สุรพศ ทวีศักดิ์: ชาวพุทธกับ 'อัตตาผู้ปล่อยวาง
เมื่อสอง-สามวันที่แล้วผมไปเจอคำว่า “มรรคง่าย” อันเป็นธรรมประดิษฐ์ชิ้นใหม่ของ ว.วชิรเมธี ในหนังชุดสือธรรมะจาก “พระดีร่วมสมัย” อ่านดูคร่าวๆ ก็พอจะเข้าใจว่าผู้ประดิษฐ์คำนี้ต้องการสื่ออะไร ทำให้ผมนึกถึงพระเซ็นรูปหนึ่งคือ ติช นัท ฮันห์ ท่านอธิบายให้เห็นความเป็นอนัตตาของสรรพสิ่งที่เป็นไปตามกฎอิทัปปัจจยตาว่า เวลาเรามองดูกระดาษแผ่นหนึ่งเราจะเห็นเยื่อไม้ที่เขานำมาทำกระดาษ เห็นต้นไม้ ใบไม้ ดิน น้ำ ปุ๋ย เห็นแสงอาทิตย์ เมฆ ฝนที่หล่อเลี้ยงต้นไม้ เห็นโรงงานทำกระดาษ เห็นคนงานที่เหน็ดเหนื่อย และทุกสรรพสิ่งอันรวมเป็นเหตุปัจจัยก่อเกิดกระดาษแผ่นนี้ หรือเวลาที่เรารับประทานส้มเราจะเห็นสรรพสิ่งที่ก่อให้เกิดผลส้ม เห็นผลส้มในเรา เห็นเราในผลส้ม อะไรประมาณนี้ ผมกำลังจะบอกว่าติช นัท ฮันห์ ไม่ได้กำลังอธิบายศัพท์ธรรมะ ไม่ได้เสนอ “คำประดิษฐ์” แต่ชวนผู้คนให้มองลึกลงไปที่ความเป็นจริงของโลก ชวนเราไตร่ตรองถึงความเป็นไปของสรรพสิ่ง แน่นอนว่าเบื้องหลังชีวิตของติช นัท ฮันห์ ท่านเคยผ่านการต่อสู้ร่วมกับกลุ่มเยาวชนหนุ่มสาวในช่วงสงครามเวียดนาม และหนีตายออกไปต่างประเทศอย่างทุลักทุเล เคยมีประสบการณ์และซึมซับบาดแผล ความเจ็บปวดของเพื่อนร่วมชาติ เช่นเดียวกันเวลาเราอ่านงานของพระทิเบต เช่นทะไลลามะ ตรุงปะ รินโปเช เป็นต้น เราจะเห็นความเคลื่อนไหวของชีวิต อารมณ์ความรู้สึก ความรัก ความโศกเศร้า ความพลิกแพลงซับซ้อนของอัตตาตัวตนของเราและความเป็นไปของโลกและชีวิต เราเห็นภาษาที่พูดถึงชีวิตและโลกอย่างตรงไปตรงมา ไม่ดัดจริต มากกว่าที่จะเห็นคำประดิษฐ์เท่ห์ๆ หรือศัพท์แสงธรรมะหรูๆ ซึงเอาเข้าจริงแล้วก็ไม่รู้ว่าหมายความว่าอะไรกันแน่ เกี่ยวข้องอย่างไรกับชีวิตและโลกแห่งความเป็นจริง การสอนพุทธศาสนาในบ้านเรานั้นเน้นการถ่ายทอด “ตัวบท” หรือชุดคำสอนสำเร็จรูปมากกว่าที่จะชวนให้เรามองชีวิตและโลกตามความเป็นจริงผ่าน concept ของหลักคิดหรือโลกทัศน์ ชีวทัศน์ทางพุทธศาสนา และการสอนแนวนี้ก็สอนจากสมมุติฐานที่ว่า ธรรมะเป็นของที่เข้าใจยาก (เพราะถ่ายทอดมาจากภาษาคัมภีร์ที่ต้องอาศัยผู้รู้เฉพาะทาง) ชาวบ้านไม่มีความรู้ธรรมะ คนรุ่นใหม่ห่างไกลวัด ห่างไกลศาสนา จึงต้องหาทางสอนให้คนเข้าใจง่ายๆ เช่น ประดิษฐ์คำอย่าง “มรรคง่าย” เป็นต้น หรือทำให้กิจกรรมการสอนธรรมะให้เป็น “กิจกรรมบันเทิง” ตลกขบขันอย่างที่นิยมทำกัน แต่เมื่อนำธรรมะประดิษฐ์แนวอินเทรนด์ หรือธรรมะบันเทิงที่กำลังนิยมกันนี้ไปเปรียบเทียบกับรายการแสดงธรรมทางสถานีวิทยุ โทรทัศน์ หรือตามวัดทั่วๆ ไปที่แสนน่าเบื่อ ธรรมะอินเทรนด์ หรือธรรมะบันเทิงก็ดูจะเร้าใจกว่า โดนใจ “ชนชั้นกลางวัฒนธรรม” มากกว่า จึงไม่แปลกที่ ว.วชิรเมธี จะได้รับการยกย่องว่าเป็น “พระนักคิด” แห่งยุคสมัย เนาววัตน์ พงษ์ไพบูลย์ถึงขนาดยกย่องให้เป็น “ปราชญ์สายฟ้า” (คงแปลตามฉายา “วชิรเมธี”) กระนั้นก็ตาม การสอนธรรมะที่เน้นการถ่ายทอดตัวบท หรือคำสอนสำเร็จรูปให้คนจำและนำไปปฏิบัติ ในแง่หนึ่งมันเป็นการสร้าง “วัฒนธรรมนกแก้วนกขุนทอง” หรือวัฒนธรรมพึ่งพานักสอนธรรมที่ทำตัวเป็นผู้คิดแทน มากกว่าที่จะท้าทายให้คนคิด และที่คิดกันก็เน้นไปที่การคิดเรื่องตัวบทหรือตัวหลักคำสอนสำเร็จรูปเป็นข้อๆ เป็นชุดๆ เพื่อผลิตธรรมะ how to สู่ผู้บริโภค มากกว่าที่จะทำความเข้าใจโลกทัศน์ชีวทัศน์แบบพุทธ แล้วใช้โลกทัศน์และชีวทัศน์นั้นมามีปฏิสัมพันธ์กับโลกที่เป็นจริงอย่างสร้างสรรค์ หรือมีความหมายต่อการเปลี่ยนแปลงชีวิตและสังคมให้ดีขึ้นในเชิงเนื้อหาสาระจริงๆ จะว่าไปแล้วการสอนพุทธศาสนาในบ้านเราก็ไม่ต่างอะไรกับการสอนประวัติศาสตร์แบบทางการนั่นแหละ เวลามีคนตั้งคำถามว่า ทำไมเด็กสมัยนี้คิดไม่เป็น มันก็ต้องย้อนถามว่าระบบการศึกษาของบ้านเรามีอะไรท้าทายให้เด็กคิดบ้าง การเรียนรู้สังคมการเมืองภายใต้ “ประวัติศาสตร์ราชาชาตินิยม” ท้าทายให้ผู้เรียนตั้งคำถามอย่างรอบด้านไหมว่า ทำไมประวัติศาสตร์จึงมีแต่เรื่องราวของ “วีรกษัตริย์” ไพร่และทาสมีบทบาทในการสร้างบ้านแปงเมืองอย่างไรบ้าง มีวัฒนธรรมการเรียนรู้ที่ชวนอภิปรายถกเถียงอย่างรอบด้านไหมว่าทำไมจึงเกิดปฏิวัติ 2475 ทำไมจึงเกิดรัฐประหาร 2490 ให้ถกเถียงเกี่ยวกับ “ความจริงของปัญหา” 14 ตุลา 6 ตุลา อย่างถึงรากหรือไม่ แล้วประวัติศาสตร์พฤษภา 53 จะให้ลูกหลานจดจำว่าอย่างไร เป็นต้น เมื่อพลเมืองเติบโตมาภายใต้ระบบการศึกษาและวัฒนธรรมการปลูกฝังทางศาสนาที่ไม่ท้าทายให้คนคิดเช่นนี้ จึงไม่แปลกที่จะมีคนที่มีการศึกษาดี มีสถานะทางสังคมดี เป็นถึงสื่อมวลชนมืออาชีพในยุคสมัยของเราตั้งคำถามทำนองว่า “พระองค์ท่านไปทำอะไรให้พวกมึง?” ซึ่งคำถามทำนองนี้ น่าจะเป็นคำถามก่อนยุคปฏิวัติฝรั่งเศสหรืออังกฤษมากกว่า สิ่งที่เราต้องการได้จากประวัติศาสตร์คือความจริง (แม้จะไม่ร้อยเปอร์เซ็นต์แต่ก็ควรใกล้เคียงมากที่สุด) บทเรียนและแรงบันดาลใจที่จะสร้างสรรค์สังคมให้น่าอยู่ขึ้น ธรรมะก็เป็นเรื่องของความจริงของโลกและชีวิตที่ทำให้เราเกิดการเรียนรู้เข้าใจ มีความคิดเห็นถูกต้อง และดำเนินชีวิตอย่างมีค่า แต่จะเป็นไปไม่ได้เลยถ้าเพียงแต่เรียนรู้แค่ตัวบทหรือคำสอนสำเร็จรูป แล้วจะทำให้คนมีคุณธรรมจริยธรรม วิธีนี้อย่างมากก็ไปถึงแค่ธรรมประดิษฐ์คำ การท่องจำซาบซึ้งแบบนกแก้วนกขุนทอง เวลาเผชิญวิกฤตของบ้านเมืองจริงๆ ธรรมะแบบนี้อย่างมากก็ช่วยได้แค่ให้ “ทำใจ” ไม่ได้ช่วยให้คน “เข้าใจ” ปัญหาที่เป็นจริง บางครั้งยังไปซ้ำเติมปัญหาให้เลวร้ายลงไปอีก เช่นธรรมประดิษฐ์อย่าง “ฆ่าคอมมิวนิสต์ไม่บาป” “ฆ่าเวลาบาปกว่าฆ่าคน” เป็นต้น พุทธศาสนาในบ้านเราเองก็มีการสร้างมายาคติอยู่หลายเรื่อง เช่น เราปฏิเสธเรื่อง “อัตตา” หรือ “ตัวกู-ของกู” แต่ดูเหมือนคนที่แสดงออกว่าเข้าใจเรื่องนี้ดี หรือเข้าถึง “ความเป็นอนัตตา” มักจะมีความโน้มอียงที่จะปลีกตัวจากความขัดแย้งของสังคม ปล่อยวางปัญหาสังคม หรือไม่ก็เมื่อเข้ามาเกี่ยวข้องกับปัญหาสังคม ก็เข้ามาในบทบาทของผู้ “ลอยตัว” เหนือปัญหา และผลิต “ธรรมะลอยนวล” (สำนวนของวิจักขณ์ พานิช) ประเภทอธิบายว่า ความขัดแย้งแบ่งฝ่ายเป็นเรื่องของการยึดตัวกู พวกของกู เป็นเรื่องอคติ และความเกลียดชัง เป็นต้น ต่างจากคนธรรมดาบางคนที่เขาไม่เคยพูดถึงเรื่องการละอัตตา หรือตัวกู-ของกู แต่การกระทำของเขาแสดงให้เห็นถึงความกล้าหาญทางจริยธรรม การปลดปล่อยอัตตา หรือการละลายตัวตนให้กลายเป็นเนื้อเดียวกับอุดมการณ์เพื่อเสรีภาพและความเป็นธรรมของสังคม เช่น กรณี “คำ ผกา เปลือยกาย เปิดใจ ไม่เกลียดชัง” มีแต่คนที่เชื่อมั่นในความถูกต้อง ละลายตัวเองเพื่อให้เกิดความถูกต้องทางสังคม และไม่ให้ความสำคัญกับการมีตัวตนที่ต้องแบกรับคำเหยียดหยามประณามจากผู้คนที่ไม่เข้าใจเท่านั้น ถึงจะกล้าแสดงออกเช่นนี้ได้ แน่นอน อาจมองอีกด้านได้ว่า นั่นเป็นการแสดงตัวตนหรืออีโก้ที่เชื่อมั่นในอุดมการณ์ เชื่อมั่นในตนเองสูงจนไม่แคร์สายตาใคร แต่ถ้าตัวตนหรืออีโก้เช่นนี้สะท้อนมโนสำนึกที่รักความยุติธรรม และต่อสู้เพื่อเสรีภาพและความเป็นธรรมทางสังคม ก็ยังนับว่ามีคุณค่ากว่าความไม่มีตัวตนที่ลอยตัวเหนือโลก เหนือปัญหาอยู่ดี แต่ไม่ว่าจะมองอย่างไรมันก็ไม่อาจมองได้ดังสื่อเครือผู้จัดการมอง เช่ นข้อความบนปกผู้จัดการข้างล่าง เอามาให้ดู “คั่นรายการ” เพื่อให้เห็นว่าสื่อดังกล่าวป่วยหนักถึงขั้น “โค่ม่า” แล้ว เพราะความล้มเหลวของการปั่นเรื่อง “ล้มเจ้า” กว่า 5 ปี ที่ผ่านมา ข้อความบนปกแสดงให้เห็นว่าพวกเขาหลอกคนอื่นๆ และตนเองมานานจนตกอยู่ในสภาพ “หลอนตัวเอง” อย่างน่าตระหนก! เข้าเรื่องต่อ มันจึงทำให้ต้องย้อนกลับไปถามว่า คุณค่าของ “ความไม่มีตัวตน” แบบพุทธอยู่ตรงไหน โอเคว่า “จินตภาพ” ของคนที่ปล่อยวางตัวตนในบริบทสังคมเกษตรกรรมแบบโบราณเมื่อกว่าสองพันปีที่แล้ว อาจเป็นจินตภาพที่น่าชื่นชม แต่ในสังคมการเมืองปัจจุบันที่วิถีชีวิตของปัจเจกแต่ละคนมีความสัมพันธ์เกาะเกี่ยวกับระบบสังคม เศรษฐกิจ การเมือง อุดมการณ์รัฐ วัฒนธรรมทางความคิดความเชื่ออย่างแยกไม่ออกเช่นนี้ จินตภาพของบุคคลผู้ปล่อยวางตัวตนที่ถูกโปรโมทว่า สูงส่งกว่าคนธรรมดาทั่วไป อาจเป็นจินตภาพที่ถูกตั้งคำถามได้ว่า ควรเป็นจินตภาพที่เป็นแบบอย่างเชิงอุดมคติในการพัฒนาคนในโลกปัจจุบันหรือไม่? พูดอย่างเป็นรูปธรรมคือ หากบุคคลผู้ซึ่งปล่อยวางตัวตนเป็นบุคคลที่ชาวพุทธยกย่องว่ามีจิตใจสูงส่ง มีศีลธรรมสูงส่งกว่าคนธรรมดาทั่วไป เข้าถึงแก่นแท้ของพุทธศาสนามากกว่าคนทั่วไป ทว่าบุคคลเช่นนี้มีความโน้มเอียงโดยธรรมชาติที่จะลอยตัวเหนือปัญหา ไม่เอาตัวเองเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในการร่วมผลักดันสังคมให้เปลี่ยนแปลงไปสู่ความมีเสรีภาพและมีความเป็นธรรมมากขึ้น เพราะเห็นว่าเป็นเรื่องทางโลก เป็นเรื่องของคนมีกิเลส เป็นเรื่องของความยึดมั่นในตัวตน ถามว่า Character ของบุคคลผู้ปล่อยวางตัวตนเช่นนี้มีคุณค่าอะไรแก่สังคม ทำไมสังคมจึงควรยกย่องว่าคนเช่นนี้ดีเลิศกว่าคนธรรมดาทั่วไป เพียงแค่ดูจากผลงานที่คนผู้มี Character เช่นนี้ “ผลิตคำสอน” ให้คนในสังคมพยายามพัฒนาตนเองให้ก้าวไปสู่การมี Character แห่งความเป็นผู้ปล่อยวางตัวตนที่ลอยนวลเหนือปัญหาสังคมเหมือน “ตัวเขา” เท่านั้น หรือหากจะพูดในทางกลับกัน การปล่อยวางตัวตนในความหมายดังกล่าวก็เป็นเพียงการสร้างตัวตนใหม่ที่เป็นมายาคติ คือ “ตัวตนของผู้ปล่อยวาง” ที่เชื่อว่าตนเองปล่อยวางทางโลก แต่กลับ “ยึดมั่นในความปล่อยวาง” นั้น ยิ่งตัวตนของผู้ปล่อยวางพยายามสั่งสอนให้ชาวบ้านธรรมดาปล่อยวางตัวตนในการต่อสู้เพื่อเสรีภาพและความเป็นธรรมมากเท่าใด และผู้ปล่อยวางตัวตนนั้นไม่กล้าแตะปัญหาที่แท้จริงของโครงสร้างอันอยุติธรรมและรุนแรงมากเท่าใด จึงยิ่งทำให้เรามองเห็น “อัตตาใหญ่” ตัวตนใหญ่ของ “ผู้ปล่อยวางตัวตน” ลอยเด่นอยู่เหนือโลก หรืออยู่บนความมั่นคงของสถานะและชื่อเสียงเกียรติยศทางสังคมอย่างโดดเด่นเป็นสง่ามากเท่านั้น!
