รายงาน: สำรวจกระแสค้าน'TQF' ยกเครื่องใหญ่อุดมศึกษารับเปิดเสรี

 
 
ไม่เฉพาะนักเรียนวัยกระเตาะเท่านั้นที่กำลังปวดหัว วุ่นวายกับระบบใหม่ในการเอ็นทรานซ์ ตอนนี้อาจารย์มหาวิทยาลัยก็กำลังวิวาทะกันหนักหน่วง (ขึ้นเรื่อยๆ) ต่อระบบใหม่อันเกี่ยวข้องกับ “คุณภาพการศึกษา” ซึ่งน่าจะมีผลในการเปลี่ยนโฉมหน้าการศึกษาไทยอย่างสำคัญ
 
ด้วยว่า เร็วๆ นี้สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.)ได้ประกาศมาตรฐานการเรียนการสอนขึ้นมาใหม่ เรียกว่า “กรอบมาตรฐานคุณวุฒิระดับอุดมศึกษา” ( มคอ.) หรือ ทีคิวเอฟ (TQF:Thai Qualifications Framework for Higher Education)
 
เหตุผลสำคัญในการปรับเปลี่ยนอดีตรัฐมนตรีศึกษาฯ จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ เคยระบุไว้แล้วว่า คือ ข้อตกลงของอาเซียน ซึ่งกำหนดจะเปิดเสรีการศึกษา การลงทุน และแรงงานในปี 2015 ทุกประเทศในอาเซียนสามารถจัดตั้งมหาวิทยาลัยในประเทศไทยได้ และไทยก็สามารถลงทุนด้านการศึกษาได้ทุกประเทศเช่นกัน  
 
เรื่องนี้สุเมธ แย้มนุ่น เลขาธิการ สกอ. ขยายความว่า ต้องการสร้างบัณฑิตที่มีคุณภาพมาตรฐานสากล สามารถตอบสนองต่อทุนต่างประเทศที่เข้ามาลงทุนได้เต็มประสิทธิภาพ ในด้านกลับกันก็ต้องการให้มหาวิทยาลัยปรับตัวแข่งขันกันให้เป็น “แหล่งวิชาการของภูมิภาค” รองรับนักเรียนนักศึกษาที่คาดว่าจะเข้ามาเรียนในไทยเท่าขึ้นอีกเท่าตัวใน 3-4 ปีข้างหน้า
 
สร้างบัณฑิตเชื่องๆ ?
 
“กรอบมาตรฐานคุณวุฒิบัณฑิตกำหนดคุณลักษณะไว้ 5 ด้าน คุณธรรม เป็นเรื่องสำคัญที่สุด เพราะผลสำรวจได้สะท้อนให้เห็นชัดเจนว่า คุณธรรมของคนไทยลดลง รับได้กับนักการเมืองที่เก่งแต่โกงกิน ล่าสุดผลวิจัยศูนย์คุณธรรมร่วมกับมหาวิทยาลัยมหิดลระบุว่า คุณธรรมคนไทยทุกกลุ่มลดลงโดยเฉพาะความ ซื่อสัตย์ ลดจาก 2.76 ในปี 2550 เหลือ 2.34 ในปี 2552 เพราะฉะนั้นมหาวิทยาลัยต้องผลิตบัณฑิตที่มีคุณธรรมมาเป็นอันดับแรก” อดีตรัฐมนตรีศึกษาฯ กล่าวไว้ในการประชุมวิชาการระดับชาติ 2552 : ปีแห่งคุณภาพการศึกษาไทย ที่เมืองทองธานี วันที่ 2 ก.ค.52
 
ส่วนผสมของบัณฑิตตามมาตรฐานนี้กำหนด ต้องประกอบไปด้วย  5 ด้านหลัก 1. ด้านคุณธรรม จริยธรรม 2.ด้านความรู้ 3.ด้านทักษะทางปัญญา 4.ด้านทักษะความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลและความรับผิดชอบ5.ด้านทักษะการวิเคราะห์เชิงตัวเลข การสื่อสาร และการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ
 
แน่นอน สายสังคมศาสตร์ที่มุ่งเน้นการวิพากษ์วิจารณ์ ถอด รื้อวาทกรรมของสังคม และเป็นนักตั้งคำถามตัวยง ย่อมตั้งคำถามต่อกรอบนี้อย่างหนีไม่พ้น โดยเฉพาะสิ่งที่เป็นนามธรรมมากๆ และกำลังเป็นคำยอดฮิตในสังคมการเมืองไทยอย่างเรื่องคุณธรรม
 
“หลักเกณฑ์พวกนี้มันมีเนื้อหาที่ค่อนข้างจะทำให้นักศึกษาเชื่อง ไม่มีลักษณะตั้งคำถามกับบรรทัดฐานสังคมเลย นักศึกษาที่จบมาก็คงจะต้องเดินตามกรอบของสังคม เราก็เลยมาคิดกันว่าตกลงแล้วผลการเรียนรู้ของนักศึกษา 5 ข้อนี้มันเหมาะสมไหม แล้วมันกำหนดได้จริงไหม สาระสำคัญของมันที่ทุกสาขาวิชามีร่วมกันจำเป็นต้องกำหนดไหม” ยุกติ มุกดาวิจิตร อาจารย์คณะสังคมวิทยาและมนุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าว
 
จำกัดเสรีภาพถึงห้องเรียน ?
 
