วันจันทร์ ที่ 20 พฤษภาคม 2556 | อัพเดทล่าสุดเมื่อ 20 นาที ที่ผ่านมา
จดหมายถึงคุณหญิง จากนายเชิง แก่นแก้ว: ว่าด้วยสงครามไทย-กัมพูชา
A Letter to a Khunying from Nai Cherng Kaenkeo
จดหมายถึงคุณหญิง จากนายเชิง แก่นแก้ว
(14 February 2011)
ถึง คุณหญิง และกัลยาณมิตร
(1) Happy Valentine’s Day และขอส่งความปรารถนาดีเนื่องในวันแห่ง “ความรัก” ขอ “สันติภาพ” จงบังเกิดต่อพี่น้องร่วมชาติของเราใน “สยามประเทศไทย” กับมนุษยชาติ “ข้ามพรมแดน” ใน “เขมรกัมพูชา” ในลาว ในอุษาคเนย์ และใน “ประชาคมอาเซียน”
(2) ต่อสถานการณ์การเมืองปัจจุบัน ทำให้ผมนึกถึงข้อคิดข้อเขียนของ อ. ป๋วย อึ๊งภากรณ์ อันเป็นที่รักเคารพของเรา “จากครรภ์มารดา ถึงเชิงตะกอน” (From Womb to Tomb) ที่กล่าวไว้ว่า
“เมื่อจะตาย ก็ขออย่าให้ตายอย่างโง่ ๆ อย่างบ้า ๆ
คือตายในสงครามที่คนอื่นก่อให้เกิดขึ้น
ตายในสงครามกลางเมือง
ตายเพราะอุบัติเหตุรถยนต์
ตายเพราะน้ำหรืออากาศเป็นพิษ
หรือตายเพราะการเมืองเป็นพิษ”
(3) ผมเชื่อว่า “การเมือง (ที่) เป็นพิษ” ในการเมืองภายในของบ้านเมืองเรา ที่ลามปามไปยังประเทศเพื่อนบ้าน จาก “สันติภาพ” (Peace) กำลังกลายเป็น “สงคราม” (War) จาก “สนามการค้า” (Market Place) กลับเปลี่ยนเป็น “สนามรบ” (Battlefield) นั้น ด้านหนึ่ง มาจากกิเลศและตัณหา จาก “โลภ-โกรธ-หลง” และอีกด้านหนึ่งมาจาก “อวิชชา” จาก “อประวัติศาสตร์” ขาดความเคารพนับถือในสิ่งที่ “บรรพชน-บรรพกษัตริย์” ของเราได้ทำเอาไว้ และขาดการเคารพกติการะเบียบของสังคมโลกที่เป็น “สากล” และเป็น “อารยะ”
(4) ปัญหาที่มาจากกิเลศและตัณหา ว่าด้วย “โลภ-โกรธ-หลง” นั้น ก็คือ
โลภ เพราะอยากได้ “ปราสาท” กับ “พื้นที่”
โกรธ เพราะไม่ได้ “ปราสาท” กับ “พื้นที่”
หลง เพราะคิดว่าอาจจะได้ “ปราสาท” กับ “พื้นที่”
(5) ส่วนปัญหาที่เกิดจาก “อวิชชา” จาก “อประวัติศาสตร์” และจากการขาดความเคารพนับถือในสิ่งที่ “บรรพชน-บรรพกษัตริย์” ของเราได้ทำไว้ ก็คือเรื่อง “หนังสือสัญญา” ฉบับต่างๆ และแผนที่ 11 ระวาง (แผ่น)
ที่ “สยาม” Siam ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 กับ เสนาบดีพระหัตถ์ซ้าย-ขวาของท่าน คือ คือ สมเด็จกรมเทววงศ์ (การต่างประเทศ) และสมเด็จกรมดำรงฯ (มหาดไทย) จำต้องทำและให้สัตยาบันไว้กับฝรั่งเศสไม่ว่าจะเป็นฉบับ ค.ศ. 1893-1904-1907 (ตรงกับ ร.ศ. 112, 122, 125 และตรงกับ พ.ศ. 2436, 2447, 2450 ตามลำดับ)
