นักข่าวพลเมือง: 1 นักเรียน 1 แท็บเล็ตสร้างปัญญาหรือสร้างปัญหา?

รายงานพิเศษจาก \ศูนย์ประสานงานสื่อสร้างสุขภาวะเด็กและเยาวชนภาคอีสาน\" นานาทัศนะต่อนโยบายแจกแท็บเล็ตให้นักเรียนประถม 1 เมื่อประเทศไทยมีการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ไม่ว่าจะมาจากการเลือกตั้งหรือไม่ก็ตาม หนึ่งในนโยบายที่ผู้นำประเทศต้องให้ความสำคัญเป็นลำดับต้นๆก็คือเรื่องการศึกษา เพราะเป็นสิ่งที่ผู้คนตั้งความหวังเอาไว้ ว่าสิ่งนี้จะทำให้ประเทศชาติหลุดพ้นจากความล้าหลังทุกข์ยากไปได้ หากคนรุ่นใหม่เติบโตขึ้นมาอย่างมีคุณภาพ ฉะนั้นในแต่ละปีรัฐบาลไทยจึงตั้งงบประมาณเพื่อระบบการศึกษาราว1 ใน 5 ของงบประมาณทั้งหมด เช่นเดียวกับผู้นำใหม่อย่าง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่จำเป็นต้องดำเนินโครงการแจกแท็บเล็ตให้กับนักเรียนระดับชั้น ป.1ทุกคนในประเทศตามที่เคยลั่นวาจาไว้เมื่อครั้งหาเสียง ถึงแม้บางคนจะมองว่าเป็นการดำเนินนโยบายแก้บนก็ตาม แต่เป็นที่แน่นอนว่ารัฐบาลได้จัดสรรงบประมาณไว้เบื้องต้นแล้วจำนวน3 พันล้านบาทเพื่อซื้อเครื่องแท็บเล็ตไม่รวมโปรแกรมเพื่อแจกนำร่องในต้นปีหน้า แน่นอนว่าจะต้องมีทั้งคนที่เห็นด้วยและไม่เปเห็นด้วย แท็บเล็ตคืออะไร เชื่อว่าคนค่อนประเทศ โดยเฉพาะผู้มีอายุเป็นเลขหลายหลัก น้อยนักที่จะรู้ว่าแท็บเล็ตคืออะไร เอาไว้ใช้ทำอะไรหรือกระทั่งหน้าตามันเป็นอย่างไร ซึ่งผู้เขียนจะอธิบายอย่างรวบรัดว่า แท็บเล็ต ก็คือเครื่องคอมพิวเตอร์นั่นเอง มันสามารถถ่ายรูป ถ่ายวิดีโอ ดูหนัง ฟังเพลง เล่นเกมส์บันทึกงานต่างๆได้ จะต่างกันตรงที่มันไม่มีแป้นพิมพ์ ไม่มีเม้าส์ให้คลิก อยากทำอะไรให้กดๆลูบๆถูๆที่จอเอา และที่สำคัญยังสามารถมันใช้มันท่องโลกอินเตอร์เน็ตได้อีกด้วย ซึ่งจากความสามารถที่มีมากมายมหาศาลของอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์สมัยนี้ ทำให้คนกลุ่มหนึ่งเป็นกังวลว่าจะไม่รู้จักและเท่าทันทันมากพอนั่นก็คือครูที่จะต้องสอนใช้เครื่องนี้ให้กับเด็กๆ หากเป็นครูรุ่นใหม่วัยมันส์คงไม่เป็นปัญหามากนัก แต่สำหรับครูอย่าง ระพีพร ชูเสน ครูวิทยาศาสตร์วัยใกล้เกษียณของโรงเรียนบ้านท่าบ่อ ต.แจระแม อ.เมือง จ.อุบลราชธานี ยอมรับว่า ใจหนึ่งก็ดีใจที่นักเรียนจะได้รับสื่อการเรียนการสอนใหม่ๆแต่ใจหนึ่งก็ไม่แน่ใจว่าสิ่งนี้จะให้ประโยชน์ต่อเด็กได้แค่ไหน โดยเฉพาะตัวครูเองที่ใช้เครื่องนี้ไม่เป็น และไม่รู้จะเก็บรักษายังไงจึงอยากให้ผู้ออกนโยบายได้มาศึกษาบริบทของโรงเรียนในแต่ละพื้นที่ด้วยว่าพวกเขาจะมีความสามารถมากน้อยเพียงใด เพื่อที่จะใช้สื่อรูปแบบใหม่นี้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ใช้แท็บเล็ตให้ได้ประโยชน์ต้องรักการอ่าน