เสวนาที่เชียงใหม่ “ประจักษ์” ชี้โครงสร้างการเมืองบิดเบี้ยวเพราะมี “ศูนย์อำนาจนอกการเลือกตั้ง”

เสวนาขบวนการประชาธิปไตย 24 มิถุนาฯ ที่รัฐศาสตร์ฯ ม.เชียงใหม่ “คณิน บุญสุวรรณ” ถล่มนักวิชาการ นักกฎหมาย ระบบศาลเอื้อให้เกิดรัฐประหารบ่อย “ศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์” ชวนย้อนพินิจ 2475 เพื่อดูสถานการณ์ปัจจุบัน “ประจักษ์ ก้องกีรติ” อธิบายความพ่ายแพ้ของคณะราษฎร เปิดประเด็น “ศูนย์อำนาจนอกการเลือกตั้ง” ทำลายระบบเลือกตั้ง

เมื่อวันที่ 23 มิ.ย. 53 ที่คณะรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ มีการเสวนาหัวข้อ “ชักตื้น.. ติดกึก.. ชักลึก.. ติดกัก..: ขบวนประชาธิปไตย 24 มิถุนาฯ" จัดโดย สำนักวิชาการเมืองและการปกครอง คณะรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ โดยวิทยากรร่วมการเสวนาได้แก่ ดร.คณิน บุญสุวรรณ นักวิชาการอิสระ อดีตสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญปี 2540 ดร.จันทนา สุทธิจารี คณะรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสนตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ อาจารย์ประจักษ์ ก้องกีรติ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ อาจารย์ศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์ นักวิชาการอิสระ และ อาจารย์ภูมิอินทร์ สิงหชวาลา สำนักกระจายอำนาจและปกครองตนเอง เป็นผู้ดำเนินรายการ นอกจากนี้ในงานมีการจัดนิทรรศการภาพถ่ายเหตุการณ์ทางการเมืองที่ผ่านมาด้วย

 บรรยากาศเสวนา

นิทรรศการภายนอก

 

คณิณจวก 78 ปี 2475 ประชาธิปไตยไม่ไปไหน เหตุรัฐประหารบ่อยครั้ง

คณิน บุญสุวรรณ กล่าวว่า การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่ผ่านมา 78 ปีของการเมืองไทยสัมพันธ์ต่อมิติการเมือง ดังนี้

ข้อที่ 1. จะต้องเป็นเจตนารมณ์ที่แท้จริงในเรื่องสิทธิ เสรีภาพ ซึ่งน่าสรุปได้ว่า ถ้าเราพิจารณา “อำนาจ” ว่าควรเป็นของราษฎรที่แท้จริง จะต้องเท่าเทียมกัน และสิทธิคุ้มครองก็ต้องไม่เลือกปฏิบัติ เมื่อเริ่มต้นด้วยศัพท์ทางการ ประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุขอย่างแท้จริงหรือเปล่า ซึ่งเป็นแค่แบรนด์เนม และศัพท์ไม่ทางการเท่านั้น

แต่ว่าสิ่งที่ตรงตามสภาพความเป็นจริง คือ ระบอบอำนาจอันแท้จริง ศูนย์รวมอำนาจอยู่ที่กองทัพเป็นหลัก และอำนาจอยู่ที่ระบบราชการเป็นกองหนุนหรืออำมาตย์ ก็สัมพันธ์อยู่ที่ศาลปกครองรองรับอำนาจนั้น ทำให้ในบางครั้งดูเหมือนประเทศเราเป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์แล้ว

คณิน กล่าวต่อว่า ในข้อที่ 2. อำนาจต้องเป็นของราษฎรอย่างแท้จริงจากการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 จะอยู่ก็เพียงธรรมนูญชั่วคราวและพระราชบัญญัติก็ใช้ไม่กี่เดือน หลังจากนั้นก็เปลี่ยนแปลงไป และอำนาจเป็นของราษฎร รวมทั้งคณะราษฎร ก็ไม่ได้เป็นอย่างนั้น เพราะความขัดแย้งทางการเมืองของไทย จนกระทั่งนายปรีดี พนมยงค์ ในส่วนหนึ่งของคณะราษฎร ก็ไม่ได้อยู่ในประเทศไทย และคณะปฏิวัติทำการยึดอำนาจ

โดยสมัยปัจจุบัน หลังรัฐประหารก็เป็นกลุ่ม คมช. ต่อมาจากนั้นไม่ยอมรับอำนาจของการเลือกตั้งโดยราษฎร ก็เห็นได้ชัดว่า กองทัพเข้ามาเกี่ยวข้องทางการเมือง และศาล เข้ามาเป็นผู้ตัดสินความขัดแย้งทางการเมือง และเกือบจะเรียกได้ว่าที่เดียวในโลก ใช้ศาลล้มนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นผลจากรัฐธรรมนูญ ปี 2550 โดยสรุปข้อที่ 2 ไม่มีวิธีใดที่จะทำให้อำนาจเป็นของราษฎรอย่างแท้จริง นอกจากการเลือกตั้ง โดยให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสิน

ส่วนข้อที่ 3. หลักนิติรัฐ ต้องมีการแบ่งแยกอำนาจอธิปไตยอย่างชัดเจนและต้องเป็นอิสระและถ่วงดุลกันได้ แต่ตอนนี้กลายเป็นว่าอำนาจของฝ่ายตุลาการเป็นอำนาจหนึ่ง และยิ่งไปกว่านั้นยังเกิดปรากฏการณ์อำนาจขององค์กรอิสระ ก็ร่วมกันมีกระบวนการที่จะจัดการอำนาจ ดัดแปลง แก้ไข มติของประชาชน จนเป็นการล้มล้างมติเดิม