(6) รวมทั้งแผนที่ 11 ระวาง (แผ่น ที่มักจะรู้จักกันในนามของ 1: 200,000) ที่ขีดเส้นพรมแดนครอบคลุมดินแดนจากแม่น้ำโขงตอนบน (แม่กบ-เชียงล้อม)-น่าน-เทือกพนมดงรัก-ตลอดลงมาจนถึงเมืองตราด อันเป็นผลงานของ “คณะกรรมการเขตแดนผสมอินโดจีนและสยาม” (Commission de Delimitation entre l’Indochine et Le Siam) และอัครราชทูตสยามประจำกรุงปารีส (หม่อมเจ้าจรูญศักดิ์ กฤดากร) ที่ทรงรับมาเป็นจำนวน 50 ชุด และส่งกลับมากรุงเทพฯ ถวายให้กับเสนาบดีการต่างประเทศ คือ สมเด็จกรมฯ เทววงศ์ เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2451 (1908)
(7) การที่ต้องทำหนังสือสัญญาต่างๆข้างต้น การที่ต้องให้สัตยาบัน และการที่ต้อง “รับ” แผนที่ 11 ระวาง (แผ่น) นั้นมา ก็เป็นไปตามปรัชญาความเชื่อว่าด้วย “ชาติ” ของ “ราชาชาตินิยม” หรือ Royal Nationalism ที่จะต้องรักษา “เอกราช-อธิปไตย” ของสยาม/Siam เอาไว้ ต้องยอมรับว่าสยามมีพื้นที่หรือดินแดน “จำกัด” (limited land) เป็นเพียง “รูปขวานทอง” และต้องยอมสละ “ส่วนเกิน” หรือส่วนที่เป็น “ประเทศราช-เมืองขึ้น” ที่ไป “ได้ดินแดน” (ของ “คนอื่น” ของ “เขมร-ลาว-มลายู”) มา ไม่ว่าจะเป็น “เสียมราฐ-พระตะบอง-ศรีโสภณ-จำปาศักดิ์-หลวงพระบาง-เชียงตุง-เมืองพาน” ตลอดจน “เคดะห์-ปลิส-กลันตัน-ตรังกานู” (ที่ต้องยอมยกและแลกเปลี่ยนไปกับอังกฤษ เมื่อปี พ.ศ. 2452 หรือ ค.ศ. 1909 ปลายรัชสมัย “เสด็จพ่อ ร. 5”)
(8) แต่เมื่อเกิดการปฏิวัติเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 (1932) พวก “ผู้นำใหม่” โดยเฉพาะอย่างยิ่งพวก “เสนาอำมาตย์” หรือ “ปีกขวา” นักการเมืองสายทหารของ “คณะราษฎร” ก็เปลี่ยนปรัชญาความเชื่อของตน เปลี่ยนและ “สร้างชาติ” ตามแนวลัทธิ “อำมาตยาเสนาชาตินิยม” หรือ Military-Bureaucratic Nationalism (แทน “ราชาชาตินิยม” Royal Nationalsim)
ลัทธิใหม่นี้ เปลี่ยนนามประเทศจาก “ราชอาณาจักรสยาม” จาก Siam เป็น “ประเทศไทย” เป็น Thailand พ.ศ. 2482 (1939) รวมทั้งเปลี่ยนเนื้อร้อง “เพลงชาติ” (แต่ไม่ได้เปลี่ยนทำนอง) จากประโยคขึ้นต้นว่า “อันสยาม นามประเทืองว่าเมืองทอง.....” เป็น “ประเทศไทย รวมเลือดเนื้อชาติเชื้อไทย.....”