ยุกติยังมองว่า แม้แต่ละคณะจะมีโครงสร้างหลักสูตรแตกต่างกันไป แต่กรอบมาตรฐานนี้ค่อนข้างละเอียด แบ่งเป็นแบบฟอร์มภายใต้ชื่อเรียก มคอ.1-7 ซึ่งลงลึกไปถึงตัวหลักสูตรชนิดที่อาจเป็นการก้าวล่วง ‘เสรีภาพในการเรียนการสอน’
 
“เรายังต้องตอบคำถามว่าหลักสูตรของเรามันตอบสนองต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมอย่างไร หลักสูตรของเราต้องไปดูตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติด้วยเหรอ แหกไปจากแผนพัฒนาได้ไหม นอกคอกได้หรือเปล่า ตั้งคำถามได้หรือไม่” ยุกติระบุ
 
ทั้งนี้ มคอ. 1-7 เป็นการกรอกรายละเอียดเพื่อแสดงมาตรฐานในระดับคุณวุฒิ รายละเอียดของหลักสูตร โครงสร้าง เนื้อหาหลักสูตร วิธีการจัดการเรียนการสอน ทรัพยากรที่ ตัวชี้วัดความสำเร็จของหลักสูตร รายละเอียดของรายวิชา รายละเอียดของวิชาประสบการณ์ภาคสนาม รายงานผลการดำเนินการของรายวิชา รายงานผลการดำเนินการของประสบการณ์ภาคสนาม 
 
TQF ท่านได้แต่ใดมา ?
 
แม้การบังคับใช้เพิ่งเริ่มต้น และการต่อต้านเพิ่งก่อตัวได้ไม่นาน แต่แท้ที่จริงมีการเตรียมพัฒนาระบบกันพักใหญ่ โดยหลังจากประกาศใช้ พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ 2542 ทาง สกอ.ก็มีแนวคิดในการพัฒนาคุณภาพบัณฑิตตามกรอบมาตรฐานคุณวุฒิ (National Qualifications Framework: NQF) โดยได้รับการสนับสนุนทั้งเงินทุนและผู้เชี่ยวชาญจากประเทศออสเตรเลีย จากนั้นได้หารือ ปรับปรุง รับฟังความคิดเห็นกันจนออกมาเป็นกรอบมาตรฐานคุณวุฒิระดับอุดมศึกษาของประเทศไทยตามข้อมูลพื้นฐานคุณลักษณะบัณฑิตของสังคมไทย หรือ TQF ในปัจจุบัน
 
TQF เริ่มเดินเครื่องเต็มสูบแล้ว มีประกาศกระทรวงศึกษาธิการรองรับไปเมื่อวันที่ 2 ก.ค.52 (สมัยจุรินทร์  ลักษณวิศิษฏ์) ตามด้วยประกาศคณะกรรมการการอุดมศึกษา (กกอ.) ซึ่งกำหนดให้สถาบันอุดมศึกษา ศึกษาพัฒนาหลักสูตรตามประกาศนี้ให้เรียบร้อยในปีการศึกษา 2553  และกำหนดให้การปฏิรูปนี้เห็นผลชัดเจนในทางปฏิบัติในปี 2555
 
อย่างไรก็ตาม สาขานำร่องที่เริ่มร่างกรอบหรือประกาศใช้เครื่องมือนี้ไปบ้างแล้ว ได้แก่ สาขาวิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการอาหาร สาขาวิชาพยาบาลศาสตร์ สาขาโลจิสติกส์ สาขาวิชาการท่องเที่ยวและการโรงแรม สาขาวิชาเทคโนโลยีชีวภาพ สาขาวิชาครุศาสตร์ / ศึกษาศาสตร์ สาขาคอมพิวเตอร์ สาขาวิชาเคมี
 
เครื่องมือ ‘Big Brother’ ?
 
คำถามอีกมากมายถูกสะท้อนออกมาผ่านการประชุมสองสามครั้งของคณาจารย์ที่ตระหนักถึงความสำคัญของ TQF โดยส่วนใหญ่ถูกบันทึกเป็นหมุดหมายไว้ที่ viewpoints on quality in Thai higher education
 
ปิ่นแก้ว เหลืองอร่ามศรี อาจารย์คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ก็เป็นคนหนึ่งที่วิพากษ์วิจารณ์ TQF โดยลากยาวไปถึงการปรับเปลี่ยนให้อุดมศึกษาไทย “ออกนอกระบบ” เป็นที่มาของการตั้ง สกอ.ในปี 46 ตามมาด้วยการตั้งมหาวิทยาลัยวิจัยแห่งชาติ ที่จะคัดเลือก 9 สถาบันชั้นนำเป็นแนวหน้าโครงการ ทำให้มหาวิทยาลัยแปรสภาพเป็นบริษัทธุรกิจที่แข่งกัน “ผลิตสินค้าวิชาการ” นำมาขายในตลาดต่างชาติ ด้วยการเพิ่มความถี่ในการตีพิมพ์ผลงานในวารสารนานาชาติ และทุ่มทุนโฆษณาเพื่อเพิ่มเรตติ้งในระดับสากลอย่างไม่เคยมีมาก่อน
 
สำหรับ TQF ปิ่นแก้วมองว่า มันทำหน้าที่เพียงประการเดียวเท่านั้น คือ เป็นเครื่องมือของฝ่ายบริหารในการติดตาม ตรวจสอบการทำงานของอาจารย์อย่างถี่ยิบ และลึกลงไปถึงระดับรายวิชาผ่านระบบการเขียนรายงาน( ที่ไม่มีคนอ่าน) ซึ่งเพิ่มขึ้นอย่างมากมาย และยังเป็นการสร้างมาตรฐานเดี่ยวที่บังคับใช้เหมือนกันหมด (standardization) ด้วยขั้นตอนการควบคุมที่เพิ่มขึ้นอย่างสลับซับซ้อนผ่านสิ่งประดิษฐ์ที่เรียกว่า มคอ. 1-7
 
“มคอ.1-7 ต้องทำทุกปีการศึกษา และสกอ.ยังได้ระบุบทลงโทษที่ชัดเจนเอาไว้ในสัญญาดังกล่าว หากหลักสูตรใดไม่ผ่านการประเมินของสกอ. หรือไม่สามารถรักษาระดับคะแนนเฉลี่ยที่ดีต่อเนื่องกันสองปี  ก็จะไม่ได้รับการรับรองและเผยแพร่หลักสูตรจากสกอ. หรือถูกถอดออกจากการรับรองคุณภาพได้”
 
ปิ่นแก้วสรุปว่า “ถึงที่สุด TQF ไม่ใช่เครื่องมือในการประกันคุณภาพอย่างที่กล่าวอ้าง แต่เป็นกระบวนการแทรกแซงของรัฐเพื่อควบคุมอุดมศึกษาผ่านสถาบันเช่น สกอ. แม้จะอ้างว่าสร้าง TQF ขึ้นมาควบคุมมหาวิทยาลัยบางแห่งที่ไร้มาตรฐาน แต่การใช้เครื่องมือที่ไม่สามารถตอบโจทย์เรื่องมาตรฐานได้ในการเหวี่ยงแหอย่างเหมารวม ภายใต้กระบวนการที่ขาดการมีส่วนร่วมจากชุมชนวิชาการต่างๆ  ย่อมก่อให้เกิดข้อกังขาต่อความถูกต้องและชอบธรรมของ สกอ.ขึ้นมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้”
 
เราจะโต๊ เราจะโต ?
 
