ปัญหาระหว่างไทยกับกัมพูชา: ผลกระทบต่อความร่วมมือระหว่างประเทศ

ความขัดแย้งระหว่างไทยกับกัมพูชาที่ กำลังดำเนินอยู่นั้น ไม่ได้ส่งผลแค่ต่อความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศเท่านั้น หากแต่ยังส่งผลกระทบต่อความร่วมมือในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ความคลั่งชาติของกลุ่มพันธมิตรเพื่อประชาธิปไตยที่ปรากฏให้เห็นในสาธารณะ นั้นรุนแรง ก้าวร้าว และขาดสติ ข้อเสนอที่น่ากังวลมากคือการที่ผู้นำกลุ่มพันธมิตรเสนอให้มีการบุกเข้าไปยึด พื้นที่ในกัมพูชาจนกว่าจะมีการคืนปราสาทเขาพระวิหารให้กับประเทศไทย ราวกับว่าประเทศไทยเป็นประเทศที่ก้าวร้าว บ้าคลั่ง และรุกราน 

แน่นอนว่าความขัดแย้งระหว่างสองประเทศ นั้นจะไม่ได้ส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเพียงแค่สองประเทศเท่า นั้น หากแต่ยังจะส่งผลกระทบเป็นโดมิโนไปยังประเทศและความร่วมมืออื่นๆ เพราะในกรณีของไทยกับกัมพูชานั้น ทั้งสองเป็นสมาชิกของอาเซียน และโครงการพัฒนาความร่วมมือทางเศรษฐกิจในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง หรือจีเอ็มเอส

แน่นอนว่าอาเซียนซึ่งเป็นองค์การระหว่าง ประเทศของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ย่อมได้รับผลกระทบไม่มากก็น้อย เพราะอาเซียนต้องเผชิญกับคำถามในมิติทางความมั่นคงที่ว่า ทำไมอาเซียนถึงไม่มีบทบาทต่อการแก้ไขปัญหาดังกล่าว และอาเซียนควรมีการปรับเปลี่ยน “วิถีอาเซียน” (ASEAN Way) หรือไม่

วิถีอาเซียน คือ แนวทางในการแก้ไขปัญหาระหว่างประเทศภายในอาเซียน มันเป็นคำที่ใช้เรียกกระบวนการแก้ไขปัญหาตามที่ระบุไว้ใน “สนธิสัญญาไมตรีและความร่วมมือในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้” (Treaty of Amity and Cooperation: TAC) ซึ่งเกิดขึ้นในปี ค.ศ.1976 สนธิสัญญานี้กำหนดหลักการสำคัญๆในการแก้ไขปัญหาระหว่างประเทศไว้ คือ การเคารพซึ่งความเท่าเทียม อำนาจอธิปไตย บูรณภาพแห่งดินแดน และอัตลักษณ์ของแต่ละชาติ หลักการไม่ถูกแทรกแซงกิจการภายใน การแก้ไขปัญหาด้วยวิธีสันติ และการไม่ใช้กองกำลังทางทหาร วิถีดังกล่าวได้ถูกเรียกรวมกันว่าวิถีอาเซียนและใช้ในการเป็นแนวทางในการ จัดการเรื่องราวภายในอาเซียนตลอดมา

ในกรณีของความขัดแย้งระหว่างไทยกับกัมพูชา สิ่งที่เห็นและมีหลายฝ่ายตั้งคำถาม คือ แล้วอาเซียนมีบทบาทอย่างไร

เราจะเห็นได้ว่า ตลอดเวลาที่มีปัญหาระหว่างสองประเทศนั้น อาเซียนมีท่าทีและการพูดถึงปัญหาดังกล่าวน้อยมาก ล่าสุด เมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ ดร.สุรินทร์ พิศสุวรรณ เลขาธิการอาเซียน ได้แสดงความวิตกกังวลต่อความรุนแรงที่ปะทุขึ้นจากเหตุการณ์ยิงปะทะกัน ระหว่างสองประเทศเมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ โดยเสนอให้สองประเทศหันมาตกลงกันบนโต๊ะเจรจาแบบวิธีการทางการทูตแทนการใช้ กองกำลังทหาร

ดูเหมือนว่านี่ก็เป็นวิธีการเดียวที่อา เซียนจะทำได้ คือ การแสดงความคิดเห็น เพราะอาเซียนเองนั้นไม่ได้มีกองกำลังในการรักษาสันติภาพเป็นของตนเองแบบที่ นาโต (NATO) ของยุโรปมีไว้ใช้จัดการหรือช่วยเหลือเพื่อแก้ไขปัญหาความขัดแย้งที่เกิดขึ้น ในยุโรป หรือออกไปช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมในที่ต่างๆ

ในทางตรงกันข้าม จากข้อจำกัดของอาเซียนในการเข้าไปแทรกแซงกิจการระหว่างประเทศเช่นนี้ ส่งผลให้อาเซียนซึ่งเป็นองค์การระหว่างประเทศที่มีเป้าหมายหนึ่งในการสร้าง สันติภาพให้เกิดขึ้นในภูมิภาคนี้ถูกตั้งข้อสังเกตถึงบทบาทที่กำลังเป็นอยู่ และ/หรือบทบาทที่ควรจะเป็นต่อไปในอนาคต ว่าควรมีแนวทางการปรับปรุงวิถีอาเซียนหรือไม่ อย่างไร

วิถีอาเซียนยังถูกตั้งคำถามต่อไปอีกว่า ถ้าเช่นนั้นแล้ว การแก้ไขปัญหาระหว่าสองประเทศ และกัมพูชาเสนอให้องค์การสหประชาชาติ หรือยูเอ็น (United Nations: UN) เข้ามาเป็นตัวกลางในการแก้ไขปัญหานั้น ควรเป็นไปเช่นนั้นหรือไม่

