นักปรัชญาชายขอบ: ยิ่งกว่า ม.112
มีเรื่องที่ผมพบเห็นในวันนี้แล้วรู้สึกสะเทือนใจอย่างมาก ทำให้ผมอดที่จะเขียนอะไรออกมาไม่ได้ เรื่องแรก ช่วงเช้าผมได้เห็นสเตตัสในเฟซบุ๊คของอดีตนักศึกษาที่ผมเคยสอน มีลิงค์ภาพของอาจารย์ปิยบุตร แสงกนกกุล จาก นสพ.ไทยโพสต์ และมีข้อความที่เขาพิมพ์ด่าแรงมาก และเมื่อดูความเห็นอื่นๆ ก็ล้วนแต่เข้ามารุมด่า บางความเห็นถึงกับเรียกร้องให้มีการทำร้าย อ.ปิยบุตร เลยด้วยซ้ำ
อีกเรื่องหนึ่ง คือเรื่องที่นักศึกษาชั้นปี 1 มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นามแฝง “ก้านธูป” ถูกตำรวจออกหมายเรียกในความผิดตาม ม.112 ผมทราบมาว่าเรื่องที่ถูกแจ้งความเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นในปี 2553 ซึ่งเธอเองก็ได้รับผลกระทบมามากแล้วจากการที่มหาวิทยาลัยสองแห่งปฏิเสธที่จะรับเข้าเป็นนักศึกษา ล่าสุดช่วงส่งท้ายปีเก่า ASTV ผู้จัดการก็นำเรื่องราวและข้อมูลส่วนตัวของเธอมาตีแผ่ประจานโดยเปิดเผยชื่อจริง และแสดงความเห็นเชิงตำหนิที่ธรรมศาสตร์รับเธอเป็นนักศึกษา
ผมกำลังพูดถึง “อันตราย” หรือ “สิ่งที่น่ากลัว” กว่า ม.112
เพราะลำพัง ม.112 หากผู้แจ้งความและระบบยุติธรรมใช้ดุลยพินิจดำเนินการตรงไปตรงมาตาม “ความหมาย” จริงๆ ของคำว่า “หมิ่นประมาท ดูหมิ่น อาฆาตมาดร้าย” ก็ยังไม่ใช่เรื่องที่น่ากลัวเกินไปนัก แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในบรรยากาศของการล่าแม่มดและระบบยุติธรรมเวลานี้คือ เราไม่สามารถจะเห็นการ “แยกแยะ” อย่างชัดเจนว่า อะไรคือหมิ่นประมาท ดูหมิ่น อาฆาตมาดร้าย อะไรคือการแสดงอารมณ์ความรู้สึก หรือ “เกรียน” แบบเด็กๆ อะไรคือการวิพากษ์วิจารณ์โดยสุจริตเพื่อประโยชน์สาธารณะ
เมื่อใครมาแจ้งความ ตำรวจก็ไม่กล้าปฏิเสธที่จะดำเนินการต่อ เมื่อส่งเรื่องไปยังอัยการ เขาก็ต้องส่งต่อให้ศาล เพราะเขาเองก็ไม่อยากรับผิดชอบเรื่องที่ถือกันว่า “ละเอียดอ่อน” แบบนี้ และเมื่อถึงชั้นศาลก็ยากที่ “เหยื่อ” จะรอด (กรณี “อากง” ด้วยการพิสูจน์โดย “ไม่สิ้นสงสัย” หลายคนคิดว่าแกน่าจะรอด แต่แกก็ไม่รอด แถมยังโดนหนักอย่างเหลือเชื่อ)
ดูเหมือนว่าพอมันเปิดโอกาสให้ “ใครๆ” ก็ไปแจ้งความเอาผิดได้ คนที่ไม่ชอบความคิดความเห็น หรือมีจุดยืนทางการเมืองต่างกัน สีต่างกัน หรือประเภท “คลั่งเจ้า” อย่างไร้เหตุผลก็สามารถไปแจ้งความได้
ม.112 มันจึงกลายเป็นเครื่องมือของ “ใครๆ” นี่แหละ และใครๆ ที่ว่านี้ก็มีวิธีคิดที่น่ากลัวมาก!
อย่างกรณีของพวกที่โพสต์ด่า อ.ปิยบตร ที่ผมกล่าวถึง ส่วนใหญ่เป็นเด็กรุ่นใหม่ที่ใช้ชีวิตเสรีอย่างเต็มที่ในเรื่องกิน ดื่ม เที่ยว ช้อป และอื่นๆ เรียกว่าวิถีชีวิตโดยรวมๆ ของพวกเขาถือว่ามีเสรีภาพจากขนบจารีตเก่าๆ มาก
แต่เสรีภาพที่ว่านั้นน่าจะเป็นไปโดยอัตโนมัติ หรือโดยธรรมชาติเนื่องจากการซึมซับค่านิยมการใช้ชีวิตสมัยใหม่ที่ผ่านเข้ามาทางภาพยนตร์ ดนตรี แฟชัน สื่ออินเทอร์เน็ต ฯลฯ ทว่าไม่ได้ผ่านการปะทะสังสรรค์ทางความคิด หรือผ่านวัฒนธรรมการตั้งคำถาม วิพากษ์วิจารณ์จนตกผลึก การใช้ชีวิตที่มีเสรีภาพที่ได้มาโดยธรรมชาตินั้นมันมีรสชาติน่านิยมมากกว่าชีวิตตามขนบจารีตเก่าแบบไทยๆ อยู่มาก จึงต่อให้กี่“ระเบียบรัตน์” จะออกมาจัดระเบียบการใช้ชีวิตของเด็กรุ่นใหม่อย่างไร ก็ไม่มีทางสำเร็จ
ผมไม่ได้ตำหนิการใช้ชีวิตเสรีของเด็กรุ่นใหม่ ถึงยังไงชีวิตเสรีมันน่าจะเปิดให้คนเราได้เรียนรู้ที่จะรับผิดชอบชีวิตตนเองได้ดีกว่า แต่อยากตั้งข้อสังเกตว่า เพราะชีวิตที่มีเสรีภาพเช่นที่เป็นอยู่นี้ที่เสรีภาพไม่ใช่สิ่งที่ได้มาโดยผ่านวัฒนธรรมปะทะสังสรรค์ทางความคิด การตั้งคำถาม การวิพากษ์วิจารณ์จนตกผลึก มันจึงทำให้ชีวิตของคนรุ่นใหม่ที่ดูเหมือนมีเสรีภาพมากๆ นั้น พอเผชิญกับปัญหาเรื่อง “เสรีภาพทางการเมือง” ที่เป็นเสรีภาพที่ต้องเข้าใจได้ด้วยการผ่านวัฒนธรรมการปะทะสังสรรค์ทางความคิด การตั้งคำถาม และวิพากษ์วิจารณ์จนตกผลึกนั้น ปรากฏว่าคนรุ่นใหม่ไม่ get ความหมายและ “คุณค่า” ของเสรีภาพดังกล่าวนี้เลย พวกเขาไม่ get ว่า อะไรคือ “ปัญหา” หรือ “อุปสรรค” ของความเป็นประชาธิปไตยเอาเสียเลย
ฉะนั้น พวกเขาจึงด่าคนอย่าง อ.ปิยบุตร ผู้ซึ่งออกมายืนยันเสรีภาพทางการเมืองแทนพวกเขาและประชาชนทุกคนอย่างสาดเสียเทเสีย และพวกเขาจึงไล่ล่าแม่มดด้วยการอ้าง “ตรรกะวิปริต” แบบท่องจำต่อๆ กันมาอย่างนกแก้วนกขุนทอง
ถามว่าเด็กรุ่นใหม่รักชีวิตที่มีเสรีภาพไหม? แน่นอนว่าเขารัก เขาไม่ต้องการถูกใครมาบังคับกะเกณฑ์การใช้ชีวิตของเขาแน่ๆ แต่ถามว่าเขารัก “เสรีภาพทางการเมือง” ไหม? อันนี้มีปัญหา ปรากฏการณ์ลูกเสือไซเบอร์ บรรยากาศล่าแม่มด และกระแสการอ้าง “ตรรกะวิปริต” แบบนกแก้วนกขุนทองที่เด็กรุ่นใหม่ซึมซับและรับมาใช้อย่างง่ายดาย ล้วนแต่เป็นภาพสะท้อนในทางที่สนับสนุนการทำลาย “เสรีภาพทางการเมือง” อย่างน่าวิตก
ภาพสะท้อนดังกล่าวมันก็สะท้อนวัฒนธรรมการเรียนรู้และการใช้ชีวิตในรั้วมหาวิทยาลัย และ/หรือระบบการศึกษาแบบทางการทั้งระบบด้วยว่า ไม่ได้สร้างคุณลักษณะของ “พลเมือง” ที่รักเสรีภาพทางการเมือง แต่เน้นการปลูกฝังให้รักให้ซาบซึ้งสิ่งอื่น และยอมให้สิ่งอื่นนั้นสำคัญกว่าเสรีภาพทางการเมืองของประชาชน จนกระทั่งอ้างสิ่งนั้นเพื่อสังหารประชาชนที่ออกมาเรียกร้องเสรีภาพทางการเมืองครั้งแล้วครั้งเล่า
อันตราย หรือสิ่งที่น่ากลัวกว่า ม.112 จึงได้แก่การไม่สามารถเข้าถึงความหมายและคุณค่าของเสรีภาพทางการเมืองนี่แหละ และการพร้อมที่จะทำลายผู้ออกมาเรียกร้องร้องหรือยืนยันเสรีภาพทางการเมืองได้ทุกเมื่อ ทุกวิถีทางนี่แหละ
วันนี้อาจารย์ชาวอเมริกันที่ทำงานอยู่ที่เดียวกัน มาสนทนาด้วย (เขาพูดไทยแข็งแรง) เขาพูดอย่างน่าคิดว่า “ทุกสังคมมันมีเรื่องที่เสี่ยงมากบ้างน้อยบ้าง การที่มีคนออกมาตั้งคำถามหรือวิพากษ์วิจารณ์เรื่องที่มันเสี่ยง เขาควรจะได้รับการสนับสนุนมากกว่าจะถูกตำหนิ”
พูดก็พูดเถอะ ผมเห็นสื่อ นักวิชาการ และบุคคลที่มีชื่อเสียงอื่นๆ ออกมาวิเคราะห์ทำนองว่า ข้อเรียกร้องให้ปฏิรูป ม.112 และการแก้รัฐธรรมนูญคือ “ระเบิดเวลา” ที่อาจก่อความขัดแย้งและความรุนแรงทางการเมืองในปี 2555 ผมมีความรู้สึกว่าหากเราต่างร่วมกัน “รับผิดชอบ” มากกว่านี้ ด้วยการเสนอ เหตุผล ความคิด จุดยืนของฝ่ายต่างๆ อย่างลงลึกในรายละเอียดให้รอบด้านมากที่สุด ความขัดแย้งและความรุนแรงแบบที่เคยเป็นมาจะไม่มีทางเกิดขึ้นอีก
ถามว่าวันนี้เรามีความกล้าที่จะตั้งคำถาม วิพากษ์วิจารณ์เรื่องที่มันเสี่ยงต่อความขัดแย้งและความรุนแรงทางการเมืองอย่างรอบด้านหรือยัง?
ทำไมเสียงที่มีความกล้าบางเสียงเช่น เสียงของ อาจารย์สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล ซึ่งเป็นเสียงที่ยืนยัน “หลักการ” ประชาธิปไตย และอธิบาย “ประเด็นปัญหา” ระดับรากฐานของความเป็นประชาธิปไตย พร้อมกับอ้างตรรกะเหตุผลประกอบอย่างตรงไปตรงมามากที่สุด สื่อกระแสหลักจึงละเลยที่จะนำเสนอ ขณะที่อีกฝ่ายจะอ้าง “ตรรกะวิปริต” ขนาดไหน สื่อกระแสหลักต่างพร้อมใจกันเป็น “กระบอกเสียง” ให้
นี่ก็คือความน่ากลัวอีกประการหนึ่ง เป็นความน่ากลัวเนื่องจากเสียงของหลักการ เหตุผลเป็นเสียงที่ไร้ “กระบอกเสียง” แต่เสียงของ “ตรรกะวิปริต” เป็นเสียงที่สื่อหลักพร้อมจะเป็นกระบอกเสียงให้ และคนรุ่นใหม่ที่รักชีวิตเสรีแต่ไม่เห็นคุณค่าของเสรีภาพทางการเมืองก็พากันเฮโลตามกันอย่างง่ายๆ
เรื่องที่มันเสี่ยงแบบเดียวกับยุคศตวรรษที่ 19 ทำให้ “กระบอกเสียง” ในทศวรรษที่สองของศตวรรษที่ 21 “กลัว” ที่จะสะท้อนเสียงของหลักการ เหตุผล ที่ยืนยันเสรีภาพทางการเมืองและความเป็นประชาธิปไตย
นี่คือ “ความกลัวที่น่ากลัว” อย่างเหลือเชื่อในยุคสมัยของเรา!
