นิติราษฎร์ ฉบับที่ 23 (สาวตรี สุขศรี): ข้อสังเกตบางประการต่อคำสารภาพเรื่องแผนผังล้มเจ้า

สัปดาห์ที่ผ่านมามีปรากฎการณ์น่าสนใจกำเนิดขึ้น ต้นต่อมาจากคำรับสารภาพของ พ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกกองทัพบก (อดีตโฆษก ศอฉ.) หรือ “เสธ.ไก่อู” ซึ่งกล่าวต่อศาลไว้ทำนองว่า “แผนผังล้มเจ้า” นั้น แท้ที่จริงแล้วเป็นเพียงเรื่องที่ศอฉ. คิดขึ้นเองแบบทันทีทันใดโดยยังไม่มีข้อยืนยันว่ารายชื่อที่อยู่ในแผนผังคือคนที่คิด \ล้มเจ้า\" หรือ \"ล้มล้างสถาบันพระมหากษัตริย์\" จริง ๆ(1) คำสารภาพนี้ได้มีการกล่าวโทษไปยังบทบาทและการทำหน้าที่ของ \"สื่อมวลชน\" ด้วยที่นำแผนผังฯ ไป \"ขยายความ\" ต่อกันเองจนก่อให้เกิดความเข้าใจผิด พร้อมกันนั้นก็แสดงความเชื่อมั่นต่อการใช้ \"ดุลพินิจและวิจารณญาณ\" ของสังคมและประชาชนไทยว่าคงจะสามารถพิจารณาเองได้ว่าผังล้มเจ้าของ ศอฉ. นั้นหมายความอย่างไรกันแน่ จากปรากฎการณ์ดังกล่าว มีเรื่องที่ควรตั้งเป็นข้อสังเกต และข้อน่านำไปปฏิบัติหลายประการดังนี้... 1. สังคมที่ร้องหาคนดี โดยไม่มีคำตำหนิต่อผู้กล่าวความเท็จ \"ประการที่สอง ในช่วงเวลานั้น มีข้อมูลข่าวสาร โดยเฉพาะอย่างยิ่งในอินเตอร์เน็ตกล่าวหาในลักษณะทำนองว่า ท่านผู้หญิงจรุงจิตต์ ซึ่งเป็นราชเลขาธิการในพระองค์ของสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ โทรศัพท์มาสั่งการศอฉ อยู่ตลอดเวลา ให้ดำเนินการนานับประการกับกลุ่มผู้ชุมนุม ซึ่งข้อเท็จจริงมิได้เป็นเช่น ซึ่งหมายความว่ามีความพยายามยามเป็นความจริง ศอฉ ก็มีความจำเป็นที่ต้องชี้แจงข้อมูลข่าวสารให้สังคมได้รับทราบความจริงเป็นเช่นไร\" คำให้การช่วงหนึ่งของพอ. สรรเสริญฯ คำชี้แจงของอดีตโฆษกศอฉ. ในประเด็นเรื่องความพยายามในการช่วยแก้ข้อกล่าวหาที่อาจไม่เป็นความจริง และน่าจะก่อให้เกิดความเสียหายต่อ \"ท่านผู้หญิงจรุงจิตต์\" นั้น อันที่จริงต้องถือเป็นเรื่องถูกต้องดีแล้ว หากศอฉ. จะแสดงความเป็นสุภาพบุรุษหาทางชี้แจง เพื่อปกป้องบุคคลที่อาจได้รับความเสียหายในสิ่งที่ไม่เป็นความจริง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องที่เกี่ยวพันกับการกระทำ หรืออำนาจหน้าที่ของหน่วยงานตนเอง และจะยิ่งถูกต้องที่สุด ถ้าความเป็นสุภาพบุรุษของศอฉ.