แล้วก็ปลุกระดมความ “รักชาติ” การ “กู้ชาติ” ดำเนินการขยายดินแดนด้วยการ “เรียกร้องดินแดน” เพื่อให้ “ประเทศไทย” เป็น “มหาอานาจักรไทย” (สะกดด้วย น. หนู ตามตัวสะกดที่ถูกรัฐบาลให้เปลี่ยนในสมัยนั้น) ดังนั้น “ประเทศไทย” หรือ Thailand ก็มีสภาพเป็น expanded land หาใช่ limited land อย่างของ “ราชอาณาจักรสยาม” หรือ Siam ไม่
(9) ในปี พ.ศ. 2484-85 หลังการเปลี่ยนชื่อประเทศเพียง 2 ปี ก็เกิด “สงครามอินโดจีน” รัฐบาลของหลวงพิบูลสงคราม ก็ส่งกำลังของกองทัพบก-เรือ-อากาศ บุกเข้าไปยึดดินแดนต่างๆมาได้ อาทิ เมืองเสียมราฐ (เอามาเปลี่ยนชื่อเป็นไทยๆว่า “จังหวัดพิบูลสงคราม”)-ยึดพระตะบอง-ยึดศรีโสภณ-(และปราสาทพระวิหาร)-ยึดจำปา ศักดิ์ (และปราสาทวัดพู)-ยึดไซยะบุรี (เอามาเปลี่ยนชื่อเป็นไทยๆว่า “จังหวัดลานช้าง” สะกดโดยไม่มีไม้โท)
รัฐบาลของจอมพล ป. พิบูลสงคราม “ประกาศสงคราม” กับอังกฤษและสหรัฐอเมริกาเมื่อ 25 มกราคม พ.ศ 2485 (1942) และด้วยความช่วยเหลือของ “พันธมิตรญี่ปุ่น “ ก็ทำการยึดเมืองพาน-เมืองเชียงตุง (ในพม่า เอามาเปลี่ยนชื่อเป็นไทยๆว่า “สหรัฐไทยเดิม”) แถมญี่ปุ่นยังมอบรัฐมลายู เช่น “เคดะห์-ปะลิส-กลันตัน-ตรังกานู” ให้มาอีก รัฐบาลพิบูลสงครามเอามาเปลี่ยนชื่อเป็นไทยๆว่า “สี่รัฐมาลัย”
(10) นี่คือสภาพ “อีรุงตุงนัง” และ “มรดกทางประวัติศาสตร์” ของสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่ประเทศชาติของเราเกือบถูกยึดเป็น “เมืองขึ้น” และผู้นำของ “อำมาตยาเสนาธิปไตย” หลายคนเกือบกลายเป็น “อาชญากรสงคราม” ถูกจับประหารชีวิต เมื่อมหามิตรญี่ปุ่นถูกถล่มด้วยระเบิดปรมาณูแพ้สงครามไป
โชคดีที่มี ฯพณฯ ปรีดี พนมยงค์ “ปีกซ้าย” ของ “คณะราษฎร” ตั้ง “ขบวน การเสรีไทย” ทำการใต้ดินขึ้นมา “กู้ชาติ” ไว้ได้ ทำการ “ประกาศสันติภาพ” เมื่อ 16 สิงหาคม 2488 (1945) นี่คือผลงานของ “บรรพชน-มหาบุรุษ” แต่ท่านปรีดี ก็ถูกกำจัดออกไปด้วย “การเมืองทราม-การเมืองเป็นพิษ” (ถูกกล่าวหาใส่ร้ายป้ายสีในกรณีสวรรคตอันมืดมนของในหลวงรัชกาลที่ 8 เมื่อ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2489) มีการ “รัฐประหาร พ.ศ. 2490” โดยจอมพลผิน ชุณหะวัณ ที่นำ “อำมาตยาเสนาธิปไตย” ของจอมพล ป. พิบูลสงครามกลับมา และสืบทอดกันต่อๆมาโดยจอมพลสฤษดิ์-ถนอม-ประภาส ฯลฯ และยังทรงอิทธิพลอยู่จนตราบเท่าทุกวันนี้