คณิน อภิปรายต่อไปว่า หลักนิติรัฐ คือ ทุกคนต้องอยู่ภายใต้กฎหมายเท่าเทียมกัน และตราบใดที่ยังมีการตัดสิน 2 มาตรฐานก็ย้อนศรสวนทางเจตนารมณ์ประชาธิปไตย โดยข้อที่ 4 เราต้องมีหลักมาตรฐานประชาธิปไตย ที่ผ่านมาไทยมีรัฐธรรมนูญตั้ง 18 ฉบับ ถ้ารัฐธรรมนูญมีมาตรฐานสากล ในจำนวนรัฐธรรมนูญ 18 ฉบับ มี 15 ฉบับเป็นผลสืบเนื่องจากรัฐประหารทั้งนั้น แต่ว่าเรามีรัฐธรรมนูญอีกสามฉบับ ไม่ได้เป็นผลจากรัฐธรรมนูญของรัฐประหาร คือรัฐธรรมนูญปี 2487 ปี 2517 และปี 2540 ซึ่งเราไม่สามารถคุ้มครองรัฐธรรมนูญได้

และข้อที่ 5 ไม่ว่าใครก็ได้รับการคุ้มครองจากรัฐธรรมนูญ แต่ว่าเราก็โดนผลกระทบของ พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน ซึ่งภายใต้ พ.ร.ก. ทำให้บรรดาสิทธิเสรีภาพ ถูกล้มล้างไปโดยสิ้นเชิง

คณิณกล่าวทิ้งท้ายว่า ข้อสุดท้าย หลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง 78 ปี ไม่ได้ไปไหนเลย จำเป็นต้องพูดว่า สาเหตุที่มีการรัฐประหารมีบ่อยครั้ง ทั้งที่การรัฐประหาร ลิดรอนสิทธิ เสรีภาพมานาน และตัวการก็คือ นักวิชาการ นักกฎหมาย และศาลสถิตยุติธรรมของไทยเอง

 

ศิโรตม์ชวนย้อนพินิจ 2475 เพื่อดูสถานการณ์ปัจจุบัน

ศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์ กล่าวถึงงานของนักวิชาการที่อธิบายเหตุการณ์ 24 มิถุนายน 2475 ว่ามีวิธีการอธิบายไม่กี่แบบ ซึ่งแบบหนึ่ง อธิบายว่าเกิดจากการพระราชทานของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว การอธิบายแบบที่สอง ก็ตรงกันข้ามคือ ราษฎรต้องการเปลี่ยนแปลงการเมืองแบบใหม่ ก็ยึดอำนาจ 2475 ซึ่งทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงการปกครอง โดยเป็นสิ่งที่ดี ซึ่งเวอร์ชันสองแบบ คือ ชิงสุกก่อนห่าม และเวอร์ชัน ที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของแบบที่สอง

จนกระทั่งเกิดการอธิบายการเมืองแบบที่สาม คือ การพระราชทานรัฐธรรมนูญ คือ ชนชั้นนำนั้นปรับตัวรับการเปลี่ยนแปลงและหาทางอยู่ร่วมกับราษฎรได้ ในที่สุดชนชั้นนำก็ยอมรับการเปลี่ยนแปลง เชื่อมโยงถึงสังคมที่มีการเปลี่ยนแปลง ในวันที่ 24 มิถุนายน 2475 ว่า เกิดข้อที่หนึ่ง คือ เกิดคนกลุ่มใหม่ ซึ่งในเหตุการณ์ 24 มิถุนา 14 ตุลา 6 ตุลา 17 พฤษภา ก็เกิดคนกลุ่มใหม่ๆ ขึ้นมา อย่างเช่น กลุ่มคนในเหตุการณ์ 24 มิถุนายน 2475 ก็คือคนที่อยากเปลี่ยนระบบ เริ่มจากกลุ่มคนที่เป็นคนชั้นกลาง นักหนังสือพิมพ์ ปัญญาชน ซึ่งนับตั้งแต่ก่อน 24 มิถุนายน 2475 ก็ได้เกิดคนเหล่านี้ขึ้นมาแล้ว

ศิโรตม์ กล่าวต่อว่า แล้วคนสำคัญของการต่อสู้ใหม่และเผยแพร่ความคิดแบบใหม่ อย่างเช่น ภาพยนตร์เรื่อง October sonata ก็มีส่วนที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ในปี 2475 ภาพยนตร์นี้มีเค้าโครงมาจากวรรณกรรมเรื่อง "สงครามชีวิต" ของ ศรีบูรพา ซึ่งเป็นนักเขียนสำคัญจาก ร.ร.เทพศิรินทร์ ศรีบูรพาทำงานเป็นล่ามและนักหนังสือพิมพ์ ซึ่งพูดถึงความเท่าเทียมของคน

ในนิยายเรื่องสงครามชีวิต พูดเรื่องความเท่าเทียมของคนว่า คนเราไม่ว่าจะเกิดจากชาติตระกูลไหน คนเราก็เท่าเทียมกัน แต่ว่าการพูดแบบนี้ในช่วง 2475 ซึ่งอยู่ในการปกครองแบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ โดยผู้นำของประเทศขึ้นอยู่กับการสืบทอดจากชาติตระกูล ศักดิ์ศรี ซึ่งคนที่เกิดในชาติตระกูลต่ำ พวกไพร่แตกต่างกัน เพราะฉะนั้น กรณีศรีบูรพา ซึ่งมีการเชิดชูว่า คนเราเท่ากันโดยกำเนิดไม่ว่ามีทรัพย์สินเท่าไหร่ ความคิดว่า คือ คนเราเท่ากัน ไม่ว่าจะมีศักดิ์ศรี หรือชาติตระกูลแบบใดแล้ว ในที่สุดก็เป็นคนเท่ากัน และศรีบูรพาก็เผยแพร่เรื่องราวนี้ในสังคมไทย

