ทำไมสตรีไทยต้องมีสิทธิทำแท้งเสรี

สิทธิของสตรีที่จะควบคุมร่างกายตนเอง โดยไม่มีนักการเมือง พระ ผู้พิพากษา หรือพวกอนุรักษ์นิยมหัวไดโนเสาร์ มาควบคุม เป็นสิทธิมนุษยชนหรือสิทธิพลเมืองพื้นฐาน “สิทธิเหนือเนื้อตัวร่างกาย” นี้ หมายถึงสิทธิที่จะตั้งท้องหรือไม่ และสิทธิที่จะยุติการตั้งท้องถ้าไม่พร้อม สิทธิในการทำแท้งอย่างปลอดภัยนั้นเอง

พวกที่อ้าง “ศีลธรรม” เพื่อนำความคิดของตนเอง มาบังคับใช้กับคนอื่น โดยสนับสนุนกฎหมายห้ามทำแท้งอย่างที่มีอยู่ในไทยในปัจจุบัน เป็นพวกที่ใช้เผด็จการเพื่อกดขี่คนอื่น เพราะถ้าคุณเป็นสตรีที่ไม่เห็นด้วยกับการทำแท้งคุณก็ไม่ต้องทำ แต่คุณไม่มีสิทธิ์เหนือร่างกายผู้หญิงคนอื่นที่คิดต่าง ถ้าคุณเป็นผู้ชายคุณมีสิทธิ์พูดและคิด แต่ไม่มีสิทธิ์อะไรทั้งสิ้นในการสนับสนุนการบังคับผู้หญิงไม่ให้ทำแท้ง คนที่อยากเผด็จการกับร่างกายสตรี เป็นพวกที่นิยมระบบทาส เพราะการใช้อำนาจเหนือร่างกายผู้อื่นคือระบบทาส

 พวกที่อ้าง “ศีลธรรม” ในการห้ามทำแท้ง เป็นพวกสองมาตรฐาน เพราะเน้น “สิทธิจอมปลอมของทารกที่ยังไม่เกิด” เหนือ “สิทธิแม่” แต่ยิ่งกว่านั้นพวกนี้เป็นคนที่ให้ความชอบทำกับการมีกองทัพเพื่อฆ่าคน และให้ความชอบธรรมกับการฆ่าคนเสื้อแดงที่ราชประสงค์ นอกจากนี้พวกที่คัดค้านการทำแท้งมักจะสนับสนุนโทษประหารชีวิต

หัวหอกในการจำกัดสิทธิสตรีไทยในการทำแท้งคือ จำลอง ศรีเมือง ที่เป็นหัวหน้าแก๊งพันธมิตรฯ จำลอง คนนี้เคยเป็นทหารรับจ้างเพื่อฆ่าคนในลาว เป็นคนที่มีส่วนในเหตุการณ์นองเลือด ๖ ตุลา และเป็นคนที่เคลื่อนไหวเพื่อล้มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง พรรคพวกของเขามองว่าพลเมืองไทยมี “ประชาธิปไตยมากเกินไป”

สิทธิการทำแท้งเป็นเรื่องชนชั้น เพราะในขณะที่คนจนหรือกรรมาชีพในโรงงานต้องเสี่ยงกับการทำแท้งอย่างไม่ปลอดภัยในสถานที่เถื่อน หรือเสี่ยงกับการติดหนี้มหาศาลเพื่อไปทำแท้งในคลินิก คนรวยและลูกสาวของครอบครัวชั้นสูง สามารถใช้เงินซื้อการทำแท้งปลอดภัยในไทยหรือในต่างประเทศ และเขาทำเป็นประจำ

พวกอนุรักษ์นิยมเสื้อเหลืองโกหกว่าการทำแท้งกับการมีเพศสัมพันธ์แบบ “สำส่อน” เกี่ยวโยงกัน แต่เราต้องเปิดเผยความจริงว่าสตรีส่วนใหญ่ที่เลือกทำแท้งในไทยและที่อื่น เป็นคนที่มีคู่ถาวร จำนวนมากมีลูกแล้วด้วย แต่จุดร่วมคือไม่พร้อมจะตั้งท้อง ยิ่งกว่านั้นพวกเสื้อเหลืองอนุรักษ์นิยมเป็นพวกที่คัดค้านการให้เพศศึกษากับวัยรุ่น และคัดค้านการตั้งเครื่องขายถุงยางในห้องน้ำมหาวิทยาลัยและที่อื่นๆ ที่วัยรุ่นใช้ พวกเสื้อเหลืองอนุรักษ์นิยมมองด้วยความผิดเพี้ยน ว่าการมี sex หรือเพศสัมพันธ์คือ “สิ่งสกปรก” เพราะเขาเองทำให้สกปรกเองผ่านการซื้อขายเพศ การถ่ายภาพแล้วไปปล่อยตามอินเตอร์เน็ท หรือการเอาเปรียบบังคับเด็กๆ แต่การมีเพศสัมพันธ์อย่างเท่าเทียมกันและสมัครใจ ระหว่างวัยรุ่นกันเอง หรือผู้ใหญ่ ไม่ว่าจะแต่งงานหรือไม่ เป็นสิ่งงดงาม

กฎหมายห้ามทำแท้งของไทย ที่รัฐอำมาตย์บังคับใช้มานาน เป็นการกดขี่สตรีภายใต้สองมาตรฐานของศีลธรรม และเป็นสิ่งที่บังคับให้สตรีไทยต้องไปเสี่ยงกับความอันตราย

การจำกัดสิทธิของผู้หญิงที่จะเลือกทำแท้ง เป็นผลจากความคิดจารีตเรื่องครอบครัว ที่พยายามควบคุมแง่ต่างๆ ของเพศสัมพันธ์ในสังคม ความคิดอนุรักษ์นิยมมองว่าชายกับหญิง แต่โดยเฉพาะผู้หญิง ต้องแต่งงานก่อนมีเพศสัมพันธ์ ซึ่งหมายความว่าการมีเพศสัมพันธ์มีเพื่อมีลูกเป็นหลัก และผู้หญิงจะมีบทบาทหลักในการดูแลลูกภายใต้กรอบจารีตของครอบครัวทุนนิยม การที่ผู้หญิงจะมีเพศสัมพันธ์ตามความต้องการทางเพศธรรมชาติ ถูกมองว่าเป็นเรื่องที่ “ผิดอับอายขายหน้า” ดังนั้นการป้องกันตัวเองจากการตั้งครรภ์ด้วยการคุมกำเนิด ย่อมเป็นสิ่งต้องห้ามในวัยรุ่นที่ยังไม่แต่งงาน และการทำแท้งถูกทำให้กลายเป็นสิ่งต้องห้ามเช่นกัน แต่คาดว่าในประวัติศาสตร์ ยุคก่อนการค้นพบวิธีคุมกำเนิด การทำแท้งเป็นวิธีการปกติของผู้หญิงไทยในการจำกัดจำนวนบุตร

เราต้องมองว่าประเด็นหลักของพวกที่คัดค้านการทำแท้งไม่ใช่ศาสนาหรือศีลธรรม ทั้งๆ ที่ถูกอ้างมาตลอด ประเด็นหลักคือการพยายามควบคุมผู้หญิงและเพศสัมพันธ์

ในประเทศที่รัฐบาลส่งเสริมสุขภาพของพลเมือง หรือในประเทศที่รัฐถูกกดดันโดยขบวนการสิทธิสตรี เริ่มมีการยอมรับสิทธิในการเลือกทำแท้งเสรี ตัวอย่างที่ดีคือประเทศยุโรปตะวันตกที่มีรัฐสวัสดิการ

ถ้าพิจารณาประเทศต่างๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จะพบว่ามีแค่สองประเทศเท่านั้นที่ยอมให้ผู้หญิงมีสิทธิเหนือเนื้อตัวร่างกายตนเอง โดยยอมให้มีสิทธิทำแท้งเสรี สองประเทศนั้นคือสิงคโปร์ และเวียดนาม

ในประเทศสิงคโปร์ก่อนปี ค.ศ. 1969 การทำแท้งเป็นเรื่องผิดกฎหมายตามกฎหมายที่เป็นมรดกจากยุคอาณานิคมอังกฤษ แต่ตั้งแต่ 1969 เป็นต้นไปมีการเสนอให้เปิดเสรีมากขึ้นในเรื่องทำแท้ง จนในปี 1974 มีการอนุญาตให้เลือกทำแท้งได้ สาเหตุหลักที่มีการเปลี่ยนกฎหมายคือประเด็นเรื่องความปลอดภัยสำหรับผู้หญิง รัฐบาลสิงคโปร์เข้าใจว่าการห้ามทำแท้ง ไม่ได้ยับยั้งการทำแท้งอย่างแท้จริง เพราะเพียงแต่บังคับให้คนไปทำแท้งในสถานที่อันตรายและผิดกฎหมายที่ไม่มีแพทย์ให้บริการ และบ่อยครั้งผู้ที่เป็นหัวหอกในการเสนอให้ทำแท้งเสรี คือหมอที่เคยต้องรักษาผู้หญิงที่มีปัญหาจากการทำแท้งเถื่อน คาดว่าอัตราการทำแท้งในปี 1996 เท่ากับ 15.9 ครั้ง ต่อประชากรผู้หญิงทุก 1,000 คน ซึ่งต่ำกว่าอัตราเฉลี่ยของเอเชีย

