ภาคประชาชนเสนอแนวปฏิบัติเรื่องการชุมนุมโดยสันติ
9 มีนาคม 2553ศูนย์ศึกษาและพัฒนาสันติวิธี มหาวิทยาลัยมหิดล, สถาบันต้นกล้า, เครือข่ายพุทธิกา, เครือข่ายครอบครัว,คณะกรรมการรณรงค์เพื่อการปฏิรูปสื่อ, กลุ่มเยาวชนศึกษาสันติวิธี, Thai Poet Society ร่วมกันออกเอกสารนำเสนอแนวทางสันติวิธีให้กับทั้งสามฝ่ายซึ่งได้แก่ ผู้ชุมนุม รัฐบาลและสาธารณะชน โดยมีเนื้อหาดังนี้
การชุมนุมโดยสันติและปราศจากอาวุธเป็นสิทธิที่รัฐธรรมนูญรับรอง แต่ก็ต้องคำนึงถึงสิทธิของสาธารณชนด้วย ผู้ที่เกี่ยวข้องกับการชุมนุมมีอยู่สามฝ่ายคือ ผู้ชุมนุมเอง ฝ่ายรัฐผู้มีหน้าที่ดูแลการชุมนุม และสาธารณชนที่อาจได้รับผลกระทบ (ทั้งนี้ไม่รวมถึงฝ่ายอื่นที่อาจเข้ามาแทรกแซงหรือหันเหการชุมนุม) สองฝ่ายแรกล้วนประกาศว่าจะยึดมั่นในสันติวิธี ส่วนสาธารณชนเอง ก็ไม่น่าจะมีผู้ใดที่ประสงค์จะให้เกิดความรุนแรง ในทางตรงข้าม สาธารณชนอยากได้รับความมั่นใจจากสองฝ่ายแรกว่า ได้มีการเตรียมการที่ดีเพื่อป้องกันมิให้เกิดความรุนแรง รวมทั้งได้เตรียมมาตรการไว้ ซึ่งสามารถนำมาใช้ทันท่วงที หากมีความรุนแรงเกิดขึ้น อย่างไรก็ดี สาธารณชนยังอาจมีบทบาทที่จะช่วยให้การชุมนุมเป็นไปโดยสันติได้ด้วย
สาธารณชนในฐานะผู้เฝ้าดูที่รู้เท่าทัน
การเมืองเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนทุกคน การชุมนุมครั้งนี้เป็นการแข่งขันทางการเมืองระหว่างรัฐบาล กับข้าราชการที่ทำตามคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายของรัฐบาลฝ่ายหนึ่งกับฝ่ายค้าน ร่วมกับ นปช. อีกฝ่ายหนึ่ง สาธารณชนคือผู้เฝ้าดูการแข่งขันทางการเมืองโดยเป็นผู้มีส่วนได้เสียที่สำคัญด้วย เพื่อให้รู้เท่าทันการแข่งขันทางการเมือง สาธารณชนพึงรู้เท่าทันกติกาการชุมนุมอย่างสันติ หมายความว่าสาธารณชนจะต้องสามารถแสดงออกหากมีความพยายามหรือมีการละเมิดกติกาเกิดขึ้น กฎหมายบ้านเมืองคือกติกาพื้นฐาน แต่ผู้ชมพึงเฝ้าดู เจตนาและพฤติกรรมของทั้งสองฝ่ายที่จะร่วมมือกันป้องกันความรุนแรง มิใช่ต่างฝ่ายคอยแต่จะขอความเห็นใจและโทษอีกฝ่ายโดยหวังตบตาผู้ชม ในที่นี้ ขอเสนอข้อคิดเห็นบางประการประกอบการเฝ้าดูการชุมนุมเพื่อความรู้เท่าทันดังนี้
· ชีวิตมนุษย์มีคุณค่าเหนือทรัพย์สินหรือสิ่งอื่นใด
· การใช้วาจายั่วยุให้เกิดความเกลียดชังจนถึงขั้นพร้อมทำร้ายผู้อื่นไม่ใช่สันติวิธีและน่าจะผิดกฎหมายด้วย
· การควบคุมฝูงชนต้องมีระเบียบและขั้นตอนที่เปิดเผยต่อสาธารณะ และใช้วิธีการตามกรอบของกฎหมายโดยหลีกเลี่ยงการใช้ความรุนแรง หากจำเป็นจึงใช้ความรุนแรงน้อยที่สุด เพียงเพื่อระงับความรุนแรงที่ร้ายแรงกว่าเท่านั้น
