สัมภาษณ์ประวิตร โรจนพฤกษ์ ในวันที่ 'สื่อ' ไม่ได้กุมความถูกต้องแต่ผู้เดียว

ท่ามกลางสถานการณ์ขัดแย้งทางการเมืองที่ส่งผลให้สังคมแตกแยกทางความคิดอย่างลงรากลึกในสังคมไทย "สื่อมวลชน" เป็นปัจจัยหนึ่งที่ปฏิเสธความรับผิดชอบลำบากยิ่ง ทั้งถูกคำถามอย่างหนักจากประชาชนที่เลือกข้างทางการเมืองไปแล้ว ถึงบทบาทและการทำหน้าที่ ขณะเดียวกันบรรยากาศการเกิดขึ้นของสื่อใหม่ และการเลือกเสพสื่อของผู้คนได้เปลี่ยนแปลงไปตามฐานคิดทางการเมืองและการเข้าถึงเทคโนโลยี ประวิตร โรจนพฤกษ์ นักข่าวอาวุโส แห่งหนังสือพิมพ์เดอะเนชั่น เป็นผู้สื่อข่าวในสื่อกระแสหลักคนหนึ่งที่ตั้งคำถามต่อการทำหน้าที่ตามวิชาชีพของตนเอง พร้อมถึงวิพากษ์วิจารณ์วัฒนธรรมในองค์กรสื่อมาอย่างยาวนาน ประชาไทจึงพูดคุยกับเขาในวันที่สื่อทุกแขนงล้วนยกพื้นที่ให้กับการแสดงความสำคัญกับวิชาชีพนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อการทำหน้าที่สื่อในช่วงที่ใกล้จะถึงวันที่น่าจับตาอีกวันหนึ่งของการเมืองไทย คือวันเคลื่อนไหวของคนเสื้อแดง 12 มี.ค. ที่จะถึง

หมายเหตุ: ถอดความจากรายการประชาไทใส่เสียงรายวัน ฟังเสียงสัมภาษณ์ได้ที่นี่

 ประวิตร โรจนพฤกษ์

ประวิตร โรจนพฤกษ์

พิณผกา: หลังจากวันที่ 26 กุมภาพันธ์มา สื่อกระแสหลักมักจะให้ความสำคัญกับการเคลื่อนไหวของคนเสื้อแดง โดยพยายามจะตั้งข้อสังเกตว่า จะมีความรุนแรงเกิดขึ้นหรือไม่ ในขณะเดียวกัน พื้นที่ข่าวส่วนใหญ่ก็จะมุ่งไปที่ความรุนแรงจากการเคลื่อนไหว และการเตรียมการป้องกันของรัฐบาล อยากจะถามคุณประวิตรถึงข้อสังเกตเรื่องนี้ว่าคุณประวิตรมองการนำเสนอของสื่อกระแสหลักอย่างไร มีความสมดุล ความเป็นธรรมในการนำเสนอข่าวหรือไม่

ประวิตร: เรื่องความสมดุลผมคิดว่ามันคงขาดความสมดุลไปนานแล้ว ตั้งแต่ช่วงก่อนรัฐประหาร 19 กันยา เสียอีก อย่างที่ทราบกันดีว่า ตอนนั้น สื่อกระแสหลักส่วนใหญ่มีปัญหากับคุณทักษิณ ซึ่งเป็นนายกฯ ในขณะนั้น ดังนั้นตั้งแต่นั้นมา ในความเข้าใจของผม สื่อกระแสหลักส่วนใหญ่ประมาณ 90% มีจุดยืนที่ไม่เอาทักษิณอย่างชัดเจน ที่เป็นปัญหาก็คือไม่เอาโดยวิธีอะไรก็ได้ นั่นคือสิ่งที่เห็นชัดหลังรัฐประหาร 19 กันยา บทบรรณาธิการต่างๆ แทบทุกฉบับเขียนออกมาในเชิงให้ความชอบธรรม หรืออย่างน้อยก็คือยอมรับได้ว่าการรัฐประหารเป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับสังคมไทย เพื่อที่จะจัดการกับคุณทักษิณ  เพราะฉะนั้น ผมก็ไม่แปลกใจที่ช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา ซึ่งเป็นช่วงที่กลุ่มคนเสื้อแดงจะชุมนุมใหญ่ ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่ตามมาหลังจากการตัดสินคดียึดทรัพย์คุณทักษิณและครอบครัว เพราะฉะนั้นตอนนี้ผมคิดว่า ความไม่เข้าใจและไม่ยอมรับความจริงระหว่างสื่อกระแสหลักกับกลุ่มคนเสื้อแดงมันยิ่งกว้างไปกว่าก่อนวันที่ 26 ก.พ. เสียอีก คือต่างฝ่ายต่างไม่เข้าใจกันแล้ว สื่อกระแสหลักคงงงๆ ว่าทำไมพวกคุณไม่ยอมหยุดเคลื่อนเสียที ทั้งที่ศาลก็ตัดสินแล้ว ในขณะเดียวกัน สื่อกระแสหลักก็ไม่ยอมตั้งคำถามเลยแม้กระทั่งว่ากระบวนการที่มีการชงกันมาตั้งแต่รัฐประหารจนกระทั่งการตั้ง คตส. มันสร้างปัญหาอย่างไรบ้าง แล้วมันมีบทบาทหรือเป็นปัจจัยสำคัญอย่างไรในการทำให้คนอีกจำนวนหนึ่งในสังคม ทั้งที่เป็นเสื้อแดงหรือเป็นสองไม่เอาหรืออะไรก็ตามแต่ ที่มองว่าสิ่งเหล่านี้ไม่มีความชอบธรรมแล้วต้องออกมาปฎิเสธ

พิณผกา: แต่ว่าขณะเดียวกัน พอถึงจุดนี้ความกังวลเรื่องความรุนแรงดูเหมือนจะพุ่งสูงขึ้นกว่าประเด็นอื่นๆ คุณประวิตรมองว่าอย่างไรค่ะ เพราะถ้าเทียบง่ายๆ ก่อนหน้านี้ ช่วงเสื้อเหลือง สื่อแทบจะไม่ได้ออกมาพูดถึงเรื่องการไม่ใช้ความรุนแรงของผู้ชุมนุมสักเท่าใด

ประวิตร: ถ้ามองในแง่ดีก็คือ มีความเป็นห่วงว่าบ้านเมืองจะเกิดความรุนแรงหรือเปล่า ถ้ามองในแง่ร้ายก็คือเป็นการพยายามตั้งเป้าไว้ให้ชัดเจนแล้วตั้งแต่ต้นเลยว่า เสื้อแดงจะต้องออกมาสร้างความรุนแรงแน่ เพราะฉะนั้น คนเหล่านี้ไม่มีความชอบธรรม ในที่สุดจะต้องถูกจัดการโดยการเอาทหารออกมาปราบกลุ่มผู้ชุมนุมหรือเปล่า เพราะฉะนั้น ในแง่นี้ ผมมองว่า มันก็เป็นเหตุการณ์ต่อเนื่องจากการไม่ยอมรับอย่างปิดหูปิดตาของสื่อกระแสหลัก  

เรื่องหนึ่งที่อยากจะเอ่ยก็คือ สื่อกระแสหลักไม่ยอมรับเลยว่า cost หรือต้นทุนและราคาที่เกิดขึ้นหลังจากรัฐประหารในการแก้ปัญหาทางการเมืองแบบเอารัฐประหารมันสูงมาก ทุกวันนี้เห็นแต่สื่อกระแสหลักตั้งคำถามว่า ทักษิณโกงกินประเทศเสียหายไปเท่าไหร่ แต่ไม่มีใครตั้งคำถามว่าหลังรัฐประหาร ถ้าคิดเป็นตัวเงิน เป็นต้นทุน ประเทศสูญเสียมากมายขนาดไหน โดยเฉพาะสื่อไม่ยอมรับความเป็นจริงว่า ทุกวันนี้ กลุ่มเสื้อแดงจำนวนไม่น้อยมีคำถามข้อสงสัยมากถึงเรื่องสองมาตรฐาน โดยเฉพาะความโปร่งใส การตรวจสอบได้ของกลุ่มชนชั้นนำเก่าไทย ที่กลุ่มเสื้อแดงเรียกว่า กลุ่มอำมาตยาธิปไตย ซึ่งเรื่องนี้ถ้าอ่านสื่อเสื้อแดงจะเห็นว่า ตอนนี้ถล่มกลุ่มชนชั้นนำเก่ามาก และสิ่งที่ไม่ปฎิเสธไม่ได้ก็คือ หลายคำถามที่สื่อเสื้อแดงถามเป็นคำถามที่ต้องการคำตอบ แต่น่าเสียดายที่สื่อกระแสหลักทุกวันนี้ทำเป็นมองไม่เห็นว่า มันมีคำถามที่มีความชอบธรรมที่ควรจะตั้งคำถามและหาคำตอบอยู่ด้วย

วรดุลย์: ทำไมมองไม่เห็น เพราะว่าอคติ หรือปัจจัยผลประโยชน์ 

ประวิตร: คงจะเหมารวมลำบาก คงจะเป็นปัจจัยหลายปัจจัย เพราะอคติ การเกลียดคุณทักษิณต้องกลับไปดูว่ามันเริ่มมาตั้งแต่ก่อนรัฐประหาร ซึ่งตอนนั้นก็ต้องยอมรับว่า ตัวนายกฯ ทักษิณแทรกแซงสื่อในช่วงก่อนรัฐประหารจริง มีความพยายามที่จะซื้อหุ้นมติชน หรือการปลดตัวบรรณาธิการหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ จนสตาฟฟ์หนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์แต่งชุดดำไปทำงาน ในขณะที่หนังสือพิมพ์ช่วงนั้นไม่ยอมรับว่ามีการแทรกแซง แต่ตอนหลังทุกคนก็มายอมรับว่าเกิดการแทรกแซง แต่ว่ามันกลายเป็นความเกลียดที่เหมือนกับว่า เกลียดจนกระทั่งจะทำอะไรก็ได้เพื่อจะจัดการคนที่ตนเองเกลียดออกไป แล้วสุดท้ายก็อย่างที่ทุกคนคงทราบก็คือวิธีจัดการทักษิณก็เกิดขึ้นโดยการก่อรัฐประหาร ซึ่งสื่อส่วนใหญ่ ... ขอย้ำอีกที... ก็สนับสนุน ซึ่งตรงนี้ขอท้าให้ผู้ฟังกลับไปอ่านบทบรรณาธิการของหนังสือพิมพ์ต่างๆ หลังวันที่ 19 กันยา จะเห็นว่าเกือบทั้งหมดเลยยอมรับ ให้ความชอบธรรมหรือแม้กระทั่งชื่นชมกลุ่มผู้ก่อการรัฐประหาร ถามว่าวันนี้ตกลงสังคมสงบแล้วหรือยัง หรือตกลงกันได้หรือยัง ก็คงชัดแล้วว่า รัฐประหารผ่านไป 3 ปีจะ 4 ปีแล้ว ก็จะเห็นว่า ยังไม่สงบ บ้านเมืองแตกแยกมากขึ้น แล้วก็มีการวิพากษ์วิจารณ์กลุ่มชนชั้นนำเก่าอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน นี่เป็น cost ที่ผมคิดว่าน่าจะสูงมากทีเดียวที่สื่อกระแสหลักไม่ยอมรับ

พิณผกา: หลังรัฐประหาร บรรยากาศการแทรกแซงลดลงไหม

ประวิตร: หลังรัฐประหารก็ชัดว่าทหารก็แทรกแซงอย่างค่อนข้างชัดเจน มีการไล่ปิดวิทยุสื่อแดง ทีวีแดง
แม้ทุกวันนี้ หลังจากที่มีรัฐบาลที่อ้างว่าเป็นรัฐบาลที่เลือกตั้งแล้ว แต่มีการจัดตั้งที่อาจจะไม่ชอบมาพากลเพราะว่า การตกลงเจรจาเพื่อจะตั้งรัฐบาลของคุณอภิสิทธิ์เกิดขึ้น ณ บ้านของ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ล่าสุด ช่วงก่อนและหลังวันที่ 26 ก็มีการไล่จัดการวิทยุชุมชนเสื้อแดง โดยอ้างว่ามันผิดกฎหมาย สิ่งที่น่าสนใจก็คือว่าแล้วคุณปล่อยให้เขาเปิดมาก่อนได้อย่างไร แล้วมาทุกวันนี้เพิ่งมาบอกว่าจะไม่อะลุ่มอะล่วยให้เขาเปิดต่อไป ฟังดูแล้วก็ลำบาก ส่วนเรื่องเว็บไซต์ก็คงทราบดีว่า กระทรวงไอซีทีไล่บล็อค ไล่ปิดเว็บไซต์ ทั้งเว็บเสื้อแดงและเว็บที่ตั้งคำถามกับชนชั้นนำเก่าจำนวนหนึ่ง บางอันอาจจะตั้งคำถามในแบบที่เกินเลยไป แต่หลายอันมีการตั้งคำถามอย่างที่สังคมควรจะสดับตรับฟังว่ามีมูลและมีความจริงความเท็จอย่างไร

พิณผกา: คุณประวิตรได้มอนิเตอร์สื่อเสื้อแดงมาบ้างใช่ไหมค่ะ ความวิตกกังวลเรื่องความรุนแรงที่จะเกิดขึ้นในวันที่ 14 มีนาคม จากการมอนิเตอร์ของคุณประวิตร มองว่าพื้นที่ของการสนับสนุนความรุนแรงในสื่อเสื้อแดงมีมากน้อยแค่ไหน 

ประวิตร: หัวขบวนเขายังยืนยันว่า เขาจะยึดหลักสู้อย่างสันติ แต่เรื่องหนึ่งเลยที่อาจจะหลีกเลี่ยงลำบากก็คือเวลาคนจำนวนมากมาชุมนุมกันอาจจะมีอารมณ์รุนแรง และถ้าเกิดเจอกับฝ่ายเหลืองหรือฝ่ายเสื้อสีอื่นที่มีการท้าทายกัน มันก็อาจจะเกิดเหตุได้ การที่จะไปพูดการันตีว่า ทุกคนจะสงบหมดนี่คงยาก

