ข้อเสนอให้พรรคการเมืองแก้ รธน. มาตรา 291

ชื่อบทความเดิม: ข้อเสนอให้พรรคการเมืองต่างๆ ประกาศนโยบายร่วมกันในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 291 เพื่อสร้างความปรองดองในชาติภายหลังการเลือกตั้ง 3 กรกฎาคม 2554 1. ระบบสังคมการเมืองไทยขณะนี้อยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านที่สำคัญยิ่ง ความขัดแย้งทางการเมืองภายใต้ยุคข้อมูลสารสนเทศที่สื่อต่างๆสามารถเข้าถึงประชาชนอย่างกว้างขวาง ได้ทำให้ประชาชนจำนวนมากตื่นตัวทางการเมืองอย่างสูง แต่ในขณะเดียวกันก็เกิดปัญหาอย่างมากในระดับที่ไม่เคยเป็นมาก่อนในการจัดการความขัดแย้งทางความคิดที่แตกต่างกัน ตลอดจนได้ไปดึงปมปัญหาสำคัญหลายเรื่องที่ซ่อนตัวอยู่ในระบบสังคมการเมืองไทยให้คลี่คลายปรากฏออกมาด้วย ความขัดแย้งในระบบสังคมการเมืองไทยครั้งนี้จึงจำเป็นต้องมีเวทีให้ประชาชนซึ่งถูกปลุกให้มีความตื่นตัวทางการเมืองอย่างกว้างขวางดังกล่าว มีพื้นที่ทางการเมืองที่จะเข้ามามีส่วนร่วมพิจารณาตัดสินใจเพื่อกำหนดทิศทางอนาคตของบ้านเมือง 2. ข้อเสนอของเส้นทางสู่ความปรองดองในระบบสังคมการเมืองไทยก็คือ ผลักดันให้พรรคการเมืองต่างๆยอมร่วมกันแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันในเบื้องต้นเฉพาะมาตรา 291 ก่อน (คล้ายกับแนวทางที่เคยมีการรณรงค์ผลักดันให้พรรคการเมืองยอมแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อให้มีการตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับประชาชนปี 2540 ) เพื่อเปิดช่องทางให้มีการตั้ง “สภาปฏิรูประบบสังคมการเมืองไทย” ที่มาจากการเลือกตั้งโดยประชาชน (ไม่ใช่วิธีเลือกตั้งโดยอ้อมอย่างเมื่อครั้งร่างรัฐธรรมนูญ 2540) เพื่อทำหน้าที่เป็น “คนกลาง” ในการดึงประเด็นปัญหาความขัดแย้งและข้อเสนอของคนไทยทุกกลุ่ม เข้าสู่กระบวนการพูดคุยเจรจาด้วยเหตุด้วยผลใน “ เวที ” ที่มีกฎกติกามารยาทรองรับ (แทนการชุมนุมเรียกร้องบนท้องถนน) แล้วกลั่นกรองยกร่างเป็นรัฐธรรมนูญเพื่อเสนอให้ประชาชนทั้งประเทศลงประชามติ 3. ถ้าประชาชนลงประชามติไม่รับร่างรัฐธรรมนูญฉบับปฏิรูประบบสังคมการเมืองไทยนี้ ก็ให้กลับไปใช้รัฐธรรมนูญฉบับปี 2550 ตามเดิม แล้วให้นักการเมืองในสภาฯ แก้ไขรัฐธรรมนูญในส่วนที่เห็นควรปรับปรุงแก้ไขด้วยกลไกปรกติของรัฐสภาต่อไป แต่ถ้าประชาชนลงประชามติเห็นชอบ ก็ให้เริ่มต้นขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศไทยตามกรอบแนวทางแห่งรัฐธรรมนูญที่คนไทยทั่วประเทศให้ฉันทานุมัติไปดำเนินการแล้วนั้น 4. การแก้ไขรัฐธรรมนูญเบื้องต้นเฉพาะมาตรา 291 จึงเท่ากับเป็นบันไดขั้นแรกของเส้นทางสู่การสร้างความปรองดองในชาติ และการปฏิรูปประเทศไทยให้อภิวัฒน์สู่ความเป็นเจริญงอกงามยิ่งขึ้นอีกขั้น โดยอาศัยกระบวนการยกร่างรัฐธรรมนูญขึ้นใหม่ทั้งฉบับเป็นเครื่องมือสร้างการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ของประชาชน ตลอดจนเป็นเครื่องมือประสานความขัดแย้งที่เกิดจากความคิดความเชื่อที่แตกต่างกันของคนไทยกลุ่มต่างๆ แล้วกำหนดวิสัยทัศน์ของคนไทยทั้งประเทศร่วมกันที่จะขับเคลื่อนบ้านเมืองไปสู่จุดหมายในอนาคต ภายใต้กรอบรัฐธรรมนูญที่คนไทยทุกคนมีส่วนร่วมในการยกร่างและให้ความเห็นชอบ 4.1) ในเมื่อรัฐธรรมนูญฉบับปี 2550 ที่ยกร่างขึ้นโดยอาศัยฐานอำนาจจากการทำรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 ไม่เป็นที่ยอมรับของคนไทยฝ่ายหนึ่ง ความพยายามที่จะผลักดันให้กลับไปใช้รัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 ก็ไม่เป็นที่ยอมรับของคนไทยอีกฝ่ายหนึ่งเช่นกัน ครั้นจะให้นักการเมืองในสภาฯเป็นผู้แก้ไขรัฐธรรมนูญก็ไม่เป็นที่ยอมรับของมวลชนฝ่ายซึ่งไม่ศรัทธาเชื่อถือนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งทุกวันนี้ แต่ความพยายามสร้างเงื่อนไขเพื่อให้มีการทำรัฐประหาร แล้วแต่งตั้ง “คนดีมีความรู้ความสามารถ” มายกร่างรัฐธรรมนูญขึ้นใหม่นั้น ก็ไม่เป็นที่ยอมรับของมวลชนฝ่ายประชาธิปไตยเช่นกัน ถ้าเช่นนั้นทำไมเราไม่หา “คนกลาง” ที่มาจากการเลือกตั้งโดยประชาชนให้มาทำหน้าที่นี้ 4.2) การที่ประชาชนมีฉันทานุมัติมอบหมายให้ตัวแทนไปใช้ “อำนาจอธิปไตย” แทนประชาชนที่เป็นเจ้าของอำนาจนั้น ประชาชนย่อมมีสิทธิ์จะมอบหมายตัวแทนไปทำหน้าที่แทนตนได้เป็นเรื่องๆไป การแก้ไขรัฐธรรมนูญในสาระสำคัญถึงขั้นยกร่างรัฐธรรมนูญขึ้นใหม่เพื่อคลี่คลายวิกฤตความขัดแย้งในบ้านเมืองที่ยืดเยื้อมานานกว่า 5 ปีเช่นนี้ จึงเป็นการสมควรที่ประชาชนจักพึง “มอบอำนาจ”ให้กับตัวแทนของประชาชนอีกชุดหนึ่งเป็นการเฉพาะต่างหากจากสมาชิกรัฐสภา (ที่มีส่วนได้ส่วนเสียกับการแก้ไขกฎกติกาของการแข่งขันเลือกตั้งเข้าสู่อำนาจและควบคุมการใช้อำนาจของตัวเองนั้นๆ) เพื่อให้เป็นผู้เขียนรัฐธรรมนูญขึ้นใหม่อย่าง “ เป็นกลาง ” โดยปราศจากปัญหา “ผลประโยชน์ทับซ้อน” 4.3) หากพิจารณาจากบทเรียนสำคัญทางประวัติศาสตร์ดังกรณีความสำเร็จในการจัดทำรัฐธรรมนูญของประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นแม่แบบสำคัญหนึ่งของประเทศประชาธิปไตยในโลกแล้ว ก่อนที่จะมีการยกร่างรัฐธรรมนูญของประเทศสหรัฐอเมริกาขึ้นนั้น ได้มีการถกเถียงกันว่าปัญหาของสังคมอเมริกันคืออะไร และจะออกแบบทิศทางการขับเคลื่อนประเทศเพื่อตอบสนองต่อการแก้ปัญหาต่างๆดังกล่าวอย่างไร จากนั้นจึงค่อยลงมือยกร่างรัฐธรรมนูญเพื่อวางกรอบแนวทางขับเคลื่อนประเทศชาติไปสู่เป้าหมายที่พึงปรารถนา ในการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับปฏิรูประบบสังคมการเมืองไทยตามข้อเสนอที่กล่าวมาข้างต้น จึงไม่สมควรดำเนินการอย่างรีบเร่ง แต่ต้องเน้นให้มีการสร้างกระบวนการเรียนรู้และแสวงหาทางออกจากปัญหาร่วมกันของคนไทยทั้งชาติ แล้วนำสิ่งที่ตกผลึกร่วมกันมากลั่นกรองเป็นสาระของรัฐธรรมนูญ ทั้งในหมวดแนวนโยบายแห่งรัฐ รวมถึงมาตรการปฏิบัติต่างๆ เพื่อให้คนไทยตระหนักถึงความจำเป็นและ “เกิดความมุ่งมั่นที่จะเปลี่ยนแปลงแก้ไข” ในสิ่งที่สมควรเปลี่ยนแปลงแก้ไข “ยอมรับในความจริง” ของสิ่งที่ยังเปลี่ยนแปลงแก้ไขอะไรไม่ได้ในขณะนี้ ตลอดจนมี “ปัญญา” สามารถแยกแยะความแตกต่างระหว่าง “สิ่งที่ควรเปลี่ยนแปลงแก้ไข” กับ “สิ่งที่ยังเปลี่ยนแปลงแก้ไขอะไรไม่ได้” ดังกล่าว 5. จุดอ่อนสำคัญประการหนึ่งของรัฐธรรมนูญฉบับประชาชนปี 2540 ก็คือ การไม่ได้ออกแบบกลไกที่จะส่งผ่านความเข้าใจและสร้างกระบวนการอบรมกล่อมเกลาทางการเมือง (political socialization) ตามกรอบอุดมการณ์ทางการเมืองของรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เพื่อเปลี่ยน “วัฒนธรรมทางการเมือง” ของประชาชนในระดับ “โครงสร้างส่วนลึกทางสังคม” จึงทำให้การแก้ปัญหาระบบสังคมสังคมการเมืองไทยในระดับ “โครงสร้างส่วนพื้นผิว” ของกฎหมายและองค์กรบริหารนั้น ไม่เพียงพอที่จะยกระดับพัฒนาการของระบบสังคมการเมืองไทยให้อภิวัฒน์สู่ความเจริญงอกงามขึ้นเพื่อให้อยู่เหนือปัญหาต่างๆที่หมักหมมมานานนับสิบๆปี ฉะนั้นจึงมีข้อเสนอเพิ่มเติมคือ 5.1) ควรมีการออกแบบกลไกติดตามสนับสนุนการปฏิรูประบบสังคมการเมืองไทยตามกรอบรัฐธรรมนูญที่ประชาชนลงประชามติเห็นชอบแล้วนั้น ซึ่งอาจใช้โครงสร้างของ “สภาปฏิรูประบบสังคมการเมืองไทย” ที่มาจากการเลือกตั้งโดยประชาชน (ตามข้อ 2.) ให้เป็นผู้ทำหน้าที่นี้ต่อไปอีกระยะเวลาหนึ่งภายหลังจากยกร่างรัฐธรรมนูญเสร็จก็ได้ 5.2) ควรให้สภาปฏิรูประบบสังคมการเมืองไทยตามข้อ 5.1 ทำหน้าที่ศึกษาแนวทางปฏิบัติต่างๆตามกรอบของรัฐธรรมนูญ อาทิ ยกร่างกฎหมายลูกประกอบรัฐธรรมนูญเพื่อเสนอให้รัฐบาลนำไปออกเป็นกฎหมายต่อไป เป็นต้น รวมถึงพัฒนา “ดัชนีชี้วัด” การขับเคลื่อนบ้านเมืองตามทิศทางแห่งรัฐธรรมนูญที่ประชาชนให้ความเห็นชอบ แล้วอาศัยดัชนีดังกล่าวเป็นเครื่องติดตามความก้าวหน้าในการปฏิรูประบบสังคมการเมืองไทย โดยแถลงผลคะแนนการประเมินในแต่ละปีเพื่อรายงานให้ประชาชนเจ้าของประเทศรับทราบว่า รัฐบาลแต่ละชุดที่เข้ามาบริหารประเทศได้ขับเคลื่อนบ้านเมืองสู่ความเจริญก้าวหน้าตามทิศทางแห่งรัฐธรรมนูญที่ประชาชนทั้งประเทศลงประชามติเห็นชอบแล้วนั้นมากน้อยแค่ไหน สอบตกในคะแนนหมวดใดอันควรต้องปรับปรุงแก้ไขให้ดีขึ้นหรือไม่ ฯลฯ ตลอดจนสนับสนุนการสร้างกระบวนการเรียนรู้สำหรับประชาชนเพื่อให้เกิดวัฒนธรรมทางการเมืองที่สอดคล้องกับกรอบอุดมการณ์ทางการเมืองของรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ *หมายเหตุ ถ้าท่านเห็นด้วยกับข้อเสนอให้มีการปฏิรูปการเมืองเพื่อสร้างความปรองดองของชาติตามแนวทางที่กล่าวมานี้ โปรดช่วยกันแสดงความคิดเห็นและร่วมลงชื่อ เพื่อจะได้รวบรวมเสนอให้พรรคการเมืองที่สนใจประกาศเป็นนโยบายในช่วงการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งครั้งนี้ ประชาชนจะได้ใช้เป็นข้อมูลส่วนหนึ่งประกอบการพิจารณาตัดสินใจเลือกพรรคการเมือง ซึ่งมีแนวนโยบายในการสร้างความปรองดองของชาติที่เคารพความคิดเห็นของประชาชน และเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมทางการเมืองอย่างกว้างขวางในการร่วมกันกำหนดทิศทางอนาคตของประเทศชาติ โดยเชิญร่วมแสดงความเห็นและลงนามได้ที่ e-mail ของผู้ประสานงานกลุ่มฯ ได้แก่ นายสุนัย เศรษฐ์บุญสร้าง (sunai.setb@gmail.com) นายวสันต์ ลิมป์เฉลิม (proactivewasan@yahoo.com)