Comments
ถ้าจะต้องฟังท่าน
ถ้าจะต้องฟังท่าน "ปราชญ์สายฟ้า" ผมว่า เรามาอ่านตำราเล่มนี้
http://www.watnyanaves.net/uploads/File/books/pdf/buddhadhamma_revised_and_expanded_edition.pdf
อ่านให้จบทั้งเล่มเลยครับ อ่านอย่างโยนิโสมนสิการ อ่านจนเกิดปัญญา เห็นแจ้งด้วยตนเองไม่ต้องพึ่งใครอีกต่อไปจะดีกว่าไหมครับทุกท่าน? แล้วเราในฐานะคนธรรมดาๆ จะรู้ว่า เสรีภาพที่แท้จริงทางปัญญานั้นเป็นเช่นใด?
DEM
ใครคิดไงไม่รู้แต่ผมว่าพระชื่อ
ใครคิดไงไม่รู้แต่ผมว่าพระชื่อดัง คนที่ชอบออกมาสอนคติอะไรบ่อยๆนะผมก้ว่าดีแต่ผมไม่ซื้อ ไม่สนไรทีทำออกมาขายเอาเงินกันเป็นเรื่องเป็นราวแบบตอนนี้นะ ผมว่าเดี๋ยวดูเป็นการค้า ดูเป็นการขายตัวพระรูปนี้เองเสียมากกว่า เมื่อตอนแรกๆผมก็คิดว่าดีนะ นำธรรมะมาทำให้เป็นเรื่องเข้าใจง่าย แต่ไม่ต้องคิดอะไรเพิ่มต่อ..และยิ่งหลายๆปีที่ผ่านมามีเรื่องราวมากมายเกิดขึ้น ท่านเองก็ขยันออกสื่อ ออกหนังสือ ในแบบของท่านที่วางตัวลอยๆ ฟังเผินๆแล้วดูดีแต่ถ้าดูหรือฟังบ่อยๆผมว่าเริ่มจะไม่ค่อยเข้าท่าเท่าไร เหมือนตอนไปดูหนังแล้วมีโฆษณาของพระรูปนี้ ผมดูแล้วก็ขำในความคิดที่เคี้ยวมาให้เสร็จสรรพแบบนั้น อาจเพราะเป็นคนที่ชอบคิดอะไรเอง มากกว่าให้ใครมาคิดไรแทนให้เลยไม่สนใจของที่พระคนนี้เคี้ยวให้เสร็จแล้วยื่นมาตอนเช้า ตอนไปดูหนัง ตอนสังคมมีปัญหาว่าสิ่งที่ยื่นให้นั้นดีนะ...กลืนลงไปได้เลยไม่ต้องคิด
อย่าฟังความข้างเดียว
อย่าฟังความข้างเดียว
""""แต่ไม่ว่าจะมองอย่างไรมันก
""""แต่ไม่ว่าจะมองอย่างไรมันก็ไม่อาจมองได้ดังสื่อเครือผู้จัดการมอง เช่ นข้อความบนปกผู้จัดการข้างล่าง
เอามาให้ดู “คั่นรายการ” เพื่อให้เห็นว่าสื่อดังกล่าวป่วยหนักถึงขั้น “โค่ม่า” แล้ว เพราะความล้มเหลวของการปั่นเรื่อง “ล้มเจ้า” กว่า 5 ปี ที่ผ่านมา ข้อความบนปกแสดงให้เห็นว่าพวกเขาหลอกคนอื่นๆ และตนเองมานานจนตกอยู่ในสภาพ “หลอนตัวเอง” อย่างน่าตระหนก! """"""
ManagerOnline Knows his audience, serves his customer who consumes news from Online
Now ManagerOnline earned one new rank, the new low standard.
สอนให้คนคิดยากกว่าสอนให้คนจำ
สอนให้คนคิดยากกว่าสอนให้คนจำ
สอนให้คนจำ คือสอนเข้าหาตำรา
สอนให้คนคิด คือ สอนให้มองโลกจริงอย่างวิเคราะห์ เห็นถึงเหตุและผลของสรรพสิ่ง
พระนักการตลาด ไม่ได้มองอะไรลึกซึ้งปรากฏที่การนำเสนอคำสอน
พระนักคิด ทำให้คำสอนปรากฏที่โลกจริง อย่างมีโยนิโสมนสิการของอิทัปปัตยตา
ส่วนเรื่องอัตตา เป็นสิ่งหรือเรื่องที่ขึ้นกับระดับการพิจาณา
และตัวมันเองมีภาวะย้อนแย้งของความหมายเสมอๆ
ท่านมหา เน้นคำ
ท่านมหา เน้นคำ ธรรมประดิษฐ์
ด้วยยังติด วังวน บ่นเช้าค่ำ
เห็นวัดโน้น คนหา มาประจำ
แต่วัดนี้ ชอกช้ำ โยมไม่มี
เมืองประชา ธิปไตย ปล่อยไปบ้าง
ไม่ต้องอ้าง ติชนัทฮัน กันที่นี่
ใครชอบใคร ไปหา ชวนพาที
ผมชอบชี แก้ผ้า ค้นหาธรรม
ช้างเผือก อยู่ในป่า พระบ้าน
ช้างเผือก อยู่ในป่า
พระบ้าน เรียนทฤษฎี เพื่อถ่ายทอดคำสอน
พระป่า เน้นการฝึกปฏิบัติ
อย่าจับมาปนกัน
คำสอนทางพุทธ แยกออกเป็น สอนพระ กับ สอนชาวบ้าน
อย่าจับมาปนกัน
เกิดมาไม่เคยซื้อบัตรฟังเทศน์ มีแต่ไปฟังฟรีในวัด
ผู้เข้าใจธรรม คือ ผู้ปฏิบัติธรรม
ไม่ใช่นักพูดบนเวที
นักปฏิบัติธรรม จะแสวงหาความวิเวก ใช้เวลาคิดมากกว่าพูด
ช้างเผือก อยู่ในป่า
It may be a likely movement
It may be a likely movement in some small groups, some(soldiers) talk and try to solve a current problem by the old stัyle.
เช่นเคย... ขึ้นต้นเป็นลำไม้ไผ
เช่นเคย...
ขึ้นต้นเป็นลำไม้ไผ่ พอเหลาลงไปกลายเป็นบ่องกัญชา...
DEM wrote:ถ้าจะต้องฟังท่าน
[quote=DEM]ถ้าจะต้องฟังท่าน "ปราชญ์สายฟ้า" ผมว่า เรามาอ่านตำราเล่มนี้
http://www.watnyanaves.net/uploads/File/books/pdf/buddhadhamma_revised_and_expanded_edition.pdf
อ่านให้จบทั้งเล่มเลยครับ อ่านอย่างโยนิโสมนสิการ อ่านจนเกิดปัญญา เห็นแจ้งด้วยตนเองไม่ต้องพึ่งใครอีกต่อไปจะดีกว่าไหมครับทุกท่าน? แล้วเราในฐานะคนธรรมดาๆ จะรู้ว่า เสรีภาพที่แท้จริงทางปัญญานั้นเป็นเช่นใด?
DEM[/quote]
สุดยอดคัมภีร์เลยนะเนี๊ยะ ผมเปิดอ่านคร่าวๆ สุดยอดดด ดูหน้า 928 นี้ซิ
"ถ้าผู้เขียนนำเอาตัวพุทธธรรมมาแสดงแก่ผู้อ่านได้สำเร็จ ก็เหมือนกับได้พาผู้อ่านเข้าไปเฝ้าพระบรมศาสสดาเองแล้ว ผู้อ่านก็ไม่ต้องเกี่ยวข้องกับผู้เขียนอีกต่อไป พึงตั้งใจสดับและพิจารณาพุทธธรรมที่แสดงโดยตรงออกมาจากพระโอษฐ์ของพระบรมศาสดานั้นอย่างเดียว"
สุดยอดๆ
เขาคงต้องการประจาน(นม)คุณคำ
เขาคงต้องการประจาน(นม)คุณคำ ผกา แต่ผมว่ามันกลับย้อนศรประจานสื่อฉบับนั้นเอง บัณฑิตผู้ได้เห็นภาพปกจะเข้าใจเจตนาของคุณคำผกาว่าเธอประท้วงขั้นสูงสุดต่อความไม่เป็นธรรม ในขณะเดียวกับที่เข้าใจในความอำมหิตและปลงสังเวชให้กับสื่อนรกฉบับนั้น
เขาคงต้องการประจาน(นม)คุณคำ
เขาคงต้องการประจาน(นม)คุณคำ ผกา แต่ผมว่ามันกลับย้อนศรประจานสื่อฉบับนั้นเอง บัณฑิตผู้ได้เห็นภาพปกจะเข้าใจเจตนาของคุณคำผกาว่าเธอประท้วงขั้นสูงสุดต่อความไม่เป็นธรรม ในขณะเดียวกับที่เข้าใจในความอำมหิตและปลงสังเวชให้กับสื่อนรกฉบับนั้น
บทความเขียนดีนะคะ ชอบค่ะ ...
บทความเขียนดีนะคะ ชอบค่ะ ... เป็นข้อสังเกตุนะคะ ทำไมหลายคนที่ประชาไทพยายามไปจิกกัด ท่าน ว วชิรเมธี กันมากเลย หรือเพราะคิดว่าท่านเป็นขวัญใจชนชั้นกลาง แล้วตอนนี้ชนชั้นกลางก็เป็นคนกลุ่มใหญ่ของสังคม ซึ่งปกติประชาไทก็จะเอาเรื่องเอาราวกับคนกลุ่มนี้มาตลอดอยู่แล้ว ก็ท่าน ว. เลยถูกเอามาเสียบประจานอยู่เนืองๆ ด้วยตรรกะเดิมๆนะคะ เท่าที่ติดตามอ่าน เช่น...
