อ่านกรอบเนื้อหารัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยนิติราษฎร์ ที่นี่
นักวิชาการกลุ่มนิติราษฎร์ เสนอกรอบเนื้อหารัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ระบุหวังการปฏิรูปกฎเกณฑ์ต่างๆ ที่ไม่สอดคล้องกับหลักการประชาธิปไตย ใช้รัฐธรามนูญ 3 ฉบับแรกของไทยเป็นรากฐานการวางร่างเนื้อหา
22 ม.ค.55 ที่หอประชุมศรีบูรพา มหาวิทยาลัยธรรมศาตร์ (มธ.) ท่าพระจันทร์ นักวิชาการกลุ่มนิติราษฎร์ เสนอกรอบเนื้อหารัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดย วรเจตน์ ภาคีรัตน์ เป็นตัวแทนในการนำเสนอ โดยกล่าวว่า การเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญนี้เป็นการปฏิรูปกฎเกณฑ์ต่างๆ ที่ไม่สอดคล้องกับหลักการประชาธิปไตย และรัฐธรรมนูญฉบับนี้จะไม่ยาวมากนัก แต่เปิดโอกาสให้มีกฎหมายกำหนดรายละเอียดในแต่ละเรื่องเพื่อให้รัฐธรนรมนูญที่ทำขึ้นมีมีคุณค่าสูงสุด และสถาพรตลอดไป
รากฐานจากรัฐธรรมนูญ 3 ฉบับแรก + รัฐธรรมนูญ 2540
จันจิรา เอี่ยมมยุรา กล่าวว่า กรอบเนื้อหาการร่างรัฐธรรมนูญดังกล่าวนั้น ใช้รัฐธรรมนูญ 3 ฉบับแรกเป็นกรอบในการยกร่างฯ และพิจารณานำรัฐธรรมนูญปี 2540 ในส่วนที่เกี่ยวกับสิทธิเสรีภาพ สถาบันทางการเมืองและการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐมาประกอบ
เหตุผลที่นำรัฐธรรมนูญ 3 ฉบับแรกมาเป็นกรอบนั้น เพราะเป็นรัฐธรรมนูญที่วางรากฐานประชาธิปไตยของไทย คือธรรมนูญชั่วคราวปี 2475 ที่เป็นฉบับแรกนั้นบัญญัติว่า อำนาจสูงสุดเป็นของราฎรทั้งหลาย เป็นการปักหมุดลงไปวางรากฐานว่าอำนาจสูงสุดซึ่งเดิมนั้นเป็นของกษัตริย์ บัดนี้ได้ถูกถ่ายโอนมาสู่ประชาชน
ก่อนหน้า 2475 เราไม่เคยมีแนวคิดที่จะถ่ายโอนอำนาจมาเป็นของประชาชน พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯ ไม่ได้มีแนวคิดที่จะถ่ายโอนอำนาจให้แก่ประชาชนด้วยพระองค์เอง หลักฐานนี้ปรากฏอยู่ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่พระบาทสมเด็จพระปกเกหล้าฯ ได้โปรดฯ ให้พระยากัลยาณไมตรี ร่างรัฐธรรมนูญฯ ซึ่งเขียนเอาไว้ว่าอำนาจสูงสุดตลอดทั่วราชอาณาจักรเป็นของกษัตริย์ นี่คือหลักฐานว่ากษัตริย์ในรัชกาลนั้นยังคงสงวนอำนาจสูงสุดไว้เป็นของสถาบันกษัตริย์ แต่รัฐธรรมนูญปี 2475 เป็นการถ่ายโอนอำนาจดังกล่าวมาสู่ประชาชน
สำหรับรัฐธรรมนูญฉบับ 2 คือรัฐธรรมนูญปี 2475 เป็นฉบับที่ระบุว่าสถาบันกษัตริย์อยู่ใต้รัฐธรรมนูญ อาจารย์ปรีดี พนมยงค์ ได้กล่าวว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้สถาปนารัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตย สยามเป็นราชอาณาจักรอันหนึ่งอันเดียวที่แบ่งแยกไม่ได้ เป็นการยอมรับหลักราชารัฐ คือรัฐนั้นมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข
นี่เองที่เป็นการประกาศระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข เพราะหลังจากนั้นพระมหากษัตริย์จะไม่มีอำนาจในการตรากฎหมายลำพังโดยพระองค์เอง แต่ต้องทำโดยการแนะนำและยินยอมขององค์กรที่ใช้อำนาจแทนราษฎร
ในรัฐรรมนูญฉบับที่ 3 คือ รัฐธรรมนูญปี 2489 เป็นการสถาปนาระบบสองสภา ที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน เป็นการแสดงรูปธรรมของหลักการที่รัฐธรรมนูญฉบับแรกและฉบับที่สองประกาศเอาไว้ โดยกำหนดให้สภาผู้แทนและพฤฒิสภามาจากการเลือกตั้ง
สำหรับรัฐธรรมนูญปี 2540 เป็นการสถาปนาโดยระบอบสภาผู้แทนและผสมผสานประชาธิปไตยโดยตรงด้วย คือให้ประชาชนสามารถเสนอแก้ไขกฎหมายได้ และเป็นผู้ตัดสินใจชี้ขาดบางประเด็น เช่น การแก้ไขรัฐธรรมนูญ เป็นต้น
สำหรับรัฐธรรมนูญฉบับนิติราษฎร์เลือกประกาศคณะราษฎร์เป็นจิตวิญญาณของรัฐธรรมนูญ เพราะว่า เมื่อวันที่ 24 มิ.ย. 2475 คณะราษฎร์ได้อ่านประกาศ 6 ประการ ซึ่งข้อ 4 คือ ให้ประชาชนมีสิทธิเสมอภาคกัน ไม่ใช่เจ้ามีสิทธิเหนือกว่า เป็นการลงหลักปักฐานหลักความเสมอภาคเบื้องหน้ากฎหมาย และหลักความเสมอภาคนี้เองเป็นรากฐานของรัฐธรรมนูญทุกฉบับ
สำหรับปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนนั้นเป็นการรับรองสิทธิมนุษยชน ซึ่งเป็นหลักรัฐธรรมนูญทั่วไป เพราะไทยได้ลงนามรับรองแล้ว
ในส่วนของประเด็นเนื้อหาของรัฐธรรมนูญนั้น จันทจิรา กล่าวว่า การร่างรัฐธรรมนูญฉบับนิติราษฎร์จะเป็นการนำกลับมาซึ่งเจตจำนงของคณะราษฎร์ ซึ่งจะเริ่มต้นในโอกาสครบรอบ 80 ปีการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475
ประเด็นสถาบันกษัตริย์ ถึงเวลาพูด ควรจะต้องพูด
วรเจตน์กล่าวว่า หลังจากฟังข้อเสนอแล้ว เหมือนนิติราษฎร์เปิดแนวรบ 10 ทิศจะไปไหวหรือ ซึ่งเขากล่าวว่า จะเป็นการดีหากเปิดให้กลุ่มทางสังคมได้แสดงจุดยืน และหากเห็นด้วยกับนิติราษฎร์ก็จะห็นว่าข้อเสนอนั้นเป็นการแก้ปัญหาเหมือนผ่าตัดใหญ่ ซึ่งถ้าไม่ทำแบบนี้ก็แก้ปัญหาไม่ได้
เขากล่าวถึงข้อกล่าวหาเรื่องล้มเจ้า หรือล้มสถาบันที่หลายคนพยายามโยนข้อกล่าวหาเพื่อทำลายการเคลื่อนไหวทางความคิดของนิติราษฎร์ ซึ่งเขาระบุว่าขอให้ฟังให้เข้าใจ โดยเฉพาะสื่อมวลชนที่มองนิติราษฎร์เป็นศัตรูว่า รัฐธรรมนูญดังกล่าวเป็นรัฐธรรมนูญในราชอาณาจักร ไม่ใช่การเปลี่ยนเป็นสาธารณรัฐ ดังนั้นเลิกการกล่าวหาดังกล่าวได้แล้ว แต่แม้จะเป็นราชอาณาจักร ก็ต้องมีการปฏิรูปให้สอดคล้องกับกฎเกณฑ์ตามระบอบประชาธิปไตย ทั้งนี้ แม้จะมีความเข้าใจ หรือการบัญญัติว่ารัฐธรรมนูญหมวดพระมหากษัตริย์นั้นห้ามแตะต้อง แต่หมวดดังกล่าวกลับถูกแตะต้องมาโดยตลอด เช่น ในรัฐธรรมนูญฉบับ 2550 ก็มีการแก้ไขในหมวดดังกล่าว
“บางเรื่องควรพูดกัน เมื่อถึงเวลาก็ควรจะพูด แล้วเปิดใจฟังกันว่าแต่ละฝ่ายมีเหตุผลอย่างไร เพื่อให้สถาบันกษัตริย์ดำรงอยู่และสอดคล้องกับระบอบประชาธิปไตยต่อไป” วรเจตน์กล่าว
อีกประการคือ ความชอบธรรมตามระบอบประชาธิปไตยขององค์กรตุลาการ วรเจตน์กล่าวว่า มีการให้ผู้พิพากษาศาลสูงเสนอโดย ครม. โดยรายละเอียดในทางกฎหมายจะมีกระบวนการเพื่อสร้างความชอบธรรมมาเป็นตัวกำหนด และตัวพิพากษาในศาลสูงควรเป็นแบบสากลคือไม่ควรจะมีจำนวนมากเกินไป
การรัฐประหารและการต่อต้านการรัฐประหาร
ปิยบุตร แสงกนกกุล อธิบายถึงเนื้อหาร่างฯ ดังกล่าวว่า มีการกำหนดให้ประมุขของรัฐต้องสาบานตนว่าจะปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญและพิทักษ์ไว้ซึ่งรัฐธรรมนูญก่อนเข้ารับตำแหน่ง ประการที่หนึ่งเพื่อเป็นสัญลักษณ์ แสดงให้เห็นว่าสถาบันกษัตริย์ในฐานะเป็นประมุขภายใต้รัฐธรรมนูญ ถือเป็นองค์กรภายใต้รัฐธรรมนูญ จึงต้องแสดงความเคารพในรัฐธรรมนูญ อีกประการหนึ่งคือ กษัตริย์ในฐานะประมุขของรัฐที่เป็นศูนย์รวมจิตใจคนในชาติ จึงมีหน้าที่ที่ต้องพิทักษ์รักษารัฐธรรมนูญ
“ในประเทศที่เป็นราชอาณาจักร และเป็นประชาธิปไตยทั่วโลกมีบทบัญญัติเช่นนี้ทั้งสิ้น” เขากล่าวและว่าสังคมไทยเคยพูดเรื่องนี้มาแล้วใน พ.ศ. 2475 แต่สังคมไทยถูกทำให้ลืม จึงต้องรื้อฟื้น
สำหรับหลักรัฐบาลพลเรือนเหนือทหารนั้น รัฐสภาต้องมีกรรมาธิการชุดหนึ่งทำหน้าที่ตรวจสอบกองทัพทั้งในแง่งบประมาณและรักษาสิทธิและหน้าที่ให้ทหารชั้นผู้น้อย
อีกประเด็นหนึ่งคือเรื่องสิทธิหน้าที่ของทหารชั้นผู้น้อยในการปฏิเสธคำสั่งที่ละเมิดรัฐธรรมนูญ ซึ่งสามารถนำสิทธิที่ได้รับการรับรองไว้ในรัฐธรรมนุญยกขึ้นต่อสู้กับคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย
ส่วนประเด็นสุดท้ายคือ การต่อต้านการแย่งชิงอำนาจสูงสุดของประชาชน ซึ่งคณะนิติราษฎร์ได้เสนอมาตลอด และแม้รัฐรรมนูญที่ผ่านมาจะมีการเขียนถึงสิทธิในการต่อต้านรัฐประหาร แต่ต้องทำโดยสันติวิธี เขากล่าวว่าประเทศกรีซมีการรัฐประหารบ่อยมาก ล่าสุดมีการเขียนในรัฐธรรมนูญว่าประชาชนมีสิทธิและหน้าที่ในการต่อต้านการแย่งชิงอำนาจสูงสุดของประชาชน ซึ่งการต่อต้านนี้คือ “ทุกวิธีการ” หลังการบัญญัติเช่นนี้ กรีซไม่มีการรัฐประหารอีกเลย เขากล่าวว่าแนวคิดเช่นนี้ หากนำมาปรับใช้กับไทยก็น่าจะได้ผลเช่นกัน
วรเจตน์กล่าวเสริมว่า รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันให้ประชาชนต่อต้านได้โดยสันติวิธี แต่เขาเห็นว่าในบรรยากาศของการแย่งชิงอำนาจนั้น การเรียกร้องให้ประชาชนใช้สันติวิธีเป็นเรื่องที่ไม่จำเป็น
“คือการต่อต้านรัฐประหารทุกวันนี้ ท่านต้องไปกราบคนทำรัฐประหาร หรือไปทำสมาธิหน้ารถถังเพราะถ้าท่านใช้วิธีอื่นมันไม่สันติวิธี ผมแปลกใจมากเลยว่าทำไมเวลาจะต่อต้านอะไรแบบนี้คุณเรียกร้องสันติวิธี ถึงตอนนั้นมันเป็นการแย่งชิงอำนาจ ถึงเวลานั้นประชาชนทุกคนมีหน้าที่และสิทธิในการพิทักษ์รัฐธรรมนูญเอาไว้ ไม่จำเป็นต้องสันติวิธี” วรเจตน์กล่าว
ท้ายสุด วรเจตน์กล่าวถึงการโจมตี การกล่าวร้ายนคณะนิติราษฎร์ว่ามีมาอย่างต่อเนื่อง เรื่องแรกคือ เรื่องการรับเงิน หรือการได้ผลประโยชน์จากอดีตนายกรัฐมนตรี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร
“หลายคนที่โจมตีนั้นใช้จิตใจของเขาประเมินจิตใจของเรา เราทุกคนที่เป็นนิติราษฎร์นั้นมีศักดิ์ศรี เรามุ่งหวังอย่างเดียวอยากให้ประเทศเป็นนิติรัฐและเป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริง”
เขากล่าวว่าข้อกล่าวหาดังกล่าวปัจจุบันแทบไม่มีแล้ว เพราะไม่มีมูลความจริง แต่ถูกยกระดับไปอีกชั้นหนึ่งคือ เรื่องทางความคิด
“สังคมนี้กำลังมีผู้วิเศษเข้าไปในสมองของเรา แล้วบอกว่ารู้นะ คิดอะไรอยู่ บางคนอ้างว่ารู้จักนิติราษฎร์ดี การที่เขาพูดแบบนั้นคือการที่เขาไม่รู้ว่าเราเป็นอย่างไร นี่คือความพยายามที่จะดิสเครดิต ใช้วิธีการแบบนี้มาทำลาย และมีการพูดจาไปต่างๆ นานา ซึ่งเป็นเท็จ เป็นการพูดมุสา แต่สังคมไทยเราก็อยู่กับความเท็จมานานหลายปีแล้ว ผมไม่มีปัญหากับใครเลย กับสื่อมวลชน หรือเพื่อนร่วมวิชาชีพ ใครจะตั้งกลุ่มอะไรตามไม่มีปัญหา แต่ขอให้สู้กันแบบแฟร์ๆ ทางความคิด อย่าทำร้ายกันด้วยวิธีการอันสกปรกต่างๆ ที่พยายามทำกันมาโดยตลอด”