ขณะที่กฤติยา อาชวนิจกุล จากมหาวิทยาลัยมหิล ถามถึงตัวชี้วัดความสำเร็จซึ่งเน้นไปที่ภาวะการได้งานทำของนักศึกษาเมื่อจบออกไป การได้รับเงินเดือนตามเกณฑ์ (ของก.พ.) ความพึงพอใจของนายจ้าง ผู้ประกอบการ รวมไปถึงการทำงานได้ตรงตามสาขาที่ศึกษา ซึ่งล้วนเป็น “กับดัก” ที่วงการการศึกษาไทยติดแหงก
 
“ดิฉันคิดว่าเราอยู่ใน 2  กับดัก 1. คิดว่ากระบวนการค้นหาความรู้ ความจริงมีอยู่ชุดเดียว  อยู่ในความคิดแบบวิทยาศาสตร์  ที่คิดว่าสังเกตได้ จดได้ พยากรณ์ได้ แล้วจะควบคุมโลกได้  กับดักที่ 2  คือกับดักทุนนิยมข้ามชาติ  เน้นกำไร  ฉะนั้นกระบวนการ QC ทั้งหมดก็อยู่ในกับดักอันนี้  คือเป็นกระบวนการที่ทำให้การศึกษาเป็นสินค้า เพราะเราเน้นการผลิตเชิงพาณิชย์ ” กฤติยากล่าว
 
“การใช้เกณฑ์บ่งชี้ผลการดำเนินงาน การทวนสอบมาตรฐานผลการเรียนรู้ที่วางอยู่บนภาวะการมีงานทำเช่นนี้ทำให้ไม่เกิดการพัฒนาศักยภาพในความเป็น “พลเมืองของสังคม” ไทยได้แต่อย่างใด” อรัญญา ศิริผล อาจารย์คณะสังคมวิทยามนุษยวิยา มช. วิพากษ์ถึงความผิวเผินเกินไปของตัวชี้วัด
 
Accountability ?
 
วิจารณ์ พานิช ประธาน กกอ. เคยบันทึกไว้ว่า การพัฒนาอุดมศึกษาไทยต้องใช้เครื่องมืออันหลากหลาย แต่ TQF ก็ถือเป็นเครื่องมือที่จะสร้างความโปร่งใสในการดำเนินงานของสถาบันการศึกษา และช่วยพัฒนาคุณภาพภายในได้ดียิ่งขึ้น  ซึ่งจะว่าไปก็นับเป็นเป้าประสงค์ที่น่าสนใจยิ่ง
 
“เวลานี้สถาบันอุดมศึกษาไทย (ในภาพรวม) มี autonomy สูงมาก แต่หย่อนด้าน accountability ต่อการจัดการศึกษาที่มีคุณภาพ  กกอ. จึงให้ความเห็นชอบให้ดำเนินการใช้ TQF เป็นเครื่องมือสร้างความรับผิดชอบต่อคุณภาพผลผลิต (Learning Outcome) ของแต่ละสถาบัน เน้นให้สภามหาวิทยาลัย (ของแต่ละสถาบัน) ดูแลให้มีระบบการจัดการคุณภาพภายใน (IQA – Internal Quality Assurance) อย่างเอาจริงเอาจัง”
 
อย่างไรก็ตาม ยุกติกลับมองว่า เครื่องมือของ สกอ. นี้ไม่ตอบอะไรนอกจากจะเพิ่มความซ้ำซ้อนให้กับระบบเดิมที่มีอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นสำนักงานรับรองมาตรฐานและคุณภาพการศึกษา (สมศ. ) และสำนักงานพัฒนาระบบราชการ (กพร.) ที่ตรวจสอบประสิทธิภาพการทำงานของมหาวิทยาลัย รวมไปถึงการประเมินภายในของมหาวิทยาลัยที่กำหนดให้นักศึกษาประเมินอาจารย์ การประเมินภายในคณะ เป็นต้น
 
นอกจากนี้ยังมีการตั้งคำถามอีกว่า การกรอกเอกสารอย่างยิบย่อยนั้นจะนำไปสู่การประเมินและปรับปรุงการเรียนการสอนตลอดจนหลักสูตรได้จริงแท้อย่างไร เพราะถึงที่สุดก็เป็นการกรอกโดยผู้สอนฝ่ายเดียว
 
ประสบการณ์ญี่ปุ่น อังกฤษ อเมริกา
 
ปิดท้ายด้วยตัวอย่างปัญหาของระบบทำนองเดียวกันนี้จากต่างประเทศ ซึ่งอรัญญา สิริผล ได้รวบรวมข้อมูลนำเสนอไว้ 3 ประเทศ อังกฤษ อเมริกา ญี่ปุ่น  โดยในอังกฤษ มีการตั้งคำถามกันถึงตัวชี้วัดในการประเมินงานวิจัย ซึ่งสุดท้ายแล้วมักไปเน้นเรื่องแผนการตลาด เนื่องจากงานวิจัยจำเป็นต้องโปรโมทไม่อย่างนั้นจะไม่ได้ทุน ในอเมริกาสถานการณ์ก็ไม่ต่างกัน ในวงวิชาการโดยเฉพาะสายสังคมศาสตร์มนุษย์ศาสตร์และวิจิตรศิลป์ เกิดภาวะอิหลักอิเหลื่อในการหาความสมดุลระหว่างการผลิตความรู้เพื่อตอบโจทย์ให้กับงานบริการทางสังคม ชุมชน ซึ่งเป็นเป้าหมายของมหาวิทยาลัย กับความจำเป็นที่จะปรับเปลี่ยนอุดมศึกษาเพื่อตอบรับกับกระแสการตลาดเสรีที่เข้ามา
 