Comments

………..ผมเคยเป็น 1

………..ผมเคยเป็น 1 ในคณะกรรมาธิการวิสามัญ ร่างรัฐธรรมนูญปี 2540 ของจังหวัดแพร่หรือ 1 ใน 15 คนของ คณะกรรมธิการวิสามัญระดับจังหวัดขอยืนยันว่ากว่าเราจะได้ความคิดเห็นจากประชาชนอย่างครอบคลุมทั้งจังหวัดมันไม่ง่ายเลย…แต่พวกเราก็พยายามทำอย่างดีที่สุด
………..เห็นด้วยอย่างยิ่งที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 291 เพื่อให้เกิด สสร.หรือสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญชุดที่ 3 อีกเพียงแต่ว่าเราต้องมีที่มาที่ไปของคณะบุลคลที่จะทำหน้าที่นี้อย่างมีประสิทธิภาพจริงๆมีเวลาทุ่มเททำงานเพื่อให้ประเทศไทยมีประชาธิปไตยสมบูรณ์แบบจริงๆ
………..และควรมีบทเฉพาะกาลปิดท้ายรัฐธรรมนูญที่ สสร.ชุดที่ 3 จะร่างขึ้น ระบุให้ชัดเจนไปเลยว่า “ทุก 2 ปีนับจากวันประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ให้รัฐสภาพิจารณาแก้ไขรัฐธรรมนูญ”
………..การออกกฏหมายบังคับไว้เช่นนี้ก็เผื่อว่าเมื่อรัฐธรรมนูญมีปัญหาอะไรจะไม่ต้องวุ่นวายกับการหาคะแนนเสียงจากรัฐสภาอีกที่ผ่านมาการแก้ไขรัฐธรรมนูญยากก็เพราะพวกนั้นจะแก้พวกนี้ไม่ยอมแก้เยื้อกันไปเยื้อกันมากินเวลาเป็นปีๆกว่าจะมีรายชื่อครบเพื่อยื่นต่อประธานรัฐสภาได้
………..หากไม่มีอะไรจะแก้ไขก็ให้รัฐสภาฯมีมติออกมาว่า “ไม่ต้องการแก้ไขอะไร” ถ้าพวกที่อยากจะแก้ยังคาใจก็ให้รอไปอีก 2 ปีตามที่บทเฉพาะกาลระบุไว้ (หากเห็นว่า 2 ปีเป็นเวลาที่น้อยไปจะกำหนดกี่ปีก็สุดแต่คณะบุคคลที่ทำงานนี้จะว่ากัน)

