เสวนา: “ทางออกกรณีปราสาทพระวิหาร”

5 ส.ค. 2554 – เมื่อเวลา 13.00 น. ณ อาคารเทพทวารวดี คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับ สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย จัดการอภิปรายทางวิชาการ “ทางออกกรณีพิพาทปราสาทพระวิหาร” โดยมิผู้ร่วมอภิปราย ได้แก่ นพดล ปัทมะ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ วีรพัฒน์ ปริยวงศ์ อดีตนักกฎหมายในคดีศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ ศ.กิตติคุณ ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า และศ.ดร.ชุมพร ปัจจุสานนท์ รองคณบดีฝ่ายวิชาการวิชาการและวิจัย คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย คำสั่งศาลโลก ไทยได้เปรียบหรือเสียเปรียบ? ชุมพร ปัจจุสานนท์ นักวิชาการทางด้านกฎหมายระหว่างประเทศ กล่าวว่า การที่ศาลโลกออกคำสั่งให้มีมาตรการคุ้มครองชั่วคราวบริเวณปราสาทพระวิหาร ไม่ควรมองว่าจะได้เปรียบหรือเสียเปรียบ เนื่องจากศาลโลกเป็นองค์กรสากลที่ตัดสินจากความเป็นกลาง และมุ่งหวังผลทางมนุษยธรรม เช่น การให้ถอนทหารออกจากพื้นที่ดังกล่าวทั้งสองฝ่ายเพื่อหลีกเลี่ยงการปะทะ หรือ การอนุญาตให้ฝ่ายกัมพูชาสามารถขนสงเสบียงสิ้นเปลืองให้แก่ประชาชนในพื้นที่ รวมถึงการคุ้มครองความเสียหายที่ไม่อาจแก้ไขได้ ตามคำร้องของกัมพูชา ชุมพลให้ความเห็นว่า คำสั่งของศาลโลก ที่มีผลบังคับใช้ตามกฎหมายให้รัฐทั้งสองจำเป็นต้องปฏิบัติตาม พร้อมทั้งให้รายงานผลการปฏิบัติกลับไปยังศาลโลก และให้มีผู้สังเกตการณ์จากอาเซียนเข้ามาในเขตปลอดทหาร ล้วนเป็นกลไกที่ศาลโลกเห็นว่าจำเป็นและสามารถหนุนเสริมการสร้างสันติภาพในความขัดแย้งดังกล่าวได้ จึงไม่ควรถูกมองว่าเป็นการแทรกแซง หรือเป็นเรื่องที่ไทยต้องเสียเปรียบ ด้านวีรพัฒน์ ปริยวงศ์ เห็นคล้ายกันว่า คำสั่งชั่วคราวของศาลโลกที่ตัดสินเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา เป็นคำตัดสินชั่วคราวที่มีความจำเป็น เนื่องมาจากเหตุความเสียหายที่ไม่อาจแก้ไขได้ และกลไกระหว่างประเทศอื่นๆ ก่อนหน้านี้ ต่างก็ใช้ไม่ได้ผล ไม่ว่าจะเป็น คำร้องขอของสภาความมั่นคงแห่งสหประชาชาติในปี 2552 ที่เรียกร้องให้กัมพูชาและไทยหยุดยิง หรือการพยายามเสนอตัวไกล่เกลี่ยของรัฐบาลอินโดนีเซียก่อนหน้านี้ ในฐานะประธานอาเซียน ทำให้ศาลโลกจำเป็นต้องมีคำสั่งดังกล่าวเป็นมาตรการบังคับออกมา อย่างไรก็ตาม มาตรการดังกล่าวก็ไม่ควรนับเป็นการแทรกแซง เนื่องจากในการปฏิบัติตามคำสั่งของศาลโลก จำเป็นต้องมีการตีความคำสั่งให้ครบถ้วนและให้สอดคล้องกับจุดประสงค์ของคำสั่ง ซึ่งในที่สุดต้องนำไปผ่านกฤษฎีกาเพื่อตีความ เพื่อให้มีความเกี่ยวโยงกับรัฐธรรมนูญของไทย นอกจากนี้ การเข้ามาของผู้สังเกตการณ์อาเซียน ก็จำเป็นต้องขออนุญาตจากทั้งสองประเทศก่อนที่จะเข้ามาได้ และให้ทำงานกันในลักษณะให้ความร่วมมือจากทั้งสองฝ่าย จึงไม่ควรนับเป็นการแทรกแซงอำนาจอธิปไตยของไทย แต่เป็นไปเพื่อเอื้ออำนวยให้กลไกดังกล่าวทำงานได้ดีที่สุดเท่านั้น นพดล ปัทมะ แจง “ขายชาติ” เป็นเพียง “วาทกรรม” ที่ไม่เป็นจริง นพดล ปัทมะ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งเป็นผู้ลงนามกับกัมพูชาในข้อตกลง MOU ปี 2551 ชี้แจงว่า คำว่า “ขายชาติ” ที่ตนถูกกล่าวหา เป็นเพียงวาทกรรมเท่านั้น เนื่องจากในสมัยของรัฐบาลสมัคร สุนทรเวช ถูกกล่าวหาว่าขายชาติ หากแต่ในความเป็นจริงนั้น ศาลโลกเป็นผู้ตัดสินตั้งแต่ปีพ.ศ. 2505 แล้วว่าปราสาทพระวิหารเป็นของกัมพูชา และสิ่งที่เป็นข้อพิพาทแท้จริงคือพื้นที่ทับซ้อน 4.6 ตารางกิโลเมตร โดยในปี 2548 กัมพูชานำปราสาทและพื้นที่ทับซ้อน 4.6 ตร.กม. ไปยื่นจดทะเบียนมรดกโลกกับยูเนสโก แต่ก็ได้รับการประท้วงจากฝ่ายไทย เนื่องจากไม่เห็นด้วยกับการเอาพื้นที่ทับซ้อนไปขึ้นทะเบียนมรดกโลก ทำให้การประชุมที่ไครส์เชิร์ชในปี 2551 ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ ตนจึงไปเจรจาให้กัมพูชาเอาพื้นที่ทับซ้อนออกจากแผนการขึ้นทะเบียนมรดกโลก ซึ่งออกมาเป็นแถลงการณ์ร่วม (Joint Communiqué) ในปี 2551 สนับสนุนให้กัมพูชาขึ้นทะเบียนเฉพาะปราสาทพระวิหาร อย่างไรก็ตาม ก็ถูกศาลปกครองวินิจฉัยให้เป็นโมฆะเนื่องจากมองว่าเป็นหนังสือสัญญา ซึ่งจำเป็นต้องผ่านกระบวนการพิจารณาของรัฐสภาก่อนตามมาตรา 190 นพดลอธิบายต่อว่า เหตุที่ไม่ได้นำวาระดังกล่าวผ่านสู่สภาเป็นเพราะว่า แถลงการณ์ร่วม ไม่นับเป็นหนังสือสัญญา หากเป็นเพียงบันทึกการประชุมเท่านั้น ซึ่งไม่มีบทบัญญัติเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงอาณาเขต หรือส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของชาติ แต่มีเพียงเจตนาในการปกป้องดินแดน โดยกระบวนการดังกล่าว ต่างเป็นไปตามข้อกำหนดและคำแนะนำของกรมสนธิสัญญาและกฎหมาย ตามมาตรา 190 และยังได้นำวาระดังกล่าวเข้าสู่การพิจารณาร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็นสภาความมั่นคงแห่งชาติ ผู้บัญชาการทหารบก หรือคณะรัฐมนตรี “ณ วันนี้ไทยยังไม่ได้เสียดินแดนใดๆ พื้นที่ทับซ้อนก็เป็นพื้นที่ทับซ้อน ที่จริงเป็นเพราะรัฐบาลสมัคร (สุนทรเวช) กัมพูชาจึงขึ้นทะเบียนเฉพาะตัวปราสาทพระวิหาร ในการประชุมการขึ้นทะเบียนมรดกโลกที่เมืองควิเบก ในปี 2551 โดยแถลงการณ์ร่วมดังกล่าวมีข้อเสนอว่า ในระหว่างที่ยังไม่ได้ปักปันดินแดนในพื้นที่พิพาทระหว่างไทย-กัมพูชา ควรมีโมเดลการจัดการพื้นที่ร่วมกัน ก่อนที่จะมีการปักปันเขตแดนถาวร นี่คือคำในแถลงการณ์ร่วม” อดีต รมต. ว่าการกระทรวงการต่างประเทศกล่าว “ในขณะนี้ ศาลโลกรับคดีไว้แล้ว และจะตัดสินในอีกปีสองปีข้างหน้าว่า พื้นที่ทับซ้อน 4.6 ตร.กม. เป็นของไทยทั้งหมด หรือเป็นของกัมพูชาทั้งหมด นอกจากนี้ก็มีแนวทางใหม่คือ พื้นที่พิพาท 4.6 ตร.กม. ควรเป็นพื้นที่ที่จะได้บริหารจัดการร่วมกัน และให้ศาลโลกตัดสิน จริงๆ ก็มีคนเสนอมาเหมือนกันว่า เราอาจมีความเสี่ยงในการแพ้คดีดังกล่าว เราจึงควรเสนอให้มีการจัดการร่วมกัน เพื่อให้ได้ประโยชน์ระหว่างไทยและกัมพูชาเท่าๆ กัน คนละครึ่ง” นักวิชาการเสนอทางออก ต้องจัดการให้สมประโยชน์ทั้งสองฝ่าย เฉกเช่นวิถีของผู้มีอารยะ ชุมพร ปัจจุสานนท์ อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อธิบายว่า พื้นที่ทับซ้อน (ในภาษาอังกฤษคือ Overlapping Claim Area –OCA) แท้จริงแล้วไม่ได้มีแต่ในเฉพาะกรณีของไทยเท่านั้น หากแต่มีมาแล้วในหลายประเทศ มีทั้งทางบก และทางน้ำ โดยวิธีในการแก้ไขจัดการปัญหาดังกล่าว จำเป็นต้องมีวิธีที่สามารถรักษาผลประโยชน์ได้อย่างชนะทั้งสองฝ่าย ไม่ใช่จะเอาแต่ปืนมายิงใส่กัน ทั้งนี้ ประเทศไทยเองยังเคยจัดการปัญหาพื้นที่ทับซ้อนระหว่างไทยและมาเลเซียเกี่ยวกับพื้นที่ทางทะเลได้โดยไม่มีปัญหาอะไร ซึ่งจะเห็นว่าเป็นเรื่องที่เจรจากันได้ ทั้งนี้ บรรยากาศทางการเมืองต้องดี และคนในประเทศก็จำเป็นต้องเห็นใจด้วยกันทั้งสองฝ่าย “เรื่องการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหาร ยูเนสโก้เองเขาก็มีกรอบในการปฏิบัติ และมีหน้าที่ปกป้องคุ้มครองมรดกของโลก คุณสุวิทย์ คุณกิตติ เขาไปเถียงอะไรในที่ประชุม ยูเนสโก้เขาไม่บันทึกไว้หรอก เนืองจากการพิจารณามรดกโลก ไม่เกี่ยวกับปัญหาเรื่องการตัดสินเส้นเขตแดน แทนที่เราจะเดินออกมาจากที่ประชุม เราต้องใช้วิธีการคัดค้านให้เป็นประโยชน์ เพราะไม่รู้ว่าออกมาแล้วได้อะไร นี่เป็นข้อสังเกตเบื้องต้น เพราะตอนนี้ก็ยังไม่มีผลทางกฎหมาย ต้องมีกระบวนการประกอบ ดังนั้นเป็นเรื่องทีรัฐบาลใหม่ต้องมาทบทวนว่าจะออกจากคณะกรรมการมรดกโลกหรือไม่” ชุมพรอธิบาย “ก็เป็นที่เข้าใจได้ว่า เรื่องของอธิปไตยของประเทศเป็นเรื่องที่จำเป็น และน่าสมควรเป็นเรื่องที่หวงแหน เราต้องปกป้องก็จริง แต่การใช้อำนาจอธิปไตย มันเป็นเชิง Relative (สัมพัทธ์) ตามกฎเกณฑ์กติกาต่างๆ ที่อยู่ในโลกมากมายหลายประการ การใช้อำนาจที่สามารถทำให้เราต้องอยู่ในโลกได้ มันต้องใช้ต้องร่วมกับคนอื่น มีความสัมพัทธ์กับคนอื่น ต้องร่วมมือกันเพื่อบรรลุเป้าหมายร่วมกัน” นักวิชาการด้านกฎหมายระหว่างประเทศกล่าว จะแก้ปัญหาได้ สุดท้ายต้องกลับไปสู่กระบวนการทางการทูต ด้านวีรพัฒน์ ปริยวงศ์ นักวิชาการอิสระด้านกฎหมายระหว่างประเทศ เสนอทางออกสามประการที่อาจเป็นไปได้ในการแก้ไขปัญหาข้อพิพาทปราสาทพระวิหาร กล่าวคือ ทางแรก กัมพูชาน่าจะต้องถอนคดีออกมาจากศาลโลก เพื่อยุติข้อพิพาทระหว่างทั้งสองฝ่ายตั้งแต่ต้น แต่ท้ายที่สุดแล้ว เราจำเป็นจะต้องกลับไปสู่กระบวนการของนักการทูต เพื่อยุติข้อพิพาท และหาวิธีที่จะพัฒนาพื้นที่และผลประโยชน์ดังกล่าวร่วมกัน “แน่นอนว่า การจะให้กัมพูชาถอนคำร้องเรื่องคดีออกจากศาลยุติธรรมระหว่างประเทศเป็นเรื่องยาก แต่เราอาจต้องมาคิดว่ามีอะไรบ้างที่เราอาจจะเสนอให้เขาได้เพื่อเป็นการจูงใจและแลกเปลี่ยน เช่น การเสนอเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำจากรัฐบาลไทย เพื่อให้กัมพูชานำไปพัฒนาประเทศ หรือกำหนดให้พื้นที่ดังกล่าวเป็นพื้นที่พัฒนาร่วมกัน ดังที่ไทยเคยบริการจัดการกับมาเลเซียในพื้นที่ทางทะเลทับซ้อน ซึ่งอาจทำได้โดยให้เป็นเขตท่องเที่ยวพิเศษที่ร่วมมือกันบริหารจัดการ” วีรพัฒน์ระบุ ทางที่สองคือ ไทยอาจต่อสู้คดีดังกล่าวต่อไป ในเรื่องบริเวณของปราสาทพระวิหารดั้งเดิมว่ามีเขตแดนอย่างไร ซึ่งอาจย้อนไปถึงพระเจ้าชัยวรมันที่ 14 เนื่องจากประเด็นปัญหาข้อพิพาทในตอนนี้ คือคำตัดสินของศาลเรื่อง “บริเวณโดยรอบ” (its vicinity) ของปราสาทพระวิหาร ซึ่งยังมีความคลุมเครือไม่ชัดเจน และทางที่สาม เป็นหน้าที่ของรัฐบาลใหม่ที่จะต้องถามตัวเองว่าจะจัดการความสัมพันธ์ระหว่างไทย-กัมพูชาว่าจะเป็นไปในทิศทางใด ว่าจะสู้ให้สุดตัว หรือจะหาทางออกที่ยอมรับได้ร่วมกัน ทั้งนี้ คงไม่ใช่เป็นแค่หน้าที่ของรัฐบาลที่ไปเจรจาแต่เพียงผู้เดียว เนื่องจากมีผู้เล่นในปัญหานี้หลายส่วน จึงเสนอให้มีการตั้งคณะกรรมการจากทุกฝ่ายที่มีส่วนเกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย หรือนักวิชาการต่างๆ ที่มองข้อเท็จจริง แต่กลับถูกเรียกว่า “คลั่งชาติ” หรือ “ขายชาติ” บ้าง ให้เข้ามาทำงานร่วมกับรัฐบาลชุดใหม่ ต่อแนวทางการแก้ไขปัญหาข้อพิพาทและการบริหารจัดการปราสาทพระวิหาร ทั้งนี้ ต้องเข้าใจว่า กัมพูชาเองไม่ได้อยากต่อสู้กับเราเรื่องชัยชนะด้านการทหารหรือความมั่นคง แต่เขาต่อสู้ตรงนี้ เนื่องจากต้องการเม็ดเงินและการลงทุนทางเศรษฐกิจ เปิดการท่องเที่ยว เพื่อนำเงินดังกล่าวไปพัฒนาประเทศ จึงควรต้องเห็นใจและหาวิธีที่จะอยู่ด้วยกันได้อย่างสมประโยชน์ทั้งสองฝ่าย ‘นพดล’ เสนอ เปลี่ยน “พื้นที่ทับซ้อน” ให้เป็น “พื้นที่พัฒนาร่วมกัน” ด้าน นพดล ปัทมะ เห็นว่า ต่อประเด็นข้อเสนอให้กัมพูชาถอนฟ้องคดีในศาลโลก ตอนนี้อาจจะเกินมาไกลพอสมควร เกินกว่าจะถอยกลับได้ และจากการที่กัมพูชาให้ศาลตีความการตัดสินการพิจารณาคดีปี 2505 หากดูเราดูคะแนนการตัดสินของคณะผู้พิพากษาศาลโลกเมื่อวันที่ 18 กรกฎาคมที่ผ่านมาแล้ว ก็สามารถเห็นแนวโน้มแล้วว่า ใครมีแนวโน้มที่จะแพ้มากกว่ากัน จากแนวโน้มดังกล่าว ตนจึงเห็นว่า ที่ผ่านมาทางการไทยพยายามประคับประคองเรื่องดังกล่าวให้เป็นปัญหาทวิภาคีมาตลอด โดยป้องกันไม่ให้เป็นปัญหาไตรภาคี หรือมีส่วนอื่นมาเกี่ยวข้อง เนื่องจากเห็นแล้วว่าผลที่ออกมาไม่น่าจะเป็นผลดีต่อฝ่ายไทยนัก ทั้งนี้ ตนจึงเสนอทางออกคือ ให้ทั้งสองประเทศพัฒนาผลประโยชน์ร่วมกัน จากพื้นทีทับซ้อน (Overlapping Claim Area) ให้กลายเป็นพื้นที่พัฒนาร่วมกัน (Joint Development Area) และในฐานะนักการเมือง ได้เสนอด้วยว่า ควรให้มีการทำประชามติไปเลยเพื่อชี้ให้เห็นว่า ประชาชนเห็นว่าเรื่องนี้ควรจะจัดการอย่างไร ควรนำคดีไปสู้ต่อที่กรุงเฮกหรือไม่ หรือจะปล่อยให้เป็นไปเช่นนี้ นอกจากนี้ นพดลยังเห็นว่า เรื่องพิพาทปราสาทเขาพระวิหาร เป็นเรื่องที่ใหญ่เกินกว่าพรรคใดพรรคหนึ่งจะทำงานเองได้ จึงเสนอให้เชิญทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องมาเป็นคณะกรรมการร่วมกัน ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มทางการเมืองต่างๆ พรรคการเมืองต่างๆ นักวิชาการ และสื่อมวลชน เพื่อให้มีการหารือและตัดสินใจร่วมกันที่ยอมรับได้เป็นส่วนใหญ่ของสังคม 'บวรศักดิ์' แนะ ไทยต้องแสดงความเป็นอารยะต่อสังคมนานาชาติ เช่นเดียวกับ บวรศักดิ์ อุวรรณโณที่เห็นว่า ถ้ากัมพูชายังให้ศาลตีความคำพิพากษาเมื่อปี 2505 ไทยน่าจะมีความเสี่ยงในการแพ้ จึงควรจะให้มีการถอนคำร้องของกัมพูชาออกจากศาลโลก แต่คำถามคือ จะทำอย่างไรให้กัมพูชายอมถอนการตีความดังกล่าวออก เพราะความต้องการของกัมพูชา ไม่ใช่เป็นเพราะคำพิพากษาเหนือดินแดนเท่านั้น ซึ่งอาจส่งผลให้เขาได้ดินแดนเพิ่มมาเพียงหนึ่งตารางกิโลเมตรหรืออะไรก็ตามแต่ แต่การได้ชัยชนะของคำพิพากษาของศาลโลก ยังส่งผลให้รัฐบาลฮุนเซน ได้อำนาจการเมืองเบ็ดเสร็จในสภา ดังนั้น คงเป็นไปไม่ได้ที่จะให้กัมพูชาถอนคดีออก คำถามคือว่า เราควรต้องทำอย่างไรให้เราอยู่ในสถานะที่ดีที่สุด บวรศักดิ์ เสนอว่า ประเทศไทยจำเป็นต้องทำให้คนในสังคมโลกและประชาคมนานาชาติเห็นว่าเราเป็นสังคมที่มีอารยะ และเคารพกฎหมายระหว่งประเทศ หากไทยยังคงยืนยันที่จะปฏิเสธกลไกระหว่างประเทศต่างๆ คงจะเป็นผลร้ายต่อประเทศมากกว่าผลดี อาการอย่างนี้ต้องเลิกเสีย เพราะแสดงถึงความไม่แยแสต่อสันติวิธี ไม่แยแสต่อความเคารพกฎหมายระหว่างประเทศ และไม่แยแสต่อประชาคมโลก การกระทำดังกล่าวนี้ ไม่ใช่วิสัยของชาติที่จะได้การยอมรับและการสนับสนุนจากนานาชาติ ดังนั้น หากไทยไม่อยากให้เกิดความเสียหายในทางระหว่างประเทศ แนวทางการดำเนินการแก้ไขจัดการข้อพิพาท จึงต้องระวังความรู้สึกระหว่างประเทศให้มากขึ้น