วรเจตน์กล่าวว่า อีกประเด็นคือ นี่เป็นครั้งแรกที่เป็นการจัดงานที่หอประชุมเล็ก จากเดิมที่จัดที่คณะนิติศาสตร์ซึ่งไม่มีค่าใช้จ่าย แต่วันนี้ย้ายมาจัดที่หอประชุมเล็ก เพราะทางคณะแจ้งว่าไม่สะดวกให้ใช้สถานที่เนื่องจากเกรงจะเสียงดังรบกวนการเรียนการสอน การย้ายสถานที่มีค่าใช่จ่าย แต่นิติราษฎร์จะยังไม่รับเงินบริจาคจากใครทั้งสิ้น ไม่ใช่เพราะร่ำรวย แต่อยากให้งานที่ทำเป็นกิจกรรมที่บริสุทธิ์ในทางวิชาการ จนถึงวันนี้ยังมีกำลังพอที่จะทำกันได้ และจะรับผิดชอบค่าใช้จ่ายเอง
กรอบเนื้อหาของรัฐธรรมนูญฉบับนิติราษฎร์
กรอบเนื้อหาโดยสังเขปของรัฐธรรมนูญตามความคิดของคณะนิติราษฎร์ มีดังต่อไปนี้
รัฐธรรมนูญและเอกสารทางการเมืองที่ใช้เป็นพื้นฐานของการจัดทำรัฐธรรมนูญ
- พระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว พุทธศักราช 2475, รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม พุทธศักราช 2475, รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2489 และอาจนำรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 254๐ ในส่วนของการประกันสิทธิและเสรีภาพ ตลอดจนโครงสร้างสถาบันการเมืองและองค์กรทางรัฐธรรมนูญเท่าที่สอดคล้องกับพัฒนาการในยุคร่วมสมัย
- ประกาศคณะราษฎร
- ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน (Universal Declarati0n 0f Human Rights) ลงวันที่ 1๐ ธันวาคม 1948 ของสหประชาชาติ
คำปรารภของรัฐธรรมนูญ
- การอภิวัฒน์ 24 มิถุนายน 2475
- ความเลวร้ายของรัฐประหารอันก่อให้เกิดวงจรอุบาทว์ในการเมืองไทย
- การหวนกลับไปหาเจตนารมณ์ของคณะราษฎร และอุดมการณ์ประชาธิปไตยแบบคณะราษฎร
- ประกาศหลักการพื้นฐานของราชอาณาจักรไทย
ประเด็นเนื้อหาของรัฐธรรมนูญ
รัฐธรรมนูญฉบับนิติราษฎร์ มีวัตถุประสงค์เพื่อปฏิรูป “สถาบันกษัตริย์ – ศาล – กองทัพ –สถาบันการเมือง” ให้สอดคล้องกับประชาธิปไตยและนิติรัฐ ดังนี้
1. หลักราชอาณาจักร
- ประมุขของรัฐ คือ พระมหากษัตริย์
- ปฏิรูปกฎเกณฑ์เกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์
- จัดวางโครงสร้างความสัมพันธ์ระหว่างประมุขของรัฐกับองค์กรผู้ใช้อำนาจอื่นๆ
2. หลักประชาธิปไตย
- อำนาจสูงสุดของประเทศเป็นของประชาชน
- อำนาจสูงสุดของประชาชนเป็นฐานแห่งอำนาจของระบบการปกครองประเทศและองค์กรผู้ใช้อำนาจทั้งหลาย
- เจตจำนงของประชาชนแสดงออกโดยการเลือกตั้งอย่างแท้จริงที่กำหนดให้มีขึ้นตามระยะเวลาที่แน่นอน โดยทั่วไป โดยเสมอภาค โดยเสรี และโดยลับ
- เคารพเสียงข้างน้อย และเปิดโอกาสให้เสียงข้างน้อยสามารถกลับมาเป็นเสียงข้างมาก
3. หลักนิติรัฐ
- การปกครองโดยกฎหมายที่ยุติธรรม
- กฎหมายที่ใช้ปกครองประเทศต้องมาจากความเห็นชอบของผู้แทนประชาชนหรือประชาชนโดยตรง
- หลักการแบ่งแยกอำนาจ การประกันสิทธิเสรีภาพ
4. ความเป็นกฎหมายสูงสุดของรัฐธรรมนูญ
- รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ บทบัญญัติใดของกฎหมาย กฎ หรือข้อบังคับ ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ บทบัญญัตินั้นเป็นอันใช้บังคับมิได้
- กำหนดให้มีองค์กรควบคุมกฎหมายมิให้ขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญ
- หน้าที่ในการพิทักษ์รัฐธรรมนูญของกษัตริย์
- กำหนดให้ประมุขของรัฐต้องสาบานตนว่าจะปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญและพิทักษ์ไว้ซึ่งรัฐธรรมนูญ ก่อนเข้ารับตำแหน่ง
5. ความเป็นรัฐเดี่ยวแบบกระจายอำนาจ
- ราชอาณาจักรไทยเป็นรัฐเดี่ยว แบ่งแยกมิได้
- รัฐต้องเคารพหลักการปกครองตนเองตามเจตนารมณ์ของประชาชนในท้องถิ่น
6. หลักประกันสิทธิและเสรีภาพ ความเสมอภาค และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์
- กำหนดให้สิทธิและเสรีภาพที่รับรองไว้ในรัฐธรรมนูญนั้นมีผลโดยตรง และผูกพันองค์กรผู้ใช้อำนาจรัฐทั้งปวง
- รับรองศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ความเสมอภาค และสิทธิและเสรีภาพ ตลอดจนสิทธิมนุษยชนที่รับรองไว้ในกฎเกณฑ์ระหว่างประเทศที่ประเทศไทยเป็นรัฐภาคี
7. การแบ่งแยกอำนาจให้ได้ดุลยภาพระหว่างสถาบันการเมือง
- แบ่งแยกองค์กรผู้ใช้อำนาจสูงสุดของประชาชนเป็น 3 องค์กร ได้แก่ นิติบัญญัติ บริหาร และตุลาการ
- กำหนดให้วิธีการใช้อำนาจเป็นไปตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ
- ความสัมพันธ์ระหว่างฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายบริหารเป็นระบบรัฐสภา
8. โครงสร้างของสถาบันทางการเมืองและองค์กรตามรัฐธรรมนูญ
- กำหนดให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมาจากการเลือกตั้งโดยตรง โดยใช้ระบบเลือกตั้งที่มีความยุติธรรมและเสมอภาคแก่ประชาชนผู้ออกเสียงเลือกตั้งทั้งในแง่จำนวนคะแนนเสียงและค่าของคะแนนเสียง
- กำหนดให้มีการปฏิรูปกฎหมายรัฐสภา
- กำหนดให้มีพระราชบัญญัติรัฐมนตรี และข้อบังคับการประชุมคณะรัฐมนตรี
- ยุบเลิกองค์กรตามรัฐธรรมนูญในปัจจุบันที่ไม่มีสถานะเป็นองค์กรตามรัฐธรรมนูญในทางเนื้อหา
- ประกันความเป็นสถาบันขององค์กรอิสระในทางปกครอง
- กำหนดให้ใช้ระบบสภาเดี่ยว แต่หากต้องการให้ใช้ระบบสองสภา ที่มาของสภาทั้งสองต้องมาจากการเลือกตั้ง
9. ความชอบธรรมทางประชาธิปไตยขององค์กรตุลาการ
- ผู้พิพากษาศาลสูงและตุลาการศาลสูง ต้องได้รับการเสนอชื่อโดยคณะรัฐมนตรี และได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภา
- กำหนดให้มีผู้พิพากษาสมทบที่ได้รับการเลือกจากประชาชนหรือองค์ที่มีความชอบธรรมในทางประชาธิปไตยในศาลระดับล่าง
- การแจ้งบัญชีทรัพย์สินของผู้พิพากษาศาลสูงและตุลาการศาลสูง และเปิดเผยบัญชีทรัพย์สินต่อสาธารณะ
- คณะกรรมการที่ทำหน้าที่บริหารงานบุคคลของผู้พิพากษาและตุลาการต้องมีความเชื่อมโยงกับประชาชน
- ปฏิรูปกฎหมายว่าด้วยกระบวนการได้มาซึ่งผู้พิพากษาตุลาการและว่าด้วยหน่วยธุรการของศาล
10. การยอมรับความเป็นสังคมพหุนิยม
- รับรองความหลากหลายทางชาติพันธุ์ ศาสนา ภาษา วัฒนธรรม ประเพณี ความคิด ความเชื่อ
11. การตรวจสอบใช้อำนาจรัฐของทุกองค์กรให้ได้ประสิทธิภาพและดุลยภาพ
- ปฏิรูปกฎหมายเกี่ยวกับการตรวจสอบอำนาจรัฐ
12. หลักประชาธิปไตยทางเศรษฐกิจ
- เคารพหลักเศรษฐกิจแบบเสรีนิยมโดยกลไกตลาด
- ส่งเสริมให้มีการกระจายรายได้อย่างเป็นธรรม และจัดให้มีระบบสวัสดิการอย่างทั่วถึง
13. หลักความสูงสุดของรัฐบาลพลเรือนเหนือทหาร
- กำหนดให้มีผู้ตรวจการกองทัพที่แต่งตั้งโดยสภาผู้แทนราษฎร
- รับรองสิทธิและหน้าที่ของทหารในการปฏิเสธไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชาที่ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญและละเมิดกฎหมายอย่างชัดแจ้งและร้ายแรง
- การแต่งตั้งโยกย้ายตำแหน่งระดับสูงในกองทัพเป็นอำนาจของคณะรัฐมนตรี
14. ความชอบธรรมทางประชาธิปไตยในกระบวนการจัดทำงบประมาณรายจ่าย
- การเสนองบประมาณรายจ่ายประจำปีเป็นอำนาจหน้าที่ของฝ่ายบริหารเท่านั้น
- การพิจารณาและให้ความเห็นชอบงบประมาณรายจ่ายประจำปีเป็นอำนาจหน้าที่ของรัฐสภา
- องค์กรอื่นใดไม่อาจเสนอหรือแปรญัตติงบประมาณรายจ่ายประจำปีได้
15. การต่อต้านการแย่งชิงอำนาจสูงสุดของประชาชน
- กำหนดให้มีบทบัญญัติในหมวดว่าด้วย “การลบล้างผลพวงของรัฐประหาร 19 กันยายน 2549” โดยมีเนื้อหาสาระตามข้อเสนอคณะนิติราษฎร์เรื่องการลบล้างผลพวงของรัฐประหาร 19 กันยายน 2549
- กำหนดให้ปวงชนชาวไทยมีสิทธิและหน้าที่ในการต่อต้านโดยวิธีการใดๆต่อการแย่งชิง (usurpation) อำนาจสูงสุดของประชาชน
- กำหนดให้การแย่งชิงอำนาจสูงสุดของประชาชนเป็นความผิดอาญา ภายหลังการรื้อฟื้นอำนาจที่ชอบธรรมกลับมาได้แล้ว ก็ให้ดำเนินคดีต่อบุคคลที่แย่งชิงอำนาจสูงสุดของประชาชนดังกล่าว โดยให้อายุความเริ่มนับตั้งแต่มีการรื้อฟื้นอำนาจอันชอบธรรมนั้น
คณะนิติราษฎร์ : นิติศาสตร์เพื่อราษฎร
ท่าพระจันทร์, 22 มกราคม 2555
คำชี้แจง
เว็บไซต์ประชาไท ให้บริการพื้นที่แสดงความคิดเห็นต่อข่าวและบทความแบบสาธารณะ ขอความร่วมมือในการแสดงความคิดเห็นโดยเคารพกฎหมาย, ความเห็นที่แตกต่าง และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของผู้อื่น
- ประชาไทแสดงหมายเลขไอพี* ของผู้โพสต์ประกอบความเห็นเสมอ
- ประชาไทไม่มีนโยบายกรองข้อความก่อนการแสดงผล
- อย่างไรก็ตามขอสงวนสิทธิ์ในการปิดการแสดงความเห็นที่ไม่เป็นไปตามกติกาหากตรวจสอบพบภายหลัง
ทั้งนี้ข้อความที่โพสต์จะยังไม่ปรากฎในทันที ซึ่งเป็นข้อจำกัดด้านเทคนิค
จึงเรียนมาเพื่อทราบและขอบคุณในความร่วมมือ
* หมายเลขไอพีปัจจุบันใช้เป็นข้อมูลที่เชื่อมโยงกลับไปที่ข้อมูลการเชื่อมต่อ อินเทอร์เน็ต ซึ่งอาจระบุไปถึงแหล่งที่มาการโพสต์หรือบุคคลที่โพสต์ได้ นอกจากนี้ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ มาตรา 26 กำหนดให้ผู้ให้บริการต้องเก็บข้อมูลจราจรคอมพิวเตอร์ไว้ 90 วัน












เสนอได้แต่ทำอะไรไม่ได้หรอก
เสนอได้แต่ทำอะไรไม่ได้หรอก ถ้าขาดการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน
ไม่งั้นมันก็ไม่ต่างกับรัฐธรรมนูญของนิติราษฏร์ที่คิดเอง เออเอง วันหนึ่งก็ถูกแก้หรือถูกฉีก
การรัฐประหารมันไม่มีใครโง่ทำหรอก ประยุทธ อีกไม่กี่ปีก็ retire คงไม่เปลืองตัว ไม่งั้นคงทำตั้งแต่ปี53แล้ว
นอกจากคนที่ต่างประเทศที่อยากให้ทำเพื่อจะได้ล้มความผิดของตัวเอง