เยี่ยงนี้เกิดขึ้นกับทุก ๆ คนไม่ว่าผู้นั้นจะมียศฐาเป็น \"ท่านผู้หญิง\" หรือว่าเป็นเพียง \"สามัญชนคนธรรมดา\" อย่างไรก็ตาม สังคมไทยไม่ควรยอมรับได้เลยหากคำชี้แจงเพื่อปกป้องบุคคลคนหนึ่ง กลับกลายเป็นการกล่าวหา หรือ \"เสมือนกล่าวหา\" บุคคลอีกคนหรืออีกกลุ่มหนึ่งซึ่งไม่ได้ตั้งอยู่บน \"มูลความจริง\" เพราะนั่นย่อมทำให้บุคคลอื่น ๆ เหล่านั้นอาจได้รับความเสียหาย หรือได้รับผลกระทบอันไม่พึงประสงค์เช่นเดียวกันกับท่านผู้หญิงฯ เราย่อมไม่อาจให้อภัยได้ เมื่อพบว่า \"ความจำเป็นที่ต้องชี้แจงข้อมูลข่าวสารให้สังคมได้รับทราบว่าความจริงเป็นเช่นไร\" อันเป็นคำชี้แจงของอดีตโฆษกศอฉ. นั้น กลับไม่ใช่การชี้แจงข้อมูลข่าวสารที่เป็น “ความจริง” เพื่ออธิบายให้สังคม “ทราบความจริง” แต่กลายเป็นการกล่าว “ความไม่จริง” เรื่องหนึ่ง เพื่ออธิบาย “ความไม่จริง” อีกเรื่องหนึ่ง คำถามก็คือ เช่นนี้แล้วเมื่อไหร่กันที่สังคมไทยจะได้รับทราบ \"ความจริง\" อนึ่ง ไม่ว่าในความเป็นจริงจะมีขบวนการล้มล้างสถาบันฯ อยู่หรือไม่ หรือใครจะเป็นผู้คิดล้มล้าง แต่นั่นย่อมไม่ใช่ประเด็น หรือข้อแก้ตัวให้กับการกล่าวหาบุคคลใด ๆ โดยขาด \"ข้อเท็จจริง\" ที่จะมายืนยันความผิดที่ผู้ถูกใส่ความจนอาจได้รับโทษ หรือถูกเกลียดชังจากสังคม ฉะนั้น ศอฉ. จึงต้องมีความรับผิดชอบบางประการต่อเรื่องนี้ (ดังจะได้กล่าวถึงต่อไป) ในขณะที่คนอื่นใดที่เพิกเฉยต่อการกระทำของศอฉ. โดยยกข้ออ้างทำนองว่า \"แผงผังอาจไม่จริง แต่ก็ใช่ว่าขบวนการล้มเจ้าจะไม่มีอยู่จริง\" ควรต้องนับว่าเป็นผู้บกพร่องทางตรรก วิจารณญาณ และออกจะไร้สติสัมปชัญญะอยู่มาก นับเป็นเรื่องน่าสนใจเช่นกัน เมื่อปรากฎการณ์นี้มาพร้อมกับความเงียบงันโดยพร้อมเพรียงกันของผู้คนทั้งที่มีอาวุโส และไม่มีอาวุโสทั้งหลาย ที่มักคร่ำครวญหาผู้มีศีลธรรมความดีงามให้เข้าสู่อำนาจและทำตนเป็นแบบอย่าง เป็นหลักเป็นฐานกับบ้านเมือง เขาเหล่านี้ทำเหมือนกับว่า \"การไม่กล่าวคำเท็จ การไม่พูดจาส่อเสียด หรือการไม่นำเสนอข้อมูลที่อาจก่อให้เกิดความไม่สงบ เกิดความแตกแยกในหมู่ประชาชน รวมทั้งการกล่าวคำที่อาจทำให้บุคคลอื่นได้รับความเสียหาย\" เหล่านี้ ไม่ได้เป็นข้อหนึ่งที่ผู้มีธรรมควรยึดถือปฏิบัติ หรือเป็นหมุดหมายหนึ่งของคุณลักษณะแห่งการเป็น \"คนดีมีศีลธรรม\" บุคคลเหล่านี้ คือ คนที่พร้อมยกมือสนับสนุนให้จำกัดจัดการเสรีภาพของสามัญชนอย่างถึงที่สุด หากคำพูดของมันผู้นั้นทำท่าว่าจะก่อความเสียหายให้แก่อภิสิทธิ์ชน แต่กลับหดมือซุกกระเป๋าเมื่ออภิสิทธิ์ชนเป็นคนทำให้สามัญชนต้องเสื่อมเสีย ฤาคำว่า \"ศีลธรรมและความดีงาม\" ของประเทศนี้ไม่ได้รวมถึงการ \"ห้ามกล่าวความเท็จ\" 2. บทบาทของสื่อกระแสหลัก น่าสนใจอย่างยิ่ง เมื่อสังคมไทยต้องพบว่า ณ เวลาที่ศอฉ. แถลงข่าวต่าง ๆ ในช่วงของการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน สื่อกระแสหลักทุกช่องต่างทำ จ้องทำ หรือต้องทำข่าวเพื่อนำเสนอต่อประชาชนทุกหมู่เหล่า ซึ่งนอกเหนือจากการถ่ายทอดสดการแถลงข่าว (อันเป็นเสมือนหน้าที่ของสื่อเหล่านั้น) แล้ว