1.การสอนพุทธศาสนาในบ้านเรานั้นเน้นการถ่ายทอด “ตัวบท” หรือชุดคำสอนสำเร็จรูป
2.“ประวัติศาสตร์ราชาชาตินิยม”
3. “ชนชั้นกลางวัฒนธรรม”
4.พุทธศาสนาในบ้านเราเองก็มีการสร้างมายาคติอยู่หลายเรื่อง เช่น เราปฏิเสธเรื่อง “อัตตา” หรือ “ตัวกู-ของกู” แต่ดูเหมือนคนที่แสดงออกว่าเข้าใจเรื่องนี้ดี หรือเข้าถึง “ความเป็นอนัตตา” มักจะมีความโน้มอียงที่จะปลีกตัวจากความขัดแย้งของสังคม
อยากอ่านอะไรจากมุมใหม่ๆบ้าง และอยากบอกว่าตรรกะเดิมๆนี่ก็เป็นเสมือนชุดความคิดเหมือนกันที่ถ่ายทอดออกไปต่อผู้อ่านผู้ติดตามผู้เชียร์ประชาไท
สุดยอด
[quote=สุดยอด]สุดยอดคัมภีร์เลยนะเนี๊ยะ ผมเปิดอ่านคร่าวๆ สุดยอดดด ดูหน้า 928 นี้ซิ
"ถ้าผู้เขียนนำเอาตัวพุทธธรรมมาแสดงแก่ผู้อ่านได้สำเร็จ ก็เหมือนกับได้พาผู้อ่านเข้าไปเฝ้าพระบรมศาสสดาเองแล้ว ผู้อ่านก็ไม่ต้องเกี่ยวข้องกับผู้เขียนอีกต่อไป พึงตั้งใจสดับและพิจารณาพุทธธรรมที่แสดงโดยตรงออกมาจากพระโอษฐ์ของพระบรมศาสดานั้นอย่างเดียว"
สุดยอดๆ[/quote]
ผมเพิ่งอ่าน ผ่านlink ที่ท่านอ้าง
เห็นตัวอย่าง ตรงหน้า ห้าแปดสอง
เราคงติด สุดโต่ง เลยลงคลอง
ถูกทดลอง วิ่งหา ว้าวุ่นไป
เลยลาแล้ว สำนักชี ที่แก้ผ้า
พระท่านว่า Extreme ชิมไม่ไหว
หากใครเห็น ว่าเจริญ ก้อเชิญไป
ผมขอไกล ปล่อยเธออ้า ทายท้าลม
เปลือยกาย เปิดใจ
เปลือยกาย เปิดใจ ไม่เกลียดชัง
เป็นความหวัง ตั้งใจ ให้เห็นถัน
เป็นกุศล จากใจ ให้คิดกัน
คนทั้งนั้น คนเหมือนกัน ถันของคน
ความแปลกแยก แตกต่าง ตามธรรมดา
มีคุณค่า หลากหลาย ไม่เสียผล
อย่าเคียดแค้น ชิงชัง ตั้งใจก่น
เพื่อให้คน ทุกคน คิดเหมือนตาม
การปกป้อง ความดีงาม ด้วยความโหด
อาจเป็นโทษ ต่อความดี เหมือนมีหนาม
อันความดี นั้นเห็นมี แต่ดีงาม
ไม่คุกคาม ชีวิต และจิตใจ
การเปลือยกาย เปิดใจ ไม่เกลียดชัง
เป็นความหวัง ตั้งใจ ให้คิดใหม่
ร่วมนำสู่ สังคม ศิวิไลซ์
เปิดหัวใจ พูดกัน มั่นไมตรี
การปล่อยวาง อย่างหมักหมม ถมปัญหา
เป็นมายา ยิ่งนัก ไร้ศักดิ์ศรี
เป็นความมืด วิปโยค โลกเสรี
ยอดนารี คำ ผกา กล้าเปิดใจ
. wrote:เปลือยกาย เปิดใจ
[quote=.]เปลือยกาย เปิดใจ ไม่เกลียดชัง
เป็นความหวัง ตั้งใจ ให้เห็นถัน
เป็นกุศล จากใจ ให้คิดกัน
คนทั้งนั้น คนเหมือนกัน ถันของคน
ความแปลกแยก แตกต่าง ตามธรรมดา
มีคุณค่า หลากหลาย ไม่เสียผล
อย่าเคียดแค้น ชิงชัง ตั้งใจก่น
เพื่อให้คน ทุกคน คิดเหมือนตาม
การปกป้อง ความดีงาม ด้วยความโหด
อาจเป็นโทษ ต่อความดี เหมือนมีหนาม
อันความดี นั้นเห็นมี แต่ดีงาม
ไม่คุกคาม ชีวิต และจิตใจ
การเปลือยกาย เปิดใจ ไม่เกลียดชัง
เป็นความหวัง ตั้งใจ ให้คิดใหม่
ร่วมนำสู่ สังคม ศิวิไลซ์
เปิดหัวใจ พูดกัน มั่นไมตรี
การปล่อยวาง อย่างหมักหมม ถมปัญหา
เป็นมายา ยิ่งนัก ไร้ศักดิ์ศรี
เป็นความมืด วิปโยค โลกเสรี
ยอดนารี คำ ผกา กล้าเปิดใจ[/quote]
เธอเปลือยตัว โชว์นม ผมก้อชอบ
แต่คำตอบ ยังไม่สิ้น ซึ่งคำถาม
เช่นเปิดอ้า ซ่านีหรือ คือความงาม
เพียงนิยาม "เปลือยประดิษฐ์" โปรดคิดดู
ผมไม่ชัง ฟังอีกที ผมนี่ชอบ
แล้วยังลอบ ชื่นชม คมคำสู้
ทั้งบุรุษ เหล่าสตรี ล้วนมีครู
ลองความรู้ สาระ สาดหากัน
กว่าจะถึง วันนี้ เรามีราก
ถูกกระชาก ลากโยน จนโคนสั่น
คนหัวใหม่ อ้างเขา เพียงเอามัน
เพราะเพ้อฝัน ประชา ธิปไตย
เสรีล้น มากหลาย "ควายประดิษฐ์"
ผมขอสิทธิ์ ที่นี่ มีบ้างไหม
จะไม่ชอบ ที่คุณอ้าง ช่างปะไร
มิใช่ใคร ชี้ชม แล้วดมตาม
อย่าไปตำหนิสื่อของเจ็กลิ้มเลย
อย่าไปตำหนิสื่อของเจ็กลิ้มเลยครับ เดี๋ยวมันตื่น ให้มันไล่งับข่าวและประเด็นที่เราต้องการไปเรื่อยๆ
เราวุ่นวายกับการเปรียบเทียบสิ
เราวุ่นวายกับการเปรียบเทียบสิ่งนั้นกับสิ่งนี้
มันก็จะเกิดชอบสิ่งนึง- ไม่ชอบอีกสิ่งนึง
เกิดการวางสิ่งนึง- ไม่วางอีกสิ่งนึง
แล้วเราเพ่งแต่ สิ่งที่เรา"วางได้" ว่าเรา "ปล่อยวางแล้ว"
หลงไหลไม่ได้สติ ว่ามีอีกสิ่ง ไม่ได้วาง
ความไม่ว่าง ก็ปรากฏใน นัยตาที่บอดข้างนั้น นั่นเอง
Maximus wrote:ช้างเผือก
[quote=Maximus]ช้างเผือก อยู่ในป่า
พระบ้าน เรียนทฤษฎี เพื่อถ่ายทอดคำสอน
พระป่า เน้นการฝึกปฏิบัติ
อย่าจับมาปนกัน
คำสอนทางพุทธ แยกออกเป็น สอนพระ กับ สอนชาวบ้าน
อย่าจับมาปนกัน
เกิดมาไม่เคยซื้อบัตรฟังเทศน์ มีแต่ไปฟังฟรีในวัด
ผู้เข้าใจธรรม คือ ผู้ปฏิบัติธรรม
ไม่ใช่นักพูดบนเวที
นักปฏิบัติธรรม จะแสวงหาความวิเวก ใช้เวลาคิดมากกว่าพูด
ช้างเผือก อยู่ในป่า[/quote]
like
สำหรับผมแล้ว
สำหรับผมแล้ว ผมว่าสไตล์การสอนคนของพระแต่ละรูปนั้นไม่เหมือนกัน แม้แต่พระไทยก็เถอะ จะเอามาเปรียบเทียบกันไม่ได้ ดังนั้นถ้าเราฟังแล้วไม่ถูกจริตเราก็ข้ามๆ ไปเถอะครับ ไปว่าไปกล่าวมากๆ จะกลายเป็นการดูถูกสติปัญญาของบรรดาลูกศิษย์ของท่านไปซะเปล่าๆ เหมือนกับตอนที่ผมมักจะต่อว่าวัดพระธรรมกายนั่นแหละ พอได้เจอได้คุยกับลูกศิษย์ของวัดนั้นแล้ว ก็อดที่จะทึ่งไม่ได้ว่า เขาก็มีดีของเขาอยู่เหมือนกัน อาจารย์ของผม (ดร.วรภัทร์ ภู่เจริญ) ก็เคยกล่าวหลายครั้งว่า ท่านไม่ของวิจารณ์คำสอนของพระรูปอื่น ท่านว่าทางเดินขึ้นเขามีหลายทาง ญาติโยมก็เลือกกันเอาเองละกัน ซึ่งผมคิดว่า ท่านคงไม่กล้าพูดมาก เพราะถ้าผิดพลาดขึ้นมาจะเป็นบาปเสียเปล่าๆ
ส่วนเรื่องผู้ปล่อยวางที่พยายามลอยตัวอยู่เหนือปัญหาต่างๆ นั้น ผมว่ามันก็น่าจะแล้วแต่ท่านนะ เพราะจุดมุ่งหมายในชีวิตมันต่างกัน จะเอาความคิดของตัวเองไปตัดสินคนอื่นนั้น ไม่น่าจะถูกต้องครับ แต่ละคนมีเหตุผลของตนเอง ที่สำคัญคือต่างฝ่ายต้องเคารพในเหตุผลของกันและกันครับ
การวิพากษ์ วิจารณ์
การวิพากษ์ วิจารณ์ กับการดูถูก มันไม่เหมือนกัน เห็นอันไหนไม่ถูกต้อง ไม่เหมาะ สามารถบอกกันได้
....ไม่บาป!!
tao64 wrote:สำหรับผมแล้ว
[quote=tao64]สำหรับผมแล้ว ผมว่าสไตล์การสอนคนของพระแต่ละรูปนั้นไม่เหมือนกัน แม้แต่พระไทยก็เถอะ จะเอามาเปรียบเทียบกันไม่ได้ ดังนั้นถ้าเราฟังแล้วไม่ถูกจริตเราก็ข้ามๆ ไปเถอะครับ ไปว่าไปกล่าวมากๆ จะกลายเป็นการดูถูกสติปัญญาของบรรดาลูกศิษย์ของท่านไปซะเปล่าๆ เหมือนกับตอนที่ผมมักจะต่อว่าวัดพระธรรมกายนั่นแหละ พอได้เจอได้คุยกับลูกศิษย์ของวัดนั้นแล้ว ก็อดที่จะทึ่งไม่ได้ว่า เขาก็มีดีของเขาอยู่เหมือนกัน อาจารย์ของผม (ดร.วรภัทร์ ภู่เจริญ) ก็เคยกล่าวหลายครั้งว่า ท่านไม่ของวิจารณ์คำสอนของพระรูปอื่น ท่านว่าทางเดินขึ้นเขามีหลายทาง ญาติโยมก็เลือกกันเอาเองละกัน ซึ่งผมคิดว่า ท่านคงไม่กล้าพูดมาก เพราะถ้าผิดพลาดขึ้นมาจะเป็นบาปเสียเปล่าๆ
ส่วนเรื่องผู้ปล่อยวางที่พยายามลอยตัวอยู่เหนือปัญหาต่างๆ นั้น ผมว่ามันก็น่าจะแล้วแต่ท่านนะ เพราะจุดมุ่งหมายในชีวิตมันต่างกัน จะเอาความคิดของตัวเองไปตัดสินคนอื่นนั้น ไม่น่าจะถูกต้องครับ แต่ละคนมีเหตุผลของตนเอง ที่สำคัญคือต่างฝ่ายต้องเคารพในเหตุผลของกันและกันครับ[/quote]
ดูเหมือนว่าคุณไม่ตัดสินใครเลย แต่คุณได้ตัดสินไปแล้ว
ประมาณว่าคุณคิดว่า พระจะสอนในแนวไหนก็ถูกหมด "แล้วแต่ท่านนะ " อะไรประมาณนั้น
แล้วกับบทความผมล่ะครับ ทำไมคุณไม่ใช้ "มาตรฐานเดียวกัน" ว่า "แล้วแต่ท่านนะ " แต่กลับไปตัดสินว่าที่ผมวิจารณ์ ตั้งคำถามต่างๆนั้น เป็นเรื่อง "จะเอาความคิดของตัวเองไปตัดสินคนอื่นนั้น ไม่น่าจะถูกต้องครับ" ("ไม่ถูกต้อง" ใช้เกณฑ์อะไรมาตัดสินไม่ทราบครับ)
แล้วที่คุณบอกว่าผมเอาความคิดของผมไปตัดสินคนอื่นนี่ มันเท่ากับ "คุณกำลังเอาความคิดของคุณมาตัดสินคนอื่น (ผม) หรือเปล่าครับ?"
คือถ้าคุณคิดว่า "การเอาความคิดของคนของตัวเองไปตัดสินคนอื่นเป็นการไม่ถูกต้อง" และถ้าคุณ "เคารพ" หลักการนี้ของคุณ คุณย่อมไม่เอาความคิดของคุณมาตัดสินผมว่าผมเอาความคิดของผมไปตัดสินคนอื่น ใช่ไหมครับ
ที่จริงไม่อยากตอบโต้ความเห็นนี้หรอก แต่ทำเหมือนมาอบรมสั่งสอน แต่ "ตรรกะ" กับการกระทำขัดแย้งกันเอง
ณ ตัวเอง
[quote=ณ ตัวเอง]บทความเขียนดีนะคะ ชอบค่ะ ... เป็นข้อสังเกตุนะคะ ทำไมหลายคนที่ประชาไทพยายามไปจิกกัด ท่าน ว วชิรเมธี กันมากเลย หรือเพราะคิดว่าท่านเป็นขวัญใจชนชั้นกลาง แล้วตอนนี้ชนชั้นกลางก็เป็นคนกลุ่มใหญ่ของสังคม ซึ่งปกติประชาไทก็จะเอาเรื่องเอาราวกับคนกลุ่มนี้มาตลอดอยู่แล้ว ก็ท่าน ว. เลยถูกเอามาเสียบประจานอยู่เนืองๆ ด้วยตรรกะเดิมๆนะคะ เท่าที่ติดตามอ่าน เช่น...