อีกประเด็นเกี่ยวกับการใช้งานแท็บเล็ตนี้หากอยากได้ประโยชน์ต้องอาศัยการอ่าน ซึ่งข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติปี2554 พบว่าเด็กไทยมีสถิติการอ่านหนังสือลดลงเฉลี่ยอยู่ที่ 2 เล่มต่อปี ถ้าเทียบกับเด็กสิงคโปร์ที่ว่ากันว่าหัวดีกว่าเราเพราะเขามีสถิติการอ่านหนังสือสูงถึง50-60 เล่มต่อปี เช่นเดียวกับเด็กเวียดนามที่มีสถิติการอ่านหนังสือสูงถึง 60เล่มต่อปี และที่สำคัญเด็กระดับ ป.1อ่านหนังสือได้เป็นตุเป็นตะแล้วหรือ นางนิตยา เกลียวทอง ครูระดับชั้น ป.1 โรงเรียนบ้านท่าบ่อ อำเภอเมืองอุบลราชธานี บอกว่า ทุกวันนี้เวลาสอนเด็กๆระดับชั้น ป.1 ต้องคอยประกบเป็นคนๆไป เพื่อสอนให้เขาอ่านตัวหนังสือไปทีละคำ หากจะให้ไปอ่านแบบเอาเรื่องนั้น ไม่มีทาง เช่นเดียวกับ นางสุธาพร ศรีเมือง ครูโรงเรียนเดียวกันบอกว่า ถ้าหากจะแจกให้กับเด็กชั้น ป.1 นั้นไม่เหมาะเพราะเขายังอ่านหนังสือไม่ออก รักษาของไม่เป็น ซึ่งระดับที่เหมาะน่าจะเป็นชั้น ม.1 มากกว่า คุณเห็นด้วยหรือไม่กับแนวนโยบายนี้ อ.ทรงพล อินทเศียร อาจารย์ประจำคณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี “มันเป็นนโยบายที่น่าสนใจมาก มันเป็นนวัตกรรมใหม่ๆที่มักจะเกิดขึ้นเวลาที่เรามีรัฐบาลใหม่ แต่ก็ต้องดูอีกทีว่าการออกนโยบายกับการนำไปปฏิบัติใช้นั้น มันจะสอดคล้องกันหรือไม่ เพราะปัจจุบันนี้แม้กระทั่งหนังสือเรียนในบางแห่งก็ยังขาดแคลนอยู่” เฉลิมพงษ์ อูปแก้ว เจ้าหน้าที่ห้องแล็บคอมพิวเตอร์ ภาควิชาคณิตศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม “ไม่เห็นด้วย คิดว่าเด็กในระดับนี้น่าจะใช้กระดาษแบบเดิมมากกว่า เพื่อที่จะได้ฝึกทักษะบางอย่าง เช่น การอ่าน การเขียนถ้าหากเปลี่ยนมาใช้สื่อการสอนแบบใหม่ทักษะพวกนี้ก็จะถูกลืมไป” ผศ.ดร.จิรัฐญา ภูบุญอบ รองคณบดีฝ่ายบริหาร สาขาเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารมหาวิทยาลัยมหาสารคาม “ยุคนี้เป็นยุคไอที คงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่เด็กจะต้องเจอกับสิ่งเหล่านี้อยู่แล้ว ฉะนั้นหากเราส่งเสริมอย่างสร้างสรรค์เติมเนื้อหาที่เหมาะสมลงไป มันก็จะเป็นประโยชน์สำหรับเด็กซึ่งสำคัญที่พ่อแม่ผู้ปกครองต้องคอยดูแลอย่างใกล้ชิดด้วย” นก นิรมล เมธีสุวกุล พิธีกรรายการทุ่งแสงตะวัน “คิดว่าไม่อยากไปให้ความสำคัญกับนโยบายนี้ เพราะเชื่อว่านโยบายแจกแท็บเล็ตไม่น่าใช่เรื่องหลักของกระทรวงศึกษาธิการ ยังมีเรื่องอื่นๆอีกมากที่จะต้องทำ พี่นกเสนออยากให้ไปดูเรื่องการศึกษาทางเลือกและโรงเรียนขนาดเล็กที่กำลังจะถูกยุบ จะแจกหรือไม่แจกไม่ใช่เรื่องสำคัญ” ชัชวาลย์ ทองดีเลิศ โฮงเฮียนสืบสานล้านนา