ยังมีการสรุปความและนำเสนอในช่วงเวลาข่าวเช้าบ่ายเย็นอีกด้วย แต่การณ์กลับปรากฏว่าสื่อกระแสหลักทุกช่อง สื่อหนังสือพิมพ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่อ้างว่าอยู่เคียงข้างประชาชน ต่างพร้อมใจกันเพิกเฉย และไม่ทำข่าวการสารภาพของโฆษกศอฉ. ว่าแท้ที่จริงแล้ว “แผนผังล้มเจ้า” (ที่สำนักข่าวตนเคยนำไปขยายความเอง ตามคำซัดทอดของพ.อ.สรรเสริญ) นั้น ศอฉ. มิได้พูดหรือมิได้ตั้งใจให้หมายความว่าคนซึ่งมีรายชื่อในผังนั้นมีพฤติกรรม หรือมีความคิดที่จะล้มล้างสถาบันฯ จริง ๆ คงมีเพียงสื่อทางเลือก หรือสื่อกระแสรองเพียงไม่กี่สำนักเท่านั้นที่เขียนข่าวถึง ไม่ว่าการ “ขยายความต่อ” จะเกิดขึ้นจากสาเหตุใด หรือจากความสมัครใจหรือไม่ แต่เมื่อปรากฎว่าสิ่งที่นำไปขยายความนั้นไม่เป็นข้อความจริง หรืออย่างน้อยที่สุดมันอาจทำให้ผู้คนในสังคมเข้าใจผิดพลาดคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง จนอาจทำให้บุคคลอื่นได้รับความเสียหาย คำถามก็คือ ผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่ายจำเป็นต้องรับผิดชอบต่อเรื่องนี้บ้างหรือไม่ การทำข่าวนำเสนอ “ความจริง” เพื่อแก้ไข “ความไม่จริง” หรือแก้ไข \"ความบิดเบือน\" ที่ตนเคยเสนอออกไปในอดีต มิได้เป็นสิ่งที่ควรทำ หรือเป็นมาตรฐานขั้นต่ำของการทำหน้าที่ของ “สื่อไทย” ฉะนั้นหรอกหรือ ฤาว่าผู้มีรายชื่อในแผนผังกำมะลอฉบับนี้ และได้รับความเสียหายจากการเสนอข่าวของสื่อเหล่านี้ ควรต้องดำเนินการฟ้องร้องสื่อจริง ๆ ตามคำแนะนำของ พ.อ. สรรเสริญ เพื่อสร้างบรรทัดฐานแก่สังคม พร้อม ๆ กับเรียกร้องจรรยาบรรณจากสื่อ 3. โปรดใช้วิจารณญาณแบบไทย ๆ \"...แต่หลังจากนั้นมีสื่อมวลชนนำเรื่องราวต่าง ๆ เหล่านี้ไปขยายผล ขยายความ ซึ่งอาจจะส่งผลต่อผู้ที่เกี่ยวข้องในแผนผังดังกล่าว ทำให้ได้รับความเสียหายจากมุมมองของสังคม เพราะเป็นเรื่องที่สังคมจะต้องตัดสิน ส่วนผู้ที่ได้รับความเสียหายที่เกิดขึ้นจะฟ้องร้องกับผู้ที่นำไปขยายความในทางที่ผิดจากเจตนารมณ์ของศอฉ ก็สุดแล้วแต่บุคคลเหล่านั้นจะพิจารณา...“ คำให้การช่วงหนึ่งของพอ. สรรเสริญฯ เดือนเมษายนถึงกรกฎาคม ปี พ.ศ. 2553 สถานีวิทยุชุมชนถูกปิดจำนวน 26 แห่ง ในพื้นที่ 9 จังหวัด ถูกยุติการออกอากาศจำนวน 6 แห่ง ปรากฏชื่อในข่ายมีความผิด 84 แห่ง ในพื้นที่ 12 จังหวัด (2) ราวเดือนเมษายนปี 2554 วิทยุชุมชนเสื้อแดง 13 แห่งถูกปิด หรือให้ยุติการออกอากาศ ในพื้นที่กรุงเทพฯ และเขตปริมณฑล(3) จากการสำรวจสถิติการปิดกั้นเว็บไซท์ตั้งแต่ปี 2550 ถึง กลางปี 2553 มีเว็บเพจถูกคำสั่งศาลปิดกั้นการเข้าถึงอย่างเป็นทางการทั้งสิ้น 74