1.การสอนพุทธศาสนาในบ้านเรานั้นเน้นการถ่ายทอด “ตัวบท” หรือชุดคำสอนสำเร็จรูป
2.“ประวัติศาสตร์ราชาชาตินิยม”
3. “ชนชั้นกลางวัฒนธรรม”
4.พุทธศาสนาในบ้านเราเองก็มีการสร้างมายาคติอยู่หลายเรื่อง เช่น เราปฏิเสธเรื่อง “อัตตา” หรือ “ตัวกู-ของกู” แต่ดูเหมือนคนที่แสดงออกว่าเข้าใจเรื่องนี้ดี หรือเข้าถึง “ความเป็นอนัตตา” มักจะมีความโน้มอียงที่จะปลีกตัวจากความขัดแย้งของสังคม
อยากอ่านอะไรจากมุมใหม่ๆบ้าง และอยากบอกว่าตรรกะเดิมๆนี่ก็เป็นเสมือนชุดความคิดเหมือนกันที่ถ่ายทอดออกไปต่อผู้อ่านผู้ติดตามผู้เชียร์ประชาไท[/quote]
อ่ะ ใช่แล้ว เป็นข้อสังเกต ที่ไม่ต้องสังเกตอะไรมากมายจริงๆ ^ ^
แล้วทำไมถึงเหมารวม"ธรรมประดิษฐ์" เป็นแก่นการสอนธรรมะของ ท่าน ว วชิรเมธี
สำหรับฉัน ก็เหมือนคำคม วาทกรรม ที่ชวนให้อ่านต่อ คิดต่อ แตกแขนงทางความคิด อย่างที่ท่านผู้เขียนบล็อคทำอยู่ ส่วนจะแตกแขนงหรือตกผลึกไปในรูปแบบไหน เชื่อว่า พื้นฐานทัศนคติติดต่อมีผลไม่น้อย ^ ^
ธรรมะ สำเร็จรูป
ธรรมะ สำเร็จรูป บางครั้งก็ไม่ต่างจากอาหารขยะ.....(เป็นความรู้สึกส่วนตัว)
ณ ตัวเอง
[quote=ณ ตัวเอง]บทความเขียนดีนะคะ ชอบค่ะ ... เป็นข้อสังเกตุนะคะ ทำไมหลายคนที่ประชาไทพยายามไปจิกกัด ท่าน ว วชิรเมธี กันมากเลย หรือเพราะคิดว่าท่านเป็นขวัญใจชนชั้นกลาง แล้วตอนนี้ชนชั้นกลางก็เป็นคนกลุ่มใหญ่ของสังคม ซึ่งปกติประชาไทก็จะเอาเรื่องเอาราวกับคนกลุ่มนี้มาตลอดอยู่แล้ว ก็ท่าน ว. เลยถูกเอามาเสียบประจานอยู่เนืองๆ ด้วยตรรกะเดิมๆนะคะ เท่าที่ติดตามอ่าน เช่น...
1.การสอนพุทธศาสนาในบ้านเรานั้นเน้นการถ่ายทอด “ตัวบท” หรือชุดคำสอนสำเร็จรูป
2.“ประวัติศาสตร์ราชาชาตินิยม”
3. “ชนชั้นกลางวัฒนธรรม”
4.พุทธศาสนาในบ้านเราเองก็มีการสร้างมายาคติอยู่หลายเรื่อง เช่น เราปฏิเสธเรื่อง “อัตตา” หรือ “ตัวกู-ของกู” แต่ดูเหมือนคนที่แสดงออกว่าเข้าใจเรื่องนี้ดี หรือเข้าถึง “ความเป็นอนัตตา” มักจะมีความโน้มอียงที่จะปลีกตัวจากความขัดแย้งของสังคม
อยากอ่านอะไรจากมุมใหม่ๆบ้าง และอยากบอกว่าตรรกะเดิมๆนี่ก็เป็นเสมือนชุดความคิดเหมือนกันที่ถ่ายทอดออกไปต่อผู้อ่านผู้ติดตามผู้เชียร์ประชาไท[/quote]
ในทางศาสนา-การเมืองน่ะ...ไม่มีอะไรที่เรียกว่าเป็น"มุมมองใหม่ๆ"หรอกคร๊าบ....
คนโบราณเขาตกผลึกหมดแล้วในเรื่องวิทยาศาตร์ทางจิต...กิเลสตัณหา ศิลปะแห่งอำนาจ มหันตภัยแห่งแหวน ฯลฯ
ไม่เห็นหรือครับ มันเกิดซ้ำๆในประวัติศาตร์...ทั้งเรื่องจริง ทั้งอิงนิยาย
เพียงแต่ในอดีต-ปัจจุบัน...วิธีการ,รายละเอียดปลีกย่อยต่างกัน..ก็เท่านั้น.
แต่ในทางจิตใจ มนุุษย์เปลี่ยนแปลงน้อยมาก ยังคงเหมือนที่เป็นมานับแต่มนุษย์เริ่มรู้จักจดบันทึก.
สิ่งสำคัญที่เราต้องมีคือ"ความสงสัย"
ความสงสัยนั้นไม่บาป ความสงสัยมิใช่อาชญากรรม กบาลมีไว้คิด มิใช่มีไว้ให้นรกกิน
โดยเฉพาะผู้มีอำนาจ ไม่ว่าจะเป็นใคร ไม่ว่าจะอยู่ฝ่ายศาสนจักรหรืออาณาจักร
ไม่ว่าจะเป็นตัวบุคคลหรือหมู่คณะ เมื่อพูดเสียงดังมาก มวลชนได้ยินมาก สังคมยิ่งต้องสงสัยให้มาก!
เพราะผู้มีอำนาจคือผู้..ให้คุณ-ให้โทษ..ต่อสังคมในวงกว้าง มีผลต่อความอยู่รอดของสังคมนั้นๆ...
ใช้หลักกาลมสูตร10 จะบาปได้ไง?
ผู้บริสุทธิ์ เมื่อถูกตรวจสอบ ถามว่าความบริสุทธิ์ของท่านลดลงหรือ?
เราแย่งเอาความบริสุทธิ์ ไปจากผู้บริสุทธิ์ได้ด้วยหรือ?
ถ้าไม่เริ่มต้นด้วยความสงสัย จะอีกกี่มุมมอง...จะอีกกี่ตรรกะ...ก็ไม่นำไปสู่ปัญญาได้หรอก!
ถ้าบาป แปลว่า แปดเปื้อน จะมีอะไรบาปไปกว่าการทำให้จิตสำนึกแปดเปื้อนไปด้ายมิจฉาทิษฐิ
เพราะนั่นคือเหตุแห่งการกระทำชั่วทั้งปวง.
และถ้าบุญ แปลว่า ชำระล้าง จะมีอะไรที่เป็นบุญไปกว่าการชำระมิจฉาทิษฐิ,อวิชชา,ความงมงาย
ให้ออกไปจากใจปักเจกชนและสังคม.
quote=ณ
quote=ณ ตัวเอง]บทความเขียนดีนะคะ ชอบค่ะ ... เป็นข้อสังเกตุนะคะ ทำไมหลายคนที่ประชาไทพยายามไปจิกกัด ท่าน ว วชิรเมธี กันมากเลย หรือเพราะคิดว่าท่านเป็นขวัญใจชนชั้นกลาง แล้วตอนนี้ชนชั้นกลางก็เป็นคนกลุ่มใหญ่ของสังคม ซึ่งปกติประชาไทก็จะเอาเรื่องเอาราวกับคนกลุ่มนี้มาตลอดอยู่แล้ว ก็ท่าน ว. เลยถูกเอามาเสียบประจานอยู่เนืองๆ ด้วยตรรกะเดิมๆนะคะ เท่าที่ติดตามอ่าน เช่น...
1.การสอนพุทธศาสนาในบ้านเรานั้นเน้นการถ่ายทอด “ตัวบท” หรือชุดคำสอนสำเร็จรูป
2.“ประวัติศาสตร์ราชาชาตินิยม”
3. “ชนชั้นกลางวัฒนธรรม”
4.พุทธศาสนาในบ้านเราเองก็มีการสร้างมายาคติอยู่หลายเรื่อง เช่น เราปฏิเสธเรื่อง “อัตตา” หรือ “ตัวกู-ของกู” แต่ดูเหมือนคนที่แสดงออกว่าเข้าใจเรื่องนี้ดี หรือเข้าถึง “ความเป็นอนัตตา” มักจะมีความโน้มอียงที่จะปลีกตัวจากความขัดแย้งของสังคม
อยากอ่านอะไรจากมุมใหม่ๆบ้าง และอยากบอกว่าตรรกะเดิมๆนี่ก็เป็นเสมือนชุดความคิดเหมือนกันที่ถ่ายทอดออกไปต่อผู้อ่านผู้ติดตามผู้เชียร์ประชาไท[/quote]
เห็นด้วยค่ะเรื่องการไปจิกกัดท่าน ว.ในเว็บประชาไท เป็นเรื่องที่ค่อนข้างน่าเบื่อ เปิดมาทีไร เจอทุกที(โดยเฉพาะในบทความของ อ.สุรพศ) แต่ยอมรับว่าอาจารย์เขียนบทความได้ดีขึ้นมากเลยนะคะ สละสลวยขึ้น เป็นตรรกะมากขึ้น(แถม การโต้ตอบความเห็นข้างท้ายยังสามารถใช้เรื่องตรรกะแย้งตรรกะได้อีก(ฮา)) และจริงดิฉันก็เห็นด้วยกับอาจารย์นะคะ(ปล. ช่วยดูในข้อความด้วยนะคะว่าเห็นด้วย) แต่จริงๆ มันไม่เห็นจะมีอะไรเลย อ.เขียนบทความในที่สาธาณะระดับหนึ่งอย่าง ปชท. คนเขามาวิจารณ์ อ. อ.จะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยก็ควรจะหยุดที่การโต้แย้งกันตรงประเด็นในบทความของ อ.เอง ว่า อ.ไม่เห็นด้วยที่จะเน้นการสอนธรรมะที่เน้นเฉพาะตน ไม่เน้นความเป็นธรรมในเชิงโครงสร้างสังคม เพราะเดี๋ยวคุณคนนั้น เอาตรรกะเดียวกันย้อนกับมาหา อ.อีกมันจะไม่จบไม่สิ้น แล้วระวังจะโดนข้อหาผู้ที่คิดว่าธรรมะควรมีทั้งด้านในและด้านนอกนี่ อัตตาแรงนะคะ
ส่วนเรื่องการทำให้ง่ายนี่ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องไหนๆ หรือที่ไหนๆ ก็เป็นเหมือนกันหมดและเป็นเรื่องดีเสียด้วยซ้ำ เพราะชีวิตประจำวันของบุคคลทั่วๆ ไป และส่วนใหญ่อยู่นอกจอคอมพ์ วันๆ วุ่นอยูกับงานในออฟฟิศเพื่อทำมาหากินเลี้ยงตัว ไม่ได้เป็นนักวิชาการ เป็นนักคิดนักเขียน ทำงานอิสระ มีเวลาหาข้อมูลในเน็ตหรืออ่านหนังสือนี่ บางทีการทำย่อยให้ง่าย(แต่ไม่ใช่วิปริตวิปลาส) อย่างเช่นคำว่า "มรรคง่าย" ที่ท่าน ว.ประดิษฐ์ขึ้นมาดิฉันว่าฟังดูดีออก มันดูทำให้ธรรมะเป็นเรื่องใกล้ตัวดีและสามารถกระทำในฐานะปัจเจกบุคคลได้ก่อน ซึ่งอาจจะทำให้บุคคลผู้นั้นแผ่ความเป็นคนมีจิตใจดีไปสู่คนรอบข้างได้ หรืออาจออกไปทำอะไรในฐานะจิตอาสา ซึ่งดิฉันว่ามันไม่ใช่สิ่งเลวร้ายอะไร จำได้ว่าในช่วงน้ำท่วม ในเฟซบุ๊กของท่าน ว. มีคำอยู่คำหนึ่งว่า "หัวใจที่เต้นเพื่อคนอื่น เป็นหัวใจที่ของพระโพธิสัตว์" ดิฉันเองยังแท็กมาไว้และเก็บไว้เป็นแรงบันดาลใจที่จะทำเพื่อคนอื่นเลย คือดิฉันอยากจะขอความเห็นใจให้กับเพื่อนมนุษย์ตาดำๆ รอบข้างของตัวเราที่ตอนนี้ปฏิบัติธรรมได้เฉพาะตนก่อน เนื่องจากข้อจำกัดด้วยประการต่างๆ ที่ร้อยรัดตัวอยู่ อ้อ ลืมบอกไปว่าเรื่องทำให้ง่ายนี่ แม้ฝรั่งเขาก็ยังทำกัน เรื่องไทเก๊ก เรื่องโยคะ ที่มันแพร่ขจรขจายไปทั้งโลกนี่ ฝีมือฝรั่งเขานะคะ ดิฉันทราบ เพราะดิฉันเคยทำงานในฟิล์ดหนังสือสุขภาพทางเลือก เพราะ บก.จะเน้นเรื่องการดูหนังสือภาษาอังกฤษ เพราะเขาจะทำให้มันดูง่ายๆ ซึ่งเหมาะแก่คนในยุคนี้ดี
เมื่อไม่กี่วันก่อน เข้าไปดูหน้าเว็บของพระไพศาล เจอบทความหนึ่งที่ว่า "ต้องการความสะอาด ใยสาดโคลน" ดิฉันนึกถึงบางสิ่งบางอย่างที่เกิดขึ้นในเว็บประชาไททันที อย่างเมื่อไม่กี่วันก่อน ก็เห็นบทความเรื่อง "น้ำตาสลิ่ม1: ข้อเรียกร้องจากกลุ่มหมูหลุม" อะไรประมาณนี้ คือกลุ่มหมูหลุมเขาเรียกร้องว่า คนเสื้อแดงหรือแม้แต่ในเว็บประชาไทเองไม่น่าจะเรียกคนที่ไม่ได้เลือกพรรคเพื่อไทยเหมือนตนว่า "สลิ่ม" ควรจะแยกเรียกไป เช่นกลุ่มผู้เลือกพรรค ปชป. กลุ่มผู้สนับสนุนพันธมิตร อะไรทำนองนี้ แต่สงสัยกลุ่มหมูหลุมพอเห็นชื่อบทความคงน้ำตาตกใน ดิฉันเข้าใจในเรื่องการพาดหัวข่าว เพราะดิฉันก็เคยเป็นนักข่าว แต่อาจจะตั้งหัวข้อที่มันชวนเสียใจน้อยกว่านั้นได้มั้ย เช่น "น้ำตาจากผู้ถูกหล่าวหาว่าเป็นสลิ่ม" อะไรทำนองนี้ อันนี้ดิฉันฝากไปถึงผู้ดูแลเว็บประชาไทด้วยค่ะ อย่างถีบพวกเราทั้ง 2 ฝั่งออกจากกันและกันมากยิ่งขึ้นด้วยการแปะป้าย(ที่แกะไม่ออก) ยิ่งไปกว่านี้เลย ลบมันออกไปบ้าง เพื่อให้มันรางเลือนกว่านี้ก็ยังดี
ด้วยความเคารพอาจารย์และเห็นใจที่โดนข้อหา ม.112 เมตตาผู้อื่น และขอแสดงข้อคิดสะท้อนกลับไปยังเว็บประชาไทด้วย(ในเรื่องการพาดหัวเรื่องดังว่า)
ส่วน อ.จะโต้แย้งกลับมาหรือไม่ก็แล้วแต่ อ. ส่วนดิฉัน "คง" หยุดไว้แค่นี้ล่ะคะ เพราะงานเยอะ
Cocoon wrote:ณ ตัวเอง
[quote=Cocoon][quote=ณ ตัวเอง]บทความเขียนดีนะคะ ชอบค่ะ ... เป็นข้อสังเกตุนะคะ ทำไมหลายคนที่ประชาไทพยายามไปจิกกัด ท่าน ว วชิรเมธี กันมากเลย หรือเพราะคิดว่าท่านเป็นขวัญใจชนชั้นกลาง แล้วตอนนี้ชนชั้นกลางก็เป็นคนกลุ่มใหญ่ของสังคม ซึ่งปกติประชาไทก็จะเอาเรื่องเอาราวกับคนกลุ่มนี้มาตลอดอยู่แล้ว ก็ท่าน ว. เลยถูกเอามาเสียบประจานอยู่เนืองๆ ด้วยตรรกะเดิมๆนะคะ เท่าที่ติดตามอ่าน เช่น...