112 ก็พลาดแล้ว รัฐธรรมนูญก็ไม่รู้จะพลาดอีกหรือเปล่า คนชั้นกลางไม่เอาด้วย ลำบาก
19ล้าน ก็พังมาแล้ว 15 ล้าน ไม่รู้จะพังเมื่อไร
รัฐธรรมนูญมันแก้ได้อยู่แล้วแต่ถ้าขาดการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนไม่ว่าสีอะไรก็แล้วแต่
มันก็เป็นรัฐธรรมนูญของกลุ่มหนึ่ง คณะหนึ่งเท่านั้น
เสนออะไรให้มันเป็นไปได้หน่อย
อำนาจมันจะทำพังเองไปโดยปริยาย เสพติดอำนาจจนพัง
ว่าแต่ 112 รายชื่อผมว่าน่าจะได้ครบ10000แล้ว ยื่นได้เลย ทำไมไม่ยื่นชักที
ยื่นไปมันก็เหมือนกระดาษชำระของพวก สส ไม่รู้ว่าไอประธานสภามันจะกล้ารับหรือเปล่า
นิติราษฏร์
นิติราษฏร์ จะไม่สองมาตราฐานไปหน่อยเหรอกรณี112
เห็นขบวนการในการเลิกหรือแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 นั้นเป็นไปอย่างเข้มข้น โดยประเด็นที่น่าสนใจจึงอยู่ทีว่ากฎหมายดังกล่าวเป็นปัญหาของประเทศจริงหรือไม่?
ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 บัญญัติเอาไว้ว่า:
มาตรา 112 ผู้ใดหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาดมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สามปีถึงสิบห้าปี
เมื่อพิจารณาดังนี้ก็แสดงให้เห็นว่าตราบใดที่ไม่มีใครไป “หมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือ แสดงความอาฆาดมาดร้าย” แล้ว ก็ไม่สมควรจะถูกลงโทษตามกฎหมายดังกล่าวได้เลย ดังนั้นการอ้างว่าประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 เป็นการจำกัดสิทธิเสรีภาพใน”การวิจารณ์” จึง”ไม่ใช่เรื่องจริง” ซึ่งความเป็นจริงแล้ว ประชาชน เจ้าพนักงาน ผู้พิพากษา และบุคคลสำคัญ ต่างก็ได้รับการคุ้มครองในกรณีที่ถูกหมิ่นประมาท หรือดูหมิ่น ทั้งสิ้นจากประมวลกฎหมายอาญา ดังเช่นประชาชนทั่วไปได้รับการคุ้มครองตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 393, 326, และ 328
มาตรา 393 ผู้ใดหมิ่นผู้อื่นซึ่งหน้าหรือด้วยการโฆษณา ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
มาตรา 326 ผู้ใดใส่ความผู้อื่นต่อบุคคลที่สาม โดยประการที่น่าจะทำให้ผู้อื่นนั้นเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชัง ผู้นั้นกระทำการความผิดฐานหมิ่นประมาท ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือ ปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
มาตรา 328 ถ้าความผิดฐานหมิ่นประมาทได้กระทำโดยการโฆษณาด้วยเอกสาร ภาพวาด ภาพระบายสี ภาพยนตร์ ภาพหรือตัวอักษรที่ทำให้ปรากฏไม่ว่าด้วยวิธีใดๆ แผ่นเสียง หรือสิ่งบันทึกเสียง บันทึกภาพ หรือบันทึกอักษร กระทำโดยการกระจายเสียง หรือการกระจายภาพ หรือโดยกระทำการป่าวประกาศด้วยวิธีอื่น ผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสองปีและปรับไม่เกินสองแสนบาท
จะเห็นได้ว่าแม้แต่ประชาชนทั่วไปยังต้องได้รับการคุ้มครองทางกฎหมายกรณีการถูกดูหมิ่น และหมิ่นประมาทแล้ว พระมหากษัตริย์ก็ย่อมสมควรได้รับการคุ้มครองกรณีการถูกดูหมิ่น หรือหมิ่นประมาท หรือกรณีการถูกอาฆาดมาดร้ายเช่นกัน
คำถามประการถัดมาก็คือบทลงโทษมากไปหรือไม่ เพราะในขณะนี้มีคณะบุคคลได้พยายามเสนอแนวคิดให้ลดบทลงโทษ ให้ใกล้เคียงกับประชาชนโดยทั่วไป?
ก็ต้องตั้งคำถามว่าการดูหมิ่น หมิ่นประมาท และอาฆาดมาดร้ายต่อพระมหากษัตริย์ ซึ่งเป็นที่เคารพสักการะของปวงชนชาวไทย(ทั้งตามรัฐธรรมนูญมาตรา 8 และ ทั้งตามความรู้สึกของประชาชนส่วนใหญ่ในประเทศ) จะก่อให้เกิดความวุ่นวาย ขัดแย้งและการเผชิญหน้าจนถึงขั้นเป็นกลียุคหรือไม่?
ข้อสำคัญเหตุใดบุคคลต่างๆที่ออกมาเคลื่อนไหวยกเลิกประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 เหล่านี้กลับไม่คิดจะไปแก้ไขบทลงโทษบุคคลต่างๆที่มีความสำคัญในหลายระดับซึ่งมีบทลงโทษมากกว่าประชาชนทั่วไป แต่กลับมาสนใจในกรณี ดูหมิ่น หมิ่นประมาท หรือ อาฆาดมาดร้ายเฉพาะต่อสถาบันพระมหากษัตริย์แต่เพียงอย่างเดียว เช่น
มาตรา 136 ผู้ใดหมิ่นเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่ หรือเพราะได้กระทำตามหน้าที่ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
มาตรา 198 ผู้ใดหมิ่นศาลหรือผู้พิพากษาในการพิจารณาหรือพิพากษาคดีหรือกระทำการขัดขวางการพิจารณาหรือพิพากษาของศาล ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงเจ็ดปี หรือปรับตั้งแต่สองพันบาทถึงหนึ่งหมื่นสี่พันบาท หรือ ทั้งจำทั้งปรับ
มาตรา 135 ผู้ใดกระทำการใดๆ ต่อธงหรือเครื่องหมายอื่นใด อันมีความหมายถึงรัฐต่างประเทศซึ่งมีสัมพันธไมตรี เพื่อเหยียดหยามรัฐนั้น ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสองปี หรือปรับไม่เกินสี่พันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
มาตรา134 ผู้ใดหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาดมาดร้ายผู้แทนรัฐต่างประเทศ ซึ่งได้รับแต่งตั้งให้มาสู่พระราชสำนัก ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หกเดือนถึงห้าปี หรือปรับตั้งแต่หนึ่งพันบาทถึงหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
มาตรา 133 ผู้ใดหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาดมาดร้ายราชาธิบดี ราชินี ราชสามี รัชทายาท หรือประมุขแห่งรัฐต่างประเทศ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงเจ็ดปี หรือปรับตั้งแต่สองพันบาทถึงหนึ่งหมื่นสี่พันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
ดังนั้นหากเป็นไปตามที่คณะนิติราษฎร์เสนอให้ลดอัตราโทษขั้นสูงต่อพระมหากษัตริย์ไม่เกิน 2 ปี จะอธิบายได้อย่างได้ว่า บทลงโทษในการถูกหมิ่นประมาท หรือดูหมิ่น ของพระมหากษัตริย์นั้น ต่ำกว่าราชาธิบดีหรือประมุขแห่งรัฐต่างประเทศ ต่ำกว่าผู้แทนรัฐต่างประเทศ และต่ำกว่าผู้พิพากษา ดังนั้นการเสนอที่ไม่ครบรอบด้านนี้ย่อมถูกสังคมตั้งคำถามถึงเจตนาได้ว่าต้องการสนับสนุนให้เกิดการดูหมิ่น หมิ่นประมาท หรืออาฆาดมาดร้าย ต่อพระมหากษัตริย์ มากกว่ากลุ่มบุคคลเหล่านี้ใช่หรือไม่? ทั้งๆที่บุคคลเหล่านี้ต่างจากพระมหากษัตริย์ที่ได้รับการคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญในมาตรา 8 ซึ่งบัญญัติเอาไว้ว่า:
“มาตรา 8 องค์พระมหากษัตริย์ทรงดำรงอยู่ในฐานะอันเป็นที่เคารพสักการะ ผู้ใดจะละเมิดมิได้
ผู้ใดจะกล่าวหาหรือฟ้องร้องพระมหากษัตริย์ในทางใดๆ มิได้”
และความจริงที่ยิ่งไปกว่านั้น ที่นักวิชาการหรือสื่อมวลชนบางแขนงได้กล่าวร้ายและถากถางว่าประเทศไทย กำลังจะทำตัวไปอยู่นอกโลก เพราะสิทธิเสรีภาพในการแสดงออกนั้นถือเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่มนุษย์พึงมี แต่ในความเป็นจริงแล้วสหรัฐอเมริกาซึ่งมายุ่งเกี่ยวกับเรื่องการลงโทษในประเทศไทยนั้น ก็มีกฎหมายคุ้มครองประธานาธิบดีไม่ให้ถูกดูหมิ่น หรือ อาฆาดมาดร้ายเช่นกัน และมีการบังคับใช้กฎหมายแล้ว หลายกรณี เช่น
กรณีที่นายจอห์นนี่ โลแกน สเปนเซอร์ ได้เขียนกลอนลงในเว็บไซต์ เมื่อ เดือนสิงหาคม พ.ศ. 2550 และอีกครั้งเมื่อเดือนพฤศจิกายน พ.ศ.2552 ซึ่งกลอนดังกล่าวได้เขียนในลักษณะการบรรยายการใช้ปืนสไนเปอร์ยิงไปยังประธานาธิบดี ซึ่งไม่ได้ระบุว่าชื่ออะไร ศาลมลรัฐแคนตักกี้ได้ตัดสินว่าผิดและให้จำคุกนายจอห์นนี่ โลแกน สเปนเซอร์ 33 เดือน (จากโทษจำคุกสูงสุดได้ถึง 15 ปี)
เช่นเดียวกันกับกรณีของนายลุก แองเจิล ซึ่งเป็นวัยรุ่นชาวอังกฤษอายุ 17 ปี ได้ส่งอีเมล์ไปยังทำเนียบขาวของสหรัฐอเมริกา โดยเรียกประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาว่า prick ซึ่งหมายถึง อวัยวะเพศชาย ผลปรากฏว่าสหรัฐอเมริกาได้ใช้มาตรการตอบโต้ขึ้นบัญชีดำห้ามนายลุก แองเจิล เข้าประเทศสหรัฐอเมริกา
ขนาดประธานาธิบดีซึ่งมาจากการเลือกตั้งและมีวาระคราวละ 4 ปี แต่ไม่เกิน 2 สมัย ยังมีบทลงโทษผู้ที่ดูหมิ่นและหมิ่นประมาทที่เข้มงวดขนาดนี้ แต่พระมหากษัตริย์ไทยซึ่งอยู่ในฐานะเป็นที่เคารพสักการะและยังต้องดำรงสถานภาพและพระเกียรติจนหมดวาระเมื่อเปลี่ยนรัชกาลเท่านั้น จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ประเทศไทยจะต้องมีกฎหมายในการปกป้องพระเกียรติของพระมหากษัตริย์ในฐานะประมุขแห่งรัฐเช่นกัน
คำถามในประเด็นถัดมาก็คือการใช้ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 มากลั่นแกล้งประชาชน หรือกลายเป็นเครื่องมือทางการเมือง ซึ่งคนที่น่าจะให้คำตอบในเรื่องที่ถูกกลั่นแกล้งทางการเมืองมากที่สุดในยุคนี้ชื่อ “สนธิ ลิ้มทองกุล”
เมื่อคืนวันที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2551 นายสนธิ ลิ้มทองกุล ได้ขึ้นเวทีพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่บริเวณสะพานมัฆวานรังสรรค์ แล้วได้นำเนื้อหาการปราศรัยของ น.ส.ดารณี ชาญเชิงศิลปะกุล (ดา ตอปิโด) เพื่อให้สังคมได้รับทราบการดูหมิ่น และอาฆาดมาดร้ายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอย่างไร โดยที่เจ้าหน้าที่รัฐไม่ดำเนินการจับกุมอะไรทั้งสิ้น แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจกลับดำเนินคดีอาญากับนายสนธิ ลิ้มทองกุล ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112
นายสนธิ ลิ้มทองกุล แสดงออกเพื่อปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ ซึ่งความแตกต่างกันคนละขั้วกับเจตนาของ น.ส.ดารณี ชาญเชิงศิลปะกุล อย่างสิ้นเชิง ซึ่งได้พูดดูหมิ่น อาฆาดมาดร้ายต่อพระมหากษัตริย์ แต่ทั้งสองคนกลับถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจดำเนินคดีความอาญาตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 เหมือนกันได้อย่างไร?