Comments

“เสธ.ไก่อู”

“เสธ.ไก่อู” กล่าวต่อศาลไว้ทำนองว่า “แผนผังล้มเจ้า” นั้น
แท้ที่จริงแล้วเป็นเพียงเรื่องที่ศอฉ. คิดขึ้นเองแบบทันทีทันใด
โดยยังไม่มีข้อยืนยันว่ารายชื่อที่อยู่ในแผนผังคือคนที่คิด "ล้มเจ้า" หรือ "ล้มล้างสถาบันพระมหากษัตริย์

การกระทำดังกล่าวเข้าข่ายเป็นการ "ใส่ความ" ตาม มาตรา 326
คือ การกล่าวร้ายต่อบุคคลอื่นใดกับบุคคลที่สาม
ในประการที่ "น่าจะ" ทำให้บุคคลที่ถูกใส่ความนั้นเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชัง

ซึ่งเป็นความผิดในฐานหมิ่นประมาท
ผู้ถูกใส่ความสามารถร้องขอความเป็นธรรมจากศาล

*********************************************

คนอื่นๆในผังใส่ความ ของ ศอฉ.
น่าจะรวมตัวกันฟ้องร้อง เรียกค่าเสียหายจาก ศอฉ.

คำถาม คือ...อ.ยิ้ม ถอนฟ้อง
แล้วคนอื่นๆยังสามารถฟ้องร้อง ได้มั้ย????

คนที่มีชื่อใน"ผังล้มเจ้า"น่าจ

คนที่มีชื่อใน"ผังล้มเจ้า"น่าจะจัดแต่ง-จัดทำ"ผังล้มประชาชน"ขึ้นมาแจกจ่ายต่อสื่อบ้างนะแล้วก็สารภาพแบบเดียวกับไก่อูแล้วคอยดูผลที่เกิดขึ้นว่าจะเป็นมาตรฐานเดียวกันหรือเปล่า
แต่่ถ้าวิเคราะห์ดูให้ดีตามเจตนา"เล็งเห็นผล"ที่สาวตรีวิเคราะห์ไว้ผังล้มเจ้าของศอฉ.ที่ตกแต่งขึ้นกับผลที่ต้องการมันก็คือ"ผังล้มประชาชน"ดีๆนี่เอง

เป็นทหารแต่ไม่มีสมองเหมือนหมา

เป็นทหารแต่ไม่มีสมองเหมือนหมาเฝ้าบ้าน มีอะไรก็เอาแต่เห่า แถมยังกัดอีกด้วย ที่บ้านเขาจับส่งไปเป็นอาหารแล้ว
พอทำผิดแล้วพูดไม่ออกดันโยนความผิดให้สื่อมวลชน ปปช.น่าจะสอบความร่ำรวยดูหน่อยนะว่าเพิ่มขึ้นมากเหมือน สว.หรือไม่ หรือว่า ปปช.ก็กลัวทหาร

ระวังหน่อย

ระวังหน่อย ผู้ที่ด่ามันปาวๆน่ะ
ระวังจะโดนยัดเข้าผังอื่น

อย่างนี้ต้องฟ้อง

อย่างนี้ต้องฟ้อง อย่างนี้ต้องฟ้อง เอาให้เข็ดทั้งศอฉ แต่ศาลอาจไม่รับฟ้องก็ได้ แฮ ๆ