Comments

....ในที่สุดปัญหาเรื่องเขาพระ

....ในที่สุดปัญหาเรื่องเขาพระวิหารก็ได้พัฒนาไปสู่ความยุ่งยากขึ้นอีกหลายชั้นจนได้ การเสวนาครั้งนี้ได้ให้มุมมอง แง่คิดที่ดีและมีประโยชน์ก็จริง แต่มันก็คงจะยากที่ฝ่ายเราจะไปร้องขอให้กัมพูชาเขาทำตามข้อเสนอ ของฝ่ายเรา..

....ที่ท่าน นพดลทำมาแต่เมื่อครั้งเป็น รมต ว่าการกระทรวงการต่างประเทศนั้น ถูกต้องและดีที่สุดแล้ว แต่เมื่อมาถูกฝ่ายที่ใช้วาทะกรรมฆ่าจะเอาให้ตาย แล้วส่วนที่เกี่ยวข้องยังไปสุมหัวกันไปยกเลิกบันทึกนั้นเสียอีก แล้วจะเอาอะไรไปเจรจากับเขา ในขณะที่เรื่องราวมันเดินหน้าไปสู่จุดที่กัมพูชาเขาได้เปรียบเสียแล้ว

....ผู้ที่ไปหลงเชื่อคำยุยงส่งเสริม จากฝ่ายป่วนเมืองทั้งหลาย จะเอาปัญญาอันน้อยนิดของพวกท่านไปแก้ไขอะไรได้เมื่อมาถึงตอนนี้ ? นี่คือผลของความโง่เขลา เบาปัญญา ของพวกท่านที่มีต่อบ้านเมือง ไม่ทราบว่าผู้รู้ทั้งสามท่านที่ร่วมเสวนาในครั้งนี้ไปอยู่เสียที่ไหน เมื่อตอนที่พวกง่าวทั้งหลายมันรุมกันยำใหญ่ท่าน นพดล ในวันนั้น ?

....ท่าน นพดลครับ ถอยออกมาดีกว่า ปล่อยให้พวกขาใหญ่หูเบา ด้อยปัญญาทั้งหลาย มันหาทางด้นกันเอาเองจะดีกว่าไหม ? ท่านเจ็บแล้วต้องรู้จักจำ อย่าไปยุ่งกับพวกมันดีกว่าไม่ว่าใครก็ตาม ประชาชนเขาสมน้ำหน้ากันแล้ว.