เพราะหากพิจารณาแล้ว เราคงต้องตั้งคำถามว่า ถ้านี่เป็นเรื่องความขัดแย้งภายในภูมิภาคหรือบ้านของเรา เราจะยินดีให้คนนอกบ้านเข้ามาแก้ไขปัญหาอย่างนั้นหรือ ข้อเสนอในลักษณะนี้อาจได้รับการสนับสนุน เพราะยูเอ็นถูกเชื่อว่าเป็นกลางและน่าจะให้ความเป็นธรรมได้ แต่หลักการการให้ประเทศคู่ขัดแย้งเจรจาและแก้ไขกันเองก่อนนั้นก็ยังเป็นข้อ ที่ทำให้ยูเอ็นไม่อาจเข้ามาได้

อาเซียนเองซึ่งเป็นองค์การระหว่างประเทศ ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ก็ควรมีบทบาทในการแก้ไขปัญหานี้มากกว่าที่จะปล่อย ให้องค์การระหว่างประเทศอื่นๆเข้ามามิใช่หรือ เพราะเราควรคิด ถกเถียง และเปิดเวทีระหว่างประเทศเพื่อนำไปสู่แนวทางว่าในกรณีเช่นนี้แล้ว เราจะส่งเสริมหรือพัฒนากลไกของอาเซียนที่มีอยู่แล้วให้มีประสิทธิภาพ มีอำนาจ และสามารถเข้ามาจัดการเรื่องราวในภูมิภาคได้อย่างไม่ต้องโดนตราหน้าจาก ประเทศในภูมิภาคกันเองว่า “อย่ามาแส่” หรือจะมีการตัดลด เพิ่มเติมกลไกที่ดี มีประสิทธิภาพได้อย่างไร

อาจเป็นที่เข้าใจได้ว่าประเด็นเรื่องการ ไม่ต้องการให้เกิดการแทรกแซงกิจการภายในประเทศนั้น เกิดขึ้นเพราะรัฐหลายรัฐในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เพิ่งเป็นรัฐชาติสมัยใหม่ มาได้ไม่นาน เพราะรัฐชาติหลายรัฐในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นั้นเพิ่งเกิดขึ้นอันเป็นผลพวง จากสงครามโลกครั้งที่สอง มันไม่ได้มีวิวัฒนาการการต่อสู้ แย่งชิง ร่วมมือกันมายาวนานเฉกเช่นเดียวกับรัฐชาติสมัยใหม่ที่เกิดขึ้นในยุโรปที่ ผ่านการต่อสู้แย่งชินดินแดน การสร้างเมือง การทำสงครามระหว่างกัน จนมาถึงสร้างความร่วมมือและบูรณาการทางเศรษฐกิจและการเมือง จนจินตนาการของเส้นเขตแดนได้เลือนหายไปจนเกือบหมดสิ้น ในขณะที่รัฐชาติสมัยใหม่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ยังอยู่ในช่วงที่หวงแหน สิ่งที่เพิ่งได้มา ซึ่งนั่นก็คือ เส้นเขตแดน และอธิปไตย

สิ่งที่พอจะทำได้ในปัจจุบัน คือ การรอคอยว่าเมื่อใดที่มือที่กุมกำความหวงแหนเหล่านั้นจะค่อยๆคลาย และมองว่าเส้นเขตแดนเป็นเพียงสิ่งที่ถูกสร้างขึ้น เป็นจินตนาการร่วมกันของคนในรัฐ และเป็นหนึ่งในเครื่องมือที่สำคัญของนักการเมืองที่หยิบขึ้นมาใช้ได้เพื่อ ปลุกความเป็นชาตินิยม

ล่าสุด รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของอินโดนีเซีย นายมาร์ตี นาตาเลกาวา (Marty Natalegawa) ซึ่งดำรงตำแหน่งเป็นประธานของอาเซียน ได้เสนอว่าจะเป็นตัวกลางในการไกล่เกลี่ยปัญหา ความหวังของอาเซียนจึงได้บังเกิดขึ้นในฐานะที่อาเซียนได้ทำอะไรเสียที เพราะในเมื่ออาเซียนเป็นองค์การของภูมิภาค เราก็ควรคาดหวังอย่างมากให้อาเซียนมีบทบาทในการแก้ไขปัญหาภูมิภาค เพื่อใช้อาเซียนให้เป็นประโยชน์ มิใช่เป็นเพียงองค์การระหว่างประเทศที่ตั้งขึ้นมาเพื่อเป้าหมายทางเศรษฐกิจ และทำอะไรอย่างอื่นไม่ได้ แต่เราควรเสนอให้อาเซียนมีบทบาทในการเข้ามาจัดการ ดูแล และเสนอทางแก้ไขต่อปัญหาในภูมิภาคได้

และแม้ไม่มีอะไรจะรับประกันถึงความ สามารถในการแก้ไขปัญหาของอาเซียน แต่อย่างน้อยเราก็ได้ใช้เครื่องมือที่มีอยู่ให้เป็นประโยชน์ ไม่ใช่ละทิ้งสิ่งที่มีอยู่แล้วไปใช้กลไกอื่น ความหวังต่อองค์การระหว่างประเทศให้ทำหน้าที่จึงยังพอมีให้เห็น และแม้อาจกล่าวโต้เถียงอีกว่า แล้วเมื่ออาเซียนออกมาแล้ว แล้วหากไทยและกัมพูชาไม่แยแสต่อความเห็น ข้อเรียกร้องของอาเซียน มันก็ทำให้เราคิดต่อไปอีกว่า ท้ายที่สุดแล้วเรามีวัฒนธรรมในการยอมรับและปฏิบัติกฎหมายมากพอหรือไม่ เพราะนอกจากจะไม่สนใจกฎหมายในประเทศอยู่บ่อยครั้งแล้ว ไฉนเลยกฎหมายระหว่างประเทศจะมาบังคับประเทศเราได้ เพราะหากมันไม่ช่วยให้เราได้สิ่งที่เราต้องการ เด็กเอาแต่ใจตัวเองอย่างเราก็จะขอประกาศกระทืบเท้า รุกราน เกรี้ยวกราด และร้องขออย่างไร้สติต่อไป ชาตินิยมของเราก็ทำให้ระบบระหว่างประเทศปั่นป่วน สับสน และไร้ซึ่งทางออก เพราะเมื่อทางออกได้มีมาแล้ว ก็ไม่มีคนฟัง เราไม่เอา เราไม่ยอม

