The Economist: กระแสธารมวลชนสีแดง ผู้ประท้วงรัฐบาลไทย ออกมาบนท้องถนนอีกครั้ง

สี่ปีมาแล้วที่ตามท้องถนนในกรุงเทพฯ เต็มไปด้วยการประท้วงหลายครั้ง แต่การประท้วงเมื่อวันอาทิตย์ที่ 14 มี.ค. ที่ผ่านมาก็เป็นการประท้วงที่น่าประทับใจมากในการแสดงให้เห็นถึงพลังของผู้ชุมนุมในเมืองไทย มีผู้ชุมนุมเสื้อแดงหลายหมื่นคนอยู่ภายใต้แสงแดดแผดเผา ขณะรับฟังการปราศรัยที่ด่าทอนายกฯ อภิสิทธิ์ และเหล่าอำมาตย์ที่ทำให้เขาเข้าสู่อำนาจ พวกเขาเรียกร้องให้อภิสิทธิ์ยุบสภาและเลือกตั้งใหม่ ในวันจันทร์ (15) นายอภิสิทธิ์ก็ปฏิเสธข้อเรียกร้องขณะอยู่ในค่ายทหาร เขาซุกตัวอยู่ในนั้นด้วยกลัวเรื่องความปลอดภัยของตนเอง

ในที่ชุมนุมยังมีการต่อวิดิโอลิงค์ของ ทักษิณ ชินวัตร ผู้ที่เคยได้รับการเลือกตั้ง 2 ครั้งซ้อน และในตอนนี้กลายเป็นอดีตนายกฯ ผู้ต้องหนีออกจากประเทศ จากการรัฐประหารในปี 2549 ที่ทำให้ประเทศไทยโงนเงน แต่เขาก็ไม่ได้หายไปอยู่เงียบ ๆ การรัฐประหารนำทางให้ศาลสั่งตัดสินยึดทรัพย์ทักษิณ ซึ่งทำให้กลุ่มเสื้อแดงต้องออกมาประท้วงอย่างที่เห็น อย่างไรก็ตามกลุ่มเสื้อแดงมีการเตรียมการจัดตั้งในภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคเหนือมาเป็นเดือน ๆ ก่อนที่ศาลจะตัดสินยึดทรัพย์ทักษิณ ในคำปราศรัยของทักษิณเขาเรียกร้องไม่ให้กองทัพทำร้ายประชาชนและปฏิเสธว่าไม่ได้ถูกขับออกจากดูไบเช่นที่เป็นข่าว

'สื่อป่วยๆ' ของไทย และเจ้าหน้าที่บางคนมักจะเล่นเรื่องความเสี่ยงที่การชุมนุมจะทำให้เกิดความรุนแรง เช่นเดียวกับการประท้วงเมื่อเดือนเมษายนปีที่ผ่านมาที่เกิดจลาจลและมีกลุ่มทหารออกมาสลายการชุมนุม ทางด้านแกนนำกลุ่มเสื้อแดงบอกว่าพวกเขาได้รับบทเรียนแล้วและมุ่งให้เกิดการเปลี่ยนแปลงโดยปราศจากความรุนแรง การชุมนุมของเสื้อแดงแทบไม่มีสัญญาณอันตรายใด  กลุ่มผู้ชุมนุมพากันร้องเล่นเต้นรำบนท้องถนน, ถือธง, ป้ายจำพวก "เผด็จการไปลงนรก" และตีนตบ ในเรื่องของจำนวนผู้ชุมนุมนั้น ยังห่างไกลจากคำว่า "million-man march" หรือ "ขบวนล้านมวลชน" อย่างที่ผู้จัดเคยอ้างไว้ แต่ก็ดูไม่มีใครใส่ใจเรื่องนี้เท่าไหร่

แต่จิตวิญญาณแบบงานฉลองในที่ชุมนุมก็เริ่มมีทีท่ามอดลงในวันจันทร์ (15) เมื่อเสื้อแดงพยายามเพิ่มการกดดันอภิสิทธิ์โดยการเคลื่อนขบวนไปทั่วกรุงเทพฯ มีกลุ่มใหญ่ๆ กลุ่มหนึ่งพากันไปล้อมกรมทหารราบที่ 11 ที่นายกฯ อภิสิทธิ์และพรรคพวกใช้เป็นฐาน หลังจากที่มีการเย้ยระบบรักษาความปลอดภัยของบ้านนายกฯ มาหลายครั้ง ผู้ต่อต้านอภิสิทธิ์มองอภิสิทธิ์ในฐานะภาพแทนผู้ได้รับการโปรดจากนายทหารระดับสูงที่ไม่ยอมสูญเสียอำนาจในประเทศไทยไปง่ายๆ ขณะที่อยู่ภายใต้กฏหมายความมั่นคงที่มาจากรัฐบาลเผด็จการทหาร กองทัพก็สนุกกับการใช้กำลังกวาดล้างการประท้วง หากรู้สึกว่าเห็นควร