คำชี้แจง
เว็บไซต์ประชาไท ให้บริการพื้นที่แสดงความคิดเห็นต่อข่าวและบทความแบบสาธารณะ ขอความร่วมมือในการแสดงความคิดเห็นโดยเคารพกฎหมาย, ความเห็นที่แตกต่าง และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของผู้อื่น
- ประชาไทแสดงหมายเลขไอพี* ของผู้โพสต์ประกอบความเห็นเสมอ
- ประชาไทไม่มีนโยบายกรองข้อความก่อนการแสดงผล
- อย่างไรก็ตามขอสงวนสิทธิ์ในการปิดการแสดงความเห็นที่ไม่เป็นไปตามกติกาหากตรวจสอบพบภายหลัง
ทั้งนี้ข้อความที่โพสต์จะยังไม่ปรากฎในทันที ซึ่งเป็นข้อจำกัดด้านเทคนิค
จึงเรียนมาเพื่อทราบและขอบคุณในความร่วมมือ
* หมายเลขไอพีปัจจุบันใช้เป็นข้อมูลที่เชื่อมโยงกลับไปที่ข้อมูลการเชื่อมต่อ อินเทอร์เน็ต ซึ่งอาจระบุไปถึงแหล่งที่มาการโพสต์หรือบุคคลที่โพสต์ได้ นอกจากนี้ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ มาตรา 26 กำหนดให้ผู้ให้บริการต้องเก็บข้อมูลจราจรคอมพิวเตอร์ไว้ 90 วัน












คนที่เอา 112 มาเล่นนี่
คนที่เอา 112 มาเล่นนี่ น่าจะมีอะไรแอบแฝง ใครๆก็รู้ว่าเอามาเล่นแล้วใครเสีย กระทบกับใครมากทีสุด มันเหมือนธรรมชาติของน้ำที่โดนเซาะโดนกระทบ จากภูเขาใหญ่จากเกาะแก่งยังหายไปเลย
-อยากทราบเรื่องของอ.ประวิตรกั
-อยากทราบเรื่องของอ.ประวิตรกับท่านI Pad(ขี้เลื้อยPad)มากกว่าไปถึงไหนแล้ว
ถ้าการฆ่าเวลาบาปกว่าฆ่าคน ถ้า
ถ้าการฆ่าเวลาบาปกว่าฆ่าคน
ถ้าจะฆ่าคนสักหน่อยเพื่อ112 นะๆๆ
นี่คือการฝังหัว
ของพระที่รับใช้มาร
ความรุนเเรงไม่ได้่มาจากพวกต้อ
ความรุนเเรงไม่ได้่มาจากพวกต้องการแก้ 112
แต่มันมาจากซอมบี้ที่ำพวกมันเพียรสร้างกันมาำพวกมันควรเปนผู้รับผิดชอบ
มนุษยทุกคนมีสิทธิ์ต่อสู้เำำพื่อรักษาสิทธิเสรีภาำำพ
"...ภาพสะท้อนดังกล่าวมันก็สะท
"...ภาพสะท้อนดังกล่าวมันก็สะท้อนวัฒนธรรมการเรียนรู้และการใช้ชีวิตในรั้วมหาวิทยาลัย และ/หรือระบบการศึกษาแบบทางการทั้งระบบด้วยว่า ไม่ได้สร้างคุณลักษณะของ “พลเมือง” ที่รักเสรีภาพทางการเมือง แต่เน้นการปลูกฝังให้รักให้ซาบซึ้งสิ่งอื่น และยอมให้สิ่งอื่นนั้นสำคัญกว่าเสรีภาพทางการเมืองของประชาชน จนกระทั่งอ้างสิ่งนั้นเพื่อสังหารประชาชนที่ออกมาเรียกร้องเสรีภาพทางการเมืองครั้งแล้วครั้งเล่า..."
บทความนี้ผมว่ากดไลค์ได้ทุกย่อหน้าเลยครับ แต่ที่ติดใจก็คือย่อหน้าที่ยกมาข้างบน, คือผมเข้าใจว่าเราต่างก็ถูกปลูกฝังมาในระบบโรงเรียนแบบเดียวกันนี้ทั้งหมด คงจะจำกันได้ว่าทุกวิชาล้วนสอนพุ่งเป้าไปที่ "สิ่งนั้น" แม้แต่วิชาขับร้อง ดนตรี ก็ยังสอนเพลงบังคับที่ทำให้เราร้องกันได้ติดปากจนถึงทุกวันนี้ เรียกว่าเราล้วนถูกบดให้เป็นเนื้อเดียวกันภายใต้กรอบการเรียนการสอนของกระทรวงศึกษาธิการไทย แม้กระทั่งเมื่อถึงระดับอุดมศึกษา หลักสูตรของทบวงมหาวิทยาลัย (และ "รุ่นพี่") ก็ทำเช่นนั้นกับเราอีกในหลายๆ แง่มุม
คำถามของผมคือ แล้วคนที่ในระยะหนึ่งเขา "เปลี่ยนความคิด" ล่ะ ? ทำไมเขาถึงเปลี่ยน ? เขาไปได้รับข้อมูล/แนวทาง/ตรรกะอะไรใหม่ๆ มา ? เขาดันเผลอไปอ่านหนังสืออะไร ? ฟังเพลงของใคร ? อ่านบทกวีของกวีสัญชาติไหน ? (ไม่น่าจะเป็นกวีไทย อิอิ) ... มันต้องมีแหล่งกำเนิดพลังลึกลับสักแห่งที่สามารถสร้างแง่มุมและมิติย้อนแย้งขึ้นในใจของสาวกลัทธิผู้ภักดีอย่างสุดจิตสุดใจบ้างซิน่า ที่ทำให้เขาเริ่มเห็นถึงความไม่ชอบมาพากล เกิดข้อสงสัย เริ่มแสวงหาสัจจะ และสุดท้ายก็เปลี่ยนความคิดไป (อาจจะไม่ทั้งหมด แต่ก็ชักเริ่มมีอะไรที่สงสัย ไม่เชื่อถือสิ่งใดแบบสุดลิ่มทิ่มประตูเหมือนก่อน)
ผมคิดว่าประเด็นนี้น่าจะสำคัญไม่น้อย เพราะแต่ละคนคงมี "จุดเลี้ยว" ที่ว่านี้ไม่เหมือนกัน แน่นอนว่าบางคนอาจยังไม่มี (อาจบางครั้งไม่มีวันมีด้วยซ้ำ - ก็เป็นไปได้) เราน่าจะลองแลกเปลี่ยนประสบการณ์นี้กันดู เผื่อว่าจะทำให้มองเห็นลู่ทางอะไรบางอย่างที่ชัดเจนมากขึ้น
ลำพังคำแถลงการณ์คมๆ หรือบทความดีๆ อย่างที่คุณ นปชข. เขียน หรือคนอื่นๆ เช่น อ.สมศักดิ์, ใบตองแห้ง, ประวิตร หรือกระทั่งล่าสุดก็คือปราบดา เขียนออกมา ผมคิดว่าแน่นอน มันทำงานกับคนที่เห็นด้วยกับแนวคิดนั้นอยู่แล้ว และพูดก็พูดเถอะ ต่อให้มีคนเขียนดีกว่านี้อีกสามเท่า หนำซ้ำเร่งผลิตปริมาณออกมาได้อีกสี่เท่า มันก็ "ทำงาน" ได้เท่าเดิมแหละครับ คือทำให้คนเห็นด้วยกับตรรกะนี้ชื่นชมกับมัน และยิ่งรู้สึกแน่ใจว่าสิ่งที่ตนคิดตนเชื่อนั้นถูกต้อง - แต่..ที่เราต่างปรารถนา ไม่ใช่เพียงเท่านั้นใช่ไหมล่ะครับ เราต้องการความเข้าใจที่มาจากอีกฟากฝั่งหนึ่ง ฟากฝั่งที่อยู่ตรงกันข้ามแทบจะทุกแง่มุมความคิด ฟากฝั่งซึ่งเราหลายคนก็อาจเคยยืนหยัดอยู่อย่างมั่นคงมาก่อน ฟากฝั่งที่บทความทำนองนี้ไม่อาจทำงานกับพวกเขาได้ - อย่างที่เราต่างก็รู้ดีอยู่แล้ว
ด้วยความเคารพนะครับ ผมคิดว่าเราต้องหา "เกม" ใหม่ๆ กันแล้ว (ซึ่งผมยังนึกไม่ออกเท่าไหร่ครับ) .. มันต้องมีอะไรสักอย่างที่พอจะทำให้เราสนทนาข้ามฟากกันได้ และต้องมีอะไรสักอย่างที่กระตุกให้ต่างฝ่ายต่างฉุกใจคิดถึงสิ่งที่ตนไม่เคยคิดถึงมาก่อน
นั่นแหละครับ..
.................
@
@ สวัสดีปีใหม่แล้ว.....เริงใจ
ขอห่างพ้นผองภัย......ห่างเศร้า
เสรีสิทธิ์สดใส..........ใจสว่าง
ความคิดจิตใจเร้า......ร่วมรู้ชูขยาย
@ อันตรายหายห่างแคล้ว.....คลาดภัย
ขอประชาธิปไตย...............เติบกล้า
เป็นสิ่งนำคนไทย..............เป็นสุข
สันติธรรมนำหน้า...............อย่าล้างราวี
กฤช เหลือลมัย
บทความนี้ผมว่ากดไลค์ได้ทุกย่อหน้าเลยครับ แต่ที่ติดใจก็คือย่อหน้าที่ยกมาข้างบน, คือผมเข้าใจว่าเราต่างก็ถูกปลูกฝังมาในระบบโรงเรียนแบบเดียวกันนี้ทั้งหมด คงจะจำกันได้ว่าทุกวิชาล้วนสอนพุ่งเป้าไปที่ "สิ่งนั้น" แม้แต่วิชาขับร้อง ดนตรี ก็ยังสอนเพลงบังคับที่ทำให้เราร้องกันได้ติดปากจนถึงทุกวันนี้ เรียกว่าเราล้วนถูกบดให้เป็นเนื้อเดียวกันภายใต้กรอบการเรียนการสอนของกระทรวงศึกษาธิการไทย แม้กระทั่งเมื่อถึงระดับอุดมศึกษา หลักสูตรของทบวงมหาวิทยาลัย (และ "รุ่นพี่") ก็ทำเช่นนั้นกับเราอีกในหลายๆ แง่มุม
คำถามของผมคือ แล้วคนที่ในระยะหนึ่งเขา "เปลี่ยนความคิด" ล่ะ ? ทำไมเขาถึงเปลี่ยน ? เขาไปได้รับข้อมูล/แนวทาง/ตรรกะอะไรใหม่ๆ มา ? เขาดันเผลอไปอ่านหนังสืออะไร ? ฟังเพลงของใคร ? อ่านบทกวีของกวีสัญชาติไหน ? (ไม่น่าจะเป็นกวีไทย อิอิ) ... มันต้องมีแหล่งกำเนิดพลังลึกลับสักแห่งที่สามารถสร้างแง่มุมและมิติย้อนแย้งขึ้นในใจของสาวกลัทธิผู้ภักดีอย่างสุดจิตสุดใจบ้างซิน่า ที่ทำให้เขาเริ่มเห็นถึงความไม่ชอบมาพากล เกิดข้อสงสัย เริ่มแสวงหาสัจจะ และสุดท้ายก็เปลี่ยนความคิดไป (อาจจะไม่ทั้งหมด แต่ก็ชักเริ่มมีอะไรที่สงสัย ไม่เชื่อถือสิ่งใดแบบสุดลิ่มทิ่มประตูเหมือนก่อน)
ผมคิดว่าประเด็นนี้น่าจะสำคัญไม่น้อย เพราะแต่ละคนคงมี "จุดเลี้ยว" ที่ว่านี้ไม่เหมือนกัน แน่นอนว่าบางคนอาจยังไม่มี (อาจบางครั้งไม่มีวันมีด้วยซ้ำ - ก็เป็นไปได้) เราน่าจะลองแลกเปลี่ยนประสบการณ์นี้กันดู เผื่อว่าจะทำให้มองเห็นลู่ทางอะไรบางอย่างที่ชัดเจนมากขึ้น
ลำพังคำแถลงการณ์คมๆ หรือบทความดีๆ อย่างที่คุณ นปชข. เขียน หรือคนอื่นๆ เช่น อ.สมศักดิ์, ใบตองแห้ง, ประวิตร หรือกระทั่งล่าสุดก็คือปราบดา เขียนออกมา ผมคิดว่าแน่นอน มันทำงานกับคนที่เห็นด้วยกับแนวคิดนั้นอยู่แล้ว และพูดก็พูดเถอะ ต่อให้มีคนเขียนดีกว่านี้อีกสามเท่า หนำซ้ำเร่งผลิตปริมาณออกมาได้อีกสี่เท่า มันก็ "ทำงาน" ได้เท่าเดิมแหละครับ คือทำให้คนเห็นด้วยกับตรรกะนี้ชื่นชมกับมัน และยิ่งรู้สึกแน่ใจว่าสิ่งที่ตนคิดตนเชื่อนั้นถูกต้อง - แต่..ที่เราต่างปรารถนา ไม่ใช่เพียงเท่านั้นใช่ไหมล่ะครับ เราต้องการความเข้าใจที่มาจากอีกฟากฝั่งหนึ่ง ฟากฝั่งที่อยู่ตรงกันข้ามแทบจะทุกแง่มุมความคิด ฟากฝั่งซึ่งเราหลายคนก็อาจเคยยืนหยัดอยู่อย่างมั่นคงมาก่อน ฟากฝั่งที่บทความทำนองนี้ไม่อาจทำงานกับพวกเขาได้ - อย่างที่เราต่างก็รู้ดีอยู่แล้ว
ด้วยความเคารพนะครับ ผมคิดว่าเราต้องหา "เกม" ใหม่ๆ กันแล้ว (ซึ่งผมยังนึกไม่ออกเท่าไหร่ครับ) .. มันต้องมีอะไรสักอย่างที่พอจะทำให้เราสนทนาข้ามฟากกันได้ และต้องมีอะไรสักอย่างที่กระตุกให้ต่างฝ่ายต่างฉุกใจคิดถึงสิ่งที่ตนไม่เคยคิดถึงมาก่อน
นั่นแหละครับ..