สิ่งที่ผมอยากจะวิจารณ์เสื้อแดงหน่อยหนึ่งก็คือว่า ผมคิดว่าความพยายามของแกนนำที่จะให้การศึกษาเรื่องสันติวิธีน้อยมากหรือแทบจะไม่มีเลย ผมเคยสัมภาษณ์คุณหมอเหวง โตจิราการ ไปเมื่อ 2-3 อาทิตย์ที่ผ่านมา ถามเขาว่าเรื่องความรุนแรงนี่เป็นอย่างไร แกก็ตอบว่า ถ้าเกิดอะไร ทางเวทีก็จะสั่งบอกเองว่า จะหลีกเลี่ยงตรงนั้นตรงนี้อย่างไร แต่สิ่งที่ผมสนใจจริงๆ ไม่ใช่เรื่องตรงนั้น แต่เป็นเรื่องการสอนว่า การสู้ทางการเมือง วิธีการที่ดีที่สุดคือการสู้อย่างสันติ อย่างอหิงสา ซึ่งตรงนี้ผมคิดว่ามันต้องมีการให้ความรู้และปลูกฝังเรื่องอหิงสา ซึ่งแม้กระทั่งม็อบเสื้อเหลืองในตอนต้นๆ ที่มีฝ่ายเหลืองที่อ้างว่า เป็นสันติวิธีเข้าไปอยู่มาก ก็ล้มเหลวที่จะทำตรงนี้ให้เป็นผล ผมเคยบอกว่าอย่างเสื้อเหลืองเขาก็ควรที่จะเชิญหลวงพี่ไพศาล วิศาโล ขึ้นมาเทศน์ คุยเรื่องสันติวิธี หรือเชิญ อ.ชัยวัฒน์ สถาอานันท์ หรือแม้กระทั่ง อ.เอกพันธ์ ที่มหิดล ออกมาพูดเรื่องสันติวิธี สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ขาด และไม่ใช่ขาดเฉพาะเสื้อแดง ผมคิดว่ามันขาดกันทั้งสังคม เป็นสังคมที่พร้อมจะใช้ความรุนแรง นี่ก็เป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วง แต่ว่ามาถึงจุดนี้แล้ว เราก็คงต้องเคารพสิทธิคนที่จะออกมาแสดงความเห็น ตราบใดที่เขามีเจตนาแต่ต้นว่าจะไม่ใช่ความรุนแรง

พิณผกา: คือสื่อกระแสหลักก็จะพูดถึงเรื่องนี้มาก ทีนี้มีคำถามจากคนเสื้อแดง อาจจะถามทั้งสองฝั่ง ทั้งกระแสหลัก รวมถึงคนเสื้อขาวที่ออกมาเรียกร้องไม่ให้ใช้ความรุนแรง คำถามที่เขาถามกลับมาคือว่า การมาวิตกกังวลเรื่องความรุนแรงกัน ตอนเสื้อแดงเคลื่อนไหว แต่ก่อนหน้านี้ไม่เห็นว่าจะมีการพูดกันถึงประเด็นนี้สักเท่าใด หรือแม้แต่อย่างที่คุณประวิตรบอกว่ามีการพูดถึงเรื่องสันติวิธีในขบวนการของพันธมิตรฯ ในช่วงแรกๆ แต่ตอนนี้สิ่งนี้มันก็ไม่ถูกนำมาใช้

ประวิตร: ก็ไม่แปลกใจเพราะว่าสื่อกระแสหลักส่วนใหญ่ 90% เอียงไปอยู่ฝั่งตรงข้ามเสื้อแดงอย่างมาก สิ่งที่ผมคิดว่าเป็นโศกนาฎกรรมก็คือ การมองไม่เห็นความรู้สึกของคนจนจำนวนมากที่สนับสนุนคุณทักษิณ แล้วถามว่า เอ๊ะ นอกจากปัจจัยเรื่องที่คุณอาจจะมองว่าเขาถูกเลี้ยงด้วยระบบประชานิยม ได้รับเงิน หรืออุปถัมภ์ แต่มันมีเหตุผลอื่นๆ อีกไหมในสังคมที่ทำให้คนเหล่านี้รู้สึกรับไม่ได้แล้วกับระบบการเมืองเก่าๆ ที่กลุ่มชนชั้นนำเก่ามีอิทธิพลอยู่เบื้องหลัง ผมคิดว่ามันเป็นช่องว่างของการตั้งคำถามเรื่องปัญหาการเมืองไทยในปัจจุบัน เปรียบเทียบก็คงไม่ต่างจากคนไข้ที่ป่วยหนัก อาจจะต้องการการผ่าตัด แต่ไม่สามารถแม้กระทั่งจะพูดกับหมอได้ ว่าอาการตัวเองเป็นอย่างไร ส่วนหนึ่งของการตั้งคำถามเรื่องการจัดอำนาจการเมืองต่างๆ  มันโยงไปถึงองคมนตรี คณะองคมนตรี กลุ่มชนชั้นนำเก่า ซึ่งจริงๆ แล้วการพูดเรื่องเหล่านี้ ปกติก็ทำไม่ได้อยู่แล้ว เพราะว่ามีกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ เพราะสื่อเหลืองหรือสื่อกระแสหลักส่วนใหญ่ไม่เอาปัจจัยเรื่องนี้เข้ามารวมอยู่ในสมการด้วย ทำให้การวิจารณ์วิเคราะห์การเมืองไทยและสังคมไทยปัจจุบันเพี้ยนไปมากจริงๆ เหมือนกับคนที่ป่วยแต่ไม่สามารถพูดได้ว่าเป็นโรคอะไร คุยไม่ได้ว่าต้องผ่าตัด ก็ได้แต่บ่นอาการปลายเหตุ

พิณผกา: พอคุณประวิตรพูดว่า สื่อกระแสหลักปิดตา หรือไม่กล้าจะพูดถึงเรื่องของประเด็น taboo หรือประเด็นที่พูดไม่ได้ในสังคมไทย ถ้าอย่างนั้น เราพูดได้ไหมว่าสื่อกระแสหลักของไทยได้เป็นส่วนหนึ่งของมันไปแล้ว เป็นส่วนหนึ่งของระบบชนชั้นนำเก่า หรือเป็นส่วนที่สนับสนุนระบอบอำมาตยาธิปไตยในความหมายของคนเสื้อแดงไปแล้ว

ประวิตร: ถ้ามองโดยส่วนรวมก็คงปฎิเสธไม่ได้ว่า ตอนนี้เขายืนอยู่กับกลุ่มที่เป็นชนชั้นนำเก่าอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ มันน่าเสียดายเพราะว่าในขณะเดียวกันเขาก็อ้างว่าเขารับใช้ประชาชน มันทำให้ผมนึกถึงรถไฟฟ้าใต้ดิน หรือรถไฟลอยฟ้า ซึ่งในประเทศอื่น เขาอาจจะเรียกว่าระบบ mass transit system ระบบขนส่งมวลชน แต่ประเด็นก็คือว่ามวลชนนี้ในเมืองไทย เอาเข้าจริงแล้ว ถ้าเงินเดือนไม่ถึงพันเขาไม่มีปัญญาที่จะมานั่งขึ้นทุกวันได้ จริงๆ แล้วรถไฟฟ้า รถไฟใต้ดินก็คือขนส่งมวลชนสำหรับชนชั้นกลางและชนชั้นสูงเท่านั้น สื่อมวลชนก็เช่นเดียวกัน ทุกวันนี้อ้างว่าเป็นสื่อมวลชนที่รับใช้คนทั้งสังคม แต่จริงๆ แล้ว ส่วนใหญ่ก็กระจุกอยู่กับชนชั้นกลาง ที่น่าเสียดายก็คือชนชั้นกลางส่วนใหญ่มีอคติต่อคนที่มีการศึกษาอย่างเป็นทางการน้อยกว่า ผมใช้คำว่า อย่างเป็นทางการ เพราะมองว่า การศึกษามีได้ทั้งในระบบโรงเรียน มหาวิทยาลัย และเรียนรู้ได้จากชีวิต จากการทำงาน โดยที่ไม่จำเป็นต้องเรียนรู้โดยตรง หรือจบจากมหาวิทยาลัย การดูถูกตรงนี้ฝังรากลึกมาก และผมคิดว่าสื่อทำหน้าที่ไม่ดีพอในการพยายามทำความเข้าใจ จับชีพจรดูว่าชาวบ้าน คนจน เขารู้สึกอย่างไรกันในสภาพสังคมไทย อย่าลืมนะครับว่าคนส่วนใหญ่ในสังคมไทยยังเป็นคนจน คนชั้นล่างซึ่งไม่ใช่ชนชั้นกลาง คนชั้นกลางนับไปนับมาก็ไม่น่าจะเกิน 30% บวกลบ 

วรดุลย์: ปัญหาของสื่อก็คือว่า สื่อกระแสหลักอิงอยู่กับลูกค้าที่มีรายได้ มีกำลังซื้อ เหมือนที่เขาพูดกันว่าสื่ออิงอยู่กับธุรกิจ ถ้าคิดว่าสื่อมันอิงอยู่กับผลประโยชน์ของชนชั้นกลาง แล้วการปฎิรูปให้มันปลอดจากโฆษณาที่มันอิงกับชนชั้นกลาง มันจะช่วยแก้ปัญหานี้ได้หรือเปล่า

พิณผกา: ถ้าอย่างนั้นสื่อตอนนี้นำเสนอสำหรับผู้ที่มีความสามารถในการบริโภคตัวเอง ถ้าเช่นนั้น กรณีทีพีบีเอสที่บอกว่าพยายามจะปฎิรูปสื่อให้เป็นสื่อสาธารณะ มันก็คือการทำให้สื่อเป็นสาธารณะสำหรับคนชั้นกลางเท่านั้นใช่หรือเปล่า

ประวิตร: ผมไม่ได้ดูทีพีบีเอสมาก แต่คิดว่าเท่าที่ได้ทราบมา ได้ดูบ้าง ก็คงจะเป็นอย่างนั้น ความพยายามที่จะเปิดเวที พื้นที่ให้กับชาวบ้านบ้างก็ยังจำกัด คือยังเป็นการเปิดโดยมุมมองของชนชั้นกลาง หรือเอ็นจีโอชนชั้นกลางที่มองว่าอะไรควรจะเปิด มันควรจะมีพื้นที่อย่างไรให้กับชาวบ้าน องค์ประกอบที่จะเอาชาวบ้านเข้ามาร่วมบริหารยังไม่มี ซึ่งส่วนตัวอยากจะเห็น เพราะเป็นทีวีที่ใช้ภาษีของประชาชนทั้งประเทศ

วรดุลย์: แนวความคิดเรื่องการปฎิรูปสื่อ หลังจากปฎิรูปไอทีวี ที่บอกว่าทักษิณเป็นเจ้าของ มันถูกทำออกมาในรูปแบบที่ปลอดจากผลประโยชน์ จากผู้บริโภคที่เป็นชนชั้นกลางที่มีกำลังซื้อ แต่พอมันออกมาแล้ว หน้าตาทีพีบีเอส ก็น่าจะเป็นอีกอย่างหนึ่งที่ไม่ได้อิงกับชนชั้นกลาง แต่ผลของมัน แนวทางปฎิรูปสื่ออย่างนี้ คิดอย่างไร

ประวิตร: ก็เพราะคนชั้นกลางจำนวนหนึ่งเข้าไปบริหารทีพีบีเอสไงครับ มันก็ไม่ต่าง ในเมื่อยังเอาคนที่ยังคิดเหมือนเดิม มาจากสื่อกระแสหลัก มาดูทีพีบีเอสต่อ ผมก็คงจะแปลกใจถ้ามันเปลี่ยนไปมาก มันก็ไม่เปลี่ยน นี่คือเรื่องที่น่าเสียดาย เพราะว่า ทีวีที่ใช้เงินภาษีของคนทั้งประเทศจริงๆ มันควรจะสะท้อนความสนใจและรับใช้คนส่วนใหญ่ ซึ่งคนส่วนใหญ่ในสังคมไทยก็คือคนยากคนจนคนชนบทนั่นเอง

พิณผกา: ตอนนี้บรรยากาศสื่อของไทย เรียกว่า เกือบจะแยกได้อยู่แล้วว่า สื่อเสื้อเหลือง สื่อเสื้อแดง บรรยากาศของการรับสื่อค่อนข้างจะชัดว่า คนเสื้อเหลืองก็รับสื่อเสื้อเหลือง คนเสื้อแดงก็รับสื่อเสื้อแดง หรือว่ามีคำถามง่ายๆ ว่า อันนี้เป็นพวกเดียวกับเรารึเปล่า ทีนี้ในแง่การทำงานสื่อมวลชน บรรยากาศการรับข้อมูลข่าวสารแบบนี้ ไม่ได้ช่วยให้สังคมมีความเข้าใจกันมากขึ้นใช่หรือไม่ คือ สังคมจะยิ่งแยกความเข้าใจระหว่างกัน จะยิ่งถ่างออกหรือเปล่า

ประวิตร: คงหลีกเลี่ยงลำบาก เพราะว่าตอนนี้สื่อทั้งขั้วเหลืองและขั้วแดง โจมตี ใช้คำด่าซึ่งกันและกันค่อนข้างจะหยาบคาย ทั้งเอเอสทีวีผู้จัดการรายวัน และทั้งสื่อแดง ไม่ว่าจะเป็นไทยเรดนิวส์ หรือวอยซ์ออฟทักษิณ ฯลฯ มีการด่าทอกันหนักพอสมควร ผมก็คงไม่แปลกใจ ถ้าผมเป็นสื่อเสื้อเหลืองก็คงไม่อยากจะมานั่งอ่านสื่อเสื้อแดงที่ด่าตัวเอง หรือถ้าเป็นเสื้อแดงก็ไม่อยากจะซื้อผู้จัดการมานั่งอ่านให้แสลงใจ และนี่ก็คือผลของความไม่รู้จักบันยะบันยังของสื่อทั้งสองฝั่ง ทำให้ความเกลียดชังมากขึ้น ถ้าเป็นไปได้ ก็อยากจะแนะนำว่า คนเสื้อเหลืองหรือเสื้อแดงก็ควรจะอ่านสื่อตรงข้ามของตัวเองไว้บ้างเหมือนกัน จะได้ดูว่า ฝ่ายตรงข้ามคิดอย่างไร แล้วจะได้กลับมาถามตัวเองว่า สิ่งที่ตัวเองคิดว่าถูก มันถูกจริงหรือไม่อย่างไร แต่เท่าที่ดูจากความเป็นจริงแล้ว ตอนนี้ก็คงจะไม่รู้จะทำอย่างไร