ในทางตรงกันข้ามแกนนำ นปช. บางคนยังได้แถลงข่าวส่งเสริมให้ถอนประกันตัวนายสนธิ ลิ้มทองกุล โดยอ้างประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 โดยอ้างว่าเพื่อความเท่าเทียมกัน ที่น่าสนใจยิ่งกว่านั้น นักวิชาการที่ออกมาเคลื่อนไหวยกเลิกประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ในวันนี้ กลับไม่ได้แสดงออกในทางสาธารณะหรือทางวิชาการ ในเรื่องความไม่เป็นธรรมกรณีนายสนธิ ลิ้มทองกุล ในเวลานั้นเลยแม้แต่น้อย
เช่นเดียวกับกรณีที่นายสนธิ ลิ้มทองกุล และ น.ส.สโรชา พรอุดมศักดิ์ ได้จัดรายการเมืองไทยรายสัปดาห์ และเมืองไทยรายสัปดาห์สัญจร เมื่อพ.ศ. 2548 แล้วแสดงความเห็นการกระทำไม่เหมาะสมของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ต่อพระราชอำนาจและสถาบันพระมหากษัตริย์ ผลปรากฏว่า นายสนธิ ลิ้มทองกุล และ น.ส. สโรชา พรอุดมศักดิ์ กลับถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจหลายพื้นที่ทั่วประเทศไล่ฟ้องเอาผิดตามประมวลกฎหมาอาญามาตรา 112 ในข้อหาหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาดมาดร้ายพระมหากษัตริย์ ทั้งๆที่พฤติกรรมของทั้งสองคนตรงกันข้ามกันอย่างสิ้นเชิง
แต่เรากลับไม่เห็นนักวิชาการที่อ้างความไม่เป็นธรรมในเรื่องประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ในเวลานี้ ได้ออกมาสู้และแสดงความเห็นเพื่อให้ความเป็นธรรมให้กับนายสนธิ ลิ้มทองกุล และน.ส.สโรชา พรอุดมศักดิ์ ในเวลานั้นแต่ประการใด ?
จึงย่อมทำให้เกิดความสงสัยได้ว่า นักวิชาการเหล่านี้เขาเคลื่อนไหวเฉพาะคนที่ถูกดำเนินคดีอาญาตามประมวลกฎหมายอาญาที่ได้กระทำผิดจริงๆ แต่กลับไม่เคยเคลื่อนไหวให้กับคนที่ถูกกลั่นแกล้งรังแก เพียงเพราะเขาเหล่านั้นแสดงออกด้วยเจตนาปกป้องรักษาสถาบันพระมหากษัตริย์ ใช่หรือไม่?
เมื่อถึงประเด็นนี้จึงย่อมเป็นที่ชัดเจนว่าปัญหาที่แท้จริงในวันนี้ไม่ใช่ “ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112” แต่ปัญหาอยู่ที่ “การบังคับใช้กฎหมาย” ซึ่งอยู่ที่การตัดสินใจของ “เจ้าหน้าที่รัฐ” ที่อยู่ภายใต้อำนาจทางการเมืองต่างหาก ในการพิจารณาเส้นแบ่งและเป้าหมายระหว่าง “การวิจารณ์และพูดถึงพระมหากษัตริย์” กับ “การดูหมิ่น หมิ่นประมาท หรืออาฆาดมาดร้าย” ซึ่งสองประการนี้มีความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
ความจริงแล้วพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ไม่เคยทรงปิดกั้นเรื่อง “การวิจารณ์”พระองค์ท่าน โดยในวันที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2548 ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้มีกระแสพระราชดำรัสในเรื่องนี้ ซึ่งเป็นผลทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจทั่วประเทศต้องหยุดการดำเนินคดีความอาญาตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 กับนายสนธิ ลิ้มทองกุล และ น.ส.สโรชา พรอุดมศักดิ์ ในวันถัดมา โดยพระราชดำรัสในครั้งนั้นความตอนหนึ่งว่า:
“แต่อย่างไรก็ตามเข้าคุกแล้ว ถ้าเป็นการละเมิดพระมหากษัตริย์ พระมหากษัตริย์เองเดือดร้อน เดือดร้อนหลายทาง ทางหนึ่งต่างประเทศเค้ามองเมืองไทยพูดวิจารณ์พระมหากษัตริย์ไม่ได้ วิจารณ์ไม่ได้ก็เข้าคุก มีเข้าคุก เดือดร้อนพระมหากษัตริย์ ต้องบอกว่า เข้าคุกแล้วต้องให้อภัย ที่เค้าด่าเราอย่างหนักๆ ฝรั่งเค้าบอกว่าในเมืองไทย พระมหากษัตริย์ถูกด่าเข้าคุก ที่จริงควรจะเข้าคุก แต่เพราะฝรั่งบอกอย่างนั้น ก็ไม่ให้เข้า ไม่มีใครกล้าเอาคนที่ด่าพระมหากษัตริย์เข้าคุก เพราะพระมหากษัตริย์เดือดร้อน เพราะเค้าหาว่าพระมหากษัตริย์เป็นคนที่ไม่ดี อย่างน้อยๆที่สุดก็เป็นคนที่จั๊กจี้ ใครมาว่าสักนิดก็บอกให้เข้าคุก ที่จริงพระมหากษัตริย์ไม่เคยบอกให้เข้าคุก...
“อันนี้นักกฎหมายก็สอนนายกฯ บอกว่าต้องฟ้อง ต้องลงโทษ นี่ขอสอนนายกฯว่า ใครบอกว่าให้ลงโทษ อย่าลงโทษเค้า ลงโทษไม่ดี ลงท้ายไม่ใช่นายกฯเดือดร้อน แต่พระมหากษัตริย์เดือดร้อน หรืออยากให้พระมหากษัตริย์เดือดร้อน ก็ไม่รู้นะ เค้าทำผิดด่าพระมหากษัตริย์ เพื่อที่จะให้พระมหากษัตริย์เดือดร้อน แล้วเดือดร้อนจริงๆเพราะใครมาด่าเราชอบหรือไม่ ไม่ชอบ แต่ถ้านายกฯเกิดลงโทษแย่เลย แล้วนักกฎหมายต่างๆ ก็จะให้ลงโทษที่ด่าพระมหากษัตริย์ ทำไปทำมาเลยต้องเอาวะ เค้าด่านายกฯ ถ้าด่านายกฯ เดือดร้อนไหม ไม่ควรจะเดือดร้อน แต่ถ้าด่านายกฯ พระมหากษัตริย์ไม่เดือดร้อน เพราะว่าเป็นเรื่องของนายกฯ แต่ถ้าเค้าด่าพระมหากษัตริย์นายกฯเดือดร้อน เพราะว่าต้องเป็นคนจัดการ เรื่องมันยุ่งอย่างนี้”
สำหรับคนไทยแล้วพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเป็นศูนย์รวมจิตใจและจิตวิญญาณของคนในชาติ ที่ปวงชนชาวไทยต่างเคารพสักการะ ไม่ใช่เพราะบรรพบุรุษได้สั่งสอนตกทอดกันมา หรือเป็นเพราะรัฐธรรมนูญบัญญัติเอาไว้ หากแต่เป็นเพราะเหล่าปวงชนชาวไทยได้เห็นประจักษ์ชัดว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเป็นพระมหากษัตริย์ที่ทรงทศพิธราชธรรมและทรงพระราชกรณียกิจอย่างมากมาย ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อประเทศชาติและพสกนิกรชาวไทยทั่วประเทศ ประชาชนชาวไทยจึงได้เคารพสักการะ เทิดทูน และพร้อมปกป้องด้วยชีวิต โดยไม่ต้องมีกฎหมายใดๆ มาบัญญัติทั้งสิ้น
Quote: คำปรารภของรัฐธรรมนูญ ก
คำปรารภของรัฐธรรมนูญ
การอภิวัฒน์ 24 มิถุนายน 2475
ความเลวร้ายของรัฐประหารอันก่อให้เกิดวงจรอุบาทว์ในการเมืองไทย
การหวนกลับไปหาเจตนารมณ์ของคณะราษฎร และอุดมการณ์ประชาธิปไตยแบบคณะราษฎร
ประกาศหลักการพื้นฐานของราชอาณาจักรไทย
ผมอยากให้ "นิติราษฎร์" ลองทบทวนประเด็นเรื่อง "คณะราษฎร" อย่างจริงจัง ไมใช่ในเรื่อง "คำปรารภ" เท่านั้น แต่ทีสำคัญ ผมหมายถึงการ "นำเสนอ" ประเด็นนี้ โดยรวมๆด้วย (เช่น ที่ อ.วรเจตน์ อ.ปิยบตุร พูดวันนี้)
คือผมว่า มันมีอันตรายของการที่จะ mythologize "คณะราษฎร" เหมือนกัน (เช่นเดียวกับอันตรายของการ mythologize ปรีดี ทีวันนี้ อ.ปิยบุตร พูดถึงบ้าง)
คือผมว่า ถ้าพูดกันแบบซีเรียส
เหตุที่มีปัญหาอย่างกรณีสถานะสถาบันกษัตริย์ (หรือเรื่องรัฐประหารก็ตาม) ผมว่า คงยากจะพูดว่าไม่ได้มีส่วนอะไรเลยมาจากความผิดพลาด หรือจุดอ่อน ข้อบกพร่อง ของคณะราษฎร บางด้านจริง
ดังนั้น ในแง่นี้ การ "กลับไปที่ คณะราษฎร" คงไม่น่าจะทำแบบไม่ critical
ในแง่ของการ พูดความจริง พูดอะไรตรงไปตรงมา กับสังคม ผมก็ว่า ไมน่าทำในลักษณะราวกับว่า คณะราษฎร ไม่มีปัญหาอะไรเลย มันเสี่ยงการ mythologize ที่วา
ผมอยากยกตัวอย่าง 2 เรื่อง ที่เกี่ยวกับที่ นิติราษฎร์ ทำอยู่นี่แหละ
(ก) คณะราษฎร เอง แทบไม่ได้แตะ กฎหมายหมิ่นฯ เลย กรณี ถวัติ ฟ้องพระปกเกล้าฯ แล้วโดนกฎหมายหมิ่นฯ จริงๆ ก็อยู่ในสมัยคณะราษฎร นั้นแหละ (นายถวัติ รอดในที่สุด เพราะอยู่ใน "แวดวง" พอสมควร มีการไปขอโทษ ร.7 ไปวิ่งเต้น กับรัฐบาล อะไรแบบนั้น) แต่คนธรรมดา ที่โดน เท่าที่ผมจำได้ ก็มีอยู่นะ
(ข) กรณี กษัตริย์ กล่าวคำปฏิญาณ ตัวเรื่องที่ ปรีดี เล่า และ อ.ปิบยุตร เล่าซ้ำวันนี้ ต้องไม่ลืมว่า ในที่สุด คณะราษฎร ก็ยอมถือว่า การที่ ร.7 บอกว่า ในการกล่าวปฏิญาณตอนจะขึ้นครองราชย์ ("เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม" ... นันแหละ) ถือว่า เท่ากับ ปฏิญาณ ปกป้องรัฐธรรมนูญแล้ว
ในแง่นี้ แม้แต่ตัวข้อเสนอ นิติราษฎร์ เอง ในเรื่องนี้ ก็้ต้องนับว่า "ไปไกล" กว่า ที่คณะราษฎร เองทำ ในเรื่องนี้
