รายงาน: แสงเทียนเล็กๆ ใจกลางแหล่งวัยรุ่น หวังแสงสว่างขจัดความมืดในจิตใจคน
สภาพเหตุการณ์ในบ้านเมืองที่มีกลุ่มผู้ชุนนุมประท้วงเพื่อเรียกร้องให้ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะนายกรัฐมนตรีประกาศยุบสภาคืนอำนาจให้แก่ประชาชน ของแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ หรือ นปช.แดงทั่วแผ่นดิน ซึ่งกระแสสังคมในขณะนี้กำลังมองว่า จะมีเหตุการณ์ความขัดแย้งใดที่จะนำไปสู่ความรุนแรงหรือไม่ แล้วรัฐบาลจะจัดการกับปัญหาความรุนแรงนั้นอย่างไร หรือใครจะเป็นฝ่ายเริ่มใช้ความรุนแรงเพื่อสนองความต้องการของตัวเองก่อนกัน
แต่ก็มีกลุ่มคนอีกกลุ่มหนึ่งที่ไม่รอคำตอบและไม่ต้องการให้เกิดความรุนแรงในสภาพความขัดแย้งของสังคม กลุ่มคนกลุ่มนี้มีความคิดที่ไม่ต้องการเกิดความรุนแรงไม่ว่าจะมาจากฝ่ายไหนก็ตาม จึงได้รวมตัวกันและปฎิบัติภารกิจต่างๆ เพื่อให้สังคมรู้ว่ายังมีกลุ่มที่ฝักฝ่ายแนวทางแบบสันติวิธี

15 มีนาคม 2553
18.30 น.
ลมเย็นๆ พัดโชยมาพร้อมกับไอเย็นเล็กๆ แสงแดดที่ล่วงโรยราไปตามช่วงเวลาเพื่อบ่งบอกถึงช่วงจังหวะในที่พนักงานตามบริษัท ลูกจ้าง คนงาน กรรมกร จะได้เบียดเสียดและแข่งขันกันเองเพื่อจะได้ไปถึงจุดหมายที่ได้จากมาในตอนเช้า เสียงการจราจรบริเวณสี่แยกปทุมวันที่ฟังดูอึดอัดประกอบกับเสียงรถไฟฟ้าบีทีเอสทำให้เสียงจากวิทยาศาสตร์กลบเสียงจากธรรมชาติเสียหมดสิ้น
แต่สิ่งทีผิดไปจากเดิมคือ ณ ลานกว้างบริเวณศูนย์ศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร ตรงข้ามกับห้างมาบุญครองได้มีกลุ่มคนจำนวนหนึ่งประมาณ 80 คน ทั้งเด็กและผู้ใหญ่โดยเรียกตัวเองว่า กลุ่มเครือข่ายสันติ มารวมตัวกันเพื่อจุดเทียนสันติ แสดงออกถึงความต้องการให้สังคมเกิดสันติ ซึ่งผู้ร่วมงานที่เป็นคณะกรรมการและผู้มีชื่อเสียงต่างก็มาร่วมจุดเทียนด้วย เช่น ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล นางสาว รสนา โตสิตระกูล สมาชิกวุฒิสภา และพระไพศาล วิสาโล
18.54 น.
เสียงการจราจรแม้จะไม่สามารถทำลายได้ แต่เสียงดนตรีจากวงจีวันก็มากพอที่จะสร้างบรรยากาศแห่งความสันติตั้งแต่เริ่มงาน โดยเนื้อหาเพลงจะเน้นให้เห็นถึงความสามัคคีและสถาบันหลักของชาติ และเนื้อเพลงที่เกี่ยวกับมือสีขาวที่เป็นมือแห่งความสร้างสรรค์ ส่วนมือสีดำหมายถึงมือแห่งการทำลาย แต่อย่างไรก็ขอให้จับมือกันไว้เพื่อความสันติ
19.10 น.
หลังจากวงดนตรีได้เล่นเพลงสุดท้ายเสร็จ พิธีกรในงานก็กล่าวเปิดงาน “สติ สันติ สันติภาพ” โดยพิธีกรได้เชิญชวนให้คนที่เดินผ่านไปผ่านมานั้นมาสร้างสันติสุขในภาวะที่บ้านเมืองวิกฤติ ซึ่งก็ได้รับความสนใจจากคนทั่วไปไม่น้อย โดยหลายคนขอนั่งฟังร่วมไปกับกลุ่มคน แต่ก็มีหลายคนยังสงสัยว่า “นี่คืองานอะไรเหรอคะ”
โดยพิธีกรได้กล่าวผ่านไมค์ว่า เสียงของคนทุกคนมีความหมายเท่ากัน และเรียกร้องให้ใช้กล้องวงจรปิดCCTVติดทั่วจุดต่างๆ ที่เป็นจุดใหญ่และมีความเสี่ยงต่อการเกิดความรุนแรง นอกจากนี้พิธีกรยังกล่าวเพิ่มเติมอีกว่า จำนวนผู้ที่ต้องการสันติวิธีมีมากกว่าจำนวนผู้ที่ต้องการให้เกิดความรุนแรง แต่เสียงของแนวทางสันติวิธีไม่มีโอกาสได้นำเสนอเพราะสื่อทั่วไปมักไม่ค่อยสนใจ
พิธีกรได้ตอบข้อสงสัยของสื่อบางคนที่ถามว่าทำไมต้องใช้เทียนสีเหลือง พิธีกรก็ตอบว่า สีเหลืองเป็นวัฒนธรรมทางศาสนาที่ใช้เทียนสีเหลืองในการประกอบพิธี เรียกร้องมวลชนอย่าตีความ เพียงแค่เรื่องสี
19.20 น.
