ปาฐกถา 14 ตุลาฯ ‘สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์’: ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจกับประชาธิปไตย

 
 
 
 
14 ต.ค.53 ที่อนุสรณ์ 14 ตุลาฯ สี่แยกคอกวัว มูลนิธิ 14 ตุลาจัดงานปาฐกถาประจำปี โดยในปีนี้องค์ปาฐกได้แก่ นายสมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ รองประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ซึ่งกล่าวปาฐกถาในหัวข้อ “ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจกับประชาธิปไตย”
 
สมเกียรติกล่าวถึงสาเหตุหนึ่งของความขัดแย้งระหว่างสีเสื้อต่างๆ ในปัจจุบันว่า แม้การศึกษาวิจัยเท่าที่มี โดยเฉพาะในกลุ่มคนเสื้อแดงจะพบว่าผู้คนคิดว่าปัญหาความขัดแย้งมาจากความไม่เป็นธรรมทางการเมือง  การถูกดูถูกและเอาเปรียบ แต่อาจกล่าวได้ว่าประเด็นทางการเมืองเกี่ยวพันกับเศรษฐกิจอย่างแยกไม่ออก เพราะผู้มีรายได้น้อยย่อมมีโอกาสในการไต่เต้าทางสังคมน้อยด้วย อีกทั้งสถานการณ์ในขณะนี้ คนกลุ่มที่มีฐานะทางเศรษฐกิจและสังคมต่ำกว่าต่างเชื่อว่ากลุ่มคนที่มีสถานะทางเศรษฐกิจและสังคมสูงกว่าพยายามปิดกั้นเสรีภาพทางการเมืองของตน ดังนั้นการจะเข้าใจปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองที่เกิดขึ้น ตลอดจนเข้าใจรากเหง้าปัญหาประชาธิปไตยไทยที่ไม่มั่นคงมาโดยตลอดจำเป็นต้องทำความเข้าใจเรื่องความเหลื่อมล้ำ ตลอดจนที่มาของความเหลื่อมล้ำ
 
สมเกียรติ สรุปภาพรวมความเหลื่อมล้ำของสังคมไทยว่า ตลอด 20 ปีที่ผ่านมา ประชากร 20% ที่มีรายได้เกินกว่าครึ่งของจีดีพียังคงมีรายได้สูงกว่าคนจนที่สุด 20% ประมาณ 12-15 เท่าไม่เปลี่ยนแปลง เมื่อคนจนมีรายได้สูงขึ้น คนรวยก็รายได้สูงขึ้นด้วย เมื่อการกระจายรายได้น้อย มีความเหลื่อมล้ำสูงก็ย่อมมีผลต่อสังคมและการเมืองด้วย ซึ่งในที่นี้สมเกียรติใช้แง่มุมของเศรษฐศาสตร์การเมืองโดยวิเคราะห์ผ่านอุปสงค์และอุปทานของการกระจายรายได้
 
จากข้อมูลเปรียบเทียบการกระจายรายได้กับการเปรียบเทียบระดับประชาธิปไตยทั่วโลก พบว่า ประชาธิปไตยจะ “เกิดขึ้น” และ “คงอยู่ได้” มากกว่าในประเทศที่ประชาชนมีรายได้สูงและมีการกระจายรายได้ที่เท่าเทียมกัน ทั้งยังมีการค้นพบในเชิงประวัติศาสตร์ของละตินอเมริกาด้วยว่า ความไม่เท่าเทียมกันในรายได้นั้นเป็นตัวขัดขวางประชาธิปไตย
 
 
 
 
 
สมเกียรติอธิบายถึงสาเหตุที่ความไม่เท่าเทียมเป็นปัญหาต่อการพัฒนาประชาธิปไตยว่า ในสังคมประชาธิปไตยเมื่อมีการเลือกตั้ง คนส่วนใหญ่ในสังคมซึ่งรายได้ต่ำกว่ารายได้เฉลี่ยมักต้องการให้รัฐจัดเก็บภาษีจากผู้มีรายได้สูงเพื่อกระจายให้ผู้มีรายได้น้อยผ่านสวัสดิการหรือการอุดหนุนต่างๆ และผู้ที่จะกำหนดว่าอัตราภาษีและการกระจายรายได้ควรอยู่ระดับใดก็คือ “ผู้ลงคะแนนเสียงมัธยฐาน” หรือ “กลุ่มคนตรงกลาง” พวกเขาจึงตัวแปรสำคัญที่สุดในการกำหนดทิศทางประเทศ สำหรับประเทศไทย ข้อมูลจากสำงานสถิติแห่งชาติพบว่า คนที่มีรายได้น้อยกว่า 6,000 บาทต่อเดือน มีประมาณ 5 ล้านครัวเรือน รายได้เฉลี่ยของครัวเรือนไทยอยู่ที่ 17,600 บาท ขณะที่รายได้ของ “คนตรงกลาง” ของสังคมไทยคือ 10,400 บาท จากการสำรวจยังพบอีกว่า ครัวเรือนตรงกลางนี้มีลูกประมาณ 1 คน 68% อยู่ในเขตชนบท หัวหน้าครัวเรือนมีอายุประมาณ 49 ปี และโดยเฉลี่ยจบเพียงชั้นประถมศึกษา ในจำนวนนี้มีเพียง 17% เท่านั้นที่มีประกันสังคม
 
ในสังคมที่ไม่เสมอภาค จะเห็นโอกาสในการเก็บภาษีเพื่อเพิ่มรายได้ของตัวเอง พูดอีกอย่างคือ “คนจน” จะสร้างแรงกดดันทำให้เกิดการเก็บภาษีกับคนมีรายได้สูง สังคมอย่างนี้จะเปลี่ยนไปสู่ประชาธิปไตยได้ยาก หรือเปลี่ยนได้ก็จะรักษาประชาธิปไตยได้ยากเพราะจะเกิดความขัดแย้งรุนแรงระหว่างคนสองกลุ่มใหญ่  สมเกียรติยกตัวอย่างเหตุการณ์ 14 ต.ค.16 ซึ่งเป็นครั้งแรกที่ประเทศไทยเปลี่ยนสู่ประชาธิปไตยเต็มใบ หลังจากนั้นเกิดการกระจายรายได้ เกิดนโยบายทางสังคม เกิดการคุ้มครองแรงงาน เกษตรกรและสหภาพแรงงานประท้วงกันมากมาย แล้วก็เกิดเหตุการณ์ 6 ต.ค.19 ขึ้น ซึ่งอธิบายได้ว่า ในสังคมที่เหลื่อมล้ำกันสูง ถ้าเปลี่ยนเป็นประชาธิปไตยที่เมื่อไร จะมีแรงกดดันให้เอาเงินในกระเป๋าคนรายได้สูงไปแจกจ่ายให้คนรายได้ต่ำ คนรายได้สูงก็จะไม่พอใจแล้วผลักดันให้มีการล้มกระดาน
 