สรุปแล้ว ผมว่า ต้องพยายามเลี่ยงลักษณะ uncritical หรือ mythologize "คณะราษฎร" เหมือนกัน ถ้าจะคิดกันในระยะยาวจริงๆ
สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล สมสาก
สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล สมสาก จะระยะยาวหรือระยะสั้น
112 มันต้องมีคนค้านอย่างแน่นอน การเสนออะไรควรเอาเรื่องที่มันเป็นไปได้หน่อยไม่ใช่เอาความมันอย่างเดียว
ถือว่าอำมหิตอย่างมากนะ ที่ทำให้ชาวบ้านออกมาเข่นฆ่ากัน จรรยาบรรณนักวิชาการมันไปไหนหมด
ชื่อของปิยบุตร แสงกนกกุล แม้จะเป็นหนึ่งในกลุ่มนิติราษฎร์ แต่ก็ถูกวรเจตน์ ภาคีรัตน์ บดบังมานาน แต่อยู่ๆ คนที่คมสัน โพธิ์คง เรียกว่าเด็กเมื่อวานซืนก็กลายเป็นคนดัง “ชั่วข้ามคืน”
เมื่อเขาเสนอให้ยกเลิกกฎหมายอาญา มาตรา 112 และเสนอให้ห้ามพระมหากษัตริย์มีพระราชดำรัสต่อสาธารณะ
ปิยบุตร มีเฟซบุ๊กของตัวเองเหมือนกันผมเข้าไปดู เขามีเพื่อนเพียง 6 คน ส่วนใหญ่โพสต์ข้อความเรื่องอาหารมากกว่าเรื่องการเมือง ยกเว้นโพสต์สุดท้าย เมื่อวันที่ 9 มีนาคมปี 2553 หลังจากนั้นปิยบุตรก็ไม่ได้เข้ามาเล่นเฟซบุ๊กอีกเลย
ท้ายสุดเขาโพสต์รูป “ตัดต่อ” คุณสนธิ ลิ้มทองกุล ยืนคู่กับทักษิณ แล้วโพสต์ข้อความว่า “ใครคือคุณ คุณคือใคร?” เป็นหัวเรื่องพร้อมมีคำบรรยายว่า
“Result: อดีตนายกรัฐมนตรี : พันตำรวจโท ดร.ทักษิณ ชินวัตร-รวยขนาดนี้กรูจะซื้ออะไรก็ได้ เงินที่ได้ก็ได้ก่อนจะมาเล่นการเมืองแท้ๆ แต่เจือกมาหาว่ากรูคอร์รัปชันมั่งล่ะ ขายชาติมั่งหล่ะ กรูไม่มาเล่นการเมืองกรูก็มีกินมีใช้ไม่ต้องทำอะไรนอนใช้ตังค์อย่างเดียวยังได้เลย ลูกเมียก็เตือนว่าอย่าเลยพ่ออย่าเข้าการเมืองไทยเลย แ.้งแ.๊กกันมานานแล้ว บ่น..นนน (อุตส่าห์จะมาช่วยคนจน แต่ดันไปสะดุดเท้าคนรวยบางคน) ซวยจริงๆ เลยกรูนี่...”
ในโพสต์นั้นมีคนเข้ามาคลิก like 3 คน หนึ่งนั้นคือตัวปิยบุตรเอง และอีกคนคือ Taona Sonakul
“เต่านา” เป็นชื่อเล่นของ ม.ล.มิ่งมงคล โสณกุล บุตรคนโตของหม่อมราชวงศ์จัตุมงคล โสณกุล อดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย กับ รัชนี คชเสนี เป็นพี่สาวต่างมารดาของหม่อมหลวงอภิมงคล โสณกุล
ในท้ายโพสต์ของตัวเอง ปิยบุตรยังเข้าไปโพสต์ข้อความต่อไว้ด้วยว่า “เห็นว่าพึ่งผ่านวันเกิดแป๊ะลิ้มมาไม่นาน ขอร่วมถีบด้วย ฮี่ฮี่”
ข้อความในเฟซบุ๊ก 2-3 บรรทัด อาจไม่อาจตัดสินตัวตนของปิยบุตรได้ แต่เราก็คงเห็นจุดยืนภายใต้บทบาทของเขาได้
อย่างไรก็ตาม หลังได้ยินข้อเสนอของปิยบุตร ทำให้ผมนึกไปถึง “ปฏิญญาฟินแลนด์” ที่เป็นประเด็นฮือฮาเมื่อหลายปีก่อน
1. สร้างระบบรัฐบาลแบบพรรคการเมืองเดียว 2. เปลี่ยนระบบราชการให้อยู่ภายใต้อำนาจสั่งการของพรรคการเมือง 3. การแปรรูปรัฐวิสาหกิจให้กลายเป็นของภาคเอกชน เพื่อสร้างระบบทุนนิยมที่สมบูรณ์แบบ พร้อมที่จะพลิกเป็นระบบคอมมิวนิสต์ 4. ลดทอนความสำคัญของสถาบันกษัตริย์หรือทำให้สถาบันพระมหากษัตริย์กลายเป็นเพียงสัญลักษณ์ 5. สร้างระบบพรรคการเมืองแบบรวมอำนาจที่กรรมการบริหารพรรคและผู้นำพรรค
นัยความหมายในข้อที่ 4 และข้อเสนอของปิยบุตรนี้เองที่สอดคล้องกันอย่างไม่ต้องสงสัย
ความคิดของปิยบุตรเป็นความคิดสกุลเดียวกับสมศักดิ์ เจียมธีรสกุล คนที่เคลื่อนไหวหนักที่สุดในรอบหลายปี เพื่อลดทอนบทบาทและสถานะของสถาบันพระ มหากษัตริย์ในสังคมไทย จริงอยู่แม้สมศักดิ์จะเป็นหนึ่งในบุคคลที่ถูกดำเนินคดีตามมาตรา 112 แต่ถ้ามาตรา 112 ถูกใช้อย่างไม่มีเหตุผลอย่างที่สมศักดิ์และพวกโจมตีสมศักดิ์ก็คงถูกดำเนินคดีด้วยมาตรา 112 ไปแล้วหลายกระทง
เพราะสมศักดิ์วิจารณ์สถานะและบทบาทของสถาบันพระมหากษัตริย์แทบทุกวัน
และพระราชดำรัสของในหลวงที่ให้ไว้เมื่อปี 2548 ก็ยืนยันว่า พระมหากษัตริย์ก็วิจารณ์ได้ ไม่เช่นนั้นพระมหากษัตริย์ก็ไม่ใช่คน
แต่การวิจารณ์ก็มีขอบเขตของมันอยู่ไม่ว่าจะกระทำต่อพระมหากษัตริย์หรือคนธรรมดา
สมศักดิ์ยืนยันว่า ต้องยกเลิกมาตรา 112 ไม่ใช่ปรับปรุงแก้ไขปรับอัตราโทษลงมา หรือตั้งคณะกรรมการขึ้นมากลั่นกรองการบังคับใช้กฎหมายมาตรานี้เหมือนนัก วิชาการบางฝ่าย หรือข้อเสนอให้ปรับมาตรา 112 กลับไปแบบก่อน 6 ตุลา 2519 คือมีโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี
สมศักดิ์โกรธมากที่ร.ต.ท.เฉลิม อยู่บำรุง ประกาศจะจัดการกับเว็บหมิ่นและประกาศว่าไม่แก้ไขมาตรา 112 โดยเด็ดขาดถึงกับประกาศว่า จะหาทางติดต่อเพื่อฟ้องร้องพฤติกรรมของเฉลิมต่อทักษิณ และขู่ว่าถ้าทักษิณไม่จัดการเฉลิมก็จะเปิดโปงทักษิณ
อ่านแล้วก็ขำดี
ความคิดของปิยบุตรสอดคล้องกับสมศักดิ์ ที่อ้างว่าประเทศประชาธิปไตยไม่อนุญาตให้ Unelected Head of State (ประมุขรัฐที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง) เช่น ประธานาธิบดีแบบพิธีการที่แต่งตั้งโดยรัฐบาลพูดอะไรด้วยตัวเองต่อสาธารณะ
การห้ามพระมหากษัตริย์แสดงความเห็นต่อสาธารณะหรือต้องให้รัฐบาลตรวจบทก่อนนั้น เป็นทัศนะของเผด็จการไม่ใช่ประชาธิปไตย นอกจากนั้นไม่เพียงแต่เป็นการละเมิดสิทธิของพระมหากษัตริย์ในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง ยังเป็นการละเมิดสิทธิของคนที่เคารพและเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ด้วย
ผมห้ามคนที่สมศักดิ์เคารพรักสักคนพูดกับสมศักดิ์ได้ไหม ผมห้ามสมศักดิ์ได้ยินเสียงของเขาได้ไหม ผมขอตรวจบทก่อนที่เขาจะพูดกับสมศักดิ์ได้ไหม
พวกเขาห้ามมีกฎหมายเอาผิดหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาทหรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ทั้งที่การกระทำแบบนี้กับคนธรรมดาก็ยังเป็นเรื่องต้องห้าม แถมยังห้ามพระมหากษัตริย์ทรงมีพระราชดำรัสกับประชาชน
พวกที่ค้านมาตรา 112 มักมีตรรกะที่ตลกแบบนี้ เมื่อเขาถามว่า ถ้าเมืองไทยไม่มีมาตรา 112 ซึ่งแท้จริงแล้วเป็นกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคง คือ การคุ้มครองประมุขของรัฐ แต่มีกฎหมายคุ้มครองประมุขของต่างประเทศ แปลว่าเรามีกฎหมายคุ้มครองประมุขของชาติอื่นทุกชาติแต่ไม่มีกฎหมายคุ้มครองประมุขของตัวเอง พวกนี้ก็จะโต้ว่า กฎหมายคุ้มครองประมุขของต่างชาติไม่เคยมีการบังคับใช้ พอเขาบอกว่า กฎหมายคุ้มครองเจ้าในต่างประเทศก็มี พวกนี้ก็บอกว่าถึงมีก็ไม่มีการบังคับใช้
เอ้ยแล้วทำไมเราต้องตามฝรั่งมันด้วย ถ้ามันมีกฎหมายแล้วไม่เคารพกฎหมายของตัวเองก็เรื่องของมันสิ แล้วกฎหมายจะบังคับใช้ได้ไหมถ้าไม่มีคนฝ่าฝืนกฎหมาย
พวกนี้ไม่พูดเลยว่า แม้กฎหมายไทยจะมีบทบัญญัติโทษไว้สูง แต่กฎหมายไทยไม่เคยลงโทษขั้นสูงสุดเลย แม้แต่คดีชายที่ส่ง SMS ศาลก็ลงโทษสูงกว่าขั้นต่ำสุดแค่ 2 ปี เพียงแต่ชายคนนี้ทำผิดหลายครั้ง และคดีความผิดตามมาตรา 112 เมื่อขอพระราชทานอภัยโทษจะได้รับการอภัยให้พ้นโทษทุกครั้ง
เพียงแต่ประเด็นสำคัญก็คือต้องมีการบังคับใช้กฎหมายมาตรานี้อย่างเป็นธรรมเท่านั้นเอง
สมศักดิ์บอกว่า ในอังกฤษไม่มีการใช้กฎหมายแบบนี้มากว่า 100 ปีแล้ว ทั้งๆ ที่-ยกตัวอย่าง-รายการทีวีล้อเลียน เสียดสี ควีน ประเภทว่า “Stupid” (ไม่ต้องพูดถึงล้อเลียน เสียดสี เจ้าคนอื่นๆ)
หรือในเนเธอร์แลนด์ ที่นานเป็นชาติ มีการใช้ที จึงแค่ปรับไม่กี่พันเหรียญ คนที่ด่าควีนเป็น “Whore”
ฯลฯ
ผมก็เลยไม่รู้ว่า สมศักดิ์ต้องการกล่าวถ้อยคำเหล่านั้นหรือต้องการวิพากษ์วิจารณ์บทบาท และสถานะของสถาบันพระมหากษัตริย์ซึ่งสมศักดิ์ทำอยู่ทุกวันกันแน่ คือ มีกฎหมายได้แต่ห้ามบังคับใช้กับไม่ให้มีกฎหมายจะได้ด่าทอกันสนุกปากแบบที่พวกแฝงตัวอยู่ในออนไลน์ทำอยู่
สมสาก and the gang
สมสาก and the gang นี่คงอยากเหมือนนายถวัติ มากเลยนะ เก็บกดมานาน