หากจะกล่าวสรุปต่อบทบาทของอาเซียน เราจะเห็นได้ว่า อาเซียนแม้จะเป็นองค์การระหว่างประเทศที่ทุกประเทศคาดหวังให้เป็นตัวกลางใน การประสานความร่วมมือในมิติต่างๆ แต่อาเซียนเองก็ยังมีกลไกการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งที่ยังไม่มีประสิทธิภาพ เพราะยังไม่สามารถเข้าไปแทรกแซง แสดงความเห็น หรือใช้กองกำลังในการจัดการแก้ไขปัญหา บรรเทา เยียวยา หรือให้ความช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบในพื้นที่ได้ แม้อาจโต้เถียงว่า เพราะอาเซียนมิได้มีกองกำลังเป็นของตนเอง แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า อาเซียนจะมีกองกำลังที่ไว้บรรเทาทุกข์ไม่ได้ บางทีเราอาจจะต้องดูตัวแบบจากสหภาพยุโรปในการมีกองกำลังไว้เป็นของตนเอง เพียงแต่เปลี่ยนร่างแปลงรูปและบทบาทของกองกำลังไม่ได้ให้มีอำนาจในการรุกราน หรือไปทำร้ายใคร แต่มีไว้เพื่อรักษาความสงบสุข ไว้ให้ความช่วยเหลือแก่พื้นที่ต่างๆ

เพราะหากแม้เราไม่มีความขัดแย้งถึงขั้น เลือดตกยางออกอันเกิดจากความขัดแย้งระหว่างประเทศ แต่เราก็ยังอาจใช้ประโยชน์ในการช่วยเหลือบรรเทาทุกข์อันเกิดจากภัยธรรมชาติ ที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในโลกที่กำลังมีสภาพอากาศที่แปรปรวน หรือใช้ส่งไปให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมแก่เพื่อนร่วมโลกที่กำลังประสบ ปัญหาในพื้นที่ต่างๆ โดยอาจเสนอว่ามิใช่เพื่อส่งไปร่วมรบ หากแต่ส่งไปเพื่อช่วยบรรเทา รักษา เยียวยา ก่อสร้าง ขนส่งอาหาร ยา และขอใช้ที่สำคัญ ซึ่งอาหารจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ก็มีมาก มิตรไมตรีของพลเมืองอาเซียนที่จะเป็นเป็นกองกำลังด้านมนุษยธรรมก็เป็นที่ ประทับใจ เป็นมิตร และห่วงใยผู้คนที่ตกทุกข์ได้ยากเป็นแน่

นอกจากนั้น อาเซียนเองก็มิใช่ความร่วมมือเพียงความร่วมมือเดียวที่ควรพิจารณา บนภาคพื้นทวีปของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เองนั้นยังมีอีกหนึ่งความร่วมมือที่ ควรได้รับความสนใจ คือ โครงการจีเอ็มเอส (The Greater Mekong Subregion Economic Cooperation: GMS) โครงการจีเอ็มเอสเป็นโครงการที่อยู่ภายใต้การดูแลของธนาคารเพื่อการพัฒนา แห่งเอเชีย หรือเอดีบี (Asian Development Bank: ADB) โครงการจีเอ็มเอสถือกำเนิดขึ้นในปี ค.ศ.1992 หนึ่งปีหลังความวุ่นวายในลุ่มแม่น้ำโขงซึ่งได้แก่ปัญหาในอินโดจีนได้สิ้นสุด ลง โครงการดังกล่าวมีเป้าหมายในการสนับสนุนความร่วมมือระหว่างประเทศ เสริมสร้างความเจริญรุ่งเรืองให้เกิดขึ้นกับประเทศสมาชิก ปัจจุบันมีมณฑลกวางสีและมณฑลยูนนาน พม่า ไทย ลาว เวียดนาม และกัมพูชาเป็นสมาชิก

โครงการจีเอ็มเอสในปัจจุบันมีโครงการ ย่อยๆรวมสิบเอ็ดโครงการที่มีเป้าหมายในการสนับสนุนให้เกิดความเจริญร่วมกัน อาทิ การพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจ (Economic Corridors) โทรคมนาคม พลังงาน การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ การเกษตร เป็นต้น

ระเบียงเศรษฐกิจดูเหมือนจะเป็นโครงการ ที่ได้รับความสนใจและได้รับการตอบสนองจากทั้งภาครัฐและภาคเอกชนจากประเทศ สมาชิกมากที่สุด โดยพิจารณาจากความกระตือรือร้นในการทำการศึกษาแนวทาง ผลกระทบ และความคืบหน้าของโครงการ รวมไปถึงงบประมาณที่แต่ละประเทศสนับสนุน โครงการระเบียงเศรษฐกิจประกอบไปด้วยระเบียงเศรษฐกิจจำนวนสามเส้นทางที่สำคัญ คือ ระเบียงเศรษฐกิจเหนือ-ใต้ (North-South Economic Corridor: NSEC) ระเบียงเศรษฐกิจตะวันออก-ตะวันตก (East-West Economic Corridor: EWEC) และระเบียงเศรษฐกิจตอนใต้ (Southern Economic Corridor: SEC)