ขณะที่ญี่ปุ่น ก็มีการทำ NQF ในลักษณะคล้ายบ้านเรา เริ่มต้นขึ้นมาเมื่อปี 2004 และประสบปัญหาอาจารย์กลายเป็นหนูถีบจักร เพราะต้องประเมินคุณภาพกันถี่ยิบ สร้างต้นทุนของเวลาและพลังงานของบุคลากรที่ต้องสูญเสียไป แทนที่จะได้เอาพลังไปใช้ทำกิจกรรมการวิจัย การเรียนการสอน
 
กระแสคัดค้านขยายตัว
 
เหล่านี้คือคำถามใหญ่ส่วนหนึ่งของคณาจารย์สายสังคมศาสตร์ มนุษยศาสตร์ ที่ร่วมระดมความคิดเห็นกันไปไม่นานมานี้ และกำลังเผยแพร่ข้อมูลในหมู่อาจารย์ ตลอดจนสาธารณชนทั่วไป โดยมีแผนจะจัดสัมมนาใหญ่ในช่วงเดือนเมษายนที่จะถึงนี้
 
ถึงที่สุด ทั้งหมดนี้คงไม่ใช่แค่เรื่องของอาจารย์ไม่กี่สิบคน ... ไหนๆ ก็ได้เรียนฟรีกันแล้ว เราก็น่าจะมีโอกาส ‘ดีไซน์’ ห้องเรียนในฝันของเราด้วย เพื่อที่บางทีประเทศนี้จะได้ไม่มี “คนโง่ที่ซื้อได้” เสียที ...  
 
 


การประชุมเพื่อรวบรวมความเห็นเรื่อง “TQF กับทิศทางมหาวิทยาลัยไทยในกระแสโลก” วันที่ 11 มกราคม 2553 ที่ห้อง 301 คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ เวลา 13.30 ถึง 17.30 น.มีผู้เข้าร่วมประชุมประกอบด้วยคณาจารย์และนักวิชาการ 46 คน จาก 9 สถาบัน
 
ที่ประชุมมีข้อเสนอร่วมกันดังนี้
1. ให้ผู้บริหารมหาวิทยาลัยต่างๆ และกระทรวงศึกษาฯยับยั้งกระบวนการที่กำลังดำเนินการอยู่ เพื่อทบทวนวิธีการควบคุมมาตรฐานระดับอุดมศึกษา และสร้างระบบการควบคุมมาตรฐานการศึกษาใหม่ ทั้งนี้แม้ว่าที่ประชุมจะเห็นไม่ตรงกันว่าควรจะเรียกร้องให้ยกเลิก TQF ทันทีเลยหรือไม่
2. เร่งศึกษาระบบการตรวจสอบและควบคุมมาตรฐานการศึกษาระดับอุดมศึกษาโดยองค์กร ต่างๆ ที่มีอยู่แล้ว เพื่อขจัดความซ้ำซ้อนของการประกันคุณภาพการศึกษา
3. ระดมความคิดถึงทิศทางของการศึกษาระดับอุดมศึกษาไทยในกระแสโลกปัจจุบัน ไม่ใช่การตามกระแสโลกโดยไม่มีทิศทางของตนเอง
4. ร่างกรอบมาตรฐานการศึกษาระดับอุดมศึกษาใหม่ โดยยึดหลักให้ชุมชนทางวิชาการมีส่วนร่วมในการกำหนดเนื้อหาและวิธีการ และให้คำนึงถึงลักษณะเฉพาะของสาขาวิชาต่างๆ
5. ตั้งสมาคมวิชาชีพ หรือสมาคมวิชาการ เพื่อร่วมกำหนดทิศทางการศึกษาไทย

ที่ประชุมตั้งแกนกลางของกลุ่มเพื่อประสานงานคณาจารย์มหาวิทยาลัยต่างๆ ประกอบด้วย
ศ. เจตนา นาควัชระ มหาวิทยาลัยศิลปากร
รศ.ดร. สุวรรณา สถาอานันท์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
อ.ดร. ปิ่นแก้ว เหลืองอร่ามศรี มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
รศ. ทวีศักดิ์ สูทกวาทิน สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า)
รศ.ดร. กฤติยา อาชวนิจกุล มหาวิทยาลัยมหิดล
รศ.ดร. รัศมี ชูทรงเดช มหาวิทยาลัยศิลปากร
ผศ.ดร. พวงทอง ภวัครพันธ์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
อ.ดร. ยุกติ มุกดาวิจิตร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

หลายๆรัฐบาลที่ผ่านมา

หลายๆรัฐบาลที่ผ่านมา

ยังไม่เคยพบว่ามีการทุจริตมากมาย และกว้างขวางรอบคลุมแทบทุกโครงการ แทบทุกกระทรวง...เหมือนอย่างรัฐบาลของ ปชป.เวลานี้

..............คำกล่าวอ้างที่ว่า คนเก่งแต่โกง อาจทำให้มองเห็นภาพของคนเรียนเก่ง ภาพของคนมีความสามารถสูง แต่ขาดความซื่อสัตย์

มันสมเหตุสมผลหรือเปล่า จริงอย่างที่กล่าวอ้างหรือเปล่า ??