แต่อย่างว่าการทำให้กษัตริย์เหมือนบุคคลธรรมดาถือว่าเป็นเป้าหมายแรกนะซิ
แต่สงสัยอย่างหนึ่งถ้าอยากทำให้สถาบันกษัตริย์เป็นสัญลักษณ์ก็ไม่ต้องเอาสถาบันไปสาบานพิทักษรัฐธรรมนูญอะไรหรอก ดูสมสากบอกว่าข่าว2ทุ่มมันเป็นปัญหาอย่างมาก แต่ผมว่าไม่จริงหรอก
ประชาธิปไตยมันอยู่ที่ remote แค่กดก็เท่านั้น สมสากอาจจะดู animal planet จะได้ประเทืองปัญญาสมสาก ไม่เชื่อลองดูซิ
ม.112 ขนาดไม่ยืนในโรงหนัง
ม.112 ขนาดไม่ยืนในโรงหนัง ก็เข้าคุกได้ 5555555 ประเทศสารขันณ์ มีคนบางพวก บอกว่าไม่มีปัญหา 55555
อำนาจการแก้มันที่นักการเมืองเ
อำนาจการแก้มันที่นักการเมืองเท่านั้นแหละ
ฮิฮิฮิ
ขึ้นอยู่กับทักษิณกับพรรคร่วมว่าจะร่วมหอลงโรงกับนิติเรดหรือไม่........หรือแค่ละครโรงหนึ่งมีสมสากกับวรเจตเป็นนักแสดงประกอบให้ควายดีใจเล่นเหมือนทนายหน้าหออัมเตอดัม รู้ทั้งรู้ว่ายังไงคดี91ศพก็ไม่ถึงศาลโลกหรอกเพราะไอมาร์คมันไม่ได้ออกนโยบายฆ่าล้างเผ่าพันธซะที่ไหนมันก็โกหกไปเรื่อยว่าคดีต้องถึงศาลโลก โลกหน้าหรือเปล่า หลอกได้แต่ควายเท่านั้น
112 จุดตายรัฐบาลปูดอง
MI6
ไม่งั้นมันก็ไม่ต่างกับรัฐธรรมนูญของนิติราษฏร์ที่คิดเอง เออเอง วันหนึ่งก็ถูกแก้หรือถูกฉีก
การรัฐประหารมันไม่มีใครโง่ทำหรอก ประยุทธ อีกไม่กี่ปีก็ retire คงไม่เปลืองตัว ไม่งั้นคงทำตั้งแต่ปี53แล้ว
นอกจากคนที่ต่างประเทศที่อยากให้ทำเพื่อจะได้ล้มความผิดของตัวเอง
112 ก็พลาดแล้ว รัฐธรรมนูญก็ไม่รู้จะพลาดอีกหรือเปล่า คนชั้นกลางไม่เอาด้วย ลำบาก
19ล้าน ก็พังมาแล้ว 15 ล้าน ไม่รู้จะพังเมื่อไร
รัฐธรรมนูญมันแก้ได้อยู่แล้วแต่ถ้าขาดการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนไม่ว่าสีอะไรก็แล้วแต่
มันก็เป็นรัฐธรรมนูญของกลุ่มหนึ่ง คณะหนึ่งเท่านั้น
เสนออะไรให้มันเป็นไปได้หน่อย
อำนาจมันจะทำพังเองไปโดยปริยาย เสพติดอำนาจจนพัง
ว่าแต่ 112 รายชื่อผมว่าน่าจะได้ครบ10000แล้ว ยื่นได้เลย ทำไมไม่ยื่นชักที
ยื่นไปมันก็เหมือนกระดาษชำระของพวก สส ไม่รู้ว่าไอประธานสภามันจะกล้ารับหรือเปล่า
อ่อนว่ะ
MI6 ความเห็นโคตรกาก
MI6 ความเห็นโคตรกาก ไม่เคยอ่านให้จบไม่เคยฟังเลยมั้ง แนวคิดมีแต่นักการเมืองเลว บ้ากษัตริย์ถ้านิยมเจ้าจะเอากษัตริย์เป็นใหญ่สุดก็บอกมาตรงๆ ไม่ต้องมาอ้อมดัดจริตด่านักการเมืองจะไ้ด้รุ้มึงไอ้พวกปัญญาอ่อนหลงยุค
รู้กระทั่งรู้ว่าถ้าเขียนรัฐธร
รู้กระทั่งรู้ว่าถ้าเขียนรัฐธรรมนูญ (ฉบับหน้าแหลมฟันดำ)ออกมาในแนวนี้ จะต้องเกิดปัญหา และจะต้องถูกประชาชนขอแก้ไขหรือยกเลิกในภายหลัง ทำให้สิ้นเปลืองงบประมาณจำนวนมาก เหล่านักวิชาการที่ได้รับแต่ตั้งจาก คณะรัฐประหาร ปี 2549 ยังดันทุรังร่างออกมาแล้วให้ประชาชนลงประชามติ แล้วยังออกมาบอกประชาชนว่ารับๆไปก่อนเถอะแล้วค่อยมาแก้ภายหลัง พอประชาชนเข้าชื่อจะขอแก้ไข กลับพากันออกมาค้านหัวชนฝา และยังมาขู่ว่าจะพากันรัฐประหารอีกด้วย ก็รู้อยู่ว่ามันมีปัญหาทำไมจึงไม่ร่างให้เป็นประชาธิปไตย แบบนานาอารยะประเทศเขาบ้าง ...เฮ้อเหนื่อยหน่ายกับบุคคลเหล่านั้นเสียจริง
นิติราษฏร์
คำปรารภของรัฐธรรมนูญ
การอภิวัฒน์ 24 มิถุนายน 2475
ความเลวร้ายของรัฐประหารอันก่อให้เกิดวงจรอุบาทว์ในการเมืองไทย
การหวนกลับไปหาเจตนารมณ์ของคณะราษฎร และอุดมการณ์ประชาธิปไตยแบบคณะราษฎร
อันนี้จะเอามาอ้างเฉยๆ หรือเอาแนวปฏิบัติ ที่เกิดขึ้นในช่วงที่สมาชิกคณะราษฏร์ มีอำนาจ อย่างแบบจอมพล ป. นี่ก็น่าจะได้นะ ประชาธิปไตยแบบมาลานำไทย 555
4. ความเป็นกฎหมายสูงสุดของรัฐธรรมนูญ
......
หน้าที่ในการพิทักษ์รัฐธรรมนูญของกษัตริย์
กำหนดให้ประมุขของรัฐต้องสาบานตนว่าจะปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญและพิทักษ์ไว้ซึ่งรัฐธรรมนูญ ก่อนเข้ารับตำแหน่ง
ถ้าประชาชนหมอบยอมแพ้หรือเห็นด้วยกับการยึดอำนาจแล้ว กษัตริย์จะทำอะไรได้
ประเด็นหน้าที่ในการพิทักษ์รัฐธรรมนูญของกษัตริย์ ควรจะอยู่ในข้อ 15. การต่อต้านการแย่งชิงอำนาจสูงสุดของประชาชน เพราะกษัตริย์ก็เป็นคนเป็นประชาชนเหมือนกัน จะแยกต่างหากทำไม
5. ความเป็นรัฐเดี่ยวแบบกระจายอำนาจ
ราชอาณาจักรไทยเป็นรัฐเดี่ยว แบ่งแยกมิได้
รัฐต้องเคารพหลักการปกครองตนเองตามเจตนารมณ์ของประชาชนในท้องถิ่น
ขอคำอธิบาย "รัฐเดี่ยวแบบกระจายอำนาจ"
10. การยอมรับความเป็นสังคมพหุนิยม
รับรองความหลากหลายทางชาติพันธุ์ ศาสนา ภาษา วัฒนธรรม ประเพณี ความคิด ความเชื่อ
อันนี้รวมถึง อุดมการณ์ทางการเมือง หรืออุดมการณ์ความเชื่อแบบอื่นๆ ที่อาจจะไม่ให้ความสำคัญกับ "การเลือกตั้ง" มากนักหรือใช้ผสมกับ "แต่งตั้ง" หรืออื่นๆด้วยหรือไม่ เพราะข้อ 2 หลักประชาธิปไตย มันบังคับวิธีไว้
12. หลักประชาธิปไตยทางเศรษฐกิจ
เคารพหลักเศรษฐกิจแบบเสรีนิยมโดยกลไกตลาด
ส่งเสริมให้มีการกระจายรายได้อย่างเป็นธรรม และจัดให้มีระบบสวัสดิการอย่างทั่วถึง
ข้อนี้ไม่เห็นด้วย ตัดออกได้ใหม มันเป็นการเหมารวมไปเองว่า ประชาธิปไตยทางเศรษฐกิจ = เศรษฐกิจแบบเสรีนิยมโดยกลไกตลาด
วิธีนี้มันเป็นเผด็จการทางความเชื่อและอุดมการณ์ทางเศรษฐศาสตร์ ผมคาดว่าน่าจะมาจากรัฐธรรมนูญปี 40 ที่ ตอนนั้นลัทธิเสรีนิยมใหม่มาแรงมาก จึงเอามาใส่ในรัฐธรรมนูญ
เผด็จการชัดๆ
คุณ MI
คุณ MI จะไม่บิดเบือนกฎหมายมากเกินไปหรือเปล่าครับ
ที่คุณอ้างเรื่องหมิ่นประมาทคนธรรมดา ก็ผิดตาม 326 อาญา พนักงานก็ผิดตาม 136 อาญาน่ะ ต้องดูก่อนนะครับ บทบัญญัติพวกนี้ไม่ใช่เเด็ดขาดนะครับ
มีการยอมให้พิสูจน์ยกเว้นความผิดได้นะครับ
แต่ถามว่าในกรณีหมิ่นเจ้านี่ ถ้าพูดเรื่องจริง เป็นประโยชน์กับสาธาสรณชน หรือวิจารณ์โดยสุจริตนี่ เช่นวางตัวไม่เหมาะสมอยน่างไร เล่นพวกอย่างไร เข้าข้างสีไหนอย่างไร ออกมาพูดสนับสนุนฝ่ายอย่างไร
หรือโครงการเจ้าไม่ดีอย่างไร ทำเสียหายอย่างใด
คุณพูดได้ไหมครับ มันกลายเป็นเรื่องเอาผิดกันเด็ดขาด สมมุติว่า เจ้าไปต่างประเทศ แล้วเกิดไปทำไม่ดี ไปเที่ยวหญิงหากิน หรือไปสูบยา ค้ายา เมากัญชา สมมุติตัวอย่างแบบนี้ ผมเห็นว่าไม่ควร ผมไปเขียนเข้า ผมผิดใช่ไหมครับ ผมพิสูจน์ได้ไหมว่า พระจริยาวัตรของเจ้าองค์นั้นไม่ดีอย่างไรก็ไม่ได้ แต่ของทั่วโลกเขาวิจารณืได้เพราะนี่คือ ประโยชน์ของสาธารณชน และคุณเป็นตัวแทนของสาธารณชนคน 64 ล้านนะครับ
นี่ไงครับ ที่กฎหมาย 112 มีปัญหา ผมพูดชัดๆง่ายๆ ไม่ต้องเปิดตัวบทนะครับ ไม่มั่ว ลองตอบซีครับว่า ผมยกตัวอย่างผิดไหม
หรือกรณีคุณยกตัวอย่างหมิ่นประธานธิบดี มันไม่มีครับ ในกฎหมายสหรัฐ เขาวิจารณ์ประธานาธิบดีกันทั้งเมือง ผมอยู่อเมริกามานานมาก อย่ามั่วเลยครับ ใครก็รู้ คดีที่คุณยกมา เอามาอ้างชัดๆ เลยครับ ผมเกรงว่าจะเป็นคดีข้อหาขู่ทำร้ายคน ในอเมริกาถือเป็นเรื่องร้ายแรงนะครับ ไม่ใช่คดีหมิ่นประธานาธิบดี อย่าสับสนระหว่าง thereatening others และ defamation ครับ
แหม นักกฎหมายเหลืองจะมี ก็น่าจะหาคนเก่งกว่านี้นะครับ นี่ผมยังไม่ต้องเปิดตำรากฎหมายมาลุยคุณ คุณ Mi ก็เน่าแล้วครับ อย่ามั่วครับ
เสรีชน
เสรีชน ถ้าคุณไม่ปัญญาอ่อนจนเกินไปในโลกonline ที่พวกคุณก็รู้
ว่ามีการด่าทอสถาบันอย่างหยาบคาย เอาเรื่องเท็จมากล่าวร้าย ใส่สีตีข่าว เท็จบ้าง จริงบ้าง
อันที่จริง112 มันก็เหมาะกับพวกคุณ ทำผิดก็ต้องติดคุก ไม่ใช่ด่าเขาแล้วรอดคุก
คนทุกคนก็มีศักดิศรีความเป็นมนุษย์
ปัญหา112 มันอยู่ที่การบังคับใช้กฎหมายว่ามีการกลั่นแกล้งกันทางกฎหมาย
นิติราษฎร์บริสุทธิ์ใจต้องอย่าเอาคดีนี้ออกจากความมั่งคงของรัฐ
วรเจต and the gang คงทำไม่ได้
เชื่อเถอะร่างนิติราษฏร์ในหลักการมันทำไม่ได้เลยชักนิด
หลอกควายให้ดีใจเล่นเท่านั้น