ศิโรตม์ กล่าวด้วยว่า สิทธิไม่ได้อยู่กับอำนาจโดยกำเนิด และความคิดแบบใหม่ในระบบการเมืองที่ดีอยู่ได้โดยการช่วงชิงไปสู่สังคมแบบใหม่ขึ้นมา ซึ่งควรเป็นสังคมที่ควรเท่าเทียมกัน และความเชื่อคนเราไม่เท่ากัน ก็นำไปสู่เรื่องสังคมแบบใหม่ ซึ่งนำไปสู่เรื่อง 24 มิถุนา ทำให้ความคิดเรื่องนี้ กระจายไปในหัวของคน และกลุ่มก้อนการเมือง มันเป็นแค่รากฐาน เป็นมวลเป้าหมายการเมืองจากรัฐ คือ สมบูรณาญาสิทธิราชย์ แต่ว่า 24 มิถุนายน 2475 เป็นตัวอย่างบทเรียนของสังคม และความสามารถของการปรับตัว โดยฝ่ายต้องการเปลี่ยนแปลงกับฝ่ายไม่ต้องการเปลี่ยนแปลง ซึ่งมันมีอยู่จำนวนมาก

แล้วในปัจจุบัน ก็มีคณะที่ล้มรัฐธรรมนูญ คือ ฝ่ายไม่ต้องการเปลี่ยนแปลง กับฝ่ายที่ต้องการเปลี่ยนแปลง และความสามารถของการปรับตัวของกรณี 2475 ทำให้เราคิดถึงเรื่องปัจจุบันได้

 

ประจักษ์อธิบายคณะราษฎรแพ้เพราะโครงสร้างทางการเมืองบิดเบี้ยว

ประจักษ์ ก้องกีรติ กล่าวว่า ความพ่ายแพ้ของคณะราษฎรมาจากปัญหาของโครงสร้างทางการเมืองที่บิดเบี้ยว ตราบใดที่ไม่สามารถแก้ไขโครงสร้างการเมืองที่บิดเบี้ยว ก็ไม่สามารถพาเราออกไปได้ ซึ่งใน 2 ประเด็นใหญ่ที่จะพูดต่อจาก ศิโรตม์ ก็คือ เรื่องความพ่ายแพ้ทางการเมือง และคณะราษฎร ซึ่งเทียบกับคณะปฏิวัติในทั่วโลก แล้วการรัฐประหาร 2490 ก็ทำให้หมดยุคของคณะราษฎร ก็เป็นจุดจบของคณะราษฎร

โดยคณะราษฎรหมดอำนาจ เพราะความพ่ายแพ้ของคณะราษฎรไม่สามารถสถาปนาอำนาจของประชาชนและระบบรัฐสภาที่เข้มแข็ง ก็โยงหลายประเด็นที่อาจารย์คณินก็ได้ชี้ให้เห็น ซึ่งก็โยงให้หลายคนได้รับรู้ถึงจุดเปลี่ยนของทางรัฐสภา

และคณะราษฎรพ่ายแพ้ทางอุดมการณ์ ซึ่งการพ่ายแพ้นี้เกิดก่อนการพ่ายแพ้ทางการเมืองด้วยซ้ำ โดยในแง่อุดมการณ์คณะราษฎรไม่ประสบความสำเร็จในการสถาปนาอุดมการณ์ทางการเมือง และพ่ายแพ้ในการเขียนประวัติศาสตร์ โดยความทรงจำของเราเขียนเรื่อง 2475 จากนักเขียนคณะราษฎร และในนิทรรศการของนักศึกษาซึ่งมีการจัดไม่มีเอกสารของคณะราษฎร ซึ่งในตอนบ่ายของวันที่ 24 มิถุนายน 2475 มีการอ่านประกาศที่ว่า ราษฎรทั้งหลายพึงรู้เถิดว่าประเทศเรานี้เป็นของราษฎร ไม่ใช่ของกษัตริย์ตามที่เขาหลอกลวง นี่เป็นเอกสารของคณะราษฎร ซึ่งต้องมีแอบซ่อนอยู่ในสถานที่แห่งหนึ่ง

ประจักษ์ กล่าวต่อว่า เอกสารของคณะราษฎร ก็ไม่ได้ถูกอ้างอิงมาก และที่น่าสนใจมากก็คือ เอกสารที่ถูกอ้างอิงมากกลับเป็นเอกสารในปี 2477 เป็นเอกสารของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยผมเคยเขียนบทความในเรื่องนี้ (คลิกเพื่อดูบทความ) ที่มีข้อความว่า “ข้าพเจ้ามีความเต็มใจที่สละอำนาจอันเป็นของข้าพเจ้าอยู่แต่เดิมให้แก่ราษฎร โดยทั่วไป แต่ข้าพเจ้าไม่ยินยอมยกอำนาจทั้งหลายของข้าพเจ้าให้แก่ผู้ใด คณะใด โดยฉะเพาะ เพื่อใช้อำนาจนั้นโดยสิทธิขาด และโดยไม่ฟังเสียงอันแท้จริงของประชาราษฎร”

ซึ่งประจักษ์ กล่าวย้ำว่า วรรคทองดังกล่าว ถ้าไปนับสถิติแทบจะเป็นยอดฮิต และกำหนดความคิดคนรุ่นหลัง เพราะนับตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 7 นัยยะของคณะราษฎร ในทางการเมืองถูกทำให้กลายเป็นเรื่องธรรมดาๆ โดยไม่มีมิติอะไร และละเลยมิติทางการปฏิวัติ เหลือแค่รัฐประหาร จนคนรุ่นหลัง ก็นำการปฏิวัติ มาเปรียบเทียบกับกรณี 14 ตุลา ที่ผิดฝาผิดตัว เพราะว่า นำข้อความของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว มาใช้ต่อสู้กับจอมพลถนอม ที่มาจากคณะรัฐประหารทำการยึดอำนาจโดยทหาร และทำให้เกิดเรื่องว่า 2475 คือ วาทกรรมชิงสุกก่อนห่าม ลดทอนเหลือแค่นี้ ซึ่งในแง่นี้ 2475 ก็กลายเป็นความผิดพลาดทางประวัติศาสตร์ และอาจารย์เสกสรรค์ ประเสริฐกุล ก็เคยเขียนเรื่อง 2475 ว่า คือ ความจำเป็นของประวัติศาสตร์ ทั้งไม่มีประสิทธิภาพ ไม่รับฟังเสียงของประชาชน และมันเป็นระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ โดยทั้งโลกเหลือไม่กี่เปอร์เซ็นต์ ซึ่งมันน่าเสียดาย เพราะว่า 2475 มันถูกยึดกุมโดยฝ่ายชนชั้นนำ อนุรักษ์นิยม แล้วพ่ายแพ้ทางอุดมการณ์ทางประวัติศาสตร์