ไม่รู้จะร้องไห้ดีหรือหัวเราะด

ไม่รู้จะร้องไห้ดีหรือหัวเราะดีกับไอ้ไก่อูกับศอฉ. และฝ่ายคุมเกมอำนาจ ที่พวกนี้ทำกับประเทศชาติและประชาชนของประเทศนี้ พวกนี้คิดว่าประเทศเป็นโรงลิเกและประชาชนเป็นแค่ตัวรองรับอารมณ์ของพวกนี้หรืออย่างไร ออกมาร้องรำทำเพลงตีหัวประชาชน พอสนองอารมณ์ตัวเองเสร็จแล้วก็เก็บฉากกลับบ้าน ใครหัวร่างข้างแตกเรื่องเอ็งเรื่องมันพาไป และตอนนี้แสดงเรื่องอื่นอยู่

อาการหนักนะ......คนที่มีอำนาจในประเทศนี้

ไม่แปลกใจเลยที่เมืองไทยเป็นปร

ไม่แปลกใจเลยที่เมืองไทยเป็นประเทศที่ไม่พัฒนาเสียที ก็เพราะคนไทยงมงาย หลงเชื่อแต่ในเรื่องไสยศาสตร์ และเรื่อง propaganda ประเทศไทยจึงเป็นประเทศที่พัฒนาไปไหนไม่ได้เลย ไม่กี่ปีก็วนเวียนรัฐประหาร ถอยหลังลงคลอง อยู่แบบนี้ตลอด

ไม่ใช่คนไทยทั้งหมดหลงงมงาย

ไม่ใช่คนไทยทั้งหมดหลงงมงาย แต่ไอ้พวกชนชั้นนำมันงมงายต่างหาก ตั้งนายกทีในค่ายทหารหาหมอดู ให้สื่อออกข่าวแต่ละทีขูดต้นไม้ไหว้จอมปลวก

ในความเห็นของผม มองว่า

ในความเห็นของผม มองว่า ทหารไทยสมัยนี้มีความน่านับถือ เชื่อถือ และน่าเคารพเป็น 0

ทหารไทยปัจจุบัน

ทหารไทยปัจจุบัน มีความน่าเชื่อถือ น่านับถือ เป็น 0

การดึงเอาสถาบันเบื้องสูงมาเป็

การดึงเอาสถาบันเบื้องสูงมาเป็มเกมหาความชอบให้กับตนเอง ใครที่ทำเช่นนี้ผู้นั้นแหละคือผู้ที่คิดล้มเจ้า เป็นการวางแผนของอำมาตย์ ที่ต้องการให้ประชาชนจงเกลียดจงชัง ทั้งทหารและเจ้า ท้ายสุดอำมาตย์ก็จะเข้ามาจัดการกับเจ้าที่เขาคิดล้มตั้งแต่แรก โดยอ้างความชอบธรรมจากประชาชนที่...ถูกวางแผนไว้..ให้เกลียดชัง เพราะในประวัติศาสตร์ชาติไทยไม่มีประชาชนที่ล้มเจ้า นอกจากอำมาตย์และทหารเท่านั้นที่ ..ก่อกบถ..ทรยศต่อเจ้า.. ต่อแผ่นดินแล้วอ้างทดแทนคุณแผ่นดิน..ปัจจุบันสื่อหลายสื่อเป็นเครื่องมือของอำมาตย์ชั่วและทหารชั่ว..โดยไม่รู้ตัวและหรืออาจรู้ตัว...จงหยุดทุกอย่าง ...อภัยโทษคดีที่เกี่ยวข้องทั้งหมด...ความปรองดองขั้นพื้นฐานจักบังเกิด....ผมเชื่อเช่นนั้น..