.................
ขอบคุณมากสำหรับข้อสังเกตที่แหลมคมครับ ผมก็อัศจรรย์ตรงที่จนบัดนี้ทำไมสังคมเราแทบจะไม่มีเวทีปะทะทางความคิดเลย (เห็นตอบโจทย์เอาคุณคำนูณ กับ อ.วรเจตน์ ไปแลกเปลี่ยน ผมว่าดีและควรมีมากขึ้น) เวทีต่างๆที่จัดเสวนากันก็มีแต่พวกเดียวกันไปพูดไปฟังกัน ซึ่งมันก็ดีที่อาจได้เพิ่มมุมองที่ลึกและกว้างขึ้น ละเอียดขึ้น แต่มันยากที่จะมีผลเปลี่ยนความคิดคนในวงกว้าง
ผมยังรอว่าเมื่อไร ตอบโจทย์จะเชิญ อ.สมศักดิ์ไปออกตามที่แกท้าไว้ (แต่จริงๆทีวีช่องอื่นๆก็ไม่เคยเชิญแกไปออก) ไม่ใช่ทีวีมันคือคำตอบที่ดีที่สุด แต่มันคือช่องทางหนึ่งที่ควรจะเปิดเวทีให้เหตุผลของทั้งสองฝ่ายได้มาปะทะกันให้มากขึ้น
ส่วนช่องทางอื่นๆ ก็คงต้องช่วยกันคิดต่อไป (แต่ปัญหาก็ยังมีอีกเยอะ เอาแค่บทความที่ผมเขียนแบบในประชาไท ส่งไปลงสื่อหลักเขาก็ไม่ลงแล้วครับ)
[quote=กฤช
[quote=กฤช เหลือลมัย
คำถามของผมคือ แล้วคนที่ในระยะหนึ่งเขา "เปลี่ยนความคิด" ล่ะ ? ทำไมเขาถึงเปลี่ยน ? เขาไปได้รับข้อมูล/แนวทาง/ตรรกะอะไรใหม่ๆ มา ? เขาดันเผลอไปอ่านหนังสืออะไร ? ฟังเพลงของใคร ? อ่านบทกวีของกวีสัญชาติไหน ? (ไม่น่าจะเป็นกวีไทย อิอิ) ... มันต้องมีแหล่งกำเนิดพลังลึกลับสักแห่งที่สามารถสร้างแง่มุมและมิติย้อนแย้งขึ้นในใจของสาวกลัทธิผู้ภักดีอย่างสุดจิตสุดใจบ้างซิน่า ที่ทำให้เขาเริ่มเห็นถึงความไม่ชอบมาพากล เกิดข้อสงสัย เริ่มแสวงหาสัจจะ และสุดท้ายก็เปลี่ยนความคิดไป (อาจจะไม่ทั้งหมด แต่ก็ชักเริ่มมีอะไรที่สงสัย ไม่เชื่อถือสิ่งใดแบบสุดลิ่มทิ่มประตูเหมือนก่อน)
ผมคิดว่าประเด็นนี้น่าจะสำคัญไม่น้อย เพราะแต่ละคนคงมี "จุดเลี้ยว" ที่ว่านี้ไม่เหมือนกัน แน่นอนว่าบางคนอาจยังไม่มี (อาจบางครั้งไม่มีวันมีด้วยซ้ำ - ก็เป็นไปได้) เราน่าจะลองแลกเปลี่ยนประสบการณ์นี้กันดู เผื่อว่าจะทำให้มองเห็นลู่ทางอะไรบางอย่างที่ชัดเจนมากขึ้น [/quote]
จริง เห็นด้วย มี"จุด"นั้นเหมือนกัน
การแลกเปลี่ยนทางความคิดเป็นสิ
การแลกเปลี่ยนทางความคิดเป็นสิ่งที่ดีมาก ส่งให้ไม่เกิดความคับแคบทางปัญญา และขจัดความมืดมิด ที่เสนอแต่ความเชื่อ ความคิดเห็นที่ปราศจากเหตุผล แต่จะใช้วาจาที่มุ่งด่า เสียดทอ ป้ายสี ให้ร้ายกัน สื่อกระแสหลักควรจัดเวทีให้ทั้งสองฝ่ายเสนอแนวคิดเพื่อให้ผู้บริโภคสื่อ ได้เห็นความจริง
เรื่องเด็กปญอ. ด่า อ.ปิยะบุตร
เรื่องเด็กปญอ. ด่า อ.ปิยะบุตร ผมเข้าใจได้ เพราะเด็ก เหล่านี้ปํญญามีแค่นี้ เมื่อมีคนหยิบประเด็นนิดหน่อยมาตำหนิก็พากันโหมด่าทอ ตำหนิ โดยไม่รู้ข้อความทั้งหมด ไม่รุที่มาที่ไปฟังความไม่ครบ ..
แฟชั่นร่วมด่า ก็ด่ากันซะจนไม่น่าอ่าน ไร้ค่า แสดงความจิตต่ำของตนออกมา ...
แต่กรณี นศ.ปี 1 โดนเรียกตัวนี่ ผมเข้าใจไม่ตกว่า เพราะการเล่นการเมืองอย่างหนักหน่วง ใครก็ได้กลายเป็นเหยื่อหรือไม่ และผู้ที่ตกเป็นฝ่ายรับเหตุใดจึงเลือกนิ่งเฉย เฉยเสียจนหมดซึ่งคุณธรรมพื้นฐานมนุษย์
ไม่รุว่าเราจะยังอยู่ในเงื่อนไขแบบนี้ไปอีกนานแค่ไหน .... อ่อนใจ
ผมก็เห็นด้วยกับคุณ Sahala
ผมก็เห็นด้วยกับคุณ Sahala นะครับเรื่องการ "แลกเปลี่ยนทางความคิด" .. แต่ผมก็สงสัยอีกว่า ต่อให้มีเวทีที่ว่านั้นจริงๆ สถานการณ์จะต่างจากทุกวันนี้แค่ไหน (ผมอาจมองโลกแง่ร้ายไป ?) เพราะผมคิดว่า ในทุกขณะจิตที่เราอ่านหนังสือ, อ่านบทความ, ฟังวิทยุ, ดูโทรทัศน์รายการอย่างเช่นตอบโจทก์, ดูงานศิลปะ ฯลฯ เมื่อนั้นเราล้วนกำลัง "แลกเปลี่ยนทางความคิด" กับคนอื่น (ซึ่งก็คือผู้ที่เขียน, ผลิต, วาดงานที่เราเสพย์นั้นๆ) อยู่อย่างตรงๆ เลยใช่ไหมล่ะครับ และการที่เราไม่อาจที่จะ "เห็น" เนื้อสารที่สื่อมาในงานนั้นๆ ได้ อาจไม่ใช่เพราะงานชิ้นนั้นๆ ไม่มีเนื้อสารที่ว่า เพียงแต่เราจงใจที่จะ "ไม่เห็น" มันเท่านั้นเอง - พูดอีกอย่างก็คืออาจเป็นเราเองนี่แหละที่ตั้งใจจะไม่ "แลกเปลี่ยน" กับคนอื่นๆ ผ่านงานของเขา เรียกว่าไม่แยแสสนใจเอาเลยก็ว่าได้
ในอารมณ์แบบนี้ ต่อให้การแลกเปลี่ยนมาแบหราอยู่ต่อหน้า ยังไง๊เราก็มองไม่เห็น ไม่ได้ยิน ไม่ get แน่ๆ เลย ชิมิชิมิ
ผมเชื่อว่าการแลก-เปลี่ยน มีอยู่มากมายในทุกๆ แห่งหนอยู่แล้วในประเทศของเรา (อาจจะไม่สมบูรณ์ทุกแง่มุม แต่ก็ไม่น้อยหรอกน่า) ทำยังไงจะให้เรา "ได้ยิน" มันบ้างเท่านั้นแหละครับ
จะต้องใช้ Spirit ชนิดไหนกันหนอ ?
.........................
จุดที่ทำให้ตาสว่างน่ะ
จุดที่ทำให้ตาสว่างน่ะ ไม่ยากหรอก ไม่ต้องไปหาแรงบันดาลใจอะไรใหญ่โตทั้งนั้น ไม่ต้องอ่านหนังสือ
เล่มหนา ไม่ต้องอาศัยอะไรปลุกใจ ไม่ต้องมีหรือตามidol ผู้ใด..
การหาแรงบันดาลใจจะว่าไปแล้ว มันเป็นอาการของคนชั้นกลางที่ชอบโรแมนติไซส์ไปเสียทุกอย่าง
โดยเฉพาะกับจุดเปลี่ยนในตัวเอง
ที่จริงมันก็แค่ตรรกธรรมดา แม่ค้า คนเดินตรอก ชาวบ้าน มอไซด์รับจ้าง ใครๆก็ฉุกคิดได้
ขอให้คิดเป็นเหตุเป็นผล ก็น่าจะเห็นโต้งๆอยู่ตรงหน้าแล้ว ไม่ต้องเพ่งด้วยซ้ำ...
จุดเปลี่ยนหรือ
จุดเปลี่ยนหรือ ใครๆก็เห็นไม่ต้องไปหาไม่ต้องซ่อน เขากางภาพมาให้ดู อะไร ใครที่ไม่ควรเกี่ยวข้องก็ออกมาแสดงตัวแสดงตน ก็ของมันควรจะอยู่เป็นที่เป็นทางก็ไม่อยู่ มันก็เลยเป็นที่ฉงนงนงงฉุกใจคิด อย่าชะล่าใจว่าคนในสังคมตาบอดตาใสกันหมด จะทำอะไรตามใจชอบผลสุดท้ายก็อย่างที่เห็นๆ สังคมนี้จะไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว แม้ว่าจะใช้วิธีการใดทำให้สังคมนี้ให้หายใจยังไม่มีเสียง นอกจากต้องสำนึกผิดอลุ่มอล่วยต่อคนในสังคมด้วยกัน ถ้ายังตาต่อตาฟันต่อฟันมีแต่ความรุนแรงบังเกิด สุดท้ายที่เหลือก็ยังเป็นพลังที่ทรงอำนาจที่สุด คือพลังที่เป็นฐานของสังคม
คนที่ตั้งคำถามว่าทำไม อะไรขึ้นกับความคิดผู้คนในสังคมนี้ ทั้งๆที่เราก็อยู่กันมาอย่างสงบมาเป็นสิบๆปีด้วยน้ำหูน้ำตาไหล แต่ทำไมคนบางคนถึงเปลี่ยนไป มันเหมือนกำลังไม่แน่ใจตัวเองนึกว่าฝันไปและพยายามไม่อยากรับรู้ความเป็นจริง หรือที่เขาเรียกกันว่า ตอแหลแลนด์ พยายามโกหกมดเท็จในภาพที่เห็นแต่บอกว่าภาพนั้นจริงๆไม่เคยเกิดขึ้น มันไม่ใช่เรื่องจริง ก็เห็นมั๊ยว่าสิ่งที่บัญญัติไว้นั้นเขาว่าไว้อย่างไร ก็ถูลู่ถูกังกันไป
เฮ้อ! กว่าจะถึงวันนี้
เฮ้อ!
