บ ขณะนี้อยู่ระหว่างการตรวจสอบแล้วจะรายงานให้ทราบต่อไป

ไปงานศพทำไมต้องพกปืน

เมื่อถามว่า ชาวบ้านระบุว่ารถกระบะคันดังกล่าว ขนชาวบ้านไปทำพิธีทางศาสนา รองนายกฯ กล่าวว่า นั่นคือข้ออ้าง ถ้าจะไปทำพิธี กรรมแล้วทำไมถึงมีอาวุธอยู่ในรถ ประชาชนที่จะไปทำละหมาด ก็ไม่ควรมีอาวุธสงครามมากขนาดนั้น และไม่จำเป็นต้องหนีด้วย แต่กรณีนี้หนีจนกระทั่งตกถนน เหตุที่เกิดขึ้นเป็นเหตุที่เกิดขึ้นต่อเนื่องจากการที่ฐานทหารพรานถูกถล่มยิงด้วยเอ็ม 79 ขณะนี้เจ้าหน้าที่กำลังตรวจสอบและคงจะมีการรายงานเพิ่มเติมเข้ามา

เมื่อถามว่า แสดงว่าจากนี้ต้องมีการเร่งทำ ความเข้าใจกับประชาชนให้มากขึ้น พล.อ.ยุทธศักดิ์ยอมรับว่า ต่อไปต้องทำความเข้าใจ เพราะวิธีพูดกับวิธีปฏิบัติมันไม่เหมือนกัน เมื่อถามย้ำว่า ยืนยันว่าผู้เสียชีวิตไม่ใช่ชาวบ้านธรรมดา รองนายกฯ กล่าวว่า เจ้าหน้าที่ตรวจสอบอยู่และไม่เชื่อว่าเป็นชาวบ้าน เพราะเกิดขึ้นหลังจากหน่วยทหารพรานถูกยิง

ใครมันจะมาโง่ยิงทหารมั่วๆวะ

ใครมันจะมาโง่ยิงทหารมั่วๆวะ กูรู้ว่านายสั่งให้มาฆ่าโจรใต้ แต่ฆ่าโจรใต้ก็เพื่อปกป้องอธิปไตย และอธิปไตยก็มีไว้เพื่อประชาชน ประชาชนคือประเทศชาติ ก้อนหินก้อนดินไม่ใช่ประเทศชาติ คราวหน้าถ้าโจรใต้มันจับตัวประกันไว้ไม่ฆ่าตัวประกันด้วยเลยล่ะวะ

-ก็ต้องระวังจะโดนว่างยาด้วยก็

-ก็ต้องระวังจะโดนว่างยาด้วยก็ดีครับ ก็อย่างที่รู้พวกนี้มันต้องการแบ่งแยกดินแดน เป็นแนวร่วมหรือไม่มันดูยากมาก บางครั้งเราเห็นมันเดินผ่านเราไปแต่พอเราเผลอมันหันมายิ่งเราเชยเลยและเจ้าหน้าที่ที่ตายส่วนมากจะโดนแบบนี้ พอเผลอมันเล่นเราทันที่

ไทยพุทธ พระ ครู ข้าราชการ

ไทยพุทธ พระ ครู ข้าราชการ มุสลิมที่หัวใจเป็นไทยก้อพลอยรับกรรมอันนี้เหมือนกันไม่เห็นไอ้ประเทศเพื่อนบ้านที่ว่านี้มันออกข่าวโจมตีโจรใต้เลย แค่นี้ก็ดูออกแล้วว่า ศัตรู

มันน่าจะมาจากสาเหตุ 1.

มันน่าจะมาจากสาเหตุ
1. ความเข้าใจผิดของเจ้าหน้า
2. ความตั้งใจของเจ้าหน้าที่
หากเป็นข้อ 1 รัฐบาลปูก็ต้องเยี่ยวยา 7.7 ล้าน
หากเป็นข้อ 2 อันตรายแน่ๆ แต่ก็ต้องเยี่ยวยา และต้องใช้เวลาสักพัก ซึ่งเหตุการณ์จะเป็นตัวชนวนสร้างความรุนแรงขึ้นไปอีก แน่ๆ อันนี้ต้องทำใจละ