ผมว่าน่าจะขอบคุณ

ผมว่าน่าจะขอบคุณ ศอฉ.ด้วยซ้ำที่ทำให้มีแผนผังล้มเจ้ามั่วๆออกมา ถ้าหากออกรายชื่อ

เป็นรายๆ แล้ว ผมว่าผู้ที่ถูกกล่าวหาป่านนี้อ่วมไปแล้ว เพราะต้องยอมรับว่ามีคนในผังจำนวนไม่น้อยที่วิจารณ์สถาบัน

อย่างรุนแรง

อีกอย่าง คนในผังล้มเจ้าหลายคน ไม่กล้าฟ้อง ศอฉ.แน่ๆ ผมรับรองล้านเปอร์เซ็นต์

ไม่มีใครฟ้อง ดูอย่างคุณสุธาชัย ยังต้องถอนฟ้อง เพราะอะไรครับ เพราะถ้าฟ้องแล้ว เวลาสืบพยานหลักฐานในศาล

ผมว่าเหงื่อตกแน่ๆ (แต่คงไม่ถึงกับขี้เยี่ยวราดใหลนะครับ) ฮา

ข้อสังเกตุข้อที่2

ข้อสังเกตุข้อที่2 มันเป็นมานานแล้ว ประเทศไทยเราไม่มีสื่อมืออาชีพ ไม่มีสื่อมีจรรยาบรรณ จริยธรรม อะไร แต่สื่อพวกนี้มักกล่าวหาใส่ร้ายนักการเมืองเป็นประจำ โดยเฉพาะนักการเมืองที่พวกเขาไม่ชอบ ยังดีที่โลกในยุคปัจจุบันมีสื่อออนไลน์ให้เลือกให้ค้นหา ถ้าหวังพึ่งสื่อกระแสหลัก หรือฟังแต่สื่อกระแสหลักประชาชนต้องโดนมอมเมาด้วยเรื่องราวเป็นเท็จและเลือกข้าง ไม่เชื่อลองไปอ่านผู้จัดการ กับเนชั่นดู คนมีสติสัมปชัญญะดีจะรู้ว่ามันไม่ใช่สื่อมวลชน มันเป็นสาขาพรรคการเมือง

คนที่จะล้ม มีพวกเดียว คือ

คนที่จะล้ม มีพวกเดียว คือ พวกที่เขียนแผนที่นี้ขึ้นมาเท่านั้นที่ทำได้ เพราะคนพวกนี้มีความคิดนี้ในสมอง
อันตรายคนไทยอย่าปล่อยคนกลุ่มนี้ที่คิดแผนที่นี้ออกมาให้มันอยู่ได้อีก

น่าละอาย

น่าละอาย การกระทำของชายชาติทหารจอมปลอม ที่นำความเสือ่มมาสู่กองทัพไท ทหารที่เห็นประชาชนเป็นศัตรู อยู่ได้ไม่นานนักหรอก ได้เป็นทหารเพียงเพราะแต่งเครื่องแบบ ได้ชื่อว่าเป็นก็เพราะการแต่งตั้ง มันก็แค่ของปลอม ทหารแท้เป็นด้วยจิตใจ และการกระทำเยี่ยงชายชาติอาชาไนย

เลิกเสียทีเถอะ

เลิกเสียทีเถอะ เลอะเทอะกันไปใหญ่ ทั้งที่เปลี่ยนแปลงการปกครองมาเป็นประชาธิปไตย ไม่ใช่ราชาธิปไตยมาตั้งนมนานกาเลแล้ว...แต่ก็ยังยกเอาเรื่องหมิ่นสถาบันฯมาเป็นสาเหตุ-กล่าวอ้างทำลายกันเพียงเพื่อแย่งอำนาจ หวังจะได้สิทธิในการบริหารประเทศ แล้วจะได้กอบโกย โกงกินกันเท่านั้นเอง หาได้คิดที่จะทำเพื่อประชาชน เพื่อบ้านเมืองอะไรดอกจะบอกให้...เราเห็นพฤติการณ์พฤติกรรมในการบริหารบ้านเมือง การแก้ไขปัญหา... ถ้าจะเป็นการประเมินผลงาน ให้เกรดกัน ก็น่าจะอยู่ในระดับชั้นเอ็ฟ-สอบตก...สุดแสนช้ำชอกยอกในหัวอก

ถ้าใครได้เป็นรัฐบาลในคราวนี้ สมควรที่จะได้หยิบยกเอาเรื่องนี้มาพิจารณา เพื่อจะได้ไม่มีใครต้องตกเป็นเหยื่อของการใส่ร้ายป้ายสี สร้างสมความเคียดแค้นชิงชังทับถมทวีในหมู่ประชาชน-ให้เกิดความแตกแยก แตกความสามัคคีด้วยเรื่องที่ไม่เป็นเรื่องเช่นนี้