แม้ทฤษฎีนี้อธิบายได้ในต่างประเทศที่เป็นประขาธิปไตยที่พอมีการขยายสิทธิในการเลือกตั้งก็จะเกิดการกระจายรายได้มากขึ้น รัฐมีขนาดใหญ่ขึ้น เก็บภาษีสูงขึ้น มีสวัสดิการมากขึ้น แต่กรณีของไทยมีปัจจัยที่แตกต่าง มีระบบอุปถัมภ์ครอบอีกชั้นเหนือการเลือกตั้งปกติ ถ้าจะมีการลงประชามติ คนอยู่ตรงกลางอาจไม่ได้ตัดสินใจด้วยตัวเขาเอง ถ้าเขาอยู่ในเครือข่ายผู้อุปถัมภ์รายใหญ่ หรือเจ้าพ่ที่มีฐานะดีกว่าอาจดลบันดาลใจให้เป็นไปตามที่เขาต้องการก็ได้ แต่ในอนาคตเราสามารถทำนายได้ว่า ประเทศไทยจะมีประชาธิปไตยมากขึ้น เพราะดูจากคนตื่นตัวมากขึ้นของประชาชนก็เหมือนไม่มีทางเลือกอื่น และเมื่อเป็นปะรชาธิปไตยมากขึ้น การกระจายรายได้ก็จะเกิดขึ้นได้อย่างแน่นอน นี่คือ อุปสงค์ของการกระจายรายได้
 
ส่วนอุปทานของการกระจายรายได้ก็คือคำถามว่าจะเอาเงินที่ไหนมากระจายรายได้ โดยพื้นฐานแล้วรายได้ของรัฐไทยคือ ภาษีทางตรง 40% และภาษีทางอ้อม 49% สัมปทานและอื่น 1%  ซึ่งปัจจัยสำคัญอันหนึ่งต่อการพัฒนาประชาธิปไตยคือ รายได้หรือทรัพย์สินที่เป็นเป้าหมายหลักในการเก็บภาษี ในประเทศที่มีความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจต่ำ การพัฒนาประชาธิปไตยจะเกิดขึ้นได้ไม่ยาก เพราะมีแรงกดดันให้มีการกระจายรายได้ไม่มาก ทำให้ชนชั้นสูงพร้อมจะเปิดการมีส่วนร่วมของประชาชน ประเทศที่มีความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจต่ำ มักเป็นประเทศประชาธิปไตยแม้รายได้ต่อหัวไม่สูงนักเช่นอินเดียในปัจจุบัน ขณะที่ประเทศที่มีความเหลื่อมล้ำสูงการพัฒนาประชาธิปไตยจะเป็นไปได้ยาก โดยเฉพาะประเทศที่พึ่งพาการสร้างความมั่งคั่งจากที่ดินเช่นประเทศเกษตรกรรม เพราะเจ้าที่ดินย่อมไม่ต้องการจัดเก็บภาษีในอัตราสูง ส่วนประเทศที่เหลื่อมล้ำสูงแต่พึ่งพาทุนพาณิชย์หรือทุนการเงิน แรงกดดันให้เกิดการกระจายรายได้นั้นไม่สูงนัก เนื่องจากทุนสามารถเคลื่อนย้ายออกได้ ดังนั้นประเทศกลุ่มนี้จึงพัฒนาประชาธิปไตยขึ้นมาได้แม้มีความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจสูง
 
อีกเรื่องที่สำคัญคือสาเหตุของความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจในประเทศไทย สมเกียรติหยิบยกการสำรวจทัศนคติของนักวิจัยจากทีอาร์ไอที่พบว่า คนส่วนใหญ่เห็นว่าความจน-รวย นั้นมีสาเหตุมาจากการการเกิดมาจนหรือรวย ขณะที่ในทางวิชาการมีหลายสาเหตุทำให้เกิด “ความเหลื่อมล้ำ” และ “ความไม่เป็นธรรม” ไม่ว่าจะความสามารถตามธรรมชาติของคน หรือความไม่เสมอภาคในโอกาส ซึ่งเกิดได้ทั้งจากลักษณะเฉพาะของบุคคลหรือเกิดจากการกระทำของรัฐ
 
สมเกียรติขยายความว่า รัฐสามารถสร้างความเหลื่อมล้ำในสังคมได้โดยการเอื้อประโยชน์แก่คนบางกลุ่ม แทรกแซงตลาด หรือกติกาบางอย่างของรัฐไม่เอื้อต่อการกระจายรายได้ โดยยกตัวอย่างนโยบายของรัฐต่อตลาดแรงงาน ซึ่งที่ผ่านมาแม้ว่าเศรษฐกิจประเทศโตขึ้น 50% ใน 20 ปี แต่อัตราค่าจ้าง เพิ่มขึ้นเพียง 2% ขณะที่มีคนอยู่ในระบบการจ้างงานถึง 45% ทั้งนี้ อาจด้วยเหตุผลที่ผลิตภาพของแรงงานไม่สูงขึ้น รวมทั้งเหตุที่นโยบายของรัฐเปิดโอกาสให้แรงงานต่างด้าวเข้ามาเป็นแรงงานสำรองจำนวนมาก  
 
 
 
 
สมเกียรติกล่าวในช่วงท้ายว่า อย่างไรก็ตาม ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ประชาชนมีการตื่นตัวขึ้นมาก และประชาธิปไตยคงเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ จึงขอเสนอ 4 ทางเลือกที่อาจเป็นหนทางคลี่คลายในอนาคต โดย 2 ข้อแรกไมมีการกระจายรายได้ ส่วนอีก 2 ทางหลังมีการกระจายรายได้
 
1. มีการปฏิวัติประชาชน เหมือนกับที่เกิดใน 14 ต.ค. เป็นหนทางที่มีต้นทุนสูงต่อสังคม เพราะการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองขนาดใหญ่ เกิดการกระจายรายได้ขนานใหญ่ในสังคมที่ไม่พร้อมปรับเปลี่ยนจะเหมือนกรณี 6 ต.ค.19 
 
2. ทำประเทศให้ไม่เป็นประชาธิปไตย เพราะถ้าเป็นประชาธิปไตยก็จะมีแรงกดดันตลอดเวลา จึงต้องปราบปรามประชาชนไม่ให้เกิดประชาธิปไตย ซึ่งจะมีต้นทุนต่อประเทศสูงมาก และเป็นต้นทุนต่อชนชั้นสูงที่สูงมากด้วยเช่นเดียวกัน
 