(11) จะเห็นได้ว่า “อำมาตยาเสนาชาตินิยม” ของสมัยจอมพล ป. พิบูลสงคราม ที่มีหลวงวิจิตรวาทการเป็น “มันสมอง” มีทีมงานจากกรมศิลปากร (นายธนิต หรือ นายกี อยู่โพธิ์-นายมานิต วัลลิโภดม หรือทีมงานของกรมโฆษณาการ (ปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็นกรมประชาสัมพันธ์) อย่างนายมั่น-นายคง (นายสังข์ พัธโนทัย) ก็ส่งมรดกตกทอดกันมายัง “สฤษดิ์-ถนอม-ประภาส” ตลอดจนทางสายของนักการเมืองพลเรือนอย่าง “เสนีย์-คึกฤทธิ์ ปราโมช-ควง อภัยวงศ์” เรื่อยมาจนบัดนี้เป็นเวลากว่า 70 ปี จนถึงรุ่นของจำลอง-สนธิ-โพธิรักษ์-สมปอง-อดุล-ศรีศักร และรัฐบาลในปัจจุบัน
(12) นี่เป็น “หลุมดำทางการเมือง” (Political Black Hole) หรือ “หีบพยนต์-ผะอบนางโมรา” (Pandora’s Box) ที่หากตกลงไปก็ยากที่จะปีนป่ายขึ้นมาได้ หรือถ้าเปิดออกมา (จะโดยตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ตาม) ก็อาจถึงตายได้ คำถามของเรา ณ บัดนี้ ก็คือเรา (หมายถึงคนส่วนใหญ่ของประเทศ นอก กทม.) จะรอดจาก “บ่วงกรรม” นี้ไปได้อย่างไร เราจะทำอย่างไรให้ “การเมืองเป็นพิษ” หรือ “การเมืองทราม” กลายเป็น “การเมืองดี” ทำให้ประเทศชาติของเรารุ่งเรือง มีศักดิ์มีศรี มีเกียรติภูมิในวงการระหว่างประเทศ เคารพกติการะเบียบและกฎหมายระหว่างประเทศ ดำเนินการที่เป็น “สากล” และเป็น “อารยะ”
กัลยาณมิตร และเพื่อนๆของผมในกลุ่ม “สันติประชาธรรม” ขอเสนอมายังคุณหญิงอีกครั้งหนึ่ง และขอให้ช่วยนำความไปเรียนต่อ “บุคคลที่อยู่ใกล้ตัวคุณหญิง ไม่ว่าจะเป็นพลเรือน หรือเป็นทหาร ไม่ว่าจะอยู่ที่ทำงาน หรืออยู่ที่บ้าน” ก็ตาม
ขอ ให้เรามาช่วยกัน “ปฏิบัติธรรม” ละเสียซึ่งโลภ-โกรธ-หลง ขจัด “อวิชชา” และ “อประวัติศาสตร์” ในขณะเดียวกัน ก็ช่วยกันหลีกเลี่ยง “สงคราม” ช่วยกันแสวงหา “สันติภาพ “ ช่วยกันทำให้ “สนามรบ” กลับเป็น “สนามการค้า” อีกครั้ง
ขอ ให้เรามาช่วยกัน ทำดินแดนอันกว้างใหญ่ไพศาลของอุษาคเนย์-อาเซียน ที่หลากหลายไปด้วยชาติพันธุ์ ระบบนิเวศ ธรรมชาติและวัฒนธรรม จาก “ดงพญาเย็น-เขาใหญ่ ถึงพนมดงรัก จากปราสาทพนมรุ้ง ถึงปราสาทพระวิหาร และปราสาทวัดพู จรดแม่น้ำโขงตอนกลาง ณ คอนพะเพ็ง-แก่งหลี่ผี” กลายเป็น “มรดกโลกข้ามเขตแดน” เพื่อ “ความรัก-สันติภาพ-สันติสุข-และอหิงสา” ของ “ประชาคมอาเซียน” ที่ “ไร้พรมแดน” ให้จงได้ (Asean Trans-Boundary World Heritage Sites from Dong Phyayen-Khaoyai to Phnom Dangrek-Prasat Phnom Rung/Preah Vihear/Vat Phou to Khone Papeng/Li Phi Falls and the Middle Mekong Basin)