ชอบข่าวนี้

ชอบข่าวนี้ และชอบความคิดเห็นของนายไทยแท้ แต่ขอเสริมนิดนึง อยากให้เพื่อนคนไทยทุกฝ่าย ได้อ่านข่าวนี้ แล้ว มาช่วยกันสนับสนุนแนวทางการแก้ไขแบบไทยนี้รักสงบ แต่ไม่ต้องรบดีกว่านะครับ

คิดว่าการแก้ไขปัญหาปราสาทพระว

คิดว่าการแก้ไขปัญหาปราสาทพระวิหาร คงจะมี "อารยะ" มากขึ้น หลังจากใช้วิธีถ่อยๆ ทางการฑูตโดยพวกลิ่วล้อสามานย์ของระบอบเผด็จการอีแอบอัปรีย์ จนปัญหาลุกลามใหญ่โตจนชาติต้องถูกครหานินทาในการปฏิบัติการถ่อยๆ ของพวกมันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ขอเอาใจช่วยรัฐบาลที่มาจากระบอบประชาธิปไตยโดยแท้จริง (แม้ว่าจะมีเบื้องหลังจากรัตถะทำนวยหัวคูณของระบอบเผด็จการอีแอบอัปรีย์ปีห้าสูญ [ไม่ได้เขียนผิดเพราะตั้งใจเขียนอย่างนั้นจริงๆ]) อย่าให้ประชาชนที่เลือกมาผิดหวัง หลังจากที่ต้องทนทุกข์กับพฤติกรรมจัญไรพวกลิ่วล้อโสโครกของอีแอบอัปรีย์มาหลายเสียปี จนชาติต้องสูญเสียโอกาสไปอย่างมากมาย
*** ปัญหาที่ดินป่าในความครอบครองของพวกนายทุนชั่วที่มีอยู่ตอนนี้ อาจจะมองไปได้ว่า ที่ผ่านๆ มารัตถะบานชั่วได้ปล่อยปะละเลยให้พรรคพวกไปมีโอกาสครอบครองที่ดินป่าสงวนอันมิชอบตามกฎหมาย จนเป็นที่อิดหนาระอาใจต่อข้าราชการที่ต้องการเข้าแก้ไขปัญหา แต่ติดด้วยความ "หย่ายยยยยย" คับเป้าของพวกมัน แต่พอพวกมันหมดอำนาจวาสนาแล้ว ก็เลยเข้าไปจัดการตามกฎหมาย .... เป็นอย่างนั้นหรือเปล่า???? คิดเอาเองก็แล้วกัน.....

เสาวนาจบแล้วก็หารูออกไม่ได้ เ

เสาวนาจบแล้วก็หารูออกไม่ได้

เพราะท่านสุเทพฯ ไปขุดรูอยู่เสียแล้ว

ไอ้ตุ๊ดตู่ ไปเอามาขึ้นเวทีเร็วๆ

พูดกันเป็นวรรค

เป็นเวร เสียมากกว่า

ทำไมไม่เอาตัวใหญ่ แท้จริง มาขึนเวทีด้วย

ไอ้ลิ้ม

ไอ้ลอง

ผบ.ทบ.

รอ.

จปร.

ป๋า

ปู่

ยาย

มาขึ้นเวที่เสียทีเดียว

จะได้จบ

รู้แล้วรู้รอดไป

ยังมาตีความกันอยู่ได้ว่า

ไทยออกจากภาคีมรดกโลกหรือยัง

เลิกใช้ภาษาไทยดีกว่า

ใช้

YES or NO

เข้าใจเลย

ทำไมเวลานายก รมต.

บอกเพียงคำเดียวว่า

ออก

มันไม่ต้องมาตีความ

คนเข้าไม่เข้าใจกันหมดแล้ว

กม. ประเทศไทย

มันอาจเกิดสภาพนอกอาณาจักรในประเทศไทย

เพราะชาวบ้านร้านค้าเขาจะ

ขอขึ้นศาล ตปท. กันหมด

พวกจบ Oxford เขาสอนมาอย่างนี้หรือ

นายก Oxford สามคน

ทำประเทศพังพินาจ

ดับไฟไหม้

แต่ปลวกขึ้นหลังคาบ้านแล้ว

ตอนนี้เราคิดเพียงว่า

อยากให้เขมรถอนคดีออกเสีย

มันแพ้หมดรูปเลย

ใจกล้าหน่อยตะโกนบอกคนไทยให้เข้ารูหู

เราแพ้เขมรแล้ว

มาเป็นพี่น้องกันดีกว่า

ฮุนเซ็นมันเข้าใจง่ายกว่า

ที่จะไปด่าว่า

ไอ้นักเลง ไอ้...

เอากระจกมาส่องดูตัวเองเสียบ้าง

ยังมีคดีอีกหลายคดีที่จะต้องเจอกันที่ศาล ตปท.

ยิ่งลักษณ์ โชว์

ความเห็น อาจารย์

ความเห็น อาจารย์ บวรศักดิ์

...เช่นเดียวกับ บวรศักดิ์ อุวรรณโณที่เห็นว่า ถ้ากัมพูชายังให้ศาลตีความคำพิพากษาเมื่อปี 2505 ไทยน่าจะมีความเสี่ยงในการแพ้ จึงควรจะให้มีการถอนคำร้องของกัมพูชาออกจากศาลโลก แต่คำถามคือ จะทำอย่างไรให้กัมพูชายอมถอนการตีความดังกล่าวออก...

เชื่อว่าผู้รู้ด้านกฎหมาย โบราณคดีและประวิติศาสตร์ จำนวนมากมีความเห็น เช่นเดียวกับอาจารย์ บวรศักดิ์

แต่น่าผิดหวัง ที่อาจารย์ บวรศักดิ์ และท่านผู้รู้เหล่านั้น เพิกเฉย ต่อ การปลุกระดม ของพันธมิตร สว แต่งตั้ง และขบวนการทางศาล ที่ล้มแถลงการร่วม ของ นพดล และปลุกระดมให้ทะเลาะกับเขมร ซึ่งท่านผู้รู้เหล่านี้ น่าจะรู้ว่าจะเป็นเหตุ ที่ทำให้เขมร นำเรื่องเข้าสู่ศาลโลก

คุณวีรพัฒน์ ปริยวงศ์

คุณวีรพัฒน์ ปริยวงศ์ นักวิชาการอิสระด้านกฎหมายระหว่างประเทศ กล่าวว่า

"กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย หรือนักวิชาการต่างๆ ที่มองข้อเท็จจริง แต่กลับถูกเรียกว่า “คลั่งชาติ” หรือ “ขายชาติ"

ขอถามคุณแน่ใจหรือที่คุณคิด ที่คุณเขียน ที่คุณพูด

ขอความเป็นนักวิชาการจริงๆๆ ต่อปัญหาของประเทศ

ผมว่าเลิกใช้วิธีการ

ผมว่าเลิกใช้วิธีการ ตั้งกรรมการที่มาจากทุกฝ่ายกันได้ไหม๊? เอาเป็นว่าตั้งกรรมการจากคนที่มีความรู้มีความเข้าใจและรู้จริงในเรื่องเหล่านั้น เพื่อไปจัดการกับปัญหานั้นๆ ไม่ดีกว่าหรือ? ไอ้ตั้งจากทุกฝ่ายนี่ พวกพันธมิตรด้วยหรือ? ประชาธิปัตย์ สันติอโศก..ฯลฯหรือกระทั่ง พวกเจิมศักดิ์ หมอตุลย์ ฯลฯ พวกที่ทำให้เกิดปัญหา ไม่เอาครับ
งานระหว่างประเทศ ต้องมี " สันติภาพ การเอื้อประโยชน์ซึ่งกันและกัน เคารพกันและกัน ไม่มีการดูหมิ่นถิ่นแคลนกัน" เหล่านี้เป็นเป้าหมาย
ไม่ใช่พอนึกถึงกัมพูชาทีไร คำว่าพระยาละแวกนำหน้ามาทันที อย่างที่ ปชป. (เทพไท)นิยมพูด อย่างนั้นไม่ไหวครับ
พอกันทีการไปขุดเอา " ประวัติศาสตร์ศักดินา"ขึ้นมาทะเลาะกัน