แต่อีกอันหนึ่งที่ผมสนใจและสังเกตเห็นในช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา ก็คือข้อสันนิษฐานว่า คนเสื้อแดงเป็นคนจนบ้านนอกอย่างเดียว จะต้องมานั่งคิดกันใหม่ เพราะตอนหลังผมพบว่าสื่อเสื้อแดงมีขายตามร้านหนังสือบนรถไฟฟ้าบีทีเอส ร้านหนังสือพิมพ์ ร้านหนังสือในห้างอย่างสยามพารากอน บีทูเอสของเซ็นทรัล ชิดลม หรือทองหล่อ ลาดพร้าว สีลม ซึ่งผมแปลกใจมากและได้พยายามถามคนขายเหมือนกันว่าคนกลุ่มไหน ถ้าคุณมองว่าคนเสื้อแดงจริงๆ แล้วเป็นคนบ้านนอกที่รับเงินทักษิณมา แล้วใครเป็นลูกค้าสื่อเหล่านี้ล่ะ คนขายคนหนึ่งที่ผมถามที่สยามพารากอน ชั้นล่างที่มีโรงอาหาร เขาบอกว่า ก็เป็นคนทั่วไป แม้กระทั่งคนออฟฟิศในตึกในสยามพารากอนที่เป็นชนชั้นกลางก็มาซื้อ

ทำให้ผมคิดว่า เราอาจจะต้องมาตั้งคำถามใหม่ว่า กระแสที่ตั้งคำถามกับชนชั้นนำเก่ามันกว้างแค่ไหน แล้วตอนหลังสื่อเสื้อแดงเล่นชนชั้นนำเก่าหนักมาก เป็นคำวิพากษ์วิจารณ์ที่เป็น cost ที่สูงมาก ที่พูดไม่ใช่เพราะว่า ควรจะไปปิดหรือไม่ อย่างไร แต่คิดว่าควรจะต้องตั้งคำถามว่า เรื่องสำคัญอย่างนี้สื่อกระแสหลักไม่สนใจจะตั้งคำถามว่า การตั้งคำถามกับชนชั้นนำเก่าจริงๆ แล้วมีเหตุมีผลหรือไม่ อย่างไร

พิณผกา: เทียบประสบการณ์จากภาคใต้ จะพบว่าคนในสามจังหวัดชายแดนใต้ จะปฎิเสธสื่อภาคภาษาไทย และสื่อหลักของไทยเหมือนกัน คือสื่อหลักได้สูญเสียความเชื่อมั่นในสื่อหลักไปแล้ว ทีนี้บรรยากาศของคนเสื้อแดง บรรยากาศในสังคมตอนนี้ มันเข้าใกล้บรรยากาศแบบนั้นหรือยังค่ะ คือสื่อหลักได้สูญเสียความน่าเชื่อถือไปแล้ว สำหรับคนกลุ่มหนึ่งซึ่งเป็นกลุ่มใหญ่พอสมควร

ประวิตร: ผมคุยกับเสื้อแดงคนหนึ่ง เพื่อสัมภาษณ์ลงเดอะเนชั่นไปเมื่อไม่ถึงอาทิตย์ที่ผ่านมา เขาเป็นคนเสื้อแดงผู้หญิง ซึ่งเป็นข้าราชการอยู่กระทรวงหนึ่ง จบมหาวิทยาลัยระดับ Ivy league ในสหรัฐอเมริกา ซึ่งมีส่วนในการยึดพื้นที่แถวดินแดงในช่วงเดือนเมษายนที่ผ่านมา เขาบอกว่า เขาไม่อ่านสื่อกระแสหลัก ผมคิดว่าสื่อกระแสหลักไม่ได้เพียงแต่เสียความน่าเชื่อถือ แต่มันขาดความชอบธรรมด้วยซ้ำไป เขาบอกว่าได้อ่านบ้าง ก็อ่านขำๆ แล้วคนเหล่านี้เขาก็มีสื่อของเขาเอง เขาก็ดูสื่อของเขา เขาก็อ่านบทความอย่างเช่นคนที่ใช้นามปากกาว่า ลูกชาวนาไทย เพราะฉะนั้นเหมือนกับตอนนี้ทั้งสองกลุ่มอยู่กันคนละโลกแล้ว อันนี้ชัดเจน

พิณผกา: แล้วมันจะดึงกลับมาได้ไหมค่ะ บรรยากาศแบบนี้ สื่อหลักจะสามารถดึงความน่าเชื่อถือของตัวเองกลับมาได้ไหม

ประวิตร: ถ้าจะอ่านให้ละเอียด ก็ยังพอเห็นได้ว่าในสื่อกระแสหลักบางฉบับ บางคอลัมน์ หรือบางข่าว ที่พยายามจะชั่งน้ำหนัก พยายามจะหามุมที่ให้ความเป็นธรรมกับหลายๆ ฝ่าย อย่างวันนี้ ผมก็รู้สึกมีหวังนิดหน่อย ผมได้อ่านหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ ฉบับวันเสาร์ที่ 6 มีนาคม บทบรรณาธิการฉบับนี้ก็เขียนวิจารณ์คุณกรณ์ จาติกวณิชไป ที่ออกมาทวีตว่า ถ้าไม่มีรัฐประหารก็คงจะยึดเงินคุณทักษิณไม่ได้ แล้วบทบรรณาธิการก็เขียนวิจารณ์ว่า "การเป็นนักการเมืองในระบอบประชาธิปไตยควรจะแสดงท่าทีอย่างชัดเจนในการต่อต้านไม่เห็นด้วยกับการยึดอำนาจปฎิวัติใดๆ ซึ่งคำติติงดังกล่าวถูกต้องทีเดียว เพราะการปฎิวัติที่ผ่านมาต้องยอมรับความจริงว่า ได้ส่งผลเสียแก่ประเทศชาติมากมายอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในบ้านเมือง แล้วยังชื่นชมกับการปฎิวัติอีกหรือ" นี่คือคำถามที่ไปสู่คุณกรณ์

ผมก็เห็นความพยายามอย่างบางฉบับ มติชน ข่าวสด ไทยรัฐ ผมคิดว่าสิ่งที่สำคัญคุณจะเป็นเหลืองเป็นแดง ควรจะเปิดพื้นที่ให้กับความเห็นต่างให้มากขึ้น ในแง่นี้ผมยังอยากจะวิจารณ์ว่าถ้าในแง่นี้แล้วสื่อกระแสหลักจำนวนหนึ่งอย่างที่ผมเอ่ยมา ยังมีพื้นที่ให้กับความเห็นต่างบ้างในระดับหนึ่ง ซึ่งจริงๆ แล้วเป็นสิ่งที่สื่อแดงตอนนี้ขาด เพราะสื่อแดงไม่ต่างจากผู้จัดการรายวัน คือเป็นสื่อที่ผมเรียกว่า vigilante คือเป็นสื่อที่เอาความเชื่อว่าตัวเองถูกต้องเป็นใหญ่ แล้วก็ด่าฝ่ายตรงข้ามอย่างเดียวก็ยังพอเห็นว่าสื่อกระแสหลักบางส่วนยังมีความพยายามที่จะแสดงความเห็นต่าง ก็น่าเสียดายอย่างกรณีคุณใบตองแห้งที่ถูกตัดตอนจากการเขียนคอลัมน์ในไทยโพสต์ ซึ่งนั่นเป็นสัญญาณให้เห็นว่าสื่อกระแสหลักจำนวนหนึ่งก็มีความอดทนต่อความเห็นต่างน้อยลงไปทุกที มีรุ่นพี่อีกคนหนึ่งในหนังสือพิมพ์กระแสหลักฉบับภาษาไทยฉบับหนึ่ง มาบ่นให้ผมฟังว่า ตัว บก.บอกเขาว่าอย่าเขียนเลย เขาไม่ควรเขียนเพราะเขามีตำแหน่งเป็น บก.อาวุโสในหนังสือพิมพ์เครือนี้ แต่เขามีจุดยืนฝักใฝ่ฝ่ายแดง และ บก.ก็บอกรุ่นพี่คนนี้ว่า รุ่นพี่คนนี้ควรจะรู้ดีว่า สื่อเราเลือกเหลืองแล้ว  เพราะฉะนั้น เมื่อตัวเองมีตำแหน่งเป็นบรรณาธิการอาวุโสก็ไม่ควรจะเขียนลงในฉบับนี้

วรดุลย์: สื่อที่พึงปรารถนาในสถานการณ์ความขัดแย้งในปัจจุบัน ก็จะเป็นสื่อที่สามารถมีพื้นที่ให้จุดยืนที่แตกต่างอยู่ในสื่อเล่มเดียวกันได้ หมายความว่า ถ้าจะอ่านหนังสือพิมพ์ก็ต้องอ่านหมดทั้งฉบับทุกคอลัมน์ถึงจะรู้ ก่อนที่จะวิจารณ์สื่อใช่ไหม

ประวิตร:  ไม่จำเป็นต้องทุกฉบับ ถ้าคุณอ่านบ้างคุณจะพอรู้ อย่างไทยรัฐ คุณจะรู้ใช่ไหมฮะว่ามีการ์ตูนการเมืองอยู่ 2 หน้าที่มีจุดยืนที่ต่างกัน  คือถ้าคนอ่านผ่านๆ ก็จะรู้บ้างว่าตรงไหน จุดยืนเป็นอย่างไร ก็ถูกต้อง แรกๆ อาจจะต้องอ่านหน้าแรกจนถึงหน้าสุดท้าย แต่อ่านสักพักก็จะรู้ว่ามันมีความต่างหน้าไหนบ้าง หรือคอลัมนิสต์คนไหนซึ่งมีความต่างบ้าง ซึ่งผมคิดว่าสำคัญ แต่ทั้งนี้ผมไม่เห็นด้วยกับการไปไล่ปิดสื่อเหลืองหรือสื่อแดงอย่างสุดขั้ว เพียงแต่อยากจะเรียกร้องว่าเวลาจะด่าใครก็ใช้เหตุผลหน่อย ไม่ต้องเรียกร้องด่าทอแบบลดความเป็นมนุษย์ของฝ่ายตรงข้าม อันนั้นเป็นสิ่งที่ควรหลีกเลี่ยง สุดท้ายแล้วสิ่งที่ท้าทายสังคมคือความเท่าทันสื่อ หรือภาษาอังกฤษใช้คำว่า media literacy คือมันไม่ได้อยู่ที่สื่อจะดีหรือไม่ดี จะให้ความจริงเราหรือเปล่าเพราะสุดท้ายสังคมมันหลีกเลี่ยงไม่ได้ว่าคนจะต้องพึงตัวเองให้ได้ จะต้องมีความเป็นผู้ใหญ่ หรือ maturity มากพอ อ่านอะไรแล้วควรจะเชื่อหรือไม่เชื่อ อ่านอะไรแล้วควรจะตั้งข้อสงสัย

การเทรนนิ่งเรื่องนี้ การให้ความรู้เรื่องความเท่าทันสื่อ ว่าสื่อมีข้อจำกัดอย่างไร เช่น ความผูกผันกับกลุ่มการเมือง หรือความผูกพันกับกลุ่มผู้ลงโฆษณา บริษัทต่างๆ หรือความเป็นจริงที่ว่าโครงสร้างสื่อเป็นโครงสร้างแบบทอป-ดาวส์ แล้ววัฒนธรรมสื่อเป็นแบบพี่แบบน้อง เป็นวัฒนธรรมที่ขัดกับวัฒนธรรมประชาธิปไตย สิ่งเหล่านี้มีนัยอย่างไรต่อการทำงานของสื่อ ซึ่งรวมถึงการตรวจสอบการทำงานของสื่อซึ่งเป็นปัญหามากในวงการสื่อไทย

วรดุลย์: ตั้งแต่มีปัญหาทางการเมืองในยุคทักษิณ ปัญญาชน นักวิชาการ หรือนักการเมืองจะมองว่าสื่อมีอิทธิพลมาก ตั้งแต่ไอทีวีทุกอย่างก็ทำเพื่อการปฏิรูปสื่อ เช่น ช่อง11 NBT พันธมิตรก็มองว่าเป็นปัญหา อยากจะถามว่าการประเมินแบบนี้ เป็นการประเมินว่าสื่อมีอิทธิพลมากเกินกว่าความเป็นจริงในการดำรงอยู่เมื่อเทียบกับประเทศอื่นหรือเปล่า

ประวิตร: ผมคิดว่าเทรนในอนาคต อำนาจสื่อแบบเดี่ยวๆ องค์กรเดียว ฉบับเดียว หรือทีวีช่องเดียวที่จะมีอำนาจมากนับวันมันจะลดลงไป เพราะผู้คนมีช่องทางที่จะบริโภคสื่อหลากหลายมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นในเว็บไซต์ วิทยุที่หลากหลาย หรือแม้กระทั่งข่าวที่ยิงมาในมือ เพราะฉะนั้นผมคิดว่าไม่ควรจะให้ความสำคัญมากเกินไปกับความเชื่อที่ว่าสามารถมีทีวีช่องหนึ่งที่จะกำหนดความคิดของคนทั้งสังคมได้ ไม่เช่นนั้นคนก็คงเป็นเหลืองทั้งสังคมแล้ว เพราะตอนนี้รัฐบาลคุมสื่อทีวีอยู่ส่วนใหญ่ เพราะฉะนั้นเห็นได้ชัดเลยว่ามนุษย์มีความสามารถคิดตั้งคำถามกับสิ่งที่รับมา การรับสื่อมันไม่ใช่เพียงการรับแบบทื่อๆ เพียงแค่หนังสือพิมพ์หรือทีวีช่องหนึ่งบอกว่าทักษิณดีหรือทักษิณเลวคนก็ไม่จำเป็นจะต้องเชื่ออย่างนั้นเสมอไป

สุดท้ายผมคิดว่าตรงนั้นคงไม่ต้องไปห่วงมาก สิ่งที่ต้องเป็นห่วงมากไปกว่านั้นคือเราจะต้องชำแหละข้อจำกัด ความพิกลพิการ ลักษณะที่เรียกว่ามือถือสากปากถือศีลของสื่อกระแสหลัก และแม้กระทั่งสื่อที่ไม่ใช่กระแสหลักด้วยให้เห็นชัดว่าเป็นอย่างไร สังคมจะได้เข้มแข็ง ก็คิดว่าสังคมก็น่าจะผ่านวิกฤติอะไรก็ตามแต่ไปได้

วรดุลย์: มีไอเดียในการปฏิรูปสื่อเหมือนคนอื่นๆ ในอดีตอย่างไร หากปฏิรูปได้จะปฏิรูปสื่ออย่างไร เช่น ให้ปลอดจากผลประโยชน์ ธุรกิจ หรือขึ้นอยู่กับตัวบุคคลผู้บริหารสื่อนั้นๆ

ประวิตร: ผมเชื่อในความหลากหลายของสื่อ คือไม่เชื่อว่ารัฐหรือองค์กรใดองค์กรหนึ่งควรจะไปกำหนดว่าสื่อทุกฉบับ ทีวีทุกชอง วิทยุทุกสถานีต้องมีลักษณะเหมือนกันไปหมด ไม่เช่นนั้นไม่ต่างกับ สสส.ที่บังคับว่าวันไหนห้ามกินเหล้า หรือต้องกินอะไร ใช่ไหมครับ