ถ้าจะเอากันอย่างที่เสนอมานั้น

ถ้าจะเอากันอย่างที่เสนอมานั้น ผมแปลว่า มหาประชาชนชาวไทยต้องเลือกผู้แทนสองครั้ง

ครั้งแรก เลือกไปเพื่อให้ไปแก่งแย่งกันในสภาเพื่อตั้งคณะรัฐบาลผู้บริหารประเทศ ฝ่ายชนะก็หารับประมานกับงบประมาณรัฐบางในโครงการต่างๆไป ฝ่ายแพ้ก็เป็นฝ่ายค้านคอยจับผิด ฝ่ายชนะดำเนินการทางการเมืองเพื่อโค่นล้มฝ่ายชนะ........สภานี้งานด้านการออกกฏหมายและนิติบัญญัติไม่ต้องทำอะไรทั้งสิ้น

ส่วนสภาที่สองก็ทำงานเรื่องกฏหมายมันอย่างเดียวไปเลย น้ำลายนักวิชาการท่วมสภา ถกเถียงกันเรื่องการออกกฏหมายแก้กฏหมาย แต่ห้ามทำกิจการอันเกี่ยวข้องกับการบริหารรัฐกิจทั้งปวง งบประมาณกระทรวงกรมไม่มีโอกาสได้รับประทานกับเขา เว้ากันตรงๆ .....

คำถามคือ งานด้านนิติบัญญัติที่สภาที่สองพิจารณาผ่านมาแล้ว ต้องส่งไปให้สภาที่หนึ่งเขาต้องเสียเวลาทำมาหายัดของเขา พิจารณาอีกครั้งหรือไม่ ในเมื่อ ทั้งสองสภาก็ประชาชนเลือกตั้งเข้ามาทั้งคู่ และก็ต้องไปผ่านวุฒิสภาอีก ถ้ายังไม่ยกเลิกไปเสียก่อน..

ผมหลับตาเห็นภาพที่อธิบายมาข้างต้น ต้องเรียนตามตรงว่ารู้สึกขำดีครับ......ออกแนวศรีธนนชัยดีด้วย กล่าวคือ อ้างอย่างเดียวว่า ผู้แทนที่ประชาชนเลือกขึ้นมานั้น ดีหมด แค่ชนะการเลือกตั้งเข้ามาได้ ไม่ว่าด้วยวิธีสามานย์อย่างไร ก็เป็นใบรับประกันว่า บริหารรัฐกิจเพื่อประชาชนได้ ออกกฎหมายเพื่อประชาชนได้ ดังนั้นให้ประชาชนเลือกผู้แทนเข้ามาเยอะๆเลย

ครับขำดีครับ....เหมือนผู้เสนอแนวความคิดขึ้นมาท่านไม่เคยใช้ชีวิตอยู่ในประเทศไทย

ข้อเสนอของผมนั้น แก้รัฐธรรมนูญเสียใหม่ ผู้แทนเลือกเข้ามาทำงานเหมือนผู้แทนอเมริกา คือทำหน้าที่ตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลและงานนิติบัญญัติ.......แต่ไม่มีหน้าที่คัดเลือกรัฐบาล ไม่มีหน้าไหนเข้าไปเป็นรัฐมนตรีในรัฐบาล ถ้าจะไปต้องลาออกและเลือกตั้งใหม่...