ดังนั้น สิ่งที่น่าจะเป็น คือ 3.มีการกระจายรายได้โดยนโยบายประชานิยม ซึ่งไม่ได้มุ่งสร้างความเข้มแข็ง แก้ปัญหาความยากจนอย่างแท้จริง ไม่มีการวางแผนทางการคลัง ไม่มีการวางระบบตรวจสอบทุจริต อนาคตที่อาจตามมาคือ เกิดรัฐประหาร แม้สังคมไทยอาจพูดชัดๆ ไม่ได้ว่าประชานิยมทำให้เกิดรัฐประหาร แต่ก็เป็นข้ออ้างหนึ่งในสมัย คปค. แต่ในละตินอเมริกาแทบทุกประเทศที่ใช้ประชานิยมก็เกิดรัฐประหารซ้ำแล้วซ้ำเล่า  4. สวัสดิการพื้นฐาน  ซึ่งมีการวางแผน วางกลไกในการตรวจสอบอย่างเป็นระบบ มุ่งเป้าหมายสู่คนที่เดือดร้อนจริงๆ ทางเลือกนี้น่าจะดีที่สุด
 
“เราต้องร่วมกันสร้างให้เกิดทางเลือกนี้  มันเป็นเพียงทางเลือกเดียวที่เหลืออยู่ที่ทำให้เกิดเสถียรภาพทางการเมือง และเป็นทางเลือกที่ต้นทุนต่ำที่สุดสำหรับชนชั้นนำด้วย แต่เขาอาจเลือกแบบประชานิยม เพราะทำได้ง่ายกว่า ที่ผ่านมาก็พิสูจน์แล้วว่าชนะเลือกตั้งได้ง่ายกว่า ประชานิยมเป็นสิ่งที่ทำแล้วเลิกได้ยากมาก ทั้งยังจะแพร่หลายไปสู่ระดับท้องถิ่นด้วย ... ถ้าเราต้องการปรับสู่ระบบนี้ก็ต้องป้องกันไม่ให้นักการเมืองเอาประชานิยมมาแก้ปัญหาเฉพาะหน้าไปเรื่อยๆ ต้องออกแบบให้พอดี และปรับให้มีความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจ” สมเกียรติกล่าว
 
สมเกียรติขยายความเส้นทางในข้อ 4 ว่า อย่างแรก ต้องตั้งหลักให้ได้ว่าระบบสวัสดิการเป็นอย่างไร พร้อมทั้งวิพากษ์วิจารณ์ว่านโยบายของพรรคประชาธิปัตย์ที่ผ่านมาก็ไม่ได้ออกมาในลักษณะสังคมสวัสดิการแท้จริง แต่เป็นประชานิยมสูงมาก
 
ประการที่สอง เมื่อมีการปอภิปรายเรื่องสวัสดิการ ถามว่าต้องเป็นสำหรับประชาชนทุกคนหรือไม่ ประเด็นนี้มีข้อเสนอให้พิจารณาว่า ควรแบ่งเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มแรก สวัสดิการในการลดความเสี่ยง เช่น การตกงาน การบาดเจ็บ เจ็บป่วย ซึ่งเกิดขึ้นได้กับทุกคน น่าจะเป็นระบบที่มีประสิทธิภาพมากกว่าสวัสดิการถ้วนหน้า อีกประเภทคือ สวัสดิการที่ลดความยากจน จำกัดเฉพาะคนมีรายได้น้อย คนพิการ คนสูงอายุ
 
ประการที่สาม ควรปรับปรุงสวัสดิการให้เป็นธรรมมากขึ้น ลดการอุดหนุนที่ไม่จำเป็น เช่น การประกันการว่างงานในกลุ่มคนลาออกโดยสมัครใจที่ยังได้รับเงินชดเชย ลดการอุดหนุนดอกเบี้ยเงินกู้แค่ผู้กู้ กยส. ปรับลดสวัสิดการข้าราชการที่เหมาะสม  เป็นต้น
 
ประการที่สี่ ควรกำหนดให้ผู้ได้รับสวัสดิการจากรัฐต้องทำประโยชน์คืนสู่สังคมในบางรูปแบบด้วย ไม่ใช่รัฐต้องให้อย่างเดียว
 
ประการที่ห้า การใช้จ่ายภาครัฐควรมีสัดส่วนที่เหมาะสมระหวางสวัสดิการกับการลงุทน โดยเฉพาะการพัฒนาทุนมนุษย์ เพราะสวัสดิการโดยธรรมชาติของตัวมันเองเป็นการเอาเงินจากกระเป๋าคนหนึ่งไปสู่กระเป๋าคนหนึ่งซึ่งรวมแล้วมีเม็ดเงินเท่าเดิม ถ้าจะทำให้ระบบไปได้ในระยะยาว รัฐจะลงทุนในสวัสดิการอย่างเดียวไม่ได้ ต้องทำใหเกิดการเติบโตในระยะยาวด้วย
 
ประการที่หก ควรปรับเงื่อนไขการลดหย่อนภาระภาษีให้เป็นธรรมมากขึ้น เพิ่มการลดหย่อนการอุปการะบุตร ยกเลิกสิทธิประโยชน์ทางกภาษีของบีโอไอ เป็นต้น
 
ประการที่เจ็ด ขยายฐานภาษีไปผู้ที่ยังไม่ได้จ่ายภาษี แรงกดดันที่จะตกกับเจ้าของที่ดินหรือคนเงินเดือนสูงจะลดลง การเปลี่ยนผ่านประชาธิปไตยจะราบรื่นมากขึ้น
 
ประการที่แปด การสร้างหลักประกันด้านการคลัง ให้การใช้จ่ายภาครัฐมีความเหมาะสม ถ้าไม่อยากให้นักการเมืองพาเราไปสู่ระบบประชานิยมที่หยุดไมได้ ต้องสร้างสถาบันทางกรเมือง เช่น มีกฎหมายที่สร้างความโปร่งใสด้านการคลัง ไม่อนุญาตให้เอาหนี้สินภาครัฐไปซุกได้ มีหน่วยงานขึ้นมาช่วยงานรัฐสภาในการพิจารณางบประมาณของรัฐบาล
 
ประการที่เก้า ลดการทุจริตคอรัปชั่น
 
ประการที่สิบ สร้างกติกาทางการเมืองที่เอื้อต่อการมีส่วนร่วมทางการเมืองของผู้มีรายได้น้อย โดยการสร้างกลไกทางเมืองที่โปร่งใส  เช่น มีกฎหมายเปิดเผยข้อมูลฯ ที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น ทำให้การทำประชามติได้มาตรฐาน เป็นต้น

Comments

แหมม... คงนกรู้ว่า

แหมม... คงนกรู้ว่า งานนี้พวกเสื้อแดงมาเยอะ.. เลยสงบปากสงบคำ ไม่กล้าแขวะแม้วมากนัก พูดแต่เรื่องดิน ฟ้า อากาศ พล่ามในสิ่งที่ชาวบ้านเขารู้อยู่แล้ว ก็ไม่ทราบว่าจะ มาปาฐกหาพระแสงอะไร เรื่องขยับขยายฐานภาษีอะไรนั่น พวกชาวบ้านร้านถิ่นต่างหากที่รับกรรมไป

ความเลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจมันเกิดจาก ช่องทางการทำมาหากิน ถูกปิดกั้นผูกขาด โดยอภิสิทธิ์ชน กลุ่มเดียว ไม่ใช่เกิดจากการจัดเก็บภาษี บักหนานเอ๊ยย

ยกให้เค้าไป

ยกให้เค้าไป เค้าฉลาดที่สุดในประเทศไทย เค้ารู้ทุกอย่าง ทักษะการแข่งขันสูงลิบ
ต่อไปเด็กเรียนคอมพิวเตอร์ ต่อโทเอกทางปัญญาประดิษฐ์
สามารถทำงานได้ทุกอย่าง นิติ บริหาร ตุลาการ การเมือง

น่าเข้าพรรคการเมืองซะทีนะ
หรือรอปฎิวัติรัฐประหารรอบใหม่ค่อยรับเชิญเข้าไปเป็นนายกฯหรือรัฐมนตรี?