กว่าจะถึงวันนี้ วันที่นักปรัชญาฯ เข้าใจว่า "พวกเจ้า" ไม่ได้มีพลังในตัวเอง
ข้อกล่าวหา ว่า "พวกเจ้า" สั่งซ้ายสั่งขวาใคร ได้ง่ายๆ จึงเหลวใหลสิ้นดี
(แต่ก็ไม่วายมีเด็กเกรียน เอามาโจมตี นึกถึงตัวเองตอนอายุ 18-27 เลย ทำเหมือนกันเดี๊ยะ แต่ตอนนั้นพวกไม่เยอะเท่าพวกเกรียนตอนนี้ แล้วก็คิดว่าตัวเองตาสว่างด้วย)
ความน่ากลัวที่แท้จริง คือมวลชนที่ยึดมั่นถือมั่นกับอุดมการณ์ของตัวเองเหนือสิ่งอื่นใด ในกรณีของนักปรัชญาคือมวลชนที่สมาทานอุดมการณ์หลักเป็นกษัตริย์นิยม อีกฝั่งหนึ่งก็กลัวอาการคลั่งประชาธิปไตย ไม่ใช่แค่ยอมรับระบอบ แต่ยึดมั่นถึงขั้นลัทธิความเชื่อ เป็นลัทธิประชาธิปไตย ที่ต้องประหัตประหารความคิดความเชื่ออื่นๆ ในสังคม
ฝ่ายหนึ่ง แสดงออกถึงการคุกคามผ่าน กฏหมายต่างเช่น 112 เป็นดำเนินตามกฏหมายเปิดทางให้ แต่อีกฝ่ายกลับไม่ชัดเจน เช่นคุณไม่สามารถใส่เสื้อเหลือง หรือพูดด่าอดีตนายกฯ ในพื้นที่ได้ โดยไม่ถูกด่าถูกต่อต้าน และถูกทำร้าย
ถึงเวลาหรือยัง ที่คุณนักปรัชญาฯ จะหันมาพิจารณาให้ความสำคัญกับ การปะทะของมวลชนกับมวลชนที่ต่างอุดมการณ์กัน ประสบการณ์ข้อเท็จจริงใน 5 ปีที่ผ่านมา ว่ามวลชนกลุ่มใหนคุกคามเอาชีวิตกลุ่มอื่น
บางที "ตรรกวิปริต" ที่แท้จริง มันอาจจะเป็น การให้เหตุผลเหมารวมง่ายๆว่า การข่มขู่ทางสื่อออนไลน์ เทียบเท่ากับมวลชนไล่ฆ่ากันตามที่ชุมนุมทางการเมือง
ผมเชื่อว่า "ตรรกวิปริต" มันจะแสดงตัวออกมาอย่างชัดเจน เมื่อ ฝ่ายกษัตริย์นิยมหรือฝ่ายเสื้อเหลือง ออกมาชุมนุมต่อต้านการแก้ 112 ตามจังหวัดต่างที่ห่างใกล ไกลหูไกลตาสื่อสารมวลชนส่วนกลาง
รอดูเถอะครับ
เกือบลืม เสรีภาพใน "การวิจารณ์เจ้า" ผมขอสละสิทธิ์ ไม่เอา ไม่ต้องมายัดเยียดให้ผม ผมไม่ต้องการ ถ้าจะยัดเยียดให้จริงๆ ผมขอแลกกับสิทธิคุ้มครอง "การวิจารณ์บรรษัท" โดยที่ไม่ถูกเรียกค่าเสียหาย เป็นหลักสิบหลักร้อยล้านบาท ที่โดนที ต้องกลายเป็นทาสหาเงินใช้เขาตลอดชีวิตได้ใหมครับ
แกล้งเด็ก? ถ้าเด็กเข้าไปขโมยข
แกล้งเด็ก?
ถ้าเด็กเข้าไปขโมยของในห้าง แล้วกล้องวงจรปิดจับภาพไว้ได้
เด็กไม่มีความผิดใช่ไม๊?
0000000000000
เออ! รู้จักใช้ภาษาให้ถูกต้องซักที
กรูก็งง! ในโพสต์ ควายเห็นก่อนๆ ของ หลาย0 มันบอกว่า I Pad กับ อ. ประวิทย์ มีคดีไปถึงไหน
กรูก็งง!
ประวิทย์ นี่ควายที่ไหนวะ กรูไปมีเรื่องกับควายชื่อประวิทย์ที่ไหนวะ (กร๊ากกกกกกก)
มาควายเห็นนี้ ถึงได้หายโง่เสียทีนะมึง (ฮา)
ประวิตร ก็ ประวิตร สิวะ!
โง่ขนาดโชว์ควายพิมพ์ ประวิตร เป็น ประวิทย์ แล้วเมื่อไรมันจะคุยกันรู้เรื่อง
แล้วถามดีๆ ก็ขนาดชื่อคนพวกมึงยังออกลูกควายได้ขนาดนี้
ถ้างั้นเรื่องลึกๆ ขนาด อะไรคือ วิพากษ์วิจารณ์ อะไรคือ หมิ่นประมาท พวกมึงจะแยกแยะกันออกรื้อออออ!
ฉะนั้น! กูก็จะเดินหน้าฟ้องพวกมึงต่อไปอย่าได้แคร์ (กร๊ากกกกกกกก)
หมายเหต.- ถือเสียว่าที่กูฟ้องพวกมึงก็เพื่อ สีซอ ให้ควายอย่างพวกมึงรู้หลักการกฎหมาย (ที่พวกมึงคิดว่ารู้ดีเสียเต็มประดา) กันอย่างถูกต้อง แท้จริง ด้วยการไปพิสูจน์กับ ศาล กันเอง นั่นไงล่ะ! ดีมะ! (ฮา)
ย้ำอีกที! ก็พวกมึงมันชอบทำตัวสูงส่ง อวดรู้ แต่โง่ขนาดชื่อพวกเดวกัน (ประวิตร) ยังเสือกพิมพ์ผิดๆ ถูกๆ (เป็น ประวิทย์ .... ควายที่ไหนวะ!) (ฮา) ทั้งเห็นๆ อย่างนี้ พวกมึงมันไม่ต่างจากที่กูเรียกพวกมึงว่าควายแดง มากน้อยอะไรนักหรอก (ห่างประมาณหนึ่งนาโนเมตร) (อิอิอิ) ฉะนั้น เวลาใครเขาเรียกพวกมึงด้วยชื่อที่ถูกต้องว่า "ควายแดง" }8 ' [ (หน้าตาประมาณเนี๊ย!) (ฮา) ก็อย่าไปโกรธเขา ที่เหมาะควรคือลับสมองตัวเองเสียใหม่ มากกั่วว่ะ! (ฮา)
ส่วนบันทึกประจำวัน กูมีอยู่ แต่ไม่เอาขึ้นให้ดู มีไรมะ! (ฮา) อยากรู้รายละเอียดโทร. ไปถาม สารวัตรสุคิด เพชรโยธาที่ สภอ. ร้อยเอ็ด เอาเอง (นี่ใบ้ให้แล้วนะ)
สุดท้าย ประวิตร มันเป็นนักข่าว มันเป็นอาจารย์อยู่วัดไหนเหรอ ใบ้หวย หรือ ทำยาเสน่ห์ (กร๊ากกกกกก)
I Pad wrote:0000000000000
เออ! รู้จักใช้ภาษาให้ถูกต้องซักที
กรูก็งง! ในโพสต์ ควายเห็นก่อนๆ ของ หลาย0 มันบอกว่า I Pad กับ อ. ประวิทย์ มีคดีไปถึงไหน
กรูก็งง!
ประวิทย์ นี่ควายที่ไหนวะ กรูไปมีเรื่องกับควายชื่อประวิทย์ที่ไหนวะ (กร๊ากกกกกกก)
มาควายเห็นนี้ ถึงได้หายโง่เสียทีนะมึง (ฮา)
ประวิตร ก็ ประวิตร สิวะ!
โง่ขนาดโชว์ควายพิมพ์ ประวิตร เป็น ประวิทย์ แล้วเมื่อไรมันจะคุยกันรู้เรื่อง
แล้วถามดีๆ ก็ขนาดชื่อคนพวกมึงยังออกลูกควายได้ขนาดนี้
ถ้างั้นเรื่องลึกๆ ขนาด อะไรคือ วิพากษ์วิจารณ์ อะไรคือ หมิ่นประมาท พวกมึงจะแยกแยะกันออกรื้อออออ!
ฉะนั้น! กูก็จะเดินหน้าฟ้องพวกมึงต่อไปอย่าได้แคร์ (กร๊ากกกกกกกก)
หมายเหต.- ถือเสียว่าที่กูฟ้องพวกมึงก็เพื่อ สีซอ ให้ควายอย่างพวกมึงรู้หลักการกฎหมาย (ที่พวกมึงคิดว่ารู้ดีเสียเต็มประดา) กันอย่างถูกต้อง แท้จริง ด้วยการไปพิสูจน์กับ ศาล กันเอง นั่นไงล่ะ! ดีมะ! (ฮา)
ย้ำอีกที! ก็พวกมึงมันชอบทำตัวสูงส่ง อวดรู้ แต่โง่ขนาดชื่อพวกเดวกัน (ประวิตร) ยังเสือกพิมพ์ผิดๆ ถูกๆ (เป็น ประวิทย์ .... ควายที่ไหนวะ!) (ฮา) ทั้งเห็นๆ อย่างนี้ พวกมึงมันไม่ต่างจากที่กูเรียกพวกมึงว่าควายแดง มากน้อยอะไรนักหรอก (ห่างประมาณหนึ่งนาโนเมตร) (อิอิอิ) ฉะนั้น เวลาใครเขาเรียกพวกมึงด้วยชื่อที่ถูกต้องว่า "ควายแดง" }8 ' [ (หน้าตาประมาณเนี๊ย!) (ฮา) ก็อย่าไปโกรธเขา ที่เหมาะควรคือลับสมองตัวเองเสียใหม่ มากกั่วว่ะ! (ฮา)
ส่วนบันทึกประจำวัน กูมีอยู่ แต่ไม่เอาขึ้นให้ดู มีไรมะ! (ฮา) อยากรู้รายละเอียดโทร. ไปถาม สารวัตรสุคิด เพชรโยธาที่ สภอ. ร้อยเอ็ด เอาเอง (นี่ใบ้ให้แล้วนะ)
สุดท้าย ประวิตร มันเป็นนักข่าว มันเป็นอาจารย์อยู่วัดไหนเหรอ ใบ้หวย หรือ ทำยาเสน่ห์ (กร๊ากกกกกก)
ไอควายนี่มันรู้จักคุณค่าของเสรีภาพมั้งปล่าววะ
ถ้ามึงอย่าไปใช้มันแล้วก็เที่ยวไปปิดกั้นผู้อื่น
มึงมีเสรีภาพจะรักใครก็ได้
คนอื่นเขาก็มีเสรีภาพที่จะติด่าวิจารณ์ใครก็ได้ที่รับภาษีจากรัฐถ้าไม่ทำให้ใครตาย
มึงอยู่หลังปี 2475 ไม่ใช่ก่อน 2475 เขายกเลิกสถานะก่อนหน้านั้นแล้วไปอ่านประกาศคณะราษฏรฉบับที่ 1 ซะ
ถ้ามึงอยากสถานะก่อนหน้ากลับมึงก็ไปประกาศโต้คณะปฎิวัติตั้งรัฐย้อนกลับเอาให้เต็มที่เลยเอาให้ฮากันทั้งโลกเลยว่าเองและพวกปฏิวัติประชาชนกลับไปปกครองระบบกษัตริย์ก่อน2475
ม
ถ้ามึงอย่าไปใช้มันแล้วก็เที่ยวไปปิดกั้นผู้อื่น
มึงมีเสรีภาพจะรักใครก็ได้
คนอื่นเขาก็มีเสรีภาพที่จะติด่าวิจารณ์ใครก็ได้ที่รับภาษีจากรัฐถ้าไม่ทำให้ใครตาย
มึงอยู่หลังปี 2475 ไม่ใช่ก่อน 2475 เขายกเลิกสถานะก่อนหน้านั้นแล้วไปอ่านประกาศคณะราษฏรฉบับที่ 1 ซะ
ถ้ามึงอยากสถานะก่อนหน้ากลับมึงก็ไปประกาศโต้คณะปฎิวัติตั้งรัฐย้อนกลับเอาให้เต็มที่เลยเอาให้ฮากันทั้งโลกเลยว่าเองและพวกปฏิวัติประชาชนกลับไปปกครองระบบกษัตริย์ก่อน2475
นี่เป็นตัวอย่างอัน 'หนักแน่น' ที่ยืนยันว่า ควายแดง } : 8 [ (เสียดาย เว็บมัสเซ่อ มันเสือกเอาฟังชั่น Code HTML ออก ซะละ ไม่งั้นจะทำหน้าควายแดงเป็นสีแดงให้ด้วย) (อิอิอิ) คือนิยามที่ถูกต้องของขบวนการ ขี้ข้า เกาะกระแส สู้แล้วรวย ผีโม่แป้ง ในเครือ ชิน (ฮา)
แช่ม
ถ้าเด็กเข้าไปขโมยของในห้าง แล้วกล้องวงจรปิดจับภาพไว้ได้
เด็กไม่มีความผิดใช่ไม๊?