ส่วนรัฐบาลนั้น เลือกตั้งนายกโดยตรงจากประชาชน นายกนำเสนอทีมงานและคณะรัฐมนตรีกระทรวงหลักต่อประชาชนก่อนเลือกตั้งทั้งคณะห้ามซ้ำชื่อกัน ......ทีมไหนของพรรคไหนชนะด้วยเงื่อนไข ได้เสียงเกินกว่าครึ่งหนึ่งของผู้มีสิทธิการเลือกตั้ง ก็บริหารตั้งรัฐบาลไปเลย และยอมจัดเลือกตั้งกี่ครั้งก็ได้จนกว่าจะได้คณะที่ได้เสียงตามเงื่อนไขเป็นรัฐบาล....

เอาอย่างผมเสนอนี้ ทั้งรัฐบาลและสภาเป็นอิสระจากกัน สภาผู้แทนก็ทำหน้าที่ตรวจสอบการใช้งบประมาณและนิติบัญญัติไป ร่วมกับวุฒิสภา จะแก้ไขรัฐธรรมนูญกันอย่างไรก็ทำกันในสภา โดยรัฐบาลก็มีสิทธิเสนอกฏหมายเข้ามาให้สภาพิจารณาเช่นกัน กฏหมายใหญ่ไม่ผ่าน ก็ต้องลาออกเลือกรัฐบาลกันใหม่ สภาไม่เกี่ยว นายกไม่มีอำนาจยุบสภาเหมือนประธานาธิบดีอเมริกา มีแค่โดนสภาเป่าทิ้งได้โดยใช้ผลโหวตงบประมาณ กฏหมายการเงิน หรือการจับทุจริต ทั้งนี้โดยการนำเสนอให้ประมุขของรัฐคือกษัตริย์ลงนาม โดยมีประธานสภาเป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการ........

ถ้าจะให้ประชาชนโหวตสองครั้ง ผมขอเลือกโหวตรัฐบาลครั้ง สภาผู้แทนครั้ง

ถ้าต้องลงคะแนนโหวตสองสภา เพิ่มผู้แทนเข้าสภา ผู้แทนแยกทำสองหน้าที่ ผมไม่เอาด้วยครับ.......แทนที่จะเป็น อัปรีย์ไป จัญไรมา ผมว่าจะกลายเป็น อัปรีย์มา จัญไรก็ตามมาด้วย.......

ตราบใดที่นักการเมืองหน้าเดิมๆทั้งหลายทั้งปวงที่เล่นการเมืองกันในช่วงสิบปีหลังนี้ ยังเสนอหน้ามาให้เลือก ........จะเลือกกันอีกกี่หน เลือกแบบไหน ผม ....โหวตโน...ครับ.....

ท่านทั้งหลายเหล่านั้น ไม่เลวทรามชั่วช้าก็ขาดความสามารถเพียงพอที่จะไว้วางใจให้เป็น ผู้รับใช้ในกิจกรรมการเมืองแทนตัวผมได้.....

ใครจ่ายตังค์ซื้อเสียงผม ผมยินดีครับที่จะรับไว้ ยิ่งมากยิ่งดีครับ จะเก็บไว้ทำบุญ.......

บางกอก

[quote=บางกอก]ถ้าจะเอากันอย่างที่เสนอมานั้น ผมแปลว่า มหาประชาชนชาวไทยต้องเลือกผู้แทนสองครั้ง

ครั้งแรก เลือกไปเพื่อให้ไปแก่งแย่งกันในสภาเพื่อตั้งคณะรัฐบาลผู้บริหารประเทศ ฝ่ายชนะก็หารับประมานกับงบประมาณรัฐบางในโครงการต่างๆไป ฝ่ายแพ้ก็เป็นฝ่ายค้านคอยจับผิด ฝ่ายชนะดำเนินการทางการเมืองเพื่อโค่นล้มฝ่ายชนะ........สภานี้งานด้านการออกกฏหมายและนิติบัญญัติไม่ต้องทำอะไรทั้งสิ้น