นายอภิสิทธิ์บอกว่าเขาจะไม่ลงจากตำแหน่งขณะเดียวกันก็ไม่มีแผนการปราบผู้ชุมนุมที่ชุมนุมอย่าง "สงบและเรียบร้อย" แต่ภาพการประท้วงก็ดูอันตรายขึ้นในวันจันทร์ เมื่อมีการจู่โจมด้วยระเบิดมือทีค่ายทหารอีกแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ แม้ว่าจะยังไม่กระจ่างชัดว่าใครเป็นผู้ลงมือ แต่สำหรับอภิสิทธิ์ผู้ที่คำนวนสถานการณ์การชุมนุมในไทยเอาไว้แล้ว รัฐบาลของเขาคงฉวยโอกาสปราบปรามผู้ชุมนุมได้มากขึ้นหากมีใครแสดงปฏิกิริยาเกินจริง นี่เป็นเหตุผลที่ทำไมอภิสิทธิ์ถึงยกเลิกการเดินทางไปออสเตรเลีย เพราะเขาต้องการคอยจับตาดูการประท้วงนั่นเอง

ในช่วง 2-3 วันที่ผ่านมา กลุ่มเสื้อแดงเข้ามาในกรุงเทพฯ โดยรถกระบะ, รถโดยสาร, รถยนต์ แล่นมาเต็มท้องถนนเมืองหลวง ผ่านจุดตรวจของตำรวจที่เน้นตรวจตรารถราบ่อยกว่าปกติ เมื่อขบวนเสื้อแดงมาถึงใจกลางเมือง มีคนยืนบนสะพานลอยคอยส่งเสียงเชียร์ต้อนรับ กลุ่มเสื้อแดงจึงดูเหมือนกลุ่ม 'นักกอบกู้อิสรภาพ'  (liberator) มากกว่าเป็น 'ผู้มารุกราน' (invader) แต่มาจนถึงตอนนี้ผู้ประท้วงก็ไม่ได้ทำลายอะไร มีแต่เพียงความเสียหายทางเศรษฐกิจในกรุงเทพฯ จำนวนเล็กน้อยเท่านั้น

ภาพที่เห็นทำให้เราทราบว่ามันดูติ้นเขินไปหน่อยหากจะลดทอนความขัดแย้งของการเมืองไทยเป็นแค่การแบ่งแยกกันของชนบทกับเมือง ที่ทักษิณนำมาใช้ประโยชน์จากนโยบายประชานิยม แต่ความขัดแย้งในปัจจุบันยังมีเรื่องของชนชั้น, ภูมิภาค และที่กำลังเพิ่มมากขึ้นเรือย ๆ คือในเรื่องอุดมการณ์ มันจึงเป็นเรื่องยากที่จะหาทางประนีประนอมเมื่อมีความขัดแย้งมากมายขนาดนี้ มีคนอีกจำนวนมากในกรุงเทพฯ ที่รู้สึกว่าทักษิณกระทำผิด และคิดว่าพวกเขาเองก็ถูกกระทำจากทักษิณด้วย พวกเขาเหล่านี้และผู้ประท้วงจะไปไกลกันถึงจุดไหน เราจะได้เห็นชัดขึ้นในอีกไม่กี่วันนี้

 

ที่มา: Red tide : Protestors against the Thai government take to the streets again, The Economist, 15-03-2010

The Economist

The Economist เขียนบทความแบบนี้ระวังโดน 'สื่อป่วยๆ' ของไทย ว่ารับเงินทักษิณนะครับ

katmai wrote:The Economist

katmai wrote:
The Economist เขียนบทความแบบนี้ระวังโดน 'สื่อป่วยๆ' ของไทย ว่ารับเงินทักษิณนะครับ

ขอแสดงความยินดีที่สื่อนอกไม่ได้ 'ป่วย' เหมือนสื่อไทย เพราะยังให้ความเห็นตรง ๆ ไม่ได้ให้ข้อมูลที่เติมแต่งเพราะเลือกข้างอย่างสื่อไทย

"........'สื่อป่วยๆ' ของไทย

"........'สื่อป่วยๆ' ของไทย และเจ้าหน้าที่บางคน มักจะเล่นเรื่องความเสี่ยงที่การชุมนุมจะทำให้เกิดความรุนแรง เช่นเดียวกับการประท้วงเมื่อเดือนเมษายนปีที่ผ่านมา ที่เกิดจลาจลและมีกลุ่ม ทหารออกมาสลายการชุมนุม......."

มันสะท้อนให้เห็นว่า สื่อที่ป่วยจริงๆก็คือ The Economist นั่นเอง

ป่วยเพราะเอาความรู้สึกของตนเองไปตราหน้าสื่ออื่นว่าเป็น "สื่อป่วยๆ" เพียงเพราะเขาประเมินเมินความเสี่ยง โดยใช้เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อปีที่แล้วแตกต่างจากตนเอง

เป็นเรื่องสื่อมืออาชีพ ที่รู้จักเคารพการทำหน้าสื่อของเพื่อนร่วมวิชาชีพ เขาไม่ทำกัน

ประเทศนี้มันมีสื่อด้วยหรือ

ประเทศนี้มันมีสื่อด้วยหรือ สิ่งที่ดิเอคโคโนมิสต์กล่าวว่าสื่อป่วยๆ นั้นมันช่างตอกย้ำได้อย่างดี เพราะสื่อระดับโลกอย่าง
ดิเอคโคโนสิสต์ที่ตีพิมพ์ติดต่อกันมานานกว่าร้อยปี มันย่อมยืนยันในตัวของมันดี