ระเบียงเศรษฐกิจที่ไทยและกัมพูชามีส่วน ร่วมโดยตรง คือ ระเบียงเศรษฐกิจตอนใต้ เส้นทางนี้เชื่อมโยงกรุงเทพมหานครไปยังกัมพูชาและเวียดนาม เป็นเส้นทางการขนส่งสินค้าเส้นหนึ่งที่สำคัญ เพราะเป็นการเชื่อมต่อเส้นทางการขนส่งสินค้าจากเขตอุตสาหกรรมในชลบุรีและ ระยองให้ส่งไปยังท่าเรือในเวียดนาม อีกทั้งยังเป็นส่วนหนึ่งในการขนส่งสินค้าจากจีนตอนใต้ให้ผ่านมายังพม่าหรือ ลาวและเข้าสู่ประเทศไทย ก่อนจะลงมายังเส้นทางดังกล่าว

อีกทั้งยังมีความร่วมมือระหว่างไทยกับ กัมพูชาในประเด็นการสื่อสาร พลังงาน และการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์อีกมาก ความร่วมมือในกรอบมิติต่างๆนี้สะท้อนอยู่ในงานของ พวงทอง ภวัครพันธุ์ ที่มีชื่อว่า “สงคราม การค้า และชาตินิยมในความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา” (2552, หน้า 93-131) บทความนี้จึงจะไม่แจกแจงรายละเอียดดังกล่าวแต่ขอให้ผู้อ่านไปตามอ่านราย ละเอียดได้ที่งานของพวงทอง

งานของพวงทองสะท้อนให้เห็นภาพความ สัมพันธ์ระหว่างไทยกับกัมพูชา โดยประเด็นที่สำคัญคือการที่ไทยยังมองว่าตัวเองเป็น “พี่” ของกัมพูชาที่เป็น “น้อง” มโนทัศน์ “บ้านพี่เมืองน้อง” จึงเป็นเรื่องของการมองใครใหญ่กว่าใคร ไม่ได้มองว่าเขาและเราเป็น “เพื่อนบ้าน” กัน พวงทองชี้เอาไว้อย่างน่าสนใจว่า เราสำคัญตัวว่าเรามีความสำคัญต่อเศรษฐกิจของกัมพูชา โดยไม่ได้ตระหนักเลยว่าแท้ที่จริงแล้วประเทศจีน ญี่ปุ่น และเวียดนามต่างหากที่มีบทบาทกับกัมพูชามาก

ความร่วมมือในกรอบจีเอ็มเอสจะได้รับผล กระทบอันเกิดจากความขัดแย้งระหว่างสองประเทศนี้อย่างแน่นอน เพราะมันเป็นเรื่องของทั้งการเมืองและการค้าระหว่างสองประเทศ อีกทั้งยังส่งผลต่อบรรยากาศที่ไม่ดีในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศระดับ ภูมิภาค ปัญหาที่เกิดขึ้นไม่ใช่เรื่องการแย่งชิงทรัพยากรธรรมชาติ แต่เป็นปัญหาอันเกิดจาก “ชาตินิยม” ที่ถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นเครื่องมือทางการเมืองภายในประเทศ

ชาตินิยมที่ถูกใช้จากจุดศูนย์กลางของ ประเทศ ได้กลายเป็นเครื่องมือในการทำลายผู้คนที่อาศัยในพื้นที่ที่ถูกเรียกว่า “ชายแดน” เส้นเขตแดนที่ถูกสร้างจากส่วนกลาง ได้ทำลายและทำร้ายสิ่งที่เรียกว่า “คนชายแดน”

ปัญหาความขัดแย้งระหว่างเมืองหลวงได้ส่ง ผลให้บรรยากาศในภูมิภาคอึมครึม ก้าวต่อไปไม่ได้ และอาจถอยหลัง เพียงเพราะผู้คนบางกลุ่มตกอยู่ในห้วงที่ถูกทำให้เชื่อว่า “การเสียดินแดนแม้เพียงตารางนิ้วเดียวนั้นยอมไม่ได้” จนกลายเป็นปัญหาความขัดแย้งระหว่างประเทศ และความชะงักงันของภูมิภาคที่ทุกส่วนหันมาจับจ้องบทบาทของไทยที่เชื่อว่าตน เองเป็นประเทศที่ยิ่งใหญ่ เป็นผู้นำ และศูนย์กลางของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ว่าจะมีบทบาทอย่างไร มีจุดยืน หรือแนวทางการแก้ไขปัญหาอย่างประเทศที่มีสติ เป็นอารยะ และมีวัฒนธรรมของรัฐชาติที่เจริญและพัฒนาสืบทอดมายาวนานแบบที่รัฐไทยเชื่อ หรือไม่

ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ ก็เป็นเพียงมุมมองของผู้ศึกษาด้านการเมืองระหว่างประเทศ ผู้คาดหวังให้คนไทยและพลเมืองอาเซียนตระหนักถึงการใช้องค์การระหว่างประเทศ ให้เป็นประโยชน์ เรามีอาเซียน เราเป็นพลเมืองของอาเซียนแล้ว ไม่ว่าคุณจะชอบหรือไม่ก็ตาม คุณจะเห็นความสำคัญของมันหรือไม่ก็ตาม แต่อาเซียนมันเกิดขึ้นแล้ว มันมีตัวตนแล้ว และมันกำลังจะส่งผลต่อชีวิตของผู้คนในรัฐต่างๆไม่มากก็น้อย ไม่ทางตรงก็ทางอ้อมเป็นแน่ แต่เราควรตระหนักว่าเรามีอาเซียนและควรใช้อาเซียนให้เป็นประโยชน์