พิธีกรให้ผู้เข้าร่วมยืนขึ้นแล้วแถลงกำหนดว่า ให้จุดเทียนส่งต่อไปทีละคน จะใช้เวลาในการตั้งจิตอธิษฐานไม่เกินสิบนาทีเพื่อส่งความรู้สึกที่ดีแก่ตัวเองและคนรอบข้าง โดยมีพระไพศาลนำบทภาวนา เมื่อตั้งจิตอธิษฐานเสร็จแล้วก็จะมีการแจกกระดาษเพื่อให้ผู้เข้าร่วมเขียนข้อความหรือคำอธิษฐานลงไปในกระดาษแห่งนี้เพื่อให้คนทั่วไปได้รับรู้ถึงไมตรีจิต
กิจกรรมในขณะนี้เริ่มเป็นที่สนใจแก่คนที่เดินผ่านไปผ่านมาและคนที่ยืนดูอยู่บนสถานีรถไฟฟ้าบีทีเอสสนามกีฬาแห่งชาติจะทำให้จำนวนคนมาร่วมเยอะขึ้น เมื่อพิธีกรพูดถึงสิ่งที่จะต้องดำเนินการต่อไปเสร็จแล้ว ก็ยื่นไมค์แก่พระไพศาล ท่านก็ได้กล่าวนำก่อนเริ่มบทภาวนาว่า ให้เราน้อมใจสงบ ดับความร้อนรุ้มในใจของทุกคน ซึ่งทุกคนล้วนเชื่อมโยงซึ่งกันและกันผ่านเส้นใยที่มองไม่เห็น มีทั้งดีและไม่ดี แต่พวกเรามาด้วยสายใยแห่งรัก จึงสามารถเป็นเพื่อนร่วมทุกข์ เพื่อนโลภโลก ขอให้ทุกคนใช้ธรรม เพื่อกำจัดกิเลสทั้ง 3 อัน ได้แก่ โลภ โกรธ หลง
พระไพศาล วิสาโล ได้กล่าวให้ผู้เข้าร่วมตั้งสติเป็นที่มั่นเพื่อหนทางแห่งปัญญาและไมตรี แล้วให้ตั้งจิตอธิษฐานว่าต้องการให้เกิดอะไรขึ้นต่อไปในสังคมไทย จึงเริ่มบทสวดภาวนา โดยมีเสียงกระดิ่งเล็กๆ เป็นตัวกำหนดจังหวะ

19.39 น.
แม้ว่าจะมีเสียงของสายลม รวมถึงเสียงรถที่กำลังวิ่งแข่งกันในสี่แยกปทุมวัน แต่เหล่านี้มิอาจจะทำให้ผู้ร่วมงานจุดเทียนสันติหลุดจากความตั้งใจอันแน่วแน่ได้เลย ต่างตั้งจิตอธิษฐานเพื่อใช้ส่องทางในความมืดภายในจิตใจคน ต่างตั้งจิตอย่างแน่วแน่ที่ต้องการให้เกิดสันติและขจัดความคิดที่ไม่ดีของคนที่มองความต่างเป็นศัตรูให้หมดสิ้นไปจากสังคม เหมือนดั่งเปลิวเพลิงเล็กๆ บนเทียนแม้จะมีลมพัดมาไหวๆ ก็ไม่สามารถดับวูบลงได้เพราะความแน่วแน่ที่ต้องการจะส่องสว่างในช่วงที่มีแต่ความมืดมิด กลุ่มผู้เข้าร่วมยังคงนั่งด้วยใจสงบ สิ่งที่ได้ยินคงเป็นแค่เสียงกระดิ่งกำหนดจังหวะและเสียงภายในใจของตัวเองท่ามกลางบรรยากาศแห่งความเคลื่อนไหวในสังคมเมืองยามค่ำคืน

19.49 น.