ไม่ผิด! เพราะไปโขมยในร้านเซเว่นตอนเผาเมือง ตำรวจไม่กล้าจับ (กร๊ากกกกกก)
นวนคร
กว่าจะถึงวันนี้ วันที่นักปรัชญาฯ เข้าใจว่า "พวกเจ้า" ไม่ได้มีพลังในตัวเอง
ข้อกล่าวหา ว่า "พวกเจ้า" สั่งซ้ายสั่งขวาใคร ได้ง่ายๆ จึงเหลวใหลสิ้นดี
(แต่ก็ไม่วายมีเด็กเกรียน เอามาโจมตี นึกถึงตัวเองตอนอายุ 18-27 เลย ทำเหมือนกันเดี๊ยะ แต่ตอนนั้นพวกไม่เยอะเท่าพวกเกรียนตอนนี้ แล้วก็คิดว่าตัวเองตาสว่างด้วย)
ความน่ากลัวที่แท้จริง คือมวลชนที่ยึดมั่นถือมั่นกับอุดมการณ์ของตัวเองเหนือสิ่งอื่นใด ในกรณีของนักปรัชญาคือมวลชนที่สมาทานอุดมการณ์หลักเป็นกษัตริย์นิยม อีกฝั่งหนึ่งก็กลัวอาการคลั่งประชาธิปไตย ไม่ใช่แค่ยอมรับระบอบ แต่ยึดมั่นถึงขั้นลัทธิความเชื่อ เป็นลัทธิประชาธิปไตย ที่ต้องประหัตประหารความคิดความเชื่ออื่นๆ ในสังคม
ฝ่ายหนึ่ง แสดงออกถึงการคุกคามผ่าน กฏหมายต่างเช่น 112 เป็นดำเนินตามกฏหมายเปิดทางให้ แต่อีกฝ่ายกลับไม่ชัดเจน เช่นคุณไม่สามารถใส่เสื้อเหลือง หรือพูดด่าอดีตนายกฯ ในพื้นที่ได้ โดยไม่ถูกด่าถูกต่อต้าน และถูกทำร้าย
ถึงเวลาหรือยัง ที่คุณนักปรัชญาฯ จะหันมาพิจารณาให้ความสำคัญกับ การปะทะของมวลชนกับมวลชนที่ต่างอุดมการณ์กัน ประสบการณ์ข้อเท็จจริงใน 5 ปีที่ผ่านมา ว่ามวลชนกลุ่มใหนคุกคามเอาชีวิตกลุ่มอื่น
บางที "ตรรกวิปริต" ที่แท้จริง มันอาจจะเป็น การให้เหตุผลเหมารวมง่ายๆว่า การข่มขู่ทางสื่อออนไลน์ เทียบเท่ากับมวลชนไล่ฆ่ากันตามที่ชุมนุมทางการเมือง
ผมเชื่อว่า "ตรรกวิปริต" มันจะแสดงตัวออกมาอย่างชัดเจน เมื่อ ฝ่ายกษัตริย์นิยมหรือฝ่ายเสื้อเหลือง ออกมาชุมนุมต่อต้านการแก้ 112 ตามจังหวัดต่างที่ห่างใกล ไกลหูไกลตาสื่อสารมวลชนส่วนกลาง
รอดูเถอะครับ
เกือบลืม เสรีภาพใน "การวิจารณ์เจ้า" ผมขอสละสิทธิ์ ไม่เอา ไม่ต้องมายัดเยียดให้ผม ผมไม่ต้องการ ถ้าจะยัดเยียดให้จริงๆ ผมขอแลกกับสิทธิคุ้มครอง "การวิจารณ์บรรษัท" โดยที่ไม่ถูกเรียกค่าเสียหาย เป็นหลักสิบหลักร้อยล้านบาท ที่โดนที ต้องกลายเป็นทาสหาเงินใช้เขาตลอดชีวิตได้ใหมครับ
ไม่ถึงกับชอบ แต่ชม รู้จักหาเหตุผลมาหักล้าง ดีกว่าคนที่ไม่แยแสเหตุผล ไม่รู้จักการจ่อสู้ทางความคิด ถ้าทำได้ มันคงเอาขวานมาสับไหปลาร้าคนอื่น ที่คิดไม่เหมือนมันให้กระจาย ตายไปเลยด้วยความเกลียดชัง
สิทธิในการวิจารย์คุณอาจไม่อยากได้ แต่แน่ใจเหรอว่า ในฐานะมนุษย์ธรรมดาคนหนึ่ง ไม่พึงควรได้รับสิทธิในการวิพากย์วิจารย์บุคคลอื่น แน่ใจเหรอว่า ทุดคน ที่เรียกร้องสิทธิยึดติดอุดมการณ์แบบประชาธิปไตย ระบบอะไรที่คุณว่านั้น ดีกว่าประชาธิปไตยหรือ มันไม่ได้ถูกสถาปณาการขึ้นโดยกลุ่มบุคคล แล้วใช้แทนที่ระบบที่มีมาแต่เดิม กระนั้นหรือ คุณรู้ได้อย่างไรว่าระบบนี้ดีพอที่จะไม่ถูกแทนที่ด้วยค่านิยมแบบประชาธิปไตย
คุณไม่เอาประชาธิปไตยแล้วคุณจะเอาอะไร คุณไปเลือกตั้งหรือเปล่า คุณไม่อยากมีสิทธิ์ตามหลักประชาธิปไตย แล้วคุณมาวิพากย์วิจารย์คนอื่น ในที่สาธารณะ คุณรู้มั้ยว่ามันเป็น ประชาธิปไตย คุณรู้มั้ย การแสดงความคิดเห็นของคุณ แม้คุณจะไม่รู้ตัว มันเป็น วิธีคิดเชิงปรัชญา
แม้ว่าคุณไม่อยากได้สิทธิในการณ์วิจารย์สถาบัน แต่ผมว่าคุณ ควร ได้รับสิทธินั้น
I Pad wrote:0000000000000
เออ! รู้จักใช้ภาษาให้ถูกต้องซักที
กรูก็งง! ในโพสต์ ควายเห็นก่อนๆ ของ หลาย0 มันบอกว่า I Pad กับ อ. ประวิทย์ มีคดีไปถึงไหน
กรูก็งง!
ประวิทย์ นี่ควายที่ไหนวะ กรูไปมีเรื่องกับควายชื่อประวิทย์ที่ไหนวะ (กร๊ากกกกกกก)
มาควายเห็นนี้ ถึงได้หายโง่เสียทีนะมึง (ฮา)
ประวิตร ก็ ประวิตร สิวะ!
โง่ขนาดโชว์ควายพิมพ์ ประวิตร เป็น ประวิทย์ แล้วเมื่อไรมันจะคุยกันรู้เรื่อง
แล้วถามดีๆ ก็ขนาดชื่อคนพวกมึงยังออกลูกควายได้ขนาดนี้
ถ้างั้นเรื่องลึกๆ ขนาด อะไรคือ วิพากษ์วิจารณ์ อะไรคือ หมิ่นประมาท พวกมึงจะแยกแยะกันออกรื้อออออ!
ฉะนั้น! กูก็จะเดินหน้าฟ้องพวกมึงต่อไปอย่าได้แคร์ (กร๊ากกกกกกกก)
หมายเหต.- ถือเสียว่าที่กูฟ้องพวกมึงก็เพื่อ สีซอ ให้ควายอย่างพวกมึงรู้หลักการกฎหมาย (ที่พวกมึงคิดว่ารู้ดีเสียเต็มประดา) กันอย่างถูกต้อง แท้จริง ด้วยการไปพิสูจน์กับ ศาล กันเอง นั่นไงล่ะ! ดีมะ! (ฮา)
ย้ำอีกที! ก็พวกมึงมันชอบทำตัวสูงส่ง อวดรู้ แต่โง่ขนาดชื่อพวกเดวกัน (ประวิตร) ยังเสือกพิมพ์ผิดๆ ถูกๆ (เป็น ประวิทย์ .... ควายที่ไหนวะ!) (ฮา) ทั้งเห็นๆ อย่างนี้ พวกมึงมันไม่ต่างจากที่กูเรียกพวกมึงว่าควายแดง มากน้อยอะไรนักหรอก (ห่างประมาณหนึ่งนาโนเมตร) (อิอิอิ) ฉะนั้น เวลาใครเขาเรียกพวกมึงด้วยชื่อที่ถูกต้องว่า "ควายแดง" }8 ' [ (หน้าตาประมาณเนี๊ย!) (ฮา) ก็อย่าไปโกรธเขา ที่เหมาะควรคือลับสมองตัวเองเสียใหม่ มากกั่วว่ะ! (ฮา)
ส่วนบันทึกประจำวัน กูมีอยู่ แต่ไม่เอาขึ้นให้ดู มีไรมะ! (ฮา) อยากรู้รายละเอียดโทร. ไปถาม สารวัตรสุคิด เพชรโยธาที่ สภอ. ร้อยเอ็ด เอาเอง (นี่ใบ้ให้แล้วนะ)
สุดท้าย ประวิตร มันเป็นนักข่าว มันเป็นอาจารย์อยู่วัดไหนเหรอ ใบ้หวย หรือ ทำยาเสน่ห์ (กร๊ากกกกกก)
นายคนนี้เป็นโรคจิตชัดๆเลย มันเป็นดวงซวยของพวกอำมาตย์ที่มีคนอย่างนี้เป็นสาวก ที่ต้องอยู่กันโครงเครงกลัวจะล้มนั้น เพราะสาวกพวกนี้ไง เอา 112 มาเล่นเพราะจิตหลอนนี่เอง
I Pad wrote:0000000000000
เออ! รู้จักใช้ภาษาให้ถูกต้องซักที
กรูก็งง! ในโพสต์ ควายเห็นก่อนๆ ของ หลาย0 มันบอกว่า I Pad กับ อ. ประวิทย์ มีคดีไปถึงไหน
กรูก็งง!
ประวิทย์ นี่ควายที่ไหนวะ กรูไปมีเรื่องกับควายชื่อประวิทย์ที่ไหนวะ (กร๊ากกกกกกก)
มาควายเห็นนี้ ถึงได้หายโง่เสียทีนะมึง (ฮา)
ประวิตร ก็ ประวิตร สิวะ!
โง่ขนาดโชว์ควายพิมพ์ ประวิตร เป็น ประวิทย์ แล้วเมื่อไรมันจะคุยกันรู้เรื่อง
แล้วถามดีๆ ก็ขนาดชื่อคนพวกมึงยังออกลูกควายได้ขนาดนี้
ถ้างั้นเรื่องลึกๆ ขนาด อะไรคือ วิพากษ์วิจารณ์ อะไรคือ หมิ่นประมาท พวกมึงจะแยกแยะกันออกรื้อออออ!