ภายใต้สถานการณ์ที่จะตีกันไม่เ

ภายใต้สถานการณ์ที่จะตีกันไม่เลิกของ 2 อำนาจทางการเมือง (มาเฟียเลว กับ เจ้าพ่อชั่ว) ถือเป็นข้อเสนอที่กลางๆ...เป็นการเตือนทั้งฝ่ายมาเฟียเลวว่า " มีคนจนเยอะนะพวก สร้างภาพดีดีหน่อย แบ่งพวกคนจนบ้างดิ " เตือนทั้งฝ่ายเจ้าพ่อชั่วว่า "เฮ้ย..ชนชั้นสูงเค้าไม่ยอมแบ่งเค้กมาให้ง่ายๆ หรอก หาวิธีอื่นมาสู้ดีกว่า ใช้สมองมั้ยดิ"

...แต่ที่รู้แน่ๆ ก็คือ คุณสมเกียรติ์ยอมรับว่า ตอนนี้ไทยยังไม่เป็นประชาธิปไตย...

...การพยายามผูกโยง "ประชาธิปไตย" กับ "ความเหลื่อมล้ำทางรายได้" คงเป็นความพยายามอย่างหนึ่ง???

แต่ความรู้ในเชิงภูมิปัญญา เกี่ยวกับเศรษฐกิจการเมืองไทย ยังไม่เห็นเลยคะ...

ภายใต้สถานการณ์ที่จะตีกันไม่เ

ภายใต้สถานการณ์ที่จะตีกันไม่เลิกของ 2 อำนาจทางการเมือง (มาเฟียเลว กับ เจ้าพ่อชั่ว) ถือเป็นข้อเสนอที่กลางๆ...เป็นการเตือนทั้งฝ่ายมาเฟียเลวว่า " มีคนจนเยอะนะพวก สร้างภาพดีดีหน่อย แบ่งพวกคนจนบ้างดิ " เตือนทั้งฝ่ายเจ้าพ่อชั่วว่า "เฮ้ย..ชนชั้นสูงเค้าไม่ยอมแบ่งเค้กมาให้ง่ายๆ หรอก หาวิธีอื่นมาสู้ดีกว่า ใช้สมองมั้ยดิ"

...แต่ที่รู้แน่ๆ ก็คือ คุณสมเกียรติ์ยอมรับว่า ตอนนี้ไทยยังไม่เป็นประชาธิปไตย...

...การพยายามผูกโยง "ประชาธิปไตย" กับ "ความเหลื่อมล้ำทางรายได้" คงเป็นความพยายามอย่างหนึ่ง???

แต่ความรู้ในเชิงภูมิปัญญา เกี่ยวกับเศรษฐกิจการเมืองไทย ยังไม่เห็นเลยคะ...

ภายใต้สถานการณ์ที่จะตีกันไม่เ

ภายใต้สถานการณ์ที่จะตีกันไม่เลิกของ 2 อำนาจทางการเมือง (มาเฟียเลว กับ เจ้าพ่อชั่ว) ถือเป็นข้อเสนอที่กลางๆ...เป็นการเตือนทั้งฝ่ายมาเฟียเลวว่า " มีคนจนเยอะนะพวก สร้างภาพดีดีหน่อย แบ่งพวกคนจนบ้างดิ " เตือนทั้งฝ่ายเจ้าพ่อชั่วว่า "เฮ้ย..ชนชั้นสูงเค้าไม่ยอมแบ่งเค้กมาให้ง่ายๆ หรอก หาวิธีอื่นมาสู้ดีกว่า ใช้สมองมั้ยดิ"

...แต่ที่รู้แน่ๆ ก็คือ คุณสมเกียรติ์ยอมรับว่า ตอนนี้ไทยยังไม่เป็นประชาธิปไตย...

...การพยายามผูกโยง "ประชาธิปไตย" กับ "ความเหลื่อมล้ำทางรายได้" คงเป็นความพยายามอย่างหนึ่ง???

แต่ความรู้ในเชิงภูมิปัญญา เกี่ยวกับเศรษฐกิจการเมืองไทย ยังไม่เห็นเลยคะ...

ผมว่าคุณควรไปพูดในงานครบรอบ

ผมว่าคุณควรไปพูดในงานครบรอบ 19 กันยามากกว่า

อันนั้นทำให้คุณเกิดได้ในวงการอำมาตย์

ไม่ได้มีประโยชน์อะไรกับ 14 ตุลาเลย พอๆกับลูกพี่ธีรยุทธของคุณ

แองเจล่า

[quote=แองเจล่า]ภายใต้สถานการณ์ที่จะตีกันไม่เลิกของ 2 อำนาจทางการเมือง (มาเฟียเลว กับ เจ้าพ่อชั่ว) ถือเป็นข้อเสนอที่กลางๆ...เป็นการเตือนทั้งฝ่ายมาเฟียเลวว่า " มีคนจนเยอะนะพวก สร้างภาพดีดีหน่อย แบ่งพวกคนจนบ้างดิ " เตือนทั้งฝ่ายเจ้าพ่อชั่วว่า "เฮ้ย..ชนชั้นสูงเค้าไม่ยอมแบ่งเค้กมาให้ง่ายๆ หรอก หาวิธีอื่นมาสู้ดีกว่า ใช้สมองมั้ยดิ"

...แต่ที่รู้แน่ๆ ก็คือ คุณสมเกียรติ์ยอมรับว่า ตอนนี้ไทยยังไม่เป็นประชาธิปไตย...

...การพยายามผูกโยง "ประชาธิปไตย" กับ "ความเหลื่อมล้ำทางรายได้" คงเป็นความพยายามอย่างหนึ่ง???

แต่ความรู้ในเชิงภูมิปัญญา เกี่ยวกับเศรษฐกิจการเมืองไทย ยังไม่เห็นเลยคะ...[/quote]

แองเจล่า คมชัดดีมากครับ!