นอกจากนี้ ผู้เขียนมิใช่ผู้ต่อต้านชาตินิยม ชาตินิยมเป็นสิ่งที่ดีและมีประโยชน์ในบางเรื่อง แต่เราควรตระหนักว่า เรากำลังใช้มันในแง่ใด หรือใครกำลังใช้มันเพื่ออะไร หากเราใช้เพื่อสร้างความมั่นคง ความรักชาติ และพยายามส่งเสริมให้คนอุทิศตนทำงานให้กับชาติบ้านเมืองก็คงเป็นสิ่งดี แต่หากชาตินิยมได้ถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง เราในฐานะผู้ถูกพยายามทำให้เชื่อ ก็ควรระมัดระวัง พิจารณาตามหลักวิชาการ กฎหมาย และบรรทัดฐานที่ประเทศต่างๆมีใช้ร่วมกัน มิใช่ใช้อารมณ์และ “สามัญสำนึก” จนกระทั่งไม่พิจาณาประเด็นอื่น หรือปฏิเสธบรรทัดฐานที่ไทยมีร่วมกับประเทศอื่น จนเหมือนเราเป็นอันธพาล ผู้หลงคิดและถูกทำให้เชื่อว่าเรายิ่งใหญ่ สำคัญ และต้องเป็นผู้ได้เสมอ จนทำให้บ้านเมืองอื่น และระบบระหว่างประเทศเดือดร้อนกันไปตามๆกัน

และที่สำคัญ ขอให้คิดเสมอว่า เส้นเขตแดนที่กำลังทะเลาะกัน มันถูกขีดขึ้นโดยคนอื่น มันมาทีหลัง มันเป็นจินตนาการและสิ่งสร้างในฝันที่ดูเหมือนจะสวยงาม ดังที่ เกษียร เตชะพีระ เคยกล่าวไว้ว่า ชาตินิยมจะมองเห็นก็ต่อเมื่อหลับตาลง เพราะแท้ที่จริงแล้วเส้นเขตแดน มันพาดผ่านทอดทับหมู่บ้าน ผู้คน กลุ่มชน และครอบครัวที่อาศัยอยู่ในพื้นที่นั้นๆมานานแล้ว มันแบ่งแยกเราเขาที่พูดภาษาเดียวกัน เคยเป็นครอบครัวเดียวกัน เคยไปมาหาสู่ซื้อขายสินค้า พบปะสังสรรค์ มันอาจมีความสำคัญกับรัฐชาติสมัยใหม่ แต่ไม่ได้มีความสำคัญมากมายกับชีวิตผู้คนที่เขาอยู่ตรงนั้นมานานแล้ว ดังนั้น อย่าให้สิ่งที่มันเป็นเพียงจินตนาการที่มีประโยชน์ไม่มากมาทำลายชีวิตผู้คน การทำมาหากิน การได้ใช้ชีวิตปกติ ครอบครัว และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเลย

Comments

อ่านแล้วราวกับว่ามันมีเส้นสีด

อ่านแล้วราวกับว่ามันมีเส้นสีดำอำมหิต
ลากผ่านตรงนั้น ลากผ่านตรงนี้
ลากไปที่ไหน ทำให้ใครต่อใครต้องรบราฆ่าฟัน
คนที่เคยอยู่แถวนั้น ก็อยู่แถวนั้นมาแต่ไหนแต่ไร
วันหนึ่งวันใด ใครก็ไม่รู้ ขี้ตู่บอกว่าเป็นของคนนั้น เป็นของคนนี้
คนที่เคยอยู่เลยไม่รู้ ตกลงว่าจะเป็นของใคร...เอ้าเป่ายิง...ฉุบ

โห !!! แม่งปัญญาอ่อน

โห !!! แม่งปัญญาอ่อน เขียนบทความแบบนี้มาได้ไง มันต้องเป็นคนชาตินิยมถึงจะถูก ต้องส่งเสริมให้คนชาตินิยมเพิ่มมากขึ้นกว่านี้อีก กลัวอะไรกับสงครามกันนักหนา เขมรมันยิงมา ก็ยิงตอบโต้แม่งไปเลย กลัวมันทำไม ถ้ากลัวก็ไปขุดรูอยู่ซะ เจรจากันทำไม ยิงแม่งเลย เพราะถ้ามัวแต่เจรจามันเสียเวลา เสียน้ำลาย ทำให้คอแห้ง ยิงใส่แม่งเป็นชุดๆเลยหมดเรื่องหมดราว

แรมโบ้ wrote:โห !!!

[quote=แรมโบ้]โห !!! แม่งปัญญาอ่อน เขียนบทความแบบนี้มาได้ไง มันต้องเป็นคนชาตินิยมถึงจะถูก ต้องส่งเสริมให้คนชาตินิยมเพิ่มมากขึ้นกว่านี้อีก กลัวอะไรกับสงครามกันนักหนา เขมรมันยิงมา ก็ยิงตอบโต้แม่งไปเลย กลัวมันทำไม ถ้ากลัวก็ไปขุดรูอยู่ซะ เจรจากันทำไม ยิงแม่งเลย เพราะถ้ามัวแต่เจรจามันเสียเวลา เสียน้ำลาย ทำให้คอแห้ง ยิงใส่แม่งเป็นชุดๆเลยหมดเรื่องหมดราว[/quote]

ล่อเป้าใช่ไหม หึ ๆ!!!

ครับคุณ"นรุตม์ เจริญศรี"

ครับคุณ"นรุตม์ เจริญศรี" นำเสนอประเด็นที่น่าสนใจเรื่องกลไกอาเซี่ยน ต่อโจทย์แบบไทยเขมร มันตอบโจทย์แบบนี้เชิงเงื่อนไขโครงสร้าง,ลักษณะปัญหาแบบนี้ไม่ได้ หรือเรื่องใหญ่ๆกว่ากรอบความร่วมมือแบบหลวมๆเรื่องเศรษฐกิจ,สังคม,วัฒนธรรมเช่นเรื่องที่สูงขึ้นไปแบบความขัดแย้งทางการทหาร?