เพราะเท่าที่สังเกตดู คนของพรรครัฐบาลเกือบทั้งหมด ก็ไม่ได้มาจากคนเรียนดี หรือคนทำงานเก่งอะไรเลย (จะมีอยู่ก็อภิสิทธิ์ ที่ผลการเรียนดี แต่การทำงานนั้นกลับตรงข้าม )

.....หรือ พวกอำมาตย์ที่โกงกิน โกงแผ่นดินชาติ ฮุบสมบัติชาติ ก็ม่เห็นจะมีประวัติเรียนเก่งกาจอะไร

พวกโกงกิน พวกใช้อำนาจในทางไม่ชอบด้วยกฎหมายเหล่านี้ ......โกงมากที่สุด เห็นชัดเจนที่สุดเท่าที่เคยมีประเทศไทยมา

แต่ยังไม่เห็นว่ามันเก่ง มันฉลาดเด่นล้ำเลยซักคน

เห็นมีแต่เป็นเลิศทางฝีปากซะมากกว่า ทั้งปากจัด ทั้งปลิ้นปล้อนตลบตะแลง

...........................เป็นเลิศทางปากจัด และ หน้าหนา น่ะใช่เลย

ดังนั้น การตั้งโจทย์ว่า

ดังนั้น การตั้งโจทย์ว่า "คนเก่ง แต่โกง"นั้น จึงเป็นการตั้งโจย์ที่ผิด

การไปกล่าวอ้างแบบเล่นคำ เพื่อสบประมาทคนเรียนเก่ง ก็ยิ่งทำให้จุดหมายของการผลิตคนเก่ง คนดี ยิ่งเดินห่างจากเป้าประสงค์ที่ถูกต้อง

..............กลุ่มคนที่น่าห่วงมากกว่า น่าจะเป็นพวก เรียนไม่เก่ง แต่โกงเก่ง

เรียนไม่เก่งแต่เจ้าเล่ห์เพทุบาย

เรียนไม่เก่งแต่ขี้ฉ้อ

เรียนไม่เก่งแต่ปากจัด ด่าเก่ง

.........ฯลฯ

เพราะคนโกงเหล่านี้ จะโกงโดยไม่พูดพล่ามทำเพลง โกงกันซึ่งๆหน้า โกงให้เห็นจะจะ ไม่ต้องมีลีลา ไม่ต้องเหนียมอายอะไร

เพราะคนโกงพวกนี้นี่แหละ เราถึงได้เห็น การโกงกินปลากระป๋องเน่า โกงชุมชนพอเพียง โกงอุปกรณ์ทางการแพทย์ โกงงบการศึกษา โกงงบไทยเข้มแข็ง โกงงบจัดซื้ออาวุธ โกงงบGT200 .....และอื่นๆอีกมายมายจนนับไม่หวาดไม่ไหว

โกงกันหน้าด้านๆแบนี้นี่แหละที่น่ากลัวที่สุด

ดังนั้น การตั้งโจทย์ว่า

ดังนั้น การตั้งโจทย์ว่า "คนเก่ง แต่โกง"นั้น จึงเป็นการตั้งโจย์ที่ผิด

การไปกล่าวอ้างแบบเล่นคำ เพื่อสบประมาทคนเรียนเก่ง ก็ยิ่งทำให้จุดหมายของการผลิตคนเก่ง คนดี ยิ่งเดินห่างจากเป้าประสงค์ที่ถูกต้อง

..............กลุ่มคนที่น่าห่วงมากกว่า น่าจะเป็นพวก เรียนไม่เก่ง แต่โกงเก่ง

เรียนไม่เก่งแต่เจ้าเล่ห์เพทุบาย

เรียนไม่เก่งแต่ขี้ฉ้อ

เรียนไม่เก่งแต่ปากจัด ด่าเก่ง

.........ฯลฯ

เพราะคนโกงเหล่านี้ จะโกงโดยไม่พูดพล่ามทำเพลง โกงกันซึ่งๆหน้า โกงให้เห็นจะจะ ไม่ต้องมีลีลา ไม่ต้องเหนียมอายอะไร

เพราะคนโกงพวกนี้นี่แหละ เราถึงได้เห็น การโกงกินปลากระป๋องเน่า โกงชุมชนพอเพียง โกงอุปกรณ์ทางการแพทย์ โกงงบการศึกษา โกงงบไทยเข้มแข็ง โกงงบจัดซื้ออาวุธ โกงงบGT200 .....และอื่นๆอีกมายมายจนนับไม่หวาดไม่ไหว

โกงกันหน้าด้านๆแบนี้นี่แหละที่น่ากลัวที่สุด

ระบบมาตรฐานสากล

ระบบมาตรฐานสากล ที่ใช้กันทั่วไป ที่ใช้เป็นฐานในการดำเนินงานมาตรฐาน แต่หน่วยประเมินมาตรฐานที่เป็นระดับวิชาชีพไมมี ระบบศาลยุติธรรมก็เป็นที่กังขา เราไม่กลัว “คนโง่ที่ซื้อได้” เรากลัว "คนฉลาดที่ซื้อได้"ต่างหาก

เขียนได้ดีครับ ทำการบ้าน

เขียนได้ดีครับ
ทำการบ้าน

ผมเองก็เป็นคนที่ได้รับผลกระทบ

ผมเองก็เป็นคนที่ได้รับผลกระทบโดยตรงกับระบบ TQF เพราะเป็นผู้อยู่ในระดับปฏิบัติการทั้งเป็นผู้ที่จะต้องสร้าง ปรับ สอน และถูกประเมิน ซึ่งแม้ผมจะไม่ชอบเอาเสียเลย แต่ผมก็เข้าใจในความจำเป็นที่เราจะต้องมี "เกณฑ์มาตรฐาน" ตั้งไว้เพื่อกำหนด คุณภาพ ของการศึกษาไทย ความเป็นจริงวันนี้ วุฒิปริญญาตรี มีมาก มีทั้งที่เปิดเพื่อสร้างบัณฑิต และเปิดเพื่อสร้างรายได้เข้ากระเป๋า ในฐานะผู้ปกครองที่จะต้องจ่ายเงินเพื่อซื้อใบปริญญาให้ลูก ก็หวังถึงคุณภาพของปริญญาที่ลูกจะได้ ในฐานะนายจ้างที่จะรับบัณฑิตปริญญาเข้าทำงาน ก็ต้องคำนึงถึงคุณภาพของใบปริญญาของบัณฑิตเช่นกัน ผมว่าคนที่ไม่ยอมรับว่า การศึกษาก็เหมือนสินค้า ที่ต้องมีการ ซื้อและลงทุน คือพวกที่อยู่ในความเป็นนามธรรมมากกว่า การศึกษามันเป็นสินค้ามาตั้งแต่มีสถาบันการศึกษาเกิดขึ้นมาแล้ว
ผมไม่เห็นด้วยกับพวกท่าน ที่จะเสนอให้หยุด หรือยับยั้ง เพียงเพราะว่าไม่แน่ใจถึงผลที่จะได้รับ และโดยที่ไม่มีสิ่งใดที่ดีกว่าจะมานำเสนอแทน รอให้ท่านทบทวนหรือกำหนดสิ่งใหม่ เมื่อไหร่จะได้ใช้
ผมไม่ได้เห็นด้วยกับการมี TQF เพราะเหตุผลของรัฐมนตรี หรือ บางคนที่ดัดจริตพูด เรื่องคุณธรรม
ผมเห็นด้วยกับการมีเครื่องมือ และการวัด มาตรฐานการศึกษาของไทย
ผมไม่เห็นด้วยกับการใช้ TQF โดยปราศจากการคิด พิจารณาหรือปรับปรุง