ที่สำคัญ ดิเอคโคโนมิสต์ ไม่ได้มีส่วนได้ส่วนเสียอะไร กับประเทศนี้ แต่ทว่าเขารายงานตามสิ่งที่เขาเห็นและสำผัสได้
ซึ่งก็เช่นเดียวกันกับประชาชนของประเทศนี้ ที่ต่างก็สามารถสำผัสได้ กับความป่วยของสื่อในประเทศนี้
ไม่ต้องอะไรมาก จำนวนตีพิมพ์ของสื่อในประเทศนี้มันได้ลดลงอย่างฮวบฮาบชนิดที่เรียกว่าถ้านายทุนที่เป็นเจ้าของสิ่งพิมพ์มันไม่รวยจริง มันม้วนเสื่อหมดตูดไปนานแล้ว เพราะผู้คนจำนวนมากต่างปฏิเสธการซื้ออ่านอย่างเด็ดขาด

หันมาดูจอตู้เน่าที่เป็นฟรีทีวี ก็จะพบว่า มันเอียงข้างมีแต่การโฆษณาชวนเชื่อโกหกชนิดที่ถ้าใครตกเป็นเหยื่อไปดู ก็จะมีแต่อวิชชาความหลงผิด ตาบอด เห็นกงจักรเป็นดอกบัว

สิ่งที่มันปิดไม่มิด
ยาเสพย์ติดที่ระบาดอย่างหนักไปทุกหย่อมหญ้า
การค้ามนุษย์ที่ระบาดไปทั่วยิ่งกว่าไฟลามทุ่ง
ประชาชนหมดหวังถึงกับต้องพึ่งไสยาศาสตร์ กลายเป็นประเทศคุณไสย
ความตกต่ำทางเศรษฐกิจที่สามารถที่จะสำผัสได้ ไปทั่วหัวระแหง
การคอรับชั่นที่เลวร้ายมันไปทั่วแบบชนิดยิ่งกว่าดอกเห็ด9ล9
สิ่งต่างๆเหล่านี้มันฟ้องให้เห็น และมันช่วยยืนยันในสิ่งที่ดิเอคโคโนมิสต์พูด

*เลือดสีแดง แรงกล้า

*เลือดสีแดง แรงกล้า ทาผืนดิน
ร่วมดูหมิ่น รัฐบาล ที่มารตั้ง
พร้อมสาปแช่ง ด้วยเลือด เดือดชิงชัง
มารจงพัง แพ้พ่าย สลายไป

*เลือดหลั่งหลายล้านหยด..รดรินหลั่ง
หยดจากพลัง ประชาชน คนยิ่งใหญ่
เลือดเพื่อล้าง อำมาตยาธิปไตย
ประชาชนมีชัย ได้กลับคืน

*เลือดแห่งพลังต่อสู้..สันติวิธี
เราคนดี ประชาธิปไตย ใจสุดฝืน
สู้อำนาจ อำมาตยา กล้าด้วยปืน
สู้หยัดยืน เพื่อประชาธิปไตย

*เลือดสีแดงเข้มข้น คนเสื้อแดง
ร่วมพลีแรง พลีใจ เพื่อไทยใหม่
สละเลือด รวมพลัง อย่างตั้งใจ
ขอประชาธิปไตย...ยั่งยืนยง

ความจริง

ความจริง wrote:
"........'สื่อป่วยๆ' ของไทย และเจ้าหน้าที่บางคน มักจะเล่นเรื่องความเสี่ยงที่การชุมนุมจะทำให้เกิดความรุนแรง เช่นเดียวกับการประท้วงเมื่อเดือนเมษายนปีที่ผ่านมา ที่เกิดจลาจลและมีกลุ่ม ทหารออกมาสลายการชุมนุม......."

มันสะท้อนให้เห็นว่า สื่อที่ป่วยจริงๆก็คือ The Economist นั่นเอง

ป่วยเพราะเอาความรู้สึกของตนเองไปตราหน้าสื่ออื่นว่าเป็น "สื่อป่วยๆ" เพียงเพราะเขาประเมินเมินความเสี่ยง โดยใช้เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อปีที่แล้วแตกต่างจากตนเอง

เป็นเรื่องสื่อมืออาชีพ ที่รู้จักเคารพการทำหน้าสื่อของเพื่อนร่วมวิชาชีพ เขาไม่ทำกัน


นี่ไงสื่อป่วยออกมาแล้ว

ดูเหมือนแดงอ่อนล้า ไม่สามารถป

ดูเหมือนแดงอ่อนล้า

ไม่สามารถปักหลักอยู่เป็นเดือน

การชุมนุมแบบขอความเห็นใจจากชาวกรุง

ไม่ก่อความเดือดร้อน

หาคะแนนจากชาวกรุง

แต่หารู้ไม่ว่า

ไม่เคยมีน้ำใจจากคนกรุงที่จะให้แก่

ไพร่

มีแต่เสียบ่นเสียด่าเบาๆและตกใจกลัว

เมื่อเห็นพิธีการเทเลือด

มันดูน่ากลัว ขลัง น่าเชื่อว่า

ต้องมีอะไรเลวร้าย ถึงตาย

เพื่อเซ็นพระสยามผู้กระหายเลือด

แม้แต่นายกยังตกใจกลัว

นี่จะเป็นกูหรือเปล่า

"ในทุกประเทศที่เป็นประชาธิปไต

"ในทุกประเทศที่เป็นประชาธิปไตย เสียงข้างมากไม่ได้หมายความ
ว่า ท่านทำได้ทุกสิ่ง และการที่จะมีประชาชนจะ 1 คน หรือจะแสน
คน ลุกขึ้นมาเรียกร้องให้รัฐบาลแสดงความรับผิดชอบ ทบทวนตัวเอง
พิจารณาตัวเอง ไม่ได้ขัดกับหลักประชาธิปไตยครับ โดยเฉพาะอย่าง
ยิ่งถ้ามีข้อสงสัยว่า การบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาลนั้น อาจจะแค่
บกพร่อง ผิดพลาด ถ้าร้ายแรงกว่านั้นก็คือละเมิดกฎหมาย ละเมิดสิทธิ
ของประชาชน หรือเลวร้ายอีกเรื่องหนึ่งก็คือการทุจริต คอร์รัปชั่น"