หลังจากกำหนดจิตตั้งเป็นสมาธิเสร็จแล้ว ทางผู้จัดงานได้แจกกระดาษใบเล็กๆ เพื่อให้ผู้เข้าร่วมได้เขียนคำอธิษฐานโดยยังไม่ต้องดับแสงเทียน และคำอธิษฐานนั้นต้องเป็นรูปธรรมที่สามารถเกิดขึ้นได้จริงๆ เมื่อเขียนเสร็จก็ให้แต่ละคนนำมาติดไว้บนกระดานแผ่นหนึ่งที่ทางผู้จัดได้เตรียมไว้ให้แล้ว เพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนการรับรู้คำอธิษฐานของแต่ละคน โดยจากการสังเกตผู้รายงานพบว่า คำอธิษฐานส่วนมากจะมีลักษณะที่ต้องการให้เกิดความสามัคคีในชาติ ต้องการความสงบสุข และอื่นๆ ที่มีลักษณะไม่ต่างไปสิ่งที่สังคมในเมืองหลวงเรียกร้องอยู่

20.00 น.
เมื่อมีการเขียนเสร็จแล้ว ทางพิธีกรได้เชิญให้ผู้เข้าร่วมบางคนได้ออกมาพูดสิ่งที่เขาเขียนลงไปในคำอธิษฐานว่าต้องการให้เกิดอะไรขึ้นในสังคมหลังจากนี้ไป
พลเอก เอกชัย ศรีวิลาศ ผู้อำนวยการสำนักสันติวิธีและธรรมาภิบาลกล่าวว่า ขอให้คนไทยในแผ่นดินนี้และแผ่นดินอื่นบนโลก ให้สร้างสรรค์หรือทำสิ่งได้ด้วยความมีสติ ขอให้คิดแบบคนที่มีความเจริญรุ่งเรื่อง
นางสาวโสพิศ บุญเยี่ยม จากเครือข่ายเยาวชนศึกษาสันติวิธีกล่าวว่า เราจะมีสติเพราะสติจะนำไปสู่ปัญญา และผลของมันจะทำให้เกิดสันติ
ตัวแทนจากกลุ่มนักศึกษาใส่ใจไทยกล่าวว่า อยากให้คนไทยเรียนรู้สิ่งที่เกิดขึ้นมา ต้องมีสติ มีหลักการเหนือเหตุผล อยากให้รัฐบาลทำอะไรเพื่อคนทั้งหมด ไม่ใช่แค่คนกลุ่มเดียว
อ.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล กล่าวว่า ไม่มีการเรียกร้องหรือการชุมนุมได้ที่ไม่เกิดการสูญเสีย แต่สังคมทุกวันนี้พอหรือยังสำหรับความรุนแรงที่เกิดจากการชุมนุม อยากให้ทุกคนอดทนอดกลั้น เพราะทุกอย่างจะเดินหน้าต่อไปได้ ประเทศสูญเสียมามากพอแล้ว อยากให้ช่วยกันประคับประคองไม่ให้คนไทยฆ่ากันเอง
20.13 น.
หลังจากเสร็จสิ้นกิจกรรมนี้ ทางพิธีกรได้ให้กลุ่มผู้เข้าร่วมมาร้องเพลงสุดท้ายก่อนที่จะจากลากัน โดยเนื้อหาเพลงในท่อนสุดท้ายว่า “สานสันติในใจของเราด้วยใจบริสุทธิ์” เมื่อร้องเพลงเสร็จแล้วก็เป็นอันปิดกิจกรรม “จุดเทียนสันติ สติ สันติ สันติภาพ” ครั้งนี้ แต่ อ.ปริญญาได้กล่าวผ่านไมค์เชิญชวนว่าให้ผู้เข้าร่วมอย่าเพิ่งกลับบ้าน อยากให้มาหารือร่วมกันว่าภารกิจหรือกิจกรรมที่จะทำในครั้งต่อๆ ไป จะเป็นไปในรูปแบบใดเพื่อแสดงให้สังคมรับรู้ พร้อมทิ้งท้ายให้ผู้ที่สนใจเข้าไปที่เว็บไซต์ของทางเครือข่าย
คำชี้แจง
เว็บไซต์ประชาไท ให้บริการพื้นที่แสดงความคิดเห็นต่อข่าวและบทความแบบสาธารณะ ขอความร่วมมือในการแสดงความคิดเห็นโดยเคารพกฎหมาย, ความเห็นที่แตกต่าง และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของผู้อื่น
- ประชาไทแสดงหมายเลขไอพี* ของผู้โพสต์ประกอบความเห็นเสมอ
- ประชาไทไม่มีนโยบายกรองข้อความก่อนการแสดงผล
- อย่างไรก็ตามขอสงวนสิทธิ์ในการปิดการแสดงความเห็นที่ไม่เป็นไปตามกติกาหากตรวจสอบพบภายหลัง
ทั้งนี้ข้อความที่โพสต์จะยังไม่ปรากฎในทันที ซึ่งเป็นข้อจำกัดด้านเทคนิค