Comments

สรุปแล้วก็คือพวกคุณไม่อยากให้

สรุปแล้วก็คือพวกคุณไม่อยากให้แจก.....แต่อยากให้ไปช่วยโรงงเรียนที่ขาดแคลนอุปกรณ์การสอนก่อน การบริหารงานเนี่ยมันทำได้แค่ชั้นเดียวเชิงเดียวเองเหรอครับ....ทำควบคู่กันไม่ได้เลยใช่มั๊ยครับ ไม่อย่างงั้นมันก็จะเข้าตำรา...อย่าพึ่งลดภาษีสรรพสามิตรถคันแรกเลยต้องรอให้คนไทยมีฐานะดีทุกคนเสียก่อน......อย่างนี้อีกร้อยชาติก็ไม่ได้ทำแหงๆ....

คนเรา...โรงเรียนของเรา...สังคมของเรา มันมีโอกาสไม่เท่ากันทั้งประเทศหรอกครับ(ทั่วโลกก็เป็นแบบนี้) นโยบายนี้ก็คงทำให้โรงเรียนที่เขามีโอกาสมากกว่าได้ประโยชน์ล่วงหน้าไปก่อนเพื่อพัฒนาเด็กที่มีโอกาสดีกว่าได้เพิ่มขีดความสามารถเพื่อจะได้สามารถแข่งขันกับต่างชาติได้....ส่วนโรงเรียนที่มีโอกาสน้อยกว่าก็ค่อยๆก้าวตามไปตามอัตภาพอย่างน้อยก็เป็นการพัฒนาคนรุ่นใหม่ของสังคมในชนบทครับ....

มัน buffalo ทุกรัฐบาล เข้ามา

มัน buffalo ทุกรัฐบาล
เข้ามา จุดประสงค์หลัก ทำมาหาแดก ไม่เคยมีความคิดพัฒนาชาติ ชาติมันถึงไม่พัฒนา
นโยบายที่มันคิดได้ก็พวก เรียนฟรี ให้กู้เรียน ซื้อคอมให้ รร สร้างอาคาร แจกแทบเลต ฯลฯ คนไทยมันถึงโง่ลงทุกวัน
มันเคยคิดนโยบายประเภทพวกนี้บ้างไหม ปฏิรูปการศึกษาหนะ
- ปรับปรุงคุณภาพคนสอบ (มีก็แต่อบรมณ์ครู ที่แทบจะไม่ได้ประโยชน์อะไร)
- ปรับปรุงคุณภาพเนื้อหา ให้กระชับ ทันสมัย เข้าใจง่าย (วิทย์คณิต ฝรั่งสอนมันดูง่ายเหลือเกิน ทำไมคนไทยสอนมันกลายเป็นเรื่องพิศวงงงงวยไปได้)
- ปรับปรุงวิธีการเรียนการสอน ให้มีประสิทธิภาพ
- การวิจัยเพื่อพัฒนาการเรียนการสอน

