จำคุก 2 ปี เหยื่อซ้อมทรมานกรณีปล้นปืน ในคดีตำรวจฟ้องกลับแจ้งความเท็จ

10 สิงหาคม 2554 ศาลอาญา ได้อ่านคำพิพากษาคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ.2161/2552 กรณี พล.ต.ต.จักรทิพย์ ชัยจินดา เป็นโจทก์ยื่นฟ้องนายซูดีรือมัน มาเละ ข้อหา แจ้งความอันเป็นเท็จต่อพนักงานสอบสวนของกรมสอบสวนคดีพิเศษและต่อคณะกรรมการไต่สวนของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือปปช. โดยศาลพิจารณาพยานหลักฐานโจทก์ที่ได้นำสืบเรื่องสถานที่เกิดเหตุมีพยานหลักฐานเป็นบัตรโดยสารการเดินทางไปปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่อื่นที่มิใช่สถานที่เกิดเหตุ ประกอบพยานหลักฐานของโจทก์ที่เป็นเจ้าหน้าที่ปปช.ว่าจำเลยมาให้ถ้อยคำแก่ปปช.จริงและจากการตรวจสอบของปปช.พบว่าไม่มีหลักฐานเพียงพอแสดงว่ามีการซ้อมทรมานตามที่มีการร้องเรียน แม้จำเลยจะได้นำพยานที่เป็นเจ้าหน้าที่จากกรมสอบสวนคดีพิเศษมาเบิกความว่า จำเลยไม่ได้พูดถึงโจทก์ในคำให้การ แต่เมื่อมีการชี้ภาพบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการทำร้ายจำเลย จำเลยก็มิได้นำภาพที่จะต้องพิสูจน์ว่ามิได้ชี้ภาพโจทก์มาเสนอต่อศาล พยานจำเลยจึงไม่มีน้ำหนักมาหักล้างพยานของโจทก์ จึงพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 173 ประกอบ 174 วรรค 2และ 187 (2) ลงโทษจำคุก 2 ปี นางสาวพรเพ็ญ คงขจรเกียรติ ผู้อำนวยการมูลนิธิผสานวัฒนธรรม เห็นว่า การร้องเรียนให้มีการตรวจสอบการกระทำความผิดกรณีการซ้อมทรมานตามอนุสัญญาต่อต้านการทรมาน และการปฏิบัติหรือการลงโทษอื่นที่โหดร้ายไร้มนุษยธรรม หรือที่ย่ำยีศักดิ์ศรี (Convention Against Torture and Other Cruel Inhuman or Degrading Treatment or Punishment-CAT) ซึ่งประเทศไทยได้ลงนามเป็นภาคีของอนุสัญญามาตั้งแต่ปี 2550 ประกอบกับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 มาตรา 62 ผู้ร้องเรียนโดยสุจริตควรได้รับการคุ้มครอง ทั้งนี้เพื่อเป็นหลักประกันว่าผู้เสียหายที่ได้ร้องเรียนโดยสุจริต มีความกล้าเผชิญในการเรียกร้องให้มีการตรวจสอบข้อเท็จจริงเพื่อนำผู้กระทำผิดโดยเฉพาะเจ้าหน้าที่ของรัฐมาลงโทษอันเป็นการส่งเสริมมิให้เกิดวัฒนธรรมผู้กระทำผิดลอยนวล แต่หากรัฐไม่สามารถคุ้มครองเหยื่อของการซ้อมทรมานได้ การบังคับใช้อนุสัญญาฯและรัฐธรรมนูญ ก็ไม่สามารถเกิดขึ้นได้จริงและทำให้การซ้อมทรมานเพื่อให้รับสารภาพยังคงดำรงอยู่ในสังคมไทย ดังกรณีของนาย ซูดีรือมัน มาเละ ซึ่งได้ร้องเรียนกรณีการตกเป็นเหยื่อของการซ้อมทรมาน ภายหลังจากที่ถูกควบคุมตัวเนื่องจากต้องสงสัยว่าเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ปล้นปืนที่ค่ายกองพันทหารพัฒนาที่ 4 จังหวัดนราธิวาส เมื่อปี 2547 และต่อมานายสมชาย นีละไพจิตร ทนายความของนายซูดีรือมัน ซึ่งได้ออกมาเรียกร้องถึงความเป็นธรรมแก่ลูกความของตนได้ถูกบังคับให้สูญหายในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ในปีเดียวกัน ปัจจุบันนายซูดีรือมัน ยังอยู่ในการคุ้มครองพยานของกรมสอบสวนคดีพิเศษในฐานะพยานในคดีที่ตนถูกซ้อมทรมาน

Comments

- ประชาชนเจ้าของประเทศ

- ประชาชนเจ้าของประเทศ ขอมอบอำนาจให้ พท. ไปดำเนินการ -

"..รัฐไม่สามารถคุ้มครองเหยื่อของการซ้อมทรมานได้
การบังคับใช้อนุสัญญาฯและรัฐธรรมนูญ ก็ไม่สามารถเกิดขึ้นได้จริง
และทำให้การซ้อมทรมานเพื่อให้รับสารภาพยังคงดำรงอยู่ในสังคมไทย "

....เห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งครับ

....เห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งครับ ต่อไปนี้รัฐบาลของประชาชน โดยประชาชน พรรคเพื่อไทย จะต้องจัดการแก้ไขโดยเร่งด่วน อย่าว่าแต่จำเลย ที่ถูกซ้อม ทรมานให้รับสารภาพจะเจ็บปวด ทรมานอย่างแสนสาหัสเลย ต่อให้เป็นบุพการีของโจทย์เอง ถ้าโดนเข้าอย่างเดียวกันนี้ ก็ไม่หนีความเจ็บปวดทรมานไปได้

...รัฐต้องให้การคุ้มครอง และป้องกันโดยเร่งด่วน รวมทั้งไอ้การบังคับใช้กฏหมายอย่างน่ารังเกียจที่เรียกกันจนติดปากว่า"สองมาตรฐาน " ที่ได้เกิดขึ้นและเห็นเป็นประจักษ์ต่อทุกสายตาอยู่ในเวลานี้ ไอ้เลวแบบนี้ต้องเขี่ยทิ้งออกไปให้พ้นแผ่นดินของเราโดยทันที

...รีบคืนความเป็นธรรม ให้ความเป็นไทกับประชาชนโดยด่วน ก่อนที่จะเรียกหาการปรองดองใดๆ

...มนุษย์ทุกคนย่อมต้องมีศักดิ์ศรีอย่างเท่าเทียมกัน ผู้นำทั้งหลายจะต้องจดจำคำๆนี้...ใจเขา..ใจเรา...