อย่างไรก็ตาม ในปี 1987 รัฐบาลสิงคโปร์เริ่มเปลี่ยนนโยบายไปสู่แนวจารีตอีกครั้ง เมื่อออกกฎหมายบังคับให้สตรีต้องไปปรึกษานักจิตวิทยาก่อนตัดสินทำแท้ง ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความขัดแย้งในใจกลางสังคมทุนนิยม ที่ไม่เคยหายไป

ในประเทศเวียดนาม ในยุคอาณานิคมฝรั่งเศส การทำแท้งถือว่าผิดกฎหมาย แต่หลังจากที่เวียดนามเหนือได้รับเอกราชผ่านการต่อสู้กับฝรั่งเศส สตรีมีสิทธิเลือกทำแท้งตั้งแต่ทศวรรษที่ 60 เพราะรัฐบาลให้ความสำคัญกับสิทธิเจริญพันธ์และสุขภาพของผู้หญิง แต่ในเวียดนามใต้ ซึ่งเป็นรัฐบาลเผด็จการทหารในค่าย “โลกเสรี” ของสหรัฐอเมริกา ไม่มีการเปิดโอกาสให้สตรีมีสิทธิเหนือเนื้อตัวร่างกายแต่อย่างใด ต่อมาเมื่อคอมมิวนิสต์ได้รับชัยชนะและรวมชาติในปี 1975 มีการขยายสิทธิทำแท้งไปทั่วประเทศ

นอกจากผู้หญิงจะมีสิทธิ์ทำแท้งแล้ว ในช่วงแรกหลัง 1975 มีการพัฒนาการบริการของรัฐในเรื่องสุขภาพอนามัยสำหรับสตรี ซึ่งรวมถึงการบริการในด้านการคุมกำเนิดอีกด้วย และกฎหมายคุ้มครองสุขภาพอนามัยของประชาชนปี 1989 เน้นว่าผู้หญิงมีสิทธิที่จะเลือกทำแท้ง และได้รับการบริการในทุกด้านที่เกี่ยวกับสุขภาพสตรี ในขณะเดียวกันมีการห้ามทำแท้งหรือติดอุปกรณ์คุมกำเนิดในสถานที่ที่ไม่ได้รับใบอนุญาตจากรัฐ บ่อยครั้งพนักงานภาครัฐและคนจนสามารถได้รับบริการทำแท้งและการรักษาสุขภาพอื่นๆ โดยไม่คิดค่าบริการ และที่สำคัญคือ ในปี 1991 มีการออกกฎระเบียบให้ผู้หญิงลางานเพื่อทำแท้ง ซึ่งเป็นประเด็นที่มักถูกมองข้าม

กรณีเวียดนาม ที่มีเสรีภาพในการทำแท้ง เป็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจ เพราะเวียดนามเป็นประเทศที่ค่อนข้างจะยากจนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แต่สถานภาพของผู้หญิงในเรื่องสุขภาพเจริญพันธ์ค่อนข้างดี เมื่อเทียบกับประเทศไทย

จากการสำรวจความเห็นและประสบการณ์ของพนักงานสาธารณะสุขในหลายประเทศของเอเชีย [ดู Susheela Singh, Deirdre Wulf และ Heidi Jones (1997) ในหนังสือ “เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ประเด็นถกเถียงทางการเมือง” ของ ใจ อึ๊งภากรณ์ ๒๕๕๓] ค้นพบว่าผู้หญิงในทุกประเทศจะไปทำแท้ง ไม่ว่าจะถูกหรือผิดกฎหมาย อัตราการทำแท้งเฉลี่ยในเอเชียคือ 3% ของประชากรต่อปี หรือการทำแท้งทั้งหมด 4.2 ล้านกรณีต่อปี ซึ่งในตัวเลขดังกล่าวมีอัตราการทำแท้งผิดกฎหมาย 3 ล้านรายต่อปี

ในประเทศที่มีสิทธิ์ทำแท้งเสรี ผู้หญิงจะสามารถทำแท้งในโรงพยาบาลที่มีมาตรฐาน ซึ่งสร้างความปลอดภัยกับผู้หญิง ส่วนในประเทศที่การทำแท้งเป็นเรื่องผิดกกหมาย อย่างประเทศไทย ผู้หญิงต้องไปเสี่ยงกับการทำแท้งเถื่อนที่อันตรายต่อชีวิต สำหรับผู้หญิงที่มีรายได้สูง เขาสามารถใช้เงินเพื่อซื้อความปลอดภัยในการทำแท้งได้ แม้แต่ในประเทศที่ห้ามทำแท้ง ดังนั้นผู้ที่เสี่ยงภัยมากที่สุดคือผู้หญิงยากจน โดยเฉพาะในชนบท ในกลุ่มผู้หญิงที่ไปทำแท้งเถื่อน ประมาณ หนึ่งในสาม เกิดปัญหาสุขภาพ และประมาณครึ่งหนึ่งในจำนวนนี้ต้องเข้าโรงพยาบาล

สรุปแล้วการทำแท้งเป็นประเด็นชนชั้นในสองมิติคือ ในมิติความคิดทางการเมือง แนวคิดจารีตเรื่องครอบครัวของทุนนิยม ที่จำกัดการทำแท้ง เป็นแนวคิดที่ให้ประโยชน์กับชนชั้นปกครอง ทั้งๆ ที่ทำให้ผู้หญิงต้องเสี่ยงภัย และในมิติรูปธรรมของการทำแท้ง คนจนมักต้องเสี่ยงภัยมากกว่าคนรวยเสมอ นี่คือสาเหตุที่เราต้องสนับสนุนสิทธิการทำแท้งเสรีสำหรับสตรีไทย

Comments

เห็นด้วยกับอาจารย์ใจโดยหลักกา

เห็นด้วยกับอาจารย์ใจโดยหลักการพื้นฐานว่า การเลือกยุติการตั้งครรภ์ต้องเป็นสิทธิของหญิงผู้ตั้งครรภ์เป็นผู้ตัดสินใจเองและมีเสรีภาพที่จะเลือกด้วยตนเอง

แต่มีเงื่อนไขว่า เขาต้องได้รับความรู้ที่ถูกต้องถึงประโยชน์และอันตรายที่อาจเกิดจากการยุติการตั้งครรภฺ์ก่อนตัดสินใจ, ต้องมีทางเลือกอื่นๆให้เลือก เช่น การหยุดเรียนชั่วคราวเพื่อคลอดบุตร, การยอมรับภาวะมารดาเดี่ยว สิทธิ์ในการเข้าถึงการคุมกำเนิดที่มีประสิทธิภาพอย่างทั่วถึงและเท่าเทียม ฯลฯ

มาสะดุดอยู่แค่ประโยคหนึ่งของอาจารย์ที่กล่าวว่า "[i]แต่การมีเพศสัมพันธ์อย่างเท่าเทียมกันและสมัครใจ ระหว่างวัยรุ่นกันเอง หรือผู้ใหญ่ ไม่ว่าจะแต่งงานหรือไม่ เป็นสิ่งงดงาม[/i]"

ไม่ทราบว่าอาจารย์ตั้งใจจะกล่าวเพียงเท่านี้จริงๆ หรือละสิ่งอื่นๆไว้ในฐานที่เข้าใจ ถ้าเช่นนั้น ควรเขียนให้ชัดกว่านี้ มิเช่นนั้น จะดูเป็นการส่งเสริมให้เกิดการมีเพศสัมพันธ์กันโดยไม่ต้องสนใจคุณค่าทางสังคมเรื่องmonogamyกัน ถ้าเช่นนั้น มิเท่ากับการส่งเสริมให้คนมีพฤติกรรมทางเพศไม่ต่างกับสัตว์บางประเภท ที่พอใจจะสมสู่กันก็สมสู่กัน โดยไม่มีเส้นขีดขั้นพฤติกรรมทางเพศเลย มันดูจะสุดโต่งเกินไป

สังคมไทยเป็นสังคมhypocrite ขณะที่พยายามเรียกร้องให้ชาวบ้านรักนวลสงวนตัว แต่ชนชั้นสูงของประเทศนี้กลับมีพฤติกรรมไล่ล่าหาหญิ่งสาวมาบำเรอความใคร่ทางกามอันไม่มีที่สิ้นสุดของตน ปากถือศัลแต่มือถือ.......สากอันโต

กู เสื้อแดง แต่ ไม่เอา ทำ

กู เสื้อแดง แต่ ไม่เอา ทำ แท้งค์ เสรี

ใจ อย่าเขียน ชี้นำ

ใจ ไม่ใช่ ตัวแทน เสื้อแดง

แนวความคิดมึง พวก ทาส ตะวันตก

red wrote:กู เสื้อแดง แต่

[quote=red]กู เสื้อแดง แต่ ไม่เอา ทำ แท้งค์ เสรี

ใจ อย่าเขียน ชี้นำ

ใจ ไม่ใช่ ตัวแทน เสื้อแดง

แนวความคิดมึง พวก ทาส ตะวันตก[/quote]

เห็นด้วย เห็นด้วย...