ประจักษ์ อภิปรายถึงความพ่ายแพ้ทางอุดมการณ์ทางประวัติศาสตร์ เชื่อมโยงกับโครงสร้างการเมืองที่บิดเบี้ยว และมีที่มาจากปมปัญหาใหญ่ที่สุดที่เราเผชิญอยู่ คือ ปมปัญหาทางการเมือง มากกว่าปมเศรษฐกิจสังคมเป็นบริบทแวดล้อมไม่ใช่สาเหตุโดยตรง

และปมปัญหาทางการเมืองที่ว่า คือ โครงสร้างการเมืองไทยอยู่ในสภาพบิดเบี้ยว และสภาพบิดเบี้ยว ที่ศูนย์อำนาจหนึ่งอยู่กับการเลือกตั้ง อีกศูนย์อำนาจอยู่นอกการเลือกตั้ง และไม่สามารถสร้างการยอมรับผิดได้ เพราะว่า ปัญหาของระบอบเผด็จการคือการไม่ยอมรับผิด

และตัวอย่างของรัฐบาลอภิสิทธิ์ที่มีผลจากศูนย์อำนาจนอกการเลือกตั้ง เช่น การไม่สามารถตั้ง ผบ.ตร.ได้ โดยกลุ่มเคลื่อนไหวทางการเมือง และวาทกรรมซื้อเสียง ขายสิทธิ และผู้เลือกตั้งชนบท โง่ จน เจ็บ ถูกถักทอ และเผยแพร่อย่างต่อเนื่องทำลายความชอบธรรมของการเลือกตั้ง และการปกครองบ้านเมืองโดยคนดี มีศีลธรรม ก็คนดีไม่ต้องมาจากการเลือกตั้งก็ได้

ทั้งนี้ ประจักษ์ กล่าวตอนท้ายว่า ศูนย์อำนาจนอกการเลือกตั้งได้โจมตีการเลือกตั้ง ว่ามีปัญหาที่มาจากการคอรัปชั่นของนักการเมือง แล้วศูนย์อำนาจนอกการเลือกตั้งได้ปัญญาชน สื่อมวลชน และเอ็นจีโอ จำนวนหนึ่งเป็นพันธมิตรไม่ไว้ใจอำนาจเลือกตั้ง และพรรคการเมืองไม่สามารถควบคุมกลไกรัฐด้วยความมั่นคงได้ ตราบใดที่ไม่สามารถทำให้ศูนย์อำนาจนอกการเลือกตั้งยอมรับโครงสร้างการเมืองแล้วโครงสร้างการเมืองก็ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้

 

จันทนาชี้การเมืองไทยมีไอ้โม่ง การเปลี่ยนแปลงมีการสะสมของรอยแผล

จันทนา สุทธิจารี กล่าวว่า ศูนย์อำนาจนอกการเลือกตั้ง ที่ซับซ้อนในการเมืองไทย คือ ไอ้โม่ง หรือ อำนาจที่มองไม่เห็น ซึ่งปรากฏการณ์ทำให้เกิดมือที่มองไม่เห็นอีกประเด็น คือ ความพยายามเปลี่ยนศูนย์อำนาจ โดยการสถาปนาทางการเมืองที่มาจากอำนาจนอกการเลือกตั้ง ซึ่งปฏิบัติการนอกการเลือกตั้ง และการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง ก็ปฏิเสธไม่ได้เมื่อเรื่องราวของประวัติศาสตร์ที่ไม่ขาดสายก็คือ วัฒนธรรมของผู้ปกครอง แปลว่าบนวิวัฒนาการของประชาธิปไตยไทยก็มีรอยบาดแผลของการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองอยู่หลายประการและที่ดูเหมือนราบรื่น นับตั้งแต่จาก 19 กันยายน 2549 ก็แปลว่า มันมีการสะสมของรอยบาลแผล

โดยจันทนายกตัวอย่างว่า สมมติตัวเองที่มีอายุ 50 ปี ไม่ได้มาพรวดๆ เป็นอยู่ขึ้นมาได้ โดยไม่อาจละเลย จากมุมมองของความสืบเนื่องของรอยต่อของประวัติศาสตร์ เหมือนกับในปัจจุบันซึ่งชนชั้นนำบางคนที่อยู่ในเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ ก็ดำรงอยู่ในทุกวันนี้ เช่น ผู้นำก็อยู่บนพื้นที่ และ position การปะทะกันของวาทกรรมอำมาตย์ และไพร่ ของชนชั้นนำใหม่ ซึ่งประชาธิปไตยที่มีอยู่ต้องมีการชี้นำและอารักขาจากใครก็ไม่รู้ ซึ่งภาวะของจำนนอำนาจ ถูกปกครอง และชนชั้นนำ เป็นปรากฏการณ์ของเหตุการณ์ 19 กันยา

ทั้งนี้ ดร.จันทนา กล่าวต่อว่า ปัญหาของการเมืองเชิงพื้นที่ ตั้งแต่การอธิบายว่าเมืองกับชนบทคือปัญหาทางพื้นที่การเมือง วาทกรรมปรองดอง ปฏิรูปประเทศไทยที่ทำลายบรรยากาศประชาธิปไตย หรือเปล่า

และปรากฏการณ์นับตั้งแต่เดือนเมษายนที่ผ่านมาจนเกิดเหตุการณ์เดือนพฤษภาคม จนถึงปัญหาสถาบันตัวแทน กลไกของรัฐเป็นตัวหลัก ที่ดูแลสื่อ พรรคร่วมรัฐบาล แล้วสังคมตั้งคำถาม ก็ต้องดูกัน ในเรื่องความซับซ้อนไปสู่ความแตกต่างให้กลับมาหาการเมืองปกติ รวมทั้งพื้นที่การเมืองภาคประชาชน