อย่างที่ผมพูดเมื่อกี้ ผมว่าคำตอบก็คงอยู่ที่ความเท่าทันสื่อหรือสิ่งที่เรียกว่า Media literacy ในหมู่คนไทยให้มากที่สุดเท่าที่จะมาได้ แต่ว่าคนเหล่านั้นจะมีความสัมพันธ์กันอย่างเป็นพลวัต ที่มี Dynamic ที่จะปรับ ถ้าสื่อไม่ดีเขาก็จะออกมาด่า คือสื่อกระแสหลักตอนนี้เขาก็รู้ว่าเขาถูกพวกเสื้อแดงถล่มหนักทุกวัน จนกระทั่งไม่ยอมรับ ผมคิดว่าคนในสื่อกระแสหนักจำนวนหนึ่งก็อาจฉุกคิดอยู่เหมือนกันว่าจริงๆ แล้วตัวเองทำอะไรลงไป ถูกต้องหรือไม่ถูกต้องอย่างไร และส่วนใครอยากจะไปทำสื่อแบบไหน ผมคิดว่าเป็นสิ่งดี อยากจะเห็นให้หลากหลาย อย่างประชาไทก็ถือว่าเป็นการทดลองที่สำคัญซึ่งที่ทำมาก็ได้รับความสำเร็จในระดับหนึ่งในเวลาหลายปีพอสมควรแล้ว ก็อยากจะเห็นการ Experiment กับสื่อรูปแบบต่างๆ ให้หลากหลายขึ้น ผมคิดว่าสังคมไทยน่าจะมีความหลากหลายขึ้น และเข้มแข็งขึ้นเพราะ diversity ที่จะเกิดขึ้นนี้

 

เห็นมีรายชื่อของพวกสื่อไร้จริ

เห็นมีรายชื่อของพวกสื่อไร้จริธรรมหลายคน ในบัญชีเช็ครายการเก็บเงินของกลุ่มโรนิน (โรนิน เป็นพวกนินจามือเซียนในญี่ปุ่นที่ลอบจัดการพวกคนชั่ว)
ไม่รู้ว่าเท็จจริงยังไง ทำจริงหรือทำปลอม
ขู่หรือหมายตา

ไม่เห็นนักวิเคราะห์ออกมาตั้งข้อสังเกต ....รอลุ้นอยู่

@..สื่อเอียงเสียงสื่อบ้า.....

@..สื่อเอียงเสียงสื่อบ้า.......พาหลง
สารสื่อบ่เที่ยงตรง..............เลือกข้าง
เป็นความอัปยศคง.............ความเสื่อม......นั้นนา
เสียงสื่อเอียงแอบอ้าง.........อย่างนี้เลวมหันต์

@..จรรยาบรรณบ่แท้.........เที่ยงตรง
พาสู่ความมืดหลง...............บอดบ้า
เสรีสิทธิ์ปลิดปลง...............เปื้อนสื่อ......นั้นนา
เกียรติศักดิ์เสื่อมเองอ้า.........อย่าได้คิดฉงน

@..ผลประโยชน์เท่านั้น......ฤาสหาย
นำสู่ความจริงตาย................ต่ำต้อย
ความคิดจิตมุ่งหมาย............มุ่งเข่น......ฆ่าเอย
สื่อใส่ความเกินร้อย............ถ่อยแท้เลวมหันต์

"การเป็นนักการเมืองในระบอบประ

"การเป็นนักการเมืองในระบอบประชาธิปไตยควรจะแสดงท่าทีอย่างชัดเจนในการต่อต้านไม่เห็นด้วยกับการยึดอำนาจปฎิวัติใดๆ ซึ่งคำติติงดังกล่าวถูกต้องทีเดียว เพราะการปฎิวัติที่ผ่านมาต้องยอมรับความจริงว่า ได้ส่งผลเสียแก่ประเทศชาติมากมายอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในบ้านเมือง แล้วยังชื่นชมกับการปฎิวัติอีกหรือ" นี่คือคำถามที่ไปสู่คุณกรณ์

ผมค้านประวิตรครับ

กรณ์นั้นถึงแกจะเป็นนักการเมืองแต่พื้นเพเดิมแกก็เป็นนักธุรกิจประชาชนธรรมดาที่ใช้ความรู้ความสามารถของตัวเองทำงานหาเลี้ยงชีวิต ไม่ได้รอเงินช่วยเหลือจากผู้ใด ประชาชนที่ทำมาหากินเลี้ยงปากเลี้ยงท้องตัวเองนั้นเขาถือว่ารัฐบาลมระบอบการปกครองและพรรคการเมืองนักการเมืองนั้น เป็นแค่เครื่องมืออุปกรณ์ที่เขาเป็นผู้เลือกใช้เพื่อให้เขาประกอบวิชาชีพเลี้ยงปาดเลี้ยงท้องได้โดยสุจริต ซึ่งเครื่องมือเครื่องใช้นั้นก็ต้องทำงานรับใช้เขาด้วยความสุจริตด้วยเป็นประการแรก และรับใช้มกาประชาชนด้วยความสุจริตด้วยเป็นประการต่อไป

เครื่องมือเครื่องใช้ใดๆที่ทำงานให้เจ้าของไม่ได้เรื่อง ก็เปรียบเสมือนคอมพิวเตอร์ที่มีไวร้สมีบั๊กในระบบ การทนใช้ต่อไปย่อมไม่อาจประกันได้ว่าจะทำผลงานอย่างที่เจ้าของเครื่องต้องการได้สม่ำเสมอและถูกต้อง เจ้าของเครื่องมือเครื่องใช้นั้นถ้างี่เง่าช่วยตัวเองไม่ได้ก็อาจจะยอมใช้เครื่องมือหรือคอมเครื่องนั้นต่อไปตามยถากรรม ส่วนเจ้าของเครื่องมือเจ้าของคอมม์ที่ช่วยเหลือตัวเองได้มีพื้นฐานความรู้เพียงพอและตระหนักถึงความเสียหายที่จะเกิดจากการที่ใช้เครื่องมือหรือคอมม์ที่ไวรัสลงเต็มเครื่อง.....เจ้าของเครื่องมือเช่นนี้ จะอย่างน้อยก็ทำฟอร์แมทเครื่อง ใส่โปรแกรมโอเอสไฃใหม่ ใส่โปรแกรมแอนตี้ไวรัสใหม่กันทุกผู้ทุกคนไป...โปรดสังเกตู ความแตกต่างของคุณสมบัติเจ้าของเครื่อง

จะมากล่าวว่าผู้สนับสนุนการรัฐประหารไม่เป็ประชาธิปไตย มันก็เหมือนกับตำหนิว่า ผุ้ใช้คอมม์ที่ไม่ยอมให้ไวรัสอยู่ในเครื่องเป็นผู้นิยมเผด็จการ........

ประวิตรวิจารณ์กรณ์เช่นนั้น ผมไม่เห็นด้วย ถ้าประชาธิปไตยเหมือนโปรแกรมปฏิบัติการวินโดว์ที่ไวรัสเข้าทำลายง่ายเกินไปนัก ผู้ใช้งานคอมพิวเตอร์ก็มีสิทธิ์ฟอร์แมทเพื่อทำลายไวรัสร้ายทิ้ง จะใส่โอเอสวินโดว์ใหม่ก็ย่อมได้ หรือหากจะเปลี่ยนไปใช้โอเอสอื่นเครื่องคอมม์ระบบอื่นอย่างแมค ที่มีระบบกั้นกรองไวรัสดีกว่า ก็เป็นสิทธิ์ของผู้ใช้งานทั้งสิ้น.......

นักการเมืองอย่างกรณ์ให้ความเห็นส่วนตัวของเขาก็เป็นเสรีภาพของเขานะครับ ตัวแกเองนั้นถึงจะชอบฟอร์แมทคอมม์เมื่อไวรัสลง แต่แกก็ยังยึดมั่นที่จะใส่โอเอสวินโดว์ซึ่งอุปมาคือระบบประชาธิปไตยต่อไป.....ดีกว่าผมอีก ที่ใจไปแมคนานแล้ว..

ชอบมาก ตอบคำถามได้ดีมาก

ชอบมาก ตอบคำถามได้ดีมาก เป็นกลางที่สุด ถ้าสื่อเมืองไทยมีจิตใจที่ซื่อตรงแบบนี้ สื่อบ้าๆ หรือ นักข่าวบ้าๆ เช่นนายกนกและธีระคงไม่ได้เกิดแน่

***ทำไมทุกคนลืมไปแล้วหรือว่า

***ทำไมทุกคนลืมไปแล้วหรือว่า ในคณะปฏิวัติ 19 กันยา 49 สื่อกระแสหลักก็เป็น ผู้หนึ่งในคุณก่อการครั้งนั้น โดยโหมข่าวให้เอื้อต่อการปฏิวัติ ซึ่งพระเพทราชาก็เคยทำมาแล้ว อย่างครั้งขบถพระนารายณ์

บางกอก

บางกอก wrote:
"เครื่องมือเครื่องใช้ใดๆที่ทำงานให้เจ้าของไม่ได้เรื่อง ก็เปรียบเสมือนคอมพิวเตอร์ที่มีไวร้สมีบั๊กในระบบ การทนใช้ต่อไปย่อมไม่อาจประกันได้ว่าจะทำผลงานอย่างที่เจ้าของเครื่องต้องการได้สม่ำเสมอและถูกต้อง เจ้าของเครื่องมือเครื่องใช้นั้นถ้างี่เง่าช่วยตัวเองไม่ได้ก็อาจจะยอมใช้เครื่องมือหรือคอมเครื่องนั้นต่อไปตามยถากรรม ส่วนเจ้าของเครื่องมือเจ้าของคอมม์ที่ช่วยเหลือตัวเองได้มีพื้นฐานความรู้เพียงพอและตระหนักถึงความเสียหายที่จะเกิดจากการที่ใช้เครื่องมือหรือคอมม์ที่ไวรัสลงเต็มเครื่อง.....เจ้าของเครื่องมือเช่นนี้ จะอย่างน้อยก็ทำฟอร์แมทเครื่อง ใส่โปรแกรมโอเอสไฃใหม่ ใส่โปรแกรมแอนตี้ไวรัสใหม่กันทุกผู้ทุกคนไป...โปรดสังเกตู ความแตกต่างของคุณสมบัติเจ้าของเครื่อง

**********************************************************************

ค้านคุณ บางกอกค่ะ

เครื่องมือสมองกลถ้ามันไม่ดี เกิดอาการติดเชื้อบ้า เราอยากโยนมันทิ้ง..เมื่อไหร่ ย่อมได้
จะเปลี่ยนใหม่ให้หรูหรา..ย่อมได้..ถ้ามีปัญญาหาเงินได้ทีละเยอะๆ >>>>>>>>>>> คุยแบบอภิสิทธ์ชน :)

แล้วไอ้เจ้าสมองของเจ้าของที่ใช้เครื่องมือนี่ละคะ ถ้ามันติดเชื้อบ้า ทำไง? เลาะสมองออก เอาไปทำแดดเดียวโยนให้หมา หมาจะกินเรอะปล่าวก็ไม่รู้...

ปัญญาของมนุษย์สมควรต้องได้รับเกียรติก่อนสิ่งประดิษฐ์นะคะ คุณ บางกอก

Your Hyperthysis requires further experiment on the evolutionary theory not revolutionary one.

"Cum hoc, ergo propter hoc"

:)

ใครกันแน่ที่เป็นเจ้าของประเทศ

ใครกันแน่ที่เป็นเจ้าของประเทศไทย.ใครกันแน่ที่เอารัดเอาเปรียบประชาชน สังคม.ใครกันแน่ที่ไม่รู้จักหน้าที่ .ใครกันแน่ที่เห็นแก่ตัว.ใครกันแน่ที่เสแสร้งให้คนอื่นทำเพื่อส่วนรวม แล้วตนเองกลับคอยฉกฉวยกอบโกยเข้าพกเข้าห่อของตัวเอง.

ฉุกใจคิดว่า เรามีนักคิด นักเขียน นักปราชญ์ราชบัณฑิต นักสู้ผู้กล้ามากมาย แต่ไม่ยอมรับฟังความเห็นที่แตกต่าง ทั้งยังปิดกั้นความจริง ซ่อนเร้น หลอกลวงกันว่า นี่เป็นประชาธิปไตย -ประชาชนเป็นใหญ่ในแผ่นดิน-มีการแบ่งสรรปันส่วนไม่เอาเปรียบกัน-มีการร่วมมือปรึกษาหารือยอมรับฟังความเห็นซึ่งกันและกัน-มีการปฏิสัมพันธ์ติดต่อประสานงานกัน-หลายคนใช้วิธีจูงใจให้คล้อยตามอย่างมีเลศนัย ซ่อนปมเงื่อนงำ ทำให้ผู้คนหลงเข้าใจผิด หมกเม็ดอกุศลจิตบิดเบือนความจริง ..ชี้นำให้เห็นว่า การทำรัฐประหารเป็นสิ่งดีอย่างที่รัฐมนตรี นักวิชาการ สื่อ ปัญญาชน หลายคนได้แสดงออกมาทางการแสดงความเห็น...เลยไม่รู้ว่าเราจะปกครองประเทศในระบอบประชาธิปไตยไปทำไม...