1. ศาลโลกตัดสิน แล้ว ในปี

1. ศาลโลกตัดสิน แล้ว ในปี 2505 ให้ปราสาทพระวิหารเป็นของกัมพูชา
2. ทีมทนายของไทยในตอนนั้น หัวหน้าทีม ม.ร.ว. เสนีย์ ปราโมช ต่อมาเป็นหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และ นาย สมปอง สุจริตกุล เป็นหนึ่งในทีมทนาย จนในที่สุดก็แพ้ต่อ ทีม ทนาย กัมพูชา
3. สฤษดิ์ ธนารัตน์ ปั่นกระแสคลั่งชาติ โดยประกาศไม่ยอมรับคำตัดสิน และ จะเอาคืนมาเป็นของไทย
4. หลังจากนั้นเรื่องก็เงียบหายไปตามกาละเวลา ทั้ง ไทย และ กัมพูชา ต่างก็ทำมาหากินกับ พระวิหาร ได้มากน้อย ตาม หัวใครหัวมัน สมปอง สุจริตกุล และ พวก ที่รู้เรื่อง ดี ณ.ตอนนั้น ก็มุดหัวทำมาหากินตามถนัดอยู่ไหนก็ไม่รู้
5. ประเทศไทย ก็เกิดเหตุการณ์ทำลายล้างทางการเมืองภายในประเทศ และ มีธงว่าจะต้องกำจัดฝ่ายตรงข้าม คือ ทักษิณ และ พวก ทุกวิถีทาง และ ทุกวิธีการ เรื่องปราสาทพระวิหารก็เป็นเรื่องหนึ่งที่ถูกยกมาเป็นหนึ่งในการทำลายล้างกัน โดยมี อดีตนายกฯ สมัคร สุนทรเวช ผู้ล่วงลับ และ นาย นพดล ปัทมะ เป็นผู้ที่โดนหอก ดาบ แทงเสียยับเยิน เพื่อกระทบซิ่งไปยัง ทักษิณ ที่ฝ่ายตรงข้าม มีวาระที่ชัดเจน คือต้องกำจัดให้สิ้นซาก
6. ประจวบเหมาะของพวกที่ต้องการทำลายทักษิณ (ที่พวกนั้นจินตนาการไว้ว่าเป็นตัวอันตรายที่จะคุกคามต่อความมั่นคงของพวกเขา)เก็บประเด็น ที่กัมพูชา จะขอขึ้นทะเบียน มรดกโลก ของปราสาท พระวิหาร และ พื้นที่ทับซ้อน
7. นพดล ปัทมะ ในฐานะ ที่เป็น รมว.ต่างประเทศ ก็เจรจา จนได้ข้อสรุป และ ทำเป็นบันทึกร่วม ว่า กัมพูชา จะขึ้นทะเบียน ได้เฉพาะ ตัวปราสาท ที่เป็นของกัมพูชา ตามคำตัดสินของศาลโลก ปี 2505 ส่วน พื้นที่ทับซ้อน ประมาณ 4.6 ตารางกิโลเมตร นั้น ขึ้นไม่ได้ เพราะต่างคนต่างอ้างสิทธิ์ และ ในเมื่อยังตกลงไม่ได้ก็อาจจะหาผลประโยชน์ร่วมกัน
8. นพดล ก็ เอาเรื่อง ที่ตกลงได้ และ เป็นร่างข้อตกลงร่วม ปรึฏษาไปยังกรมสนธิสัญญา ว่า ร่างขอตกลงร่วมฯนี้เป็น สนธิสัญญาหรือไม่ และ ต้องผ่าน การเห็นชอบรัฐสภา หรือไม่ คำตอบ คือ ไม่ใช่ และ ไม่ต้องผ่านสภา เซนต์ได้เลย
9. นพดลเอาเรื่งนี้ไปให้ทหาร และ ฝ่ายความมั่นคงดู ก็ได้คำตอบเหมือนกันว่า เซนต์ได้เลย
10. นพดล เซนต์ กัมพูชานำเรื่องขอขึ้นทะเบียน เฉพาะ ตัวปราสาท ไม่เกี่ยว พื้นที่ทับซ้อน 4.6 ตารางกิโลเมตร
11. พรรคประชาธิปัตย์ ขณะ ที่ เป็นฝ่ายค้าน ก็ยก ว่าทำอะไรไม่ปรึกษาสภา และ ต่อความยาว สาวความเท็จ จนมาเป็นวาทะกรรม นพดล และ รัฐบาลเพื่อไทย ขายชาติ
12. ส่งเรื่องให้ศาลฯตีความศาลฯบอกว่าเป็นสนธิสัญญา ต้องยกเลิก ทั้งที่กรมสนธิสัญญา ก็บอกแล้วว่าไม่เป็น
มั้งหมดนี้ฝ่ายตรงข้ามเอามาทำมาหากิน จนมาถึงวันนี้ และ ที่หากินแบบหน้าด้านที่สุดคือ สมปอง สุจริตกุล ที่เป็นหนึ่งในทีมทนาย ปี 2505 แล้วแพ้ ออกมาให้ข้อมูลเป็นตุเป็นตะ ทั้งที่ก่อนหน้านั้นมุดหัวอยู่ไหนก็ไม่รู้

ปพ wrote:คุณวีรพัฒน์ ปริยวงศ์

[quote=ปพ]คุณวีรพัฒน์ ปริยวงศ์ นักวิชาการอิสระด้านกฎหมายระหว่างประเทศ กล่าวว่า

"กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย หรือนักวิชาการต่างๆ ที่มองข้อเท็จจริง แต่กลับถูกเรียกว่า “คลั่งชาติ” หรือ “ขายชาติ"

ขอถามคุณแน่ใจหรือที่คุณคิด ที่คุณเขียน ที่คุณพูด

ขอความเป็นนักวิชาการจริงๆๆ ต่อปัญหาของประเทศ[/quote]

เนื่องจากเป็นคนแก่ที่ชื่นชมเด็กเก่ง
ขออนุญาตแสดงความเห็นว่า คุณวีรพัฒน์ เป็นนักวิชาการที่น่าจะฝากความหวังไว้ได้ว่า

ท่านจะไม่ใช่คนกะล่อน

ส่วนท่านจะเห็นอย่างไร เราควรฟัง ถ้าท่านถูกเราผิดเราได้กำไร แต่ถ้าเราถูกท่านผิด ถ้าท่านไม่ใช่คนกะล่อนท่านก็จะกลับมาเห็นเหมือนเรา

ขอบคุณคุณจริงไหมสำหรับกำลังใจ

ขอบคุณคุณจริงไหมสำหรับกำลังใจและการให้โอกาสครับ ผมจะพยายามอย่างดีที่สุดครับ

ที่คุณปพถาม "กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย หรือนักวิชาการต่างๆ ที่มองข้อเท็จจริง แต่กลับถูกเรียกว่า “คลั่งชาติ” หรือ “ขายชาติ" ผมหมายถึงหากรัฐบาลจะดำเนินการแก้ปัญหา ก็ต้องโปร่งใส และวิธีหนึ่งที่เป็นไปได้ ก็คือการเปิดให้มีกรรมการที่มาจากหลายฝ่ายที่ติดตามเรื่องนี้ ไม่ว่าเราจะมองเขาอย่างไร กรรมการเหล่านี้ย่อมไม่สามารถสั่งการหรือดำเนินการแทนรัฐบาลได้ แต่อย่างน้อยหากรัฐบาลจริงใจ ก็ต้องให้กรรมการับรู้ความเป็นไปว่าไปตกลงอะไรกับกัมพูชา และรับฟังคำแนะนำข้อเสนอที่กรรมการมีต่อรัฐบาลครับ

Tour... ICC detention cells

[b][color=green][size=12]Tour...
ICC detention cells in Scheveningen,the Hague.[/color][/size][/b]

[b][url]http://www.rnw.nl/english/article/ratko-mladic-cell-ready[/url][/b]

Ratko Mladic - Butcher of Bosnia/ Taipei Times

[b][url]http://www.taipeitimes.com/News/editorials/archives/2011/06/05/2003504990[/url][/b]