เพราะฉะนั้น สังคมไทยจะเรียนรู้แบบสะสมอย่างดิฉันที่อายุ 50 ปี ส่วน 24 มิถุนายน เป็นการสรุปบทเรียนที่น่าสนใจ คือ ภาวะความเป็นอื่นของมิติของบาดแผลที่สะสมมาตลอด จึงต้องหาทางออกจากความเป็นอื่น จันทนา กล่าวทิ้งท้าย

Comments

ผมขอให้ความเห็นคัน

ผมขอให้ความเห็นคัน อันเป็นความเห็นส่วนตัวไว้ดังนี้

ปรัชญาการสร้างโครงสร้างการบริหารบ้านเมืองอย่างมีประสิทธิภาพ และก่อประสิทธิผลโดยตรงแก่มหาประชาชน ทั้งแนวตะวันออกอย่างจีน และแนวตะวันตกอย่างอเมริกานั้น ต่างถือว่าการสร้างองค์กรบริหารที่มีประสิทธิภาพนั้นสำคัญกว่า การต้องตะแบงยึดหลักการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตย

ทั้งโปลิตบูโร ของจีนและคณะผู้บริหารแบบประธานาธิบดีของอเมริกา ล้วนมิได้มาจากการเลือกตั้งด้วยระบบป็อปปูล่าโหวต แถมยังแอนตี้ป็อปปูล่าโหวตด้วยกันทั้งคู่มาตั้งแต่การเขียนไว้ในรัฐธรรมนูญแล้ว แปลง่ายๆว่า ประชาชนไม่ควรมีสิทธิเลือกผู้นำหรือคณะรัฐบาล ได้โดยตรง

การเลือกตั้งด้วยระบอบประชาธิปไตยแท้ๆนั้น ผมว่าเหมาะสำหรับเลือกบุคคลเข้ามาทำหน้าที่ตรวจสอบการทำงานของคณะผู้บริหารอย่างสภาล่างสภาสูง,,,, แต่ไม่เหมาะกับการเลือกผู้บริหารอย่างคณะรัฐมนตรี,,,,,,,,, อย่างที่นักวิชาการไทยหลงไหลได้ปลื้มกันมาหลายสิบปีแล้ว...ล้าหลังกว่าชาติอื่นๆมากครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการประยุกต์จากทฤษฎีไปสู่ภาคปฏิบัติในการจัดตั้งองค์กรบริหารประเทศให้เกิดประโยชฯสุขแก่มหาประชาชน......

การปลุกปั่นโฆษณาชวนเชื่อให้มหาประชาชนเข้าใจผิดไปว่า การเลือกตั้งและระบอบประชาธิปไตยนั้นเป็นวิถีทางเดียวที่ถูกต้องในการสรรหาคณะผู้บริหารปกครองประเทศและประชาชนจะเป็นผู้ได้รับอรรถประโยชนืสูงสุดนั้น....ไม่ต่างจากการโฆษณาชวนเชื่อชั้นเลว ของผู้ได้ประโยชน์จากการเลือกตั้ง......นักการเมือง นักกินเมือง เท่านั้นครับ

บางกอก

[quote=บางกอก]ผมขอให้ความเห็นคัน อันเป็นความเห็นส่วนตัวไว้ดังนี้

ปรัชญาการสร้างโครงสร้างการบริหารบ้านเมืองอย่างมีประสิทธิภาพ และก่อประสิทธิผลโดยตรงแก่มหาประชาชน ทั้งแนวตะวันออกอย่างจีน และแนวตะวันตกอย่างอเมริกานั้น ต่างถือว่าการสร้างองค์กรบริหารที่มีประสิทธิภาพนั้นสำคัญกว่า การต้องตะแบงยึดหลักการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตย

ทั้งโปลิตบูโร ของจีนและคณะผู้บริหารแบบประธานาธิบดีของอเมริกา ล้วนมิได้มาจากการเลือกตั้งด้วยระบบป็อปปูล่าโหวต แถมยังแอนตี้ป็อปปูล่าโหวตด้วยกันทั้งคู่มาตั้งแต่การเขียนไว้ในรัฐธรรมนูญแล้ว แปลง่ายๆว่า ประชาชนไม่ควรมีสิทธิเลือกผู้นำหรือคณะรัฐบาล ได้โดยตรง

การเลือกตั้งด้วยระบอบประชาธิปไตยแท้ๆนั้น ผมว่าเหมาะสำหรับเลือกบุคคลเข้ามาทำหน้าที่ตรวจสอบการทำงานของคณะผู้บริหารอย่างสภาล่างสภาสูง,,,, แต่ไม่เหมาะกับการเลือกผู้บริหารอย่างคณะรัฐมนตรี,,,,,,,,, อย่างที่นักวิชาการไทยหลงไหลได้ปลื้มกันมาหลายสิบปีแล้ว...ล้าหลังกว่าชาติอื่นๆมากครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการประยุกต์จากทฤษฎีไปสู่ภาคปฏิบัติในการจัดตั้งองค์กรบริหารประเทศให้เกิดประโยชฯสุขแก่มหาประชาชน......

การปลุกปั่นโฆษณาชวนเชื่อให้มหาประชาชนเข้าใจผิดไปว่า การเลือกตั้งและระบอบประชาธิปไตยนั้นเป็นวิถีทางเดียวที่ถูกต้องในการสรรหาคณะผู้บริหารปกครองประเทศและประชาชนจะเป็นผู้ได้รับอรรถประโยชนืสูงสุดนั้น....ไม่ต่างจากการโฆษณาชวนเชื่อชั้นเลว ของผู้ได้ประโยชน์จากการเลือกตั้ง......นักการเมือง นักกินเมือง เท่านั้นครับ[/quote]

นักการเมืองประเภทตะกละกินเมืองเท่านั้น ที่ไม่ต้องการให้ประชาชนโหวตเลือกผู้นำ

นักปกครองที่มั่นใจในคุณสมบัติ คุณลักษณะ ของตัวเอง ไม่กลัวระบบการเลือกตั้งในระบอบประชาธิปไตย