ทั้ง นี้ทั้งนั้น ก็เพื่อ “ชาติ และราษฎรไทย” ของเรา เพื่อประโยชน์ต่อส่วนรวม โดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อพ่อแม่พี่น้องลูกหลาน หลายพันหลายหมื่นชีวิต ที่อยู่ตามแนวชายแดนกว่า 800 กิโลเมตร จากอุบลฯ ศรีสะเกษ จากสุรินทร์ บุรีรัมย์ จากสระแก้ว-จันทบุรี-ถึงตราด ผู้คนที่เป็นเพียงชาวบ้าน แค่ชาวชนบท ด้อยการศึกษา (ไม่มีแม้แต่ประกาศนียบัตรมัธยม โดยไม่ต้องพูดถึงระดับปริญญาตรี อย่างเราๆท่านๆ ในเมืองหลวง)
และ ก็ด้อยซึ่งโอกาส ที่ต้องเผชิญต่อ “สงคราม” และสภาพของบ้านแตกสาแหรกขาด สูญเสียชีวิตและเลือดเนื้อ ทำมาหากินไม่ได้ ที่ อยู่ทางฝั่งตะเข็บชายแดนของ “สยามประเทศไทย” ที่ร่วมชะตาและร่วมกรรมกับผู้คนที่ก็เหมือนๆกัน เป็นญาติพี่น้องกัน ร่วมสายเลือดเดียว ทั้งยังร่วมวัฒนธรรม ร่วมภาษากันในฝั่งตะเข็บชายแดนของ “เขมรกัมพูชา” จากสตุงแตรง ถึงพระวิหาร จากอุดรมีชัย ถึงบันทายมีชัย โพธิสัตว์ และเกาะกง ดังข้อเสนอต่อไปนี้
1. ขอให้กองกำลังของทั้งสองประเทศใช้ขันติธรรม และความอดกลั้น ยุติการสู้รบโดยทันที ทั้งนี้เพื่อรักษาไว้ซึ่งชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนและกองทัพตามชายแดนของ ทั้งสองฝ่าย
2. ขอให้ถอนกำลังทหารของทั้งสองฝ่ายออกจากพื้นที่พิพาทอย่างเร่งด่วน เพื่อลดการเผชิญหน้าทางทหารตามชายแดนระหว่างกัน
3. ขอให้ยุติเคลื่อนกำลังทหารเข้าไปยังจุดพิพาทอื่นๆ ที่ยังคงเป็นปัญหากันอยู่ เพื่อหลีกเลี่ยงการปะทะมิให้ขยายตัวออกไปยังจุดอื่นๆตามแนวชายแดน
4. ขอให้เร่งรัดการแก้ไขปัญหาพิพาทเรื่องเขตแดน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่พิพาทบริเวณปราสาทพระวิหาร โดยผ่านกลไกการเจรจาทวิภาคีซึ่งมีอยู่แล้ว อันได้แก่คณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมซึ่งได้จัดตั้งตามบันทึกความเข้าใจแห่งราช อาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรกัมพูชา ลงวันที่ 14 มิถุนายน 2543
5. ขอให้ทุกฝ่ายยึดมั่นในหลักการแห่งอหิงสา ยุติการนำประเด็นความขัดแย้งเรื่องเขตแดนมาแสวงหาประโยชน์ทางการเมือง ไม่ว่าการเมืองภายในประเทศ หรือการเมืองระหว่างประเทศ อันจะทำให้ปัญหาบานปลายกลายเป็นชนวนสงครามที่ยากจะหาทางยุติลงได้
ด้วยความระลึกถึง
เชิง แก่นแก้ว
สิงหะปุระ
PS:
Make Love not War
with ASEAN Neighbors,
especially Cambodia and Laos
Comments
คุณหญิงไหนที่คุณเขียนถึง
คุณหญิงไหนที่คุณเขียนถึง หากเป็นคุณหญิงมิจฉาทิษฐิ เค้าไม่อ่านที่คุณเขียนหรอก และจดหมายคุณก็ไม่ถึงท่านหรอกครับ
เขียนถึงคุณหญิง ใหญ่
เขียนถึงคุณหญิง ใหญ่ กระมังครับ ?