[b][color=blue][size=12]Nairobi Guardian
ICC detention cells in Scheveningen,the Hague.[/color][/size][/b]

[b][url]http://www.nairobiguardian.com/?p=115[/url][/b]

[b][color=red][size=12]ICC detention cells [/color][/size][/b]

[b][url]http://www.icc-cpi.int/Menus/ICC/Structure+of+the+Court/Detention/[/url][/b]

[b][color=brown][size=12]Headquarters,offices and detention unit[/color][/size][/b]

[b][url]http://en.wikipedia.org/wiki/International_Criminal_Court[/url][/b]

I guess that ICC awaits for

[b][color=blue][size=14]
I guess that ICC awaits for us ratifying to the Rome Statue..
right after we sign up,
the ICC may start another 2 cases concerning drugs & human trafficking.
I expect this Court protecting us,
and serving us safe and sound in the future.[/color][/size][/b]

ผมชอบความเด็ดขาดชัดเจนมากกว่า

ผมชอบความเด็ดขาดชัดเจนมากกว่า ผมว่า เราควรนั่งดูปล่อยมันไปตามครรลอง เพราะการตีความของศาลโลก ไม่ว่าจะได้หรือเสีย อย่างน้อยทุกฝ่ายจะได้สบายใจ โปร่งใส ชัดเจน ว่ามันพื้นที่ของใครกันแน่

กรรณิกา ราชปรารภ wrote: I

[quote=กรรณิกา ราชปรารภ][b][color=blue][size=14]
I guess that ICC awaits for us ratifying to the Rome Statue..
right after we sign up,
the ICC may start another 2 cases concerning drugs & human trafficking.
I expect this Court protecting us,
and serving us safe and sound in the future.[/color][/size][/b][/quote]

guten Morgen,

[url]http://www.youtube.com/watch_popup?v=kPvciIdDZAE[/url]

อยากรู้ว่านายวีรพัฒน์

อยากรู้ว่านายวีรพัฒน์ เป็นอย่างไร ต้องอ่านเขาอย่างต่อเนื่อง ก็จะเห็นว่าจริง ๆ แล้วเขาเป็นแค่พวกชาตินิยมคนหนึ่ง แต่พร้อมจะไหลลื่นไปตามกระแสการเมือง ด้านล่างนี้เป็นตัวอย่างจากบทความของเขา

1. บทความ “คำเตือนถึงอภิสิทธิ์: โปรดอย่าปล่อยให้ศาลโลกแปลคำผิด “ นายวีรพัฒน์ชื่นชมพวกที่ยืนยันเรื่อง “การสงวนสิทธิ์” ที่จะเอาปราสาทเขาพระวิหารมาเป็นของไทย ซึ่งเป็นจุดยืนเดียวกับพันธมิตร และนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะนั่นเอง
ดังข้อความ “ผู้เขียนไม่ขอโต้เถียงว่าเคยมีใครใช้เรื่อง “สงวนสิทธิ์” มาเป็นเครื่องมือหากินทางการเมืองที่ไร้ความรับผิดชอบหรือไม่ แต่หากมีผู้ทำจริง ก็ต้องขอชื่นชม สนับสนุน และเป็นกำลังใจให้แก่ผู้ที่นำประเด็นมาตีแผ่และเตือนสติให้แก่สังคม”
... การ “สงวนสิทธิ์” เอาปราสาทพระวิหารคืนมาตามกฎหมายระหว่างประเทศนั้น “เป็นไปได้” ทั้งทางทฤษฎีและทางปฏิบัติ การสงวนสิทธิในทางกฎหมายระหว่างประเทศไม่ใช่แค่เรื่องการขอให้ศาลทบทวนคำพิพากษาหรืออายุความเพียงอย่างเดียว แต่สามารถสงวนอย่างทั่วไป ต่อเนื่อง และไม่มีระยะเวลาจำกัด
แต่นายวีรพัฒน์กลับไม่กล้าประณามทีมกฎหมายไทยที่กำลังต่อสู้ในศาลโลกขณะนี้ที่ไม่พูดเรื่องสงวนสิทธิ์ในศาลโลกเลย แถมยังประกาศว่าประเทศไทยยอมปฏิบัติตามคำพิพากษาปี 2505 มาโดยตลอด

2. บทความ คำเตือน: ไทยถอนตัวจากภาคีมรดกโลกแล้วจริงหรือ? ลงวันที่ 26 มิ.ย.54
นายวีรพัฒน์กล่าวแสดงความชื่นชม การถอนตัวของสุวิทย์ คุณกิตติ จากอนุสัญญามรดกโลก :
“ผู้เขียนเข้าใจว่าการถอนตัวครั้งนี้มีขึ้นหลังจากคณะคุณสุวิทย์สามารถเจรจาให้เลื่อนการพิจารณาแผนบริหารจัดการพื้นที่รอบปราสาทพระวิหารได้สำเร็จ แต่เมื่อร่างมติที่นำเข้าที่ประชุมคณะกรรมการมรดกโลกยังมีถ้อยคำเกี่ยวกับปราสาทพระวิหารที่มีปัญหาอยู่ คุณสุวิทย์จึงยืนยันถอนตัว ในทางหนึ่งย่อมมองได้ว่าเป็นการทำหน้าที่อย่างละเอียดรอบคอบเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของชาติอันน่าชื่นชม
แต่อีกทางหนึ่ง ก็อาจมีผู้โจมตีว่าไทยขาดความน่าเชื่อถือในเวทีโลก เช่น ไทยขู่ถอนตัวเพื่อตั้งแง่การเจรจาให้เลื่อนการพิจารณาแผนบริหารจัดการ (โดยทั่วไป) ออกไป และแม้สุดท้ายไทยจะได้ตามที่ต้องการ ก็ยังคงถอนตัวเพื่อประโยชน์ทางรูปคดี (เกี่ยวกับถ้อยคำบางคำ) อยู่ดี ทั้งที่ไทยจะถอนตัวแต่แรกก็ได้ หรือจะมองอย่างเสียดสีว่าเป็นเพียงการเรียกคะแนนนิยมก่อนวันเลือกตั้ง ฯลฯ การมองเหล่านี้มิใช่การมองทางกฎหมาย และอาจเป็นการด่วนสรุปที่ไม่เป็นธรรม แม้ผู้เขียนจะมีความเชื่อว่าคณะคุณสุวิทย์และตัวแทนฝ่ายไทยทุกท่านย่อมยึดประโยชน์ชาติเป็นใหญ่ แต่ผู้เขียนก็มิอาจแสดงความเห็นได้ เพียงแต่เรียกร้องให้รัฐบาลเปิดเผยข้อมูลการตัดสินใจและชี้แจงให้ประชาชนทราบโดยเร็ว

3. แต่สองวันให้หลัง เมื่อนายวีรพัฒน์เห็นกระแสโจมตีนายสุวิทย์มาแรง เขาก็เปลี่ยนท่าทีทันที ไม่กล้าชื่นชมนายสุวิทย์อีกต่อไป แถมยัง “แอ็บแดง” อีกต่างหาก โดยเอาเรื่องมรดกโลกมาโยงกับเรื่อง 91 ศพโดยไม่จำเป็น กรุณาดูบทความ ”คำขอถึงอภิสิทธิ์: อย่าซ่อน 91 ศพ อย่าซ่อน มรดกโลก”

ขนาดอายุน้อย ยังไม่มีผลประโยชน์อะไร ยังกะล่อนขนาดนี้ ถ้าแก่เขี้ยวลากดินกว่านี้ จะไว้ใจได้หรือ

ครับเพื่อให้เห็นภาพขอยกความเห

ครับเพื่อให้เห็นภาพขอยกความเห็นที่น่าสนใจกรณีคุณนพดลชี้แจงไว้ในนี้(ข้อความผมอะตอม)

http://www.prachatai3.info/node/36173

ข้อเสนอคือการทูตที่วีรพัฒน์เสนอ แม้ตัวแปรความสัมพันธ์ไทยเขมรอาจจะปรับท่าทีต่อรบ.ใหม่นี้?ที่ดีกว่ารบ.มาร์ค ซึ่งค่อนข้างเปิดในแนวทางนี้?