1.การสอนพุทธศาสนาในบ้านเรานั้นเน้นการถ่ายทอด “ตัวบท” หรือชุดคำสอนสำเร็จรูป
2.“ประวัติศาสตร์ราชาชาตินิยม”
3. “ชนชั้นกลางวัฒนธรรม”
4.พุทธศาสนาในบ้านเราเองก็มีการสร้างมายาคติอยู่หลายเรื่อง เช่น เราปฏิเสธเรื่อง “อัตตา” หรือ “ตัวกู-ของกู” แต่ดูเหมือนคนที่แสดงออกว่าเข้าใจเรื่องนี้ดี หรือเข้าถึง “ความเป็นอนัตตา” มักจะมีความโน้มอียงที่จะปลีกตัวจากความขัดแย้งของสังคม
อยากอ่านอะไรจากมุมใหม่ๆบ้าง และอยากบอกว่าตรรกะเดิมๆนี่ก็เป็นเสมือนชุดความคิดเหมือนกันที่ถ่ายทอดออกไปต่อผู้อ่านผู้ติดตามผู้เชียร์ประชาไท[/quote]
ในทางศาสนา-การเมืองน่ะ...ไม่มีอะไรที่เรียกว่าเป็น"มุมมองใหม่ๆ"หรอกคร๊าบ....
คนโบราณเขาตกผลึกหมดแล้วในเรื่องวิทยาศาตร์ทางจิต...กิเลสตัณหา ศิลปะแห่งอำนาจ มหันตภัยแห่งแหวน ฯลฯ
ไม่เห็นหรือครับ มันเกิดซ้ำๆในประวัติศาตร์...ทั้งเรื่องจริง ทั้งอิงนิยาย
เพียงแต่ในอดีต-ปัจจุบัน...วิธีการ,รายละเอียดปลีกย่อยต่างกัน..ก็เท่านั้น.
แต่ในทางจิตใจ มนุุษย์เปลี่ยนแปลงน้อยมาก ยังคงเหมือนที่เป็นมานับแต่มนุษย์เริ่มรู้จักจดบันทึก.
สิ่งสำคัญที่เราต้องมีคือ"ความสงสัย"
ความสงสัยนั้นไม่บาป ความสงสัยมิใช่อาชญากรรม กบาลมีไว้คิด มิใช่มีไว้ให้นรกกิน
โดยเฉพาะผู้มีอำนาจ ไม่ว่าจะเป็นใคร ไม่ว่าจะอยู่ฝ่ายศาสนจักรหรืออาณาจักร
ไม่ว่าจะเป็นตัวบุคคลหรือหมู่คณะ เมื่อพูดเสียงดังมาก มวลชนได้ยินมาก สังคมยิ่งต้องสงสัยให้มาก!
เพราะผู้มีอำนาจคือผู้..ให้คุณ-ให้โทษ..ต่อสังคมในวงกว้าง มีผลต่อความอยู่รอดของสังคมนั้นๆ...
ใช้หลักกาลมสูตร10 จะบาปได้ไง?
ผู้บริสุทธิ์ เมื่อถูกตรวจสอบ ถามว่าความบริสุทธิ์ของท่านลดลงหรือ?
เราแย่งเอาความบริสุทธิ์ ไปจากผู้บริสุทธิ์ได้ด้วยหรือ?
ถ้าไม่เริ่มต้นด้วยความสงสัย จะอีกกี่มุมมอง...จะอีกกี่ตรรกะ...ก็ไม่นำไปสู่ปัญญาได้หรอก!
ถ้าบาป แปลว่า แปดเปื้อน จะมีอะไรบาปไปกว่าการทำให้จิตสำนึกแปดเปื้อนไปด้ายมิจฉาทิษฐิ
เพราะนั่นคือเหตุแห่งการกระทำชั่วทั้งปวง.
และถ้าบุญ แปลว่า ชำระล้าง จะมีอะไรที่เป็นบุญไปกว่าการชำระมิจฉาทิษฐิ,อวิชชา,ความงมงาย
ให้ออกไปจากใจปักเจกชนและสังคม.[/quote]
1. ถ้าไม่ตั้งข้อสงสัยจะดิฉันตั้งข้อสังเกตุในคอมเมนต์ที่โพสไปข้างบนได้หรือคะ
2. ดิฉันไม่ได้พูดเรื่อง "ความสงสัย" เป็นบาป หรือ ไม่ได้เป็นบาปเลยค่ะ ทำไม2ใน3 ของคอมเมนต์คุณพูดในสิ่งที่ดิฉันไม่ได้เขียนถึงเลยคะ ดิฉันไม่ตัดสินอะไร บาป ไม่บาป หรอกค่ะ เพราะมันไม่ได้ตายตัวอะไรคือบาปไม่บาปมันไม่ได้จบที่ตรงนั้น ถามแล้วมันบาปตรงไหน สงสัยแล้วมันผิดอะไร ...แต่ดิฉันตั้งข้อสังเกตุว่าคุณหมกมุ่นเรื่อง บาปไม่บาป กับการตั้งคำถามตั้งข้อสงสัยมากเลยค่ะ เห็นพูดซะเยอะ
3. ที่บอกว่า ในทางศาสนา-การเมืองน่ะ...ไม่มีอะไรที่เรียกว่าเป็น"มุมมองใหม่ๆ"หรอกคร๊าบ.... คือหลายครั้งที่อ่านจากที่ประชาไท มันก็จะมีข้อสนับสนุนตามแนวๆที่ตั้งข้อสังเกตุไว้แล้วข้างบนหนะค่ะ แต่ดิฉันอยากเห็นว่ามีใครจะมองว่าสังคมไทยเป้นอย่างนี้ เพราะ เน้นการถ่ายทอด “ตัวบท” หรือชุดคำสอนสำเร็จรูป “ประวัติศาสตร์ราชาชาตินิยม” “ชนชั้นกลางวัฒนธรรม” การปลีกตัวจากความขัดแย้งของสังคม แค่นั้นหรือ มันมีปัจจัยอื่นมั้ย เช่น เรื่องอิทธิพลทางเศรษฐกิจ ผลของ globalisation ความรุ่งเรืองของระบบทุนนิยมและการสะสม หรือความก้าวหน้าทางtechnology หนะค่ะ
มันเหมือนคุณเจอคนที่บอกซ้ำซากว่าถ้ามีเหตุการณ์ข่มขืนคือมันต้องมาจากการแต่งตัวล่อแหม มีหนังเอกซ์เยอะเกิน หรือถ้าเกิดความรุนแรงในเด็กก็บอกว่าเป็นเพราะวีดีโอเกมส์ที่ยิงๆกันกับรายการทีวีที่เน้นความรุนแรง มันซ้ำซากแล้วก้มีกลุ่มคนที่เอาความซ้ำซากนี่ไปพูดต่อๆ แบบไม่ได้ใช้ปัญญาอะไร จริงๆปัญหามันอาจจะเกิดจากผลรวมของหลายๆอย่างก็ได้ ...และนี่คือที่มาที่ดิฉันเขียนว่าอยากอ่านอะไรจากมุมใหม่ๆบ้าง ซึ่นี่ก็เกิดจากความสงสัยและตั้งคำถามนะคะ
Cocoon wrote:ณ ตัวเอง
[quote=Cocoon][quote=ณ ตัวเอง]บทความเขียนดีนะคะ ชอบค่ะ ... เป็นข้อสังเกตุนะคะ ทำไมหลายคนที่ประชาไทพยายามไปจิกกัด ท่าน ว วชิรเมธี กันมากเลย หรือเพราะคิดว่าท่านเป็นขวัญใจชนชั้นกลาง แล้วตอนนี้ชนชั้นกลางก็เป็นคนกลุ่มใหญ่ของสังคม ซึ่งปกติประชาไทก็จะเอาเรื่องเอาราวกับคนกลุ่มนี้มาตลอดอยู่แล้ว ก็ท่าน ว. เลยถูกเอามาเสียบประจานอยู่เนืองๆ ด้วยตรรกะเดิมๆนะคะ เท่าที่ติดตามอ่าน เช่น...
1.การสอนพุทธศาสนาในบ้านเรานั้นเน้นการถ่ายทอด “ตัวบท” หรือชุดคำสอนสำเร็จรูป
2.“ประวัติศาสตร์ราชาชาตินิยม”
3. “ชนชั้นกลางวัฒนธรรม”
4.พุทธศาสนาในบ้านเราเองก็มีการสร้างมายาคติอยู่หลายเรื่อง เช่น เราปฏิเสธเรื่อง “อัตตา” หรือ “ตัวกู-ของกู” แต่ดูเหมือนคนที่แสดงออกว่าเข้าใจเรื่องนี้ดี หรือเข้าถึง “ความเป็นอนัตตา” มักจะมีความโน้มอียงที่จะปลีกตัวจากความขัดแย้งของสังคม
อยากอ่านอะไรจากมุมใหม่ๆบ้าง และอยากบอกว่าตรรกะเดิมๆนี่ก็เป็นเสมือนชุดความคิดเหมือนกันที่ถ่ายทอดออกไปต่อผู้อ่านผู้ติดตามผู้เชียร์ประชาไท[/quote]
ในทางศาสนา-การเมืองน่ะ...ไม่มีอะไรที่เรียกว่าเป็น"มุมมองใหม่ๆ"หรอกคร๊าบ....
คนโบราณเขาตกผลึกหมดแล้วในเรื่องวิทยาศาตร์ทางจิต...กิเลสตัณหา ศิลปะแห่งอำนาจ มหันตภัยแห่งแหวน ฯลฯ
ไม่เห็นหรือครับ มันเกิดซ้ำๆในประวัติศาตร์...ทั้งเรื่องจริง ทั้งอิงนิยาย
เพียงแต่ในอดีต-ปัจจุบัน...วิธีการ,รายละเอียดปลีกย่อยต่างกัน..ก็เท่านั้น.
แต่ในทางจิตใจ มนุุษย์เปลี่ยนแปลงน้อยมาก ยังคงเหมือนที่เป็นมานับแต่มนุษย์เริ่มรู้จักจดบันทึก.
สิ่งสำคัญที่เราต้องมีคือ"ความสงสัย"
ความสงสัยนั้นไม่บาป ความสงสัยมิใช่อาชญากรรม กบาลมีไว้คิด มิใช่มีไว้ให้นรกกิน
โดยเฉพาะผู้มีอำนาจ ไม่ว่าจะเป็นใคร ไม่ว่าจะอยู่ฝ่ายศาสนจักรหรืออาณาจักร
ไม่ว่าจะเป็นตัวบุคคลหรือหมู่คณะ เมื่อพูดเสียงดังมาก มวลชนได้ยินมาก สังคมยิ่งต้องสงสัยให้มาก!
เพราะผู้มีอำนาจคือผู้..ให้คุณ-ให้โทษ..ต่อสังคมในวงกว้าง มีผลต่อความอยู่รอดของสังคมนั้นๆ...
ใช้หลักกาลมสูตร10 จะบาปได้ไง?
ผู้บริสุทธิ์ เมื่อถูกตรวจสอบ ถามว่าความบริสุทธิ์ของท่านลดลงหรือ?
เราแย่งเอาความบริสุทธิ์ ไปจากผู้บริสุทธิ์ได้ด้วยหรือ?
ถ้าไม่เริ่มต้นด้วยความสงสัย จะอีกกี่มุมมอง...จะอีกกี่ตรรกะ...ก็ไม่นำไปสู่ปัญญาได้หรอก!
ถ้าบาป แปลว่า แปดเปื้อน จะมีอะไรบาปไปกว่าการทำให้จิตสำนึกแปดเปื้อนไปด้ายมิจฉาทิษฐิ
เพราะนั่นคือเหตุแห่งการกระทำชั่วทั้งปวง.
และถ้าบุญ แปลว่า ชำระล้าง จะมีอะไรที่เป็นบุญไปกว่าการชำระมิจฉาทิษฐิ,อวิชชา,ความงมงาย
ให้ออกไปจากใจปักเจกชนและสังคม.[/quote]
รู้สึกว่าคุณ Cocoon จะกลัวบาปหรือเปล่าค่ะ ขึ้นต้นมาก็ชัดเลยว่าคุณ Cocoon ยอมรับแบบไม่สงสัยอะไรเลยหนะค่ะ เพราะคุณจั่วหัวว่า>>> ในทางศาสนา-การเมืองน่ะ...ไม่มีอะไรที่เรียกว่าเป็น"มุมมองใหม่ๆ"หรอกคร๊าบ.... คนโบราณเขาตกผลึกหมดแล้วในเรื่องวิทยาศาตร์ทางจิต...กิเลสตัณหา ศิลปะแห่งอำนาจ มหันตภัยแห่งแหวน ฯลฯ
มันจะไม่มีอะไรใหม่เลยหรือคะ จริงเหรอคะ ถามจริง...