นั้นสะท้อนตัวตนในพัฒนาการของกลไกอาเซี่ยน ยังห่างไกกว่า กลไกอียูฯ ,นาโต้หรือยูเอ็นฯ? กลไกอาเซี่ยนยังไม่มีพัฒนาการไปถึงโจทย์ที่ง่ายๆกว่าเรื่องไทยเขมร เช่นกรณีภัยพิบัติฯ ที่น่าจะสร้างกลไกความร่วมมือที่ดีกว่านี้เพราะเงื่อนไขตรงนี้ทำได้เลยเพราะไม่โยงเงื่อนไขความต่างที่ทับซ้อนแบบมิติอื่นๆ

แต่ถ้าเงื่อนไขแบบไทยกับเขมร บนพัฒนาการ ด้านพรมแดน ของประเทศแถบนี้เทียบกับกรณี อียูฯ ยังห่างไกลมาก แล้ววิธีการเทียบเคียงหรือเอามาเปรียบเทียบบนตรรกะ เดียวกันแบบมักง่าย ของนักวิชาการหลายสำนัก(โดยเฉพาะกลุ่ม7.1ล้าน ของอ.ชาญวิทย์ ,พวงทอง ฯ)หรือแม้แต่คุณ"นรุตม์ เจริญศรี"

ที่แยกแยะประเด็นในพัฒนาการรัฐชาติแถบนี้กับกรณีที่อื่นๆไม่ออก? จนใช้ตรรกะมั่วๆมาเหมารวมแบบจับแพะชนแกะในตรรกะเดียวกัน โดยละเลยเงื่อนไข ตัวแปรพัฒนาการของรัฐชาติแต่ล่ะที่ มีวิวัฒนาการผ่านพัฒนาการ มาคนล่ะแบบกัน

ผลจึงทำให้กลไกอาเซี่ยน? ต่างจากอียูฯคนล่ะเรื่องกันเลย? แม้อียูฯจะคือต้นแบบ แต่ต้นแบบเหมือนอนุบาล(อาเซี่ยน) กับระดับศาตราจารย์แบบอียูฯ มันจะเอามาเทียบเคียงบนตรรกะเดียวกันไม่ได้ เช่นรูปธรรมคือการพยายามจะโยงคุณภาพในกลไกอาเชี่ยน เทียบเคียงยูเอ็นหรือ อียูฯในการบริหารจัดการปัญหา

นั้นคือการประเมินบนปลายเหตุหรือดูแค่ผล ไม่พยายามลงลึกถึงระดับตัวตนบนเงื่อนไขความต่างที่ผมยกมา ที่จะโยงที่มาของผลแบบนี้ สรุปก็คือต้องมองอย่างแยกแยะแต่เข้าใจองค์รวม แบบไม่เอามาเหมารวมเหมาเข่งในตรรกะแบบจับแพะชนแกะมาแบบนี้

เช่นการโยงประเด็นโลกไร้พรมแดนตามต้นแบบอียูฯเทียบเคียงพัฒนาการรัฐชาติในภูมิภาคแถบนี้ จะเอามาเทียบเคียงในตรรกะเดียวกันเลยไม่ได้ เหมือนการให้เด็กอนุบาล ตอบโจทย์เดียวกับงานวิจัยของดร.ศาสตราจารย์? แล้วมองว่าต้องตอบโจทย์เดียวกันนี้ได้เพราะเป็นคนเหมือนกัน? นี่ไงครับรูปธรรมการอ้างสิ่งเหล่านี้ของนักวิชาการหลายสำนักที่พยายามโยงเรื่องแบบนี้แบบมักง่ายไม่แยกแยะ

จนกลายมาเป็นชุดความคิดต่อนโยบายด้านเขตแดนระหว่างไทยเขมร ของรบ.เราหลงป่าเข้ารกเข้าพงศ์ อ่อนกว่าเขมรชนิดที่ไม่เคยมีมาก่อนเลย? เพราะอีกฝ่ายอยู่กับความจริง(เขมร) อีกฝ่ายอยู่กับจินตนาการหลงป่าชุดกินรีกินนร โลกไร้พรมแดน ตมต้นแบบอียูฯ มันจะคล้ายๆจินตนาการที่เป็นยูโทเปีย คนพุทธพูดถึงยุคพระศรีอารย์ยังไงยังงั้นเลย?

มันเอามาใช้ได้เป็นจริงได้เป็นชุดโรดแม็ปปฎิบัติจริงตอนนี้ได้ไหม?ในพัฒนาการที่คนไทยยังไม่ถึงอารยะด้วยซ้ำ?(ประเทศพัฒนาแล้ว)แต่ยุคพระศรีอารยฯ นั้นเงื่อนไขความต่างคือทุกคนมีธรรมมีจิตเป็นอริยะเสมอกัน?พัฒนาการต้องถึงตรงนั้นถึงจะใช่หรือทำได้?