คุณพูดได้ไหมครับ
คุณพูดได้ไหมครับ มันกลายเป็นเรื่องเอาผิดกันเด็ดขาด สมมุติว่า เจ้าไปต่างประเทศ แล้วเกิดไปทำไม่ดี ไปเที่ยวหญิงหากิน หรือไปสูบยา ค้ายา เมากัญชา สมมุติตัวอย่างแบบนี้ ผมเห็นว่าไม่ควร ผมไปเขียนเข้า ผมผิดใช่ไหมครับ ผมพิสูจน์ได้ไหมว่า พระจริยาวัตรของเจ้าองค์นั้นไม่ดีอย่างไรก็ไม่ได้ แต่ของทั่วโลกเขาวิจารณืได้เพราะนี่คือ ประโยชน์ของสาธารณชน และคุณเป็นตัวแทนของสาธารณชนคน 64 ล้านนะครับ
แถมหน่อย คุณจะตามเจ้าไปถึงห้องนอนเลยหรือไง เสรีชน สิทธิส่วนบุคคล ถ้าเกิดมีคนอยากดูคุณเอากับเมียคุณขอตามไปห้องนอน ผมวิจารณ์ว่า penis คุณเล็กเกิดไป คงไม่มัน หรือเอาเรื่องบนเตียงของคุณมาวิจารณ์ มันมีสิทธิได้ไหม แต่อย่างว่าพวกล้มก็คือล้ม อธิบายไปก็เท่านั้น
MI6 wrote:คุณพูดได้ไหมครับ
แถมหน่อย คุณจะตามเจ้าไปถึงห้องนอนเลยหรือไง เสรีชน สิทธิส่วนบุคคล ถ้าเกิดมีคนอยากดูคุณเอากับเมียคุณขอตามไปห้องนอน ผมวิจารณ์ว่า penis คุณเล็กเกิดไป คงไม่มัน หรือเอาเรื่องบนเตียงของคุณมาวิจารณ์ มันมีสิทธิได้ไหม แต่อย่างว่าพวกล้มก็คือล้ม อธิบายไปก็เท่านั้น
เอ้า!!!!....ไอ้นี่เป็นเอามาก ฟูมปากแระ
พวกเมริงจบมาจากสถาบันไหน? พวก
พวกเมริงจบมาจากสถาบันไหน?
พวกเมริงใช้ทุนอะไรเรียน?
พวกเมริงใช้เงินสกุลอะไรจับจ่ายทุกวันนี้?
อย่างพวกเมริงไม่ใช่นักวิชาการหรอก ควรเรียกว่า "ไอพวกเusคุณ" น่ะ...เหมาะสมกว่า
นักศึกษาเขาฝากถามมา วรเจตน์
นักศึกษาเขาฝากถามมา
วรเจตน์ ภาคีรัตน์....หน้าที่ตัวเองทำให้ดีก่อน เกรดนักศึกษาที่ตัวเองรับผิดชอบส่งให้คณะหรือยัง หน้าที่ตัวเองโดยตรงยังทำไม่ได้ ส่งเกรดไม่ตรงเวลาที่มหาลัยกำหนด ริจะมาเสนอแนะอะไรนักหนา....ฟุ้งซ่านจริง ๆ
ดีมาก!! คิดอย่างไร
ดีมาก!! คิดอย่างไร ต้องการรัฐธรรมนูญอย่างไรก็เสนอมาแบบนี้ แสดงความคิดเห็นแบบเปิดกว้างแบบนี้
บ้านเรามีการแสดงเสรีภาพทางความคิดเห็นอย่างมีเหตุผลดีกว่าแต่ก่อนเยอะเลย
เบื่อแล้วม๊อบบ้าๆบอๆ เดี๋ยวก็ปิดถนน ปิดสนามบิน เผาศาลากลาง เอาคนมาประท้วงเดือดร้อนคนอื่น
เอาใจช่วยทั้งคนที่สนับสนุนและคัดค้าน หาข้อสรุปกันให้ได้อย่างสันติ เป็นตัวอย่างที่ดีในการการแก้ปัญหาความแตกต่างทางความคิดในบ้านเรา
คุณ วรเจตน์ นิติราษฎร์ หมอตุลย์ ผู้ที่มีบทบาททุกๆท่าน ดูแลตัวเองให้ดีละกัน อย่ามาเป็นอะไรตอนนี้
เด๊๋ยวจะมีคนเอาศพไปแห่ ไปใช้ประโยชน์ ไปปลุกม๊อบบ้าๆบอๆออกมาอีก เพราะนักการเมืองบ้านเรามันเหี้ย อะไรได้ประโยชน์ มันทำ!!
อ่านกรอบเนื้อหาแล้วก็ชอบนะ น่าจะออกมาดี
ข้อเสนอ--ผู้พิพากษาศาลสูงและตุลาการศาลสูง ต้องได้รับการเสนอชื่อโดยคณะรัฐมนตรี และได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภา--
ก็ดีนะแต่กลัวอำนาจไปอยู่ในมือ นักการเมืองประเภท "ผมไม่ผิด กฎหมายเขียนมาผิด" หรือพวกที่พอเปลี่ยนรัฐบาลก็เปลี่ยน ผบตร. ผบทบ. เปลี่ยนผู้ว่าเป็นพวกตน แบบนี้ต่อไปเปลี่ยนรัฐบาล มันเปลี่ยนศาลแน่ จะมีปํญหาตามมาอีกเยอะ
ผมไม่มีความรู้เรื่องกฎหมาย แต่อยากให้การพิจารณาคดีต่างๆมีการเปิดเผยข้อเท็จจริงมากกว่านี้ มากกว่าการไปกำหนดว่า ผู้พิพากษา ต้องได้รับการเสนอชื่อโดยใคร
**ผมชอบหลายๆความคิดเห็นของคุณ MI6 นะ ผมรู้สึกว่าเวปนี้แดงเยอะแล้ว มีคุณ MI6 ผมจะได้อ่านความคิดเห็นหลายๆแบบมั่ง
**ผมไม่เหลือง ผมไม่แดง แต่เกลียดความรุนแรง เพราะ ประชาชนไม่เคยได้ประโยชน์จริงๆ มีแต่นักการเมืองมันเสวยสุข
ให้ศาลมาจากนักการเมืองบรรลัยแ
ให้ศาลมาจากนักการเมืองบรรลัยแน่ คิดได้ไงวะ
คดียาเสพยาติด รอดคุกชั่ว ยาเสพติดเต็มเมืองแน่
อัธพาลจะครองเมือง
คนธรรมดาไม่มืกะลาครอบหัว
คนธรรมดาไม่มืกะลาครอบหัว ความคิดเป็นอิสระรักอิสระภาพ ความเสมอภาพเคารพภารดรภาพ
สามารถเข้าใจเข้าถึงการอธิบายตอบคำถามผู้เห็นต่างได้ชัดเจนปราสจากข้อสงสัยและขอเอากำลัง
ใจหนุนนิติราษฏร์ และเชื่อแน่ธรรมะ ย่อมชนะ อธรรม และเชื่อแน่กฎแห่งกรรม ทำดีย่อมได้ดี
น้ำลด ตอผุด ทุกสิ่งย่อมมีอายุไข เจริญขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป มันเป็นกฏธรรมชาติ เจริญลาภ เสื่อมลาภ
มันเป็นของมันเช่นนี้แล
MI6 wrote:สมสาก and the gang
แต่อย่างว่าการทำให้กษัตริย์เหมือนบุคคลธรรมดาถือว่าเป็นเป้าหมายแรกนะซิ
แต่สงสัยอย่างหนึ่งถ้าอยากทำให้สถาบันกษัตริย์เป็นสัญลักษณ์ก็ไม่ต้องเอาสถาบันไปสาบานพิทักษรัฐธรรมนูญอะไรหรอก ดูสมสากบอกว่าข่าว2ทุ่มมันเป็นปัญหาอย่างมาก แต่ผมว่าไม่จริงหรอก
ประชาธิปไตยมันอยู่ที่ remote แค่กดก็เท่านั้น สมสากอาจจะดู animal planet จะได้ประเทืองปัญญาสมสาก ไม่เชื่อลองดูซิ
-พวกท่านM16ก็เห็นด้วยกับรัฐธรรมนูญเผด็จการมันก็ไม่แปลกหลอก พอเป็นรัฐบาลพวกM16ก็ออกมาปกป้องรัฐธรรมนูญเผด็จการไม่ใช่หรือ พอพวกประชาธิปไตยเขาจะยกเลิกรัฐธรรมนูญเผด็จการพวกแต๋วแตกก็ออกมาร้องกรี้ดกราด รัฐธรรมนูญเผด็จการของพวกท่านมันก็ไม่ได้วิเศษเลิศเลออะไรนักหรอกเห่าแต่พวกอื่นๆไม่ดูตัวเอง แหล่ไปวันๆ
MI6 wrote:เสรีชน
ว่ามีการด่าทอสถาบันอย่างหยาบคาย เอาเรื่องเท็จมากล่าวร้าย ใส่สีตีข่าว เท็จบ้าง จริงบ้าง
อันที่จริง112 มันก็เหมาะกับพวกคุณ ทำผิดก็ต้องติดคุก ไม่ใช่ด่าเขาแล้วรอดคุก
คนทุกคนก็มีศักดิศรีความเป็นมนุษย์
ปัญหา112 มันอยู่ที่การบังคับใช้กฎหมายว่ามีการกลั่นแกล้งกันทางกฎหมาย
นิติราษฎร์บริสุทธิ์ใจต้องอย่าเอาคดีนี้ออกจากความมั่งคงของรัฐ
วรเจต and the gang คงทำไม่ได้
เชื่อเถอะร่างนิติราษฏร์ในหลักการมันทำไม่ได้เลยชักนิด
หลอกควายให้ดีใจเล่นเท่านั้น
-สิ่งที่นิติราษฎร์เขาเสนอเขาต้องการให้สถาบันปลอดจากการเมืองจริงๆต่างหาก และเขาก็ยึดมั่นในหลักประชาธิปไตยอำนาจเป็นของมวลชน ผมไม่รู้ว่าทำไมท่านM16จึงพยายามยัดข้อหาให้กลุ่มนิติราษฎร์และประชาชนที่หนุนให้แก้ไขและปรับปรุง112ว่าเป็นพวกไม่จงรักภัภดีและต้องการล้มสถาบัน ท่านM16เอาอะไรมาวัดและหลักฐานอะไรมากล่าวหาประชาชนอีกฝ่ายว่าไม่จงรักภัภดีต่อสถาบัน การกระทำของพวกท่านที่อ้าง112กล่าวหาใส่ร้ายป้ายสีฝ่ายตรงข้ามนี้ล่ะเป็นตัวอย่างที่เห็นได้ชัดที่สุด ที่จะต้องยกสถาบันให้ปลอดจากการเมืองจริงๆเสียที ถ้าผมจะบอกว่าM16เป็นพวกแอบอ้างสถาบันกล่าวหาใส่ร้ายป้ายสีคนอืนๆท่านM16ก็คงจะไม่ยอม ก็เหมือนคนที่ท่านM16กล่าวหาว่าเขาไม่จงรักภัภดีพวกเขาก็ไม่ยอมรับเหมือนกัน ทางที่ดียกสถาบันเหนือการเมืองตามแนวทางของนิติราษฎร์ดีที่สุดแล้ว
-ในเมือบอกชาวโลกว่าประเทศไทยปกครองโดยกฎหมายรัฐธรรมนูญระบอบประชาธิปไตยเราก็ต้องยกรัฐธรรมนูญของประชาชนให้อยู่เหนือกลุ่มการเมืองต่างๆแม้แต่สถาบันต้องอยู่ใต้รัฐธรรมนูญของประชาชนจริงๆเสียที แต่สถาบันก็ต้องอยู่เหนือกฎหมายทั่วไปและการแอบอ้างสถาบันเพือหวังผลทางการเมืองก็ไม่ควรจะเกิดขึ้นอีก นี้ล่ะสิ่งที่นิติราษฎร์ต้องการจะทำ แล้วท่านM16ไม่เห็นด้วยตรงไหนหรือว่ามันจะทำให้พวกท่านM16ไม่สามารถแอบอ้างว่าปกป้องสถาบันแล้วกล่าวหาฝ่ายตรงข้ามว่าไม่จงรักภัภดีไม่ได้ การภัภดีหรือไม่ภัภดีมันไม่ได้อยู่ที่การกล่าวหาคนอืนหรอกแต่มันอยู่ที่การกระทำทั้งข้างหน้าและหลับหลัง อย่างพวกท่านM16อ้างว่าภัภดีแต่พยายามแยกสถาบันออกจากศัตรูทางการเมืองของตัวเองทั้งๆที่จริงประชาชนทุกภาคส่วนเขาก็รักเคารพพอๆกัน แต่แค่คนอีกพวกหนึ่งเป็นศัตรูความคิดทางการเมืองของพวกตนแค่นั้นและพวกตนมีมวลชนน้อยกว่าก็เลยลากสถาบันลงมาเล่นเพือหวังดึงมวลชนเพือหวังผลทางการเมือง และตลอด4-5ปีและปัจจุบันก็ยังเล่นแผ่นนี้อยู่ใช่ไม่ใช่
นวนคร wrote: นิติราษฏร์
4. ความเป็นกฎหมายสูงสุดของรัฐธรรมนูญ
......