สาธารณชนในฐานะผู้สื่อสารเพื่อป้องกันความรุนแรง
ในระบอบประชาธิปไตย สาธารณชนควรมีการถกแถลงกัน (deliberation) เพื่อให้เกิดความเข้าใจและสามารถตัดสินใจทางการเมืองได้ดี เมื่อมีการชุมนุมครั้งใหญ่ นอกเหนือจากการถกแถลงเพื่อชั่งน้ำหนักเหตุผลของแต่ละฝ่ายแล้ว สาธารณชนพึงถกแถลงว่าตนสามารถช่วยป้องกันความรุนแรงได้อย่างไรหรือไม่ด้วย ในการนี้อาจเริ่มต้นที่ตนเองก่อน เช่น
· ฝึกการมีสติและการรักษาระยะห่างทางอารมณ์
· ฝึกการฟังและการไม่ด่วนตัดสิน
· ฝึกขันติธรรมหรือความทนกันได้โดยเข้าใจว่าทั้งผู้ชุมนุมและเจ้าหน้าที่ต่างมีความเดือดเนื้อร้อนใจ ถึงเราอาจได้รับผลกระทบหรือมีความเดือดร้อนบ้าง ก็ควรมีความเห็นใจและอดทน มิใช่เห็นดีหรือเรียกร้องให้ใช้ความรุนแรงเพื่อให้เรื่องจบลงโดยไวโดยไม่นำพาการแก้ไขปัญหา ฯลฯ
สาธารณชนพึงแสดงออกว่าไม่ต้องการความรุนแรง โดยใช้วิธีการต่างๆ เช่น
· ใช้อินเทอร์เน็ต (อีเมล์ ทวิตเตอร์ ฯลฯ) แลกเปลี่ยนความคิดเห็นเรื่องสันติวิธีและการชุมนุมโดยสงบ
· ใช้การโทรศัพท์ หรือ เอสเอ็มเอส เข้าไปในรายการวิทยุและโทรทัศน์ เพื่อสนับสนุนการไม่ใช้ความรุนแรง
· ใช้การแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ เช่นการแต่งกายที่มีหลายสี เพื่อแสดงออกว่าไม่ยึดติดหรือคล้อยตามฝ่ายใดไปทั้งหมด หากรู้จักคิดอย่างรอบคอบและแยบคายบนฐานของการรับฟังข้อมูลที่หลากหลาย
สาธารณชนพึงสื่อสารถึง นปช. และฝ่ายรัฐ ทั้งโดยผ่านสื่อสารมวลชน หรือโดยปิดประกาศข้อความ ซึ่งอาจมีเนื้อหา เช่น
· ชุมนุมไม่ว่า แต่อย่ารุนแรง
· อย่าจัดม็อบชนม็อบ
· ผู้รักษากฎหมายทำหน้าที่ แต่ไม่ใช่คู่กรณี
· รัฐโปรดทำหน้าที่ อย่าให้มีความรุนแรง
สาธารณชนในฐานะผู้สื่อข่าวพลเมือง
คนย่อมไม่ยับยั้งชั่งใจที่จะทำบาปหากคิดว่าไม่มีผู้รู้เห็น แต่จะละอายต่อบาปมากขึ้นด้วยเกรงว่าจะเป็นที่รู้เห็นกันโดยทั่ว ในการชุมนุมครั้งนี้ ผู้ที่คิดจะก่อความรุนแรงหรือผู้ที่มีอารมณ์ร้อนแรงอาจยับยั้งชั่งใจหากมีผู้สื่อข่าวคอยจับตาดูอยู่ อย่างไรก็ดี ผู้สื่อข่าวมีจำนวนจำกัดและไม่อาจมีอยู่ทุกแห่งหนได้ อีกทั้งบางคนอาจเสนอข่าวด้านเดียวหรือเข้าข้าง ซึ่งจะยั่วยุอารมณ์ยิ่งขึ้นไปอีก ดังนั้น สื่อสารมวลชนควรเปิดพื้นที่ ให้สาธารณชนทำหน้าที่เป็นผู้สื่อข่าวพลเมือง คอยบันทึกเสียง และบันทึกภาพ เพื่อให้เห็นเหตุการณ์ในหลายแง่มุม การมีผู้สื่อข่าวพลเมืองเป็นสักขีพยานจำนวนมาก จะช่วยให้เกิดความยับยั้งชั่งใจ และจะช่วยป้องกันหรือบรรเทาความรุนแรงลงได้
