ความทรงจำบนสถานที่ก็คือพิพิธภัณฑ์ของเรา

มันคงเป็นเรื่องน่าหงุดหงิดใจสำหรับนักรบผู้มีมโนทัศน์แบบก่อนศตวรรษที่ 21 ที่การกำจัดมนุษย์ทิ้งออกไปจากสถานที่หนึ่ง เพื่อแย่งชิงพื้นที่หรือเพียงประกาศศักดาแห่งอำนาจแบบเดิมๆ กลับสร้างความทรงจำถึงความป่าเถื่อนชิ้นนั้นฝังติดไว้บนสถานที่นั้นๆ ให้เป็นตราบาปของตนเอง แล้วก็ดูเหมือนจะหมดหนทางที่จะมีเครื่องมือชิ้นที่สองมาลบล้างความทรงจำแห่งสถานที่ที่เกิดใหม่นั้น

ผู้เขียนเคยนึกฝันเฟื่องแบบเก่าๆ หลังการฆ่าจบไปสักเดือน ว่าอนุสรณ์สถาน - วัตถุบางอย่างควรได้รับการบรรจุลงบนสถานที่นี้ แต่สิ่งที่เกิดเมื่อวันครบรอบสี่เดือน เช่นตาข่ายผ้าแดงที่ขึงตรึงโครงสร้างทันสมัยของสถานีรถไฟฟ้าเข้ากับพื้นถนนราชประสงค์นั้นเป็นอนุสรณ์สถานในแบบของมันเอง แบบที่ศิลปินนักคิดอาจเรียกมันว่า “ศิลปะฉับพลัน” (Happening Art)  หรือการแสดงออกทางสัญลักษณ์เพื่อสื่ออารมณ์ความรู้สึกในห้วงเวลาเฉพาะหนึ่งๆ ( moment ) และความที่มันเกิดขึ้นเฉพาะใน moment หนึ่งๆเท่านั้นนี่แหละที่น่าสนใจ เพราะมันเปิดกว้างให้ความทรงจำทั้งหลายพรั่งพรูออกมาในกาลเวลาที่ไม่มีขอบเขต...

เราพบกันได้อีกหลายครั้ง..มาเล่าเรื่องเล่าที่ยังเล่าไม่หมด...พาคนที่หวาดกลัวมาบอกเราในครั้งหน้าว่าทำไมจึงกลัวและจึงเลิกกลัว ...หลายคนคงเคยรู้สึก เมื่อสถานที่พิเศษบางแห่ง...ทำงานกับความทรงจำของเรา

ต้องขอบคุณโลกที่เคลื่อนไปจนต้นทุนทางการผลิตและทางสังคมเคลื่อนย้ายจากวัตถุครอบครองมาเป็น “เนื้อหา” (content)  แล้วอำนาจนิยมแบบเก่าก็ไล่ไม่ทันคนที่พวกเขาเรียกว่า “ประชาชนเสื้อแดงโง่ๆ” อีกครั้ง ไม่ใช่เพราะใครฉลาดทางกลยุทธ์มากกว่า แต่เพราะเราเป็นพลเมืองที่ใช้ชีวิตอย่างตรงไปตรงมามากกว่า รู้สึกนึกคิดอย่างพลเมืองที่เป็นเสรีชน เจ็บก็ร้องบอกว่าเจ็บ ถูกกระทำอย่างไม่เป็นธรรมก็ถามหาผู้กระทำ มิใช่ผู้ปกครองหรือผู้ครอบครองผู้หวงแหนเหนี่ยวรั้งกรรมสิทธิ์ไว้กับตัว บนเรื่องราวที่ต้องปกปิดมากมาย

ไม่ว่ากรรมสิทธิ์ผืนดินรอบๆ แยกราชประสงค์จะเป็นของใครในตอนนี้ หรือจะเปลี่ยนมือไปอีกกี่รายในอนาคตก็ตาม ความทรงจำเรื่องความตาย ณ พ.ค.2553 ได้กลายเป็นเนื้อหา content เข้าครอบครองมวลอากาศย่านนั้นไปแล้ว เป็นความรู้สึกต่อสถานที่ (sense of place) ของพื้นที่ราชประสงค์ที่จะมิใช่เป็นแค่ของคนเสื้อแดง แต่ราชประสงค์ได้กลายเป็นพื้นที่ทางประวัติศาสตร์การเมืองชิ้นใหม่สำหรับสังคมไทยไปเสียแล้ว ...ก็เป็นครั้งแรกมิใช่หรือ...ที่ใครกันเอาอาวุธสงครามเข้าไปกระหน่ำยิงบนย่านบันเทิงนี้กันข้ามวันข้ามคืน ...เป็นรัฐอภิสิทธิ์เองที่เปิด “พิพิธภัณฑ์การเมืองไทยสมัยใหม่” นี้ขึ้นมาอย่างโฉ่งฉ่าง

อาจจะเกินเลยไม่ถูกต้องตามหลักวิชาการนัก ที่ผู้เขียนเหมาเอาว่า Happening Art ตามธรรมชาติบนราชประสงค์คือเนื้อหา และพื้นที่ราชประสงค์คือพิพิธภัณฑ์ ให้เราลองสังเกตสิ่งที่เกิดดังนี้