ขอเชียร์ "เสื้อแดง" สักครั้ง

ก็ยอมรับว่าบางครั้งการทำแท้งก

ก็ยอมรับว่าบางครั้งการทำแท้งก็มีเหตุผลแต่ "สิทธิจอมปลอมของทารกที่ยังไม่เกิด" อันนี้หมายความว่าไงหรือครับ
ถ้าจะให้ทำแท้งกันง่ายๆ แบบ "ถอนฟัน" ก็คงไม่ไหวนะครับ
ไม่ได้หมายถึง จริยธรรม บาปเบิปบ้าบออะไรนั้น แต่ทารกในครรค์ไม่มีสิทธิอะไรเลยหรือครับ ในมุมมองผมมันก็ชิวิตนึงนะครับ

ถ้ารัฐสวัสดิการของใจล์มันเป็น

ถ้ารัฐสวัสดิการของใจล์มันเป็นไปเยี่ยงนั้นในวันหนึ่ง ผมคนหนึ่งที่ขอสู้เพื่อต่อต้านมัน

คนที่สกปรกที่สุดเท่านั้นที่คิดประโยค "สิทธิอันจอมปลอมของทารกที่ยังไม่เกิด" ได้

ไม่ต้องอ้างศีลธรรมหรือศาสนา ใจล์วางตำราและความเพ้อฝันลงแล้วมองไปรอบๆ ตัวบ้าง

เห็นด้วยครับ เสื้อแดงจริง

เห็นด้วยครับ เสื้อแดงจริง ต้องอย่าอ้างสิทธืเหนือร่างกายคนอื่น คุณอยากตัดนิ้วเท้าทิ้ง ก็เรื่องของคุณ อวัยวะคุณ ถ้าผู้หญิงเอาอยากทำแท้งไปห้ามเขา เขาก็ไม่กินข้าว ก็แท้งได้เหมือนกัน ก็เป็นสิทธิเขาไม่ใช่หรือ

คุณใจคะ แม้ว่าดิฉันอาจจะไม่เห

คุณใจคะ

แม้ว่าดิฉันอาจจะไม่เห็นด้วยกับการแสดงออกในบางประเด็นทางการเมืองที่ผ่านมาของระบบกีฬาสี แต่ท่านกรุณาระมัดระวังในการตีความว่าคนที่มีพฤติกรรมอย่างใดอย่างหนึ่งเป็นสีหนึ่งนะคะ ...มัีนไม่ยุติธรรมและตีคลุมไปหน่อย ดิฉันว่าเรื่องการทำแท้ง ท่านมองแต่สุภาพสตรี ดิฉันขอตำหนิผู้ชายที่ทำแล้วไม่รับผิดชอบนะคะ แต่ดิฉันว่าทั้งคนเป็นหญิงและชายตัดสินใจที่จะทำแท้งเด็กนี่ ต้องดูว่าเด็กเริ่มมีชีิวิตตั้งแต่สัปดาห์ที่ 2-3 แล้วนะคะ หัวใจเขาเต้นแล้วค่ะ....ชีวิตเกิดขึ้นแล้ว...แต่เขาเล็กที่สุด คุณคิดว่าสิทธิของคนเท่ากัน เด็กเกิดในท้องก็มีสิทธินะคะ สิทธิในการมีชีวิตรอดค่ะ...มดเวลาเราจะบี้มัน...มันยังหนีเลยคะ..ยุงเวลาเราจะตีมัน...มันก็หนีนะคะ...เด็กอยู่ในท้องมีชีิวิตแล้ว แต่ยังไม่เต็มที่ เราไปฆ่าเขา ไม่เท่ากับเราทำคนไม่มีทางสู้เหรอคะ...คิดกันในจุดนี้หรือเปล่าคะ...เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับศาสนาหรือคุณธรรมนะคะ...เรื่องธรรมชาติ ....ธรรมชาติของการอยากมีชีวิตรอด..เรากลั้นหายใจร่างกายยังทุรนทุรายทีี่จะขอหายใจเลยค่ะ....

แล้่วเรื่องการมีเพศสัมพันธ์มันเป็นความต่อเนืองจากเหตุผลธรรมชาติข้อแรกคือ เมื่อปฏิสนธิแล้วก็ต้องให้สิทธิเขามีชีิวิืต แต่ถ้าไม่ต้องการให้สิทธิเขามีชีวิต ก็ต้องจำกัดสิทธิตัวเองมีการมีเพศสัมพันธ์ค่ะ...เป็นหลักตรรกะธรรมดา ไม่เกี่ยวกับศาสนาอีกแหละค่ะ

ส่วนเรื่องอื่นๆ ดิฉันไม่ขอออกความเห็น เพราะดิฉันเติบโตมาจากคนละจารีตกับคุณใจ แม้จะรักความเสมอภาค ดิฉันก็รักสัจจธรรมค่ะ...สัจจธรรมในใจ ....ถ้าชายใด...หญิงใด มิได้มีใจรักต่อกัน...มีเพศสัมพันธ์กัน...ดิฉัีนว่าผิดจารีตของดิฉัน..ส่วนจารีตที่อาจจะตรงกับทางยุโรปที่คุณใจโตมาบ้างไม่แน่ใจนะคะ....สามี-ภรรยาถ้าไม่มีใจรักให้กัน หากจะมีคนอื่น ให้เลิกจากคนก่อนก่อนค่อยเริ่มสัมพันธ์ใหม่ ไม่เช่นนั้นกลายเป็นชายหลายเมีย ในสายตาดิฉันเป็นการกดขี่สตรีเพศเช่นกัน...

สรุปแล้วดิฉันยืนยันว่าให้ปรับทัศนคติในเรื่องของการมีเพศสัมพันธ์ ความสัมพันธ์เชิงชู้สาว และการตีความเรื่องความรัก และจารีตของการครองรัก...ครองเรือนในมิติที่สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงสังคมไทยเป็นสังคมเปิดแบบไทยๆ ค่ะ..แต่ขอรักษาสิทธิของเด็กที่มีชีวิตขึ้นมาแล้วโดยแมพร้อมหรือแม่ไม่พร้อม...ให้เขาได้มีโอกาสมามีชีิวิต...มาสู้ชีวิต...และมีเรียนรู้ขีวิต...ชีวิตเป็นของเขาค่ะ....เป็นตั้งแต่ปฏิสนธิ...พ่อแม่เป็นเพียงสื่อนำมาเท่านั้น...

เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับการเมืองนะคะ....ขอความกรุณาอย่าเอามารวมเรื่องเหลืองแดงนะคะ..

ดิฉันยังรักและเคารพในตระกูล อึ้งภากรณ์อยุ่ค่ะ

เข้าใจนะคะว่าการทำแท้งในที่นี

เข้าใจนะคะว่าการทำแท้งในที่นี้หมายถึงกรณีที่ "พลาด" หรือไม่ได้อยากมีลูก แต่อย่างไรก็ตามอยากให้เน้นเรื่องการป้องกันมากกว่า อยากให้สังคมไทยเปิดกว้างในเรื่องการศึกษาด้านเพศสัมพันธ์อย่างถูกต้อง อย่าพยายามทำให้เรื่องธรรมชาติแบบนี้เป็นเรื่องของศีลธรรมอะไรเลย มนุษย์ก็ต้อง กิน ขี้ ปี้ นอน อยู่แล้วเป็นธรรมดา แต่จะทำอย่างไรไม่ให้ "พลาด"

>>>>ในประเทศเวียดนาม

>>>>ในประเทศเวียดนาม ในยุคอาณานิคมฝรั่งเศส การทำแท้งถือว่าผิดกฎหมาย แต่หลังจากที่เวียดนามเหนือได้รับเอกราชผ่านการต่อสู้กับฝรั่งเศส สตรีมีสิทธิเลือกทำแท้งตั้งแต่ทศวรรษที่ 60 เพราะรัฐบาลให้ความสำคัญกับสิทธิเจริญพันธ์และสุขภาพของผู้หญิง แต่ในเวียดนามใต้ ซึ่งเป็นรัฐบาลเผด็จการทหารในค่าย “โลกเสรี” ของสหรัฐอเมริกา ไม่มีการเปิดโอกาสให้สตรีมีสิทธิเหนือเนื้อตัวร่างกายแต่อย่างใด ต่อมาเมื่อคอมมิวนิสต์ได้รับชัยชนะและรวมชาติในปี 1975 มีการขยายสิทธิทำแท้งไปทั่วประเทศ<<<<

Agreed, The Marxist, and Marx’s follower would never felt killing the unborn child. That was small potatoes compared with Marxist’s follower killed more than millions of walking innocent in Cambodia, U.S.S.R, and China.

>>>>สิทธิการทำแท้งเป็นเรื่องชนชั้น
สรุแล้วการทำแท้งเป็นประเด็นชนชั้นในสองมิติคือ ในมิติความคิดทางการเมือง แนวคิดจารีตเรื่องครอบครัวของทุนนิยม
<<<<<,

Ditto, every struggle in any societies can explain with class struggle in the eyes of Marxist. The author just did that. That’s why Marxist’s population is getting smaller. Marxism might be the good thing in the past when the killing was the only option.
But like the good old thing in the past, it belongs to the museum.