ใคร ๆ ก็รู้อยู่ว่ารัฐประหรมีแต่ผลเสียต่อบ้านเมืองต่อประชาธิปไตย แก้ไขอะไรไม่ได้ สักแต่อวดอ้าง ทั้งที่ต้องการแย่งอำนาจ แย่งผลประโยชน์ กองทัพทำรัฐประหารมีเหตุจูงใจไม่ใช่ทำเพื่อประชาชน/เพื่อแก้ไขปัญหาบ้านเมือง แต่มันทำเพื่อตัวมันเอง เห็นกันอยู่แล้ว มันทุจริตโกงกินกันวินาศสันตะโร รับราชการอย่างเดียวโดยไม่ได้ประกอบธุรกิจ แต่มีทรัพย์สินเงินทองมากมายเป็นร้อยล้านพันล้านที่ได้มาจากการยึดอำนาจ-ทำรัฐประหาร-แฉกันออกมา-ไม่ว่า เปรม-สุรยุทธ์-อนุพงษ์-ชลิต-สนธิบัง-สพรั่ง-บรรณวิทย์-สุนทร-ถนอม-สฤษดิ์

ไม่เข้าใจกับบทบาทของสื่อ-สื่อกระแสหลักว่าทำหน้าที่สื่อถูกต้องหรือไม่-นำเสนอข้อมูลข่าวสารถูกต้องเป็นธรรมไม่ลำเอียงเที่ยงธรรมทั่วถึงหรือไม่..สื่อเดี๋ยวนี้ไม่มีความเป็นตัวของตัวเอง ไม่ต่างไปจาก อาชีพอื่น ไม่ว่า ครูอาจารย์/หมอพยาบาล/ผู้พิพากษาตุลาการ วิปริตผิดเพี้ยนไปหมด(ขุนทหารไม่น่าเชื่อถือมานานแล้ว ขาดวินัยไร้สัจจะเหมือนหอกข้างแคร่ ที่คอยลอบกัดฟัดเจ้านายผู้บังคับบัญชาเป็นนิตย์-วิชาการลับ ๆ ล่อ ๆ ลวงซ่อนเร้นอำพราง จริงเหมือนไม่จริง ไม่จริงเหมือนจริง หลอกไปหลอกมา หลงกล วกวนเป็นเด็กแกะ)

สื่อกระแสหลักโปรดเอากระจกมาส่องมองดูหน้าตนเอง สดับตรับฟังเสียงสะท้อนของประชานผู้อ่าน ชาวบ้านร้านช่องดูบ้าง อน่าทำตัวเหนือประชาชน สื่อเอ๋ย น่าสงสาร สูญเสียความเชื่อถือไปนานแล้วจากสังคม สื่อไม่มีความชอบธรรมที่จะมาชี้นำสังคม สื่อไม่ได้ปกป้องประชาชน สื่อเห็นดีเห็นงามไปกับพวกเผด็จการทรราชย์ที่ทำรัฐประหาร-ขุนทหารที่ลืมหน้าที่-องคมนตรีที่ไม่รู้จักหน้าที่ตีตนเสมอเจ้า-ผู้พิพากษาตุลาการกราบกรานซูฮกยกย่องการทำรัฐประหารให้การยอมรับว่าประกาศคปค.เป็นกฎหมาย รัฐธรรมนูญที่ออกโดยลิ่วล้อเผด็จการคมช.เป็นกฎหมาย ยอมรับว่าหัวหน้าคมช.คือองค์รัฐาธิปัตย์มีอำนาจเหนือกษัตริย์เหนือกฎหมาย จึงบอกว่าการตั้งกกต/ปปช./คตง./โดยไม่ต้องเสนอกษัตริย์แต่งตั้งตามที่กฎหมาบัญญัติชอบด้วยกฎหมายแล้ว.ไม่ยอมรับคำพิพากษาของศาลรัฐธรรมนูญ ไม่ยอมปฏิบัติตามพระราชดำรัส ที่ให้พิพากษาด้วยความยุติธรรมเที่ยงธรรมเสมอภาค.

จุดยืนของสื่ออยู่ที่ไหน ยอมรับฟังความเห็นที่แตกต่างหรือไม่ เปิดโอกาสให้คนได้แสดงความคิดเห็นหรือไม่ สื่ออย่าดูถูกประชาชน อย่าคิดว่าปะชาชนโง่เง่า มีความรู้ไม่เท่าพวกคุณ เหมือนนักวิชาการอาจารย์บางคนดูถูกประชาชนว่าด้อยการศึกษา หาว่าโง่เหมือนค๋วาย ถูกจูงจมูกได้ง่าย เชื่อคนง่าย..ขณะที่ก็ยกหางตัวว่าเป็นคนฉลาดมีการศึกษาสูงรู้เรื่องประชาธิปไตยดี มีความเชื่อมั่นในตัวเองสูง ไม่ฟังความเห็นใคร คอยแต่รังเกียจ เหยียดหยามเย้นหยัน ดูถูก ดูแคลน ว่าเป็นแค่กรรมกร ชาวนา หาเช้ากินค่ำ...แต่ไม่น่าเชื่อว่าพวกเห้ ๆพวกนี้ จะยอมขายตัวเป็นสุนัขรับใช้เผด็จการ ยอมให้มารเฒ่าขุน ยอมเป็นลูกสมุนตุ๊ดทำลายกฎหมายบ้านเมือง กดหัวชาวบ้าน แล้วก็แย่งกันกอบโกยโกงกินอิ่มหมีพีมัน สำราญบานใจ ...กล่าวหาว่าคนอื่นทุจริตโกงกิน หมิ่นเบื้องสูงเอาไว้เป็นเครื่องมือทำลาย แย่งอำนาจทางลัด ปล่อยให้บ้านเมืองวิบัติ ประชาชนยากจน ไม่มีทางยกฐานะความเป็นอยู่ให้เสมอกันในสังคมต่อไปเหมือนที่ผ่านมาเป็นเวลากว่า เจ็ดสิบเจ็ดปี

รัฐบาลแทรกแซงสื่อ ทหารคุกคามสื่อ สิทธิเสรีภาพของประชาชนและสื่ออยู่ในอุ้งมือของเผด็จการมารเฒ่า คิดหรือว่าชาวบ้านจะไม่รู้เท่าทันสื่อ สื่อแสร้งทำซื่อบื้อ ไม่เป็นตัวของตัวเอง ไม่ยอมปลดแอกให้ตัวเอง ไม่ยอมยืนหยัดต่อจรรยาบรรณอย่างทรนงองอาจ หลายคนกลับยอมตกเป็นทาสของคนเลว ๆ ขุนทหารไร้เกียรติศักดิ์ศรี ขุนมารกระเทยตุ๊ดโมฆะบุรุษเฒ่าจรรไรตะกายฟ้าตะกุยดินที่เหยียบย่ำบนหัวคนไทย ทำตัวอยู่เหนือกฎหมาย/กษัตริย์/ประชาชน ไม่ยี่หระ/ไม่แคร์ใครตราบใดที่ยังมีขุนทหาร/มือกฎหมาย/มือเพชฌฆาตตุลาการที่ทรยศต่อวิชาชีพ ยอมเป็นมือตีนของพาลชนคนนี้.

ความขัดแย้งในสังคม-ความขัดแย้งระหว่างชนชั้น-ความขัดแย้งระหว่างทหารกับประชาชน-ความขัดแย้งระหว่างปัญญาชนกับชาวบ้าน-ความขัดแย้งระหว่างสื่อสัปดนกับคนทั่วไป-ความขัดแย้งระหว่างนักการเมือง

นักการเมืองไร้อุดมการณ์ไร้ยางอาย-ขุนทหารทำตัวเป็นนักเลงโตกินค่าคอมมิชชั่นบงการการเมือง-ตุลาการตาชั่งเอียงไม่ดำรงความยุติธรรมน่ารังเกียจ-นักวิชาการปัญญาชนมือถือสากปากถือศีลทำตังเป็นปีศาจปากคาบคัมภีร์-มารเฒ่าหัวหงอกหลอกลวงชาวบ้านมานานกว่าสามสิบปี ความจริงที่ปิดบังไว้เพิ่งถูกนำออกมาตีแผ่ให้เห็นกันจะจะ พวกสื่อยังมะงุมมะงาหรา ปิดปาก ไม่กำจัดออกไปจากสังคม.

สื่อคือตัวแปรที่สำคัญที่จะพลิกประวัติศาสตร์ชาติไทย ถ้าพร้อมใจกันอยู่ข้างประชาชน อย่ารังเกียจเดียจฉันท์ประชาชน อย่าดูถูกประชาชน สังคมใดที่ไมม่มีความยุติธรรม ไม่รับฟังความเห็นประชาชน ยังถืออำนาจบาทใหญ่ทำตัวเหนือประชาชน เหนือกฎหมาย ไม่มีทางอยู่ได้ในสังคม.สังคมไม่เป็นธรรม สังคมอยุติธรรม สังคมน่ารังเกียจ จะอยู่ไม่ได้อย่างแน่นอน นี่เป็นสัจจธรรม.

ผมมั่นใจว่าพลังอภิมหาประชาชนจักต้องได้รับชัยชนะ ประสบผลสำเร็จแน่นอน-วันที่ 14 มีนาคม 2553 -ห่างจากปีสวรรคตของรัชกาลที่ห้า 100ปีพอดี ..เปรม/สุรยุทธ์/พิจิตร-อนุพงษ์/บังธิ/ประยุทธ์/ประวิตร/ชลิต/สพรั่ง/บรรณวิทย์/อิทธพร-เจ๊กลิ้ม/จำลอง/สุริยะใส/สมเกียรติ/สมศักดิ์/พิภพ/กษิต/ประพันธฺ/สำราญ/พิเชษฐ์/อัญชลี/มาลีรัตน์/คำนูณ/สมชายแสวงการ/เจิมศักดิ์/ไกรศักดิ์/ประเวศ/เสรี-อภิชาติ/สดศรี/สมชัย/จรัญ/วิชา/กล้านรงค์-วิษณุ/สมคิดเลิศไพฑูรย์/บวรศักดิ์/ประสงค์/คมสัน/นรนิติ/จรัส/สุรพล/สมบัติ/มีชัย/ไชยันตร์-เนวิน/บุญจง/โสภณ/สมศักดิ์/ชวรัตน์/ชัย/ศุภชัย-อภิสิทธิ์/ชวน/สุเทพ/บัญญัติ/เทพไท/สาทิตย์/บุรณัชย์รวมทั้งอัยการ ตำรวจ ผู้พิพากษาตุลาการที่ตกเป็นทาสรับใช้เผด็จการทรยศต่อประชาธิปไตย/ประชาชน/หลักวิชานิติศาสตร์ -จักต้องถูกกำจัดออกไปจากสังคมไทย

บางกอก

บางกอก wrote:
"การเป็นนักการเมืองในระบอบประชาธิปไตยควรจะแสดงท่าทีอย่างชัดเจนในการต่อต้านไม่เห็นด้วยกับการยึดอำนาจปฎิวัติใดๆ ซึ่งคำติติงดังกล่าวถูกต้องทีเดียว เพราะการปฎิวัติที่ผ่านมาต้องยอมรับความจริงว่า ได้ส่งผลเสียแก่ประเทศชาติมากมายอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในบ้านเมือง แล้วยังชื่นชมกับการปฎิวัติอีกหรือ" นี่คือคำถามที่ไปสู่คุณกรณ์

ผมค้านประวิตรครับ

กรณ์นั้นถึงแกจะเป็นนักการเมืองแต่พื้นเพเดิมแกก็เป็นนักธุรกิจประชาชนธรรมดาที่ใช้ความรู้ความสามารถของตัวเองทำงานหาเลี้ยงชีวิต ไม่ได้รอเงินช่วยเหลือจากผู้ใด ประชาชนที่ทำมาหากินเลี้ยงปากเลี้ยงท้องตัวเองนั้นเขาถือว่ารัฐบาลมระบอบการปกครองและพรรคการเมืองนักการเมืองนั้น เป็นแค่เครื่องมืออุปกรณ์ที่เขาเป็นผู้เลือกใช้เพื่อให้เขาประกอบวิชาชีพเลี้ยงปาดเลี้ยงท้องได้โดยสุจริต ซึ่งเครื่องมือเครื่องใช้นั้นก็ต้องทำงานรับใช้เขาด้วยความสุจริตด้วยเป็นประการแรก และรับใช้มกาประชาชนด้วยความสุจริตด้วยเป็นประการต่อไป

เครื่องมือเครื่องใช้ใดๆที่ทำงานให้เจ้าของไม่ได้เรื่อง ก็เปรียบเสมือนคอมพิวเตอร์ที่มีไวร้สมีบั๊กในระบบ การทนใช้ต่อไปย่อมไม่อาจประกันได้ว่าจะทำผลงานอย่างที่เจ้าของเครื่องต้องการได้สม่ำเสมอและถูกต้อง เจ้าของเครื่องมือเครื่องใช้นั้นถ้างี่เง่าช่วยตัวเองไม่ได้ก็อาจจะยอมใช้เครื่องมือหรือคอมเครื่องนั้นต่อไปตามยถากรรม ส่วนเจ้าของเครื่องมือเจ้าของคอมม์ที่ช่วยเหลือตัวเองได้มีพื้นฐานความรู้เพียงพอและตระหนักถึงความเสียหายที่จะเกิดจากการที่ใช้เครื่องมือหรือคอมม์ที่ไวรัสลงเต็มเครื่อง.....เจ้าของเครื่องมือเช่นนี้ จะอย่างน้อยก็ทำฟอร์แมทเครื่อง ใส่โปรแกรมโอเอสไฃใหม่ ใส่โปรแกรมแอนตี้ไวรัสใหม่กันทุกผู้ทุกคนไป...โปรดสังเกตู ความแตกต่างของคุณสมบัติเจ้าของเครื่อง

จะมากล่าวว่าผู้สนับสนุนการรัฐประหารไม่เป็ประชาธิปไตย มันก็เหมือนกับตำหนิว่า ผุ้ใช้คอมม์ที่ไม่ยอมให้ไวรัสอยู่ในเครื่องเป็นผู้นิยมเผด็จการ........

ประวิตรวิจารณ์กรณ์เช่นนั้น ผมไม่เห็นด้วย ถ้าประชาธิปไตยเหมือนโปรแกรมปฏิบัติการวินโดว์ที่ไวรัสเข้าทำลายง่ายเกินไปนัก ผู้ใช้งานคอมพิวเตอร์ก็มีสิทธิ์ฟอร์แมทเพื่อทำลายไวรัสร้ายทิ้ง จะใส่โอเอสวินโดว์ใหม่ก็ย่อมได้ หรือหากจะเปลี่ยนไปใช้โอเอสอื่นเครื่องคอมม์ระบบอื่นอย่างแมค ที่มีระบบกั้นกรองไวรัสดีกว่า ก็เป็นสิทธิ์ของผู้ใช้งานทั้งสิ้น.......

นักการเมืองอย่างกรณ์ให้ความเห็นส่วนตัวของเขาก็เป็นเสรีภาพของเขานะครับ ตัวแกเองนั้นถึงจะชอบฟอร์แมทคอมม์เมื่อไวรัสลง แต่แกก็ยังยึดมั่นที่จะใส่โอเอสวินโดว์ซึ่งอุปมาคือระบบประชาธิปไตยต่อไป.....ดีกว่าผมอีก ที่ใจไปแมคนานแล้ว..

