ขิ่นยุ้นต์ชี้ วิกฤติชนกลุ่มน้อยเป็นปัญหาใหญ่ท้าทายรัฐบาลพลเรือนพม่า

ขิ่นยุ้นต์ให้สัมภาษณ์กับสื่อพม่าอย่าง The Myanmar Times ว่า เขาแสดงยินดีกับท่าทีของรัฐบาลพม่าชุดปัจจุบันที่พยายามแก้ปัญหาวิกฤติชนกลุ่มน้อยในประเทศ แต่เตือนว่า ความเป็นเอกภาพกับชนกลุ่มน้อยนั้นยังเป็นปัญหาใหญ่ที่ท้าทายรัฐบาลพลเรือนพม่า ทั้งนี้ ขิ่นยุ้นต์เผยว่า อาจไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะยุติความไม่เชื่อใจกันระหว่างพม่าและชนกลุ่มน้อย ซึ่งเป็นผลทำให้ความสัมพันธ์ของทั้งสองฝ่ายร้าวฉานมาตั้งแต่ปี ค.ศ.1948 หรืออาจกล่าวได้ว่า นับตั้งแต่ประเทศได้รับเอกราชจากอังกฤษ “อันที่จริง กลุ่มชนกลุ่มน้อยติดอาวุธ และประชาชนชนกลุ่มน้อยเองเป็นคนซื่อตรงมาก” ขิ่นยุ้นต์กล่าว ทั้งนี้ ขิ่นยุ้นต์นั้นมีประสบการณ์ทำงานกับชนกลุ่มน้อยมายาวนาน โดยเฉพาะในช่วงปี 1980 – 1990 ในขณะที่เขายังมีอำนาจ ขิ่นยุ้นต์ได้เจรจาสันติภาพกับกลุ่มติดอาวุธชนกลุ่มน้อยหลายกลุ่ม จนนำไปสู่การประสบความสำเร็จในการทำสัญญาหยุดยิง โดยขิ่นยุ้นต์ยังกล่าวว่า หากรัฐบาลชุดปัจจุบันต้องการคำแนะนำจากเขา ในการแก้ปัญหาชนกลุ่มน้อย เขาก็ยินดีให้ความช่วยเหลือ นอกจากนี้ ขิ่นยุ้นต์กล่าวว่า เขาหวังการคว่ำบาตรจากชาติตะวันตกต่อพม่าจะยุติในเร็วๆนี้ เนื่องจากเห็นว่า ประชาชนคนธรรมดาทั่วไปในพม่าได้รับผลกระทบโดยตรงจากการคว่ำบาตร นอกจากนี้ ขิ่นยุ้นต์ยังให้สัมภาษณ์ว่า หลังถูกปลดในปี 2004 ในข้อหาทุจริตและในช่วงที่ถูกกักบริเวณ ถือเป็นช่วงที่ยากลำบากของชีวิตของเขาและครอบครัว โดยต้องหาเช้ากินค่ำ บางครั้งต้องขายดอกไม้และทรัพย์สมบัติส่วนตัวเพื่อประทังชีวิต และหลังได้รับการปล่อยตัวและจนถึงทุกวันนี้ ทางครอบครัวของเขาก็ยังไม่มีรายได้ใดๆ อีกด้านหนึ่ง คณะวุฒิสมาชิกสหรัฐฯ ซึ่งนำโดยนายจอห์น แมคเคน และนายโจเซฟ ลีเบอร์แมนกล่าวระหว่างเยือนเวียดนามว่า สหรัฐนั้นอาจยกเลิกคว่ำบาตรพม่าบางส่วน หากการเลือกตั้งซ่อมที่จะเกิดขึ้นในเดือนเมษายนนี้เป็นไปอย่างบริสุทธิ์ยุติธรรม ส่วนด้านผู้นำไทใหญ่อย่างขุนทุนอู ผู้นำพรรคนนิบาตแห่งชาติไทใหญ่เพื่อประชาธิปไตย(Shan Nationalities League for Democracy party SNLD) ที่เพิ่งได้รับการปล่อยตัวเมื่อเร็วๆนี้ออกมาเปิดเผยเช่นกันว่า หลังจากได้หารือกับสมาชิกพรรค ทางพรรคมีมติตัดสินใจที่จะนำพรรคจดทะเบียนเป็นพรรคการเมืองให้ถูกต้องตามกฎหมาย หลังจากที่ทางพรรคปฏิเสธการเลือกตั้งเมื่อปี 2010 อย่างไรก็ตาม ขุนทุนอูกล่าวจะไม่ลงเลือกตั้งซ่อมที่จะมีขึ้นในเดือนเมษายนที่จะถึงนี้ เนื่องจากไม่มีเวลาเตรียมตัวทันในการลงเลือกตั้ง โดยพรรค SNLD เป็นพรรคการเมืองที่สามารถกวาดที่นั่งในสภาเป็นอันดับสองรองจากพรรคเอ็นแอลดีเมื่อปี 1990 ขณะที่ขุนทุนอูและเพื่อนร่วมงานอีกหลายคนถูกจับเมื่อปี 2005 โดยขุนทุนอูถูกตัดสินจำคุกเป็นเวลา 93 ปี ทั้งนี้ ทั้งหมดได้รับการปล่อยตัวเมื่อวันที่ 13 มกราคมที่ผ่านมา แปลและเรียบเรียงจาก Irrawaddy /Mizzima 20 มกราคม 55 จีนลงทุนในพม่าเป็นอันดับหนึ่ง มูลค่าการลงทุนเกือบ 14 พันล้านดอลลาร์ ตามข้อมูลและสถิติของรัฐบาลพม่าเปิดเผยว่า ประเทศจีนยังคงเป็นประเทศที่เข้าไปลงทุนในพม่าเป็นอันดับหนึ่ง โดยมีมูลค่าการลงทุนเกือบ 14 พันล้านดอลลาร์ หรือคิดเป็นเทียบเท่า 35 เปอร์เซ็นต์ของต่างชาติที่เข้าไปลงทุนในพม่า ขณะที่สื่อพม่าอย่าง Eleven News รายงานว่า จีนลงทุนในพม่าโดยเฉพาะด้านพลังงานก๊าซ น้ำมันและเหมืองแร่ รวมไปถึงการสร้างเขื่อนในพม่าเพื่อนำพลังงานไฟฟ้าไปใช้ในประเทศจีน “มีการทำเหมืองหยกและค้าไม้ในรัฐคะฉิ่น ขุดเจาะน้ำมันและก๊าซในรัฐอาระกัน และทำเหมืองแร่ในรัฐอื่นๆ นอกจากนี้จีนยังเข้ามาลงทุนสร้างเขื่อนเพื่อเอาพลังงานไฟฟ้าหลายแห่งในประเทศพม่า ปัจจุบันนี้ จีนประเทศเดียวที่เข้ามาลงทุนในพม่าคิดเป็น 34.5 เปอร์เซ็นต์ของต่างชาติทั้งหมดที่เข้ามาลงทุนในพม่าซึ่งมีกว่า 30 ประเทศ” เจ้าหน้าที่จากสภาหอการค้าและอุตสาหกรรมสหภาพพม่า (Union of Myanmar Federation of Chambers of Commerce and Industry )ให้สัมภาษณ์กับ Eleven News การลงทุนในพม่าของจีนถึงปี 2551 มูลค่าการลงทุนอยู่ที่ประมาณ 1 พันล้านดอลลาร์ แต่ขยับขึ้นเป็น 13 พันล้านดอลลาร์ภายในปี 2554 ด้านกลุ่มเอิร์ธไรต์ส อินเตอร์เนชั่นแนล (Earthrights International) ซึ่งเคยออกรายงานเกี่ยวกับลงทุนในพม่าของประเทศจีนเผยให้เห็นว่า บริษัทข้ามชาติของจีนอย่างน้อย 69 บริษัท มีส่วนร่วมในการก่อสร้างเขื่อนอย่างน้อย 90 แห่ง รวมถึงโครงการในด้านพลังงานก๊าซ น้ำมันและเหมืองแร่ในพม่า ซึ่งโครงการที่ว่าเหล่านี้รวมไปถึงเขื่อนขนาดเล็กที่สร้างแล้วเสร็จมากว่า 20 ปี รวมไปถึงโครงการท่อส่งก๊าซและน้ำมันจากรัฐอาระกันพาดผ่านไปในหลายพื้นที่ของพม่าไปยังภาคตะวันตกเฉียงใต้ของจีน ทั้งนี้ ในรายงานระบุว่า ข้อมูลที่เกี่ยวกับผลกระทบจากโครงการเหล่านี้ถูกเผยแพร่ออกให้สาธารณชนทั้งในประเทศจีนและในประเทศพม่าได้รับทราบน้อยมาก ขณะที่พม่ายอมให้จีนตักตวงเอาทรัพยากรธรรมชาติของพม่า จีนเองได้ให้ความช่วยเหลือด้านการเมือง การทหาร รวมไปถึงให้เงินกู้แก่พม่าด้วย แปลและเรียบเรียงจาก DVB แปลและเรียบเรียงโดย สาละวินโพสต์ \สื่อทางเลือกเพื่อแบ่งปันความเข้าใจสู่เพื่อนบ้าน\"อ่านข่าวและบท ความอื่นๆ อีกมากมายได้ที่เว็บไซต์ www.salweennews.org เฟซบุ๊ค http://www.facebook.com/Salweenpost ทวิตเตอร์ http://twitter.com/salweenpost"