แต่ทุกสิ่งจะต้องมีวันเริ่ม เริ่มวันนี้ งานก็เพิ่มวันนี้ แต่เพราะการทำงานไม่ใช่หรือ โลกเราจึงหมุนไปข้างหน้า

ผมไม่รู้หรอกว่าพวกท่านที่ร่วมสัมมนากันนี้ ได้เริ่มลงมือปฏิบัติอะไรกับ TQF หรือยัง หรือเพียงแต่ไปนั่งฟังเขามา โอ้แม่เจ้า มันช่างยุ่งแท้หนอ

อ่านสิ่งที่จขบคเขียนพรรณามาทั

อ่านสิ่งที่จขบคเขียนพรรณามาทั้งหมด นับว่าให้น่าละเหี่ยใจ และสงสาร เด็กนักษาศึกษาในอนาคตเป็นอย่างยิ่ง
มันน่าเศร้าใจมาก ที่ระบบการศึกษาของไทยได้ถูกทำลายอย่างย่อยยับโดยชนิดที่ไม่เคยที่จะมีใครเคยออกมาแสดงความรับผิดชอบ(หมายถึงผู้ที่ให้นโยบาย รวมทั้งผู้ที่เขียนร่างโครงการเพื่อสนองนโยบาย)

นี่มันกำลังจะทำอะไรกันอยู่ มันจะข่มขืนกระทำชำเรา ระบบการศึกษาของประเทศนี้กันอีกขนาดไหน
ทุกครั้งที่พวกแมงสาปเน่ามันเข้ามา มันมีแต่สร้างนโยบายที่เพ้อเจ้อ เหลวไหล เละเทะ ไม่เป็นโล้เป็นพาย แถมยังเอาดีเข้าตัวเอาชั่วให้คนอื่นอย่าง ควายๆ โดยการอ้างว่า จะมีการเปิดเสรีทางการศึกษาในอาเซี่ยน ในปี2015 ควายได้ขนาดนั้น
เลยต้องออกนโยบายที่ประหลาดเยี่ยงนี้ออกมา
ถามมันจริงๆเหอะ วิชาความรู้ในปัจจุบันโดยเฉพาะด้านวิทยาศาสตร์ทั้งทางกายภาพไม่ว่าจะทางด้านวิทยาศาสตร์บริสุทธิ์ วิทยาศาสตร์ประยุควิทยาศาสตร์เทคโนโลยี่ และวิทยาศาสตร์ทางสังคมมันไปไกลขนาดไหน เรียกได้ว่า องคความรู้มันต่างไปจากอดีตโดยแทบจะสิ้นเชิง ชนิดที่เรียกว่าถ้าไม่ติดตามอย่างใกล้ชิดทุกวัน มันก็แทบจะตกไปจากวงโคจร
แห่งองคความรู้ที่มันเกิดขึ้นมาใหม่ๆอย่างมากมาย กลายเป็นไอ้งั่ง ไปได้โดยง่าย ถ้าหากไม่ติดตามมันและประยุคให้เป็น หรือวิเคราะห์ข้อมูลองค์ความรู้เหล่านั้นไม่ออก ซึ่งย่อมไม่สามารถที่จะแข่งขันหรือไม่สามารถที่จะทำนายอนาคตได้อย่างถูกต้องใกล้เคียงเลย

แต่ทว่านโยบาย ไทยควอลิฟิเคชั่นเฟรมเวิรค ออฟไฮเอ้อร์เอ๊ดดิวเคชั่น ดันผ่าจะมีนโยบาย ที่มันไม่สามารถที่จะจับต้องได้ ดันผ่าจะใช้นโยบายแบบนามธรรม ที่แม้นแต่ลิงหมูหมากาไก่ มันก็พูดได้ เพราะมันเหลวไหล
นั่นคือเรื่องคุณธรรมและจริยธรรม มันก็คงมาอิหรอบเดียวกับไอ้สมุดบันทึกคุณธรรม(เคยอ่านพบในเศษกระดาษเปื้อนหมึกเน่า ที่ดันมีนักดีดลูกคิดรางแก้วที่เสนอนโยบายที่มันพิลึกกึกกือให้พวกข้าราชการทำสมุดบันทึกที่กระทำความดีในแต่ละวัน) มันไม่ตลกไปหน่อยหรือ คุณธรรมหรือจริยธรรมนี่มันสอนกันได้หรือ
แล้วที่เห็นกันชัดๆ ไม่ว่าจะเป็นที่ปรึกษาของพระมหากษัตริย์ องคมนตรี ก็ยังมีปัญหาเรื่องคุณธรรม(กรณีบุกรุกป่าสงวนเขายายเที่ยง บุกรุกที่สาธารณะในหมู่บ้าน บุกรุกป่าสงวนเอามาทำสนามกอลฟที่สอยดาว
เหล่าบรรดาข้าราชการ ที่ไม่ว่าจะเป็นองคกรอิสระ เช่นพวกคตส กกต ปปช 9ล9 ที่มีพฤติกรรมการตัดสินที่มันไม่ได้ยืนอยู่บนความยุติธรรมซึ่งประชาชนเห็นทั้งแผ่นดิน
ปัญหาเรื่องการคอรับชั่นซื้ออาวุธของกองทัพที่มีมันมาตั้งแต่ครั้งยุคดึกดำบรรพ์จนกระทั่งปัจจุบันที่ไม่เคยเปลี่ยน(ยกเว้นยุคเดียวคือยุครัฐบาลทักษิณที่กองทัพ รับประทานยากหน่อย เพราะเล่นซื้อแบบจีทูจี
ปัญหาเรื่องการลอกวิทยานิพนธ์แบบชนิดลอกกันทั้งดุ้น หรือถึงขั้นจ้างคนไปเรียนจ้างคนทำวิทยานิพนธ์ แล้วดันผ่าน
ซึ่งก็ไม่รู้ว่า มันจะเรียนไปทำมาหาพระแสงดาบด้ามยาวทำไม เพราะ มันขี้โกงกันแบบหน้าด้านๆ พวกนี้ไม่ใช่เฉพาะพวกนักการเมืองทว่าพวกข้าราชการประจำก็มี เน่ากันทั้งผืนพสุธาของแผ่นดินนี้ และไม่มีความสะทกสะท้านแต่อย่างใดทั้งสิ้น