คุณบางกองนี่ เห็นหลายครั้งแล้วที่ชอบเอามาเปรียบเทียบกับคอมพิวเตอร์ ไวรัส หรือโอเอสต่างๆ นาๆ อ่านผ่านๆ เห็นแล้วก็คงต้องขอตำหนิหน่อย เพราะจะมั่วไปกันใหญ่ ว่าเวลาคุณใช้งานคอมพิวเตอร์ พอมีปัญหาคุณก็ไม่ยอมแก้ไขที่ละจุดที่ละปัญหาอะไรนิดอะไรหน่อยก็จะฟอร์เมทอย่างเดียว เวลาคุณใช้งานคุณก็เที่ยวไปเข้าเว็บไซต์ที่สกปรกๆ ที่มักจะมีไวรัส โทรจัน ฯลฯ หรือถ้าคุณใช้โปรแกรมโอเอสที่ขโมยเขามา ที่แก้บั๊กมา ประเภทแผ่นละ 100 บาท หรือโปรแกรมแอนติไวรัสที่หาซื้อถูกๆ ตามพันธ์ทิพย์ คุณก็จะประสบแต่ปัญหาซ้ำซากกับไวรัส

รู้จักใช้ของแท้มีลิขสิทธิ์และฉลาดในการท่องเว็บไซต์คุณก็จะหมดปัญหาในการเจอกับไวรัสต่างๆ หรือรู้จักแก้ปัญหาเป็นขั้นเป็นตอนคุณก็จะมีความสามารถในการจัดการกับไวรัสหรือสแคมต่างๆ ได้ในอนาคตโดยที่ไม่ต้องพึ่งแต่การฟอร์แมทอย่างเดียว ต้องรู้จักหัดแก้ปัญหา ที่คุณกล่าวมานี่เหมือนกับเวลาเล่นหมากรุกจนมุมคิดไม่ออกและไม่พยายามคิดหรือไม่ยอมรับความพ่ายแพ้คุณก็ล้มกระดานแล้วก็บอกว่าเอาใหม่

ประชาธิปไตยที่คุณว่าไม่ได้มีเฉพาะคุณคนเดียวที่ใช้ ไม่เหมือนกับคอมพ์ของคุณคนเดียวที่จะทำอะไรก็ได้เรื่องของคุณ แต่คอมพ์ตัวนี้มันเป็นของส่วนรวมผู้ใช้งานหลายคน มีข้อมูลของคนหลายคน คุณไม่พอใจแอะอะก็จะฟอร์เมทโดยไม่ได้คำนึงถึงข้อมูลหรือโปรแกรมของคนอื่นที่มีในเครื่องนั้นไม่ได้

ช่วงแรกที่ทักษิณลงการเมือง มต

ช่วงแรกที่ทักษิณลงการเมือง
มติชนเป้นผู้สนับสนุนออกนอกหน้า โดยการร่วมกันออกป็อกเก็ตบุคส์ "ตาดูดาวเท้าติดดิน"
สื่อไทยจึงเป้นมนุษย์และเป้นตัวแทนของคนไทยแจ้งชัด คือ
เป้นคนไทยที่มีจริต อารมณ์ ผลประโยชน์ แต่ชอบแอบอ้างว่า ตัวกูเป็นคนดีเสมอ
สื่อไทยเป้นกระจกของคนไทยโดยแท้ จริงไหมครับ....

บางกอก

บางกอก wrote:
"การเป็นนักการเมืองในระบอบประชาธิปไตยควรจะแสดงท่าทีอย่างชัดเจนในการต่อต้านไม่เห็นด้วยกับการยึดอำนาจปฎิวัติใดๆ ซึ่งคำติติงดังกล่าวถูกต้องทีเดียว เพราะการปฎิวัติที่ผ่านมาต้องยอมรับความจริงว่า ได้ส่งผลเสียแก่ประเทศชาติมากมายอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในบ้านเมือง แล้วยังชื่นชมกับการปฎิวัติอีกหรือ" นี่คือคำถามที่ไปสู่คุณกรณ์

ผมค้านประวิตรครับ

กรณ์นั้นถึงแกจะเป็นนักการเมืองแต่พื้นเพเดิมแกก็เป็นนักธุรกิจประชาชนธรรมดาที่ใช้ความรู้ความสามารถของตัวเองทำงานหาเลี้ยงชีวิต ไม่ได้รอเงินช่วยเหลือจากผู้ใด ประชาชนที่ทำมาหากินเลี้ยงปากเลี้ยงท้องตัวเองนั้นเขาถือว่ารัฐบาลมระบอบการปกครองและพรรคการเมืองนักการเมืองนั้น เป็นแค่เครื่องมืออุปกรณ์ที่เขาเป็นผู้เลือกใช้เพื่อให้เขาประกอบวิชาชีพเลี้ยงปาดเลี้ยงท้องได้โดยสุจริต ซึ่งเครื่องมือเครื่องใช้นั้นก็ต้องทำงานรับใช้เขาด้วยความสุจริตด้วยเป็นประการแรก และรับใช้มกาประชาชนด้วยความสุจริตด้วยเป็นประการต่อไป

เครื่องมือเครื่องใช้ใดๆที่ทำงานให้เจ้าของไม่ได้เรื่อง ก็เปรียบเสมือนคอมพิวเตอร์ที่มีไวร้สมีบั๊กในระบบ การทนใช้ต่อไปย่อมไม่อาจประกันได้ว่าจะทำผลงานอย่างที่เจ้าของเครื่องต้องการได้สม่ำเสมอและถูกต้อง เจ้าของเครื่องมือเครื่องใช้นั้นถ้างี่เง่าช่วยตัวเองไม่ได้ก็อาจจะยอมใช้เครื่องมือหรือคอมเครื่องนั้นต่อไปตามยถากรรม ส่วนเจ้าของเครื่องมือเจ้าของคอมม์ที่ช่วยเหลือตัวเองได้มีพื้นฐานความรู้เพียงพอและตระหนักถึงความเสียหายที่จะเกิดจากการที่ใช้เครื่องมือหรือคอมม์ที่ไวรัสลงเต็มเครื่อง.....เจ้าของเครื่องมือเช่นนี้ จะอย่างน้อยก็ทำฟอร์แมทเครื่อง ใส่โปรแกรมโอเอสไฃใหม่ ใส่โปรแกรมแอนตี้ไวรัสใหม่กันทุกผู้ทุกคนไป...โปรดสังเกตู ความแตกต่างของคุณสมบัติเจ้าของเครื่อง

จะมากล่าวว่าผู้สนับสนุนการรัฐประหารไม่เป็ประชาธิปไตย มันก็เหมือนกับตำหนิว่า ผุ้ใช้คอมม์ที่ไม่ยอมให้ไวรัสอยู่ในเครื่องเป็นผู้นิยมเผด็จการ........

ประวิตรวิจารณ์กรณ์เช่นนั้น ผมไม่เห็นด้วย ถ้าประชาธิปไตยเหมือนโปรแกรมปฏิบัติการวินโดว์ที่ไวรัสเข้าทำลายง่ายเกินไปนัก ผู้ใช้งานคอมพิวเตอร์ก็มีสิทธิ์ฟอร์แมทเพื่อทำลายไวรัสร้ายทิ้ง จะใส่โอเอสวินโดว์ใหม่ก็ย่อมได้ หรือหากจะเปลี่ยนไปใช้โอเอสอื่นเครื่องคอมม์ระบบอื่นอย่างแมค ที่มีระบบกั้นกรองไวรัสดีกว่า ก็เป็นสิทธิ์ของผู้ใช้งานทั้งสิ้น.......

นักการเมืองอย่างกรณ์ให้ความเห็นส่วนตัวของเขาก็เป็นเสรีภาพของเขานะครับ ตัวแกเองนั้นถึงจะชอบฟอร์แมทคอมม์เมื่อไวรัสลง แต่แกก็ยังยึดมั่นที่จะใส่โอเอสวินโดว์ซึ่งอุปมาคือระบบประชาธิปไตยต่อไป.....ดีกว่าผมอีก ที่ใจไปแมคนานแล้ว..

ผมคิดว่าanalogyของบางกอกไม่น่าจะเอามาใช้เปรียบเทียบกับการเมืองได้

หนึ่ง คอมฯของคุณ เป็นของคุณคนเดียว คุณจะรัก ชอบใช้มัน ถนุถนอม(ยิ่งกว่าเมีย? ล้อเล่น นะครับ)มัน ก็เรื่องของคุณคนเดียว คุณไม่ชอบมัน จะformatมัน จะใส่OSใหม่ จะปาทิ้งแล้วซื้อใหม่ ก็เรื่องของคุณอยู่ดี คงไม่มีใครเดือดร้อนจากการกระทำของคุณ ยกเว้นโลกอาจจะร้อนขึ้นอีกนิดหน่อย : )

แต่การเมืองเป็นเรื่องของทุกคน ของบางกอก ของผม ของตาสีตาสา ฯลฯ มันเป็นการเมืองในบริบทเดียวกัน การตัดสินใจ การเปลี่ยนแปลงใดๆ ส่งผลกระทบต่อทุกคนในสังคม ดังนั้น เมือมันกระทบต่อทุกคน ไม่ว่าจะเป็นเทวดาหรือไพร่ ทุกคนควรมีสิทธิ มีส่วนในการตัดสินใจ ถ้าคนส่วนใหญ่เห็นว่ามันมีปัญหาจริงๆ เขาก็ต้องพร้อมใจกัน"เปลี่ยน"เอง ไม่ต้องรอให้เทวดาสั่งเขาก็ย่อมตัดสินใจเปลี่ยนด้วยตัวเอง ที่จริง เขาก็เริ่มเปลี่ยนแล้ว คือเปลี่ยนจากการคอยพึ่งเทวดา มาเป็นไม่ต้องพึ่งเทวดา แต่เทวดาไม่ชอบใจเพราะเสียผลประโยชน์ จึงอาศัยจุดอ่อนของนักการเมือง ทำการโล๊ะทิ้ง โดยตัดสินเองว่าGSMมันห่วย โดยไม่ต้องหันไปถามชาวบ้านว่าเห็นด้วยหรือไม่ มันจึงเกิดปัญหาตามมาจากการตัดสินใจโดยพลการแบบนั้น

บางกอกอาจไม่ชอบใจGSM เห็นว่าห่วยอยากทิ้ง แต่ปัญหาคือมันไม่ไช่ของบางกอกคนเดียว มันเป็นของทุกคน ดังนั้น การจะตัดสินใจทิ้ง ไม่ไช่ให้เทวดาตัดสิน บางกอกต้องโพนทะนาให้ชาวบ้านเข้าใจว่าห่วยอย่างไร พิสูจน์ให้เห็นว่าห่วยจริง เขาก็จะมีฉันทานุมัติให้ทิ้งได้ แบบนั้น คนบางคนที่ยังไม่อยากทิ้ง ก็จะไม่ยอมไม่ได้ บางกอกอาจแย้งว่า คนส่วนใหญ่โง่กว่าผม ผมรู้ดีกว่า บางครั้งคุณก็อาจถุก แต่การรู้ดีกว่าเท่านั้นไม่ไช่เหตุผลให้ความเห็นคุณเป็นใหญ่ คนส่วนใหญ่อาจผิดได้ในบางครั้ง ต้องเรียนรู้กันไปเรื่อยๆ ต้องทำให้คนฉลาดขึ้นไปพร้อมๆกัน การให้"อภิสิทธิ์"กับบางคน ก็เหมือนเปิดโอกาสให้abuseได้อีก คุณจะต้องคอยมา"โละ"ทิ้งกันทุกวัน ไม่เบื่อบ้างหรือไง? คุณจะอ้างว่าคนที่โละทักษิณเป็นคนดีไว้ใจได้ เขาก็พิสูจน์ให้ดูแล้ว่า "ดี"ขนาดไหน ไว้ใจได้ขนาไหน รอไปเถอะครับ พอเห็นความจริงมากๆเข้า จะ"ตาสว่าง"เอง ว่า"โอ หลงให้เขาหลอกมานานหลายสิบปี"

คุณจะกำจัดคนผูกขาดอำนาจด้วยวิธีการผูกขาดอำนาจเหมือนกันหรือ? เหมือนเอาน้ำโคลนมาเช็ดคราบสกปรก คงจะสะอาดได้หรอก?

BTW, I settle myself with Mac for quite a while. It's like living with the wrong one(Window) for such a long time, til I finally found the right one(Mac), I wholeheartedly support your comment on Mac : )

นักจิตวิทยาทราบกันดีว่า

นักจิตวิทยาทราบกันดีว่า การตอกย้ำ ซ้ำๆหลายครั้งหลายหนด้วยชุดข้อมูลเท็จ(false assertion)อยู่เป็นเวลานานๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อผ่านจาก"ปาก"ของคนที่น่าเชื่อถือ ในที่สุด ความเท็จเหล่านั้นจะกลายเป็นความจริงในสายตาผู้รับสาร

เรื่องนี้ อำมาตย์และนักการตลาดมือหนึ่งของประเทศไทยรู้ดีมานานแล้ว และก็ใช้ได้ผลเสมอมา ครั้งนี้เขาก็ใช้กลวิธีเดียวกันนี้อีก ลองทบทวนดูซิ ว่าในรอบเดือนที่ผ่านมา ข่าวเรื่องความรุนแรง ออกมาจากปากของใครบ้าง ของใครบ่อยที่สุด ก้ปากของคนดีๆท้างน้าน

อยากให้จับมือระเบิดได้จัง จะได้ถามว่าใครจ้างมา ปาระเบิดทำเนียบยังไงดันผ่าไปตกพาณิชย์พระนคร ปาระเบิดแบงค์ยังไง ถึงไม่มีอะไรแตกหักเลย ต้องเรียกว่า"มืออาชีพ"จริงๆ "สั่ง"ได้ว่าปาเฉียดๆ สงสัยว่าตอบสั่งให้ไปยิงนายลิ้ม สั่งให้ยิง"เฉียดๆ"ด้วยหรือเปล่า? สุดยอดมือปืนจริงๆ : )

ที่เป็นเช่นนี้เพราะ 1.