เรียนถามท่านสุรพศว่า
เรียนถามท่านสุรพศว่า พระพุทธเจ้าสอนอะไร ในสมัยพุทธกาลเคยมีพระรูปหนึ่งเราจำชื่อไม่ได้ อ้างอิงไปเกรงว่าจะถูกตำหนิว่า "โง่ อวดฉลาด" ขอให้พระพุทธเจ้าสอนธรรมะที่ทรงรู้เป็นภาษาสันสกฤติ พระพุทธเจ้าทรงตรัสตอบว่า "เธออย่าปรารถนาเช่นนั้นเลย เธอไปถึงที่แห่งไหนตำบลใด บ้านใด เธอจงใช้ภาษาถิ่นนั้น บ้านนั้น เมืองนั้นในการสอนธรรมะเถิด" เหตุที่ทรงตรัสเช่นนี้เพราะภาษาสันสกฤตินั้นเป็นภาษาที่ใช้กันในวรรณะพราหมณ์และกษัตริย์ หากทรงแสดงธรรมในภาษาสันสกฤติแล้ว ธรรมะนั้นจะกลายเป็นธรรมะของชั้นชั้นสูง เราจะเห็นได้จากที่ทำไมมีพระญี่ปุ่นสอนธรรมะในแบบแรปโย่ เพราะวัยรุ่นญี่ปุ่น สังคมรุ่นใหม่ของญี่ปุ่นนั้นเป็นเช่นนั้น การสอนแบบเดิมจึงเป็นสิ่งที่น่าเบื่อสำหรับคนรุ่นใหม่ ฉันใดก็ฉันนั้น สังคมวัยรุ่นไทยต้องการสิ่งกระตุ้นแบบแหวกแนว ดังนั้นจึงต้องหาสิ่งที่เร้าใจ เพลิดเพลินมาชี้นำให้เขาสนใจก่อน ใครที่สนใจจริงก็จะศึกษาคำสอนแบบเดิม ๆ เอง สำหรับท่านอาจจะเป็นสิ่งที่ไม่น่าเชื่อถือนัก แต่สำหรับเรา เราไม่สนว่าการสอนนั้นจะเป็นแบบใด ถ้าการสอนนั้นนำไปสู่หนทางแห่งเดียวกัน เมืองที่พระพุทธเจ้าพบนั้นมีประตูเข้า 4 ทางคือ อริยสัจ่ย์ 4 แต่หนทางสู่ประตูนั้นมีหลากหลายนัก แล้วจะเป็นไรไปที่จะมีหนทางใหม่เพิ่มขึ้นมา ถ้าปลายทางนั้นมุ่งสู่เมืองที่ชื่อว่า "นิพพาน"
กว่าจะถึงวันนี้เรามีราก เรายั
กว่าจะถึงวันนี้เรามีราก
เรายังอยากเติบใหญ่ได้ดอกผล
ไม่อยากเป็นไม้ดัดจัดอวดคน
ถูกตัดต้นดอกใบให้แคระแกร็น
1.ความสงสัยเนี่ย
1.ความสงสัยเนี่ย มันเลือกได้มั้ยว่าอะไรสงสัยได้ อะไรสงสัยไม่ได้? มันเซนเซอร์ตัวเองได้มั้ย? เพราะถ้ามันเลือกที่จะสงสัย
มันก็เป็นแค่การหลอกตัวเอง.
2.ผมเริ่มตั้งข้อสงสัย ก็ตอนปรากฎการณ์จตุคามนั่นแหล่ะ มันอะไรกันครับ! แล้วสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่สร้างกันมาเนี่ย
ยังไม่ศักดิ์สิทธิ์พอหรือ? แล้วไหนจะสารพัดสำนักขายบุญ-ขายฝัน มันคือวัตถุนิยมทางจิตวิญญาณ
อย่างทิี่ท่านธรรมาจารย์ตรุงปะว่าไว้นั่นเอง หลายๆคน(รวมทั้งตัวผมก็ด้วย)หมกมุ่นในเรื่องบาป-บุญ ความดี-ชั่ว
แต่ไม่เข้าใจความหมายที่แท้,ไม่อาจหยั่งรู้ถึงเจตนาของผู้พูด เลยตกเป็นเครื่องมือของผู้ฉวยโอกาส ทั้งในทางศาสนา-การเมือง.
เรื่องบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ มงคลตื่นข่าว...ในทางธรรม
ปรากฎการณ์แชร์ลูกโซ่ การเล่นหวย...ในทางโลก. มันสะท้อนอะไร?
มันคือความอยากเข้าถึงทรัพยากร มันหมายถึงยังมีอีกหลายๆคนในรัฐนี้ที่ยังหิวกระหาย-ยังไม่พอใจในสภาพที่เป็นอยู่
แต่ถ้าเรานำร่องชีวิตด้วยวิถีดังกล่าว ผมว่ามันเสี่ยงเกินไป และอาจทำให้สถานการณ์เลวร้ายลง เหมือนการหนีเสือปะจระเข้
แล้วสมมติถ้าผมสร้างกำลังใจด้วยวิธีนี้... ผมบูชาจตุคาม แล้วเกิดทำมาหากินจนร่ำรวยขึ้นมา
ถ้าผมยกเหตุแห่งความสำเร็จให้จตุคาม ผมกำลังกดศักยภาพตัวเองอย่างน่าเสียดาย
อาจจะเห็นว่าถ้ามันไม่ผิดศีลธรรมก็ไม่เป็นไร แต่อย่าดูเบานะครับ มันจะส่งผลไปถึงจิตสำนึกรวมหมู่
และนี่เองเป็นสาเหตุที่ทำไม? คนไทยระดับปัจเจกที่แม้จะเก่งไม่แพ้ใคร
แต่พอไปแข่งขันเชิงระบบ หรือระดับมหภาค จะสู้ชาติที่มีเสรีภาพทางความคิดไม่ได้.
3.ในทางวัตถุมนุษย์อาจมาไกลมากๆ แต่ในทางจิตใจ ก็ยังคงเหมือนที่เคยเป็นมา กิเลส ตัณหา อำนาจ ความทะเยอทะยาน
แล้วเรื่องศาสนา-การเมือง มันคือเรื่องภายใน เรามีเทคโนโลยีอ่านจิตใจมนุษย์ได้แล้วหรือครับ? แล้วถ้ายังไม่มี เราจะรู้ได้ไงครับ? เพื่อจะตรวจสอบเรื่องทางจิตใจ ก็ต้องใช้เครื่องมือจากจิตใจด้วย นั่นคือ ใช้อยาตนะหกยังไม่พอ เพราะอยาตนะหกมีข้อจำกัด ต้องใช้ญาณทัศน์ด้วย และญาณทัศน์นี้ได้มาจาก...กาลมสูตร-การไม่ปักใจเชื่อทั้งสิบ และไตรสิกขา-การบดถลุงทั้งสาม
...ผมไม่ได้คิดเองหรอกนะ เอามาจากครูบาอาจารย์อีกทีหนึ่ง...
ถ้าจิตใจมนุษย์ก้าวหน้าทันวัตถุ โลกนี้คงไม่มีความรุนแรงที่มนุษย์กระทำต่อกันอย่างที่เห็น...
Cocoon wrote:1.ความสงสัยเนี่ย
[quote=Cocoon]1.ความสงสัยเนี่ย มันเลือกได้มั้ยว่าอะไรสงสัยได้ อะไรสงสัยไม่ได้? มันเซนเซอร์ตัวเองได้มั้ย? เพราะถ้ามันเลือกที่จะสงสัย
มันก็เป็นแค่การหลอกตัวเอง.
2.ผมเริ่มตั้งข้อสงสัย ก็ตอนปรากฎการณ์จตุคามนั่นแหล่ะ มันอะไรกันครับ! แล้วสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่สร้างกันมาเนี่ย
ยังไม่ศักดิ์สิทธิ์พอหรือ? แล้วไหนจะสารพัดสำนักขายบุญ-ขายฝัน มันคือวัตถุนิยมทางจิตวิญญาณ
อย่างทิี่ท่านธรรมาจารย์ตรุงปะว่าไว้นั่นเอง หลายๆคน(รวมทั้งตัวผมก็ด้วย)หมกมุ่นในเรื่องบาป-บุญ ความดี-ชั่ว
แต่ไม่เข้าใจความหมายที่แท้,ไม่อาจหยั่งรู้ถึงเจตนาของผู้พูด เลยตกเป็นเครื่องมือของผู้ฉวยโอกาส ทั้งในทางศาสนา-การเมือง.
เรื่องบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ มงคลตื่นข่าว...ในทางธรรม
ปรากฎการณ์แชร์ลูกโซ่ การเล่นหวย...ในทางโลก. มันสะท้อนอะไร?
มันคือความอยากเข้าถึงทรัพยากร มันหมายถึงยังมีอีกหลายๆคนในรัฐนี้ที่ยังหิวกระหาย-ยังไม่พอใจในสภาพที่เป็นอยู่
แต่ถ้าเรานำร่องชีวิตด้วยวิถีดังกล่าว ผมว่ามันเสี่ยงเกินไป และอาจทำให้สถานการณ์เลวร้ายลง เหมือนการหนีเสือปะจระเข้
แล้วสมมติถ้าผมสร้างกำลังใจด้วยวิธีนี้... ผมบูชาจตุคาม แล้วเกิดทำมาหากินจนร่ำรวยขึ้นมา
ถ้าผมยกเหตุแห่งความสำเร็จให้จตุคาม ผมกำลังกดศักยภาพตัวเองอย่างน่าเสียดาย
อาจจะเห็นว่าถ้ามันไม่ผิดศีลธรรมก็ไม่เป็นไร แต่อย่าดูเบานะครับ มันจะส่งผลไปถึงจิตสำนึกรวมหมู่
และนี่เองเป็นสาเหตุที่ทำไม? คนไทยระดับปัจเจกที่แม้จะเก่งไม่แพ้ใคร
แต่พอไปแข่งขันเชิงระบบ หรือระดับมหภาค จะสู้ชาติที่มีเสรีภาพทางความคิดไม่ได้.
3.ในทางวัตถุมนุษย์อาจมาไกลมากๆ แต่ในทางจิตใจ ก็ยังคงเหมือนที่เคยเป็นมา กิเลส ตัณหา อำนาจ ความทะเยอทะยาน
แล้วเรื่องศาสนา-การเมือง มันคือเรื่องภายใน เรามีเทคโนโลยีอ่านจิตใจมนุษย์ได้แล้วหรือครับ? แล้วถ้ายังไม่มี เราจะรู้ได้ไงครับ? เพื่อจะตรวจสอบเรื่องทางจิตใจ ก็ต้องใช้เครื่องมือจากจิตใจด้วย นั่นคือ ใช้อยาตนะหกยังไม่พอ เพราะอยาตนะหกมีข้อจำกัด ต้องใช้ญาณทัศน์ด้วย และญาณทัศน์นี้ได้มาจาก...กาลมสูตร-การไม่ปักใจเชื่อทั้งสิบ และไตรสิกขา-การบดถลุงทั้งสาม
...ผมไม่ได้คิดเองหรอกนะ เอามาจากครูบาอาจารย์อีกทีหนึ่ง...
ถ้าจิตใจมนุษย์ก้าวหน้าทันวัตถุ โลกนี้คงไม่มีความรุนแรงที่มนุษย์กระทำต่อกันอย่างที่เห็น...[/quote]
เราขอตอบในแบบเราดังนี้นะ
1.ความสงสัยเนี่ย มันเลือกได้มั้ยว่าอะไรสงสัยได้ อะไรสงสัยไม่ได้? มันเซนเซอร์ตัวเองได้มั้ย?