00000
คำชี้แจง
เว็บไซต์ประชาไท ให้บริการพื้นที่แสดงความคิดเห็นต่อข่าวและบทความแบบสาธารณะ ขอความร่วมมือในการแสดงความคิดเห็นโดยเคารพกฎหมาย, ความเห็นที่แตกต่าง และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของผู้อื่น
- ประชาไทแสดงหมายเลขไอพี* ของผู้โพสต์ประกอบความเห็นเสมอ
- ประชาไทไม่มีนโยบายกรองข้อความก่อนการแสดงผล
- อย่างไรก็ตามขอสงวนสิทธิ์ในการปิดการแสดงความเห็นที่ไม่เป็นไปตามกติกาหากตรวจสอบพบภายหลัง
ทั้งนี้ข้อความที่โพสต์จะยังไม่ปรากฎในทันที ซึ่งเป็นข้อจำกัดด้านเทคนิค
จึงเรียนมาเพื่อทราบและขอบคุณในความร่วมมือ
* หมายเลขไอพีปัจจุบันใช้เป็นข้อมูลที่เชื่อมโยงกลับไปที่ข้อมูลการเชื่อมต่อ อินเทอร์เน็ต ซึ่งอาจระบุไปถึงแหล่งที่มาการโพสต์หรือบุคคลที่โพสต์ได้ นอกจากนี้ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ มาตรา 26 กำหนดให้ผู้ให้บริการต้องเก็บข้อมูลจราจรคอมพิวเตอร์ไว้ 90 วัน









ตอนที่พันธมิตรออกมาชุมนุม ท่า
ตอนที่พันธมิตรออกมาชุมนุม
ท่านอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะบอกว่า...
ถ้าผมเป็นนายกรัฐมนตรี แค่ 1 เสียงของประชาชนผมก็จะรับฟัง
และพร้อมที่จะยุบสภาทำตามที่ผู้ชุมนุมเรียกร้องทันที
คิดว่าประชาชนคนตาดำๆผู้มีการศึกษาน้อยๆเขาจะลืมแล้วเหรอกับคำพูดของท่าน
พวกเขาไม่ใช่บรรหาร ไม่ใช่เนวิน ไม่ใช่สนั่นนะ
ที่จะให้ท่านสับปลับกลับคำพูดของตัวเองได้ง่ายๆน่ะ
ที่จริงท่านควรจะขอบใจประชาชนผู้ออกมาร่วมชุมนุม
และรีบยุบสภาทันทีตามที่พวกเขาเรียกร้อง
เพราะการกระทำของพวกเขาสามารถทำให้ท่านไม่ต้องกลายเป็นคนที่กลืนน้ำลายตัวเอง
ไม่ต้องกลายเป็นที่เคยพูดด้วยปากแล้วลบด้วยเท้า
ทำให้ได้ให้เหมือนกับที่เคยพูดอะไรไว้
ให้สมกับที่เป็นนักเรียนนอกจบอ๊อกฟอร์ดเกียรตินิยมอันดับหนึ่งหน่อยสิ
คำพูดท่านยังรักษาไว้ไม่ได้
แล้วท่านจะรักษาความเป็นประชาธิปไตยและความสงบสุขของประเทศชาติไว้ได้อย่างไร
*ชนชั้นนำ เรียกร้อง
*ชนชั้นนำ เรียกร้อง สามัคคี
ทั้งที่ตน ต่อตี อยู่ไม่หยุด
โหดระยำ ทำลาย ความเป็นมนุษย์
ให้ไพร่หยุด เรียกร้อง ความเท่าเทียม
*สามัคคี ที่ไร้ ความเป็นธรรม
ผู้ต้อยต่ำ ไม่ยอมรับ กับความเหี้ยม
ถึงลำบาก ยากจน ไม่จนเจียม
ขอเท่าเทียม กับท่าน ทางการเมือง
*ชนชั้นนำ สามัคคี ตีไม่หยุด
อุตลุด ก่อเวร เล่นไข้เหลือง
การเรียกร้อง สามัคคี ที่สิ้นเปลือง
ไปกับเรื่อง พิธีการ อ่านมนตรา
*สามัคคี ที่ไร้ ความเป็นธรรม
จะก่อกรรม ทำไทย ให้ด้อยค่า