แล้วการมองเรื่องรัฐชาติคือประเด็นปัญหาที่มาครอบทับวิถีชีวิตก่อนมีรัฐชาติแบบใหม่จนมองเรื่องเขตแดนคือเส้นสมมุติที่ลากเส้นจากส่วนกลางบนกรอบรัฐชาติแบบใหม่เหมือนกรงขังวิถีชีวิต ผู้คนขอบชายแดน ว่าต้องอยู่กรงไหน?คอกไหน?ประเทศไหน?สัญชาติไหน?ชัดเจน?เพื่อใช้เป็นรูปแบบในการบริหารจัดการภายใต้รัฐชาติแบบใหม่ว่าคุณสัญชาติใดบนเขตอธิปไตยใด

แต่ถ้าขาดความเข้าใจว่าพัฒนาการเรื่องรัฐชาติมันจะต้องมีการเปลี่ยนผ่านจากสิ่งหนึ่งไปหาสิ่งหนึ่ง แบบไหน?อย่างไร? ภายใต้เงื่อนไขความเป็นไปได้แบบไหน? ไม่ใช่อยู่ๆพื้นที่แถบนี้จะเช็ตให้เป็นไปได้ตามต้นแบบอียูได้เลย บนเงื่อนไขความต่างของรัฐชาติแถบนี้ต่างกันมากกว่าแถบอีกยูฯ เอาแค่ตัวอย่างสิงคโปรกับพม่านี่ชัดมาก

ดังนั้นรัฐชาติแบบใหม่ มันต้องชัดก่อนว่าพลเมืองคนนี้จะถูกบริหารจัดการภายใต้กฎหมายอธิปไตย จนกำหนดเป็นพลเมือง,สัญชาติ ภายใต้รัฐธรรมนูญประเทศไหน?ทรัพยากรตรงนี้เป็นสิทธิกรรมสิทธฺภายใต้อธิปไตยประเทศไหน? กรอบตรงนี้ไงครับมันเลยต้องชัดก่อนจะข้ามไปคุยเรื่องอื่นๆ เช่นไร้พรมแดนตามกรอบนั้นได้

กับกรณีมักง่ายในการยก ที่อื่นเช่นการบริหารจัดการร่วมมรดกโลกสองชาติ อย่างบราซิล,อาเจนฯตรงนั้นเขตแดนอธิปไตยเขาจบชัดเจนแล้ว มันจึงข้ามไปคุยเรื่องอื่นๆได้เพราะกรอบมันชัดเจนแล้ว แต่กรณีไทยเขมร แม้จะเป็นไปได้ในการขึ้นร่วมฯถ้าความสัมพันธ์ปกติแต่ก็ซ่อนทุนระเบิดทางชายแดนไว้ใต้พรมแดนตรงนั้น

แต่ที่มากไปกว่านั้น เรื่องพระวิหารนี้มันโยงอะไร???ที่ซับซ้อนมากกว่านั้นหลายเรื่อง เช่น อำนาจการต่อรองทางการปักปันเขตแดนภายใต้การต่อรองผ่านแผนที่คนล่ะฉบับ และอำนาจการล็อบบี้มหาอำนาจ ผ่านผลประโยชน์ต่างตอบแทนทางทะเลฯ

เรื่องแบบนี้ล้วนพัวพันกรณีขึ้นทะเบียนมรดกโลกพระวิหารทั้งสิ้น ดังนั้นการมองเรื่องนี้ภายใต้กรอบยุทธศาสตร์ระหว่างประเทศแบบเด็กอมมือ(ที่ผมให้ฉายาว่าปฎิบัติการณ์ฟันน้ำนมของอ.กลุ่มนี้?ที่กลายมาเป็นโรดแม็ปหลงป่าให้รบ.ชุดนี้?เพราะมีที่มาแบบนี้) จึงไม่ใช้ให้แบบลอยๆ

วาทะกรรมคลั่งชาติเหมือนกันถูกผลิตขึ้นเป็นวาทะกรรมที่เกินเนื้อแท้หรือเนื้อหาที่แท้จริงของมัน? โดยเฉพาะในไทยขณะนี้ เมื่อเทียบเคียงกับเนื้อหาที่มันไปไกลมาก ถ้าเป็นประเทศอื่นการแสดงออกจะแอ๊คชั่นแบบนี้ สูงกว่าไทยมาก(ที่เขมรไม่? เพราะเขาได้เปรียบขนาดนั้น แต่ทียังอื่นอ่อนกว่านี้เขาเผาสถานทูตมาแล้ว?เพราะเนื้อหาแบบนี้เพราะความรู้สึกเสียเปรียบกดดันต่างกัน)

ผมพูดตรงๆข้อกล่าวหาเรื่องชาตินิยม คลั่งชาติในไทยที่ถูกผลิตขึ้นจากกลุ่มการเมืองที่เสียหายต่อกรณีเดินเกมการเมืองผ่านเขมรผิดพลาด?จึงใช้วาทะกรรมแบบนี้กลบกระแสตกต่ำนั้น? เพราะดันไปเล่นกับความรู้สึกคนไทย ที่เนื้อหาการเคลื่อนไหวตอนนนี้ในไทยยังห่างไกลกับนิยาม"คลั่งชาติ"มากเพราะระดับแค่สามัญสำนึกความรักชาติ แล้วออกมาเคลื่อนไหวแค่นั้น ?แม้พธม.จะค่นข้างหมิ่นเหม่หรือใกล้เคียงตรงนั้น

แต่การใช้วาทะกรรมแบบนี้จะต้องใช้ระดับแมส หรือมวลชนขนาดใหญ่ ไม่ใช่แค่พธม. ถึงแม้เฉพาะพธม.ก็เถอะ? ยังไม่ถึงระดับ"คลั่งชาติ"อย่างที่กล่าวหาเลย เป็นแค่ระดับสำนึกรักชาติบนฐิทิมานะแบบเขา?ที่ดีกรีสูงกว่าปกติ ที่ยังไม่ถึงคลั่งชาติเลย?