ฉะนั้น! กูก็จะเดินหน้าฟ้องพวกมึงต่อไปอย่าได้แคร์ (กร๊ากกกกกกกก)
หมายเหต.- ถือเสียว่าที่กูฟ้องพวกมึงก็เพื่อ สีซอ ให้ควายอย่างพวกมึงรู้หลักการกฎหมาย (ที่พวกมึงคิดว่ารู้ดีเสียเต็มประดา) กันอย่างถูกต้อง แท้จริง ด้วยการไปพิสูจน์กับ ศาล กันเอง นั่นไงล่ะ! ดีมะ! (ฮา)
ย้ำอีกที! ก็พวกมึงมันชอบทำตัวสูงส่ง อวดรู้ แต่โง่ขนาดชื่อพวกเดวกัน (ประวิตร) ยังเสือกพิมพ์ผิดๆ ถูกๆ (เป็น ประวิทย์ .... ควายที่ไหนวะ!) (ฮา) ทั้งเห็นๆ อย่างนี้ พวกมึงมันไม่ต่างจากที่กูเรียกพวกมึงว่าควายแดง มากน้อยอะไรนักหรอก (ห่างประมาณหนึ่งนาโนเมตร) (อิอิอิ) ฉะนั้น เวลาใครเขาเรียกพวกมึงด้วยชื่อที่ถูกต้องว่า "ควายแดง" }8 ' [ (หน้าตาประมาณเนี๊ย!) (ฮา) ก็อย่าไปโกรธเขา ที่เหมาะควรคือลับสมองตัวเองเสียใหม่ มากกั่วว่ะ! (ฮา)
ส่วนบันทึกประจำวัน กูมีอยู่ แต่ไม่เอาขึ้นให้ดู มีไรมะ! (ฮา) อยากรู้รายละเอียดโทร. ไปถาม สารวัตรสุคิด เพชรโยธาที่ สภอ. ร้อยเอ็ด เอาเอง (นี่ใบ้ให้แล้วนะ)
สุดท้าย ประวิตร มันเป็นนักข่าว มันเป็นอาจารย์อยู่วัดไหนเหรอ ใบ้หวย หรือ ทำยาเสน่ห์ (กร๊ากกกกกก)
-อ้าวรอนานแล้วท่านขี้เลื้อยPadยังโชว์สมองขี้เลื้อยอีกแล้วหรือท่าน เรื่องที่ว่าจะฟ้องอ.ประวิตร ไปถึงไหนแล้วท่านขี้เลื้อยPad ไม่แน่จริงเหมือนที่พูดนี้ท่านขี้เลื้อยPad ก็บอกให้ไล่ฟ้องให้หมดเลยพวกที่วิจารณ์112 มีปัญญาหรือเปล่าล่ะขี้เลื้อยPad ทั้ง ส.ศิวลักษณ์ อานันต์ ปัญญารชุน นิสิตนักศึกษา ประชาชนทั่วประเทศที่วิจารณ์112 และพล อ.เปรมด้วยล่ะท่านที่บังอาจคิดจะเปรียนองค์รัชทายาททั้งที่ตัวเองเป็นประชาชนธรรมดาแท้ๆ (หนักกว่าวิจารณ์112เสียอีก) ท่านขี้เลื้อยPadอย่า2มาตราฐานกล้าๆหน่อย
-ส่วนที่ท่านขี้เลื้อยPadจะเรียกใครว่าอย่างไรหรือเรียกใครว่าควายแดง ท่านหน้าจะไปเรียกคนเสื้อแดงที่บ้านของท่านตรงหน้าว่าไอ้ควายแดงชิท่านแล้วท่านก็จะรู้เองว่าท่านจะโดนอะไร มาด่าในเว็ปแบบนี้มันไม่เจ้งหรอกท่าน ท่านด่าชึ้งหน้าไปเลยชิท่านที่ร้อยเอ็ดบ้านท่านขี้เลื้อยPadคนเสื้อแดงเต็มจังหวัดเลยกล้าๆหน่อยขี้เลื้อยPad(ไม่อยากไปด่าว่าเป็นควายหรอกเพราะควายมีประโยชน์กับคนมากมายนัก เป็นพวกสมองขี้เลื้อยฏ้ดีแล้วขี้เลื้อยPad)
I Pad wrote:ม
ถ้ามึงอย่าไปใช้มันแล้วก็เที่ยวไปปิดกั้นผู้อื่น
มึงมีเสรีภาพจะรักใครก็ได้
คนอื่นเขาก็มีเสรีภาพที่จะติด่าวิจารณ์ใครก็ได้ที่รับภาษีจากรัฐถ้าไม่ทำให้ใครตาย
มึงอยู่หลังปี 2475 ไม่ใช่ก่อน 2475 เขายกเลิกสถานะก่อนหน้านั้นแล้วไปอ่านประกาศคณะราษฏรฉบับที่ 1 ซะ
ถ้ามึงอยากสถานะก่อนหน้ากลับมึงก็ไปประกาศโต้คณะปฎิวัติตั้งรัฐย้อนกลับเอาให้เต็มที่เลยเอาให้ฮากันทั้งโลกเลยว่าเองและพวกปฏิวัติประชาชนกลับไปปกครองระบบกษัตริย์ก่อน2475
นี่เป็นตัวอย่างอัน 'หนักแน่น' ที่ยืนยันว่า ควายแดง } : 8 [ (เสียดาย เว็บมัสเซ่อ มันเสือกเอาฟังชั่น Code HTML ออก ซะละ ไม่งั้นจะทำหน้าควายแดงเป็นสีแดงให้ด้วย) (อิอิอิ) คือนิยามที่ถูกต้องของขบวนการ ขี้ข้า เกาะกระแส สู้แล้วรวย ผีโม่แป้ง ในเครือ ชิน (ฮา)
ผมไม่เห็นว่ามันจะเกี่ยวอะไรกับที่คุณว่ามา อยู่ๆก็ด่าคนอื่นเหมือนเป็นไอ้กระบือปัญญาอ่อน ที่สมองแยกแยะไม่ออก ว่าอะไรมันโง่อะไรมันงั่ง คนพูดเรื่องเสรีภาพ เรื่องรัฐธรรมนูญ บอกส่าเป็นควายแดงรับใช้ทุนนิยม ยังกะด่านกกาว่าเป็นกระบทือตัวเมีย 555 โพสต์ลมโง่ๆอันไร้ความหมายและป่วยการ
I Pad wrote:ม
ถ้ามึงอย่าไปใช้มันแล้วก็เที่ยวไปปิดกั้นผู้อื่น
มึงมีเสรีภาพจะรักใครก็ได้
คนอื่นเขาก็มีเสรีภาพที่จะติด่าวิจารณ์ใครก็ได้ที่รับภาษีจากรัฐถ้าไม่ทำให้ใครตาย
มึงอยู่หลังปี 2475 ไม่ใช่ก่อน 2475 เขายกเลิกสถานะก่อนหน้านั้นแล้วไปอ่านประกาศคณะราษฏรฉบับที่ 1 ซะ
ถ้ามึงอยากสถานะก่อนหน้ากลับมึงก็ไปประกาศโต้คณะปฎิวัติตั้งรัฐย้อนกลับเอาให้เต็มที่เลยเอาให้ฮากันทั้งโลกเลยว่าเองและพวกปฏิวัติประชาชนกลับไปปกครองระบบกษัตริย์ก่อน2475
นี่เป็นตัวอย่างอัน 'หนักแน่น' ที่ยืนยันว่า ควายแดง } : 8 [ (เสียดาย เว็บมัสเซ่อ มันเสือกเอาฟังชั่น Code HTML ออก ซะละ ไม่งั้นจะทำหน้าควายแดงเป็นสีแดงให้ด้วย) (อิอิอิ) คือนิยามที่ถูกต้องของขบวนการ ขี้ข้า เกาะกระแส สู้แล้วรวย ผีโม่แป้ง ในเครือ ชิน (ฮา)
-สงสัยเครียดจัดหรือขี้เลื้อยPad จิตหลอนหรือเปล่าที่ว่าจะฟ้องอ.ประวิตรฟ้องหรือยัง ถ้าเครียดมากก็ไปเลียตูดอำมาตย์ให้หายเครียดชะท่าน หรือไม่ก็ไปด่าเสื้อแดงข้างๆบ้านขี้เลื้อยPadที่ร้อยเอ็ดเดียวท่านก็คงหายเครียดแต่คงจะโดนอย่างอื่นแทน กล้าๆหน่อยขี้เลื้อยPad คิดจะเป็นนักล่าแม่มดแต่ก็ระวังไอ้มดแดงมันจะกัดบ้างล่ะขี้เลื้อยPad
I Pad wrote:แช่ม
ถ้าเด็กเข้าไปขโมยของในห้าง แล้วกล้องวงจรปิดจับภาพไว้ได้
เด็กไม่มีความผิดใช่ไม๊?
ไม่ผิด! เพราะไปโขมยในร้านเซเว่นตอนเผาเมือง ตำรวจไม่กล้าจับ (กร๊ากกกกกก)
-ใครเผ่าล่ะขี้เลื้อยPad ชายชุดดำ หรือชายชุดเขียว ขี้เลื้อยเอ๋ย
ไอ้อี...พวกสลิ่ม(พันธมิตรแปลง
ไอ้อี...พวกสลิ่ม(พันธมิตรแปลงร่าง 5555) ดูพ่อสุริยใสของพวกมรึงจับมือกับไอ้ตู่สิ แล้วพวกมรึงจะรู้ว่ามรึงนะควายแค่ไหน 55555
Monopot wrote:I Pad wrote:ม
ถ้ามึงอย่าไปใช้มันแล้วก็เที่ยวไปปิดกั้นผู้อื่น
มึงมีเสรีภาพจะรักใครก็ได้
คนอื่นเขาก็มีเสรีภาพที่จะติด่าวิจารณ์ใครก็ได้ที่รับภาษีจากรัฐถ้าไม่ทำให้ใครตาย
มึงอยู่หลังปี 2475 ไม่ใช่ก่อน 2475 เขายกเลิกสถานะก่อนหน้านั้นแล้วไปอ่านประกาศคณะราษฏรฉบับที่ 1 ซะ
ถ้ามึงอยากสถานะก่อนหน้ากลับมึงก็ไปประกาศโต้คณะปฎิวัติตั้งรัฐย้อนกลับเอาให้เต็มที่เลยเอาให้ฮากันทั้งโลกเลยว่าเองและพวกปฏิวัติประชาชนกลับไปปกครองระบบกษัตริย์ก่อน2475
นี่เป็นตัวอย่างอัน 'หนักแน่น' ที่ยืนยันว่า ควายแดง } : 8 [ (เสียดาย เว็บมัสเซ่อ มันเสือกเอาฟังชั่น Code HTML ออก ซะละ ไม่งั้นจะทำหน้าควายแดงเป็นสีแดงให้ด้วย) (อิอิอิ) คือนิยามที่ถูกต้องของขบวนการ ขี้ข้า เกาะกระแส สู้แล้วรวย ผีโม่แป้ง ในเครือ ชิน (ฮา)
ผมไม่เห็นว่ามันจะเกี่ยวอะไรกับที่คุณว่ามา อยู่ๆก็ด่าคนอื่นเหมือนเป็นไอ้กระบือปัญญาอ่อน ที่สมองแยกแยะไม่ออก ว่าอะไรมันโง่อะไรมันงั่ง คนพูดเรื่องเสรีภาพ เรื่องรัฐธรรมนูญ บอกส่าเป็นควายแดงรับใช้ทุนนิยม ยังกะด่านกกาว่าเป็นกระบทือตัวเมีย 555 โพสต์ลมโง่ๆอันไร้ความหมายและป่วยการ
-ครับขี้เลื้อยPadมันก็เป็นแบบนี้ล่ะครับไม่ต้องไปหาหลักการหรือวิชาการกับขี้เลื้อยPadหรอกท่านเพราะในสมองของมันมีแต่ขี้เลื้อยคิดอย่างอื่นไม่ออกคิดออกอย่างเดียวคือด่าคนอื่นๆผ่านเว็ป บ้านขี้เลื้อยPadอยู่ร้อยเอ็ดและที่ร้อยเอ็ดมีเสื้อแดงเต็มจังหวัดและพวกที่อยู่ข้างๆบ้านขี้เลื้อยPadก็มีแต่เสื้อแดงและขี้เลื้อยPadคงเก็บกดไม่กล้าด่า เพราะถ้าด่ามีหวังโดนกระทืบแน่ๆ ก็เลยหันมาระบายผ่านเว็ปนี้ล่ะเพราะไม่ต้องกลัวโดนกระทืบ นี้ล่ะคือสาเหตุ ก็รอบบ้านมีแต่เสื้อแดงมีบ้านมันคนเดียวเหลืองขี้ เขาจึงเรียกมันว่าขี้เลื้อยPad 5555555555555
ม wrote:I Pad
เออ! รู้จักใช้ภาษาให้ถูกต้องซักที
กรูก็งง! ในโพสต์ ควายเห็นก่อนๆ ของ หลาย0 มันบอกว่า I Pad กับ อ. ประวิทย์ มีคดีไปถึงไหน
กรูก็งง!
ประวิทย์ นี่ควายที่ไหนวะ กรูไปมีเรื่องกับควายชื่อประวิทย์ที่ไหนวะ (กร๊ากกกกกกก)
มาควายเห็นนี้ ถึงได้หายโง่เสียทีนะมึง (ฮา)
ประวิตร ก็ ประวิตร สิวะ!
โง่ขนาดโชว์ควายพิมพ์ ประวิตร เป็น ประวิทย์ แล้วเมื่อไรมันจะคุยกันรู้เรื่อง
แล้วถามดีๆ ก็ขนาดชื่อคนพวกมึงยังออกลูกควายได้ขนาดนี้
ถ้างั้นเรื่องลึกๆ ขนาด อะไรคือ วิพากษ์วิจารณ์ อะไรคือ หมิ่นประมาท พวกมึงจะแยกแยะกันออกรื้อออออ!
ฉะนั้น! กูก็จะเดินหน้าฟ้องพวกมึงต่อไปอย่าได้แคร์ (กร๊ากกกกกกกก)
หมายเหต.- ถือเสียว่าที่กูฟ้องพวกมึงก็เพื่อ สีซอ ให้ควายอย่างพวกมึงรู้หลักการกฎหมาย (ที่พวกมึงคิดว่ารู้ดีเสียเต็มประดา) กันอย่างถูกต้อง แท้จริง ด้วยการไปพิสูจน์กับ ศาล กันเอง นั่นไงล่ะ! ดีมะ! (ฮา)
ย้ำอีกที! ก็พวกมึงมันชอบทำตัวสูงส่ง อวดรู้ แต่โง่ขนาดชื่อพวกเดวกัน (ประวิตร) ยังเสือกพิมพ์ผิดๆ ถูกๆ (เป็น ประวิทย์ .... ควายที่ไหนวะ!) (ฮา) ทั้งเห็นๆ อย่างนี้ พวกมึงมันไม่ต่างจากที่กูเรียกพวกมึงว่าควายแดง มากน้อยอะไรนักหรอก (ห่างประมาณหนึ่งนาโนเมตร) (อิอิอิ) ฉะนั้น เวลาใครเขาเรียกพวกมึงด้วยชื่อที่ถูกต้องว่า "ควายแดง" }8 ' [ (หน้าตาประมาณเนี๊ย!) (ฮา) ก็อย่าไปโกรธเขา ที่เหมาะควรคือลับสมองตัวเองเสียใหม่ มากกั่วว่ะ! (ฮา)
ส่วนบันทึกประจำวัน กูมีอยู่ แต่ไม่เอาขึ้นให้ดู มีไรมะ! (ฮา) อยากรู้รายละเอียดโทร. ไปถาม สารวัตรสุคิด เพชรโยธาที่ สภอ. ร้อยเอ็ด เอาเอง (นี่ใบ้ให้แล้วนะ)
สุดท้าย ประวิตร มันเป็นนักข่าว มันเป็นอาจารย์อยู่วัดไหนเหรอ ใบ้หวย หรือ ทำยาเสน่ห์ (กร๊ากกกกกก)
ไอควายนี่มันรู้จักคุณค่าของเสรีภาพมั้งปล่าววะ
ถ้ามึงอย่าไปใช้มันแล้วก็เที่ยวไปปิดกั้นผู้อื่น
มึงมีเสรีภาพจะรักใครก็ได้
คนอื่นเขาก็มีเสรีภาพที่จะติด่าวิจารณ์ใครก็ได้ที่รับภาษีจากรัฐถ้าไม่ทำให้ใครตาย
มึงอยู่หลังปี 2475 ไม่ใช่ก่อน 2475 เขายกเลิกสถานะก่อนหน้านั้นแล้วไปอ่านประกาศคณะราษฏรฉบับที่ 1 ซะ
ถ้ามึงอยากสถานะก่อนหน้ากลับมึงก็ไปประกาศโต้คณะปฎิวัติตั้งรัฐย้อนกลับเอาให้เต็มที่เลยเอาให้ฮากันทั้งโลกเลยว่าเองและพวกปฏิวัติประชาชนกลับไปปกครองระบบกษัตริย์ก่อน2475
-อย่าไปด่าว่าเขาควายเลยครับเพราะควายมีประโยชน์กับมนุษย์ ต้องเรียกมันว่าเหลืองขี้ ขี้เลื้อยPad เพราะในสมองมีแต่ขี้เลื้อยไง ดูง่ายๆก็ข้อความที่โพสต์มาแต่ล่ะอย่างของมันนั้นล่ะครับ พวกท่านหาหลักการ อุดมการณ์ แนวคิด ของขี้เลื้อยPadแถบไม่เจอ เจอแต่คำหยาบๆเหมือนศาสดาสนธิของมันนั้นล่ะ แต่ก็ดีครับโพสต์ตอบกลับขี้เลื้อยPadเราไม่ต้องไปอ้างหลักการอะไรมากมันด่ามาเราด่ากลับแค่นั้น มันอยากจะฟ้องว่าเราด่ามันๆก็ฟ้องไป555555555555
กฤช เหลือลมัย
บทความนี้ผมว่ากดไลค์ได้ทุกย่อหน้าเลยครับ
.................