ตอบ ความสงสัยมันไม่เลือกว่าอะไรสงสัยได้หรือไม่ เริ่มแรกเราทุกคนต่างสงสัยกันทั้งนั้น เมื่อรู้แล้วความสงสัยนั้นจะหายไป เป็นความรู้แล้ว ไม่สงสัยอีก ส่วนเรื่องที่อยากรู้จะเกิดความสงสัยใหม่ขึ้นมาก ส่วนเรื่องที่ว่ามันเซนเซอร์ตัวเองได้ไหม เมื่อเราสงสัยในเรื่องที่เรารู้แล้ว เราจะเกิดสิ่งหนึ่งขึ้นมาว่า "ก็รู้แล้วนี่ จะสงสัยทำไม"
2. เรื่องวัตถุมงคล สิ่งศักดิ์สิทธิ์ เราไม่ขอกล่าวมาก เราเองก็ยังไม่เคยพบเห็นคงตอบอะไรมากไม่ได้ ตอบได้แค่ว่า สิ่งเหล่านี้มีมาแต่สมัยพุทธกาลแล้ว แต่ที่พระพุทธองค์ไม่ทรงห้าม เพราะทรงเห็นว่าสิ่งนี้มีข้อดีที่ให้คนยึดถือเพื่อทำดี ในสมัยก่อนคนไทยเราก็มีไว้เพื่อเป็นศีริมงคลเท่านั้น แต่สมัยนี้เราเห็นว่าคนพึ่งพาสิ่งเหล่านี้จนลืมนึกถึงธรรมไป เช่นห้อยเหรียญพระเกจิอาจารย์ก็เอาไปอวดว่าองค์นี้ดีอย่างนั้น ดีอย่างนี้ เช่ามาเท่านี้ จนลืมไปว่าประโยชน์แท้ของมันคือไว้ใช้เพื่อเตือนให้ทำดี ให้นึกถึงคุณของพระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ ส่วนเรื่องที่ห้อยจตุคามแล้วทำมาค้าขึ้นนั้น ต้องถามว่าสิ่งที่ทำให้ค้าขายดีคือมือคุณหรือมือองค์จตุคาม เราไม่ได้ดูถูกองค์จตุคามนะ แต่มีคนไม่น้อยที่ห้อยจตุคามหวังว่าจะค้าขายดีร่ำรวย แต่ก็ไม่รวย เขากล่าวโทษองค์จตุคามว่า ห้อยแล้วไม่เห็นรวยเลยก็มี ในศาสนาคริสต์มีคำสอนว่า "พระเจ้าจะช่วยเฉพาะคนที่ช่วยตัวเองก่อนเท่านั้น" ในศาสนาพุทธก็มีคำสอนว่า "ลูกไฟที่ตกลงบนศรีษะนั้น ให้ปัดตัวเองก่อน จึงปัดให้คนอื่น" หมายถึง จงเอาตัวเองให้พ้นทุกข์ก่อน จึงสอนให้ผู้อื่นพ้นทุกข์
3. เครื่องมือตรวจสอบจิตใจเรามีกันทุกคน แต่เราไม่สามารถตรวจสอบจิตใจคนอื่นได้แน่ชัด 100 เปอร์เซ็นต์ เราสามารถตรวจสอบจิตของตนเองได้เท่านั้น เวลาที่มีความโกรธขึ้นมา เรารู้ไหม เราย่อมรู้ เวลาที่เรามีความโลภ เรารู้ไหม เราย่อมรู้ เวลาที่เรามีความหลง เรารู้ไหม เราย่อมรู้ แต่เวลาที่คนอื่นมีความโลภ มีความโกรธ มีความหลง เรารู้ไหม เรารู้บ้างเท่าที่เขาแสดงออก เราสามารถจับจิตเขาได้บ้างชั่วขณะหนึ่ง ดังเวลาที่เราพูดสิ่งใดไปกับเพื่อนสนิท กับคุ๋ครอง กับแฟน หรือกับคนใกล้ตัว เราย่อมรู้ได้ว่าสิ่งนี้ทำร้ายจิตใจเขาหรือไม่
เราตอบได้เท่านี้ ไม่ทราบว่าพอจะตอบโจทย์ของท่านได้หรือเปล่า
Maximus wrote:ช้างเผือก
[quote=Maximus]ช้างเผือก อยู่ในป่า
พระบ้าน เรียนทฤษฎี เพื่อถ่ายทอดคำสอน
พระป่า เน้นการฝึกปฏิบัติ
อย่าจับมาปนกัน
คำสอนทางพุทธ แยกออกเป็น สอนพระ กับ สอนชาวบ้าน
อย่าจับมาปนกัน
เกิดมาไม่เคยซื้อบัตรฟังเทศน์ มีแต่ไปฟังฟรีในวัด
ผู้เข้าใจธรรม คือ ผู้ปฏิบัติธรรม
ไม่ใช่นักพูดบนเวที
นักปฏิบัติธรรม จะแสวงหาความวิเวก ใช้เวลาคิดมากกว่าพูด
ช้างเผือก อยู่ในป่า[/quote]
มักสี่แสดงอะไรเชยๆ อีกแล้ว
หลวงพ่อฤาษีลิงดำ ยอดอริยะเจ้าแห่งยุค ไม่เคยอยู่ป่าถึงพรรษาเลย แถมหลวงพ่อพูดเอง ท่านเป็นพระมหานิกายอยู่วัดตลอด แล้วก็ปฎิบัติอยู่ในวัดนี่แหละ จากประวัติที่หลวงพ่อเขียนเอง ตอนท่านบรรลุก็อยู่ในเมือง (แล้วไม่ต้องพูดดังๆ ไป พระลูกวัดและพระคณะหลวงพ่อ มีอริยะเจ้าอีกมากมายแน่ๆ แต่ สงฆ์ คณะนี้ก็ไม่เคยอยู่ป่าเลย ออกบิณฑบาทแถววัดท่าซุงนั่นแหละ แล้วก็กลับมาปฎิบัติในวัด (แถมห้องปฎิบัติที่วัดก็ติดแอร์เย๊นเย็น มักสี่ ไม่เคยไปแน่ๆ) (ฮา))
เจ้าคุณ นร (รู้จักมะ ท่านเจ้าคุณนรรรัตน์ราชมานิต ธรรมวิตโก น่ะ!) นี่ก็ บวช ปฎิบัติ และ บรรลุ ธรรม อยู่ในวัดนี่เอง
สรุปแล้ว พระป่า พระบ้าน ก็ปฏิบัติทั้งนั้นแหละ พระองค์ไหนบวชมาไม่ปฏิบัติก็มีหวังตกนรก เท่านั้นเอง
ก่อนเสนออะไรตรวจสอบก่อนก็ดีนะ
สำหรับเจ้าของบทความ ไม่มีอะไร
สำหรับเจ้าของบทความ
ไม่มีอะไรต้องโต้แย้ง เพราะรอให้แกมาโต้แย้งกับศาลเอาเองดีกว่า (กร๊ากกกกกกกก)
แต่มีเรื่องติดใจนิดเดียว
ไอ้แผนที่คิดจะเปิดเผยชื่อผมนี่ คิดกันนานไหม
แล้วเป็นวิถีของ สุจริตชน ที่มี ประชาธิปไตย ตรงไหน
หรือที่แท้แล้วคือวิธีของหมาลอบกัดดีๆ นี่เอง
จะตอบหรือไม่ก็ได้นะ
เพราะผมรู้อีกหน่อยคุณก็คงไม่ค่อยว่างแล้ว หาค่ารถพอหรือยัง! (ฮา)
ส่วนอันนี้ของฝากผ่านไปถึง
ส่วนอันนี้ของฝากผ่านไปถึง เว็บมัสเซ่อ
ผมมีหลักฐานว่า สื่อ ไม่จำเป็นต้องเสนอชื่อผู้ร้องทุกข์กล่าวโทษในคดีนี้เลย เพราะมันกระทบกับสิทธิ์ส่วนตัวของผู้ร้องทุกข์กล่าวโทษแน่ๆ (แถมแน่เสียยิ่งกว่าสิทธิ์จอมปลอมของนายสุรพศ ที่อ้างอย่างไม่มีสติปัญญาว่าการด่าเจ้าแบบที่เขาทำเป็นสิทธิ์ของเขา ซึ่งผมก็เลยทำหน้าที่ให้เขาได้ไปพิสูจน์ 'แนวคิด' ของเขากับศาลซะเลย) (ฮา)
หลักฐานที่ว่าคือ เนื้อหาข่าวเดียวกันนี้ของ มติชน เขาเล่าข่าวเหมือน ป่าช้าไท เป๊ะๆ ยกเว้น เขาลงว่าคนร้องทุกข์ ชื่อ ไอแพด เฉยๆ โดยไม่ได้ลงรายละเอียดว่า ไอแพด คือใคร
เอาละซี! ทีนี้ ในฐานะ เว็บมัสเซ่อ จะได้เจอคดี ขมขู่ (ในฐานะตัวการร่วม) เข้าอีกแล้ว นุช เอ๋ย ชู เอ๋ย
ทำไมพวกนี้มันอ่อนต่อโลกอย่างนี้น้า (ฮา)
I Pad wrote:Maximus
[quote=I Pad][quote=Maximus]ช้างเผือก อยู่ในป่า
พระบ้าน เรียนทฤษฎี เพื่อถ่ายทอดคำสอน
พระป่า เน้นการฝึกปฏิบัติ
อย่าจับมาปนกัน
คำสอนทางพุทธ แยกออกเป็น สอนพระ กับ สอนชาวบ้าน
อย่าจับมาปนกัน
เกิดมาไม่เคยซื้อบัตรฟังเทศน์ มีแต่ไปฟังฟรีในวัด
ผู้เข้าใจธรรม คือ ผู้ปฏิบัติธรรม
ไม่ใช่นักพูดบนเวที
นักปฏิบัติธรรม จะแสวงหาความวิเวก ใช้เวลาคิดมากกว่าพูด
ช้างเผือก อยู่ในป่า[/quote]
มักสี่แสดงอะไรเชยๆ อีกแล้ว
หลวงพ่อฤาษีลิงดำ ยอดอริยะเจ้าแห่งยุค ไม่เคยอยู่ป่าถึงพรรษาเลย แถมหลวงพ่อพูดเอง ท่านเป็นพระมหานิกายอยู่วัดตลอด แล้วก็ปฎิบัติอยู่ในวัดนี่แหละ จากประวัติที่หลวงพ่อเขียนเอง ตอนท่านบรรลุก็อยู่ในเมือง (แล้วไม่ต้องพูดดังๆ ไป พระลูกวัดและพระคณะหลวงพ่อ มีอริยะเจ้าอีกมากมายแน่ๆ แต่ สงฆ์ คณะนี้ก็ไม่เคยอยู่ป่าเลย ออกบิณฑบาทแถววัดท่าซุงนั่นแหละ แล้วก็กลับมาปฎิบัติในวัด (แถมห้องปฎิบัติที่วัดก็ติดแอร์เย๊นเย็น มักสี่ ไม่เคยไปแน่ๆ) (ฮา))
เจ้าคุณ นร (รู้จักมะ ท่านเจ้าคุณนรรรัตน์ราชมานิต ธรรมวิตโก น่ะ!) นี่ก็ บวช ปฎิบัติ และ บรรลุ ธรรม อยู่ในวัดนี่เอง
สรุปแล้ว พระป่า พระบ้าน ก็ปฏิบัติทั้งนั้นแหละ พระองค์ไหนบวชมาไม่ปฏิบัติก็มีหวังตกนรก เท่านั้นเอง
ก่อนเสนออะไรตรวจสอบก่อนก็ดีนะ[/quote]
กราบเรียนท่าน I Pad ที่เคารพยิ่ง
ก่อนอื่น กระผมขอแสดงความขอบคุณแด่ท่าน ที่ท่านให้ความกรุณาทักท้วงข้อความของกระผม ทำให้กระผมมีความรู้สึกยินดีเป็นล้นพ้น
ขอออกตัวก่อนว่า กระผมมีความรู้ภาษาไทยพออ่านออกเขียนได้ ถ้าหากเป็นภาษาบาลีและสันสกฤตด้วยแล้ว กระผมอยู่ในสถานะไม่ด้อยไปกว่าเป่าปี่ใส่หูควาย หรือ ไม่กระดิกหูเลยครับ
จึงได้แสดงความเห็นด้วยภาษาง่ายๆตามประสาชาวบ้านของผม คือ เรียกพระบ้าน กับ พระป่า
ในความหมายของกระผม พระบ้าน คือ พระที่ฉันอาหารสองมื้อ คือ มื้อเช้า และ มื้อเพล
เวลาเพล กะลาสีวัด หรือ พระหนุ่ม กับ เณรน้อย จะตีกลองเพล และฆ้อง เป็นจังหวะ เป็นการบอกเวลาให้แม่ออกรู้ว่า ถึงเวลาฉันเพลแล้วเด๊อ ตุ้มๆๆๆๆ ตะลุ่ม ตุ้ม หม่องงงง ไม่ทราบปัจจุบันนี้ยังมีการตีกลองเพลอยู่หรือเปล่า ที่ร้อยเอ็ดยังมีอยู่ไหมครับ ?
พระบ้าน จะเน้นด้านการเรียนทฤษฎี เพื่อถ่ายทอดคำสอน นี่คือความหมายของกระผม
พระป่า กระผมหมายถึง พระที่ฉันมื้อเช้าเพียงมื้อเดียว และท่านเน้นการปฏิบัติ ออกเดินธุดงค์
มุ่งปฏิบัติเพื่อสู่นิพพาน อะไรแบบนี้ นี่คือ ความหมายของกระผม
คำว่า ช้างเผือกอยู่ในป่า ในความหมายของกระผม ไม่ได้หมายถึงหญิงสาวสวยงามดังความหมายดั้งเดิมของสำนวนนี้ แต่หมายถึง การหาพระผู้ปฏิบัติชอบ ค่อนข้างหายาก ต้องใช้เวลาแสวงหา เพราะท่านไม่มีเลามายืนหน้าเวที ต้องซื้อบัตรเข้าฟัง อะไรแบบนี้นะครับ
คือ กระผมก็เกรงใจครับ เหมือนผมไม่เคารพพระนักพูด เอ๊ย นักเทศน์
บังเอิญผมเป็นคนคร่ำครึ เคยชินกับการเดินทางเหน็ดเหนื่อยกว่าจะได้เข้านมัสการพระสงฆ์ที่ได้ยินกิตติศัพท์ของท่าน แต่ละองค์จะเงียบขรึม แต่นัยน์ตาของท่านฉายแววเมตตาครับ
ดังนั้น คำว่า พระป่า ของกระผม จึงไม่ได้หมายถึงว่า ท่านอยู่ในป่า (Forest หรือ Jungle)
แต่หมายถึง ต้องใช้ความพยายามในการแสวงหา
เช่น หลวงพ่อชา วัดหนองป่าพง และ วัดป่าอเมริกาวาส (วัดป่านานาชาติ) วารินชำราบ อุบลราชธานี
เป็นต้น
(กระผมขออภัยที่ไม่ได้เอ่ยนามพระสงฆ์ที่เคารพองค์อื่นๆ ณ ที่นี้)
วัดหนองป่าพง ตั้งอยู่ในเขตชุมชน แต่ภายในบริเวณวัด ร่มรื่นด้วยต้นไม้น้อยใหญ่นานาชนิด เหมาะสำหรับการปฏิบิติธรรม หรือ นั่งวิปัสสนา ดั่งนี้เป็นต้น
ความจริงแล้ว กระผมมองท่าน I Pad ว่ามีจิตใจดีงามนะครับ เพราะท่านชอบเข้าวัดฟังธรรม
แม้การเขียนของท่านจะทำให้ผู้อ่านรู้สึกกระอักกระอ่วนใจ เพราะท่านเขียนอย่างตรงไปตรงมา
แต่ผมเห็นว่าท่าน I Pad เขียนด้วยความจริงใจ ไม่มีเล่ห์เหลี่ยมใดๆทั้งสิ้น
นี่คือความน่ารักน่านับถือของชาวอีสาน อันเป็นคุณสมบัติที่สากลโลกยอมรับนับถือกัน
บางพวก ต้องเหลี่ยมคู คล้ายๆศรีธนญชัย แล้วบอกว่าตนเองนั้นฉลาด
แต่กลับโง่ที่มองชาวอีสานว่า โง่ เพราะซื่อตรง ทั้งๆที่ชาวอีสานมีจิตใจสูงยิ่ง
กระผมหวังว่า ท่านซือแป๋ I Pad จะเข้าใจความขี้เท่อของกระผมแล้วนะครับ
ถูกผิดประการใด โปรดชี้แนะด้วย เอาตรงๆตามถนัดเลยครับ
ขอถามว่าการแบ่งแยกครูบาอาจารย
ขอถามว่าการแบ่งแยกครูบาอาจารย์ เป็นพระป่า พระบ้าน เป็นผลดีกับเราหรือเปล่า? เพราะครูย่อมมีศิษย์ มันทำให้เกิดการแบ่งเขาแบ่งเราในวงกว้าง ไม่เฉพาะในวงการสงฆ์ แต่มันมีผลกระทบกับบริษัททั้งหมด พวกเราอย่าไปหลงกลการเมืองนี้อีกเลย
มันเป็นการสมมติพูดเท่านั้นเอง ความเป็นป่าเป็นบ้านมันอยู่ในใจเรานี่แหละ ไม่ใช่ที่ไหนอื่นไกลดอก
ป่า เปรียบเสมือนสภาวจิตที่ ไปพ้นจากข้าศึก(บวช,บรรพชา,บรรพชิต) ไปจากสิ่งหมกจม-กาม(เนกขัมมะ)
ถ้าเป็นเรื่องสภาวจิต งั้นก็ไม่เกี่ยวกับสถานที่สิ! แล้วก็ไม่ขึ้นกับการห่มคลุม,การขบฉัน
เรื่องภายใน วัดกันได้ด้วยการขบฉันหรือครับ ว่าฉันมื้อเดียวกิเลสน้อยกว่าฉันสองมื้อ..