“อ. สมเกียรติ” เขียนบทความ

“อ. สมเกียรติ” เขียนบทความ ชี้แจง ทำให้เห็นภาพชัดเจน

อธิบายเป็น “หลักวิทยาศาสตร์” มีเหตุมีผล

มี “ตัวเลข” จากการสำรวจจาก “สภาพที่แท้จริง”

ไม่เหมือน “นักวิชาการ” บางคนใน Web นี้

ที่เขียนบทความแบบ “เทพนิยาย”

ใช้ “จิตนาการ” เป็นหลัก

หรือไม่ ก็เข้าห้องสมุดเขียนตาม TEXTBOOK หรือ Reference ต่างๆ ที่ล้าสมัย

ที่ตัวเองเล่าเรียนมาก เมื่อ “หลายสิบปีก่อน”

ไม่สะท้อน “สภาพของสังคม” หรือ “บริบท” ที่แท้จริง

นักวิชาการ เหล่านี้มักจะ “เก็บกด”

เนื่องจาก “แนวความคิด” ไม่ได้รับความนิยมจาก “มหาชน” ส่วนใหญ่

กลายเป็น “นักวิชาการ” ที่มีปัญหา มีปมด้อย

บางครั้งก็ “ฟาดงวงฟาดงา” หาว่า คนอื่น “ไม่ทันสมัย” เยี่ยงตน

สุดท้ายก็จะกลายเป็นส่วนหนึ่งของ “ซากปรักหักพัง”

ของ “การเผากรุงครั้งที่ 3” ไปเสียฉิบ…..

มองทะลุ wrote:ยกให้เค้าไป

[quote=มองทะลุ]ยกให้เค้าไป เค้าฉลาดที่สุดในประเทศไทย เค้ารู้ทุกอย่าง ทักษะการแข่งขันสูงลิบ
ต่อไปเด็กเรียนคอมพิวเตอร์ ต่อโทเอกทางปัญญาประดิษฐ์
สามารถทำงานได้ทุกอย่าง นิติ บริหาร ตุลาการ การเมือง

น่าเข้าพรรคการเมืองซะทีนะ
หรือรอปฎิวัติรัฐประหารรอบใหม่ค่อยรับเชิญเข้าไปเป็นนายกฯหรือรัฐมนตรี?[/quote]
___________________________________________________________

น่าเสียดาย..ยังไงแกก็โกงไม่เก่งเท่า เอก อาชญวิทยา นะครับ....ใจเย็นได้ มองทะลุ

แช่ม wrote:“อ. สมเกียรติ”

[quote=แช่ม]“อ. สมเกียรติ” เขียนบทความ ชี้แจง ทำให้เห็นภาพชัดเจน

อธิบายเป็น “หลักวิทยาศาสตร์” มีเหตุมีผล

มี “ตัวเลข” จากการสำรวจจาก “สภาพที่แท้จริง”

ไม่เหมือน “นักวิชาการ” บางคนใน Web นี้

ที่เขียนบทความแบบ “เทพนิยาย”

ใช้ “จิตนาการ” เป็นหลัก

หรือไม่ ก็เข้าห้องสมุดเขียนตาม TEXTBOOK หรือ Reference ต่างๆ ที่ล้าสมัย

ที่ตัวเองเล่าเรียนมาก เมื่อ “หลายสิบปีก่อน”

ไม่สะท้อน “สภาพของสังคม” หรือ “บริบท” ที่แท้จริง

นักวิชาการ เหล่านี้มักจะ “เก็บกด”

เนื่องจาก “แนวความคิด” ไม่ได้รับความนิยมจาก “มหาชน” ส่วนใหญ่

กลายเป็น “นักวิชาการ” ที่มีปัญหา มีปมด้อย

บางครั้งก็ “ฟาดงวงฟาดงา” หาว่า คนอื่น “ไม่ทันสมัย” เยี่ยงตน

สุดท้ายก็จะกลายเป็นส่วนหนึ่งของ “ซากปรักหักพัง”

ของ “การเผากรุงครั้งที่ 3” ไปเสียฉิบ…..[/quote]

อาจารย์แกศึกษาเป็นหลักวิทยาศาสตร์อย่างไรหรือ

ที่แกเขียนมาคือการตั้งสมมติฐานทั้งนั้น

สไตล์แตกต่างกันไปตาม..สามารถ

สไตล์แตกต่างกันไปตาม..สามารถ
เป้นสีสันของวงการศึกษา
ส่วน ท่านแช่ม
ยุคหลังๆมานี่ เน้นใช้หลัก " อัญประกาศ " เพื่อเน้นตัวตนล้วนๆ
สาธุ..อัจจุตะ อัจเจกะ อัจฉริยะ
มิอาจหาสรรพสิ่งใดๆเสมอเหมือน

อิอิ

บางกอก wrote:มองทะลุ

[quote=บางกอก][quote=มองทะลุ]ยกให้เค้าไป เค้าฉลาดที่สุดในประเทศไทย เค้ารู้ทุกอย่าง ทักษะการแข่งขันสูงลิบ
ต่อไปเด็กเรียนคอมพิวเตอร์ ต่อโทเอกทางปัญญาประดิษฐ์
สามารถทำงานได้ทุกอย่าง นิติ บริหาร ตุลาการ การเมือง

น่าเข้าพรรคการเมืองซะทีนะ
หรือรอปฎิวัติรัฐประหารรอบใหม่ค่อยรับเชิญเข้าไปเป็นนายกฯหรือรัฐมนตรี?[/quote]
___________________________________________________________

น่าเสียดาย..ยังไงแกก็โกงไม่เก่งเท่า เอก อาชญวิทยา นะครับ....ใจเย็นได้ มองทะลุ[/quote]

ขึ้นกับว่า นิยามคำว่า'โกง'ว่ายังไง?

การโกงในการแข่งขันเตะฟุตบอล เช่น กรรมการถือหางทีมหนึ่ง หาเรื่องเป่าฟลาวทีมหนึ่ง แต่เลี่ยงที่เป่าฟลาวอีกทีมหนึ่ง

อย่างนี้เรียกว่าโกงไหม?

แต่ที่แน่ๆคือไม่ยุติธรรม ไม่แฟร์

การแอบอ้างว่าชำนาญในบางสาขา อย่างเช่น นักหนังสือพิมพ์ไปยกหางว่าเป็นนักเศรษฐศาสตร์ โดยที่เจ้าตัวไม่ปฎิเสธ

อย่างนี้เรียกว่าโกงไหม?

แต่ที่แน่ๆ เข้าข่ายแอบอ้างหลอกลวง

การปล้นอำนาจอธิปไตยปวงชนชาวไทยตั้งแต่ปี 2549 ถึงปัจจุบันทำให้เกิดความสูญเสียทางเศรษฐกิจเป็นมูลค่านับ[b]ล้านๆ[/b]บาท ความสูญเสียทางสังคมที่แตกแยกอย่างรุนแรง (ยังไม่นับผู้บาดเจ็บและผู้เสียชีวิต) ประมาณค่าความเสียอันสูงลิบไม่ได้ แล้วจะเป็นอย่างนี้ต่อไปอีกไม่รู้กี่ปี

อย่างนี้เรียกว่าโกงไหม?

ยึดทรัพย์ทักษิณแสนล้านบาท แลกกับความสูญสียต่อประเทศหลายล้านๆบาท?