คนทำผิดกฎหมาย โจรปล้นทรัพย์

คนทำผิดกฎหมาย โจรปล้นทรัพย์ มีใครบ้างจะยอมรับว่าตนกระทำผิด ถ้าไม่มีพยานหลักฐานมายืนยัน จนต้องจนมุม-

คนหยั่งสรรเสริญ ธาริต สุเทพ ประวิตร ประยุทธ์ อนุพงษ์ ดาว์พงษ์ ทรงกิตติ อภิสิทธิ์ ถ้าจับไม่ได้ ไล่ไม่ทัน มีหรือมันจะยอมรับสารภาพบาปที่มันได้กระทำผิด..

คนที่นำความเสื่อมเสียมาสู่สถาบัน ทำลายสถาบันมากที่สุดไม่มีใครเกินพวกหอกข้างแคร่หยั่งขุนทหาร-คนที่คุมกำลัง คนที่หลงอำนาจ คิดเอาเองว่าตนมีอำนาจเพราะสามารถสั่งการให้เคลื่อนกำลังพลได้

เพราะความหลงผิด เพราะการที่ได้เปล่งวาจาออกไปต่อหน้าว่าตนจงรักภักดี จะปกป้องคุ้มครองสถาบัน ยอมตายถวายชีวิตได้ ทำให้คนหลงเชื่อว่าเป็นความจริง แต่จากปรระวัติศาสตร์ที่ผ่านมาได้พบว่า คนที่แย่งอำนาจจากกษัตริย์ล้วนเป็นขุนทหารใกล้ชิด เช่น สมุหกลาโหม เจ้ากรมช้าง แม่ทัพ จเร ผู้บังคับการ..ไม่ว่ายุคอยูธยา-ธนบุรี-กรุงเทพ.

ประชาชนต้องรู้เท่าทัน คนที่เอาเรืองความจงรักภักดีมาพูดบ่อย ๆ เป็นใคร-ขุนทหาร-ตำรวจ-พรรคประชาธิปัตย์ใช่ไหม? คนที่กล่าวหาว่า คนอื่นพูดจาหมิ่นสถาบัน จาบจ้วง ล่วงเกิน ไม่จงรักภักดี บ่อย ๆ เนใคร มิใช่ขุนทหาร-ตำรวจ-พรรคประชาปัตย์ดอกหรือ..

ใครได้ประโยชน์จากการกล่าวโทษประชาชนว่าหมิ่นสถาบันฯ...

ประโยชน์ตกเป็นเหยื่อของคนโฉด คนที่ชอบแอบอ้าง ยกหางตนเองว่าเป็นคนดี เป็นผู้เสียสละ มีธรรมะ ถือศีลกินเจ ไม่คดโกง ไม่ทุจริตคอร์รัปชั่น.

ประชาชนไม่เคยได้ประโยชน์จากการหมิ่นสถาบันฯ-แล้วประชาชนจะไปหมิ่นสถาบันให้โง่ทำไม-การแกล้งฟ้องร้องกล่าวหา ดีงที่ขุนทหารกระทำ นั้นมิใช่เป็นวิธีการที่ดี รังแต่จะสร้างความร้าวฉานให้เกิดขึ้นในสังคมไทย ใครจะยุติปัญหานี้ได้..รัฐสภา ?-มหาวิทยาลัย? สำนักพระราชวัง?..

แค่ยกเลิกกฎหมายหมิ่นฯก็น่าจะแก้ปัญหาการกลั่นแกล้งกันได้ สังคมก็จะอยู่กันอย่างสงบสุข ไม่มีความหวาดระแวง คลางแคลงใจกัน.

แต่ช้าก่อนคนที่มีจิตใจคับแคบ คิดว่าตนมีอำนาจ ยังหลงระเริงเพลิดเพลินอยู่กับอำนาจ ได้บังอาจเล่นงานคนที่เสนอความเห็นว่าควรยกเลิกกฎหมายหมิ่นที่ไม่เป็นธรรมนี้เสีย. โดยการจับกุมคุมขังลืมมาแล้วหลายคน ดารณี-สุรชัย-สมยศ -จตุพร-ฯลฯ