คาดว่านายไปรษ์ณีย์คงไม่นำส่งใ
คาดว่านายไปรษ์ณีย์คงไม่นำส่งให้
เนื่องจากไม่มีการจ่าหน้า
โดยเฉพาะท่านๆที่อยู่ในเมืองเทวดา 'บางกอก' แห่งนี้
ขนาดคนไทกันเองล้มตายต่อหน้า พวกเขายังเป็นห่วง
การเดินช๊อบปิ้งมากกว่าชีวิต ที่ถูกทำลายไปต่อหน้าต่อตา
ฝ่ายประชาธิปไตย เสรีนิยม
ฝ่ายประชาธิปไตย เสรีนิยม แพ้มาตลอด
หากไม่มีผู้หลักผู้ใหญ่อย่างนายปรีดี เมืองไทยคงเป็นเมืองแพ้สงคราม... แล้วนายปรีดี ก็ถูกกำจัด
เรามีนักวิชาการเสรีนิยมผู้มีความสามารถอย่างนายเข้ม เย็นยิ่ง...แล้วท่านก็ถูกกำจัด
เรามีนักประวัติศาสตร์ผู้ยึดมั่นในประชาธิไตย เสรีภาพ สันติภาพ ภราดรภาพอย่าง นายเชิง แก่นแก้ว...ขออย่าให้ท่านต้องถูกกำจัดอีกคน
ขอสนับสนุนจดหมายนายเชิง แก่นแก้ว ครับ
ทำอะไรไม่ได้มาก
นอกจากภาวนา
ให้พี่น้องผู้ยากไร้ ตามแนวชายแดนอย่าทุกข์ทรมานมากเกินไป จากภัยสงครามที่ตัวไม่ได้ก่อ
สัจจังเว อมตะวาจา Amazing
สัจจังเว อมตะวาจา
Amazing Thailand !!!
ความเอ๋ยความรู้
เป็นเครื่องชูชี้ทางสว่างไสว
หมดโอกาสที่จะชี้ต่อนี้ไป
ละห่วงใยอยากรู้ลงสู่ดิน
อันความยากหากให้ไร้ศึกษา
ย่นปัญญาความรู้อยู่แค่ถิ่น
หมดทุกข์ขลุกแต่กิจคิดหากิน
กระแสวิญญาณงันเพียงนั้น เอย.
The Curfeu tolls the Knell of parting Day,
The lowing Herd winds slowly o'er the Lea,
The Plow-man homeward plods his weary Way,
And leaves the World to Darkness and to me.
วังเอ๋ยวังเวง
หง่างเหง่ง! ย่ำค่ำระฆังขาน
ฝูงวัวควายผ้ายลาทิวากาล
ค่อยค่อยผ่านท้องทุ่งมุ่งถิ่นตน
ชาวนาเหนื่อยอ่อนต่างจรกลับ
ตะวันลับอับแสงทุกแห่งหน
ทิ้งทุ่งให้มืดมัวทั่วมณฑล
และทิ้งตนตูเปลี่ยวอยู่เดียว เอย
สกุลเอ๋ยสกุลสูง
สกุลเอ๋ยสกุลสูง
ชักจูงจิตฟูชูศักดิ์ศรี
อำนาจนำความสง่าอ่าอินทรีย์
ความงามนำให้มีไมตรีกัน
ความร่ำรวยอวยสุขให้ทุกอย่าง
เหล่านี้ต่างรอตายทำลายขันธ์
วิถีแห่งเกียรติยศทั้งหมดนั้น
แต่ล้วนผันมาประจบหลุมศพ เอย.
เห็นด้วยในเนื้อหาสาระอย่างเต็
เห็นด้วยในเนื้อหาสาระอย่างเต็มที่
รู้แล้วฮับ ส่งถึงคุณหญิง
รู้แล้วฮับ ส่งถึงคุณหญิง เปมิกา คุณหญิงอีแอบ ที่ประชานิยม.
