แฉทางการไทยไม่ยอมให้ จนท.ยูเอ็นเอชซีอาร์ เข้าพบผู้ลี้ภัยโรฮิงยาซึ่งถูกควบคุมตัว

ฮิวแมนไรท์วอซแฉทางการไทยไม่ยอมให้ จนท.สำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติเข้าพบผู้ลี้ภัยโรฮิงยาที่ถูกเจ้าหน้าที่ไทยจับหลังแล่นเข้าฝั่งไทย กลุ่มสิทธิมนุษยชนเป็นห่วงหากไทยจะส่งชาวโรฮิงยากลับพม่า เนื่องจากทางการพม่าอาจกดขี่ซ้ำ แนะทำตามมาเลเซียที่อนุญาติให้ จนท.ยูเอ็นเข้าพบผู้ลี้ภัย

มีรายงานว่าทางการไทยยังไม่ยอมให้หน่วยงานของสหประชาชาติหรือยูเอ็นเข้าพบกับชาวมุสลิมโรฮิงยาจำนวนกว่า 200 คน ที่ถูกทางการไทยจับกุมตัวก่อนหน้านี้เมื่อเดือนมกราคมและเมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา มีรายงานเพิ่มเติมว่า ยังไม่มีท่าทีที่แน่ชัดว่า ทางการไทยจะตัดสินใจอนุญาตให้ยูเอ็นเข้าพบกับชาวมุสลิมโรฮิงยาหรือจะส่งผู้อพยพทั้งหมดกลับพม่า ขณะที่กลุ่มสิทธิมนุษยชนเป็นห่วงหากไทยจะส่งชาวโรฮิงยากลับพม่า เนื่องจากอาจถูกทางการพม่ากดขี่ซ้ำ

ทั้งนี้ มีชาวมุสลิมโรฮิงยาจำนวน 158 คน ถูกจับตัวเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา หลังทั้งหมดได้นำเรือแล่นเข้ามาในฝั่งไทย ด้านจังหวัดระนองและจังหวัดตรัง และต่อมาเมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ทางการไทยสามารถจับกุมชาวมุสลิมโรฮิงยาได้อีกกลุ่ม จำนวน 68 คน โดยขณะนี้ชาวโรฮิงยาทั้ง 68 คน กำลังถูกควบคุมตัวอยู่ที่จังหวัดภูเก็ต และถูกนำตัวมาสอบสวนที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติเมื่อวันพุธ (2 ก.พ.) ที่ผ่านมา

ด้านกลุ่มฮิวแมนไรท์วอชรายงานว่า ทางการไทยยังบ่ายเบี่ยงไม่ให้หน่วยงานของยูเอ็นอย่างสำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ  หรือ UNHCR เข้าพบและสัมภาษณ์ชาวมุสลิมโรฮิงยาที่ถูกจับ ทั้งนี้ กลุ่มสิทธิมนุษยชนได้เรียกร้องให้ทางการไทยอนุญาตให้กลุ่มสิทธิมนุษยชนเข้ามาสัมภาษณ์และให้ความช่วยเหลือแก่ชาวโรฮิงยา เพื่อดูว่า ชาวโรฮิงยาที่ถูกจับมีคุณสมบัติที่ควรจะได้รับสถานะเป็นผู้ลี้ภัยหรือไม่ หรือมีความต้องการที่จะได้รับการคุ้มครองจากหน่วยงานสากลหรือไม่

ด้านนายริชาร์ด ซอลลอม จากองค์กรแพทย์เพื่อสิทธิมนุษยชน (Physicians for Human Rights) กล่าวถึงในเรื่องนี้ว่า

“คนไร้รัฐอย่างชาวมุสลิมโรฮิงยาหนีออกจากพม่า จากปัญหาการกดขี่ข่มเหงในฐานะชนกลุ่มน้อยและจากปัญหาความขัดแย้งทางศาสนา พวกเขาสมควรที่จะถูกยอมรับในฐานะผู้ลี้ภัย ไทยมีความจำเป็นที่ควรทำตามประเทศมาเลเซียที่อนุญาตให้กลุ่ม UNHCR เข้าถึงผู้ลี้ภัย เพื่อประกันว่า ผู้ลี้ภัยได้รับความยุติธรรมและได้รับการประเมินที่ซื่อสัตย์” นายริชาร์ด ซอลลอม ยังกล่าวเพิ่มติมว่า ชาวโรฮิงยาส่วนใหญ่ หากอยู่ในพม่าก็จะมีชีวิตที่ถูกกดขี่ข่มเหง และหลังจากที่พวกเขาตัดสินใจที่จะหนีออกมาจากบ้านเกิด พวกเขาก็สมควรที่จะได้โอกาสในเรื่องเสรีภาพ

อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้เมื่อปี 2552 กองทัพเรือของไทยถูกวิพากษ์วิจารณ์และถูกกล่าวหาว่า ลอยแพชาวโรฮิงยากลางน่านน้ำสากล (Irrawaddy /DVB 3 ก.พ.54)

 

แปลและเรียบเรียงโดย สาละวินโพสต์ "สื่อทางเลือกเพื่อแบ่งปันความเข้าใจสู่เพื่อนบ้าน"อ่านข่าวและบทความอื่นๆ อีกมากมายได้ที่เว็บไซต์ www.salweennews.org เฟซบุ๊ค http://www.facebook.com/Salweenpost ทวิตเตอร์ http://twitter.com/salweenpost

Comments

ชว่งนี้ อย่าได้พูดถึง Human

ชว่งนี้ อย่าได้พูดถึง Human Rights หรือ สหประชาชาติเลย แต่ไอ้มาร์ค ขี้หดตดหายหมด เดียวแม่งเข้ามาพบผู้ลี้ภัยโรฮิงยาอย่างเดียว กลัวเขามาข้อมูลปัญหาในเมืองไทยซะมากกว่ามั้ง มาร์ค.. กล้าๆหนอ่ย เขามาชว่ยแก้ปัญหาเพื่อนรว่มโลก มึงก็อย่าใจแคบมากนะเลยวะ...

ส่งคืนประเทศต้นทางดีกว่า...

ส่งคืนประเทศต้นทางดีกว่า... เนื้อไม่ได้กิน หนังไม่ได้รองนั่งซ้ำเอากระดูกแขวนคอ ...ทำไมไม่กดดันประเทศต้นทางหรือประเทศที่เขาอาศัยอยู่ให้รับผิดชอบรับกลับ... ปล่อยคนของเขาให้เป็นภาระกับประเทศอื่นเราว่าก็ไม่สมควร