ส่วนสภาที่สองก็ทำงานเรื่องกฏหมายมันอย่างเดียวไปเลย น้ำลายนักวิชาการท่วมสภา ถกเถียงกันเรื่องการออกกฏหมายแก้กฏหมาย แต่ห้ามทำกิจการอันเกี่ยวข้องกับการบริหารรัฐกิจทั้งปวง งบประมาณกระทรวงกรมไม่มีโอกาสได้รับประทานกับเขา เว้ากันตรงๆ .....

คำถามคือ งานด้านนิติบัญญัติที่สภาที่สองพิจารณาผ่านมาแล้ว ต้องส่งไปให้สภาที่หนึ่งเขาต้องเสียเวลาทำมาหายัดของเขา พิจารณาอีกครั้งหรือไม่ ในเมื่อ ทั้งสองสภาก็ประชาชนเลือกตั้งเข้ามาทั้งคู่ และก็ต้องไปผ่านวุฒิสภาอีก ถ้ายังไม่ยกเลิกไปเสียก่อน..

ผมหลับตาเห็นภาพที่อธิบายมาข้างต้น ต้องเรียนตามตรงว่ารู้สึกขำดีครับ......ออกแนวศรีธนนชัยดีด้วย กล่าวคือ อ้างอย่างเดียวว่า ผู้แทนที่ประชาชนเลือกขึ้นมานั้น ดีหมด แค่ชนะการเลือกตั้งเข้ามาได้ ไม่ว่าด้วยวิธีสามานย์อย่างไร ก็เป็นใบรับประกันว่า บริหารรัฐกิจเพื่อประชาชนได้ ออกกฎหมายเพื่อประชาชนได้ ดังนั้นให้ประชาชนเลือกผู้แทนเข้ามาเยอะๆเลย

ครับขำดีครับ....เหมือนผู้เสนอแนวความคิดขึ้นมาท่านไม่เคยใช้ชีวิตอยู่ในประเทศไทย

ข้อเสนอของผมนั้น แก้รัฐธรรมนูญเสียใหม่ ผู้แทนเลือกเข้ามาทำงานเหมือนผู้แทนอเมริกา คือทำหน้าที่ตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลและงานนิติบัญญัติ.......แต่ไม่มีหน้าที่คัดเลือกรัฐบาล ไม่มีหน้าไหนเข้าไปเป็นรัฐมนตรีในรัฐบาล ถ้าจะไปต้องลาออกและเลือกตั้งใหม่...

ส่วนรัฐบาลนั้น เลือกตั้งนายกโดยตรงจากประชาชน นายกนำเสนอทีมงานและคณะรัฐมนตรีกระทรวงหลักต่อประชาชนก่อนเลือกตั้งทั้งคณะห้ามซ้ำชื่อกัน ......ทีมไหนของพรรคไหนชนะด้วยเงื่อนไข ได้เสียงเกินกว่าครึ่งหนึ่งของผู้มีสิทธิการเลือกตั้ง ก็บริหารตั้งรัฐบาลไปเลย และยอมจัดเลือกตั้งกี่ครั้งก็ได้จนกว่าจะได้คณะที่ได้เสียงตามเงื่อนไขเป็นรัฐบาล....

เอาอย่างผมเสนอนี้ ทั้งรัฐบาลและสภาเป็นอิสระจากกัน สภาผู้แทนก็ทำหน้าที่ตรวจสอบการใช้งบประมาณและนิติบัญญัติไป ร่วมกับวุฒิสภา จะแก้ไขรัฐธรรมนูญกันอย่างไรก็ทำกันในสภา โดยรัฐบาลก็มีสิทธิเสนอกฏหมายเข้ามาให้สภาพิจารณาเช่นกัน กฏหมายใหญ่ไม่ผ่าน ก็ต้องลาออกเลือกรัฐบาลกันใหม่ สภาไม่เกี่ยว นายกไม่มีอำนาจยุบสภาเหมือนประธานาธิบดีอเมริกา มีแค่โดนสภาเป่าทิ้งได้โดยใช้ผลโหวตงบประมาณ กฏหมายการเงิน หรือการจับทุจริต ทั้งนี้โดยการนำเสนอให้ประมุขของรัฐคือกษัตริย์ลงนาม โดยมีประธานสภาเป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการ........