นึกถึงหนังการ์ตูนที่เคยดู

นึกถึงหนังการ์ตูนที่เคยดู ขบวนการฮีโร่ไล่ล่าเหล่าร้ายบนรถไฟ ยิงกันแหลก และแล้วขบวนรถไฟก็ตกเหว ฮีโร่กับเหล่าร้ายตายหรือเปล่าไม่รู้ แต่ผู้โดยสารรถไฟ..สันนิษฐานว่าตายเหี้ยนเพราะตกลงไปในหุบเหวทั้งขบวน ไม่รู้กี่ร้อยชีวิต

จิตสำนึกของฮีโร่มักจะเป็นแบบนี้แหละ

ดร.สมเกียรติกำลังรวบอำนาจผูกข

ดร.สมเกียรติกำลังรวบอำนาจผูกขาด [b]สถาบันภูมิปัญญาของประเทศ[/b]?

ปาฐกถาเรื่องเศรษฐธรรมในยุคโลกาภิวัตน์ โดย สมเกียรติ ตั้งกิจวาณิชย์ ...
27 ก.ค. 2007 ... ปาฐกถาเรื่อง เศรษฐธรรมในยุคโลกาภิวัตน์. ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวาณิชย์. ผู้อำนวยการวิจัย สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ...
http://arayachon.org/article/20070727/128

[b]สถาบันภูมิปัญญาของประเทศ[/b] กว้างขวางหลากหลายใหญ่มหึมา
กำลังถูกลดรูป??? ให้เหลือ

[b]สถาบันภูมิปัญญาของประเทศ=TDRI[/b]

???

ประเทศไทยรวมศูนย์ทุกด้าน

ประเทศไทยรวมศูนย์ทุกด้าน ไม่ว่าจะการเมือง การศึกษา สาธารณสุข เศรษฐกิจ
การรวมศูนย์มันก็ทำให้มีอยู่ที่เดียวที่อื่นไม่มี
มีทุกอย่างอยู่เมืองเดียวมันก็ต้องเหลื่อมล้ำอยู่แล้ว

ถ้าคนมีรายได้มากต้องอุ้มคนจน ทำให้คนรวยไม่พอใจ อาจจะคิดวิธีของการแบ่งเค้กตรงๆ ก็ได้ อย่างเช่น การมีทีวีในแต่ละพื้นที่เพื่อเกิดการมีอาชีพใหม่ๆ ทำให้เกิดการจับจ่าย และอื่นๆอีกเยอะ มันน่าจะช่วยได้บ้างไม่มากก็น้อย บางทีอาจจะทำให้คนใหลกลับภูมิภาคของตนเองอย่างมหาศาลก็ได้
ส่วน กลุ่มทุนใหญ่ๆ จะปล่อยให้มีกลุ่มทุนใหญ่หลาอยู่แต่กรุงเทพไม่ได้ น่าจะหาวิธีอะไรที่กลุ่มทุนต่างจังหวัดได้แบ่งเค้กจากกรุงเทพมามั่ง รวมถึงหาวิธีอะไรในการให้คนจนมีโอกาศแข่งขันกับคนรวยได้ด้วย

คิดถึงคุณตั้งนาน

คิดถึงคุณตั้งนาน หายหั....วไปเลยนะ หลัง 19 ก.ย. 49 หลังด่าทักกี้เอาไว้เยอะ คนที่หลงคิดว่าตัวเองเก่งมักเป็นอย่างนี้ เคยนึกเล่นๆ ว่า หลังรถถังออกมาวิ่งท่่านดร. กลัวลูกปืนหรืออย่างไร เห็นเงียบฉี่ เลย พอๆ กะราษฎรอาวุโสเลย

ดร.เองไม่เหรอ เคยบอกว่า โลตัส อะไรทั้งหลาย จะเป็นข้อเลือกให้ผู้บริโภค แล้วไง แม่ค้า โชห่วย ชาวท้องถิ่น ตายไปตามๆ กัน เกิดมาฉลาดไม่เท่าลูกเจ๊ก โล้สำเภามาจากเมืองจีนก็จริง แต่โคตรฉันอยู่บ้านใต้ถุนสูง เรือนไทย ริมแม่น้ำ และโคตรของโคตรฉันนี่แหละอยู่ที่นี่มาก่อนสำเภาจีนจะมาถึงถิ่นแถบนี้ เสียอีกนะจ๊ะ

โถ....ท่่านนะ ทำให้ฉันคิดถึงมาตั้งนมตั้งนาน จนน....มตั้งไปหมดแล้ว ก็ 4 ปีมานี่ ท่านเล่นเงียบ เป็นเป่า สากกะเบือ ไปเลยนี่ หายซ่าส์ไปเลย นี่พอ ดูๆ ไป ชาวโลก เขาจะเอากะ แดงด้วย พอศาลโลกรับเรื่องเท่านั้นแหละ ท่านออกมาทำเก๋ เท่ห์ระเบิด กูฉลากกว่าใคร ตามโลโก้เดิมจนได้สิน่า

หมั่นไส้ว่ะ

ไม่เคยหายเลย ไม่เคยเปลี่ยนไปเลยนะ จากแดนซากุระ ยัน แหลมทอง

ฮ่วย...

o

[quote=o]ประเทศไทยรวมศูนย์ทุกด้าน ไม่ว่าจะการเมือง การศึกษา สาธารณสุข เศรษฐกิจ
การรวมศูนย์มันก็ทำให้มีอยู่ที่เดียวที่อื่นไม่มี
มีทุกอย่างอยู่เมืองเดียวมันก็ต้องเหลื่อมล้ำอยู่แล้ว

ถ้าคนมีรายได้มากต้องอุ้มคนจน ทำให้คนรวยไม่พอใจ อาจจะคิดวิธีของการแบ่งเค้กตรงๆ ก็ได้ อย่างเช่น การมีทีวีในแต่ละพื้นที่เพื่อเกิดการมีอาชีพใหม่ๆ ทำให้เกิดการจับจ่าย และอื่นๆอีกเยอะ มันน่าจะช่วยได้บ้างไม่มากก็น้อย บางทีอาจจะทำให้คนใหลกลับภูมิภาคของตนเองอย่างมหาศาลก็ได้
ส่วน กลุ่มทุนใหญ่ๆ จะปล่อยให้มีกลุ่มทุนใหญ่หลาอยู่แต่กรุงเทพไม่ได้ น่าจะหาวิธีอะไรที่กลุ่มทุนต่างจังหวัดได้แบ่งเค้กจากกรุงเทพมามั่ง รวมถึงหาวิธีอะไรในการให้คนจนมีโอกาศแข่งขันกับคนรวยได้ด้วย[/quote]

แองเจล่า

[quote=แองเจล่า]ภายใต้สถานการณ์ที่จะตีกันไม่เลิกของ 2 อำนาจทางการเมือง (มาเฟียเลว กับ เจ้าพ่อชั่ว) ถือเป็นข้อเสนอที่กลางๆ...เป็นการเตือนทั้งฝ่ายมาเฟียเลวว่า " มีคนจนเยอะนะพวก สร้างภาพดีดีหน่อย แบ่งพวกคนจนบ้างดิ " เตือนทั้งฝ่ายเจ้าพ่อชั่วว่า "เฮ้ย..ชนชั้นสูงเค้าไม่ยอมแบ่งเค้กมาให้ง่ายๆ หรอก หาวิธีอื่นมาสู้ดีกว่า ใช้สมองมั้ยดิ"

...แต่ที่รู้แน่ๆ ก็คือ คุณสมเกียรติ์ยอมรับว่า ตอนนี้ไทยยังไม่เป็นประชาธิปไตย...