ถึงแม้นชน ชั้นนำ ล้ำเทวดา
มีคาถา ก็ตกต่ำ โปรดจำไว้
*ความเป็นธรรม นำหน้า สามัคคี
จะก่อเกิด ความดี ศรีสดใส
จะก่อเกิด ประชาธิปไตย
ประเทศไทย จึงจะได้ สามัคคี
*กรุงเทพเป็นเมืองหลวง....ชนทั
*กรุงเทพเป็นเมืองหลวง....ชนทั้งชาติ
ไทยทุกคน สามารถ เข้ามาได้
รัฐบาล หากเป็น รัฐบาลไทย
ย่อมต้องให้ ความคุ้มครอง ป้องกัน
*คนเสื้อแดง มาโดย สันติวิธี
มาโดยสิทธิ์ เสรี ที่สร้างสรรค์
มีกฎหมาย รองรับ รับประกัน
รัฐบาล อย่าบั่น ความชอบธรรม
*คนเสื้อแดง ไม่มุ่งก่อ ความรุนแรง
เว้นแต่มาร กำแหง เข้าหั่นห้ำ
คนเสื้อแดง รู้ผิดชอบ แม้บอบช้ำ
ถูกกระทำ ย่ำยี อยู่ฝ่ายเดียว
*ที่สิบสอง ถึงสิบสี่ มีนาคม
ช่วยกันล้ม รัฐบาล ทหารเกี่ยว
เพื่อประชาธิปไตย ไม่ลดเลี้ยว
รัฐประหาร แห้งเหี่ยว เหือดหายไป
*หยุดทำร้ายประเทศไทยใครควรหยุ
*หยุดทำร้ายประเทศไทยใครควรหยุด
จิตมนุษย์ย่อมรู้ดูก็เห็น
ใครเล่าฝ่ายกระทำพาลำเค็ญ
มันควรเป็นฝ่ายหยุดชั่วกาลนาน
*การเข่นฆ่า นักศึกษา หกตุลา...
เป็นการฆ่า ประชาธิปไตย ใฝ่ล้างผลาญ
ผิดกฎหมาย แจ้งชัด ใครจัดการ
อันธพาล ครองเมือง เรื่องเลวร้าย
*รัฐประหาร คือการก่อ อาชญากรรม
นับเป็นการ กระทำ ผิดกฎหมาย
มีโทษถึงประหาร มันควรตาย
อย่างมงาย ยกย่องมองว่าดี
*ม๊อบเข้ายึดทำเนียบ พวกเหยียบย่ำ
พวกล่วงล้ำ กฎหมาย ทำลายศรี
การกระทำ วิปริต จิตกาลี
ทำอัปรีย์ ถึงกับปิดสนามบิน
*ผิดกฎหมาย เลวร้าย ไร้คุณธรรม
จิตใจต่ำ เหลือร้าย ใจโหดหิน
การกระทำ ต่ำช้า เป็นอาจิณ
ควรดูหมิ่น เหยียดหยาม ประณามมัน
*อ้างทำผิดกฎหมาย เพราะใฝ่ดี
อ้างว่าพลี เพื่อชาติ ประกาศลั่น
อ้างอย่างไร ฟังไม่ขึ้น ขอยืนยัน
อ้างอย่างมัน คือปีศาจ คาบคัมภีร์
*ที่สิบสอง ถึงสิบสี่
*ที่สิบสอง ถึงสิบสี่ มีนาคม
ช่วยกันล้ม รัฐบาล ทหารเกี่ยว
เพื่อประชาธิปไตย ไม่ลดเลี้ยว
รัฐประหาร แห้งเหี่ยว เหือดหายไป
*มากันทั่ว ทุกทิศ แลทุกทาง
มากันอย่าง ตั้งใจ ไม่หวั่นไหว
ประชาชน สวัสดี มีขัย
รัฐประหาร จัญไร พินาศลง
*ทีละขั้น ทีละตอน ถอนหมุดใหญ่
เพื่อประชาธิปไตย...ใฝ่ประสงค์
รัฐบาล นอมินี ต้องจบลง
ความมั่นคง เป็นของ ประชาชน
*แพ้ชนะ อย่างไร ไม่ไหวหวั่น
นี่เป็นอีก หนึ่งขั้น อันก่อผล
ประชาชน จะไม่น้อม ยอมจำนน
ยิ่งเรียนรู้ เล่ห์กล อำมาตยา
*แผ่ขยาย ความคิด จิตสูงส่ง
เพื่อดำรง ประชาธิปไตย ให้มีค่า
สู้ต่อไป ต่อไป ไม่เหนื่อยล้า
สู้จนกว่า ...เกิดประชาธิปไตย
*
FFF FFF (หยุดอารยะขัดคอชั่วคร
FFF
FFF
(หยุดอารยะขัดคอชั่วคราว)
--------------------------
จากข้อมูลและข่าวสารทั้งปวง
สรุปสังเขปได้ว่า....
