วิเคราะห์: สถานการณ์ในประเทศไทยทวีความรุนแรง

โจชัว เคอร์แลนท์ซิค ผู้วิจัยด้านเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ วิเคราะห์การเปลี่ยนแปลงในระดับพื้นฐานของการเมืองไทยได้เกิดขึ้นแล้ว  เป็นการเปลี่ยนแปลงที่ คนจน  ผู้ไม่มีอภิสิทธิ์ทางสังคม ไม่เกี่ยวข้องกับสถาบันทหาร บริการทางสังคม  หรือเกี่ยวพันกับชนชั้นสูง ได้ออกมาเรียกร้องสิทธิ์อันพึงมีของตน  แต่ชนชั้นกลางและชั้นสูงในสังคมไทย ไม่เข้าใจถึงความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น

ในเวลาสองวันที่ผ่านมา  ดูเหมือนว่าการรักษาความสงบในประเทศไทยได้กลับกลายเป็นมาตรการการจัดขั้นสุดท้ายแบบเบ็ดเสร็จกับกลุ่มผู้ชุมนุมที่อยู่ในบริเวณย่านการค้าใจกลางกรุง  ก่อนหน้านั้นในช่วงต้นอาทิตย์  พลตรีขัตยะ สวัสดิผล ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแกนนำผู้ประท้วง ถูกยิงโดยนักแม่นปืน จนได้รับบาดเจ็บสาหัส  ขณะก็นี้ได้มีรายงานการใช้กระสุนจริง โดยกองกำลังรักษาความสงบของรัฐเพื่อกดดันกลุ่มผู้ประท้วงให้ออกจากที่มั่น  เวลาบ่ายวันของวันศุกร์ มีรายงานเบื้องต้นจากการปะทะว่าผู้เสียชีวิต 4 คนและบาดเจ็บอีก 81 คน การกวาดล้างครั้งนี้เป็นการกดดันต่อผู้ชุมนุมครั้งที่สองต่อจาก การปะทะกันในที่เกิดขึ้นก่อนหน้าวันที่ 10 เมษายนที่ผ่านมา ซึ่งในครั้งนั้นมีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 20 คน และผู้บาดเจ็บอีกนับร้อย

จริงอยู่ที่รัฐบาลไทยมีความชอบธรรมในการรักษากฏหมายและความเป็นระเบียบเรียบร้อยภายในประเทศ  แต่ความไม่สงบที่เกิดขึ้นในประเทศไทยนั้นก็ย่อมจะมีผลกระทบ และความเกี่ยวเนื่องกับสหรัฐอเมริกา  ประเทศไทยถือเป็นพันธมิตร  ที่มีสนธิสัญญาอย่างเป็นทางการกับสหรัฐในการร่วมต่อต้านการก่อการร้าย  โดยในเวลาที่ผ่านมา ประเทศไทยก็ได้พิสูจน์ให้เห็นถึงความเป็นผู้นำที่น่าเชื่อถือของสมาพันธ์ประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้  ทว่าสิ่งที่เกิดขึ้นในการกวาดล้างกลุ่มผู้ชุมนุม และความตึงเครียดทางการเมืองที่เกิดขึ้นในช่วงเวลานี้ ได้ชี้ให้เห็นว่าปัญหาที่เกิดขึ้นในประเทศไทยนั้นยังห่างไกลจากการเยียวยา  และจะยังคงอยู่ต่อไปถึงแม้ว่าในที่สุดกองทัพจะสามารถยุติการชุมนุมลงได้ก็ตาม

ข้อสังเกตหนึ่งที่น่าสนใจ ก็คือการใช้ความรุนแรงที่เกิดขึ้นได้เผยให้เห็นถึงจุดอ่อนอันแท้จริงของกองทัพ ที่ไม่สามารถอุดรอยรั่วของข้อมูลในการวางแผนภายในกองทัพได้  ทั้งนี้อาจเกิดจากการที่นายทหารจำนวนหนึ่งในกองทัพมีความเห็นใจ และอยู่ข้างเดียวกับกลุ่มผู้ประท้วงเสื้อแดง ดังเหตุการณ์วันที่ 10 เมษายนที่ผ่านมา ดูเหมือนว่ากลุ่มติดอาวุธที่ปะปนอยู่ในหมู่ผู้ประท้วง สามารถคาดเดาการเคลื่อนไหวใดๆของกองทัพได้ ที่ได้วางแผนมาแล้วอย่างง่ายดาย ดังนั้นเมื่อกองทัพไม่สามารถจะวางใจกลุ่มพวกเดียวกันเองได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเวลาการที่ต้องใช้ปฏิบัติการคอมมานโดในการผลักดันผู้ประท้วงให้ออกจากพื้นที่โดยสันติ กองทัพจึงต้องหันมาพึ่งการใช้กำลังและความรุนแรง ซึ่งง่ายกว่าการจัดการกับฝูงชนโดยละมุนละม่อมตามหลักสากลนัก