Comments

นักมนุษย์วิทยาบางท่านบอกว่า

นักมนุษย์วิทยาบางท่านบอกว่า บรรพบุรุษชาวพม่าคือกลุ่มชนมะรันมา มีถิ่นที่อยู่ในสมัยดึกดำบรรพ์อยู่ที่เมืองกังสู ทางภาคตะวันตกเฉียงเหนือของจีน ระหว่างทะเลทรายโกบีและภาคตะวันออกเฉียงเหนือของทิเบต จึงมีเชื้อทิเบตผสม เป็นคนภูเขาในเวลานั้นอาณาจักรทิเบตและจีนกำลังแย่งชิงพื้นที่กันดุเดือด พื้นที่ของมะรันมาอยู่กลางจึงถูกบีบอย่างหนัก จึงต้องอพยพหนีภัยสงครามข้ามภูเขาอันหนาวเย็นและป่าดงดิบ กลุ่มหนึ่งข้ามมาทางตะวันออกเฉียงเหนือตามแนวแม่น้ำสาละวินและแม่น้ำอิระวดี อีกลุ่มหนึ่งข้ามแม่น้ำพรหมบุตรในแคว้นอัสสัม แล้วข้ามเทือกเขาปัดไคเข้ามาอยู่อาศัยบริเวณเส้นกั้นพรมแดนกับแคว้นอัสสัมของอินเดีย มาอาศัยอยู่ตามแนวเชิงเขา
แคว้นอัสสัมนี้ มีญาติสนิทของไทยสยาม ตั้งถิ่นฐานเรียกตนเองว่า ไทอาหม ปัจจุบันถูกวัฒนธรรมอินเดียกลืนชาติหมดสิ้นแล้ว
พม่าบนคือ กลุ่มสุดท้ายอพยพลงมาภาคกลางบริเวณเมืองชะเวโบ มัณฑะเล อมรปุระ-อังวะ และพุกาม เมืองดังกล่าวตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำอิรวะดี อันอุดมสมบูรณ์ บริเวณนี้เรียกว่า พม่าบน(Upper Burma) แล้วค่อยๆกระจายกันออกไปแถบตะวันตกของลุ่มน้ำอิระวดีตอนบน จากนั้นค่อยๆอพยพลงมาบริเวณที่เป็นแหล่งปลูกข้าว คือตองทวินคยี และเมืองแปร เป็นต้น
อาณาจักรศรีเกษตร ในบริเวณนี้นอกจากชาวเตลงอีกชนชาติหนึ่งที่ตั้งถิ่นฐานมาแต่โบราณคือชนชาติพยู ที่อพยพเข้ามาตั้งถิ่นบานบริเวณพม่าตอนบน ราวพุทธศตวรรษที่ ๕ เมืองหลวงชนชาติพยู คือเมืองศรีเกษตร ต่อมาคือเมืองโปรม ปัจจุบันคือเมือง แปร ชนชาติพยูเจริญถึงปลายพุทธศตวรรษที่ ๑๔ แล้วเริ่มเสื่ออำนาจลง ปัจจุบันถูกชนชาติมะรันมากลืนไปหมดลิ้นแล้ว พม่าหรือชนชาติมะรันมาเริ่มมีบทบาทมากขึ้น มีราชวงศ์เข้มแข็งปกครอง คือราชวงศ์พุกาม
พม่าต่ำ อาณาจักรตเลง(มอญ) พม่าต่ำตั้งแต่เมืองหงสาวดี(พะโค) ลงมาจนถึงอ่าวเมาะตะมะ เป็นถิ่นที่อยู่ของชนชาติเตลง หรือมอญ อยู่กันกระจัดกระจาย สันนิษฐานว่าอพยพมาจากชายฝั่งทะเลด้านตะวันออกของอินเดีย รอนแรมข้ามอ่าวเบงกอลมาขึ้นฝั่งที่เมืองยะไข่ มีราชอาณาจักร คือ อาณาจักรพะโค และราชอาณาจักรสะเทิม ทั้งสองเป็นอิสระแก่กันและเป็นพันธมิตรต่อกัน