หน้าที่ในการพิทักษ์รัฐธรรมนูญของกษัตริย์
กำหนดให้ประมุขของรัฐต้องสาบานตนว่าจะปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญและพิทักษ์ไว้ซึ่งรัฐธรรมนูญ ก่อนเข้ารับตำแหน่ง
ถ้าประชาชนหมอบยอมแพ้หรือเห็นด้วยกับการยึดอำนาจแล้ว กษัตริย์จะทำอะไรได้
ประเด็นหน้าที่ในการพิทักษ์รัฐธรรมนูญของกษัตริย์ ควรจะอยู่ในข้อ 15. การต่อต้านการแย่งชิงอำนาจสูงสุดของประชาชน เพราะกษัตริย์ก็เป็นคนเป็นประชาชนเหมือนกัน จะแยกต่างหากทำไม
ประชาชนยอมตอนไหนล่ะ ? ก็เห็นมีออกมาต้านทุกที
แล้วที่เขาเขียนอย่างนี้ ก็เพื่อไม่ให้มีการใช้กษัตริย์เป็นเครื่องมือในการสร้างความชอบธรรมให้การยึดอำนาจ
ไปดูได้ อดีตที่ผ่านมา ทำไมกลุ่มมนูญกฤตยึดอำนาจไม่สำเร็จ ?
แล้วต่อให้ประชาชนยอมแพ้จริงๆ ( ซึ่งไม่รู้เอาอะไรวัดนะ )
มันก็ควรจะเป็นหน้าที่ของกษัตริย์น่ะที่จะเป็นหัวหอกออกมาจุดไฟต่อต้าน ตามตำแหน่งประมุขที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ
กษัตริย์ไม่ได้เป็นประมุขลอยๆนะ แต่เป็นไปตามที่ รธน. บัญญัติไว้ ถ้าเราทำให้ตำแหน่งกษัตริย์ลอยตัวไม่ต้องมีอะไรผูกพันกับรัฐธรรมนูญเลย มันก็ตลกไปหน่อยมั้ง...
สุดท้ายเห็นบอกกษัตริย์ก็คือประชาชน... จริง...
แต่ตำแหน่งของกษัตริย์มีรับรองไว้โดย รธน. แถมโดยตำแหน่งนี้ยังมีงบประมาณอุดหนุนที่ประชาชนธรรมดาไม่มีอีกต่างหาก
ก็ไม่แปลกที่จะต้องมีภาระหน้าที่มากกว่าคนทั่วไป
เสรีชน wrote:คุณ MI
ที่คุณอ้างเรื่องหมิ่นประมาทคนธรรมดา ก็ผิดตาม 326 อาญา พนักงานก็ผิดตาม 136 อาญาน่ะ ต้องดูก่อนนะครับ บทบัญญัติพวกนี้ไม่ใช่เเด็ดขาดนะครับ
มีการยอมให้พิสูจน์ยกเว้นความผิดได้นะครับ
แต่ถามว่าในกรณีหมิ่นเจ้านี่ ถ้าพูดเรื่องจริง เป็นประโยชน์กับสาธาสรณชน หรือวิจารณ์โดยสุจริตนี่ เช่นวางตัวไม่เหมาะสมอยน่างไร เล่นพวกอย่างไร เข้าข้างสีไหนอย่างไร ออกมาพูดสนับสนุนฝ่ายอย่างไร
หรือโครงการเจ้าไม่ดีอย่างไร ทำเสียหายอย่างใด
คุณพูดได้ไหมครับ มันกลายเป็นเรื่องเอาผิดกันเด็ดขาด สมมุติว่า เจ้าไปต่างประเทศ แล้วเกิดไปทำไม่ดี ไปเที่ยวหญิงหากิน หรือไปสูบยา ค้ายา เมากัญชา สมมุติตัวอย่างแบบนี้ ผมเห็นว่าไม่ควร ผมไปเขียนเข้า ผมผิดใช่ไหมครับ ผมพิสูจน์ได้ไหมว่า พระจริยาวัตรของเจ้าองค์นั้นไม่ดีอย่างไรก็ไม่ได้ แต่ของทั่วโลกเขาวิจารณืได้เพราะนี่คือ ประโยชน์ของสาธารณชน และคุณเป็นตัวแทนของสาธารณชนคน 64 ล้านนะครับ
นี่ไงครับ ที่กฎหมาย 112 มีปัญหา ผมพูดชัดๆง่ายๆ ไม่ต้องเปิดตัวบทนะครับ ไม่มั่ว ลองตอบซีครับว่า ผมยกตัวอย่างผิดไหม
หรือกรณีคุณยกตัวอย่างหมิ่นประธานธิบดี มันไม่มีครับ ในกฎหมายสหรัฐ เขาวิจารณ์ประธานาธิบดีกันทั้งเมือง ผมอยู่อเมริกามานานมาก อย่ามั่วเลยครับ ใครก็รู้ คดีที่คุณยกมา เอามาอ้างชัดๆ เลยครับ ผมเกรงว่าจะเป็นคดีข้อหาขู่ทำร้ายคน ในอเมริกาถือเป็นเรื่องร้ายแรงนะครับ ไม่ใช่คดีหมิ่นประธานาธิบดี อย่าสับสนระหว่าง thereatening others และ defamation ครับ
แหม นักกฎหมายเหลืองจะมี ก็น่าจะหาคนเก่งกว่านี้นะครับ นี่ผมยังไม่ต้องเปิดตำรากฎหมายมาลุยคุณ คุณ Mi ก็เน่าแล้วครับ อย่ามั่วครับ
- "เว้นความผิด" น่าจะไม่มีนะครับ แต่ถ้าหมายถึงรอลงอาญา เขาก็มีกระบวนการอยู่ แต่ที่แน่ ๆ คือถ้าถูกพิสูจน์ความผิด โดยจำเลยไม่รับผิด ไม่น่าจะมีนะ
- สิ่งที่นิติราษฎร์ คิดยังไงดี ณ วันนี้เขายังอยู่ในส่วนวิชาการ โดย ม.112 หรือยัง ที่เขียน ๆ มาก็เป็นวิธีที่ทำแล้วไม่โดยไม่ใช่หรือ ปัญหาอยู่ที่สิ่งที่คุณฟังมา หรือสิ่งที่เชื่อมันความจริงหรือความคิดส่วนตัว และหลาย ๆ เหตุการเขาก็เข้าสู่กระบวนการไม่ใช่ หรือแล้วจะมาพูดเพื่ออะไร ถามใจตัวเองดู สร้างสรรค์หรือทำลาย หลายความรู้สึกก็พอเข้าใจได้ แต่ถ้าท่านมีนายกที่ไม่รู้เรื่องอะไรเลย ตอบคำตอบแบบซ้ำ ๆ มี รมต.ที่ติด blacklist หรือ เป็นประเทศทีมีนายกมากว่าหนึงคนมี นายกนอกรัฐธรรมนูญอยู่ดูไบ นายกทำงานการเมืองในสภา และนายกหุ่นชื่อดังแต่งตัวเก่งกว่าทำงาน ก็ไม่เห็นท่านทั้งหลายเดือดร้อนไม่ใช่หรือ มันเป็นหน้าตาประเทศหรือปล่าว เป็นตัวแทนคนไทยหรือปล่าว และที่สำคัญแยกให้ออกอะไรเป็นการกระทำส่วนตัว อะไรคือตัวแทนประเทศ กรณีเรื่องการไปงานศพของน้องโบว์ ความจริงคือน้องเขาจงรักภักดีแน่นอน ถึงจะโดนหลอกมาก็ตาม ท่านจะใจแคบว่าเขาร่วมชุมนุนสีนึงแล้ว ทุกอย่างต้องเป็นอีกแบบถูกต้องหรือ!!
- น่าจะแยกให้ออก อะไรหมิ่นประมาทอะไรวิจารณ์การทำงาน ประธานาธิบดีเขาเลือกตั้งมาที่พ่วงมาคือการใช้เงินภาษีของประชาชน ถ้าคนจ่ายภาษีแล้วห้ามวิจารณ์นายก ของแลกไม่ต้องจ่ายภาษียินดี มันคือเหตุผลของการวิจารณ์ผู้นำได้ แต่กษัตริย์ไม่ใช่ ไม่มีการเลือกตั้ง เกิดจากการสืบเชื่อสาย ไม่ได้เอาเงินภาษีท่านไปบริหาร และที่สำคัญต้นตระกูลบรรพบุรุษกษัตริย์คือผู้นำที่สร้างประเทศไทยได้และมีอยู่จนถึงทุกวันนี้ ฐานะทางสังคมผิดกัน ความสำคัญต่างกัน และไม่ได้มีผลกับชีวิตประจำวันท่านจนดำรงค์อยู่ไม่ได้ ทำไมต้องเอาให้ได้กับคนเดียวแล้วปล่อยฝูงนักการเมืองทำเลวอะไรก็ได้ เป็นเจ้านาย นายทุน หรือเลวพอกัน
Visitor-5
พวกเมริงใช้ทุนอะไรเรียน?
พวกเมริงใช้เงินสกุลอะไรจับจ่ายทุกวันนี้?
อย่างพวกเมริงไม่ใช่นักวิชาการหรอก ควรเรียกว่า "ไอพวกเusคุณ" น่ะ...เหมาะสมกว่า
นี่คุณเป็นเอามากเลยนะ การใช้เงินสกุลบาทหรืออะไรนี่มันเกี่ยวอะไรกับใครที่ไหน เงินที่ประชาชนใช้จ่ายอยู่นั้นก็ประชาชนหามาเองแท้ๆ แล้วใครล่ะที่ใช้จ่ายกินนอนบี้ขี้ด้วยภาษีหยาดเหงื่อของประชาชน ใครควรที่จะสำนึกคิดถึงบุญคุณกันมากกว่า เงินบาทหรือเงินสกุลเหรียญไหนๆก็แล้วแต่ ใช่ว่ามีรูปใครแล้วใครคนนั้นต้องเป็นเจ้าของเงิน เห็นสกุลเงินหลายประเทศมีรูปสัตว์ต่างๆ จะเป็นอีราฟ สิงห์โต แมวน้ำ หมีขั้วโลก หรืออื่นๆก็แล้วแต่ เราจะทำไงกับสัตว์เหล่านั้นดี
Post new comment