จึงเรียนมาเพื่อทราบและขอบคุณในความร่วมมือ
* หมายเลขไอพีปัจจุบันใช้เป็นข้อมูลที่เชื่อมโยงกลับไปที่ข้อมูลการเชื่อมต่อ อินเทอร์เน็ต ซึ่งอาจระบุไปถึงแหล่งที่มาการโพสต์หรือบุคคลที่โพสต์ได้ นอกจากนี้ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ มาตรา 26 กำหนดให้ผู้ให้บริการต้องเก็บข้อมูลจราจรคอมพิวเตอร์ไว้ 90 วัน












"ตัวแทนจากกลุ่มนักศึกษาใส่ใจไ
"ตัวแทนจากกลุ่มนักศึกษาใส่ใจไทยกล่าวว่า อยากให้คนไทยเรียนรู้สิ่งที่เกิดขึ้นมา ต้องมีสติ มีหลักการเหนือเหตุผล อยากให้รัฐบาลทำอะไรเพื่อคนทั้งหมด ไม่ใช่แค่คนกลุ่มเดียว
อ.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล กล่าวว่า ไม่มีการเรียกร้องหรือการชุมนุมได้ที่ไม่เกิดการสูญเสีย แต่สังคมทุกวันนี้พอหรือยังสำหรับความรุนแรงที่เกิดจากการชุมนุม อยากให้ทุกคนอดทนอดกลั้น เพราะทุกอย่างจะเดินหน้าต่อไปได้ ประเทศสูญเสียมามากพอแล้ว อยากให้ช่วยกันประคับประคองไม่ให้คนไทยฆ่ากันเอง"
สันติวิธีของพวกเหลือง แอ๊บขาว น่าสมเพช ครับ(ว่ะ)
เอาไอ้กีร์ลิโพ สุพรโกะต๊
เอาไอ้กีร์ลิโพ สุพรโกะต๊ ตู่อึ่งดำ สุรชัยซ้ายหลงยุค ณัฒทะวุตเชิญยิ้มเข้าฝึกวิวัฒพลเมือง บ้านเมืองน่าจะดีขึ้นนะครับ
ความขัดแย้งในทางการเมืองไทยที
ความขัดแย้งในทางการเมืองไทยที่ผ่านมานับแต่รัฐประหาร 19 กันยายน 49 ก็มีสาเหตุรากเหง้าปัญหามาจากความรุนแรงทางโครงสร้างและเพื่อแก้ไขปัญหานี้ จึงต้องหาหนทางแก้ไขปัญหาอย่างสันติ อย่างมั่นคงและเป็นประชาธิปไตย จึงต้องคืนอำนาจอธิปไตยให้ประชาชน รณรงค์อย่างขนานใหญ่ให้ประชาชนเคารพกติกาประชาธิปไตยที่มีวาระเลือกผู้ปกครองแน่นอน ต่อสู้กันอย่างมีหลักการเหตุผล อย่างสันติวิธี ไม่ทำร้ายกัน
คงปฏิเสธไม่ได้ว่า รัฐบาลอภิสิทธิ์ จัดตั้งโดยมีทหาร อำมาตย์หนุนหลัง หรืออำนาจนอกระบบประชาธิปไตยกำหนดขึ้น ไม่ได้มาจากเสียงสวรรค์ของประชาชนโดยแท้จริง
และคงมีแต่พวกตีสองหน้า สร้างภาพลักษณ์ให้ดูดี มืดบอดทางปัญญา พวกป้อนปิ้นหลอกลวงประชาชนไปวันๆเท่านั้นที่บอกว่า รัฐบาลอภิสิทธิ์มีความชอบธรรมในระบอบประชาธิปไตย
ดังนั้น การยุบสภา จึงเป็นทางออกเดียวเพื่อสร้างสันติวิธีทั้งเฉพาะหน้าและระดับโครงสร้าง
นอกจากนักสันติวิธีจอมปลอม และนักสันติวิธีไร้หัวใจประชาธิปไตย ทั้งรสนา ปริญญา
รับใช้อำมาตย์เท่านั้นที่ปฏิเสธแนวทางนี้
*เลือดแห่งพลังต่อสู้..สันติวิ
*เลือดแห่งพลังต่อสู้..สันติวิธี
เราคนดี ประชาธิปไตย ใจขมขื่น
สู้อำนาจ อำมาตยา กล้าด้วยปืน
สู้หยัดยืน เพื่อประชาธิปไตย
*เลือดสีแดงเข้มข้น คนเสื้อแดง
ร่วมพลีแรง พลีใจ เพื่อไทยใหม่
สละเลือด รวมพลัง อย่างตั้งใจ
ขอประชาธิปไตย...ยั่งยืนยง
ประชาธิปไตยรากหญ้า
แล้วของคุณนี่มันน่าดูนักหรือไงครับ ถ้าไม่ชอบสันติวิธี หลังจากสร้างความเดือดร้อนที่ กทม. เสร็จ ก็ไปสร้างความเดือดร้อนต่อที่บ้านด้วยนะครับ ผมรู้ว่าเสื้อแดงไม่ชอบความสงบสุข ต้องออกมาเต้นแร้งเต้นกา แหกปาก โห่ร้อง เทเลือด ปาขี้ เผารถเมล์ ฯลฯ ไม่งั้นชีวิตจะไม่มีรสชาติ