ฉะนั้น ไทยใหญ่ กับไทยน้อยเราก็เป็นเชื้อสายเดียวกันที่อพยพมาจากอาณาจักรน่านเจ้า แต่”พม่า”มิใช่เครือญาติเราเพราะรบกันมานาน และทำลายกรุงศรีอยุธยาจนป่นปี้ เผากรุงฯ ไฟลุกโชนแดงทั่วทั้งเมืองเสียงร้องโหยหวนร้องขอชีวิตดังระงมไปทั่ว ชาวอยุธยาถูกฆ่าอย่างสยดสยอง เมื่อ พ.ศ. ๒๓๑๐ ดังที่ทราบกันไปแล้วว่า พม่าเป็นพวกข้ามเขาหิมาลัยมาตั้งเมืองแถวพุกาม ตองอู แปร พม่าเริ่มเสียเมืองให้อังกฤษเมื่อสมัยราชวงศ์ "อลองพญา" ราว พ.ศ. ๒๓๖๙จนกระทั่งพ.ศ. ๒๔๒๙ ก็เสียทั้งประเทศ หลังสงครามโลกครั้งที่ ๒ พม่าก็พยายามเรียกร้องเอกราชเรื่อยมา โดยขอให้เจ้าผู้ครองรัฐไทใหญ่ทั้งหมด หัวหน้ามอญ และหัวหน้ากะเหรี่ยงทั้งสี่รัฐ ร่วมมือกันบีบรัฐบาลอังกฤษจนกว่าจะคืนเอกราชให้ โดยพม่าสัญญาว่า เมื่อได้เอกราชแล้ว รัฐต่างๆจะเป็นอิสระเฉกเช่นประเทศเอกราชทั่วไป โดยหัวหน้ารัฐทั้งหมดที่กล่าวมาได้ประชุมกันเมื่อ วันที่ ๗ กุมภาพันธ์ ๒๔๙๐ โดยมีอูอ่องซานเป็นประธานในที่ประชุม
ที่ประชุมมีมติให้ลงนามในปฏิญญาเรียกกันในครั้งนั้นว่า "สัญญาป๋างโหลง"(ปางหลวง) อันเป็นเวียง(เมือง) ศูนย์กลางของเมืองใหญ่ๆ ประธานที่ประชุมได้กล่าวให้ความหวังดูจริงจังกับรัฐต่างๆ ข้อความตอนหนึ่งว่า "ขอให้รวมตัวกันเป็นปึกแผ่นแน่นหนาด้วยความเข้มแข็งอดทน และเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันเมื่อประสบความสำเร็จในการเรียกร้องเอกราชแล้ว ก็ขอให้อยู่ร่วมกันอีกสักระยะหนึ่ง เพื่อจรรโลงผนึกกำลังกันให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น คาดว่าคงใช้เวลาไม่เกิน ๑๐ ปี หลังจากนี้เราทุกเผ่าก็แยกย้ายกันไปครองตนเอง ตั้งชาติตั้งประเทศของตนเองขึ้นต่อไป” ในที่สุดอังกฤษยอมมอบเอกราชคืนให้ โดยลงนามประกาศคืนเอกราชให้เมื่อวันที่๔ มกราคม ๒๔๙๒ พม่าโดยนายกรัฐมนตรีนายพลอูนุ บอกกับตะขิ่นบ๊ะเส่ง(หัวหน้าฝ่ายค้านในสหภาพพม่า)ว่า"ทางรัฐบาลพม่าจะยอมให้เอกราชกับชนชาติไตย(รัฐฉาน) ไม่ได้โดยเด็ดขาด เพราะถ้ามอบให้ไตย(รัฐฉาน)แล้ว ก็ต้องมอบให้กะเหรี่ยง มอญ กะฉิ่น ชิน และคะยาด้วย แล้วพม่าจะอยู่อย่างไร จะต้องเปลี่ยนสภาพเป็นชนเผ่าน้อยเช่นพวกนี้ทันที ทางรัฐบาลพม่าวางโทษสถานเดียวคือ ประหารชีวิตสำหรับผู้แยกดินแดนและแยกเชื้อชาติ" พอครบกำหนด ๑๐ ปี พม่าก็ ฉีกสัญญาทิ้งแล้วโยนลงดอยอย่างไม่ใยดี ด้วยฝีมือนายกรัฐมนตรีที่มีนามว่า “อูนุ” นามนี้ชนชาติมอญ ไทใหญ่ และกะเหรี่ยง รัฐต่างๆ จดจำอย่างไม่มีวันลืมจนกว่าโลกใบนี้จะระเบิดเป็นจุณ....