"มีเพื่อนสมาชิกวุฒิสภาท่านหนึ่ง ท่านยกตัวอย่างกรณีของเกาหลี
นั่นแค่คิดนโยบายนะครับ ว่าจะต้องเปิดการค้าเสรี เอาเนื้อวัวจากอีก
ประเทศนึงเข้ามานะครับ คนลุกฮือขึ้นมาเป็นแสน เขาลาออกทั้งคณะ
ผมว่าอายุรัฐบาลเขาสั้นกว่ารัฐบาลนี้นะครับ ตอนที่เขาตัดสินใจอย่าง
นั้น ใครเคยอยู่ในประเทศประชาธิปไตยในยุโรป ในสหรัฐฯ จะทราบ
อย่าว่าแต่รัฐมนตรีเลยครับ ส.ส. ส.ว. บางทีมีเรื่องอื้อฉาวส่วนตัว ลา
ออกครับ"

"เวลามีการชุมนุมทางการเมือง จะถูกหรือผิดกฎหมายนั้น มันต้องมี
คนเดือดร้อนครับ แต่ผมถามว่า คนที่เขาตากแดด ตากฝน กลาง
ถนน 3 เดือน ชนะเขาก็ไม่ได้มีอะไรดีขึ้นนะครับ ส่วนตัว หลายคน
ละทิ้งธุรกิจ การงาน ทะเลาะกับครอบครัวมาอยู่ตรงนั้น เรามองเขา
เป็นกบฏเหรอครับ เรามองเขาว่าเป็นเครื่องมือของพรรคการเมือง
เหรอครับ ไม่ใช่หรอกครับ ผมบอกเลยครับว่า เคลื่อนไหวกันมาแบบ
ที่เห็นกันอยู่หลายเดือนนั้น ผมไม่กล้าบังอาจไปพูดถึงพรรคอื่นนะครับ
ผมบอกว่าถ้าเป็นพรรคประชาธิปัตย์เราจัดไม่ได้หรอกครับ เป็นไปไม่
ได้ครับ แต่นี่คนมากันจำนวนมากนั้นเราต้องคิดครับ รัฐบาลต้องคิด
ท่านนายกฯ ต้องคิดครับ"

จำได้ไหม

จำได้ไหม wrote:
"ในทุกประเทศที่เป็นประชาธิปไตย เสียงข้างมากไม่ได้หมายความ
ว่า ท่านทำได้ทุกสิ่ง และการที่จะมีประชาชนจะ 1 คน หรือจะแสน
คน ลุกขึ้นมาเรียกร้องให้รัฐบาลแสดงความรับผิดชอบ ทบทวนตัวเอง
พิจารณาตัวเอง ไม่ได้ขัดกับหลักประชาธิปไตยครับ โดยเฉพาะอย่าง
ยิ่งถ้ามีข้อสงสัยว่า การบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาลนั้น อาจจะแค่
บกพร่อง ผิดพลาด ถ้าร้ายแรงกว่านั้นก็คือละเมิดกฎหมาย ละเมิดสิทธิ
ของประชาชน หรือเลวร้ายอีกเรื่องหนึ่งก็คือการทุจริต คอร์รัปชั่น"

"มีเพื่อนสมาชิกวุฒิสภาท่านหนึ่ง ท่านยกตัวอย่างกรณีของเกาหลี
นั่นแค่คิดนโยบายนะครับ ว่าจะต้องเปิดการค้าเสรี เอาเนื้อวัวจากอีก
ประเทศนึงเข้ามานะครับ คนลุกฮือขึ้นมาเป็นแสน เขาลาออกทั้งคณะ
ผมว่าอายุรัฐบาลเขาสั้นกว่ารัฐบาลนี้นะครับ ตอนที่เขาตัดสินใจอย่าง
นั้น ใครเคยอยู่ในประเทศประชาธิปไตยในยุโรป ในสหรัฐฯ จะทราบ
อย่าว่าแต่รัฐมนตรีเลยครับ ส.ส. ส.ว. บางทีมีเรื่องอื้อฉาวส่วนตัว ลา
ออกครับ"

"เวลามีการชุมนุมทางการเมือง จะถูกหรือผิดกฎหมายนั้น มันต้องมี
คนเดือดร้อนครับ แต่ผมถามว่า คนที่เขาตากแดด ตากฝน กลาง
ถนน 3 เดือน ชนะเขาก็ไม่ได้มีอะไรดีขึ้นนะครับ ส่วนตัว หลายคน
ละทิ้งธุรกิจ การงาน ทะเลาะกับครอบครัวมาอยู่ตรงนั้น เรามองเขา
เป็นกบฏเหรอครับ เรามองเขาว่าเป็นเครื่องมือของพรรคการเมือง
เหรอครับ ไม่ใช่หรอกครับ ผมบอกเลยครับว่า เคลื่อนไหวกันมาแบบ
ที่เห็นกันอยู่หลายเดือนนั้น ผมไม่กล้าบังอาจไปพูดถึงพรรคอื่นนะครับ
ผมบอกว่าถ้าเป็นพรรคประชาธิปัตย์เราจัดไม่ได้หรอกครับ เป็นไปไม่
ได้ครับ แต่นี่คนมากันจำนวนมากนั้นเราต้องคิดครับ รัฐบาลต้องคิด
ท่านนายกฯ ต้องคิดครับ"