คนที่ยืนอยู่บนฟ้าเอาหัวห้อยลง

คนที่ยืนอยู่บนฟ้าเอาหัวห้อยลงดินย่อมมองสวรรค์เป็นนรก เพราะรู้สึกว่าสวรรค์นั้นอยู่ใต้เท้าตัวเอง
เขาแหงนหน้าขึ้นมองแผ่นดินที่อยู่เหนือหัวของเขา เห็นหุบเหวแห่งแผ่นดินเป็นรูเป็นช่องทางที่จะขึ้นสวรรค์

คนที่อยู่บนดินยืนเอาหัวขึ้นฟ้า ย่อมมองเห็นหุบเหวบนแผ่นดิน เป็นเหมือนดั่งนรกและจะไม่สืบเท้าก้าวเข้าหามัน

เห็นควรยุบศูนย์อำนาจนอกการเลื

เห็นควรยุบศูนย์อำนาจนอกการเลือกตั้ง(ศอล.)เสียพร้อมกับจับตัวผู้บงการศูนย์มาลงโทษ อันถือเป็นการแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ โดยไม่ต้องเสียเวลาทำอะไรที่จอมปลอมอย่างการปรองดอง หรือปฏิรูปประเทศ ฯลฯ ซึ่งไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้นเลย

ฺBasic Democracy

ฺ[b]Basic Democracy Programming[/b]

REM เราจะเลือกการปกครองแบบใด ?

Before the loop.

If Democracy_1 > Democracy_2
Goto UDD()

Esle
Goto PAD()

Endif

Loop has ended.

[quote=Democracy_1]
Sub UDD()

REM ระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภา

Print "อำนาจเป็นของปวงชนเพื่อปวงชน"
Print "สภาผู้แทนมาจากการเลือกตั้ง 100%"

End Sub
[/quote]

[quote=Democracy_2]
Sub PAD()

REM ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์

Print "คืนพระราชอำนาจ"
Print "สภาผู้แทนมาจากการแต่งตั้ง-เลือกตั้ง 70:30"

End Sub
[/quote]

บางกอก

[quote=บางกอก]ผมขอให้ความเห็นคัน อันเป็นความเห็นส่วนตัวไว้ดังนี้

ปรัชญาการสร้างโครงสร้างการบริหารบ้านเมืองอย่างมีประสิทธิภาพ และก่อประสิทธิผลโดยตรงแก่มหาประชาชน ทั้งแนวตะวันออกอย่างจีน และแนวตะวันตกอย่างอเมริกานั้น ต่างถือว่าการสร้างองค์กรบริหารที่มีประสิทธิภาพนั้นสำคัญกว่า การต้องตะแบงยึดหลักการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตย

ทั้งโปลิตบูโร ของจีนและคณะผู้บริหารแบบประธานาธิบดีของอเมริกา ล้วนมิได้มาจากการเลือกตั้งด้วยระบบป็อปปูล่าโหวต แถมยังแอนตี้ป็อปปูล่าโหวตด้วยกันทั้งคู่มาตั้งแต่การเขียนไว้ในรัฐธรรมนูญแล้ว แปลง่ายๆว่า ประชาชนไม่ควรมีสิทธิเลือกผู้นำหรือคณะรัฐบาล ได้โดยตรง

การเลือกตั้งด้วยระบอบประชาธิปไตยแท้ๆนั้น ผมว่าเหมาะสำหรับเลือกบุคคลเข้ามาทำหน้าที่ตรวจสอบการทำงานของคณะผู้บริหารอย่างสภาล่างสภาสูง,,,, แต่ไม่เหมาะกับการเลือกผู้บริหารอย่างคณะรัฐมนตรี,,,,,,,,, อย่างที่นักวิชาการไทยหลงไหลได้ปลื้มกันมาหลายสิบปีแล้ว...ล้าหลังกว่าชาติอื่นๆมากครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการประยุกต์จากทฤษฎีไปสู่ภาคปฏิบัติในการจัดตั้งองค์กรบริหารประเทศให้เกิดประโยชฯสุขแก่มหาประชาชน......

การปลุกปั่นโฆษณาชวนเชื่อให้มหาประชาชนเข้าใจผิดไปว่า การเลือกตั้งและระบอบประชาธิปไตยนั้นเป็นวิถีทางเดียวที่ถูกต้องในการสรรหาคณะผู้บริหารปกครองประเทศและประชาชนจะเป็นผู้ได้รับอรรถประโยชนืสูงสุดนั้น....ไม่ต่างจากการโฆษณาชวนเชื่อชั้นเลว ของผู้ได้ประโยชน์จากการเลือกตั้ง......นักการเมือง นักกินเมือง เท่านั้นครับ[/quote]
กรณีของจีนและสหรัฐ ผมว่าเอามาเทียบกับไทยเราไม่ได้