Absolutely เข้ามากดไลต์เป็นดับเบิ้ล LIKE LIKE ให้กับบทความนี้ของคุณชายขอบ
แช่ม
ถ้าเด็กเข้าไปขโมยของในห้าง แล้วกล้องวงจรปิดจับภาพไว้ได้
เด็กไม่มีความผิดใช่ไม๊?
เปรียบเทียบได้ห่วยมาก ครรกะของสลิ่มจิงๆ
เอาความอยุติธรรมของกฎหมายมาเปรียบว่าเป็นอย่างเดียวกับหลักศลีธรรมอันดี....ตามืดบอดจริงๆ สลิ่มๆๆๆๆ
I Pad wrote:แช่ม
ถ้าเด็กเข้าไปขโมยของในห้าง แล้วกล้องวงจรปิดจับภาพไว้ได้
เด็กไม่มีความผิดใช่ไม๊?
ไม่ผิด! เพราะไปโขมยในร้านเซเว่นตอนเผาเมือง ตำรวจไม่กล้าจับ (กร๊ากกกกกก)
เด็กมัน อินโนเซนท์ ไม่รู้ว่าประเทศนี้มัน ตอแหล&สอพลอแลนด์
เด็กมันเห็นความอยุติธรรม ก้อเลยทะเล่อทะล่าพูดความจริงออกมา
หารู้ไม่ว่า ความจริงมันเสียดแทงใจใครบางคน
ลูกแกะ ก้อเลยต้องถูก หมาป่า หาเรื่องสวาปาม อยุ่ร่ำไป โดยเฉพาะ หมาไทยไทย นี่แหละตัวร้าย
เรื่องของคนไทยจะรุ่นใหม่หรือเ
เรื่องของคนไทยจะรุ่นใหม่หรือเก่านั้นไม่ได้แตกต่างกันเท่าไหร่ นำความคิดแบบว่านี้ไปใส่ถุงดำดีกว่า เหตุผลเพราะคนไทยหัวอ่อน เชื่อง่าย ทำอะไรเพียงแค่ "ฟังเขาว่า" แล้วก็เออออห่อหมกไปตามเรื่อง เหมือนคนรักกันหนีตามกัน ข้างหน้าจะเป็นนรกสวรรค์แม้ไม่รู้ก็จำเป็นต้องไป ---อย่างประเทศไทยที่มีคนต่างชาติยกพวกกันมาเที่ยว แล้วหน่วยงานของรัฐอ้างว่าคนไทยบริการเก่ง ที่จริงนิสัยที่เรียกว่า SERVICE MINDED ในคนไทยนะไม่มีสักเท่าไหร่ แต่การเป็นคนใจดีเรื่องไม่มากอะไร ๆ ก็ดีขึ้น ตัวอย่างชัด ๆ แค่แก้วแตกพนักงานร้านขายบันเทิงรุมสกรัมคนไทยเสียงอมพระราม และดูเซอรวิชแมนที่ตำรวจนำมาออกข่าวเหมือนโจรไม่มีผิด---ยังสงสัยว่าคนตระกูลนั้นเข้าไปเที่ยวได้อย่างไร อย่างผมแถมป็อกเก็ตมันนี่สักหมื่นคงไม่เข้าไปนั่งในสถานที่ที่น่าสะพึงกลัวแบบนั้นเด็ดขาด----ใจอยากเป็นไทแต่พฤติกรรมมันเป็นทาสชัด ๆ ทุกคนที่บรรลุนิติภาวะพร้อมใจที่จะใช้คำพูดแบบทาสนิยม--ครับผม--เจ้านาย---แล้วจะไปหวังเลิศลอยอะไรกันอีก
นวนคร
กว่าจะถึงวันนี้ วันที่นักปรัชญาฯ เข้าใจว่า "พวกเจ้า" ไม่ได้มีพลังในตัวเอง
ข้อกล่าวหา ว่า "พวกเจ้า" สั่งซ้ายสั่งขวาใคร ได้ง่ายๆ จึงเหลวใหลสิ้นดี
(แต่ก็ไม่วายมีเด็กเกรียน เอามาโจมตี นึกถึงตัวเองตอนอายุ 18-27 เลย ทำเหมือนกันเดี๊ยะ แต่ตอนนั้นพวกไม่เยอะเท่าพวกเกรียนตอนนี้ แล้วก็คิดว่าตัวเองตาสว่างด้วย)
ความน่ากลัวที่แท้จริง คือมวลชนที่ยึดมั่นถือมั่นกับอุดมการณ์ของตัวเองเหนือสิ่งอื่นใด ในกรณีของนักปรัชญาคือมวลชนที่สมาทานอุดมการณ์หลักเป็นกษัตริย์นิยม อีกฝั่งหนึ่งก็กลัวอาการคลั่งประชาธิปไตย ไม่ใช่แค่ยอมรับระบอบ แต่ยึดมั่นถึงขั้นลัทธิความเชื่อ เป็นลัทธิประชาธิปไตย ที่ต้องประหัตประหารความคิดความเชื่ออื่นๆ ในสังคม
ฝ่ายหนึ่ง แสดงออกถึงการคุกคามผ่าน กฏหมายต่างเช่น 112 เป็นดำเนินตามกฏหมายเปิดทางให้ แต่อีกฝ่ายกลับไม่ชัดเจน เช่นคุณไม่สามารถใส่เสื้อเหลือง หรือพูดด่าอดีตนายกฯ ในพื้นที่ได้ โดยไม่ถูกด่าถูกต่อต้าน และถูกทำร้าย
ถึงเวลาหรือยัง ที่คุณนักปรัชญาฯ จะหันมาพิจารณาให้ความสำคัญกับ การปะทะของมวลชนกับมวลชนที่ต่างอุดมการณ์กัน ประสบการณ์ข้อเท็จจริงใน 5 ปีที่ผ่านมา ว่ามวลชนกลุ่มใหนคุกคามเอาชีวิตกลุ่มอื่น
บางที "ตรรกวิปริต" ที่แท้จริง มันอาจจะเป็น การให้เหตุผลเหมารวมง่ายๆว่า การข่มขู่ทางสื่อออนไลน์ เทียบเท่ากับมวลชนไล่ฆ่ากันตามที่ชุมนุมทางการเมือง
ผมเชื่อว่า "ตรรกวิปริต" มันจะแสดงตัวออกมาอย่างชัดเจน เมื่อ ฝ่ายกษัตริย์นิยมหรือฝ่ายเสื้อเหลือง ออกมาชุมนุมต่อต้านการแก้ 112 ตามจังหวัดต่างที่ห่างใกล ไกลหูไกลตาสื่อสารมวลชนส่วนกลาง
รอดูเถอะครับ
เกือบลืม เสรีภาพใน "การวิจารณ์เจ้า" ผมขอสละสิทธิ์ ไม่เอา ไม่ต้องมายัดเยียดให้ผม ผมไม่ต้องการ ถ้าจะยัดเยียดให้จริงๆ ผมขอแลกกับสิทธิคุ้มครอง "การวิจารณ์บรรษัท" โดยที่ไม่ถูกเรียกค่าเสียหาย เป็นหลักสิบหลักร้อยล้านบาท ที่โดนที ต้องกลายเป็นทาสหาเงินใช้เขาตลอดชีวิตได้ใหมครับ
"ก่อนปี2489พวกเจ้าไม่ได้มีพลังของตังเอง จนกระทั่งพวกเจ้าร่วมมือกับอเมริกาในปฎิบัติการสงครามเวียดนาม
บูรณาการวิธีควบคุมแม่ทัพนายกอง(หลอกใช้และหลอกให้ทำลายกันเอง)+การปล่อยโฆษณาชวนเชื่อลงไปสู่มวลชน
อย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน" ต้องพูดให้ครบๆ
ความคิดเห็นของนวนคร+บางกอกเนี่ย ถ้าเป็นก่อนปรากฎการณ์ไล่แม้วแล้วมีใครมาเถียงกับท่านน้ำล้างชามทั้งสอง
(ที่ทำตัวเผ็ดกว่าน้ำแกง) คนๆนั้นถ้าไม่บ้าไม่เมา ก็จะต้องเป็นคนในที่ล่วงรู้ความลับ(ถ้าไม่โดนเก็บซะก่อน)
....ทั้งๆที่ระหว่างทางนั้นก็มีร่อยรอยต่างๆอยู่ แต่ด้วยความด้อยประสิทธิภาพของการสื่อสาร+ความไม่เท่าทันของสังคม
ทำให้ความผิดบาปแอบซุกอยู่ในมุมแคบๆที่ไหนสักแห่ง...
แต่การที่พวกเจ้าใช้บริการมาเฟียหัวหมู และการทิ้งไพ่ตัวสำคัญๆต่างกรรมต่างวาระด้วยหมายจะกำจัดแม้วและพวก
จะด้วยความใจร้อน หรือคิดว่าเอาอยู่ หรือคิดว่าไม่มีใครรู้ทันก็ตาม...
นอกจากมันได้ทำให้สังคมนี้หูตาสว่างกันทั้งบ้านทั้งเมืองแล้ว มันยังทำให้ตรรกะของท่านน้ำล้างชามทั้งสอง ดูช่างเบาหวิว
ไร้น้ำหนัก ดูขัดแย้งในตัวเอง (อย่างการวิจารณ์บรรษัท ถ้าคุณมั่นใจในข้อมูลของคุณ จะกลัวอะไรล่ะคร๊าบบ แล้วพวกนี้น่ะ
เขาไม่โง่ทะเลาะกับชาวบ้าน ให้เป็นที่ครหาของสังคมหรอก มันไม่คุ้มกะอีแค่ค่าชนะคดีเล็กน้อย แล้วถูกหาว่ารังแกปชช.
แล้วสิทธิในการวิจารณ์องค์กรไม่ว่าจะเป็นหน้าอินทร์หน้าพรหมเนี่ย มันอยู่ในระบอบศักดินาหรือปชต.กันแน่ ช่วยบอกหน่อย?)
เมื่อเป็นดังนี้ แล้วถามว่า ท่านทั้งสองจะมาเหนื่อยเต้าตรรกะกันอยู่ทำไม อยากฝึกสมองรึ?
หรือว่าท่านได้เสียอะไรกับพวกเขา?
หรือว่าสิ่งที่ท่านมีท่านเป็น โปรไฟล์ของท่าน สินทรัพย์ที่ท่านถือครอง อัตตาของท่าน มันหลอมรวมกับพวกเจ้าไปแล้ว...
เมื่อสถานะของพวกเจ้าถูกกระทบกระเทือน แล้วท่านเกี่ยวอะไรด้วย?
นี่ล่ะที่ทำให้พวกเจ้าเพียงหยิบมือที่ดูเหมือนว่าไม่ได้มีพลังมากมายแต่สามารถกดหัวไพร่จำนวนมากได้
โดยที่พวกเจ้าไม่ต้องลงมือเอง ก็เพราะมีไพร่บางคนที่เก่งกล้าสามารถ แต่เป็นประเภทฉลาดขาดเฉลียว
ทำตัวเป็นน้ำล้างชามที่เผ็ดกว่าน้ำแกง ไปอาสารับใช้พวกเจ้ากดหัวไพร่ด้วยกัน (จะด้วยสมัครใจหรือถูกแบลคเมล์ก็ตาม)
ดุจดั่งหนุมานไปรับใช้พระรามนั่นแล...ตัวเองก็เป็นลิงไม่ใช่เทพแต่ไปเสริมฐานะของเทพให้ดูสูงส่ง
แต่ลึกๆแล้วพวกเทพ ก็มองว่าพวกลิงไม่ได้ต่างไปจากพวกยักษ์ลงกาหน้าโง่หรอก คือ"โง่พอๆกันแหล่ะ"
ถ้าหนุมานตัวเก่าทำงานพลาด พวกเจ้าก็พร้อมที่จะกำจัด แล้วส่งต่อภารกิจให้หนุมานตัวใหม่ ก็แค่นั้น.