วังเวง กับ ประเทศ สาระขันต์
วังเวง กับ ประเทศ สาระขันต์ จริง ๆ
หน้าด้านจริงๆ
[b]หน้าด้านจริงๆ นะนายเชิง
รับเงินเขามาตั้ง 7.1 ล้าน บาทไทย เสือกกลับมาด่าเหน็บแนมเขาด้วยเนื้อหาตอหลดตอแหล ซะงั้น
หรือนี่คือมาตรฐาน คอเณร (ที่ไม่รู้ว่าเทียบกับ อีตัน อีแต๋ว แล้วใครจะห่วยกว่า) (ฮา) ที่รับเงินเขาแล้วหน้าด้านกลับมาด่าเขาอีก
แต่เพิ่งรู้ว่าเด็ก คอเณร ตัวนี้ก็เป็น อีแต๋ว เหมือนกัน (ฮา) มาประจัญหน้ากันไม่รู้ว่าใครจะเอาตะไบเล็บแทงตาใครก่อน (กร๊ากกกกก)
ปล. ถ้าไม่มีพรมแดน ขอเข้าไปนั้งขี้กลางห้องนั่งเล่นที่บ้านอาจาน มั่งได้มะ เพราะ โลกเสรี ไม่ใช่รึ (ฮา) แต่ถ้าทำมาถามกลับว่าแล้วจะมาทำที่บ้านผมมั่งได้ไหม ก็มาลองดูแต่ถ้ามาผมยิงทิ้ง เพราะผมเชื่อว่าโลกมีพรมแดน (ฮา)[/b]
ปล. ที่ใช้นามสกุลแฝงว่า
[b]ปล. ที่ใช้นามสกุลแฝงว่า แก่นแก้ว แต่ผมดูอากัปกิริยาอาจานแล้วน่าจะเป็น แต่มแต๋ว มากกว่าว่ะ! (ฮา)[/b]
นาง เซิ้ง แต่มแต๋ว นามเดิม
[b]นาง เซิ้ง แต่มแต๋ว นามเดิม ชาญเว็จ ข้างถาน (ฮา)
น่าสงสัยเพราะ ยี่ห้อ ที่พะท้ายชื่อก็บอกเป็นนักประวัติศาสตร์ แล้วทำไมไม่รู้วะ? ว่าแขมร์ใจขะมอม นี่เป็นชนชาติที่โค่ดชั่ว ชอบหักหลังคน
จนแม้แต่อดีตระยะใกล้ ก็ยังมีลักษณะดังว่า
แต่นาง เซิ้ง ก็กลับดัดไปรักใคร่ยกย่องแขมร์ใจขมอมจนเกินงามเสียกิริยาหญิงดี กลายเป็นหญิงชั่วไปซะงั้น (ฮา)
แล้วเอาแต่ด่าชาติไทยบ้านเกิดแม่ตัวเอง แต่ทำไมไม่นึกถึง กรณี เขมรแตก คนแขมร์ไร้ชาติต้องอพยพมาพึ่งบรมโพธิฯ ใครกันน้า!!! (แถมแขมร์รุ่นหลังสมครามเย็นพวกนี้ยังแสดงอาการทรพี กินบนเรือน ขี้รดหลังคา ด้วยการเข้ามาอพยพขอพึ่งพิงประเทศไทย แล้วพวกห่าแม่ง! นี่ก็ยึดครองแผ่นดินไทยไปหน้าด้านๆ) แต่นางแต่มแต๋ว ตัวนี้ไม่เคยเอามาพูดเลย นัยว่า พูดแล้วไทยจะดูดี มันไม่ช่ายยย มันไม่ช่ายยยย แต่มแต๋ว!......แต่มแต๋ว ไม่ใช่อย่างนี้ ชิมิ แต่มแต๋วต้องเนรคุณ ถึงจะช่ายยยยย (ฮา)
กูละเชื่อพวกหางแดงจริงๆ! เฮ่อ! ; )~[/b]
รอยต่อ wrote:ฝ่ายประชาธิปไตย
[quote=รอยต่อ]ฝ่ายประชาธิปไตย เสรีนิยม แพ้มาตลอด
หากไม่มีผู้หลักผู้ใหญ่อย่างนายปรีดี เมืองไทยคงเป็นเมืองแพ้สงคราม... แล้วนายปรีดี ก็ถูกกำจัด