แต่เงื่อนไขคือเขมรไปไกลแล้ว? และได้เปิดเผยโฉมหน้าธาตุแท้ในตัวตนของเป้าหมายเขมรไปไกลชัดเจนและเดินมาไกลมากแล้ว ข้อเสนอให้ใช้การเจรจา ผมเชื่อว่ามันจะวนปัญหากลับมาที่เดิม?คือหลายปีที่เรากล่อมเขมรมานาน

ที่สุดมันเท่ากับศูนย์หลายคนแม้แต่ศาลก็ชี้ปัยหาเดียวนี้ไว้ว่าให้คู่เจรจาที่กำลังวางมวยหาทางออกร่วมคงไม่ได้และ
เราแย่กว่าเชขมรในการตั้งรับไม่ทันกับกรอบทวิฯ

แล้วยุทธศาสตร์แบบนี้ต่างหากที่ทำเราเสียหายเพราะประเมินเขมร(ฮุนเซน)พลาดจนทำให้แนวรบด้านต่างประเทศ หรือที่มั่นสำคัญที่สุดในเคสนี้เราเป็นรองเขมรมานาน

เพราะกำหนดกรอบเจรจาที่ผิดพลาดที่สำคัญขาดเอกภาพจนเขมรเองก็ไม่เชื่อใจ? เขาจึงตัดสินใจที่จะเดินหน้าตามเป้าหมายเขาเท่านั้น? ซึ่งมาไกลมากแล้ว เกินกว่าข้อเสนอวีรพัฒน์จะทำได้?(การทูตเพื่อให้เขมรถอนฟ้อง)

และส่วนตัวผมก็ไม่เห็นด้วยถ้าถอนฟ้องตอนนี้ เงื่อนไขคือมันจะกลับมาวน(แม้วันนี้จบแต่วันหน้าใครสะดุดทุนระเบิดที่ยังไม่ถอดสลักนี้ก้ตูมอีกวนอีก)

ที่สำคัญที่สุด เราจะยิ่งแก้ไขภาพลักษณ์หน้าตาที่พลิกโฉม กลับด้าน(ถ้าผลเป็นคุณกับเราภาพลักษณ์ที่เขมรวาดภาพรัฐอันธพาลมันจะพลิกกลับไปที่เขมรคือเด็กเลี้ยงแกะทันทีโดยไม่ต้องอธิบายเพิ่ม)ต่อเวทีโลก

ที่เราหลบมานานทิ้งที่มั่นสำคัญที่สุดในเคสนี้มานาน ให้เขมรทำการบ้านแบบผูกขาดมาตลอด ที่วัดผลแพ้ชนะ และจบสั้นที่สุด?มีผลข้างเคียงน้อยที่สุด? และถ้าไปถึงตรงนั้นเคลียร์ที่สุด?เพราะมันถอดสลักออกไปแล้ว?

ความเสี่ยงเราเพิ่มไหม? เพิ่มครับ?แต่เลี่ยงไม่ได้แล้ว มันไปไกลแล้ว แต่ความเสี่ยงตามข้อเสนอพธม.ยิ่งเสี่ยงกว่าหลายสิบเท่า(ถึงสงครามกับยูเอ็นฯ) แล้วข้อเสนอแบบการทูต เพื่อให้ถอนฟ้อง(ของวีรพัฒน์) มันจะวนปัญหาไปที่เดิมนั้นคือการแก้ไขปัญหาแบบเอาขี้เฒ่าไปกลบเตาปฎิกรณ์ไว้ชั่วคราว หรือวางทุ่นระเบิดทางชายแดนไว้เหมือนซุกปัญหาไว้ใต้พรม

เพราะเกิดผู้นำเขมรรุ่นต่อไปหนักกว่าฮุนเซน รื้อใหม่ มันก็จะวนปัญหากลับมาอีก? ส่วนจะหนักหรือจะเบามันก็ยังเป็นทุนระเบิดทางชายแดนอยู่ดี

ทางออกจึงคือจบให้สั้นให้เคลียร์ที่สุด(เพื่อจะได้เสียเวลากับเรื่องนี้น้อยลงเพื่อไปหาสิ่งที่จะมหาศาลกว่านี้เยอะมาก เพียงแค่ถอดสลักนี้ออกมันเคลียร์แล้วจบแบบถาวรแล้ว มันจะมหาศาลกว่ากั๊กกันไว้แบบนี้

นั้นคือเดินหน้าทางคดีต่อไป ส่วนเรื่องขึ้นทะเบียนให้โฮฯ หรือแขวนเรื่องไว้ ยูเนสฯอย่าพึ่งเสือก(และมันเสือกไม่ได้ด้วยเหตุผล123 เราชี้แจงอย่างเป็นรูปธรรมไป) และไม่ใช่หน้าที่จะมาเสือกตอนนี้

เพราะถ้าดันทุรัง ยูเนสฯจะถูกส่งตรวจสอบพฤติกรรมการพิจารณาการขึ้นปราสาทกรณีนี้ แบบปฎิบัติหน้าที่มิชอบผิดหลักเกณฑ์เงื่อนไขหลายเรื่อง ต่อรัฐภาคีที่มีอธิปไตยร่วม(หมายถึงไทย)และการที่เราชี้แจงแบบนี้เราจะไม่เสียเพราะตัวแปรที่ทำให้เสียคือยูเนสฯต่างหากมันมาเสือกอะไรเรื่องยังอยู่ในโรงในศาลอยู่? เห็นจะจะนี่?

เราจึงต้องแขวนเรื่องไว้ แสดงท่าที่ผ่านการที่เราขอถอนตัวออกมา และยืนยันว่าเราจะยังยืนยันจุดยืนการถอนตัวจริงๆตามนั้น(สุวิทย์ฯหรือรบ.มาร์ค) แล้วให้เหตุผลว่าเรื่องนี้ยังอยู่ในระหว่างการพิจารณาศาลโลก

เป็นกรณีขัดแย้งที่ยูเนสฯ ทำผิดเงื่อนไขการขึ้นทะเบียนและเจตนารมณ์สันติภาพ(เพราะเกิดสงครามชายแดนและกรณีพิพาทจากตัวแปรเงื่อนไขคือยูเนสฯเข้ามา)

ดังนั้นตัวแปรตัวป่วนเรื่องนี้ หยุดก่อน อย่าเสือกเข้ามา จนกว่าศาลโลกจะชี้มาชัดเจนเราถึงจะรับพิจารณาว่าจะเข้าร่วมเหมือนเดิมหรือไม่ แต่ตอนนี้ยืนยันว่าถ้าท่าที่ยูเนสฯ ไม่ชัดเจนตามข้อเรียกร้องเราจะยืนยันการถอนตัวเท่านั้น(คือให้น้ำหนักแบบนี้เราจะพลิกแก้หน้าได้ว่าเรารักษาศักดิ์ศรีประเทศด้วยเหตุด้วยผลไม่ใช่พาล)

เรื่องนี้ เคยชี้แจงหลายรอบ ว่า ความเสี่ยงของคดีต่อเราแค่คำนี้"vicinity" เพราะกรอบการตีความบังคับไว้แค่คดีเก่า ผมจึงเชื่อวว่ามีโอกาสเสี่ยงแค่คำที่ดิ้นได้ตรงนี้ ผมเชื่อว่าถ้าเขาช่วยเขมร มันคงจะเสียไม่เท่าไหร่? น้อยกว่า4.6มาก แต่ไม่ใช่ขนาดสีเหลี่ยมคางหมูที่กันเขตโนมิลฯ

เพราะตรงนั้นกันจากรัสมีการยิงที่ปลอดภัยของกระสุนปืนใหญ่หรือรัสมีทำการทางการทหารมันจึงต้องกว้างขนาดนั้น

แต่ภายใต้ความเสี่ยงตรงนี้ ผมเชื่อว่าถ้าเราบีบพื้นที่ศาลและบีบพื้นที่เขมร บนการตีความ"vicinity"ที่"พฤติการณ์ล้อมรั้ว"