กลุ่มผู้ประท้วงเสื้อแดงที่พยามผลักดันการต่อสู้เพื่อความเท่าเทียมกันทางเศรษฐกิจและสังคม ก็ก้าวพลาดเช่นกัน  แม้ว่าในตอนต้น กลุ่มผู้ประท้วงแสดงตนเป็นผู้ประท้วงโดยสันติ  แต่การที่ยอมให้มีกลุ่มผู้ติดอาวุธมาปะปนกับกลุ่มผู้ชุมนุม โดยที่บุคคลในกลุ่มนี้ ในที่สุดก็ได้ใช้อาวุธในการทำร้ายเจ้าหน้าที่ทหารและประชาชนทั่วไป  ฉะนั้นกลุ่มเสื้อแดงจึงต้องจำนนต่อข้อกังขาด้านบรรทัดฐาน และจรรยา  และเป็นจุดอ่อนให้รัฐบาลกล่าวหาได้ว่าเป็น “ผู้ก่อการร้าย”

ประเด็นสำคัญที่สุดก็คือ ปัญหาที่เป็นต้นตอให้เกิดการชุมนุมยังไม่ได้รับการแก้ไข  วิกฤตการณ์ที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ก็ไม่ได้ช่วยให้คนไทยทั่วไปสามารถพูดถึงสถาบันฯได้อย่างเปิดเผยขึ้น  อันที่จริงแล้วรัฐบาลไทยได้อาศัยวิธีไร้ยางอาย ป้ายสีผู้ชุมนุมว่าต้องการล้มล้างสถาบันฯ  ทั้งนี้รัฐบาลยังเพิ่มความเด็ดขาดรุนแรงในการบังคับใช้กฏหมายหมิ่นฯ เพื่อยับยั้งการวิจารณ์ใดๆที่เกี่ยวข้องกับสถาบันฯ  อย่างไรก็ตามความสำเร็จในการกวาดล้างผู้ชุมนุมก็ไม่สามารถที่จะนำมาลบรอยร้าวที่เกิดขึ้นในกองทัพได้  รัฐบาลและผู้ประท้วงก็ยังไม่สามารถหาข้อตกลงร่วมกันถึงกรณีปัญหาและอนาคตของ ทักษิณ ชินวัตร  อดีตนายกรัฐมนตรีที่ได้รับความนิยมอย่างสูง หากแต่ถูกโค่นลงด้วยรัฐประหารในปี 2549 ทุกวันนี้ ทักษิณ ยังถือเป็นแรงบันดาลใจในการต่อสู้ของกลุ่มผู้ประท้วงเสื้อแดงจำนวนไม่น้อย

สิ่งที่ลืมไม่ได้นั่นก็คือ การเปลี่ยนแปลงในระดับพื้นฐานของการเมืองไทยได้เกิดขึ้นแล้ว  เป็นการเปลี่ยนแปลงที่ คนจน  ผู้ไม่มีอภิสิทธิ์ทางสังคม ไม่เกี่ยวข้องกับสถาบันทหาร บริการทางสังคม  หรือเกี่ยวพันกับชนชั้นสูง ได้ออกมาเรียกร้องสิทธิ์อันพึงมีของตน  หากชนชั้นกลางและชั้นสูงในสังคมไทย ไม่เข้าใจถึงความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นนี้  พร้อมกับการยอมรับว่าตนเองต้องวิวัฒน์ไปตามกลไกของสังคม  การชุมนุมประท้วงที่บานปลายก็จะปะทุขึ้นมาอีกครั้ง  ซึ่งก็อาจจะเป็นช่วงหลังการเลือกตั้งครั้งต่อไปที่จะจัดให้มีขึ้น—หรืออาจไม่มี   และการหลั่งเลือดของกลุ่มผู้ประท้วงเสื้อแดง นั้นคงไม่ใช่หนทางในการสร้างความสงบให้กับสถานการณ์ที่เป็นอยู่อย่างแน่นอน
 