การปกครองของจีน เป็นระบบพรรคเดียวคือพรรคคอมมิวนิสต์จีน ปรัชญาของระบอบคอมมิวนิสต์นั้นเป็นที่รู้กันว่า แท้จริงแล้วก็คือเผด็จการรูปแบบหนึ่ง ซึ่งมีการตีกรอบจำกัดสิทธิ์ขั้นพื้นฐานทางการเมืองของประชาชนอย่างมาก ระบอบนี้ไม่เคารพหลักการเรื่องสิทธิเสรีภาพและการตัดสินโดยเสียงส่วนใหญ่อยู่แล้ว การขับเคลื่อนนโยบายหรือบริหารประเทศจะเชื่อมโยงจากมติพรรคเป็นหลัก การเลือกตั้งแทบจะเรียกได้ว่าถูกจัดฉากขึ้นพอเป็นพิธี โดยเป็นระบบปิดที่ประชาชนจะมีตัวเลือกได้เพียงจากProposed Listของพรรคเท่านั้น สรุปก็คือ ไม่ว่าจะเป็นแนวคิดหรือกระบวนการปฏิบัติ มันสุดขั้วในทางตรงข้ามกับระบอบประชาธิปไตย จึงเอามาเปรียบเทียบกันไม่ได้ ส่วนประเด็นที่ว่าทำไมจีนถึงโตเอาโตเอา เศรษกิจขยายตัวก้าวกระโดดพุ่งพรวดนั้น อย่าลืมนะครับว่า จีนในยุคหลังกล่าวได้ว่าคงระบอบคอมมิวนิสต์ไว้เฉพาะในด้านการปกครองเท่านั้น แต่ระบบเศรษฐกิจแทบจะกลายพันธุ์ไปเป็นทุนนิยมเสรี100%แล้ว ลองถ้ายังดักดานใช้ปรัชญาเศรษฐกิจแบบสังคมนิยมประเภทคอมมูน นารวม อยู่สิ ป่านนี้รับรองยังไม่ได้โงหัวหรอกครับ ดังนั้นจะเห็นได้ว่าการที่เขาเจริญรุดหน้านั้น มันไม่ได้เป็นผลพวงใดๆจากการที่เขาแอนตี้ระบบเลือกตั้งเลยแม้แต้น้อย หากแต่เป็นผลจากการกำหนดยุทธศาสตร์ชาติอย่างชาญฉลาด และประสิทธิภาพการบริหารงานของพรรคคอมมิวนิสต์และรัฐบาลจีนต่างหาก(ซึ่งก็ไม่ได้พิสูจน์หรือยืนยันใดๆอีกเช่นกันว่า ถ้าปล่อยให้เลือกตั้งเสรีแล้วมันจะไม่ดีอย่างนี้ เพราะมันอาจจะดีกว่าหรือห่วยกว่าก็เป็นไปได้ทั้งนั้น แต่ที่แน่ๆประชาชนของเขาน่าจะมีความสุขขึ้นกว่าเดิมนะถ้าได้รับสิทธิเสรีภาพมากขึ้นกว่าที่เป็นอยู่)

ส่วนกรณีสหรัฐอเมริกานั้น ต้องแย้งว่าเขาใช้ระบบเลือกตั้งผู้นำโดยตรงครับ เหตุที่กล่าวเช่นนี้เพราะเขามีการเลือกตั้งทั่วไปที่จัดขึ้นเพื่อเลือกประธานาธิบดีและรองฯเป็นการเฉพาะ แต่ต้องทำความเข้าใจว่า โดยเหตุที่สหรัฐฯมีการปกครองในรูปแบบสหพันธรัฐอันเกิดจากการสมัครใจรวมตัวเข้าด้วยกันเป็นประเทศของ50มลรัฐ ดังนั้นการเลือกตั้งโดยใช้Popular Voteโดยตรงย่อมไม่สอดคล้องกับโครงสร้างดังกล่าว เขาจึงจำเป็นต้องใช้วิธีเลือกคณะผู้เลือกตั้ง(Electoral College)ที่ประกอบด้วยตัวแทนจากมลรัฐต่างๆในจำนวนที่แตกต่างกันไป โดยweightเอาตามสถานะด้านต่างๆของมลรัฐนั้นๆประกอบกัน(ไม่เฉพาะfactorด้านประชากรอย่างเดียว)เพื่อให้เข้าไปโหวตเลือกประธานาธิบดีอีกทอดหนึ่ง แต่อย่างไรก็ตาม ที่กล่าวมานี้เป็นเพียงกระบวนการและวิธีการที่ต้องทำให้สอดคล้องกับโครงสร้างการปกครองของรัฐ ทว่าโดยหลักการแล้วถือเป็นการเลือกตั้งผู้นำโดยตรง เพราะท้ายที่สุดผลจากPopular vote จะเป็นตัวกำหนดElectoral vote เสมอ ผลพวงสืบเนื่องจากหลักคิดนี้ก็คือ สถานภาพทางการเมืองของตัวปธน.จะเข้มแข็งมากเพราะถือว่ามีที่มาโดยตรงจากประชาชนไม่ผ่านสภา สภาทั้งสองจะปลดหรือไม่ไว้วางใจเขาไม่ได้นะครับเพราะตัวไม่ได้ตั้งเขามา จะทำได้กรณีเดียวคือImpeachment(ที่คลินตันหวิดโดนสอยมาแล้ว)แต่ในทางปฏิบัติก็ทำได้ยากมาก และยังไม่ปรากฏมีปธน.คนไหนเคยโดน ในทางตรงกันข้าม ไทยเราไม่มีการเลือกตั้งนายกฯเป็นการเฉพาะ แต่เลือกตรงได้แค่ส.ส.เพื่อให้เข้าไปโหวตเลือกนายกฯอีกทีในสภา อย่างนี้สิครับถึงเรียกว่าเลือกผู้นำโดยอ้อม ซึ่งเราก็ถือปฏิบัติกันมาช้านานแล้ว อีกประเด็นหนึ่งก็คือเรื่องการเลือกครม. อันนี้ชาวบ้านก็ไม่ได้เลือกโดยตรง แต่เป็นสิทธิ์ขาดของนายกฯอยู่แล้วนี่ครับ ผมเลยงงว่าคุณบางกอกจะเรียกร้องอะไรอีก ลองกลับไปตั้งสติคิดไล่เรียงใหม่ดีๆนะครับ ไม่งั้นจะเป๋มากไปกว่านี้

ถัดมาในเรื่องแนวคิดและวิถีประชาธิปไตยนั้น ผมว่ามันก็เป็นเสมือนความเชื่อและปรัชญาในทางการเมืองอันเป็นตัวเลือกหนึ่งที่เราอาจจะหยิบมาใช้เท่านั้น ซึ่งท้ายที่สุดมันอาจเป็นsolutionที่ดีหรือห่วยแตกก็ได้ แต่อย่างน้อยที่สุดหากใครเชื่ออย่างไร เราก็ควรให้เสรีภาพแก่เขาที่จะบอกเล่าเผยแพร่สู่publicได้มิใช่หรือ ใครจะเอาไม่เอาด้วยอย่างไรกีมาdiscussกันสิ ผมไม่เห็นว่ามันจะเป็นการปลุกปั่นโฆษณาชวนเชื่อตรงไหน(เออถ้าศอฉ.ส่งทหารเกย์ออกมาลอยหน้าแถลงยังค่อยน่าสงสัยหน่อย) เพียงแต่มันอาจไม่ตรงกับแนวคิดหรืออุดมการณ์ของคุณเท่านั้น