ยังไงยังไง

ยังไงยังไง ตราบใดที่มนุษย์ยังมีความอยากอยู่ การทำแท้งก็ยังต้องเกิดขึ้นทุกเมื่อเชื่อวัน ทำไมไม่ทำให้มันถูกกฎหมายไปเสียเลย เพื่อความปลอดภัยและความสะดวก เหมือนกับโสเภณีผิดกฎหมายแต่ อาบอบนวด แม่งเต็มบ้านเต็มเมืองแล้วยังเสือกบอกว่าเป็น สถานที่บริการสุขภาพตามกฎหมายเสียอีก สองมาตรฐานหรือปล่าวนี่?

The Ugly Truth หญิงรวย หรือ

The Ugly Truth หญิงรวย หรือ หญิงจน ก็ต้องการทำแท้งเหมือนกัน แต่หญิงรวย ๆ ทำแท้งแบบปลอดภัยเพราะมีเงินบินไปต่างประเทศ ไปทำแท้งในโรงพยาบาลที่ปลอดภัย แต่หญิงจน ๆ เสี่ยงอันตรายจากการทำแท้งเถื่อน

สังคมยังไม่ยอมเปลี่ยนความคิด แม่ยังสอนลูกว่า ผู้ชายได้เปรียบ ผู้หญิงเสียเปรียบ ผู้ชายเลยฟันผู้หญิงไปทั่ว แล้วก็ท้องแล้วไม่รับ ตัวอย่างมีให้เห็นมากมาย ที่เป็นข่าวใหญ่โตก็ยังมี ถ้าไม่ทำแท้งแล้ว ผู้หญิงที่ถูกผู้ชายหลอกว่ารัก จริง ๆ แล้วหลอกฟัน (ตามค่านิยมสังคมชายไม่เสียหาย) แล้วหญิงหลงเชื่อ ปล่อยให้ตั้งครรภ์ขึ้นมา ชายหนี ใครจะช่วยหญิงเลี้ยงลูก หรือจะบอกว่า "ก็มึงโง่เอง ปล่อยให้ผู้ชายหลอก ก้มหน้าก้มตาเลี้ยงลูกไปเถอะ" เช่นนั้นหรือ

มีกฏหมายฉบับใดหรือไม่ที่บอกว่า ชายที่เป็นคู่ของหญิงที่ไปทำแท้ง ชายที่เป็นพ่อของลูกที่ทำให้หญิงต้องไปทำแท้ง ต้องมีความรับผิดตามกฏหมายด้วย...ยังไม่มีใช่หรือไม่

การต่อต้านการทำแท้ง "ประเด็นหลักคือการพยายามควบคุมผู้หญิงและเพศสัมพันธ์" เห็นด้วยอย่างยิ่ง

Who else know woman's body

Who else know woman's body than woman her self?????

And I think most cases. She's struggle to make that decision. Not easy.

She only hope that when that moment come .

She will have that choice like every body else.

They are not "Pro Abortion"

They are "Pro Choice"

ผมเองนั้น

ผมเองนั้น แต่ไหนแต่ไรมาก็เห็นว่า การให้เด็กที่พ่อแม่ไม่พร้อมที่จะเลี้ยงดูให้มาเกืดนั้นมันเป็นเรื่องทารุณต่อทั้งตัวเด็กและ

บุคคลที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นพ่อแม่และญาติมิตรที่มีส่วนต้องช่วยเลี้ยงดู.......

การตัดปัญหาตั้งแต่ต้นนั้น เป็นทางออกที่เหมาะสมและควรเป็นสิทธิพิ้นฐานของฝ่ายผู้เป็นแม่โดยเฉพาะ โดยรัฐควรให้

บริการด้านการรักษาพยาบาลเพื่อการนี้ อย่างถูกต้องตามกฏหมายแก่สตรีทุกคนที่อายุถึงมีสิทธิการเลือกตั้งแล้ว........

ถ้าอายุยังไม่ถึง อย่างไรเสืย พ่อแม่ผู้ปกครองก็คงต้องให้การรับรองการใช้สิทธินี้แก่สถานพยาบาล......

สภาพความเป็นจริงทุกวันนี้ การทำแท้งเป็นบริการที่หาไม่ยากและสะดวกปลอดภัยพอสมควรถ้าทำโดยแพทย์แผนปัจจุบัน

หรือพยาบาลที่ผ่านการอบรมมาอย่างถูกต้อง.....

ข่าวเรื่องศพทารกสองพันกว่าศพพอจะยืนยันความเป็นจริงเรื่องนี้ได้ โดยเฉพาะเมื่อไม่มีข้อมูลประกอบว่าการทำแท้งสองพัน

กว่าเคสนั้น มีปัญหาสร้างปัญหาแก่แม่เด็กที่ไปทำแท้งเท่าใดประกอบ.....

ผมเชื่อว่า ถ้าทำเรื่องนี้ให้ถูกต้องตามกฏหมายเสีย แพทย์ไทยก็คงไม่ถึงกับลงมือประกอบอาชีพทำแท้งกันอย่างเป็นล่ำ

เป็นสัน แต่อาจใช้วิธีอบรมเจ้าหน้าที่สาธารณะสุขเฉพาะทางไว้ทำงานด้านนี้โดยเฉพาะ เช่นเดียวกับที่อบรมเจ้าหน้าที่

ราชทัณฑ์ไว้ฉีดยาประหารชีวิตนักโทษประหาร....

ส่วนด้านการศาสนานั้น..แม่ของเด็กต้องเลือกเองครับว่า จะตกนรกกันในชาตินี้ หรือจะรอลุ้นตกนรกกันหลังจากตายไปแล้ว

ก่อนตัดสินใจทำแท้ง รัฐควรให้บริการปรึกษาจิตแพทย์เพื่อการตัดสินใจเรื่องนี้ไว้ด้วยครับ

บริการต่างๆที่กล่าวถึงมานี้ ปัจจุบันเขาก็มีองค์กรอิสระให้บริการอยู่แล้วนะครับ แต่ไม่ได้เปิดเผยกับสังคมอย่างเป็นทางการ

ก็เท่านั้นเอง

หรือใครไม่รู้ ก็คิดว่าไม่จริง.......

เรื่องสิทธิเหนือร่างกายผู้หญิ

เรื่องสิทธิเหนือร่างกายผู้หญิง แม้แต่การทำแท้งนั้น ...ผมเห็นด้วย

แน่นอน อ.ใจ อาจจะโยงกับเรื่องของ "รัฐ" และ "ระบบทุนนิยม" ให้เห็นความเชื่อมโยงกัน หรือโยงกับ "วัฒนธรรมไทย" ก็ได้ แต่การโยงเรื่องนี้กับกลุ่มการเมือง "เสื้อแดง" และ "เสื้อเหลือง" ดูจะเป็นการเหมารวมไปหน่อยครับ

คุณใจคงปฏิเสธไม่ได้ว่า

คุณใจคงปฏิเสธไม่ได้ว่า คนส่วนใหญ่ในสังคมไทยนับถือพุทธ คนไทยส่วนใหญ่เชื่อเรื่องบุญบาป และชาวพุทธนิยามสิ่งมีชีวิตตั้งแต่ ปฏิสนธิในครรภ์มารดา ดังนั้นการทำแท้งจึงถือเป็นการละเมิดสิทธิของเด็ก เป็นการฆ่าปิดปากอย่างไร้ศีลธรรม ชาวพุทธเชื่อว่าบาปหนัก และทั่วโลก ความเชื่อทางศาสนา ประเพณี และวัฒนธรรม ต่างๆเหล่านี้ก็เป็นตัวกำหนดกฎหมาย ยกตัวอย่างเช่น บางประเทศก็มีกฎหมายอิสลามบังคับใช้ เป็นต้น ประเทศไทยมีกฎหมายห้ามทำแท้งถือว่าเป็นสิ่งที่เหมาะสมแล้วสำหรับสังคมไทย และประเทศอังกฤษที่คุณใจอยู่ให้ทำแท้งอย่างถูกกฎหมายก็ไม่แปลกอะไร เพราะเราต่างกันนะครับ จึงอย่าพุ่งประเด็นโต้เถียงลงไปแค่เรื่องสิทธิของหญิง เพราะการออกกฎหมายมีความซับซ้อนมากกว่ามิติเรื่องสิทธิอย่างเดียว

เรื่องการทำแท้ง

เรื่องการทำแท้ง ก็เหมือนเรื่องที่คุณใจ พยายาม หมิ่นสถาบันพระมหากษัตริย์ของไทย นั่นแหละครับ คือคุณใจพุ่งประเด็นไปมองแค่สิทธิเพียงอย่างเดียว แต่ context แบบไทยๆมีมากกว่านั้น วัฒนธรรม ประเพณี ความเชื่อของคนไทยเรามีที่ซับซ้อนกว่านั้น จึงต้องดูความเหมาะสมกับสังคมไทยส่วนรวมด้วยครับ ซึ่งการเปลี่ยนความเชื่อ บอกเลยว่าทำได้ยาก เหมือนคุณใจบอกว่าพระเจ้าไม่มีจริง ในประเทศอิสลาม หรือ บอกว่าอเมริกันฟุตบอลเป็นกีฬาที่น่ารังเกียจในประเทศสหรัฐอเมริกา แบบนี้จะโดนส้นตีนสถานเดียวนะครับ

ผมหวังว่าคุณใจคงจะไม่พยายามยก

ผมหวังว่าคุณใจคงจะไม่พยายามยก แม่น้ำโขงไปไว้ที่อังกฤษนะครับ หรือ จะแบกเอาแม่น้ำเธมส์มาไว้ที่อุดรธานี มันเป็นเรื่องน่าขบขันมากๆครับ

Thailand is a hypocritical

Thailand is a hypocritical society. From a very young age, Thai girls have been taught to save their virginity at all costs because no man wants to marry a "fallen" woman. On the other hand, Thai boys have never been brought up to learn to respect the opposite sex.