ที่เป็นเช่นนี้เพราะ
1. ถูกเงินปิดปาก(เจ้าของสื่อ)
2, โดนข่มขู่ให้เป็นพวก มีผลประโยชน์ร่วมกัน
3. เกลียดทักษิณ(เคยโดนแบนสื่อหรือขัดธุรกิจกันมาก่อน)
4. จำเป็นต้องเอียงไว้ก่อนพ่อสอนไว้ เอาตัวรอดไว้ก่อน อย่างอื่นตูไม่สนใจบ้านเมืองชืบหายช่างหัวมารดากู

คุณประวิตรนี่ก็แปลก ตำหนิว่าส

คุณประวิตรนี่ก็แปลก
ตำหนิว่าสื่อเหลืองมากไป ไม่ดี
ไปๆมาๆ ก็ยกตัวอย่าง สื่อหลักอย่างไทยรัฐ เดลินิวส์ที่มีพิ้นที่แดงอยู่หลายหน้า
แล้วจะมาบ่นทำไม เหมือนไม่ได้ดังใจตัวเอง เอาตัวเองเป็นที่ตั้ง
ว่าต้องโปรแดงถึงจะถูกต้องตามหลักประชาธิปไตย

ไม่ว่าสื่อหรือไครๆมีสิทธิที่จะแสดงตามความเชื่ออย่างบริสุทธิ
ไม่จำเป็นต้องเอียงแดงหรือเหลืองเพื่อเอาใจไคร
ไม่ว่าจะโปรแดง สื่อเหลือง ไม่เลือกสี
หรือแม้กระทั่งไม่การรังเกียจรัฐประหาร
เพราะที่สุดแล้วไม่มีอะไรที่เที่ยงแท้แน่นอน
เผด็จการเลวๆ ประชาธิปไตยปลอมๆ มีอยู่ทั่วไป
ทุกวันนี้ประเทศประชาธิปไตยยังยอมซุกปีกจีนด้วยพินอบพิเทา

ถูกต้องหรือไม่ เป็นเรื่องยากที่จะตัดสิน
มาว่ากันเรื่องถูกใจกันซะมากกว่า
เต็มที่เลยเสื้อแดง หากคิดว่าถููกต้อง
แล้วมาคอยดูว่า จะถูกใจไครบ้างหรือปล่าว มาวัดกันตรงนั้น

บางกอก

บางกอก wrote:
"การเป็นนักการเมืองในระบอบประชาธิปไตยควรจะแสดงท่าทีอย่างชัดเจนในการต่อต้านไม่เห็นด้วยกับการยึดอำนาจปฎิวัติใดๆ ซึ่งคำติติงดังกล่าวถูกต้องทีเดียว เพราะการปฎิวัติที่ผ่านมาต้องยอมรับความจริงว่า ได้ส่งผลเสียแก่ประเทศชาติมากมายอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในบ้านเมือง แล้วยังชื่นชมกับการปฎิวัติอีกหรือ" นี่คือคำถามที่ไปสู่คุณกรณ์

ผมค้านประวิตรครับ

กรณ์นั้นถึงแกจะเป็นนักการเมืองแต่พื้นเพเดิมแกก็เป็นนักธุรกิจประชาชนธรรมดาที่ใช้ความรู้ความสามารถของตัวเองทำงานหาเลี้ยงชีวิต ไม่ได้รอเงินช่วยเหลือจากผู้ใด ประชาชนที่ทำมาหากินเลี้ยงปากเลี้ยงท้องตัวเองนั้นเขาถือว่ารัฐบาลมระบอบการปกครองและพรรคการเมืองนักการเมืองนั้น เป็นแค่เครื่องมืออุปกรณ์ที่เขาเป็นผู้เลือกใช้เพื่อให้เขาประกอบวิชาชีพเลี้ยงปาดเลี้ยงท้องได้โดยสุจริต ซึ่งเครื่องมือเครื่องใช้นั้นก็ต้องทำงานรับใช้เขาด้วยความสุจริตด้วยเป็นประการแรก และรับใช้มกาประชาชนด้วยความสุจริตด้วยเป็นประการต่อไป

เครื่องมือเครื่องใช้ใดๆที่ทำงานให้เจ้าของไม่ได้เรื่อง ก็เปรียบเสมือนคอมพิวเตอร์ที่มีไวร้สมีบั๊กในระบบ การทนใช้ต่อไปย่อมไม่อาจประกันได้ว่าจะทำผลงานอย่างที่เจ้าของเครื่องต้องการได้สม่ำเสมอและถูกต้อง เจ้าของเครื่องมือเครื่องใช้นั้นถ้างี่เง่าช่วยตัวเองไม่ได้ก็อาจจะยอมใช้เครื่องมือหรือคอมเครื่องนั้นต่อไปตามยถากรรม ส่วนเจ้าของเครื่องมือเจ้าของคอมม์ที่ช่วยเหลือตัวเองได้มีพื้นฐานความรู้เพียงพอและตระหนักถึงความเสียหายที่จะเกิดจากการที่ใช้เครื่องมือหรือคอมม์ที่ไวรัสลงเต็มเครื่อง.....เจ้าของเครื่องมือเช่นนี้ จะอย่างน้อยก็ทำฟอร์แมทเครื่อง ใส่โปรแกรมโอเอสไฃใหม่ ใส่โปรแกรมแอนตี้ไวรัสใหม่กันทุกผู้ทุกคนไป...โปรดสังเกตู ความแตกต่างของคุณสมบัติเจ้าของเครื่อง

จะมากล่าวว่าผู้สนับสนุนการรัฐประหารไม่เป็ประชาธิปไตย มันก็เหมือนกับตำหนิว่า ผุ้ใช้คอมม์ที่ไม่ยอมให้ไวรัสอยู่ในเครื่องเป็นผู้นิยมเผด็จการ........

ประวิตรวิจารณ์กรณ์เช่นนั้น ผมไม่เห็นด้วย ถ้าประชาธิปไตยเหมือนโปรแกรมปฏิบัติการวินโดว์ที่ไวรัสเข้าทำลายง่ายเกินไปนัก ผู้ใช้งานคอมพิวเตอร์ก็มีสิทธิ์ฟอร์แมทเพื่อทำลายไวรัสร้ายทิ้ง จะใส่โอเอสวินโดว์ใหม่ก็ย่อมได้ หรือหากจะเปลี่ยนไปใช้โอเอสอื่นเครื่องคอมม์ระบบอื่นอย่างแมค ที่มีระบบกั้นกรองไวรัสดีกว่า ก็เป็นสิทธิ์ของผู้ใช้งานทั้งสิ้น.......

นักการเมืองอย่างกรณ์ให้ความเห็นส่วนตัวของเขาก็เป็นเสรีภาพของเขานะครับ ตัวแกเองนั้นถึงจะชอบฟอร์แมทคอมม์เมื่อไวรัสลง แต่แกก็ยังยึดมั่นที่จะใส่โอเอสวินโดว์ซึ่งอุปมาคือระบบประชาธิปไตยต่อไป.....ดีกว่าผมอีก ที่ใจไปแมคนานแล้ว..


แล้วผมอยากรู้จักจังว่าคุณระจักไวรัสมากแค่ไหน หรือจากสื่อเลวๆบางฉบับ ที่ยัดเยียดความเกียจชังใส่ในหัวคุณ คนอย่างกรณ์และมาร์ค เป็นเกิดมาจากระบบอำมาตย ย่อมไม่เข้าใจประชาธิปไตยหรอก แค่เอา ตรรกกะ ง่ายๆ หุ้นทักษิณเพิ่ม แล้วหุ้นอื่นไม่เพิ่มเหรอ แล้วถ้าทักษิณ ไม่เป็นนายก หุ้นทักษิณจะเจ้งไหม คุณอย่าใช้ความโกรธเกลียดหูเบา มาบดบังสมองที่ใช้คิด แล้วคุณจะรู้ว่า สิ่งที่พวกนี้มันทำ เลวมากๆ
ผมเป็นห่วงคุณประวิตจัง กลัวอ้ายเหน่ง มันจะเล่นเมื่อไหร่ฟ้าเปิด เราคงได้เห็นสื่อที่มีใจเป็นธรรมอยู่บ้าง
ข้าราชการไทย ใจเป็นธรรม

ปวิตร โรจนพฤกษ์

ปวิตร โรจนพฤกษ์ เป็นสื่อที่มีอนาคตไกล คนเสื้อแดงต้องคอยติดตามผลงาน (ถ้าเขาไม่ได้แสดงออกมาด้วยการเสแสร้ง แต่ถ้าเสแสร้งออกมาได้ขนาดนี้ก็นับว่าเนียนมาก ๆ) แต่ถึงอย่างไรเมื่อได้อ่านแล้วทำให้รู้สึกว่า ทำให้สมองของเราขยายใหญ่โตขึ้นครับ ขอบคุณ ขอบคุณ ครับ

ลุ้นการชุมนุมใหญ่ของคนเสื้อแดงที่ใกล้เข้ามาทุกขณะ ติดตามข่าวการจัดทัพจัดกระบวนพลแล้วรู้สึกตื่นเต้นจังเลย เช่น กองทัพรถอีแต่น กองทัพรถกระบะ กองทัพเรือมาทางแม่น้ำเจ้าพระยา กองทัพกองพลเดินเท้าจากทุกมุมเมือง เอ..! ขาดกองทัพอากาศน่ะ น่าจะมีกองทัพเครื่องร่อนคอยหย่อนระเบิดสักพันเครื่องท่าจะดีเน๊าะ..ฮิ..ฮิ..

ใครมีแผนการดี ๆ น่าจะเอามาตีแผ่เล่าสู่กันฟังบ้างนะ เผื่อว่าอำมาตย์จะได้ขวัญหนีดีฝ่อพ่ายถอยไปโดยไม่ต้องรบกัน อะ..น๊ะ..ฮิ..ฮิ..

มองในแง่ดี เมื่อสื่อเลือกข้าง

มองในแง่ดี เมื่อสื่อเลือกข้าง คนที่เสพสื่อทั้งสองข้างจะได้ข้อมูลของทั้งสองฝ่าย และสามารถกรองเอาเองได้ว่า อันไหนจริงอันไหนเท็จ และได้รู้ข้อมูลของทั้งสองฝ่ายที่ยกขึ้นมาอ้าง ข้อมูลเดียวกันของทั้งสองฝ่ายต่างก็มีมุมมองที่ต่างกันและมีเหตุผลสนับสนุนแนวคิดของแต่ละฝ่าย ทำให้เราได้แง่คิดต่าง ๆ หลากหลายขึ้น ส่วนความเชื่อเป็นเรื่องของเราที่จะตัดสินเอง

*รักษ์ระบบ อุปถัมภ์

*รักษ์ระบบ อุปถัมภ์ อำมาตยา
ชาวประชา หน้าแห้ง ทุกแห่งหน
เทวดา กดขี่ คอยชี้ดล
ประชาชน เป็นไพร่ ใต้ฝ่าเท้า

*สื่อกระแสหลักใหญ่...ใฝ่เอียงข้าง
ล้วนเข้าทาง อำมาตยา พาเรื่องเศร้า
โหมกระแส ตีสีแดง แทงปวดร้าว
ช่วยโหมเท้า เหยียบย่ำ กระหน่ำตี

*โหมกระแส เกลียดชัง นักการเมือง
ให้เป็นเรื่อง ดั่งปีศาจ ขาดศักดิ์ศรี
โหมกระแส บูชา มารกาลี
พวก “คนดี” ฝ่ายรัฐประหาร ผลาญแผ่นดิน

*นักการเมืองเป็นตัวแทนประชาชน
สนองผลปวงประชาอย่าดูหมิ่น
เกียรติศักดิ์ศรีประชาชนถูกก่นสิ้น
ในแผ่นดินรัฐประหารเผด็จการ

aplang wrote:มองในแง่ดี

aplang wrote:
มองในแง่ดี เมื่อสื่อเลือกข้าง คนที่เสพสื่อทั้งสองข้างจะได้ข้อมูลของทั้งสองฝ่าย และสามารถกรองเอาเองได้ว่า อันไหนจริงอันไหนเท็จ และได้รู้ข้อมูลของทั้งสองฝ่ายที่ยกขึ้นมาอ้าง ข้อมูลเดียวกันของทั้งสองฝ่ายต่างก็มีมุมมองที่ต่างกันและมีเหตุผลสนับสนุนแนวคิดของแต่ละฝ่าย ทำให้เราได้แง่คิดต่าง ๆ หลากหลายขึ้น ส่วนความเชื่อเป็นเรื่องของเราที่จะตัดสินเอง

ที่จริงผมค่อนข้างเห็นด้วย เรื่องสื่อเลือกข้างนี่ไม่น่าจะมีปัญหามากนัก "ถ้าเขาแสดงจุดยืนของเขาอย่างเปิดเผย" อยางASTV/Manager หรือสื่อแดงทั้งหลาย ผมคิดว่าแฟร์ดีที่เขาเปิดตัวเชียร์ซึ่งๆหน้า ทำให้เราให้น้ำหนักต่อข่าวที่เขาเสนอได้ แต่ที่"ทุเรศ"เข้าขั้นระยำเลยก็พวกสื่อเสแสร้ง,ดัดจริต ทำเป็น"เป็นกลาง"แต่เนื้อในเอียงกระเท่เร่ อย่างNationที่คุณประวิตรอาศัยทำมาหากินอยู่ทุกวันนี้ เรียกได้ว่า ถ้าลบบทความของประวิตรออก ที่เหลือเกือบจะดีเท่าASTVอยู่แล้ว สื่อแบบนี้คุณค่าน้อยกว่ากระดาษชำระเสียอีก อ่านก็เป็นพิษต่อสมอง เช็ดก้น ก็ทำให้ริดสีดวงอักเสบได้ : )

รุ่งสาง

รุ่งสาง wrote:
ผมมั่นใจว่าพลังอภิมหาประชาชนจักต้องได้รับชัยชนะ ประสบผลสำเร็จแน่นอน-วันที่ 14 มีนาคม 2553 -ห่างจากปีสวรรคตของรัชกาลที่ห้า 100ปีพอดี ..เปรม/สุรยุทธ์/พิจิตร-อนุพงษ์/บังธิ/ประยุทธ์/ประวิตร/ชลิต/สพรั่ง/บรรณวิทย์/อิทธพร-เจ๊กลิ้ม/จำลอง/สุริยะใส/สมเกียรติ/สมศักดิ์/พิภพ/กษิต/ประพันธฺ/สำราญ/พิเชษฐ์/อัญชลี/มาลีรัตน์/คำนูณ/สมชายแสวงการ/เจิมศักดิ์/ไกรศักดิ์/ประเวศ/เสรี-อภิชาติ/สดศรี/สมชัย/จรัญ/วิชา/กล้านรงค์-วิษณุ/สมคิดเลิศไพฑูรย์/บวรศักดิ์/ประสงค์/คมสัน/นรนิติ/จรัส/สุรพล/สมบัติ/มีชัย/ไชยันตร์-เนวิน/บุญจง/โสภณ/สมศักดิ์/ชวรัตน์/ชัย/ศุภชัย-อภิสิทธิ์/ชวน/สุเทพ/บัญญัติ/เทพไท/สาทิตย์/บุรณัชย์รวมทั้งอัยการ ตำรวจ ผู้พิพากษาตุลาการที่ตกเป็นทาสรับใช้เผด็จการทรยศต่อประชาธิปไตย/ประชาชน/หลักวิชานิติศาสตร์ -จักต้องถูกกำจัดออกไปจากสังคมไทย

เสร็จแล้วเอา 3หัวขวดขึ้นมาเป็นเสนาบดีปกครองประเทศ.....ชัยโย้ย้ย้ย้ยยยยยยย.....