เมื่อไรคนไทยจะคิดวิเคราะห์เองเป็น ไม่อย่างนั้นก็ตกเป็นเครื่องมือนักการเมืองทั้งปีทั้งชาติ เดี๋ยวมันก็ไปชวนและเอาเงินล่อออกมาอีก พอนักการเมืองมันขัดผลประโยชน์กัน ก็จะใช้เล่ห์เหลี่ยมไปเอาประชาชนมาเป็นพวก ทำไมประชาชนถึงไม่ทันต่อลูกไม้ตืนๆ ของนักการเมืองน้ำเน่าพวกนี้เสียที อเน็จอนาถกับคนไทย เป็นเครื่องมือให้เขาหลอกใช้ไปจนตายเสียกระมัง เขาพูดอะไรก็เชื่อ หลักฐานก็ไม่มี ถึงมีหลักฐาน มันก็ต้องพิสูจน์ว่าเป็นหลักฐานจริงหรือเท็จ เดี๋ยวนี้ภาพและเสียงมันต่อได้ หลักฐานเท็จมันทำไม่ยาก เปล่าเลย ไม่เคยสงสัย ดีแต่ตามๆ เขาไป คิดเองไม่เป็น ถึงประเทศจะเป็นประชาธิปไตยเต็มใบ ก็น่าเศร้าใจคนไทยที่ขาดทักษะการคิดวิเคราะห์ด้วยตัวเอง ส่วนหนึ่งเพราะนักการเมืองมันไม่อยากให้คนไทยฉลาดด้วยแหละ ไม่งั้นจะหลอกใช้ต่อไม่ได้
คนโง่เท่านั้นที่จะยอมให้หลอกใช้
ประชาธิปไตยรากหญ้า
"อยากให้คนไทยเรียนรู้สิ่งที่เกิดขึ้นมา"
หมายถึงฝ่ายไหนไม่ทราบครับ
น่าจะลองบอกผ่านไปทางฝ่ายอภิสิทธิ์ชนบ้างนะ
ตั้งแต่ 2475 จนถึง 6 ตุลาฯ จนถึง 19 กันยาฯ
คนเหล่านั้นได้เรียนรู้อะไรมาบ้าง
เคยสำนึกถึงสิ่งที่เป็นฐานรากของสังคมปิระมิดที่นั่งนอนเสวยสุขกันอยู่ไหม
เห็นด้วยครับ ที่ต้องเรียกพวกนี้ว่า เหลืองแอ๊บขาว
@..เลือดแดงล้านหยดนี้.......ย
@..เลือดแดงล้านหยดนี้.......ยอมพลี
โดยสันติวิธี...........................ถ่องแท้
เลือดหลั่งพื้นปฐพี................มีค่า.....แท้นา
สู้บ่มีวันแพ้..........................แช่งแล้เลือดไหล
@..ใจแดงแรงรักร้อย...........รวมกัน
แดงร่วมแรงร่วมสรรค์..........ร่วมสู้
รวมเลือดร่วมผูกพัน.............มั่นจิต.....แท้นา
ให้หมู่มารรับรู้......................กู่ร้องไล่มัน
@..วันแดงรวมเลือดพร้อม.....เพรียงกัน
รินหยดไหลในวัน....................ต่อสู้
เลือดรินหลั่งพื้นพลัน...............ร่วมแช่ง
รินหลั่งเลือดให้รู้......................ว่าสู้สุดใจ
@..ภัยพาลมารหมู่ร้าย.............อำมาตยา
ภัยเบียดเบียนบีฑา....................ห่าร้าย
ภัยปล้นกฎกติกา......................วิบัติ
จงพ่ายพังยับย้าย................พ่ายแพ้มลายสูญ
ครับถ้าทำสมาธิจนได้สติจริง
ครับถ้าทำสมาธิจนได้สติจริง จะต้องสำนึกรู้ด้วยสตินั้นว่า ให้ใช้ปัญญาเหตุผล นำศรัทธา,ความเชื่อ,ความรู้สึกหรือเปล่า???
เพราะถ้าทำไม่ได้แบบที่ตั้งใจในเจตนาดีของกลุ่มนี้ บางทีมันอาจจะเข้ากรณี"กลางโบ๋ว" หรือกลางหลักลอยอะไรก็ได้ขอให้กลางเข้าไว้? สถานกาณ์จริงๆคืออะไร? ก็ใช้ความเชื่อความรู้สึกติดสินก่อนข้อเท็จจริงปัญญาเหตุผล?
เพราะไม่งั้นแล้วกลางแบบนี้อาจจะชี้นำจนสร้างกระแส ละเลยเมินเฉยความถูกต้อง? แต่ไม่ว่าอะไรครับ ?ถ้าพวกท่านนั่งสมาธินั้นคือวัตรฯปฎิบัติที่ดีเป็นทางลัดที่สุดแล้วที่จะใช้สตินำปัญญา?