There's an ancient and dated Thai saying "Men are like rice with husks that will never go bad whereas women are like rice that can go rotten if it isn't taken care of". Even Thai literature is full of males, having sexual power and advantages over women. Stories are usually made from real lives.

In this day and age "safe sex" should be taught early at school and at home. Sexual desire is normal. However, accoutability and responsibility will have to be drilled into all and sundry. We should solve the problem at the start and not at the end. So the question of abortion will not have to be a big social problem like it is today.

Exchange

[quote=Exchange]ผมหวังว่าคุณใจคงจะไม่พยายามยก แม่น้ำโขงไปไว้ที่อังกฤษนะครับ หรือ จะแบกเอาแม่น้ำเธมส์มาไว้ที่อุดรธานี มันเป็นเรื่องน่าขบขันมากๆครับ[/quote]

เห็นด้วยกับ Exchange อย่างแรง ทั้ง 3 ความคิดเห็น

สะใจ George ม๊ากๆ

ก่อนอื่น ผมไม่เห็นด้วยกับ

ก่อนอื่น ผมไม่เห็นด้วยกับ การใช้คำว่า ทำแท้งเสรี
รูปแบบที่ผมคิดควรจะเรียกว่า ทำแท้งถูกกฎหมายแบบเปิดกว้างมากขึ้นเสียมากกว่า

นั่นคือปรับปรุงกฎหมาย อนุญาติให้ทำแท้งได้ถูกกฎหมายครอบคลุมเงื่อนไข
อื่น ๆ มากขึ้น

ต้องมองการทำแท้งคือปัญหาไม่ใช่เรื่องปกติมันเป็นปัญหา นอกจากอาชญากรรม
อาจเกิดจาก การขาดความรู้ในการป้องกัน การขาดการวางแผนทางเศรษฐกิจที่รอบคอบ

ควรให้โรงพยาบาลของรัฐทำและมีหน่วยงานเจ้าหน้าที่รัฐ
เป็นคณะกรรมการที่เป็นผู้เชี่ยวชาญให้คำปรึกษาและช่วยตัดสินใจ
หาทางเลือก และสุดท้ายหากตัดสินใจทำแท้ง
ควรมีเหตุผลที่เพียงพอ ก่อนดำเนินการทำแท้ง กระบวนการตัดสินใจ
ต้องมีมาตรฐาน

รัฐควรทำหน้าที่ในการส่งเสริมสวัสดิภาพ เมื่อมีข้อมูล สถิติ
มันจะนำไปสู่การแก้ปัญหาเชิงรุก เมื่อมีข้อมูลก็จะเห็นทิศทางแนวโน้ม
ของกลุ่มประชากรในฐานะต่าง ๆ ในเขตต่าง ๆ สามารถออกมาตรการ
ในการแก้ปัญหาออกไปได้

ปัญหาการทำแท้

ปัญหาการทำแท้ เป็นปัญหาข้อโต้แย้งระหว่างสิทธิของผุ้หญิงตั้งครรภ์ กับ สิทธิของเด็ก เราจะจัดการปัญหานี้อย่างไร

ต้องย้อนกลับไปดูว่า ในสถานการณ์นี้ใครคือผู้ก่อการ ใครคือผู้ทำผิด ข้อเท็จจริงก็คือเด็กไม่ได้ทำผิดอะไรเลย ถ้ามนุษย์

หญิงชายมีสติปัญหาก้ไม่เกิด เมื่อเกิดปัญหาขึ้นทำไมไปเสนอให้ฆ่าเด็ก เพี้ยนกันรึเปล่า ปัญหาที่มากมายทุกวันนี้

เพราะเรารอมชอมกับความมักง่ายกันเกินไปรึเปล่า เป็นมนุษย์มันต้องมีความยั้งคิดให้มากกว่าสัตว์ อย่างไรก็ตาม เมื่อ

พลาดขึ้นมาก็ไม่ควรแสดงความเซ่อต่อ หญิงชายฐานะที่เป็นผู้ใหญ่มีวุฒิภาวะ(กว่าเด็ก) ที่สำคัญเป็นผู้ก่อการ รัฐในฐานะผู้

ที่ควรอบรมสั่งสอนให้ประชาชนมีความรับผิดชอบ ต้องร่วมกันรับผิดชอบ ไม่ใช่ไปร่วมหัวกันฆ่าเด็ก อย่าฆ่าเด็กที่ไม่มี

ความผิด ทั้งหมดนี้ไม่เกี่ยวกับศาสนา มันเป็นตรรกะง่ายๆ ที่มนุษย์ที่รักความยุติธรรมจะเข้าใจได้

สุดท้ายก็ยังตั้งความหวังว่าคุ

สุดท้ายก็ยังตั้งความหวังว่าคุณใจอาจจะออกมาเขียน คอลัมน์ 'กะเทยไทยกับสิทธิการตัดไข่เสรี' ให้เราขำๆกันอีกนะครับ

ศีลธรรม ใครๆ ก็มี

ศีลธรรม ใครๆ ก็มี ใยต้องบังคับใช้
การไม่ฆ่าสัตว์ พระพุทธเจ้าก็บอกไว้ว่าเป็นเรื่่องดี กำหนดในศีลเบื้องต้น 5 ข้อของชาวพุทธด้วยซ้ำ
ทำไม ไม่ออก กฏหมายห้ามฆ่าสัตว์ ซะเลยล่ะ? (เพราะ "มือก็ไม่อยากถือสาก และปากก็อยากไม่ถือศีล (แดกเนื้อสัตว์เช๊ย)"

เห็นด้วยเรื่องสิทธิ

เห็นด้วยเรื่องสิทธิ Pro-choice
ไม่ค่อยเห็นด้วยเรื่องสีเหลือง แดง (แต่ก็มีความเป็นไปได้ตามบทวิเคราะห์)

มีหลายเหตุผลที่รัฐบาลไทยควรทำ

มีหลายเหตุผลที่รัฐบาลไทยควรทำให้การทำแท้งเป็นเรื่องถูกกฎหมายสำหรับผู้หญิงทั่วไปที่ตั้งครรภ์ไ่ม่พึงประสงค์
การทำให้ผิดกฎหมายไม่ได้ลดจำนวนการตั้งครรภ์ไม่พึงประสงค์ ไม่ถือเป็นการแก้ปัญหาการตั้งครรภ์ที่เกิดขึ้นแล้ว แต่ยังเป็นการหนีปัญหาและเพิ่มปัญหาอื่นๆที่ตามมาจากการทำแท้ง'เถื่อน'

1. การทำให้ผิดกฎหมายทำให้ผู้หญิงและเด็กผู้หญิงต้องทำแท้งเถื่อนที่ไม่ปลอดภัย ราคาแพง ส่งเสริมให้ตำรวจไทยหัวใจพุทธรับส่วยจากคลีนิคเถื่อนๆที่ไม่มีคุณภาพที่มีทั่วทุกหัวระแหงทั่วประเทศและตามกวาดล้างคลีนิคเถื่อนแค่เมื่อเรื่องกลายเป็นข่าวกลัวสังคมประณาม ปัญหาที่เกิดไม่ใช่ปัญหาการทำแท้ง แต่เป็นปัญหาการตั้งท้องโดยไม่พร้อม เพราะฉะนั้นการทำให้การทำแท้งผิดกฎหมายจึงไม่ได้แก้ปัญหาการตั้งท้องโดยไม่พร้อม แต่เป็นการเพิ่มปัญหาสังคมอื่นๆแทน

2. การที่ผู้หญิงไม่สามารถทำแท้งได้อย่างถูกกฎหมายกดดันให้ต้องหายาขับเลือดหรือพยายามทำแท้งด้วยตัวเองโดยวิธีอื่นๆ เมื่อไม่สำเร็จ เด็กที่คลอดออกมามีความเสี่ยงสูงที่จะพิการซ้ำซ้อน(เช่น ปัญญาอ่อนและหูหนวกตาบอดในคราวเดียว) เด็กเหล่านี้มักจะถูกนำไปทิ้งไว้ตามที่ต่างๆ ชีวิตคนหนึ่งคนต้องเกิดมาโดยไม่มีใครต้องการ ไม่มีคนรัก พิการซ้ำซ้อนช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ กลายเป็นภาระสังคม และต้องมีชีวิตแบบไม่มีตัวตน เพียงเพราะแม่ถูกบีบคั้นจากสังคมที่พร้อมใจประณามการตั้งครรภ์ไม่พึงประสงค์ ที่น่าขันคือ คนที่ต่อต้านการทำแท้งอย่างถูกกฎหมายไม่ได้มีส่วนร่วมรับผิดชอบต่อชีวิตของเด็กเหล่านี้มากไปกว่าบริจาคเศษเงินให้บ้านเด็กพิการปีละครั้งสองครั้งในวันคล้ายวันเกิดตนเองเพื่อที่ตัวเองจะได้รู้สึกดีที่ได้ทำบุญ และอ้างว่าถือเป็นกรรมของเด็กเหล่านี้เองทั้งๆที่ความจริงแล้วความพิการเหล่านี้สามารถป้องกันได้ด้วยการที่ผู้หญิงมีสิทธิเลือกทำแท้งโดยถูกกฎหมายเมื่อตั้งท้องโดยไม่พร้อม

3. งานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ทั่วโลกแสดงให้เห็นว่าเด็กที่เกิดจากผู้หญิงที่ตั้งครรภ์โดยไม่พร้อมนั้นมีความเสี่ยงต่อการมีสุขภาพกายและใจที่ด้อยกว่าเด็กทั่วไป หากแม่เด็กไม่ได้รับการดูแลที่ดีในระหว่างตั้งครรภ์เด็กอาจเกิดมาพร้อมความผิดปกติ เมื่อเกิดมาแล้วอาจมีพัฒนาการด้านสมองและร่างกายที่ผิดปกติ หากครอบครัวไม่อบอุ่น แตกแยกและเด็กไม่ได้รับความรักและการอบรมสั่งสอนที่พอเพียงจะมีความเสี่ยงสูงที่จะไม่เรียนหนังสือ เร่ร่อน ใช้ยาเสพติด ขายบริการทางเพศ ก่ออาชญากรรมในสังคม

4. ตัวอ่อนที่อยู่ในครรภ์ที่มีอายุครรภ์น้อยยังไม่ถือว่าเป็นมนุษย์ ในกรณีนี้ผู้หญิงที่ตั้งครรภ์ต้องมีสิทธิในร่างกายและชีวิตของตนเอง

5. รัฐบาลไทยไม่สนับสนุนเงินค่าเลี้ยงดูเด็กที่เกิดมาจากแม่ที่ตั้งท้องโดยไม่พร้อมมีลูกเหมือนประเทศที่เจริญแล้วหลายๆประเทศ แม่เหล่านี้หลายคนยังเป็นเด็กวัยรุ่น หลายคนฐานะยากจน หลายคนมีลูกแล้ว หลายคนมีสุขภาพไม่แข็งแรง หลายคนมีภาระครอบครัวอื่นๆที่ต้องแบกรับดูแลมากมาย (ผู้ที่คัดค้านว่า'แล้วทำไมไม่คิดก่อนทำ?' ถือว่าเป็นคำค้านที่ไม่consructiveเพราะไม่เป็นการช่วยแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น โดยส่วนมากแล้วบุคคลเหล่านี้เป็นพวกเดียวกับที่บริจาคเงินให้บ้านเด็กกำพร้าปีละหนเพื่อช่วยเหลือสังคม)

6. คนเป็นแม่ต้องรับผิดชอบต่อการกระทำของตนเอง: การรับผิดชอบที่สังคมใช้อ้างนี้ตื้นเขินเกินไป การรับผิดชอบที่แท้จริงไม่ใช่การรับผิดชอบต่อตัวอ่อนที่อยู่ในครรภ์ แต่เป็นการรับผิดชอบต่อเด็กที่ต้องเกิดมาและใช้ชีวิตในสังคมที่เสื่อมทรามโดยไม่มีครอบครัวที่พร้อมสนับสนุนการมีชีวิตที่ดีและปลอดภัย

7. คนไทยมักอ้างถึงศึลธรรมอันดีงามของชาติ อ้างว่าเมืองไทยเป็นเมืองพุทธและอ้างวัฒนธรรมอันสูงส่งกว่าชาติใดๆในโลก ซึ่งข้ออ้างเหล่านี้มีความเท็จเจือปนอยู่หรือไม่ก็ตั้งอยู่บนพื้นฐานของการหลอกตัวเอง คนเหล่านี้มักไม่เคยศึกษางานวิจัยหรือสถิติทางสังคมและเปรียบเทียบกับประเทศอื่นๆที่ตนเองมองว่ามีวัฒนธรรมที่ด้อยกว่าไทย ข้ออ้างเหล่านี้ไม่ตรงกับหลักฐานและความเป็นจริงเลย
- เมืองไทยเป็นเมืองพุทธ การทำแท้งเป็นบาป: ในความเป็นจริง ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีอาชญากรรมสูงติด15อันดับต้นๆของโลก คอรัปชั่นอยู่ในระดับเดียวกับหลายประเทศในแอฟริกา เด็กๆที่มีความต้องการทางเพศถูกสังคมกดดันให้ต้องปกปิดความจริงและโกหกทั้งตัวเองและครอบครัว การฉกชิงวิ่งราว ลักขโมยเป็นเรื่องประจำวัน นักการเมืองที่ต่อต้านกฎหมายบาปนั้นไม่สามารถจะหาแม้แต่ความซื่อสัตย์ขั้นพื้นฐานในตัวเองได้ ประชากรมีความเสี่ยงจากการถูกการฆาตกรรมสูง คนไทยดื่มแอลกอฮอล์และมีปัญหาจากการดื่มติดอันดับต้นๆของโลก สถานขายบริการทางเพศมีเกลื่อนเมืองและถือเป็นประเทศอันดับหนึ่งสำหรับการท่องเที่ยวโสเภณีและโสเภณีเด็ก สรุปแล้ว คนไทยส่วนใหญ่ครึ่งค่อนประเทศที่เข้าใจว่าตัวเองและประเทศตัวเองเป็นเมืองพุทธเมืองคนดีนั้น ไม่สามารถรักษาศีล5เบื้องต้นได้ และยังชอบที่จะอยู่ในภวังค์ความคิดเพ้อฝันของตัวเอง
- ประเภณีไทยอันดีงาม รักนวลสงวนตัวก่อนแต่งงาน: ในความเป็นจริง เด็กไทยมีเซ็กส์ตั้งแต่อายุ13-14 ปี ซึ่งถือว่าเป็นช่วงอายุเดียวกับหลายประเทศในโลกตะวันตกที่คนชาตินิยมแบบไม่เปิดหูเปิดตามักหยามเหยียดว่าเป็นสังคมสกปรก ฟรีเซ็กส์ สำส่อน ที่แย่ยิ่งกว่าคือ เพราะค่านิยมที่ขัดแย้งกับธรรมชาติมนุษย์เหล่านี้ เพศศึกษาในประเทศไทยจึงไม่มีประสิทธิภาพ เด็กไทยมีเซ็กส์โดยไม่รู้จักป้องกัน ไม่รู้ถึงอันตรายของโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์หรือการตั้งครรภ์โดยไม่พึงประสงค์

ประเทศไทยต้องเปิดตาเปิดใจให้กว้าง มองสถานการณ์จากความเป็นจริง ยอมรับในข้อบกพร่องที่ตัวเองมี และใช้หลักฐานและเหตุผลในการแก้ปัญหาการตั้งท้องไม่พึงประสงค์ ไม่ใช่หลับหูหลับตาเชื่อในภาพลักษณ์ทีี่ตัวเองสร้างขึ้นมาเพื่อบูชาเองและผลักไสวิทยาศาสตร์และการศึกษา

คาดว่ามีคลีนิคทำแท้งเถื่อนทั่วประเทศ 10,000 ที่ หากทุกๆวันมีเด็กเกิดมาโดยพ่อแม่ไม่ต้องการและไม่พร้อมจะเลี้ยงประมาณ 5,000 คน (ซึ่งอาจเป็นตัวเลขที่น้อยกว่าความเป็นจริง เพราะคลีนิคบางที่มีคนใช้บริการวันละ30-50คน) เด็กพวกนี้เกิดมาโดยไม่ได้รับความรักความอบอุ่น ไม่ได้รับการศึกษาที่ดี ครอบครัวยากจน ใช้ชีวิตแบบไร้จุดหมายและคุณค่า มีความเสี่ยงสูงที่จะติดยาเสพติดและก่ออาชญากรรมในสังคมต่อไป สรุปทุกๆปีประเทศไทยอาจมีประชากรกลุ่มเสี่ยงเพิ่มขึ้น 1.8 ล้านคนเพียงเพราะสังคมกลัวบาป กลัวเซ็กส์ กลัวตกนรก กลัววิทยาศาสตร์ กลัวสูญเสียวัฒนธรรมดีงาม?