อยากเห็น ช่อง3579ทีพีบีเอสรวมทั้งช่องนก ควรที่จะเอาสิ่งที่อภิสิทธิ์ได้พูดเอาไว้เมื่อตอนเป็นฝ่ายค้าน
เพราะมันต้องมีเทปอยู่แน่ๆ มันต้องเอามาออกอากาศย้อนรอยอดีตบ้าง เพื่อเตือนความจำ และให้ผู้คนในแผ่นดินได้เห็นความจริง
ไม่ใช่เอาแต่ใส่ไข่ถล่มใส่คนรากหญ้าที่เป็นประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศมันข้างเดียวทุกช่องโดยละเลยความจริงที่สำคัญ

สุดท้ายก็ขว้างงูไม่พ้นคอ เมื่

สุดท้ายก็ขว้างงูไม่พ้นคอ
เมื่อคำว่าอำมาตย์ ก็คือใครก็ได้ที่ขึ้นมาเป็นชนชั้นนำในการบริหารบ้านเมือง
อำมาตย์จึงมีทั้งใหม่และเก่า นี่หากเลือกตั้งใหม่ พรรคเพื่อไทยชนะ คนที่จะได้เป็นอำมาตย์ก็คือคนของพรรคเพื่อไทย และถ้าเอาทักษิณกลับมาได้ มหาอำมาตย์ใหญ่ก็คือทักษิณ
เพราะตำแหน่งนายกก็คืออัครมหาเสนาบดี
นี่เมื่อถึงเวลานั้นยังจะพากันด่าอำมาตย์กันอยู่หรือไม่

ส่วนคำว่าไพร่ ก็ยกขึ้นมาไม่ถูกกับจังหวะเวลา
เพราะคนฟังดูแล้วตลก เพราะคนเหล่านี้ไม่ใช่ไพร่ในเรือนเบี้ย ไม่ใช่ทาส แต่ล้วนแล้วเป็นอิสระชนคนเสรีทั้งสิ้น
ดังนั้นการเสนอคำว่าไพร่ จึงผิดพลาดโดยสิ้นเชิง
หากจะพูดให้ถูกก็คือเป็นกลุ่มคนที่ยอมรับหรือนิยมชมชอบระบบอุปถัมภ์
ระบบอุปถัมภ์มีทั้งใหม่และเก่า
ทักษิณก็เป็นระบบอุปถัมภ์หนึ่งเหมือนกัน
คนเหล่านี้ก็เป็นคนในระบบอุปถัมภ์
หากจะสู้เพื่อประชาธิปไตยกันจริงๆ ก็ต้องทำให้มวลชนมีปัญญาเห็นธรรม
นั่นคือ พาคนให้ได้พ้นจากระบบอุปถัมภ์ทั้งมวล
ไม่ใช่พาหนีจากระบบหนึ่งไปซุกอีกระบบหนึ่ง จนนำไปสู่ความพ่ายแพ้อย่างในขณะนี้

ความจริง

ความจริง wrote:
"........'สื่อป่วยๆ' ของไทย และเจ้าหน้าที่บางคน มักจะเล่นเรื่องความเสี่ยงที่การชุมนุมจะทำให้เกิดความรุนแรง เช่นเดียวกับการประท้วงเมื่อเดือนเมษายนปีที่ผ่านมา ที่เกิดจลาจลและมีกลุ่ม ทหารออกมาสลายการชุมนุม......."

มันสะท้อนให้เห็นว่า สื่อที่ป่วยจริงๆก็คือ The Economist นั่นเอง

ป่วยเพราะเอาความรู้สึกของตนเองไปตราหน้าสื่ออื่นว่าเป็น "สื่อป่วยๆ" เพียงเพราะเขาประเมินเมินความเสี่ยง โดยใช้เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อปีที่แล้วแตกต่างจากตนเอง

เป็นเรื่องสื่อมืออาชีพ ที่รู้จักเคารพการทำหน้าสื่อของเพื่อนร่วมวิชาชีพ เขาไม่ทำกัน

มีไม่กี่ตัวหรอกที่ยังเห็นว่าสื่อไทยปัจจุบันซื่อตรงเที่ยงธรรม

"เล่าปี่

"เล่าปี่ ถูกนักประวัติศาสตร์และนักวิชาการในยุคปัจุบันวิพากวิจารณ์ค่อนแขะว่า ชิงเมืองชีจิ๋ว เกงจิ๋วและฉู่ก๊ก มาครอบครองด้วยเล่ห์กลที่ชั่วร้าย แต่น่าแปลกที่ชายผู้นี้กลับป็นที่เคารพรักของราษฎรรากหญ้าไปจนถึงผู้คนทุกชน ชั้น"