แต่ที่เป็นห่วงแค่ สติแค่นี้ ถ้าไม่ใช้วิปัสฯด้วยการเน้นการมองทุกสิ่งรอบด้านด้วยหลักอิทัปปัฯอตัมสกสูตร(สรรพสิ่งเกี่ยวโยงด้วยเหตุด้วยผลต่อกันนั้นคือเพราะมีสิ่งนี้จึงเกิดสิ่งนี้ด้วยผัสสะอายตนะตรวจจับให้ถึง) บวกกาลามสูตร เพื่อเป็นเครื่องกรองหลายชั้นในการตอบโจทย์นี้ที่เป็นมายาสัมพัทธ์มาก
ในผัสสะอายตนะ แบบปกติธรรมชาติจริตคนที่ยังปรุงแต่งความจริงหรือเข้าไม่ถึงแก่นในสัจจะธรรมได้อยู่ นั้นคือข้อควรระวังในการยกธรรมผิดคีย์ เช่นยก"มัชฉิมาทาง" มาเทียบกับกรณี"กลางโบ๋ว" หรือ"กลางหลักลอย" ไม่มีเหตุผลผ่านเครื่องกรองหลายด่านที่ว่ามาข้างบน
แต่เบื้องต้นเจริญสตินั้นดีแล้วทางลัดแล้วสาธุ???
***คนอยู่ในอำนาจมักเมา
***คนอยู่ในอำนาจมักเมา และขาดสติ ขาดปัญญา มีอวิชา และตัณหาเป็นใหญ๋
***คนที่ถูกเอาเปรียบ ถูกกดขี่ ก็มีพลังบวก และลบเต็มอัตรา การขาดสติก็อาจเกิดขึ้นได้ เมื่ออีกฝ่ายใช้อำนาจตามอำเภอใจ
Anonymous
ต่างคนต่างความคิด ถ้าจะคิดแทนคนอื่นขอ บอกว่า "อย่าเสือก" เก็บไว้สอนลูกหลานคุณซะ สิทธิตามรัฐธรรมนูญ อย่ามากล่าวอ้างว่าทำให้คนอื่นเดือดร้อน เพราะจริงๆ แล้วไม่มีใครเดือดร้อนหรอก ถ้ามันไม่เลว ทรามมีเบื้องหลัง บางคนตอแหลทำเป็นไม่สนับสนุนสีใด เช่นคุณงัย แต่ในใจสุดจะต่ำ แค่คิดแทนคนอื่นมันก็ต่ำมากแล้ว อย่างนี้ละที่ทำให้ประเทศชาติมันขาดความสามัคคี เพราะมัวแต่คิดว่าคนอื่นต้องทำอย่าง นั้น อย่างนี้ ผิดแปลกไปจากที่ตัวคิดล้วนไม่ดี หากคิดสักนิดว่าแต่ละคนคิดเองได้ เครารพในความคิดของคนอื่นมันคงไม่วุ่นวายอย่างนี้หรอก อย่าโง่ และเหลืองขี้ มากนัก สมองมีก็หัดคิดซะบ้างถ้าไม่งั้นก็ "หุบปาก" อยู่บ้่านเลี้ยงหมู เลี้ยงหมาไปก็แล้วกัน อย่าเสือกเรื่องของคนอื่น
*เลือดที่หลั่ง
*เลือดที่หลั่ง ลงพื้น..ปฐพี
ถึงชะล้าง อย่างดี มิจางหาย
มีแต่ความ ชัดเจน มิเว้นวาย
เลือดจากใจ ประชาชน คนเสื้อแดง
*โลกบันทึก รับรู้ อยู่ทั่วไป
ล้างอย่างไร ก็ไม่หมด กำหนดแจ้ง
เลือดแห่งใจ บริสุทธิ์ ไม่หยุดแรง
ทรงพลังแห่ง ใจกล้า มุ่งฝ่าฟัน
*วันต่อวัน ต่อสู้ กู้อธิปไตย
สู้ด้วยจิต ด้วยใจ ไม่หวั่นไหว
สู้เพื่อประชาชน คนยากไร้
รู้ว่ายาก เพียงไร ไม่ย่อท้อ
*สื่อของรัฐ มุ่งทำลาย หัวใจสู้
ต้องรับรู้ ทีท่า อย่าระย่อ
หัวใจแกร่ง แรงกล้า อย่ารั้งรอ
สู้เพื่อก่อ ประชาธิปไตย
ว ณ ปากนัง
ชอบครับ
เวลาพันธมิตรก่อม็อบไม่เห็นมาป
เวลาพันธมิตรก่อม็อบไม่เห็นมาปลุกกระแสไม่เอาความรุนแรง แดงยังไม่ทันจะทำความรุนแรงอะไรเลย กลัวอะไร กลัวใจอภิสิทธิ์จะลาออกเหรอ ด่าทักษิณได้ เพราะด่ามาหมดแล้วโคตรเหง้าของตัวเองหรือใคร แต่ไม่กล้าจะด่าสนธิ ลิ้มทองกุล แม้แต่นิดเดียวเลย นี่คือคนไทยและอนาคตของชาติ
ขออนุญาต copy มานะ ครับ ::
ขออนุญาต copy มานะ ครับ