ถ้าจะให้ประชาชนโหวตสองครั้ง ผมขอเลือกโหวตรัฐบาลครั้ง สภาผู้แทนครั้ง

ถ้าต้องลงคะแนนโหวตสองสภา เพิ่มผู้แทนเข้าสภา ผู้แทนแยกทำสองหน้าที่ ผมไม่เอาด้วยครับ.......แทนที่จะเป็น อัปรีย์ไป จัญไรมา ผมว่าจะกลายเป็น อัปรีย์มา จัญไรก็ตามมาด้วย.......

ตราบใดที่นักการเมืองหน้าเดิมๆทั้งหลายทั้งปวงที่เล่นการเมืองกันในช่วงสิบปีหลังนี้ ยังเสนอหน้ามาให้เลือก ........จะเลือกกันอีกกี่หน เลือกแบบไหน ผม ....โหวตโน...ครับ.....

ท่านทั้งหลายเหล่านั้น ไม่เลวทรามชั่วช้าก็ขาดความสามารถเพียงพอที่จะไว้วางใจให้เป็น ผู้รับใช้ในกิจกรรมการเมืองแทนตัวผมได้.....

ใครจ่ายตังค์ซื้อเสียงผม ผมยินดีครับที่จะรับไว้ ยิ่งมากยิ่งดีครับ จะเก็บไว้ทำบุญ.......[/quote]

ประชาธิปไตยแบบใหนๆในโลกใบนี้(ยกเว้นประชาธิปไตยแบบไทย) เขาก็ต้องมีการถ่วงดุลกัน โดยที่มาของแต่ละองค์กรล้วนมาจากประชาชน มาถ่วงดุลซึ่งกันและกัน ไม่ใช่ให้ฝ่ายบริหารมาโดนถ่วงโดยทั้งจาก สภาที่มาจากประชาชน จากตุลาการ(ที่มาจากใหน) จากสารพัดองค์กร(ที่มาจากใคร) มั่วจะเละไปหมดเหมือนอย่างปัจจุบัน
หรือแม้แต่การที่คุณต้องการให้มีการเลือกตั้งนายกโดยตรง(ไม่ต้องบอกว่าเหมือนระบอบอะไร) ก็ไม่ยอมให้นายกไปถ่วงดุลกับสภาได้อีก สภาไล่รัฐบาลได้โดยคว่ำกฏหมายสำคัญของรัฐบาล แต่รัฐบาลไม่สามารถยุบสภาได้(มันเป็นระบบอันใดกันละนี่)แล้วนี่ยังไม่นับองค์กรอื่นๆอีกละ แค่คิดก็วินเฮดแล้ว

ตอบคุณ

ตอบคุณ Someone

ระบบการปกครองของสหรัฐอเมริกา.....ประธานาธิบดียุบสภาไม่ได้ครับผม มีแต่สภาเป่าประธานาธิบดีทิ้งได้......ที่เรียกว่ากระบวนการ Impeachment

ระบบอเมริกาเช่นกัน ประธานาธิบดีตั้ง ประธานและกรรมการศาลสูงได้เอง โดยให้สภารับรอง และศาลสูงไม่มีเกษียณอายุ เป็นกันยันตายหีอลาออกถูกปลด

ถ้ายังไม่ทราบมาก่อน ก็โปรดทราบไว้นะครับ

ระบอบการปกครองชาติอื่นเขาก็ไม่ได้เลียนแบบอังกฤษแบบของไทยมันทุกชาติไป

นักวิชาการไทย นักการเมืองไทย เขาไม่บอกคุณหรอกครับ ต้องหัดเรียนรู้ด้วยตนเองบ้าง..

ก่อนจะให้ความเห็นใดๆ....ทัดทานคัดง้างกับใครเขา