จากหงสาจอมราชันย์ โดย เฉินเหมา

"นายกอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ถูกนักวิชาการและสื่อ่ต่างๆหลายแขนงและฯลฯ ยกย่องเชิดชูกันถ้วนหน้าว่าเป็นคนดีมีชาติตระกูล
เป็นความหวังของประเทศไทย เข้ารับตำแหน่งผู้นำประเทศในห้วงเวลาวิกฤษเพื่อสมานฉันท์แลฃะกอบกู้ความ สา่มัคคีของชาติและ"ประเทศไทยโชคดีที่มีนายกชื่ออภิสิทธิ์" แต่น่าแปลกที่ชายผู้นี้กลับโดนก่อม็อบขับไล่2รอบทั้งที่เพิ่งเป็นนายกสมัย เดียว
โดนปาขี้ทั้งที่บ้านและที่ทำงาน โดนต่อต้านจากกลุ่มผู้ชุมนุมนับแสนที่อาจบอกได้ว่ามากที่สุดนับตั้งแต่สืบ ประวัติศาสตร์ชนชาติไทยเป็นต้นมา โดนไล่ต่อต้านจากกลุ่มแม่ค้าก๋วยเตี๋ยวหน้าปากซอย ไม่สามารถเดินเหินไปไหนมาไหนเพียงลำพังในทุกย่างก้าว และอาจได้รับความรังเกียจจากผู้คนทุกชนชั้นตั้งแต่รากหญ้าไปถึงท่านผู้หญิง วิระยา ชวกุล"

จากผมเองครับ

อภิสิทธิ์เคยพูดว่า จักรภพ

อภิสิทธิ์เคยพูดว่า จักรภพ เพ็ญแข เป็น ส.ส. ที่ได้มาจากไพร่

บอกแล้วว่างานนี้มี

บอกแล้วว่างานนี้มี “เดิมพันสูง” จึงต้องทุ่มเทกันสุดกำลัง ทำทุกวิถีทางเพื่อให้เป้าหมายภายในที่ตัวเองต้องการให้ได้ ส่วนจะได้ผลประการใด หรือจบลงอย่างไรนั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง

จะว่าไปแล้วการชุมนุมของกลุ่มเสื้อแดงในสังกัด ทักษิณ ชินวัตร เริ่มมาปักหลักอยู่ในใจกลางพระนครมาตั้งแต่วันที่ 12 มีนาคมที่ผ่านมาถือว่าได้ก้าวมาถึงจุดสำคัญ เริ่มมีความตึงเครียดขึ้นมาทั้งสองฝ่าย คือทั้งฝ่าย ทักษิณ ที่ เป็นเจ้าของม็อบกับฝ่ายรัฐบาล

อย่างไรก็ดีหลังจากที่มีการสังเกตการชุมนุมผ่านมาจนถึงวันนี้( 17 มี.ค.) สิ่งที่น่าเป็นห่วงกลับกลายเป็นว่าจำนวนคนที่เข้าร่วม “หลุดเป้า” จากที่คุยโม้เอาไว้ว่าจะมากันเป็น “เรือนล้าน” แต่เท่าที่ประมาณหัวได้สูงสุดเพียงแค่ “หลักหมื่น” และนานไปยิ่งร่อยหรอลงเรื่อยๆ

ขนาด ทักษิณ ลงทุนปลุกระดมด้วยตัวเอง ทำทุกทางไม่ว่าจะเป็น วีดิโอลิงก์ โฟนอิน ทวิตเตอร์ ส่งข้อความสั้น ฯลฯ แต่มาได้แค่นี้ ถือว่าล้มเหลว ที่สำคัญขณะที่ตัวเองกำลังร้องบอกให้ชาวบ้านออกมาให้มากๆ สู้เข้าไป บุกเข้าไป อยู่นั้นกลับสั่งให้ ลูก-เมีย ญาติพี่น้องใกล้ชิดเผ่นหนีไปต่างประเทศเพื่อเอาตัวรอด ทำให้บรรยากาศเปลี่ยนไปทันที

ขณะเดียวกันอีกด้านหนึ่งมาตรการรับมือของฝ่ายรัฐบาลถือว่าเตรียมการ ได้พร้อมพอสมควร ใช้วิธี “อ่อนสยบแข็ง” อดทนต่อแรงยั่วยุ ไม่ยอมออกมาปะทะ เพียงแต่รักษาพื้นที่เอาไว้อย่างมั่นคง ประกอบการออกทีวีของนายกรัฐมนตรี อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ชี้แจงประชาชนได้อย่างมีเหตุผล จนสร้างความชอบธรรม อีกทั้งบรรดาพรรคร่วมรัฐบาลก็มีการประเมินสถานการณ์แล้วยังเห็นว่าสมควรผนึก กำลังกับพรรคประชาธิปัตย์ต่อไป

ตรงกันข้ามกับฝ่าย ทักษิณ ที่นับวันความชอบธรรมกลับลดลงเรื่อยๆ เนื่องจากไม่ได้รับการสนับสนุนจากประชาชนส่วนใหญ่ โดยเฉพาะคนกรุงเทพฯที่ได้รับความเดือดร้อนจากการชุมนุม นอกจากนี้ยังต้องเจอกับสภาพอากาศที่ร้อนจัด จนทำให้มวลชนเกิดอาการอ่อนล้าลงไป และล่าสุดเมื่อเวลาผ่านไปก็ยิ่งทำให้จำนวนคนลดเหลือแค่ 1-2 หมื่นคนเศษเท่านั้น