นอกจากสื่อแล้ว

นอกจากสื่อแล้ว นักวิชาการที่ยึดมั่นในอุดมการประชาธิปไตย เหลือสักกี่คน

ประเทศไทยเคยมีกบถมีทรราชทำให้

ประเทศไทยเคยมีกบถมีทรราชทำให้ประเทศย่อยยับก็หลายครั้ง
ครั้งนี้หากดูให้ดีเป็นยุคสื่อกบถสองค่ายที่ล้มละลาย
ไม่พอใจรัฐบาลประชาธิปไตยของประชาชน ที่ไม่ป้อนเศษเงิน
ชุบเลี้ยงสื่อล้มละลายสองค่าย จึงร่วมกับฝ่ายค้านและอำมาตย์
รวมหัวกันปลุกปั่นสร้างกระแสโค่นล้มต่าง
จนประสบผลสำเร็จ ได้รัฐบาลเผด็จการที่กดขี่ขมเหงประชาชน
ที่สุดยุคหนึ่ง เป็นยุคมืดของประเทศ

สื่อชั่วนักวิชาการนักการเมืองชั่ว ไม่เพียงต้องการกุมความถูกต้อง
แต่มีเป้าหมายกุมอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาด โดยไม่เกี่ยงวิธี
ที่จะทำลายระบอบประชาธิปไตยและประชาชนที่รักความเป็นธรรม
และประชาธิปไตย เป็นยุคมืดที่ถูกจงใจสร้างและกำหนดโดยสื่อชั่ว

เพื่ออำนาจความอยู่รอดของสื่อสองค่ายโดยไม่สนใจว่าประเทศชาติ
จะเสียหายอย่างไร และไม่จำกัดวิธีการสกปรกใดๆทั้งสิ้น
ขอเพียงแพวกตนอำมาตย์ และรัฐบาลหุ่นเชิดสามารถยึดกุม
อำนาจให้นานที่สุด เพื่อกู้โกงกินกันอย่างอิ่มหนำสำราญ

เพราะทุนและเงินมีความสำคัญต่อความอยู่รอด การแก่งแย้งอำนาจ ทรัพยากร
สื่อ นักวิชาการ นักการเมือง ยุคนี้มีจิตใจเลวร้ายต่ำทรามกว่าที่คนส่วนใหญ่
จะคาดเดาได้การประเมินพฤติกรรม วิธีคิดของ สื่อ นักวิชาการ และพรรคการเมือง
ฝ่ายรัฐบาลตอนนี้ต่ำเกินไปย่อม ไม่สามารถเอาชนะเล่ห์กล
ความชั่วร้ายต่างๆที่จะถูกนำหยิบมาใช้ โดยเคลือบด้วยคำพูดที่สวยหรู

ประเทศประชาธิปไตย ทหารออกมารั

ประเทศประชาธิปไตย
ทหารออกมารัฐประหาร......สื่อว่าเหมาะสมและชอบยิ่งนัก
เสื้อแดงออกมาชุมนุม...สื่อว่ารุนแรงและไม่ชอบยิ่งนัก
สื่อหัวด

The times they are

The times they are a-changin': Bob Dylan

Come gather 'round people
Wherever you roam
And admit that the waters
Around you have grown
And accept it that soon
You'll be drenched to the bone.
If your time to you
Is worth savin'
Then you better start swimmin'
Or you'll sink like a stone
For the times they are a-changin'.

Come writers and critics
Who prophesize with your pen
And keep your eyes wide
The chance won't come again
And don't speak too soon
For the wheel's still in spin
And there's no tellin' who
That it's namin'.
For the loser now
Will be later to win
For the times they are a-changin'.

Come senators, congressmen
Please heed the call
Don't stand in the doorway
Don't block up the hall
For he that gets hurt
Will be he who has stalled
There's a battle outside ragin'.
It'll soon shake your windows
And rattle your walls
For the times they are a-changin'.

Come mothers and fathers
Throughout the land
And don't criticize
What you can't understand
Your sons and your daughters
Are beyond your command
Your old road is
Rapidly agin'.
Please get out of the new one
If you can't lend your hand
For the times they are a-changin'.

The line it is drawn
The curse it is cast
The slow one now
Will later be fast
As the present now
Will later be past
The order is
Rapidly fadin'.
And the first one now
Will later be last
For the times they are a-changin'.

คุณสุริยน

คุณสุริยน หวังว่านักนิติศาสตร์ที่เป็นกลางที่คุณอ้างถึงคงไม่ใช่ วรเจตน์ ปริญญา นะครับ

เพราะถ้าใช่

ผมว่าความคิดคุณเองมากกว่าที่ดูไม่ ซะ - ง่า งาม

อิอิอิ

อ้อ แล้วเป็นเด็ก นิติ ภาษาอะไรวะ ถึงบอก ผู้ทำรัฐประหารไม่ใช่รัฐาธิปัตย์ เคยอ่านประมวลศาลฎีกามั่งปะนี่?

ก็มันท่องแบบโง่ๆๆ หาก คปค.เป็นรัฐฐาธิปปัตย์ทำไมต้องเข้ารับการโปรดเกล้า และ ทำไมไม่นิรโทษกรรมตัวเอง แต่ต้องใช้รธน. ๕๐ นิรโทษกรรมให้ เรียนกฎหมายต้องใช้ปัญญา อย่าเรียนแบบนกแก้วนกขุนทอง และไอ้คุ่ย หัดหาหนังสือเรื่องพระราชอำนาจ ของอ.บวรศักดิ์ และ อะบดี ประมวล อ่านเสริมปัญญาบ้างจะได้ไม่เอาแต่จำแบบโง่ๆๆ
หากไม่เอาวรเจต ก็มีอีกมากมายที่เป็นกลางเช่นนันทวัฒ,แต่ที่แน่ๆ ไม่ใช่อ.แก้วสรร,ป.เป็ด,สัก

สื่อมีบทบาทสำคัญในการสร้างสัง

สื่อมีบทบาทสำคัญในการสร้างสังคมขาดสติ 4-5 ปีที่ผ่านมา

คนสื่อสมควรตั้งสติตัวเองให้ได้ก่อน
ก้าวข้ามให้พ้นเรื่องผลประโยชน์ และอคติส่วนตน

แล้วจึงค่อยมาแสวงหาความยอมรับจากสังคม

อย่าลืมว่า...นี่เป็น พ.ศ.2553
ประเทศไทยมีคนจบปริญญาตรี โท เอก กี่คน?

ใครจะยอมให้คนขาดสติอย่างพวกคุณมาจูงจมูก

น่าเชื่อว่า ไอ แพด

น่าเชื่อว่า ไอ แพด ไม่จบกฎหมาย เพราะ
๑.อ่านฎีกาไม่เข้าใจ หรือ อาจจำคำคนอื่นมา ตามฎีกาโบราณ รับรองว่าคณะรัฐประหาร เป็นรัฐฐาธิปปัตย์เนื่องจากไม่เคยมีคณะรัฐประหารเข้ารับการโปรดเกล้าแบบ คปค. หากไม่มีฎีการับรองว่าคณะรัฐประหารเป็นรัฐฐาธิปปัตย์ ตามความเป็นจริงในขณะนั้น กฎหมายที่ออกในขณะนั้นก็จะไม่มีผลใช้บังคับ (กล่าวคือ คปค.มีสถานะเพียง นายกที่มาจากการเลือกตั้งเท่านั้น ไม่ใช่รัฐฐาธิปัตย์)
๒.นายกที่มาจากการเลือกตั้งนั้นไม่ใช่รัฐฐาธิปปัติ อย่าเข้าใจผิด
๓.ตามแนวของอาจารย์บวรศักดิ์ และตามความเป็นจริง พระมหากษัตริย์เท่านั้นที่ทรงเป็นองค์รัฐฐาธิปปัตย์ แนวความคิดนี้ คมช.จึงต้องเข้าโปรดเกล้า โดยสนธิบังเป็นผู้สนองพระบรมราชโองการ เมื่อ วันที่ ๒๐ กันยายน ๒๕๔๙ โดยที่ยังไม่ทันนิรโทษกรรมให้ คมช.

บางกอก

บางกอก wrote:
"การเป็นนักการเมืองในระบอบประชาธิปไตยควรจะแสดงท่าทีอย่างชัดเจนในการต่อต้านไม่เห็นด้วยกับการยึดอำนาจปฎิวัติใดๆ ซึ่งคำติติงดังกล่าวถูกต้องทีเดียว เพราะการปฎิวัติที่ผ่านมาต้องยอมรับความจริงว่า ได้ส่งผลเสียแก่ประเทศชาติมากมายอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในบ้านเมือง แล้วยังชื่นชมกับการปฎิวัติอีกหรือ" นี่คือคำถามที่ไปสู่คุณกรณ์

ผมค้านประวิตรครับ

กรณ์นั้นถึงแกจะเป็นนักการเมืองแต่พื้นเพเดิมแกก็เป็นนักธุรกิจประชาชนธรรมดาที่ใช้ความรู้ความสามารถของตัวเองทำงานหาเลี้ยงชีวิต ไม่ได้รอเงินช่วยเหลือจากผู้ใด ประชาชนที่ทำมาหากินเลี้ยงปากเลี้ยงท้องตัวเองนั้นเขาถือว่ารัฐบาลมระบอบการปกครองและพรรคการเมืองนักการเมืองนั้น เป็นแค่เครื่องมืออุปกรณ์ที่เขาเป็นผู้เลือกใช้เพื่อให้เขาประกอบวิชาชีพเลี้ยงปาดเลี้ยงท้องได้โดยสุจริต ซึ่งเครื่องมือเครื่องใช้นั้นก็ต้องทำงานรับใช้เขาด้วยความสุจริตด้วยเป็นประการแรก และรับใช้มกาประชาชนด้วยความสุจริตด้วยเป็นประการต่อไป

เครื่องมือเครื่องใช้ใดๆที่ทำงานให้เจ้าของไม่ได้เรื่อง ก็เปรียบเสมือนคอมพิวเตอร์ที่มีไวร้สมีบั๊กในระบบ การทนใช้ต่อไปย่อมไม่อาจประกันได้ว่าจะทำผลงานอย่างที่เจ้าของเครื่องต้องการได้สม่ำเสมอและถูกต้อง เจ้าของเครื่องมือเครื่องใช้นั้นถ้างี่เง่าช่วยตัวเองไม่ได้ก็อาจจะยอมใช้เครื่องมือหรือคอมเครื่องนั้นต่อไปตามยถากรรม ส่วนเจ้าของเครื่องมือเจ้าของคอมม์ที่ช่วยเหลือตัวเองได้มีพื้นฐานความรู้เพียงพอและตระหนักถึงความเสียหายที่จะเกิดจากการที่ใช้เครื่องมือหรือคอมม์ที่ไวรัสลงเต็มเครื่อง.....เจ้าของเครื่องมือเช่นนี้ จะอย่างน้อยก็ทำฟอร์แมทเครื่อง ใส่โปรแกรมโอเอสไฃใหม่ ใส่โปรแกรมแอนตี้ไวรัสใหม่กันทุกผู้ทุกคนไป...โปรดสังเกตู ความแตกต่างของคุณสมบัติเจ้าของเครื่อง

จะมากล่าวว่าผู้สนับสนุนการรัฐประหารไม่เป็ประชาธิปไตย มันก็เหมือนกับตำหนิว่า ผุ้ใช้คอมม์ที่ไม่ยอมให้ไวรัสอยู่ในเครื่องเป็นผู้นิยมเผด็จการ........

ประวิตรวิจารณ์กรณ์เช่นนั้น ผมไม่เห็นด้วย ถ้าประชาธิปไตยเหมือนโปรแกรมปฏิบัติการวินโดว์ที่ไวรัสเข้าทำลายง่ายเกินไปนัก ผู้ใช้งานคอมพิวเตอร์ก็มีสิทธิ์ฟอร์แมทเพื่อทำลายไวรัสร้ายทิ้ง จะใส่โอเอสวินโดว์ใหม่ก็ย่อมได้ หรือหากจะเปลี่ยนไปใช้โอเอสอื่นเครื่องคอมม์ระบบอื่นอย่างแมค ที่มีระบบกั้นกรองไวรัสดีกว่า ก็เป็นสิทธิ์ของผู้ใช้งานทั้งสิ้น.......

นักการเมืองอย่างกรณ์ให้ความเห็นส่วนตัวของเขาก็เป็นเสรีภาพของเขานะครับ ตัวแกเองนั้นถึงจะชอบฟอร์แมทคอมม์เมื่อไวรัสลง แต่แกก็ยังยึดมั่นที่จะใส่โอเอสวินโดว์ซึ่งอุปมาคือระบบประชาธิปไตยต่อไป.....ดีกว่าผมอีก ที่ใจไปแมคนานแล้ว..

========================================

เห็นด้วยกับ "บางกอก"

และขอให้กำลังใจ "บางกอก"

และขอให้พี่น้องในบางกอกทุกคน (กรุงเทพฯ) อยู่รอด ปลอดภัย อย่าได้มีเรื่องร้ายๆ เหมือน เมษาฯ เลือด อีกเลย!

หากยังไม่สามารถก้าวพ้นความเป็

หากยังไม่สามารถก้าวพ้นความเป็นตัวกูของกูได้ ความเป็นกลางที่แท้จริงก็ไม่มี
โดยปกติจิตใจของคนทั่วไปย่อมจะต้องเอียงไปด้านใดด้านหนึ่ง มากบ้างน้อยบ้าง
ข่าวที่มาจากคนเขียนข่าวก็ย่อมต้องมีการเอนเอียง เป็นธรรมดา
หากแต่ใจของคนที่รับข่าวสารนั้นล่ะ เป็นกลางเพียงใด

คำชี้แจง

เว็บไซต์ประชาไท ให้บริการพื้นที่แสดงความคิดเห็นต่อข่าวและบทความแบบสาธารณะ ขอความร่วมมือในการแสดงความคิดเห็นโดยเคารพกฎหมาย, ความเห็นที่แตกต่าง และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของผู้อื่น

  • ประชาไทแสดงหมายเลขไอพี* ของผู้โพสต์ประกอบความเห็นเสมอ
  • ประชาไทไม่มีนโยบายกรองข้อความก่อนการแสดงผล
  • อย่างไรก็ตามขอสงวนสิทธิ์ในการปิดการแสดงความเห็นที่ไม่เป็นไปตามกติกาหากตรวจสอบพบภายหลัง

ทั้งนี้ข้อความที่โพสต์จะยังไม่ปรากฎในทันที ซึ่งเป็นข้อจำกัดด้านเทคนิค

จึงเรียนมาเพื่อทราบและขอบคุณในความร่วมมือ

* หมายเลขไอพีปัจจุบันใช้เป็นข้อมูลที่เชื่อมโยงกลับไปที่ข้อมูลการเชื่อมต่อ อินเทอร์เน็ต ซึ่งอาจระบุไปถึงแหล่งที่มาการโพสต์หรือบุคคลที่โพสต์ได้ นอกจากนี้ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ มาตรา 26 กำหนดให้ผู้ให้บริการต้องเก็บข้อมูลจราจรคอมพิวเตอร์ไว้ 90 วัน