ลานหน้า Central World มีบุคลิกที่เป็น ความย้อนแย้ง  (paradox) ของสังคมเมืองหลวงนี้เอง ที่บอกว่าชาวเมืองหลวงมีสองบุคลิกของผู้มีรสนิยมสูงผู้รักการ shopping และความทันสมัยทันโลกแฟชั่น ไปพร้อมๆ กับความไร้รสนิยมทางการเมืองที่ถึงกับยอมให้มีการฆ่าช่วงสั้นๆ ที่ตายกันมากมาย ตามมาด้วยความแปลกแยกในการรำลึกถึงมัน เกิดขึ้นบนสถานที่ (space) เดียวกันนี้เอง  และมีกิจกรรมเหล่านี้สลับไปมาในเวลาที่ต่างกัน (time) แม้เจ้าของสถานที่อย่าง Central World ออกตัวแล้วว่าจะยังคงจุดยืนของการ shop in peace ด้วยโฉมหน้าใหม่ทันสมัยกว่าเก่าเพื่อให้ลืมเรื่องร้ายๆ  ในขณะเดียวกันสถานที่นี้ก็ยังคงทำงานกับความทรงจำของคนเสื้อแดงและผู้สูญเสียที่ไม่มีสีต่อไป ด้วยความทรงจำในโศกนาฎกรรมดึงดูดเขาเข้าผูกพันกับสถานที่อย่างช่วยไม่ได้ดังกล่าว ต่อให้ฆาตกรได้รับการลงโทษแล้วก็ตาม เขาก็มีสิทธิ์สมบูรณ์ที่จะกลับมารำลึกถึงคนที่เขารัก หรือเหตุการณ์ที่ตนเคยผ่านบนสถานที่แห่งนี้ในเวลาที่เขาต้องการ มันเป็น  ‘ความรู้สึกเป็นเจ้าของร่วม’ (sense of belonging) ต่อสถานที่ ซึ่งไม่ใช่เรื่องของการมีหรืออยากมีกรรมสิทธิ์ต่ออาคารสถานที่  เพราะไม่มีมนุษย์คนไหนอยาก ‘เป็นเจ้าของร่วม’ (belong to) สถานที่ใดๆ  บนประสบการณ์แบบโศกนาฎกรรมแน่ๆ ถ้าราชประสงค์เป็นอาคาร มันก็กำลังเก็บมนุษย์กรุงเทพเป็นๆ ที่มีพฤติกรรมน่าศึกษาไม่น้อยสำหรับนักมานุษยวิทยา

คนเสื้อแดงที่ออกมาเล่าเรื่องที่ตัวประสบกันเป็นกลุ่มๆ ผลิต ‘กิจกรรมฉับพลัน’ ไร้แกนนำกันกลางถนนราชประสงค์ มันต่างอะไรกับ ‘พิพิธภัณฑ์เชิงปฏิสัมพันธ์’ (interactive museum) ? เมื่อมนุษย์ก็คืออุปกรณ์เล่าเรื่อง ทั้งในแบบข้อมูลดิบ เช่นความตายของกมลเกดกับเสื้อผ้าเปื้อนเลือดของเธอ ไปจนถึงข้อมูลขั้นประยุกต์เป็นงานศิลปะ เช่น ใยแมงมุมสีแดง ลูกโป่งกับข้อความของมัน เนื้อหาของเพลงที่ร้อง ไปจนถึงลีลาประกอบดนตรีที่บอกว่าเขาเป็นใครแบบไหน จากถิ่นใด และเคยเกิดอะไรขึ้นกับเขา ถ้าภาระของพิพิธภัณฑ์คือการเก็บเล่าเรื่องราวข้อเท็จจริงของสังคม ภาระที่คนเสื้อแดงแบกไว้ก็หนักหน่วงยิ่งกว่าภายใต้บรรยากาศของสังคมที่กำลังเลือกเก็บรับความจริงแบบไม่ถึงครึ่งไปจนถึงความเท็จและความเงียบไม่แยแส

อาคาร-ที่ดิน-วัตถุปลูกสร้างอาจไม่มีความหมายเท่ากับ”ปรากฏการณ์” กรุงเทพอาจมีอาคารที่แห้งแล้งบรรจุของเก่าเก็บ บรรจุมนุษย์ที่ประกอบกิจกรรมซ้ำๆ ไว้ข้างในมากเกินพอแล้ว จะแปลกอะไรถ้าเราออกมาข้างนอก มาเล่าเรื่องที่มีเลือดเนื้อจิตใจที่กล่องทีวีเลิกเล่าไปแล้ว ปรากฏการณ์อาจให้ความจดจำ ให้ความสงสัยอยากรู้ที่ค้นหาเองได้ไม่ตายสนิทแบบพิพิธภัณฑ์ในความหมายแบบไทยๆ อีกต่อไป

เหล่านี้ไม่ใช่หรือ... ที่เป็นคุณค่าของสถานที่แบบที่เราเรียกว่า “พิพิธภัณฑ์” แบบที่บางโครงการต้องระบุต่อท้ายว่า “...เพื่อการเรียนรู้” ราวกับเป็นไปได้ว่าเพราะเรามีบางพิพิธภัณฑ์ที่มีอยู่แล้วที่ไม่ได้มีไว้ให้เรียนรู้อะไรได้เลย? 