แต่สิ่งที่น่าเป็นห่วงก็คือเมื่อจำนวนคนยิ่งน้อย และการชุมนุมที่ประกาศว่ายึดวิธีสันติก็มีแนวโน้มไม่บรรลุผล ไม่สามารถกดดันให้ นายกฯยุบสภา ได้เป็นผลสำเร็จ ก็อาจได้เห็นสัญญาณความรุนแรงตามมา เพราะหากสังเกตให้ดีจะพบว่าในช่วง 1-2 วันที่ผ่านมาได้เริ่มรับทราบเหตุการณ์ที่น่าวิตกบางอย่างเกิดขึ้นอย่างต่อ เนื่อง เช่น การยิงระเบิดเอ็ม 79 เข้าไปภายในกรมทหารราบที่ 1 มหาดเล็กรักษาพระองค์ จำนวน 3-4 นัดทำให้มีทหารบาดเจ็บสองนาย เมื่อวันที่ 15 มี.ค.ซึ่งเกิดขึ้นในขณะที่กลุ่มคนเสื้อแดงยกขบวนกดดันนายกฯที่ตั้งศูนย์ อำนวยการรักษาความสงบแห่งชาติ(ศอ.รส.) อยู่ที่กรมทหารราบที่ 11 รักษาพระองค์ ถนนพหลโยธินพอดี

จากนั้นในวันถัดมากลางดึก ได้เกิดเหตุคนร้ายยิ่งเอ็ม 79 เข้าไปใกล้กับบ้านพักของ ประธานศาลปกครองสูงสุด อักขราทร จุฬารัตน์ แต่ไม่มีผู้ใดได้รับบาดเจ็บ และก่อนหน้านั้นในวันที่ 11-12 มี.ค.ตำรวจก็ได้ทลายโรงงานผลิตชิ้นส่วนเครื่องยิงระเบิดเอ็ม 79 ทั้งที่ วังน้อยและบางพลีสมุทรปราการ ยึดชิ้นส่วนอาวุธสงครามได้เป็นจำนวนมาก สิ่งที่เกิดขึ้นได้สร้างความหวาดวิตกให้กับสังคมเป็นอย่างมาก เพราะจากการวีดิโอลิงก์เข้ามาล่าสุดของ ทักษิณ ก็ได้ปลุกระดมให้ประชาชนไปชุมนุมที่หน้าศาลากลางทั่วประเทศ แม้จะไม่ได้พูดตรงๆ แต่ความหมายก็คือให้ “ยึด” ศาลากลางและสถานที่ราชการสำคัญ

ที่น่าสนใจก็คือมีรายงานข่าวจากหน่วยข่าวกรองของสหรัฐที่อ้างว่าได้ มาจากการ “ดักฟัง” โทรศัพท์ของทักษิณ ที่สั่งการให้ลูกน้อง “ฮาร์ตคอร์” ก่อวินาศกรรมในเมืองกรุง เพื่อสร้างสถานการณ์ก่อจลาจล เพื่อกดดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลง เพื่อนำไปสู่เป้าหมายที่ตัวเองต้องการคือ นิร โทรกรรม ได้เงินที่ถูกยึดไปกลับคืนมา และได้กลับมามีอำนาจอีกรอบ

ข่าวการก่อวินาศกรรมดังกล่าวต่อมาได้รับการยืนยันจาก สุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคงและในฐานะ ผอ.ศอ.รส. อย่างไรก็ดีหากพิจารณาอีกด้านหนึ่งอาจข้อโต้แย้งจากฝ่ายตรงข้ามว่านี่คือแผน ใส่ร้ายเพื่อทำลายความชอบธรรมฝ่ายตรงกันข้ามก็อาจจะมองได้

แต่สิ่งที่ไม่มองข้ามไปได้เลยก็คือ ถ้าสังเกตให้ดีจะพบว่าท่าทีของบรรดาประเทศมหาอำนาจยักษ์ใหญ่ต่าง “แอ๊กชั่น” ล้ำหน้าผิดสังเกต เริ่มตั้งแต่เอกอัครทูตอังกฤษประจำประเทศไทยที่เดินทางไปเตือนห้ามใช้ความ รุนแรงถึงพรรคเพื่อไทย ต่อมาก็มีผู้ช่วยรัฐมนตรีต่างประเทศพร้อมเอกอัครราชทูตสหรัฐประจำไทยเข้าพบ นายกฯที่ทำเนียบฯก่อนการชุมนุมไม่กี่ชั่วโมง และล่าสุดเมื่อมีการอ้างว่า ทักษิณ ไปพบลูกที่เยอรมันก็มีเสียงตอบโต้จากทูตเยอรมันย้ำว่า “ห้าม เข้า”มาตั้งแต่ปีที่แล้ว หากฝ่าฝืนก็จะถูกดำเนินคดี

สัญญาณอีกอย่างหนึ่งที่เพิ่งเกิดขึ้นก็คือสหรัฐอาหรับเอมิเรตก็สั่ง ให้ ทักษิณ เดินทางออกนอกประเทศแล้ว จนต้องระเหเร่ร่อนไปอยู่ประเทศมอนเตเนโกร ประเทศเกิดใหม่เล็กๆในยุโรปตะวันออก หรือแม้แต่กัมพูชาก็เริ่มมีท่าที่แปลกๆออกมาจาก “ฮุนเซน” ที่สั่งห้ามคนงานกัมพูชาเข้าร่วมม็อบแดง

ปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นจากบรรดาประเทศมหาอำนาจดังกล่าวแสดงให้ เห็นว่า ทักษิณ ไม่ได้รับการสนับสนุน ซึ่งจะทำลายความชอบธรรมในการชุมนุมที่เชื่อว่าเขาอยู่เบื้องหลัง สั่งการให้เกิดความวุ่นวายในประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อ สหรัฐ อังกฤษ เยอรมัน ผนึกกำลังออกโรงพร้อมกันบอยขอตแบบนี้มันก็ยิ่งทำให้เขาไม่มีที่ยืน และในที่สุดโอกาสไม่มีแผ่นดินอยู่เริ่มปรากฏชัดขึ้นเรื่อยๆ

แต่ขณะเดียวกันเมื่อรูปการณ์ออกมาแบบนี้ก็ต้องย้ำว่าน่าเป็นห่วง เพราะอาจทำให้ “บางคน” เกิดอาการคลุ้มคลั่งทำอะไรที่ขาดสติได้ตลอดเวลา ทำนองเมื่อข้าไม่สมหวังเอ็งก็อย่าอยู่อย่างสงบกันอีกเลย ระวังจะออกมาในทำนองนี้ อย่ามองข้ามเป็นอันขาด !!