เหตุผลที่ควรทำแท้งและไม่ควรทำ

เหตุผลที่ควรทำแท้งและไม่ควรทำแท้ง....มีต่างรูปต่างสถานการณ์ ใช้เกณฑ์เดียวตั้งเป็นมาตรฐานตายตัวไม่ได้
เช่นเดียวกับเหตุผลที่ควรตั้งครรภ์หรือไม่ควรตั้งครรภ์...ก็มาจากหลายมูลฐาน
บางครอบครัวต้องการมีลูก เสียเงินไปมากมายมหาศาลก็ไม่สามารถตั้งครรภ์ได้
บางคนไม่ต้องการมีลูก ก็ตั้งครรภ์ง่ายดาย หัวปีท้ายปี บ้างก็แถมพ่วงแฝดหกแฝดแปด ฯลฯ
ทางแก้ปัญหาการทำแท้งก็มีตั้งหลายทางเช่น

1.ไม่ร่วมเพศ...ให้ท้อง
วางแผนการมีคู่ปกติ-/-HM-/-LB วางแผนล่วงหน้าก่อนร่วมเพศ รู้วิธ๊การคุมกำเนิดทำตารางเวลา ปรึกษาแพทย์-/-กินยา-/-ฉีดยา ฯลฯ

2. ท้องแล้วมีปัญหาเลี้ยงไม่ได้ ก็ติดต่อยกให้คนที่เขาอยากเลี้ยงหรือไม่ก็ติดต่อสถานสงเคราะห์

3. และถ้าไม่อยากได้เด็ก อยากทำแท้งด้วยเหตุจำเป็นเช่นถูกข่มขืน ก็ขออำนาจรัฐคุ้มครองละเว้นโทษ

ในประเทศไทย การเสียตัวตั้งท้องแล้วไปทำแท้งมีโทษพอๆกับการแอบเล่นการพนันเสียเงินแล้วถูกจับ
ขณะวิ่งหนีการจับกุมของตำรวจอาจได้รับอันตรายบาดเจ็บและอาจพลาดถึงแก่ชีวิตได้

ถ้ามีการอนุญาตให้ทำแท้งภายใต้ความควบคุมของรัฐ
ก็น่าอนุญาตให้เปิดบ่อนพนันทุกประเภทภายใต้การควบคุมของรัฐ
หมายถึงให้รัฐมีสถานพยาบาลเปิดเพื่อการนี้โดยเฉพาะเป็นกิจการของรัฐ
บ่อนก็เปิดบริการโดยรัฐ บริหารควบคุมโดยรัฐ
จดทะเบียนอาชีพโสเภณี/ยาเสพติดบางประเภทให้ถูกกฎหมายไปด้วยเลย

แล้วจึงค่อยไปสรุปกันอีกทีว่าควรจะประกาศว่า ศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาติ หรือไม่
จะได้ครบถ้วนครอบคลุม อภิปรายในวาระเดียว
ประหยัดงบประมาณชาติ
เสรีประเทศไทยในหนึ่งเดียว

ขยายความว่า ถ้าคิดว่ามีเหตุผล

ขยายความว่า
ถ้าคิดว่ามีเหตุผลรับได้ว่า การร่วมเพศ ค้าประเวณี ทำแท้ง
เล่นพนัน เสพยาฯ เป็นสิ่งที่ต้องควบคุมให้อยู่ในทิศทางอันสงบเรียบร้อย
ก็ต้องควบคุมให้ได้จริงจังเด็ดขาด

แต่ถ้า ควบคุมได้ยาก เพราะมันมีอยู่และไม่มีทางหมดไป
ก็ควรควบคุมให้ได้ประโยชน์ในเชิงข้อมูลทางวิชาการ
หรืออย่างน้อยให้รัฐได้ประโยชน์ในเชิงบริหารจัดการทรัพยากรมนุษย์

ขจัดปัญหาการทำแท้งแบบเบ็ดเสร็

ขจัดปัญหาการทำแท้งแบบเบ็ดเสร็จ...ให้ทำการ "ตอน" ชายไทยทุกคน
หรือไม่งั้นก็ตัดมดลูกผู้หญิงทิ้งให้หมด จะได้ไม่ต้องปวดท้องเมนส์กันอีก
จะได้ไม่ต้องเสียตังค์ซื้อผ้าอนามัยสำหรับวันนั้นของคุณ
และพันธมิตรก็จะหมดโอกาสใช้มันในทางไสยศาตร์

ผมว่า 2000 ศพนี่มันแค่ภูเขาน้ำแข็งที่เรามองเห็นเท่านั้นนะ
ในความเป็นจริงมันน่าจะเยอะมากๆ ขนาดที่ว่าเขามีอาชีพไถ่บาปให้คนทำแท้งกัน

มันเป็นปัญหาคู่สังคมไทยมานาน...ทำประชามติกันซะเลยดีไหม?

ในเมื่อคนมันไม่สามารถทำแท้งแบบถูกกฎหมายเขาก็ต้องทำแท้งเถื่อน
ในเมื่อคนมันจะเล่นหวย ไม่มีหวยบนดิน มันก็ต้องซื้อหวยใต้ดิน
ในเมื่อคนมันจะเล่นการพนัน ไม่มีบ่อนถูกกฎหมาย มันก็เข้าบ่อนเถื่อน

ในเมื่อคนมันอยากมีอำนาจ ไม่ได้อำนาจมาอย่างถูกกฎหมาย มันก็ฉีกกฎหมายทิ้งด้วยอำนาจเถื่อน

การทำแท้งมันเจ็บนะครับ

การทำแท้งมันเจ็บนะครับ เจ็บทั้งกายและใจ
คงไม่มีผู้หญิงคนไหนอยากทำแท้งหรอกถ้าไม่"จำเป็น" การให้มีการทำแท้งโดยถูกกฎหมาย อย่างน้อยก็ทำให้โอกาสที่จะมีชีวิตอยู่โดยปลอดภัยและโดยเปิดเผยของผู้หญิงมีสูงขึ้น ลดความเสี่ยงจากการทำแท้งให้น้อยลง ศพทารกที่พบในวัดน่าจะเป็นเครื่องพิสูจน์อยู่แล้วว่าการไม่่ยอมรับการทำแท้งไม่ได้ทำให้การทำแท้งลดน้อยลงนะ

การทำแท้งเจ็บทั้งกายเจ็บทั้งใ

การทำแท้งเจ็บทั้งกายเจ็บทั้งใจ...????????????

เด็กที่ถูกฆ่าคิดว่ามันคงแค่คันๆ เหรอซุมผีปอบ

ที่สำคัญใครเสือกทำให้เด็กเกิดมา

มนุษย์ขี้เหม็น มึงจะเสื่อมจิตกันไปถึงไหน ใครทำใครก็รับซิโว้ย รับไม่ไหวก็ให้รัฐรับไป ทำไมสูต้องฆ่าเด็ก

คำถามที่ว่าเราจะกำหนดได้ยังไง

คำถามที่ว่าเราจะกำหนดได้ยังไง หรือใครเป็นคนกำหนดว่าเมื่อไหร่ที่fetusถือว่ามีชีวิตเป็นมนุษย์
อันนี้อาจจะต้องการนักปรัชญามาตอบหรือมาถกเถียงกันอีกยกใหญ่ว่าการมีชีวิตคืออะไร? หรือชีวิตคืออะไร?
หรือต้องหาหมอมาตอบอย่างละเอียด แต่หลายคนลงความเห็นว่าถ้าถือว่าaliveนี่มันก็aliveตั้งแต่ตัวอ่อนอาทิตย์แรกๆembryo development แต่ว่าก็เป็นเซลล์ที่มารวมกันแล้วก็เจริญเติบโต (บางคนพูดว่าก็ไม่ต่างจากเซลล์มะเร็งที่โตเอาๆเท่าไหร่ในเวลานี้) แต่ว่าช่วงครบ3เดือนแรกก็เป็นช่วงที่ฟอร์มอวัยวะต่างๆมากมายแล้วรวมถึงปอดและหัวใจ

แต่ที่ถกกันมากที่สุดก็คือสมอง เพราะสมองและการมีความคิดเป็นสิ่งกำหนดความเป็นมนุษย์ ถ้าสมมุติว่าเรานอนเป็นผักอยู่ในโรงพยาบาลไม่รับรู้อะไรไปตลอดชีวิต หมอหลายที่อาจจะถามญาติเราว่าจะให้ดึงสายเครื่องช่วยหายใจออกมั๊ยเพราะเมื่อสมองตายก็ถือว่าตายไปครึ่งค่อนแล้ว ร่างกายที่ยังทำงานอยู่ถ้าต้องนอนแบบนั้นสัก20ปี จะถือว่ายังเป็นมนุษย์โดยสมบูรณ์หรือไม่?