ข้าราชการที่เป็นอาจารย์ที่ใช้พรหมจรรย์ของศิษย์เพื่อมาแลกเกรด ซึ่งนับว่าเลวอย่างมหาชั่วที่สุด ก็สามารถพบได้บ่อยๆในตอแหลแลนด์ซึ่งมันผิดทั้งคุณธรรมและจริยธรรมแบบชนิดที่ไม่อาจให้อภัยได้

การที่ใช้วาทะกรรมที่เน่าๆของคนที่มันเน่าๆที่ชอบสร้างวาทะกรรมที่เน่าๆออกมาว่า รับได้กับนักการเมืองที่เก่งแต่โกง
ซึ่งมันคือการตอแหลกันแบบหน้าด้านๆชัดๆ
การคอรับชั่นในยุคแมงสาปเน่าครองเมือง ไม่ว่าจะชุมชนแพงเพียบ โครงการไทยเข้มแข็ง(โกงอย่างแข็งขัน) เรียกได้ว่า
แตะลงไปที่ไหนก็เจอแต่อุจจาระที่นั่น

มันเละไปหมดไม่ใช่เฉพาะพวกนักการเมือง แต่พวกข้าราชการประจำรวมทั้งนายทุนมันรวมกันเน่า

ถามว่าพวกนี้มีการศึกษาไหม ตอบได้ว่า มี ไม่ใช่ไม่มี แต่ทว่าพวกนี้มันเข้าวัดเข้าวาไหมบอกได้เลยว่าพวกมันเข้าวัดทำบุญ ตอนเข้ารับตำแหน่งล้วนแต่ปฏิญานดื่มน้ำศักดิ์สิทธิ์ว่า จะไม่ทรยศต่อชาติ(นั่นคือการคอรับชั่น9ล9) กันทั้งนั้น พระก็มาเทศน์แล้ว บวชส่วนมากก็ล้วนบวชเรียนมาแล้วทั้งนั้น แล้วเป็นไง คุณธรรมจริยธรรม มันถึงหายไป

มันไม่เกี่ยวกับการศึกษา มันเป็นเรื่องของปัจเจกบุคคล และตัวระบบการปกครองต่างหาก ที่ทำให้เกิดภาพแห่งความบิดเบี่ยวเยี่ยงนี้ขึ้น
พวกแมงสาปเน่า ชอบสร้างเงื่อนไขสร้างปัญหาทิ้งขี้เอาไว้ให้กับสังคมในอนาคตต้องมาแก้ไขแทนเสมอ
เราจะสังเกตุดูได้จากการออกกฏหมาย การออกพระราชกำหนด ที่ล้วนแต่สร้างปัญหาให้กับประเทศชาติ ไม่ใช่แก้ปัญหาให้กับประเทศชาติ

สำพังการเรียนรู้ทางด้านวิชาการทางวิทยาศาสตร์ไม่ว่าจะกายภาพและสังคม ความรู้มันก็มากมายมหาศาลอยู่แล้ว
เด็กนักเรียนรุ่นใหม่มันก็แทบจะอ้วกสำลักความรู้อยู่แล้ว นี่ยังคิดเพี้ยนจะให้มีการวัดด้านจริยธรรมคุณธรรม
มันคงจะเหมือนกับเพลงAnother brick in the wall ของวงร๊อคPink Floyd ที่เห็นการศึกษาเหมือนกับเครื่องปั่นบดเนื้อ แล้วทั้งเด็ก ทั้งครูอาจารย์ต่างเป็นเหมือนเหยื่อที่จะถูกบดโดยเครื่องบดเนื้อให้ออกมาเป็นรูปแบบที่มันเน่าๆเหมือนกันไม่ผิดกับหุ่นยนตร์กระป๋อง

เรื่องจริยธรรมและคุณธรรมมันสอนกันไม่ได้ แต่ทำได้โดยการแสดงให้ลูกศิษย์ดูเท่านั้น การไม่ยอมปราณีปรานอมกับการลอกการสอบ การลอกการบ้านการลอกวิทยานิพนธ์ การจ้างทำวิทยานิพนธ์ ที่ต้องให้ตกหรือไม่ผ่านสถานเดียวไม่ว่าจะระดับไหนไม่ว่าจะปริญญาโทหรือปริญญาเอก และให้เกิดความสำนึกในการเคารพตนเองต่างหาก ว่า่อย่าทำ หรือถ้าทำย่อมที่จะถูกลงโทษอย่างแน่นอนเหมือนกันทุกคน ไม่ว่าจะเป็นลูกเต้าเหล่าใครไม่ว่าจะระดับไหน ต้องโดนเหมือนกันหมด นี่ต่างหาก จึงจะเป็นการฝังทัศนคติเรื่องคุณธรรมและจริยธรรมลงได้