:: เกิดมาพึ่งกัน ::
เกิด เป็นคนอย่าเห็นแก่ตน
แหละ ดี
ถึงจะมี ร่ำรวย สุข สันต์
จน หรือมี ไม่เป็นที่ สำคัญ
แม้รักกัน พึ่ง พา
อย่าไปตัด ไม ตรี
เกิดมาพึ่งกัน
ผิว พรรณ ใช่แบ่งศักดิ์ศรี
วันนี้ เราอยู่ คิดดู ให้ดี
ถึงจะจน จะมี
อย่าไปสร้างเวรกรรม
ขืนทำ ชั่วไป
อาจต้องใช้กรรมเวร
อย่า งมงายโลภหลง
เพราะคงจะเกิดลำเค็ญ
สร้างบุญพระท่านคงเห็น
ร่มเย็น พ้นความกังวล
ถึงวิบัติขัดสน ผลบุญนำให้
ศีลธรรมมั่นใจ
ไม่ต้องไป กังวล
ถึงจะมีจะจนจะเกิดกุศลดลใจ
เกิด เป็นคนอย่าเห็นแก่ตน
แหละ ดี
ถึงจะมี ร่ำรวย สุข สันต์
จน หรือมี ไม่เป็นที่ สำคัญ
แม้รักกัน พึ่ง พา
อย่าไปตัด ไมตรี
เกิดมาพึ่งกัน
ผิว พรรณ ใช่แบ่งศักดิ์ศรี
วันนี้ เราอยู่ คิดดู ให้ดี
ถึงจะจน จะมี
อย่าไปสร้างเวรกรรม
ขืนทำ ชั่วไป
อาจต้องใช้กรรมเวร
อย่า งมงายโลภหลง
เพราะคงจะเกิดลำเค็ญ
สร้างบุญพระท่านคงเห็น
ร่มเย็น พ้นความกังวล
ถึงวิบัติขัดสน ผลบุญนำให้
ศีลธรรมมั่นใจ
ไม่ต้องไปกังวล
ถึงจะมีจะจนจะเกิดกุศลดลใจ...
"ในทุกประเทศที่เป็นประชาธิปไต
"ในทุกประเทศที่เป็นประชาธิปไตย เสียงข้างมากไม่ได้หมายความ
ว่า ท่านทำได้ทุกสิ่ง และการที่จะมีประชาชนจะ 1 คน หรือจะแสน
คน ลุกขึ้นมาเรียกร้องให้รัฐบาลแสดงความรับผิดชอบ ทบทวนตัวเอง
พิจารณาตัวเอง ไม่ได้ขัดกับหลักประชาธิปไตยครับ โดยเฉพาะอย่าง
ยิ่งถ้ามีข้อสงสัยว่า การบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาลนั้น อาจจะแค่
บกพร่อง ผิดพลาด ถ้าร้ายแรงกว่านั้นก็คือละเมิดกฎหมาย ละเมิดสิทธิ
ของประชาชน หรือเลวร้ายอีกเรื่องหนึ่งก็คือการทุจริต คอร์รัปชั่น"
"มีเพื่อนสมาชิกวุฒิสภาท่านหนึ่ง ท่านยกตัวอย่างกรณีของเกาหลี
นั่นแค่คิดนโยบายนะครับ ว่าจะต้องเปิดการค้าเสรี เอาเนื้อวัวจากอีก
ประเทศนึงเข้ามานะครับ คนลุกฮือขึ้นมาเป็นแสน เขาลาออกทั้งคณะ
ผมว่าอายุรัฐบาลเขาสั้นกว่ารัฐบาลนี้นะครับ ตอนที่เขาตัดสินใจอย่าง
นั้น ใครเคยอยู่ในประเทศประชาธิปไตยในยุโรป ในสหรัฐฯ จะทราบ
อย่าว่าแต่รัฐมนตรีเลยครับ ส.ส. ส.ว. บางทีมีเรื่องอื้อฉาวส่วนตัว ลา
ออกครับ"
"เวลามีการชุมนุมทางการเมือง จะถูกหรือผิดกฎหมายนั้น มันต้องมี
คนเดือดร้อนครับ แต่ผมถามว่า คนที่เขาตากแดด ตากฝน กลาง
ถนน 3 เดือน ชนะเขาก็ไม่ได้มีอะไรดีขึ้นนะครับ ส่วนตัว หลายคน
ละทิ้งธุรกิจ การงาน ทะเลาะกับครอบครัวมาอยู่ตรงนั้น เรามองเขา
เป็นกบฏเหรอครับ เรามองเขาว่าเป็นเครื่องมือของพรรคการเมือง
เหรอครับ ไม่ใช่หรอกครับ ผมบอกเลยครับว่า เคลื่อนไหวกันมาแบบ
ที่เห็นกันอยู่หลายเดือนนั้น ผมไม่กล้าบังอาจไปพูดถึงพรรคอื่นนะครับ
ผมบอกว่าถ้าเป็นพรรคประชาธิปัตย์เราจัดไม่ได้หรอกครับ เป็นไปไม่
ได้ครับ แต่นี่คนมากันจำนวนมากนั้นเราต้องคิดครับ รัฐบาลต้องคิด