แต่ที่ถูกผลิตขึ้นมาเพื่อกลบกระแสความรู้สึกคนไทยที่ไม่เอาด้วยกับการเดินเกมการเมืองผ่านเขมร จึงพยายามสร้างวาทะกรรมคลั่งชาติมากลบเรื่องแบบนี้ ของกระแสการเมืองในประเทศเท่านั้น

เพราะถ้าจะอ้างว่ากระแสคลั่งชาติเอาไปเล่นการเมือง ผมว่าสองขั่วก็ใช้อย่างไม่แยกแยะนิยามที่ถูกต้องของมันทั้งคู่?เพียงแต่ว่าเนื้อหาข้อเท็จจริงมันยังไม่มีใครชงถึงดีกรีระดับคลั่งชาติ

ดังนั้นการที่คุณ"นรุตม์ เจริญศรี" เขียนบทความนี้มา ถ้าจะคุยประเด็นเรื่องกลไกอาเชี่ยน ผมเห็นด้วยแค่ประเด็นนี้? ส่วนอื่นๆนอกจากนั้น? คุณก็แค่นักวิชาการที่หลงกระแส ขาดการแยกแยะประเด็นอะไรเป็นอะไร ไหลตามกระแสการเมืองที่ปั่นหัวคุณเล่นๆ? เป็นที่พึ่งทางวิชาการอย่างตรงไปตรงมาต่อเนื้อหาที่ปชช.จะได้รับโดยขาดการชี้นำเพื่อการเมืองไม่ได้

ถ้าคุณยังอยู่ในกรงอันนี้อย่าคิดไปสอนคนอื่นเลยครับ???

ครับกับการที่คุณ"นรุตม์

ครับกับการที่คุณ"นรุตม์ เจริญศรี" ใช้คำว่า"ไทยคือเด็กเกเร" ต่อเคสนี้?มันจึงสะท้อนตัวตนในทรรศนะคติทั้งหมดต่อเรื่องนี้?ของคุณ"นรุตม์ เจริญศรี" ส่วนเนื้อหาประกอบอื่นๆเพื่อ ชงให้ครบมาตรฐานความเป็นนักวิชาการในการนำเสนอประเด็นแอบแฝงมาผมจึงกล้าใช้คำแรงๆต่อคุณ?

ครับภาพจริงๆไกลๆจากต่างชาติถ้ามองไม่ชัดและผ่านเงื่อนไขตัวชง เช่นที่ตรงนั้น(พระวิหาร)ผ่านมติศาลโลกแล้ว?ทำไม่ยังไม่จบ? บวกกับวิธีการล็อบบี้เวทีโลกแบบเขมรบนความได้เปรียบในรูปธรรมของสิ่งที่จะอธิบายมันชัดเจนกว่าไทย

แต่ผมเชื่อว่าคนระดับคุณ"นรุตม์ เจริญศรี" รู้ว่าอะไร?คืออะไร? เนื้อหาอะไรจึงต้องเป็นแบบนี้? และรู้ดีเสียด้วยสุดแล้ว? แต่จะเสิร์ฟมุมมไหน?มีธงอย่างไร? เพราะเรื่องนี้ ไม่ใช่แค่พระวิหารขึ้นทะเบียนฯ เขมรขอพื้นที่4.6ตรกม. เพื่อแค่บริหารจัดการปราสาท(แม้ยูเนสฯไม่เกี่ยวกับเขตแดนในทางนิตินัย)

แต่พฤตินัยมันโยงน้ำหนักด้านเขตแดนการแสดงอธิปไตยเหนือดินแดนเพื่อจะรับรองให้น้ำหนักด้านเขตแดนในน้ำหนักแผนที่1/200000ที่กำลังชิงไหวชิงพริบ ในแผนที่คนละฉบับฯ?

แต่เงื่อนไขสำคัญคือ การใช้ตรงนั้นรับรองน้ำหนักแผนที่1/200000ที่มีในMOU นั้นหมายถึงถ้าเวทีนี้ชงมูลค่าเพิ่ม จนเติมน้ำหนักให้แผนที่1/200000 เชิงพฤตินัยแบบนั้น เพื่อจะสรุปผลทางนิตินัยในการปักปัน ตามJBC
แล้วถ้าผลเป็นไปตามเป้าหมายเขมร มันจะไม่หยุดแค่ตรงนี้?(ตรงนี้สำคัญมากเพราะมันจะต่อยอดไปกรอบJBC) เพราะมันจะเกี่ยวกับพื้นที่ที่ทับซ้อนอีกมากมาย รวมไปถึงผลประโยชน์ทางทะเลฯมหาศาล

ในเป้าหมายสุดท้ายที่เขมรแบ่งปันผลประโยชน์ต่างตอบแทนผ่านเกมล็อบบี้ไปแล้ว เป็นค่าปฎิกรรมสงครามหรือการได้เสียพนันเกมนี้? มันมหาศษลมาก? หกว่ทที่จะคิดกันเด็กๆเล่นๆ กับแนวคิดมีโอกาสพัฒนาร่วมกับไทยน้อยมากเพราะเงื่อนไข เราไฟ้ต์กันเต็มตัวแล้วเป็นคู่สงครามคู่พนันไปแล้ว ถ้าร่วมกันมันก็จะมีแต่ปัญหาคาราคาซัง?แบบไม้เบื่อไม้เมา,วัวพันหลัก?

และเพราะยื่นเงื่อนไขต่างตอบแทนเกมล็อบบี้มหาอำนาจไปแล้ว? นี่ไงครับเกมเดิมพันนี้มันโยงไกลระดับโลกระดับภูมิภาคแบบไหน?อย่างไร?

คุณ"นรุตม์ เจริญศรี" จะมมามองมากดดันให้ประเทศตัวเองยอมอะไรง่ายๆ อย่าทำตัวเป็น"เด็กเกเร" ได้ไง?หรือเพราะคุณมองโจทย์ใหญ่ระดับนั้นได้แค่เพียงแบบเด็กเล่นขายของ? คุณจึงมองว่าเราเป็นเด็กเกเรในภูมิภาค

นั้นสะท้อนตัวตนวิธีคิดต่อโจทย์นี้ของคุณยังเด็กมากในยุทธศาสตร์ระดับประเทศเคสนี้?นั้นล่ะคือที่มาของฉายา"หน่วยปฎิบัติการฟันน้ำนม"???