แจก แทปเล็ต มันต่างอะไรจากแจก สมุด ดินสอ ไม่บรรทัด มันก็แค่อุปกรณ์ ต่างกันที่มันกินไฟด้วย แถมถ้าพังมาก็ต้องซ่อม

คุณแน่ใจแค่ไหน เด็กมันจะไม่เอาไปเล่นเกม เด็กบ้านเรามันยิ่งติดเกม ยังกับติดยา
มีกี่ชาติในโลกที่ใช้แทบเล็ตแทนหนังสือ แล้วประโยชน์มันดีกว่าหนังสือแค่ไหนกัน ถึงต้องลงทุน
หนังสือมันไม่มีปัญหาแบตหมดเครื่องพังนะครับ
"แทบเลตผมพังครับครู ทำการบ้านไม่ได้ อ่านหนังสือสอบไม่ได้" อยากได้ยินประโยคนี้เหรอ
ถ้ามันพังมา รัฐบาลรับผิดชอบค่าซ่อมรึเปล่า หรือจะซื้อตัวใหม่ให้เลย เงินภาษีกรูนะโว้ย
แล้วเด็กรุ่นต่อไปหละ ก็ต้องแจกอีกใช่มั๊ย แมร่งคนขายแทบเลตรวยตายห่า

ประเทศด้อยพัฒนา แต่อยากอวดไฮเทค คนในประเทศความรู้ งูๆปลาๆ แต่อยากอวดว่าประเทศกรูใช้แทบเลต

คุณไปดูประเทศที่เขาพัฒนาหรือประเทศที่เขากำลังพัฒนาจริงๆ %ของงบวิจัยพัฒนาเขามากแค่ไหน เทียบกับประเทศที่พัฒนาถอยหลังอย่างประเทศไทย ประเทศเราเหรอ งบลับ งบทหาร งบซื้อรถถังเน่า เรือเหาะเน่า รถดับเพลิงเน่า รถไฟรถเมย์เน่า สนามบินเน่า งบกลางให้ สส แดก งบก่อสร้าง งบดูงาน(ไปเทียวต่างประเทศ) งบซ่อมทางหลวง(ซ่อมแล้วซ่อมอีก)ฯลฯ งบวิจัยพัฒนาก็แค่เศษสลึงของงบทั้งหมด บางประเทศงบวิจัยพัฒนา 30-40% แล้วการวิจัยพัฒนามันก็สร้างคนสร้างงานด้วย

คนจบเอกมาจากต่างประเทศเยอะแยะ แต่ทำอะไรไม่ได้ เพราะไม่มีเงินทำรัฐไม่สนับสนุน สนับสนุนก้แค่ยิ๊บๆย่อยๆ แค่พอให้ได้เปเปอร์มาอวดว่าประเทศกรูผลิตเปเปอร์ได้ แต่ไม่เคยมี product ห่าอะไรที่เอามาใช้ประโยชน์ได้จริงๆ

สื่อการจัดการเรียนรู้

สื่อการจัดการเรียนรู้ ในปัจจุบันนี้ส่วนมากมักเป็นสื่อด้าน ไอซีที เป็นส่วนมาก การที่รัฐมีนโยบายที่จะแจกคอมพิวเตอร์แบบพกพา คิดว่ามีความจำเป็นเพราะโลกปัจจุบันนี้ เขาก้าวไปถึงไหนแล้ว เราว่าคนที่คัดค้นคงไม่เคยเป็นผู้สอน หรือเป้นแต่ใช้สื่อพวกนี้ไม่คล่องแคล่ว ปัจจุบันทุกโรงเรียนส่วนมากจะมีอินเตอร์เนตใช้กันหมดทั่วประเทศแล้ว อย่าให้ต้องครูสอนแบบ chalk and talk อยู่ทุกวันเลย