ไม่สลิ่ม wrote:แช่ม
ถ้าเด็กเข้าไปขโมยของในห้าง แล้วกล้องวงจรปิดจับภาพไว้ได้
เด็กไม่มีความผิดใช่ไม๊?
เปรียบเทียบได้ห่วยมาก ครรกะของสลิ่มจิงๆ
เอาความอยุติธรรมของกฎหมายมาเปรียบว่าเป็นอย่างเดียวกับหลักศลีธรรมอันดี....ตามืดบอดจริงๆ สลิ่มๆๆๆๆ
เป็นเรื่องสามัญไปแล้วกับตรรกะ แบบเห่ยๆ ของพวกสลิ่ม...เป็นความเพียรพยายามแถอธิบายกับใจตนเองให้ดูดีมีชาติตระกูลสูงส่ง เพื่อไม่ให้รู้สึกผิดกับการเกิดมาดูโลกช้าไปเป็นร้อย ปี ไม่ทันยุคทาสนิยม....5555+
กฤช เหลือลมัย
บทความนี้ผมว่ากดไลค์ได้ทุกย่อหน้าเลยครับ แต่ที่ติดใจก็คือย่อหน้าที่ยกมาข้างบน, คือผมเข้าใจว่าเราต่างก็ถูกปลูกฝังมาในระบบโรงเรียนแบบเดียวกันนี้ทั้งหมด คงจะจำกันได้ว่าทุกวิชาล้วนสอนพุ่งเป้าไปที่ "สิ่งนั้น" แม้แต่วิชาขับร้อง ดนตรี ก็ยังสอนเพลงบังคับที่ทำให้เราร้องกันได้ติดปากจนถึงทุกวันนี้ เรียกว่าเราล้วนถูกบดให้เป็นเนื้อเดียวกันภายใต้กรอบการเรียนการสอนของกระทรวงศึกษาธิการไทย แม้กระทั่งเมื่อถึงระดับอุดมศึกษา หลักสูตรของทบวงมหาวิทยาลัย (และ "รุ่นพี่") ก็ทำเช่นนั้นกับเราอีกในหลายๆ แง่มุม
คำถามของผมคือ แล้วคนที่ในระยะหนึ่งเขา "เปลี่ยนความคิด" ล่ะ ? ทำไมเขาถึงเปลี่ยน ? เขาไปได้รับข้อมูล/แนวทาง/ตรรกะอะไรใหม่ๆ มา ? เขาดันเผลอไปอ่านหนังสืออะไร ? ฟังเพลงของใคร ? อ่านบทกวีของกวีสัญชาติไหน ? (ไม่น่าจะเป็นกวีไทย อิอิ) ... มันต้องมีแหล่งกำเนิดพลังลึกลับสักแห่งที่สามารถสร้างแง่มุมและมิติย้อนแย้งขึ้นในใจของสาวกลัทธิผู้ภักดีอย่างสุดจิตสุดใจบ้างซิน่า ที่ทำให้เขาเริ่มเห็นถึงความไม่ชอบมาพากล เกิดข้อสงสัย เริ่มแสวงหาสัจจะ และสุดท้ายก็เปลี่ยนความคิดไป (อาจจะไม่ทั้งหมด แต่ก็ชักเริ่มมีอะไรที่สงสัย ไม่เชื่อถือสิ่งใดแบบสุดลิ่มทิ่มประตูเหมือนก่อน)
ผมคิดว่าประเด็นนี้น่าจะสำคัญไม่น้อย เพราะแต่ละคนคงมี "จุดเลี้ยว" ที่ว่านี้ไม่เหมือนกัน แน่นอนว่าบางคนอาจยังไม่มี (อาจบางครั้งไม่มีวันมีด้วยซ้ำ - ก็เป็นไปได้) เราน่าจะลองแลกเปลี่ยนประสบการณ์นี้กันดู เผื่อว่าจะทำให้มองเห็นลู่ทางอะไรบางอย่างที่ชัดเจนมากขึ้น
ลำพังคำแถลงการณ์คมๆ หรือบทความดีๆ อย่างที่คุณ นปชข. เขียน หรือคนอื่นๆ เช่น อ.สมศักดิ์, ใบตองแห้ง, ประวิตร หรือกระทั่งล่าสุดก็คือปราบดา เขียนออกมา ผมคิดว่าแน่นอน มันทำงานกับคนที่เห็นด้วยกับแนวคิดนั้นอยู่แล้ว และพูดก็พูดเถอะ ต่อให้มีคนเขียนดีกว่านี้อีกสามเท่า หนำซ้ำเร่งผลิตปริมาณออกมาได้อีกสี่เท่า มันก็ "ทำงาน" ได้เท่าเดิมแหละครับ คือทำให้คนเห็นด้วยกับตรรกะนี้ชื่นชมกับมัน และยิ่งรู้สึกแน่ใจว่าสิ่งที่ตนคิดตนเชื่อนั้นถูกต้อง - แต่..ที่เราต่างปรารถนา ไม่ใช่เพียงเท่านั้นใช่ไหมล่ะครับ เราต้องการความเข้าใจที่มาจากอีกฟากฝั่งหนึ่ง ฟากฝั่งที่อยู่ตรงกันข้ามแทบจะทุกแง่มุมความคิด ฟากฝั่งซึ่งเราหลายคนก็อาจเคยยืนหยัดอยู่อย่างมั่นคงมาก่อน ฟากฝั่งที่บทความทำนองนี้ไม่อาจทำงานกับพวกเขาได้ - อย่างที่เราต่างก็รู้ดีอยู่แล้ว
ด้วยความเคารพนะครับ ผมคิดว่าเราต้องหา "เกม" ใหม่ๆ กันแล้ว (ซึ่งผมยังนึกไม่ออกเท่าไหร่ครับ) .. มันต้องมีอะไรสักอย่างที่พอจะทำให้เราสนทนาข้ามฟากกันได้ และต้องมีอะไรสักอย่างที่กระตุกให้ต่างฝ่ายต่างฉุกใจคิดถึงสิ่งที่ตนไม่เคยคิดถึงมาก่อน
นั่นแหละครับ..
.................
1.อันที่จริง มันก็มีคำตอบ "บางประการ" อยูในประชาไทแล้วล่ะค่ะ อย่างเช่น กรณีคลิปเรื่องน้ำตาสลิ่ม# ของกลุ่มหมูหลุม หรือทุนนิยาม ฯ ที่เขาพยายามเรียกร้องให้เลิกการแบ่งฝ่ายเป็นอำมาตย์ไพร่ ควายแดง สลิ่ม ฯลฯ และก้าวไปไกลกว่านั้นด้วยการนิยามตนเองเป็นในลักษณะ #OWS คือคน 99% ที่ต่อสู้กับคน 1% ซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องที่น่าจะมีการปฏิบัติกันได้ ถ้าได้มีการคุยกันอย่างถึงรากจากทั้ง 2 ฝ่ายที่มีเหตุผลจริงๆ เพราะในความจริงมันก็เป็นเช่นนั้น ความไม่เป็นธรรมทั้งในทางทรัพยากร ระบบ และเสรีภาพ กำลังจะนำเราไปสู่ภัยพิบัติจากโลกร้อนที่มากขึ้นในไม่ช้านี้ และนี่คือเหตุผลที่สลิ่มเห็นต่างจากเราและเกลียดทักษิณ แม้ว่าพวกเขาจะไม่ได้รู้ว่าสาเหตุมันมิใช่จากโลกาภิวัตน์โดยตัวมันเองก็ตาม
แต่ความขัดแย้งนี้จะต้องควรต้องถูกสลายลงโดยใคร? มันควรจะถูกสลายลงโดยฝ่ายที่เจ็บแล้วต้องจบอย่างไพร่และควายแดงหรือเปล่า? เพราะที่ผ่านมาถ้าฝ่ายเจ็บยัง "ต้องการสะอาด แต่สาดโคลน" มันคงยากที่จะทางออกอย่างเป็นรูปธรรมจากปัญหานี้ได้
2.เกมหนึ่งในการหาทางออกจากเรื่องนี้คือการให้ความรู้ในระดับหนึ่งในสื่อหลักๆ โอเค นสพ.เล่นแล้ว ยังไม่ค่อยได้ผล TPBS by ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา เล่นแล้ว ได้ผลในระดับหนึ่ง จริงๆ การที่ภิญโญ ไตรฯ สามารถเอาคำพูดที่ว่า "คุณเอาเจ้าหรือไม่เอาเจ้า" ไปไว้ในทีวีได้นี่ รวมทั้งนำคุณคำณูญกับ อ.วรเจตน์ ไปเจอกันได้ถือว่าเป็นการเปิดเกมในระดับหนึ่งในเลย แต่แม้กระทั่งการที่สามารถนำคำถามชวนขนหัวลุกแบบนี้ไปอยู่ในทีวีได้ ก็ยังถูกต่อว่าจากแนวร่วมทางเสรีภาพอย่าง อ.สมศักดิ์ และ อ.อ๋า ยุกติ สำหรับดิฉัน ดิฉันว่าเขาทำได้เท่านี้ก็ดีแล้วในเชิงปฏิบัติ ถือเป็นการเริ่มต้นที่ดี(นอกจากการกระหน่ำเขียนบทความในสื่อรองอย่างประชาไทสัก 3-4 เท่าอย่างที่คุณกฤชว่า) ส่วนการจะเอา อ.สมศักดิ์ไปออกฟรีทีวี ดิฉันว่าต้องเป็นคนกล้าแบบมะเร็งระยะสุดท้าย คือ ไม่กลัวตายแล้ว หรือไม่งั้นก็ต้องมีการตัดออกถึง 50% คือความคิดของ อ.สมศักดิ์มันเป็นระบบและคมของตัวแกมากเสียจนเหมาะที่จะเป็นนักวิชาการ แล้วก็อ่านให้กันเขียน เวียนกันชม อยู่อย่างนี้แหละ หรือไม่ก็เป็นประกายไฟในเชิงปฏิบัติเสียมากกว่า แต่ในเชิงปฏิบัติสู่วงกว้าง ดิฉันว่ามันคงนำภัยมาสู่ผู้เชื้อเชิญเสียมากกว่าถ้าใครผู้นั้นจะกล้าจริง แต่ก็จะรอดูนะ... "สลิ่มแดง" เออเนาะ ช่างคิดขึ้นมา
3.มีอยู่ในใจ แต่ไม่ขอบอก....
กฤช เหลือลมัย
.................................ฯลฯ...............................
ด้วยความเคารพนะครับ ผมคิดว่าเราต้องหา "เกม" ใหม่ๆ กันแล้ว (ซึ่งผมยังนึกไม่ออกเท่าไหร่ครับ) .. มันต้องมีอะไรสักอย่างที่พอจะทำให้เราสนทนาข้ามฟากกันได้ และต้องมีอะไรสักอย่างที่กระตุกให้ต่างฝ่ายต่างฉุกใจคิดถึงสิ่งที่ตนไม่เคยคิดถึงมาก่อน
นั่นแหละครับ..
.................
...เห็นด้วยกับความเห็นนี้ ทุกประการครับ... แต่ไม่ต้องหา "เกม" ใหม่หรอกครับ.. เอาเกมเก่า ๆ นี่แหละ ชัดเจนดี ผมอยากจะบอกว่า คำว่า "ตาสว่าง" "ตาสว่างกว่าเดิม"... "...สั่งฆ่า ...ห่า สั่งยิง" เป็นเครื่องแสดงว่า หลาย ๆ คน ได้คิดนอกกรอบแล้ว ไม่ได้อยู่ภายใต้ระบอบของใครแล้ว...หลายคนได้ออกจากการถูกครอบงำด้วยวิธีการ (ด้วยการศึกษา) อุดมการณ์ ขนบธรรมเนียม วัฒนธรรมบางอย่างที่เคยกระทำมาแล้ว.... ฟังจากยูทูบนี้ครับ..
http://www.youtube.com/watch?v=lSuS2YT_TF4&feature=related ผมไม่ได้เชื่อตาม อ.สมศักดิ์ แต่สิ่งที่ อ.สมศักดิ์ พูด ผมก็ได้ประจักษ์ด้วยตา ด้วยหู....ของผมเอง.. และผมคิดว่าหลาย ๆ คน ก็ได้ทราบอยู่แก่ใจตนเองแล้ว... เริ่มตั้งแต่การอ้างของ "นายสนธิลิ้ม"... งานของ "นางโบปิงปอง" และเหตุการณ์อีกหลายอย่าง ตามที่ อ.สมศักดิ์พูด... ทุกคนรู้ ทุกคนเห็น....ทุกคนมีความคิด คำว่า "ตาสว่าง" มันจึงเกิดขึ้น และนั่นคือ การออกนอกกรอบ ออกนอกจากการอยู่ภายใต้ของระบอบ...
นั่นคือ "เสรีภาพ" ไม่เป็นทาสของระบอบ... (จักขุง อุทะปาทิ จักขุเกิดขึ้นแล้ว ) (อุทปาทิ ปัญญา ปัญญาได้เกิดขึ้นแล้ว) (อุทปาทิ วิชา ความรู้ได้เกิดขึ้นแล้ว) (อุทปาทิ อาโลโก แสงสว่างได้เกิดขึ้นแล้ว).........
Post new comment