เรามีนักวิชาการเสรีนิยมผู้มีความสามารถอย่างนายเข้ม เย็นยิ่ง...แล้วท่านก็ถูกกำจัด
เรามีนักประวัติศาสตร์ผู้ยึดมั่นในประชาธิไตย เสรีภาพ สันติภาพ ภราดรภาพอย่าง นายเชิง แก่นแก้ว...ขออย่าให้ท่านต้องถูกกำจัดอีกคน
ขอสนับสนุนจดหมายนายเชิง แก่นแก้ว ครับ
ทำอะไรไม่ได้มาก
นอกจากภาวนา
ให้พี่น้องผู้ยากไร้ ตามแนวชายแดนอย่าทุกข์ทรมานมากเกินไป จากภัยสงครามที่ตัวไม่ได้ก่อ[/quote]
[b]นางเซิ้ง คงไม่ถูกจำกัดหรอก ยกเว้นจะตายเองเพราะสภาวะ HIV + (ฮา)[/b]
ถึง
ถึง ท่านอัศวอัครมหามุณีเดโชฮุนเซน
เรื่องขอประทานนามท่านมหาบุรุษตูดหมึกผู้นำที่ยิ่งใหญ่ผู้บังอาจนวดหน้าด้วยฝาเท้ารบ.ไทย จนรบ.มาร์คผมหางจุกตูด เป็นความกล้าหาญชาญชัย เยี่ยงนี้ด้วยการใช้อัครมหาบุรุษตูดหมึกลูกชายท่าน"ปูนบำเน็ด"(บุญมาเน๊ต) เขกกะบาลพี่ไทบแล้วใช้บาทานวดหน้าด้วยฝ่าดเท้าให้ทหารไทยตามชายแดน เพื่อเป็นการผ่อนคลายหายเครียส
ตามด้วยการซัลโวบั้งไฟแสนแดนสยามที่นำเข้าจากท้าวหมำซ่ะบ้านยะโสเมืองโอหังเป็นการให้ชาวไทยหมู่บ้านภูมิซาลอน(ร้านตัดผมหรือเปล่าเนี๊ยะ)ซ้อมการวิ่งเปรี้ยววิ่งพลัดเป็นความอหังการได้ใจเกล้ากระผมมาก ดังนั้นผมจึงอยากประทานชื่อเพื่อเป็นเกียรติแค่ท่านว่า
ท่าน"ปัสวะอุจาระมหาก้อนขี้กองโตหงุนเซ็ง"555
จบข่าวไม่ต้องทำความเคารพ
ขอแก้คำผิดเพราะแก้หน้าเว็ปท์ไ
ขอแก้คำผิดเพราะแก้หน้าเว็ปท์ไม่ได้
ถึง ท่านอัศวอัครมหามุณีเดโชฮุนเซน
เรื่องขอประทานนามท่านมหาบุรุษตูดหมึกผู้นำที่ยิ่งใหญ่ผู้บังอาจนวดหน้าด้วยฝาเท้ารบ.ไทย จนรบ.มาร์คผมหางจุกตูด เป็นความกล้าหาญชาญชัยเยี่ยงนี้ ด้วยการใช้อัครมหาบุรุษตูดหมึกลูกชายท่าน"ปูนบำเน็ด"(บุญมาเน๊ต) เขกกะบาลพี่ไทยแล้วใช้บาทานวดหน้าด้วยฝ่าเท้าให้ทหารไทยตามชายแดน เพื่อเป็นการผ่อนคลายหายเครียสกันถ้วนหน้ากับทหารบูรพางึกงักจากฝั่งไทย
ตามด้วยการซัลโวบั้งไฟแสนแดนสยามที่นำเข้าจากท้าวหมำซ่ะ บ้านยะโสเมืองโอหังเป็นการให้ชาวไทยหมู่บ้านภูมิซาลอน(ร้านตัดผมหรือเปล่าเนี๊ยะ)ซ้อมการวิ่งเปรี้ยววิ่งพลัดหลบบังไฟแสนแดนเขมร เป็นความอหังการได้ใจเกล้ากระผมมาก ดังนั้นกระผมจึงอยากประทานชื่อเพื่อเป็นเกียรติ แด่ท่านว่า
ท่าน"ปัสวะอุจาระมหาก้อนขี้กองโตหงุนเซ็ง"555
จบข่าวไม่ต้องทำความเคารพ