...การพยายามผูกโยง "ประชาธิปไตย" กับ "ความเหลื่อมล้ำทางรายได้" คงเป็นความพยายามอย่างหนึ่ง???

แต่ความรู้ในเชิงภูมิปัญญา เกี่ยวกับเศรษฐกิจการเมืองไทย ยังไม่เห็นเลยคะ...[/quote]

ชอบที่คุณสรุปได้ใจความสั้นๆดีมากค่ะ

น่าสนใจว่าในบรรดาข้อเสนอเรื่อ

น่าสนใจว่าในบรรดาข้อเสนอเรื่อง"ปฎิรูป"ด้านต่างๆ ไม่ว่าจะจากบทความนี้ หรือจากคณะกรรมการปฎิรูปประเทศไทย ไม่มีใครพูดถึงการปฎิรูปกองทัพไทย ซึ่งเป็นรากเหง้าของปัญหาความสามานย์ต่างของทุนนิยมไทย

กองทัพไทยคือกลุ่มทุนที่มีอภิสิทธิ์มากมาย กลุ่มทุนอื่นจะเข้ามามีอิทธิพลในอุตสาหกรรมต่างๆก็ต้องรอมชอมกะกองทัพไทย ซึ่งเป็นความแตกต่างของกองทัพในประเทศที่พัฒนาแล้ว (และพัฒนาได้) กองทัพในประเทศที่พัฒนาแล้วไม่เคยถือหุ้นในธนาคาร ทีวี อสังสาริมทรัพย์ ฯลฯ

ถ้าไม่ปฎิรูปกองทัพไทยก็พายเรืออยู่ในอ่างรัฐประหารกันไม่มีวันจบสิ้นนะคะ

บทบาทของกองทัพไทยนั้นภาษาอังกฤษเรียกได้ว่าเป็น "ช้างในห้องนั่งเล่น" คือเห็นกันอยู่ทนโท่แต่ไม่พูดถึงกัน

Kanda

[quote=Kanda]น่าสนใจว่าในบรรดาข้อเสนอเรื่อง"ปฎิรูป"ด้านต่างๆ ไม่ว่าจะจากบทความนี้ หรือจากคณะกรรมการปฎิรูปประเทศไทย ไม่มีใครพูดถึงการปฎิรูปกองทัพไทย ซึ่งเป็นรากเหง้าของปัญหาความสามานย์ต่างของทุนนิยมไทย

กองทัพไทยคือกลุ่มทุนที่มีอภิสิทธิ์มากมาย กลุ่มทุนอื่นจะเข้ามามีอิทธิพลในอุตสาหกรรมต่างๆก็ต้องรอมชอมกะกองทัพไทย ซึ่งเป็นความแตกต่างของกองทัพในประเทศที่พัฒนาแล้ว (และพัฒนาได้) กองทัพในประเทศที่พัฒนาแล้วไม่เคยถือหุ้นในธนาคาร ทีวี อสังสาริมทรัพย์ ฯลฯ

ถ้าไม่ปฎิรูปกองทัพไทยก็พายเรืออยู่ในอ่างรัฐประหารกันไม่มีวันจบสิ้นนะคะ

บทบาทของกองทัพไทยนั้นภาษาอังกฤษเรียกได้ว่าเป็น "ช้างในห้องนั่งเล่น" คือเห็นกันอยู่ทนโท่แต่ไม่พูดถึงกัน[/quote]

ทำไมทหารไทยจึงเส้นใหญ่นัก นึกจะรัฐประหารก็ทำได้ นึกจะ"กระชับ"หัวใครเป็นรูโบ๋ก็ทำได้ ทหารไทยเก่งกว่าทหารประเทศอื่นยังไง? ผมคิดว่า"ช้าง"ที่มองไม่เห็น,พูดถึงไม่ได้ในห้องนั่งเล่นที่เรียกว่าตอแหลแลนด์ไม่น่าจะเป็นทหาร น่าจะเป็นอะไรที่ยิ่งใหญ่กว่าทหาร ทรงอิทธิพลยิ่งกว่าทหาร สามารถสั่งให้ทหารact in concertกับตุลาการ และ อีกหลายๆภาคส่วน ทำการใหญ๋

ช้างที่ผมเห็นไม่ไช่ช้างสีเขียวขี้ม้าหรือเขียวลายพรางครับ แต่สี...........

แล้วก็อยากเรียนถามอาจารย์สมเกียรติคนเก่งสักข้อ เห็นอธิบายว่าการกระจายรายได้แบบประชานิยมนำมาซึ่งการทุจริตและลงเอยด้วยรัฐประหาร มันง่ายขนาดนั้นจริงหรือ? รัฐบาลปัจจุบันนี่ไม่เรียกว่าโคตรประชานิยมหรือครับ? ไม่เรียกว่าทุจริตตัวพ่อหรือครับ? (สงสัยจังทำไมอาจารย์สมเกียรติมองไม่เห็น) ทำไมไม่เห็นend upด้วยการถูกรัฐประหารเลย? สมมติฐานอันนี้น่าจะไม่ถูกต้อง,ครบถ้วน,สมบูรณ์ แล้วมัง หาคำอธิบายใหม่ได้แล้วกระมัง

สงสัยว่าอาจารย์สมเกียรติคงมองไม่เห็นช้าง หรือไม่ก็จงใจตาบอดกับช้างเท่านั้น ซึ่งเป็นความสามารถขั้นสูงในการบังคับสมองตัวเองให้มองอะไรบางอย่างไม่เห็น หรือไม่ก็เห็นแต่บอกว่าไม่เห็น เพราะรู้เห็นเป็นใจกับช้าง(เรียกว่าhypocrite) แฮ่ๆ

อ่านบทความนึงจากนสพ.เรื่องนัก

อ่านบทความนึงจากนสพ.เรื่องนักข่าวญี่ปุ่นที่อัฟกานิสถาน อ่านแล้วขำเพราะนักข่าวคิดคล้ายๆที่มองทะลุคิด