ที่ผมเสนอมาตลอด และเสนอมานานมากทุกครั้งที่พูดเรื่องนี้จนพิภพ ธงชัย เอาไปขยายในเวทีพธม.(ตรวจสอบในนี้ได้ว่าผมชี้ประเด็นนี้ไว้ในนี้ก่อนที่พิภพจะนำเสนอในเวทีพธม.อีก)

เพราะนั้นคือการตีความคำตัดสินศาลโลกของไทยกับเขมรไปแล้วเนื่องจากเขมรไม่ค้าน เพราะการค้านทำได้หลายอย่าง ถ้าอ้างว่าประเทศไทยใหญ่กว่าบีบเอาแบบนี้ก็ฟังไม่ขึ้น เพราะไทยทำตามอำนาจศษลโลกที่เป็นน้อยกรณีมาก นั้นแสดงว่าเราไม่ได้ขัดขืนตามนั้น

และได้ทำตามไปแล้ว แต่ถ้าเขมรไม่เห็นด้วยก็ต้องทำหนังสือไปยังศาลโลกไม่ยอมรับพฤติการณ์การล้อมรั้วนั้น

คือการตีความเพื่อบังคับคดีหรือปฎิบัติตามคำสั่งศาลโลกกรณีนี้ไปแล้ว? ถ้าไม่เห็นด้วยต้องทำหนังสือแย้งไป ในศาลโลกว่าแค่เส้นปฎิบัติกาณชั่วคราวเท่านั้น ไม่ใช่การบังคับคดีหรือปฎิบัติตามคำสั่งศาลโลกไปแล้วในพฤติการณ์นั้น?

เพื่อยืนยันว่าเขมรไม่ได้ยอมรับพฤติการนั้นว่าคือการบังคับคดี แต่นี่ไม่มีเลย? ส่วนการมัดศาลโลกก็คือคดีนี้ไม่ได้ชี้เขตแดน แต่ใช้เนื้อหาคำว่า"vicinity" ที่ถูกเราตีความบังคับคดีไปแล้วพร้อใเขมรก็ยอมรับตามนั้น(ไม่คัดค้านใดใด)

ดังนั้นข้อต่อสู้แบบนี้ผมชี้มานานในนี้ แต่ในเวทีนี้(กระทู้นี้)พูดเรื่องซีเรียสระดับนี้? ไม่เคยกล่าวถึงเลย เพราะผมเชื่อว่า"นวัตกรรม"ทางความคิดตรงนี้ของผม? คือหมัดน็อคของคดีนี้เลย

แต่พวกคุณพูดไม่รู้ที่เอาเมาประเด็น ฟุ้ง หาข้อสรุปเป็นรูปธรรมไม่ได้?ไม่ต่างจากพธม.เลยฟุ้งมาหลายเดือนออกทะเล แถมจะหาเรื่องเข้าบ้านแบบคนบ้าถือคบไฟ(สงครามชายแดนกับเขมรและยูเอ็นฯ)

นักวิชาการชุดนี้เหมือนกัน ตั้งโจทย์ว่าทางออกฯ? แต่จริงๆอ่านแล้วมันคือการเดินวนในเขาวงกตมากกว่า ผมต้องขออนุญาติคุยตรงๆชี้ชัดๆ เพราะผมเกาะติดเรื่องนี้มานาน ผมคงจะทิ้งประเด็นนี้ไปเฉยๆไม่ได้ถ้ามันยังไม่สะเด็ดน้ำหรือได้"นวัตกรรมทางความคิด"(รูปธรรมในการเอาไปใช้)

แม้จะประกาศแขวนนวมในนี้ เพราะน้อยใจคนไทยหลายๆเรื่องแต่เรื่องนี้ผมเกาะติดมานาน คงไม่ปล่อยไปง่ายๆหรือให้ใครเอาไปชูปมือเปิบ แล้วถ่มน้ำลายใส่"นวัตกรรมทางความคิด"ที่ผมให้ทานไว้ แต่มันทำเหมือนผมเป็นขอทานที่จะมานำเสนอสิ่งที่ผมคิดเป็นต้นฉบับหาว่าโม้?

แต่สิ่งที่ผมห่วงกลัวมันเอาไปใช้ไม่ถูกมากกว่าแบบกรณีเอาเคาน์เตอร์ เพนไปสีแทนยาสีฟันแบบกรณีปัญหาใต้ปากเจ๋อมาด่าเราอีก?

นี่คือความรับผิดชอบในเนื้อหาที่เป็นต้นฉบับของผม พยายามป้อน เคี้ยว ยัดเข้าปากพวกมัน? ขนาดนั้น ยังมีท่าทีว่ามันจะอ้วกใส่ในข้อหาหมั่นไส้ ไอ้ลูกหลานจัญไร???

เพิ่มเติมสมมุติมันพลิก ออกทาง

เพิ่มเติมสมมุติมันพลิก ออกทาง เสียเพิ่มจากที่เคยล้อมรั้วไว้ เพราะเขาตีความ"vicinity" ไปไกลกว่านั้น ผมให้คนไทยตัดสินใจร่วมกันอีกที จะประชามติหรืออะไรก็ได้? ในการที่ว่าเราจะยอมรับไหม?

และเสียเพิ่มนิดหน่อยเพื่อจบปัญหา? ไปทำมาหากินอย่างอื่นดีกว่ามาเสียเวลาตรงนี้ได้มากกว่าเยอะ? เพราะเขาตีความพฤติการณ์ล้อมรั้วแบบศรีธนญชัยเรา? ศาลไม่เห็นด้วย(แต่พฤตินัยชี้ชัดนั้นคือเราย้อนรอยกฎหมายปิดปาก และครอบครองปฎิปักษ์ กลับคืนไป เพื่อไม่ให้สองมาตรฐานศาลจะยอมให้จบแบบนี้)

สมมุติคนไทยไม่ยอม? เราฟ้องสวน ไปเลยในแบบเอาคืนทั้งหมด? ในเมื่อจะเสียเพิ่มเดิมพันเอาคืนทั้งหมดดีกว่า ?วัดกันไปเลย ถ้ารวบรวมดีดีผมชี้ว่าเกิน70% เราเอาคืนได้?ผ่านช่องทางที่มากกว่าศาลโลก นั้นคือช่องทางยูเอ็นฯในมิติการตรวจสอบอำนาจศาลโลกในความมาชอบมาพากลชอคดีนี้(นั้นคือพิพากษาเพิ่มเกินอำนาจตีความของเก่า)

นั้นคือถ้าจะสู้แบบได้เสียต้องเอาให้ถึงที่สุด?นั้นคือเดิมพันเอาคืนได้ด้วย ผมมั่นใจถ้าชงสำนวนคดีเองเรามีสิทธิเอาคืนทั้งพระวิหารได้ครับแต่ต้องแลกกับเงื่อนไขความสัมนพันธ์ไทยเขมรที่ลงลึกกว่าเดิมให้คนไทยเลือกเอาจะออกทางไหน????

KK-R / About : HATE MEDIA

[quote= KK-R / About : HATE MEDIA][b][url]http://www.hirondellenews.com/content/view/7362/26/[/url][/b]

[b][url]http://blogs.rnw.nl/medianetwork/opening-of-the-rwandan-hate-media-trial-in-appeal[/url][/b]

***************

[b][color=brown][size=14]BBC NEWS[/color][/size][/b]

[b][url]http://news.bbc.co.uk/2/hi/africa/2075183.stm[/url][/b]

***************

[b][color=brown][size=14]ICTR [/color][/size][/b]

[b][url]http://en.wikipedia.org/wiki/International_Criminal_Tribunal_for_Rwanda[/url][/b]

[b][color=brown][size=14]ICTY[/color][/size][/b]

[b][url]http://en.wikipedia.org/wiki/International_Criminal_Tribunal_for_the_former_Yugoslavia[/url][/b]

****************

[b][color=blue][size=14]Project on International Courts and Tribunals[/color][/size][/b]

[b][url]http://pict-pcti.org/courts/ICC.html[/url][/b]

[b][color=green][size=14]Command responsibility[/color][/size][/b]

[b][url]http://en.wikipedia.org/wiki/Command_responsibility[/url][/b]

****************[/quote]