บ้าน เปรียบเสมือน สภาวจิตยึดมั่น ความหวงแหน ถ้าตัดไม่ขาด ต่อไปเก็บอารมณ์ในเหวลึก ก็หนีความเป็นบ้านไปไม่พ้นหรอก
จะอยู่บ้านหรืออยู่ป่า ถ้าปัญญาไม่แก่รอบ ก็มีโอกาสพลาดพลั้ง ถูกโลกติเตียนได้พอๆกัน.
Cocoon
[quote=Cocoon]ขอถามว่าการแบ่งแยกครูบาอาจารย์ เป็นพระป่า พระบ้าน เป็นผลดีกับเราหรือเปล่า? เพราะครูย่อมมีศิษย์ มันทำให้เกิดการแบ่งเขาแบ่งเราในวงกว้าง ไม่เฉพาะในวงการสงฆ์ แต่มันมีผลกระทบกับบริษัททั้งหมด พวกเราอย่าไปหลงกลการเมืองนี้อีกเลย
มันเป็นการสมมติพูดเท่านั้นเอง ความเป็นป่าเป็นบ้านมันอยู่ในใจเรานี่แหละ ไม่ใช่ที่ไหนอื่นไกลดอก
ป่า เปรียบเสมือนสภาวจิตที่ ไปพ้นจากข้าศึก(บวช,บรรพชา,บรรพชิต) ไปจากสิ่งหมกจม-กาม(เนกขัมมะ)
ถ้าเป็นเรื่องสภาวจิต งั้นก็ไม่เกี่ยวกับสถานที่สิ! แล้วก็ไม่ขึ้นกับการห่มคลุม,การขบฉัน
เรื่องภายใน วัดกันได้ด้วยการขบฉันหรือครับ ว่าฉันมื้อเดียวกิเลสน้อยกว่าฉันสองมื้อ..
บ้าน เปรียบเสมือน สภาวจิตยึดมั่น ความหวงแหน ถ้าตัดไม่ขาด ต่อไปเก็บอารมณ์ในเหวลึก ก็หนีความเป็นบ้านไปไม่พ้นหรอก
จะอยู่บ้านหรืออยู่ป่า ถ้าปัญญาไม่แก่รอบ ก็มีโอกาสพลาดพลั้ง ถูกโลกติเตียนได้พอๆกัน.[/quote]
เกมการเมืองบ้าบอคอแตกอะไร
พระบ้าน พระป่า เป็นภาษาสามัญที่เขาใช้กันมานับร้อยๆปีแล้ว
อย่ามาดัดจริตกันตอนนี้
ถ้าไม่รู้จริง อย่าบิดเบือน
คำว่าบ้าน หรือ ป่า เป็นคำคุณศัพท์ของชาวบ้าน (It's just a simple Folklore Adjective).
ไม่ใช่การแบ่งแยกชนชั้น
เวรกรรมจริงๆ
ไม่น่าเชื่อว่า ในประเทศไทย จะมีคนปัญญาอ่อนกันได้ถึงเพียงนี้่
มิน่า มันถึงวุ่นวายไม่จบ
ตอดเล็กตอดน้อย เจ๊าะแจ๊ะพิกล
ชักสงสัยว่ะ อิ อิ
ไม่กล้าเขียนอ่ะ คริ คริ
ถึงท่าน
ถึงท่าน Cocoon
แหกตาอ่านข้อความของผมให้ดี
ถ้าท่านอยู่ในวงการของคนเข้าวัด จะรู้คำคุณศัพท์นี้ดี พระป่า พระบ้าน
ไม่ใช่การแบ่งแยก แต่ เป็นการแสดงถึงแนวทางการปฏิบัติของภิกษุ
โดยมีจุดมุ่งหมายเดียวกัน คือ จรรโลงพระพุทธศาสนา
ขอชี้แจงเพียงเท่านี้ ถ้าไม่เข้าใจเรื่องง่ายๆ ก็ไปผูกคอตายเสีย
หลวงพ่อชา วัดหนองป่าพง
หลวงพ่อชา วัดหนองป่าพง อุบลราชธานี
ท่านถูกจับผิดตั้งหลายปี มีนายทหารสายลับจับตาดูท่าน
ผ่านไปหลายปี นายทหารแต่งยศนายพลไปกราบขอโทษท่าน
ขอให้หลวงพ่อชาเป่ากระหม่อมให้
แม้แต่บาทหลวงจากวัดโรมันคาธอลิค บุ่งกะแทว เมืองอุบลฯ หน้าเข้าพรรษา ยังโกนหัวไปฝึกปฏิบัติ
ที่วัดป่านานาชาติ (วัดป่าอเมริกาวาส สาขา วัดหนองป่าพง) โดยแขวนไม้กางเขนอยู่นะครับ
ขนาดว่า มีการใส่ร้ายป้ายสี สารพัด หลวงพ่อชาท่านสงบนิ่ง ไม่ตอบโต้
แล้วความจริงก็ปรากฏเอง
แต่ว่า ใครๆในวันนี้แตะไม่ได้ว่ะ
มึงไม่นับถือกู มึงการเมืองนี่หว่า
ฮ่าๆๆๆๆๆๆๆๆๆ
ต้องอย่างนี้สิคร๊บบบ...ท่านแม
ต้องอย่างนี้สิคร๊บบบ...ท่านแมกซิมัส
ค่อยสมกับชื่อ"แมกซิมัส นักรบผู้กล้า ผ่าแผ่นดิน"
ท่านเคยได้ยินไหม ฉายาในทางธรรมน่ะ... พระเถรานุเถระ... พระมหาเถรคันฉ่อง...
ในทางพุทธทัศนะ หมายถึงอะไร? ความเถรตรง...มิใช่ความซื่อบื้อ ทึ่ม ขวานผ่าซาก ฯลฯ
แต่การครองชีวิตโดยการปราศจากความบิดเบือน มันต้องอาศัยทั้งความกล้าหาญและปัญญาไปพร้อมกัน
คันฉ่อง..หมายถึงผู้ที่ซื่อสัตย์ต่อตนเอง เหมือนกระจกเงา กระจกเงาโกหกไม่เป็น
เมื่อเราส่องกระจก เราจะเห็นตัวเราสะท้อนตามความเป็นจริง ปราศจากการบิดเบือน.
สังเกตกันไหม..เมื่อเราใกล้ชิดครูบาอาจารย์ที่ปฎิบัติดีปฎิบัติชอบ ทำไมเราจึงรู้สึกหวาดๆ?
เพราะท่านกลายเป็นกระจกเงาที่สะท้อนทุกส่ิง แม้แต่ภายในใจของเรา เรารู้สึกละอายในความบิดเบือนในใจเรา
ผู้ทรงศีล...มักจะมีบุคลิกร่วมกันคือ...ท่านจะมีลักษณะห้าวหาญในทางธรรม แต่แฝงด้วยความเมตตา
บางท่านอาจนุ่มนวล บางท่านอาจโผงผาง(แต่มิใช่ความก้าวร้าวอย่างแน่นอน) แล้วแต่วาสนาของแต่ละท่าน.
บุคลิกภาพของผู้ทรงศีล... มีความเป็นสากล ไม่เกี่ยงว่าจะมีเชื้อชาติใด ศาสนาใด.
ผมถึงตั้งข้อสังเกตไงว่า... เราแย่งชิงเอาความบริสุทธิ์ไปจากผู้บริสุทธิ์ได้หรือ?
ถ้ามันผู้ใดแย่งเอาความบริสุทธิ์ของท่านไป กงล้อประวัติศาตร์นั่นแหละจะเป็นผู้นำเอาความบริสุทธิ์ไปคืนท่านเอง!
ผู้ทรงศีลน่ะไม่ต้องไปห่วงท่านหรอก องค์คุณแห่งศีลย่อมคุ้มครองท่านเสมอ.
ท่านก็เห็นตัวอย่างแล้วนี่... ใครกันที่ตั้งข้อหาทางการเมือง"มีการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์"ต่อครูบาอาจารย์ของเรา?
ด้วยความเป็นเถระ...จะให้ท่านเทศนาบิดเบือนสนองอำนาจรัฐ ท่านทำไม่ได้หรอก...
ถ้าท่านไม่ได้ครองผ้าเหลือง แล้วมาเทศนาสั่งสอนอย่างนี้ คงถูกอุ้มไปแล้ว!
เห็นหรือยัง... ว่ามันใกล้ตัวเราแค่ไหน?
ถึงเวลาแล้วที่สังคมนี้...จะต้องกล้ามองตัวเองในกระจกเสียที อย่ามัวแต่กราบไหว้ครูบาอาจารย์อย่างเดียว
ควรจะเดินตามท่าน เป็นปฎิบัติบูชา ด้วยการเอากระจกเงามาส่องให้เห็นถึงก้นบึ้งในใจเรา
ความจริงอาจเจ็บปวด แต่มันจำเป็น! ก่อนที่ทุกอย่างจะแย่ไปกว่านี้...
Uriah Heep - Look At
Uriah Heep - Look At Yourself
http://www.youtube.com/watch?v=SPIK9wUXogo
*******
All is said and done.
No further comment.
น่าแปลกนะ! นายมักสี่ตอนตอบผม
น่าแปลกนะ!
นายมักสี่ตอนตอบผม ดูพินอบพิเทาเกินเหตุ แต่พอไปตอบคุณ Cocoon กลับใช้จริต (ไม่รู้ดัดหรือไม่ดัดก็ไม่รุ) (ฮา) ที่ออกแนวปากคลองตลาดไปซะงั้น
ทำไมหรือ ศักดิ์ศรีความเป็นคนของคุณ Cocoon ต่างจากศักดิ์ศรีของ I Pad อย่างไร (ทั้งๆ ที่เนื้อหาของคุณ Cocoon ก็ออกจะสุภาพมากกว่าเนื้อหาของผม นาย I Pad เสียอีก แต่ได้รับผรุสวาทตอบแทน)
อย่างนี้เขาเรียก 2 มาตรฐานหรือไม่? ถ้าใช่! แล้วถ้าอย่างนั้นปากที่พ่นว่า 2 มาตรฐานไม่ดีไม่ดี แต่ทำเองเนี่ย! มันยังไง? เป็นพวกเจ้าอินโดหรือเปล่า (อิเหนา) (อิอิอิ)
แต่ก็ชั่งมันเถาะ เรื่องของผู้มืดบอด ก็ปล่อยจมอยู่กับเต่าปลาต่อไป (ฮา)
ส่วนที่ผมบอกว่านายมักสี่ มืดบอด ไม่ได้พูดเชิงเสียดสีหรือเกินจริง แต่ดู ความเห็นที่เป็นประเด็นของแกก็ได้จะเห็นว่าก็ 'มันจริงอ้ะ!' (ฮา)
ผมบอกว่าความคิดตื้นๆ ของนายมักสี่ที่ทะเล่อทะล่าจู่ๆ ก็มาพูดว่า พระบ้าน เน้นปริยัตร พระป่า เน้นปฎิบัติ นั้นผิด เป็นความคิดตื้นเขินของพวกตาบอดคลำช้าง ดันไปคลำเอาจู๋ช้างแล้วไพล่คิดไปเอาเองว่า 'อ๋อ! ช้างมันเหมือนหนอนนี่เอง' แถมเสือกไปจับหนอนช้าง (ฮา) ช้างมันรำคาญเลยกระทืบตายไปซะยังงั้นพร้อมแบก อวิชชา คิดว่าช้างตัวเหมือนหนอนลงนรกไปด้วย (ฮา)
นิทานเรื่องนี้ยาวดีว่ะ
เอาใหม่!
ผม สับศอก กลางหน้าแงนายมักสี่ สุดยอดกูรู ขาประจำป่าช้าไทว่า เอ็ง! นายมักสี่ โชว์เสี่ยวอีกแล้ว ด้วยการพูดว่า
พระป่า เน้นปฎิบัติ พระบ้าน เน้นปริยัตร
ซึ่ง! ผิด เชย เสี่ยว บ้องตื้น มากๆ
(แถมดันจะตะแบงไปให้นิยามพระป่าพระบ้านออกทะเลไปโน่นเลย แต่ไม่กล้าจับประเด็นที่ I Pad ชี้ให้เห็นว่าที่พูด (เชยๆ เสี่ยวๆ) ว่า...พระป่าเน้นอะไร พระบ้านเน้นอะไร นั้นผิด)
เพราะพระทุกรูปที่สละทางโลกอกกบวช (ไม่ว่าจะสำนักสงฆ์ใด สังฆารามไหน) ก็ต่างเปล่งคำขอบวชว่า ข้าพเจ้าขอทำพระนิพานให้แจ้ง ทุกรูป (ส่วนคำบาลีว่าไง จำไม่ได้ว่ะ ก็ไม่เคยบวชนี่หว่า! ไอ้ทิดพศมาตอบทีติ๊ล่ะ! เคยบวชไม่ใช่รึ) (ฮา)
ดังนั้น พระสงฆ์ทุกรูปจะ สายป่า สายบ้าน (ยกเว้นสายป่าน น้องป่านเธอแอ๊บแบ๊วอย่างเดว) (ฮา) ต่างมีหน้าที่ต้องปฎิบัติทั้งสิ้น พระรูปใดย่อหย่อนการปฎิบัติก็มี Trend ที่ใครก็ไม่อยาก In ได้ลงนรกเพราะ กิเลส จะเกาะใจเท่านั้นเอง
จะตอบอะไรก็ตอบให้มันตรงประเด็นหน่อย
เนี่ย! คนเขาถึงว่า แดง มันก็งี้ดิ้ (แล้วก็ไปโกรธเขา ก็มันจริงเห็นๆ) (กร๊ากกกกกกก)
ท่าน I Pad
ท่าน I Pad อันคำว่าพระป่าเน้นปฏิบัติ พระบ้านเน้นปริยัตินั้น จะว่าผิดก็ไม่เชิง ตัวเราเคยบวชวัดป่า สายหลวงปู่ชา ทั้งวันไม่มีการสวนท่องปริยัติ ไม่มีการเรียนปริยัติ มีแต่ปฏิบัติวิปัสนา นั่งสมาธิ เดินจงกลม พระอาจารย์ท่านบอกว่า เมื่อเราปฏิบัติไปแล้วเราจะรู้เองว่าข้อปริยัติที่ท่องกันนั้น มาจากการปฎิบัติดี ปฎิบัติชอบ