พูดถึงเรื่องอุดมการณ์ ผมสังเกตุโทนความคิดของคุณบางกอกดูจะไม่ศรัทธาแนวทางประชาธิปไตยแบผ่านระบบตัวแทนเอาเสียเลย อยากทราบเหมือนกันครับว่าsolutionที่เหมาะควรในแนวของคุณเป็นอย่างไร ใช่70/30 หรือฯลฯหรือเปล่า ถ้าว่างก็แวะมาแชร์กันเพิ่มเติมนะครับ

อยากได้เหมือนอเมริกาที่ los

อยากได้เหมือนอเมริกาที่ los angeles, san fransisco, chicagoและเมืองอื่นๆ ก็ทัดเทียม เทียบเท่ากับ new york ซึ่งเป็นเมืองใหญ่สุด และ warshington ซึ่งเป็นเมืองหลวง

ถ้าเมืองใหญ่ในแต่ละภูมิภาคซึ่งมีอยู่ซัก 10-13 ภูมิภาค ทัดเทยมเทียบเท่ากับ กรุงเทพ รับรองว่าอำนาจทางสังคมและเศรษฐกิจจะสมดุลและถ่วงดุลกันได้ และจะนำไปสู่การกระจายอำนาจทางการเมืองเอง

โครงสร้างทั้งทางการเมือง* หรื

โครงสร้างทั้งทางการเมือง*
หรือผังเมืองของไทยไร้ทิศทางโดยสิ้นเชิง

ไม่มีการศึกษากันอย่างจริงจัง
ส่งแต่ลูกคนใหญ่คนโตมาศึกษา

กลับไปก็ไม่ใช้ความรู้ที่ศึกษามากับสังคมไทย
ทำเป็นก็แค่ ครองตำแหน่งหัวหน้ากอง เหมาหน้าห้อง จ้องฟันเด็กฯลฯ

เผยแพร่ระบบศักดินามุ่งแต่เอาหน้าเจ้านาย สายใครสายมัน พวกใคร พวกมัน
กดขี่ลูกน้อง (ระบบโปรเจ้าฯกดขี่ประชาชนตลอด)

ไม่มีความรู้จริงเรื่องการกระจายอำนาจ
(ซึ่งขะช่วยทำให้ภาคประชาชนค่อย ๆ เข้มแข็งขึ้นตามวันเวลา)

พวกนี้สร้างค่านิยมมายา เหมือนกันไปหมด
เป็นพวกไม่ยอมปะทะปัญหายอมรับความจริง*

กลุ่มสังคมนิยมเจ้ามีทั้งข้าราชการ นักสื่อสารมวลชน ต่างช่วยกันบิดเบือนความจริง
กลบเกลื่อนด้วยการสร้างค่านิยม ลับ ลวง พราง ไม่ยอมอยู่ข้างประชาชนตลอดมา

อำนาจหลักทั้งบริหาร นิติบัญญัติ ตุลาการไม่สนใจปัญหาบ้านเมือง ไม่ใช้อำนาจ หรืออาจไม่มีอำนาจแท้จริง
รูปธรรมที่ได้เห็นกันทั่วกลับยอมอ่อนข้อให้กับกลุ่มศักดินาที่ครอบงำอำพราง เล่นละครมายาตบตา ใส่ร้ายประชาชน

ดูหยก ๆ เหตุการณ์ มาษายน-พฤษภาคม 2553 รัฐบาลกระชับวงล้อมผู้เรียกร้องประชาธิปไตยจนมีผู้เสียชีวิต ข่าวสารกระจายไปทั่วโลกอย่างที่เห็น อย่างที่เป็น
ลำพังอำนาจบริหารที่ อภิสิทธิ์ มี ไม่พอสั่งฆ่าประชาชนเป็นร้อย บาดเจ็บเกิน2000 คน

หากฝ่ายบริหารกระทำผิดฆ่าประชาชนตายสักคน
นิติบัญญัติ กับตุลาการ ต้องรู้ว่าควรทำอย่างไร/

พูดถึงคอมมิวนิสจีนมาเทียบกับเ

พูดถึงคอมมิวนิสจีนมาเทียบกับเลือกตั้งไทยไม่เหมือนกันแน่นอนอยู่แล้ว แต่ของสหรัฐก็เหมือนไทยต่างกันยังไง รู้สึกจะดัดจริตเขียนภาษาอังกฤษมากไปหน่อย ป๊อปปูล่าโหวต ป่านนั้น ที่เหมือนก็คือคนทั้งประเทศเป็นผู้เลือกตั้งหรือโหวตเพียงแต่สหรัฐเลือกคนๆเดียว แต่ของเราเลือกเป็นคณะ รู้สึกคนพิมพ์จะเมาหรือเปล่ามาพิมพ์เพ้อเจ่ออะไรก็ไม่รุ้

คอมมิวนิสต์หรือเผด็จการหรือจะเรียกอะไรก็แล้วแต่เขาไม่มีพรรคการเมืองที่อิสระให้เลือกส่วนประชาธิปไตยมี หรือพูดง่ายๆก็คือหล่อเลือกได้ ส่วนเลือกไม่ได้คือสวยแต่รูปจูบไม่หอม

ไทยกับอเมริกาไม่เหมือนกันแน่น

ไทยกับอเมริกาไม่เหมือนกันแน่นอน รัฐบาลกลางของอเมริกา รัฐบาลวอชิงตัน เนี่ยภายในอเมริกามีอำนาจแค่เรื่องส่วนกลาง หรือเรื่องส่วนรวมเท่านั้น
แต่รัฐบาลกลางของไทย มีอำนาจควบคุมทุกสิ่งในพื้นที่ประเทศไทยเลย

ความต่างของประชาธิปไตยแบบประเทศไทยกับประชาธิปไตยแบบอเมริกา หลักๆไม่ใช่เรื่องความต่างเล็กๆน้อยๆอย่างเลือกบุคคลหรือเลือกทั้งคณะ แต่มันต่างกันตรงอำนาจที่รวมอยู่ที่เดียวกับอำนาจมีการกระจาย