ท่านนายกฯ ต้องคิดครับ"
เวลานี้ความเป็นจริงคงได้ยืนยั
เวลานี้ความเป็นจริงคงได้ยืนยันแล้วว่า
แนวความคิดของฝ่ายซ้ายไทยบางคนล้มเหลวซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ล้มเหลวเพราะยึดเอาข้อสรุปบางตอนบางเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์มาเป็นเครื่องชี้นำโดยไม่ดูความเป็นจริง
คิดเอง เออเอง หรือลัทธิอัตวิสัยคือภัยร้ายแรงในหัวของฝ่ายซ้ายไทยบางคน
ข้อสรุปที่ได้มาจากบทเรียนทางประวัติศาสตร์ไม่ใช่คัมภีร์ตายด้านที่ไม่เปลี่ยนแปลง
การแสวงหาสัจจะจากความเป็นจริงต่างหากคือสิ่งที่ถูกต้องยิ่งกว่า
ข้อสรุปหรือบทเรียนทางประวัติศาสตร์เป็นเพียงข้อเตือนใจ
หากกล่าวตรงๆ ความผิดพลาดที่สำคัญก็คือ การยึดถือทฤษฎีการต่อสู้ทางชนชั้นอย่างตายตัว ผสมเข้ากับอารมณ์ความรู้สึกเจ็บแค้นที่มีต่อชนชั้นนำเก่า
ไม่ผิดที่จะมีความคิดความรู้สึกเช่นนี้ได้ แต่จะต้องไม่นำมาปนเป จนเข้าร่วมเพียงอารมณ์ความรู้สึก แต่ขาดเหตุผล
จนนำไปสู่ความพ่ายแพ้ครั้งแล้วครั้งเล่าเหมือนดังขณะนี้
แล้วหัวใจละขอรับ "สีอะไร"
แล้วหัวใจละขอรับ "สีอะไร"
Anonymous
ไปคุยกับชาวบ้านที่ไม่มีสิทธิมีเสียงได้ออกทีวีบ้างนะครับท่าน มองคนชั้นล่างจากแง่มุมของคนชั้นล่าง
ลองไปคุยกับยาม กับคนตัวเล็ก ๆ ที่มีประสบการณ์แบบอื่น ๆ บ้าง ท่านจะได้ไม่ก่นด่าประนามคนเหล่านั้น อย่างงมงาย บางทีท่านเองก็เสวยสุขได้ทุกยุคทุกสมัยไม่ว่าใครเป็นนายก การคิด กทม.เป็นของพวกท่านน่ะ น่าจะคิดผิดแล้วล่ะ กรุงเทพฯ เป็นเมืองหลวง มันหมายความว่าเป็นของทุกคนหรือเปล่า ถ้าท่านคิดว่า กทม.เป็นของท่านคนเดียว ก็กรุณาอยากไปท่องเที่ยวจังหวัดอื่น ๆ เพื่อสูดอากาศบริสุทธิ์จากที่อื่น ๆ อย่าใช้ไฟฟ้า เพราะมันทำลายต้นไม้ แหลง่น้ำ พื้นที่ทอำกินของคนต่างจังหวัด เวลาน้ำท่วมก็อย่ากันออกไปให้มันท่ามไร่นาของชาวบ้านนอกกรุงเทพฯเลยนะครับ
(หมายเหตุ สำหรับผม คนที่โง่ที่สุดในยุคนี้ ก็คือคนที่บอกว่าตัวเองมีการศึกษา มีชีวิตอยู่ในเมืองใหญ่นั่นแหละ - นักวิชาการทุกมหาลัย ข้าราชการที่อยู่ใน office พวกชาวกรุงที่กินข้าวทุกวัน แต่ไม่รู้จักว่าต้นข้าวเป็นยังไงนั่นแหละ โง่ทีสุดในยุคนี้ รวมทั้งสื่อของ Nations ด้วย -นอกจากโง่แล้ว ยังไม่กล้ายอมรับความจริงอีกต่างหากว่าพวกตนสนับสนุนรัฐประหาร เผด็จการ ความไม่เป็นธรรมทางสังคมที่เกิดขึ้นหลังการปฏิบัติ 2549อีกด้วย)
นึกถึงตอนพับนกให้บิ๊กดีทูบีฟื
นึกถึงตอนพับนกให้บิ๊กดีทูบีฟื้น ทั้งที่เนื้อสมองถูกเชื้อรากินหมดแล้ว
ยังไงก็ตายแน่ พับนกปลอบใจตัวเองก็แค่นั้น พวกไม่ยอมรับความจริง
เปิดเผยคลิปลับ!! ดักฟังอภิสิท
เปิดเผยคลิปลับ!!
ดักฟังอภิสิทธิ์...ปาถกฐา???
http://www.youtube.com/watch?v=SunS-wZs-mo