สำหรับผู้เขียน... ราชประสงค์จึงกลายเป็นพิพิธภัณฑ์ที่มีพื้นผิวการจราจรอยู่ข้างในที่ชาวเมืองหลวงแล่นรถทับโศกนาฎกรรมไปมาได้...กรุงเทพนี่มันก็แปลกดี

สี่ปีรัฐประหารสี่เดือนราชประสงค์ มันไม่ใช่ “ราชประสงค์” ...ไม่ใช่ “ราษฎร์ประสงค์” ...มีแต่ “พลเมือง” ที่แค่ต้องการบอกว่าเขามีสติมากพอที่จะจดจำความจริงอะไรได้บ้าง...

 

Comments

ที่จริง

ที่จริง ผมว่ามันก็แปลกจริงๆนั่นแหละ เพราะ คน ตายไป ร่วมร้อย มันน่าจะมีการต่อต้านหรือมีปฏิกิริยาอะไรมั่ง แต่นี่ ไหงเงียบเป็นเป่าสากได้ขนาดนี้ ต่อไป ใครจะกล้าออกมาเรียกร้องอะไรได้อีก ขืนมาอีกคราวหน้า ตายฟรีแน่นอน คราวนี้ตายไป ยังไม่รู้จะไปเรียกร้องเอากะใครได้ แกนนำถูกจับติดคุกติดตะราง บางคนก็หนีหัวซุกหัวซุน คนตายไปมากมาย แต่กลับไม่มีใครสงสาร ไม่มีใครเห็นใจ แสดงว่า เสื้อแดงประเมินผิด แทนที่คนจะไว้อาลัยให้คนตาย เขากลับไปไว้อาลัยให้ตึกที่โดนเผา แค่นี้ เสื้อแดงไปทบทวนตัวเองได้แล้วจะดีกว่า อิ อิ อิ

คนที่จงใจเก็บเสียงของตนให้เงี

คนที่จงใจเก็บเสียงของตนให้เงียบงันอาจเป็นเพราะไม่มีเรื่องราวจะเล่าหรือในทางตรงข้ามคืออัดแน่นด้วยเรื่องราวแต่ปากถูกปิดแน่นด้วยพันธนาการ(ความกลัว, รู้สึกว่าด้อยค่า ไร้ศักดิ์ศรี พูดไปก็ไม่มีใครเชื่อ ไม่มีใครฟัง ฯลฯ) ความเงียบงันอยางหลังมันน่ากลัว เพราะสักวันความอุกอั่งจะชนะความกลัว แล้วเรื่องราวจะทั่งโถมออกมาจากปากพวกเขาดังน้ำป่าที่ไหลหลากเข้าท่วมเมือง

หากแม้นไม่เปิดโอกาสให้พวกเขาได้เล่าเรื่องบ้าง สักวันเมื่อพวกเขาพร้อมใจกัน"ส่งเสียง" เกรงว่ามันจะดังจนคนที่ทนฟังไม่ไหว อาจต้อง"เส้นเลือดสมองแตก"ตายไปเลยก็เป็นได้นะ

คน กทม

คน กทม เค้าไม่เสียใจที่ห้างถูกเผาเพราะเค้าไม่มีที่ช็อบแต่การกระทำอย่างนี้ใครจะทนได้ถ้าคุณมาเผาร้านผักเล็กๆของฉันคนที่มีจิตสำนึกก็ทนไม่ได้ คนที่ตายก็คือเหยื่อที่บริสุทธิ์ใจมาตาย แกนนำหนีก่อนเลย ถ้าคุณเอาเวลาน
ั้นมาสอนการเกษตรแบบพึ่งตัวเองทำกินอย่างยั้งยืน นอกจากคุณจะได้ใจรากหญ้าหรือไพร่ที่เรียกกันเอาเองแล้วยังได้ใจคนทั่วไปอีก คนที่รวยคือแกนนำผลประโยน์แม้วทั้งนั้น ไพร่เพื่อทักจริง อ้อ!คนที่มีปัญญาอย่างฉันไม่มีวันจนตรอก หมาจนตรอกมันยังสู้ เอาเวลาไปหาวิธีทำกินดีกว่าเด๋วนี้มีศูนย์กสิกรรมทั่วประเทศไปบอกไพร่ๆของคุณซะ

ชอบความคิดของผู้เขียนมากๆๆๆๆๆ

ชอบความคิดของผู้เขียนมากๆๆๆๆๆ เลยครับ !

หวังใจว่าจะไม่ถูกมองว่าเปน "ปฏิปักษ์" ไปเสียก่อน

มีอะไรแบบนี้อีก เขียนให้อ่านอีกนะครับ...ขอบคุณมากๆ ครับ