14มีนานี้
เป็นการประจัญบานกันระหว่าง :
ฝ่ายประชาชนประชาธิปไตย กับ ฝ่ายอำมาตย์เผด็จการ
ขอถาม :
"ภาคประชาชนที่นอนดูเหตุการณ์" ที่เข้าใจว่าตัวเองคือ "ฝ่ายที่3" นั้น
จะเ ชี ย ร์/และหรือเ ข้ า ห นุ น ช่ ว ยฝ่ายใด ?
--------------------------------
และ-ขอถาม :
วันนี้
ฝ่ายประชาชนประชาธิปไตย กับ ฝ่ายอำมาตย์เผด็จการนั้น
"ฝ่ายใด" กำลังมีอำนาจบริหารจัดการชีวิตและชะตากรรมของผู้คนในประเทศนี้ ?
และผลลัพธ์ของการบริหารจัดการนั้นส่งผลต่อชีวิตและชะตากรรมของ "ภาคประชาชนที่นอนดูเหตุการณ์" ที่เข้าใจว่าตัวเองคือ "ฝ่ายที่3" เช่นไรบ้าง ?
--------------------------------
ในสังคมเสรีนั้น
ทุกคนมีสิทธิ์ "เลือก" เส้นทางของตัวเอง
และ-แน่นอน ,
ต้อง "รับผิดชอบ/และยอมรับผลลัพธ์" ต่อเส้นทางที่ตัวเองเลือกนั้นด้วย.......
-------------------
FFF
FFF
** **คือ คือ คือ ว่า ฝ่ายที่
**
**คือ คือ คือ ว่า ฝ่ายที่ 3 เขาพึ่งตนเองได้
เขากินข้าวที่พวกเขาปลูกเอง บนเนื้อที่ 15 ไร่
แบ่งสัดส่วนพื้นที่ 30 -30-30-10
ทำบ่อน้ำ 4 ไร่ 2 งาน
ปลูกข้าว 5 ไร่
ปลูกไม้ยืนต้น ปลูก 4 อย่าง ประโยชน์ 3 อย่าง
ปลูกบ้าน 2 งาน
พวกฝ่ายที่ 3 สันติวิธี เขาทอผ้าใช้เอง มัประเทศ และเพื่อนบ้านเป็นของตนเอง จึงนอนดูเขาตีกัน
...........
แต่พวกฝ่ายที่หนึ่ง คืออำมาตย์เผด็จการ มันปล้นเก่ง ไม่ต้องผลิต ไม่ค้าขาย ไม่บริการใคร ปล้นเอามากิน
ก็ต้องสู้กับฝ่ายที่2 ที่ ทำเลี้ยงฝ่ายที่1
.......
ส่วนฝ่ายที่ 3 มันสบาย ไม่มีแบ่งใครกิน ....
เจองูกับ แขก
ให้ตีฝ่ายที่3 ก่อน
*เขามองเรา ว่าพวกเรา
*เขามองเรา ว่าพวกเรา คือผีบุญ
จึงทารุณ หยาบช้า บ้าหนักหนา
ความคิดเขา แบบระบอบ อำมาตยา
พวกไร้ค่า ไม่ยอมรับ ความเท่าเทียม
*เขามองเขา ว่าพวกเขา เป็นเทวดา
ผู้สูงส่ง เมืองฟ้า พายอดเยี่ยม
เขาหวังพวก คนจน ต้องจนเจียม
ไม่เท่าเทียม เสรีสิทธิ์ เขาลิดรอน
*เขาประกาศ ใช้กฎหมาย ความมั่นคง
เพื่อประสงค์ รานสิทธิ์ คิดไล่ต้อน
เขาขู่เข็ญ หนักหนา พาเดือดร้อน
ราษฎร จักยิ่งสู้ ชูยุติธรรม
*พวกเราคนเสื้อแดง...ดั่งแสงสูร
จักเพิ่มพูน พลังกล้า อย่าเหยียบย่ำ
ประชาชน จักต่อสู้ ผู้กระทำ
ที่ล่วงล้ำ เสรีสิทธิ์ คิดปราบปราม
*ในวันนี้ เราคือฝ่าย ประชาชน
ที่ถูกปล้น ประชาธิปไตย ใฝ่หยาบหยาม
ลุกขึ้นสู้ กับศัตรู ผู้คุกคาม
ยิ่งปราบปราม จักยิ่งสู้ กูไม่กลัว
LTKbnc uyHcmk
LTKbnc uyHcmk