[quote]คมชัดลึก : การปล่อยตัว โคสุเกะ สึเนโอกะ นักข่าวอิสระแห่งแดนอาทิตย์อุทัยที่ถูกกลุ่มติดอาวุธจับเป็นตัวประกันนานถึง 5 เดือนเป็นไปอย่างง่ายๆ โดยเขาถูกนำตัวขึ้นรถยนต์พาไปหมู่บ้านใกล้ๆ แห่งหนึ่ง ซึ่งมีเจ้าหน้าที่จากทำเนียบประธานาธิบดีอัฟกานิสถานรอรับตัวอยู่และขับรถพาไปยังกรุงคาบูลเพื่อส่งต่อให้สถานทูตญี่ปุ่น

สึเนโอกะได้เดินทางกลับบ้านเกิดเมืองนอนทันที ก่อนจะเปิดเผยเบื้องหลังทั้งหมดว่าถูกกลุ่มติดอาวุธกลุ่มฮิซบ์-อี-อิสลามิ (พรรคอิสลาม) ซึ่งเป็นพันธมิตรกับรัฐบาลประธานาธิบดีฮามิด คาร์ไซ จับเป็นตัวประกันขณะโต๋เต๋แถบจังหวัดกุนดุซและทาคาร์ ทางตอนเหนือของอัฟกานิสถาน

"แต่ถึงแม้ว่าจะเป็นพันธมิตรกัน ดูเหมือนว่ากลุ่มติดอาวุธกลุ่มนี้กลับเกลียดชังทั้งผู้บัญชาการทหารและประธานาธิบดีคาร์ไซ"

[b] นักข่าวอิสระชาวญี่ปุ่นเล่าว่าช่วงที่ถูกกลุ่มติดอาวุธจับเป็นตัวประกัน ได้รับการดูแลอย่างดี มีอาหารกินวันละ 3 มื้อ ขณะที่ผู้คุมล้วนเป็นมิตร แต่ส่วนใหญ่ไร้การศึกษาไม่รู้อะไรทั้งสิ้น แม้กระทั่งความรู้ด้านศาสนาอิสลามเองก็ยังแย่มาก

"ตอนที่ผมบอกพวกเขาว่าชีวิตแต่งงานของผมพังอย่างไม่เป็นท่าแค่ 5 เดือนเองหลังการแต่งงาน พวกเขาก็ย้อนถามว่า "แล้วแกฆ่าเมียแกหรือเปล่า" ผมตอบว่า "ไม่มีทาง" พวกเขาก็บอกว่าถ้าเขาเป็นผม ป่านนี้ก็ฆ่าเมียคนนั้นไปแล้ว"

[u] "พวกเขาดูเหมือนว่าจะมองโลกอย่างง่ายๆ ไม่ซับซ้อนอะไร แค่ว่ามุสลิมเป็นคนดี คนนอกศาสนาเป็นคนเลวและเป็นคนที่โจมตีพวกเขา"[/u][/b]

"กลุ่มตาลีบันจะได้รับความชื่นชมมากเป็นพิเศษ พลพรรคของกลุ่มติดอาวุธทุกคนจะมีโทรศัพท์มือถือคนละเครื่อง แต่ข้อมูลทั้งหลายทั้งปวงที่พวกเขาเก็บไว้ในมือถือล้วนเป็นเรื่องเกี่ยวกับตาลีบัน พวกเขายังร้องเพลงเพื่อชีวิตของตาลีบันด้วย"

บุญรัตน์ อภิชาติไตรสรณ์

http://www.komchadluek.net/detail/20100917/73500/%E0%B8%97%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%95%E0%B9%80%E0%B8%95%E0%B8%AD%E0%B8%A3%E0%B9%8C:%E0%B8%8A%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%97%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%AA%E0%B8%B9%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%B4%E0%B8%AA%E0%B8%A3%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%9E(2).html
[/quote]

[b][u] "พวกเขาดูเหมือนว่าจะมองโลกอย่างง่ายๆ ไม่ซับซ้อนอะไร แค่ว่ามุสลิมเป็นคนดี คนนอกศาสนาเป็นคนเลวและเป็นคนที่โจมตีพวกเขา"[/u][/b]

และแล้วในนามของ'คนดี' พวกเขาก็กลายเป็น'ผู้ก่อการร้าย'

'คนดี'จึงอาจนิยามได้แบบนึงว่า

ความเป็นไปได้มากกว่า50%ที่จะกลายเป็นผู้ก่อการร้าย???

เช่นเดียวกับศาสนจักรในยุคกลางที่ก่อการร้ายนานหลายร้อยปี?

ความกล้าของชายสามศอก เทียบกับ

ความกล้าของชายสามศอก เทียบกับ หญิงออกทอง แบบคำผกา ยังไม่ได้เลย ชัดแจ๋วมาก และจะช่วยขยับพัฒนา
ประชาธิปไตยในไทยไปอีกไกล ลองดูคลิปที่เธอพูดถึงราษฎรอาวุโส ที่ชอบ ยกตำราฝรั่ง(ที่ก็ไปท่องมาทำท่าหลอกชาวบ้านอีกที เพราะฟังดูน่าเชื่อถือ) เอ้อ..คนแก่ๆ ก็เงี้ยน้าาาาา ยังคิดแบบเก่าอยู่ว่า อะไรแบบนั้นจะทำให้ดูขลัง

คนรุ่นใหม่ เด็กรุ่นใหม่ ซัก 40 ลงมาน่ะ เขาวัดภาษาอังกฤษกันที่สำเนียงแล้ว ไม่ใช่ที่ คำศัพท์ หรือ คำแปล ด้วยซ้ำไป

ไม่แปลกที่แผนผังจากพาวเวอร์พอยท์ ดูจะน่าเชื่อถือ แต่ไม่ใช่ทั้งหมด ใครกันแน่คือ เจ้าพ่อชั่ว ตัวจริง เอาแค่ เจ้าพ่อ ก็ได้ ยังไม่ต้องชั่วหรอก ใครกันคือ เจ้าพ่อ เมืองไทย

คนไทยยุคใหม่เขาไม่งงกับแผนผังที่สร้างมาให้ดูวกวนหรอก แต่เขานั่งหัวเราะ ต่างหาก เหมือนกับ แผนผังล้มเจ้า ของศอฉ ไง

ทำให้คิดว่า คุณสรรเสริญ คุณไม่ตลกตัวเองบ้่างหรือ

แนวทางประชาธิปไตย ชัดเจนออกมามากขึ้น เพราะมีผู้บริสุทธิ์ ชาวนาอีสาน ชาวนาเหนือ ยอมสละชีวิต ยอมพิการ ท่านทั้งหลาย ที่หลบลุ้นอยู่บนหอคอยงาช้าง พึ่งจะออกมา เอื้อนเอ่ยกับเขา ....

แต่เฮ้....วันนี้เรามาลุ้น พสิษฐ์ ศักดาณรงค์ กันดีกว่า เราจะไม่ลืมนามสกุลนี้แน่นอน ท่านแน่จริงๆ สังคมต้องการคนกล้าแบบนี้ แบบท่าน มิเสียแรงที่จบดอกเตอร์ด้านผู้นำมา ผู้นำต้องซื่อสัตย์ ต่ออุดมการณ์ของตัวเอง