Comments

สถานการณ์ความขัดแย้งที่เกิดขึ

สถานการณ์ความขัดแย้งที่เกิดขึ้น
ระหว่างประชาชนชาวรากหญ้ากับรัฐบาลครั้งนี่
ไม่ได้มีเฉพาะเรื่องความไม่เท่าเทียมกันทางด้านเศรษฐกิจและสังคมเท่านั้น
แต่ยังมีเรื่องความไม่เท่าเทียมกันทางด้านการเมืองอีกด้วย

ทางด้านเศรษฐกิจ >>> ไม่ว่าจะเป็นเรื่องรายได้ ค่าแรงขั้นต่ำ ราคาพืชผลทางเกษตร
ราคาสินค้าเกือบทุกชนิดขึ้นราคาแพงลิ่วอย่างไม่สมเหตุสมผล
ทำให้รายได้ไม่พอกับรายจ่าย ชักหน้าไม่ถึงหลัง แต่ละวันกินแทบไม่ครบ 3 มือ
ตลอดจนช่องว่างระหว่างคนรวยมีอันจะกินกับคนจน มันห่างกันอย่างเห็นชัดขึ้นทุกวัน

ด้านสังคม >>>>> มีการแบ่งแยกทางชนชั้นจากการแบ่งกลุ่ม
ที่มีความสัมพันธ์ทางสังคม
การดำรงชีวิตที่แตกต่างกัน ชีวิตความเป็นอยู่ที่ได้รับโอกาสที่ไม่เท่ากัน

คนบางกลุ่มใช้ชีวิตแบบหรูหรา สะดวกสบาย
บางกลุ่มได้รับบริการจากรัฐอย่างเหลือเฟือ
และบางกลุ่มไม่ต้องจ่ายภาษีให้ประเทศ แต่รัฐต้องจ่ายค่าเลี้ยงดูที่สูงลิ่ว

ในขณะที่ชนชั้นกลางบางส่วนและชาวบ้านรากหญ้า กลับไม่ได้รับบริการเหล่านั้นจากรัฐ
แต่ต้องเสียภาษีอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย ทั้งทางตรงและทางอ้อมให้กับบ้านเมือง

ด้านการเมือง >>>>>ประชาชนรับรู้แล้วว่า พวกเขาไม่ได้รับความเสมอภาค
และเท่าเทียมกันในการใช้สิทธิทางการเมือง
กรณีรัฐประหารเมื่อ 19 กันยา 49 เป็นสิ่งที่ชาวบ้านเข้าใจ
และเข้าถึงสิทธิทางการเมืองมากที่สุด
และอาจจะเป็นครั้งแรกที่ทำให้ชาวบ้านเกิดการเรียนรู้ ในเรื่องความเท่าเทียมทางการเมือง

พวกเขาเริ่มรู้สึกว่าถูกปล้นสิทธิและอำนาจของเขาที่มีอยู่เพียง 1 เสียง
โดยการรวมหัวกันของคนในระบบกับนอกระบบ ช่วงชิงอำนาจของเขาไป

ปัญหาด้านเศรษฐกิจและสังคม ชาวบ้านยังพอกัดฟันอดทนมาได้นานนับทศวรรษ
แต่ฟางเส้นสุดท้ายทที่ทำให้ความอดทนอดกลั้นของพวกเขาขาดผึง
น่าจะเป็นประเด็นความไม่เท่าเทียมกันทางการเมือง
ที่พวกเขาถูกยื้อยุดฉุดกระชากไปต่อหน้าต่อตาโดยกลุ่มคนแค่หยิบมือนี่แหละ

ถ้าผู้นำรัฐบาลนี้ระลึกรู้อย่างตกผลึก และมีความรับผิดชอบทางการเมือง
เขาจะรับรู้ได้ไม่ยากเลยว่า ความกดดันจนกลายเป็นความโกรธแค้นในเรื่องนี้
และต้องรวมตัวกันออกมาเรียกร้องสิทธิ จนกลายเป็นความขัดแย้งบานปลาย
ก็คงประกาศยุบสภาไปตั้งแต่วันที่ 14-15 มีนาคมที่ผ่านมาแล้ว

พฤติกรรมและการแสดงออกของผู้นำรัฐบาล
สะท้อนให้เห็นว่าตัวตนว่าเป็นแบบไหน คงไม่ต้องอธิบาย