แยกประเทศอัสานเหอะ...ลองดูว่า

แยกประเทศอัสานเหอะ...ลองดูว่าถ้ากรุงเทพไม่มีคนอีสานไปสร้างบ้านสร้างเมืองให้ จะทำไง..

*เลือดหลั่งหลายล้านหยด..รดริน

*เลือดหลั่งหลายล้านหยด..รดรินหลั่ง
หยดจากพลัง ประชาชน คนยิ่งใหญ่
เลือดเพื่อล้าง อำมาตยาธิปไตย
ประชาชนมีชัย ได้กลับคืน

*เลือดแห่งพลังต่อสู้..สันติวิธี
เราคนดี ประชาธิปไตย ใจสุดฝืน
สู้อำนาจ อำมาตยา กล้าด้วยปืน
สู้หยัดยืน เพื่อประชาธิปไตย

*เลือดสีแดงเข้มข้น คนเสื้อแดง
ร่วมพลีแรง พลีใจ เพื่อไทยใหม่
สละเลือด รวมพลัง อย่างตั้งใจ
ขอประชาธิปไตย...ยั่งยืนยง

FFF FFF จงทำเรื่องใหญ่ให้เป็น

FFF
FFF

จงทำเรื่องใหญ่ให้เป็นเรื่องเล็ก :
จงทำเรื่องยากให้เป็นเรื่องง่าย :
--------------------------------

คืองิ
ไล่เปรมออกนอกประเทศซะ
เดี๋ยวม็อบแดงก็กลับบ้านหมดเองแหละ-เชื่อเฮอะ !

----------------------
คิกคัก คิกคัก
^_^

FFF
FFF

เปิดเผยคลิปลับ!! ดักฟังอภิสิท

เปิดเผยคลิปลับ!!

ดักฟังอภิสิทธิ์...ปาถกฐา???

http://www.youtube.com/watch?v=SunS-wZs-mo

อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เหนือชั้นกว่า ทักษิณ ชินวัตร
ดูง่ายๆ
ทักษิณ นั่งรถอีแต๋น - อภิสิทธิ์ นั่งรถยนต์กันกระสุน
ทักษิณไม่ใส่สูทพบชาวบ้าน - อภิสิทธิ์ ใส่สูทหรูหรา
ทักษิณ ชาวบ้านธรรมดาจนๆรัก - อภิสิทธิ์ โอ้โฮ มีแต่ชนชั้นสูงและคนฉลาดๆรักอุ้มชู
ทักษิณ พูดด้วยภาษาธรรมดาๆ ไม่รู้จักพิธีรองตองอะไรนัก
อภิสิทธิ์ ต้องโพเดียมหรูหราน่าเชื่อถือ

ดูง่ายๆแค่นี้ ก็รู้ว่าคนละชั้น
อย่างอื่นไม่ต้องพูดถึง

"สื่อป่วย"

"สื่อป่วย" "สื่อสุดยอดบะก้วยเตด" น่าศึกษารายงานของ ดิ อิโนโนมิสท์ ชิ้นนี้นะครับ เป็นรายงานที่มีสาระชัดเจนและมีสีสันของ "ตลกเจ็บ" และเหน็บแนมหยิกแกมหยอกแบบ satiric comedy!!!

ขอคารวะด้วยน้ำชาสักสองจอก !!

คำชี้แจง

เว็บไซต์ประชาไท ให้บริการพื้นที่แสดงความคิดเห็นต่อข่าวและบทความแบบสาธารณะ ขอความร่วมมือในการแสดงความคิดเห็นโดยเคารพกฎหมาย, ความเห็นที่แตกต่าง และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของผู้อื่น

  • ประชาไทแสดงหมายเลขไอพี* ของผู้โพสต์ประกอบความเห็นเสมอ
  • ประชาไทไม่มีนโยบายกรองข้อความก่อนการแสดงผล
  • อย่างไรก็ตามขอสงวนสิทธิ์ในการปิดการแสดงความเห็นที่ไม่เป็นไปตามกติกาหากตรวจสอบพบภายหลัง

ทั้งนี้ข้อความที่โพสต์จะยังไม่ปรากฎในทันที ซึ่งเป็นข้อจำกัดด้านเทคนิค

จึงเรียนมาเพื่อทราบและขอบคุณในความร่วมมือ

* หมายเลขไอพีปัจจุบันใช้เป็นข้อมูลที่เชื่อมโยงกลับไปที่ข้อมูลการเชื่อมต่อ อินเทอร์เน็ต ซึ่งอาจระบุไปถึงแหล่งที่มาการโพสต์หรือบุคคลที่โพสต์ได้ นอกจากนี้ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ มาตรา 26 กำหนดให้ผู้ให้บริการต้องเก็บข้อมูลจราจรคอมพิวเตอร์ไว้ 90 วัน