ส่วนจะพิสูจน์เรื่องวิญญาณคงยากกว่าเพราะว่าไม่รู้ว่าจะพิสูจน์ยังไงว่าวิญญาณมนุษย์อยู่ตรงไหน หรือแตกต่างจากสัญชาติญาณสัตว์ทั่วๆไปยังไง ตัวอ่อนในครรภ์พอถึงเดือนที่ 5 ก็เริ่มจะได้ยินและสามารถขยับได้แล้ว (ซึ่งพอถึงตอนนี้เราเองที่สนับสนุนการทำแท้งก็ยังลังเลหนักใจว่าสมควรให้ทำแท้งได้หรือไม่) แต่ว่าช่วงที่สมองพัฒนารวดเร็วเป็นช่วงเข้าเดือนที่7 ซึ่งตอนนี้ถือว่าเป็นทารกแล้วหรือเป็นคนแล้ว ไม่มีประเทศไหนอนุญาติให้ทำแท้งได้ยกเว้นว่าการตั้งครรภ์นั้นจะเป็นอันตรายต่อชีวิตของแม่เด็ก

ยกตัวอย่างที่สวีเดน(ซึ่งเป็นประเทศที่คนไทยที่มีศีลธรรมดีงามสูงส่งมักเข้าใจว่าเป็นแดนฟรีเซ็กส์ สำส่อนมั่วกันไปหมด แต่คนทั่วโลกสนันสนุนว่าเป็นประเทศเสรีที่ปลอดภัย น่าอยู่และประชากรมีคุณภาพและมีคุณภาพชีวิตที่ดีที่สุด1ใน5อันดับต้นๆของโลก) กฎหมายทำแท้งที่นี่จะยอมให้ผู้หญิงเป็นคนตัดสินใจเองทั้งหมดไม่ว่าด้วยเหตุผลใดๆก็ตามถ้าอายุครรภ์ไม่เกิน 19 สัปดาห์ ถ้าเริ่มสัปดาห์ที่19ถึง22จะต้องขออนุญาติและต้องมีเหตุผลว่าครรภ์นั้นเป็นอันตรายต่อแม่และเด็ก (และความแตกต่างคือ ถ้าทำแท้งไม่ได้และไม่เด็กไม่สามารถเลี้ยงได้ รัฐบาลจะรับเลี้ยงเด็กหรือมีค่าเลี้ยงดูให้เด็กที่เกิดมา) กฎหมายที่เราใช้ในไทยกันตอนนี้ใกล้เคียงกับกฎหมายที่สวีเดนใช้เมื่อปี1938 และผู้หญิงสวีเดนก็เคยต้องแอบหนีไปทำแท้งที่โปแลนด์ช่วงเปลี่ยนกฎหมายใหม่ยุคปี60(น่าแปลกที่มีคลีนิคทำแท้งเถื่อนมากมายที่โปแลนด์ในช่วงนั้นทั้งๆที่โปแลนด์เป็นประเทศที่ค่อนข้างเคร่งศาสนาเมื่อเทียบกับสวีเดนที่คนส่วนใหญ่ไม่นับถือศาสนากันจริงจัง)

สรุปจากเรื่องอายุครรภ์และการกำหนดเรื่องการ'ฆ่ามนุษย์'
1. ถ้ามีการตั้งครรภ์โดยไม่พึงประสงค์เกิดขึ้นแล้วและแม่เด็กไม่สามารถเลี้ยงลูกได้ การทำแท้งให้ถูกกฎหมายจะช่วยไม่ให้เด็กเกิดมาแล้วถูกทอดทิ้งหรือถูกฆาตกรรม หรือการที่แม่เด็กไปหายาอันตรายมาขับเด็กออก หรือใช้บริการทำแท้งเถื่อนที่อันตราย
2. การทำแท้งถูกกฎหมายจะช่วยให้ผู้หญิงท้องที่ไม่พร้อมมีลูกสามารถเข้าถึงการทำแท้งได้ในขณะอายุครรภ์น้อยและตัวอ่อนยังไม่พัฒนาเป็นทารก(กรณีตั้งท้องต่ำกว่า5เดือน เป็นต้น)
3. การทำแท้งถูกกฎหมายช่วยให้มีการควบคุมอายุครรภ์ เช่นไม่ให้เด็กทารกในครรภ์ที่อายุถูกฆ่าจากคลีนิคทำแท้งเถื่อน (คลีนิคทำแท้งเถื่อนสนแต่เรื่องเงินและไม่สนใจว่าตัวอ่อนในครรภ์พัฒนาเป็นทารกแล้วหรือยัง ในไทยคลีนิคหลายที่ทำแท้งให้แม่ที่มีอายุครรภ์6-7-8เดือน ซึ่งเป็นอันตรายต่อชีวิตแม่เด็กและเด็กทารกเอง ในความเป็นจริงมีผู้หญิงหลายคนที่พยายามทำแท้งหลายรอบตั้งแต่อายุครรภ์อ่อนๆกับคลีนิคที่ไม่ได้มาตรฐานแล้วไม่สำเร็จ ทำให้ตัวอ่อนเจริญเติบโตเป็นทารกและไม่สามารถทำแท้งได้ เด็กที่รอดจากการทำแท้งมักเกิดมาพิการหรือปัญญาอ่อนเพราะการพัฒนาในครรภ์ถูกรบกวน)

สรุปแล้ว ชีวิตมนุษย์มีเรื่องethicsมากมายให้ต้องตัดสินใจ แล้วก็ตัดสินใจกันไม่ได้ง่ายๆเพราะมันไม่มีผิดไม่มีถูก และยังมีเรื่องความเชื่อ วัฒนธรรม ศาสนา ทรัพยากร เข้ามาเกี่ยวข้อง ก็ต้องเทียบกันว่าผลดีกับผลเสียอะไรมากกว่ากัน ในกรณีนี้เห็นว่าผลดีจากการทำแท้งให้ถูกกฎหมายนั้นมีมากกว่ามากมายในขอบเขตจำกัดและมีการควบคุม และมีพื้นฐานการตัดสินใจจากการศึกษางานวิจัยและสถิติที่พิสูจน์ได้ชัดเจน ไม่ใช่ใช้หนังสือสักเล่มสองเล่มที่เขียนขึ้นมาเมื่อพันสองพันปีที่แล้วในสมัยที่มนุษย์ยังบูชายัญกันอยู่มาตัดสินแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นในโลกที่เปลี่ยนแปลงไปสองพันปีให้หลัง

เด็กมันเกิดมา ผมถามว่า

เด็กมันเกิดมา ผมถามว่า เด็กกระทำความผิดอะไรทำใมต้องไปฆ่าเด็กผู้บริสุทธิ์??? สิทธิของเด็กอยู่ที่ใหน ทำใมจึงละเมิด ผมอ่านความเห็นหลายๆท่าน พบว่า สงสารผู้กระทำความผิด(พ่อและแม่เด็ก) แล้วโยนบาปด้วยการตัดสินประหารชีวิตเด็กแทน ผมขอต่อต้านกับ adjudgement แบบนี้ ซึ่งเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ การฆ่าเด็กผู้บริสุทธิ์ก็ขัดต่อหลักจรรยาบรรณแพทย์อยู่แล้ว ซึ่งคนทำแท้งส่วนมากจึงมิใช่แพทย์เพราะแพทย์ส่วนใหญ่มีจรรยบรรณ ซึ่งส่งผลให้เกิดปัญหาด้านสุขภาพของหญิงทำแท้งตามมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ถึงคุณมีกฎหมายออกมาให้ทำแท้งเสรี แพทย์ที่มีจรรยาบรรณที่ใหนเค้าอยากจะทำ คงให้คนที่ไม่ใช่แพทย์ทำแทน ปัญหาสุขภาพแม่ก็ตามมาอีก ดังนั้น ปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่น คุณไปอ่านได้เลย ว่าสาเหตุปัญหามาจากใครที่ใหน ใครผิด อ่านได้ที่บทความประชาไท: 'วรวรรณ ชาญด้วยวิทย์ : การตั้งครรภ์ของวัยรุ่น' ใครเป็นสาเหตุของการตั้งครรภ์ไปอ่านดู ต้องแก้ที่ต้นเหตุ รวมถึงแก้ที่สถาบันครอบครัวด้วย ดังนั้น การแก้ปัญหา ต้องแก้แบบยั่งยืน ไม่ใช่พอมารหัวขนออกมาก็ฆ่ามันเลย ถามว่า เด็กทำผิดอะไร คุณมีสิทธิอะไรไปฆ่าเค้า ถ้าเด็กคนนั้นเกิดเป็นตัวคุณเอง คุณจะยอมตายหรือไม่ หรือคุณไม่รักชีวิตตัวเอง? เด็กคือผู้บริสุทธิ์ครับ ขอย้ำอย่างหนักแน่นว่า คุณไม่มีสิทธิฆ่าผู้บริสุทธิ์ถึงแม้ว่าเค้าจะเป็นลูกของคุณเอง เพราะคุณไม่ใช่เจ้าของชีวิตเค้า

ส่วนสนับสนุนอื่นๆเช่น เช่น กฎหมายพรากผู้เยาว์ เป็นต้น อาจจะมีกฎหมายอื่นๆที่สอดคล้องกันในทางปฏิบัติด้วยเพื่อป้องกันการท้องโดยไม่พร้อม อนึ่ง จากข้อสังเกตุประเทศอังกฤษก่อนออกกฎหมายทำแท้งเสรี มีการฆ่าเด็กผู้บริสุทธิ์เพื่อทำแท้งเถื่อน 3% หลังจากมีกฎหมายทำแท้งเสรี พบว่า ทำแท้งเพิ่มขึ้นถึง 10 เท่า หรือ 30% ประมวลกฎหมายไทยปัจจุบันก็ไม่ได้ห้ามว่า หากหญิงถูกข่มขืนทำแท้งไม่ได้ หรือ หญิงที่สุขภาพไม่พร้อมทำแท้งไม่ได้ ทำได้ครับ ตรงนี้ก็จัดให้อยู่ในการวินิจฉัยของแพทย์ ว่าสามารถทำได้ ก็ไม่ผิดกฎหมาย มันก็ไม่ใช่ว่าไม่ได้ซะหมดทุกอย่าง