มหาวิทยาลัยที่ดีหรือโรงเรียนที่ดี มันต้องให้การศึกษา ที่ผลิตนักศึกษาออกไปให้เป็น คน ที่คิดเองเป็น วิเคราะห์ปัญหาเป็น แก้ปัญหาเป็น รวมทั้งรู้จักวิธีที่จะหาความรู้มาเพื่อแก้ปัญหา รวมทั้งไม่ยอมที่จะเป็นขี้ข้าใคร เป็นนายของตนเอง
ส่วนจริยธรรมและคุณธรรมนั้น สังคมจะเป็นผู้ที่บังคับเขาเอง

วิธีคิดของทีคิวเอฟ มันก็คือการแปลงสภาพของคนที่เป็นอาจารย์ให้กลายเป็นเสมียน แถมศรีธนญชัยโกหกหลอกลวงอีกต่างหาก

มีเหตุผล ขอรับ อาจจะรับฟังได้

มีเหตุผล ขอรับ อาจจะรับฟังได้ หรือ ไม่ได้

แต่สิ่งที่บ่งบอกคือ ท่านได้ศึกษา ในเรื่องนี้เกือบทุกบริบท

แต่ที่ข้าผู้น้อยตั้งข้อสงสัยคือ รมต. กระทรวงศึกษา พึ่งมารับตำแหน่ง (ติดคดีทุจริตมาด้วยย) ได้ศึกษาถึงเรื่องนี้หรือยังขอรับ

เรื่องใหญ่ที่เป็นเรื่องเล็กๆ

เรื่องใหญ่ที่เป็นเรื่องเล็กๆ

คำถามอยู่ที่ว่า - จะได้คำตอบอย่างไร

จะวัดว่ามนุษย์มีคุณธรรม จริยธรรม วัดจากการตอบคำถามของข้อสอบได้ถูกต้อง แบบปรนัย หรือ ต้องให้เหตุผลปะกอบ แบบอัตนัย

ผมจะไม่อภิปรายเกี่ยวกับสิ่งที

ผมจะไม่อภิปรายเกี่ยวกับสิ่งที่รัฐบาล หรือที่คุณเรียกว่าพรรคประชาธิปัตย์ หรือนโยบายการศึกษาใดๆ

แต่ที่ที่อยากแสดงความเห็นว่า คุณธรรม สามารถสอน หรือ วัดได้หรือไม่นั้น ผมเห็นว่า สอนได้ และวัดได้ จากระบบการศึกษาไทย ผมเชื่อว่าผมใช้วิธีจัดการเรียนการสอนที่วัดได้ ทั้งด้านวิชาการ ความรู้ การคิดวิเคราะห์ และคุณธรรม และจริยธรรม ดังเช่น
วันแรกของการเรียน ผมให้นักศึกษาช่วยกันอภิปรายวิธีการเรียน วิธีการวัดผล การแบ่งสัดส่วนในการวัด เช่น ผลที่ได้คือ คะแนนเข้าเรียน 10 คะแนน คะแนนใบงานที่ใช้ประกอบการเรียน 30 คะแนนรายงาน 30 คะแนนสอบ 30 เป็นต้น จากนั้นผมก็ได้บอกกับนักศึกษาว่า การได้เกรดเอ ในวิชาผมไม่ใช่เรื่องยาก เพราะผมวัดผลจากคุณภาพของความเป็นนักศึกษา คนที่ทำคะแนนสอบได้ไม่ดี แต่แสดงออกถึงความเป็นนักศึกษาได้ ก็สามารถได้เอได้ คุณลักษณะของนักศึกษาคืออะไร ก็คือการเป็นคนมีคุณธรรม จริยธรรม ชื่อสัตย์สุจริต มีความมุ่งมั่นตั้งใจเรียน ความเพียรพยายามเป็นต้น
คุณธรรม จริยธรรม คือการตะหนักว่า เมื่อพ่อแม่ส่งเสียตนมาเป็นนักศึกษา การรับผิดชอบในการศึกษา ความพยายามที่จะประสบความสำเร็จ มีการระวังตนที่จะไม่ลุ่มหลงในอบายมุข หรือสิ่งอื่นที่จะทำให้หลงทางไป การระลึกอยู่เสมอว่าจะไม่ทำผิดหรือทุจริตไม่ว่าต่อหน้าหรือลับหลัง การไม่คัดลอกงานคนอื่น หรือเอารัดเอาเปรียบคนอื่นในการทำงาน
วัดจากไหน อย่างไร
จากคะแนนเข้าเรียนก็ได้ การเข้าเรียนสม่ำเสมอ ตั้งใจเรียน ก็วัดได้ถึงความกตัญญู ที่จะผลักตัวเองให้สำเร็จเก้าหน้า ผมใช้เวลาส่วนน้อยนิด ให้นักศึกษาทดสอบสิ่งที่เรียนในวันนั้นแล้วเอากระดาษคำตอบไปเป็นเอกสารหลักฐานการเช็คชื่อเข้าเรียน ผมรู้ว่าถ้าผมไม่สอนหรือบอกเขาก่อน จะมีบางคนทุจริต เช่นเขียนให้คนที่ไม่เข้าเรียน แต่วันแรกผมจะไม่สนใจ
ในวันต่อมา ผมก็ถือใบคำตอบมาคืนเด็กน้อยแล้วบอกว่า ครั้งที่แล้วผมนับจำนวนคนที่เข้าเรียนแล้วทำไมไม่ตรงกับจำนวนกระดาษคำตอบ ผมก็ถือโอกาสนี้เทศนาธรรมแก่นักศึกษา ว่าการโกงคะแนนครูที่ตั้งใจมาสอน ไปให้เพื่อนที่ไม่รับผิดชอบ เป็นสิ่งเลวร้ายเพียงใด และคืนกระดาษให้เด็กไป โดยบอกว่าใครที่ไม่สมควรอยู่ในนี้ ก็ให้เอาชื่อออกไป ปรากฎว่าเด็กสามารถแก้ไขให้ถูกต้อง และไม่เคยทำเช่นเดิมอีก
เวลาที่เด็กทำใบงานในห้องเรียน ผมเน้นเสมอว่าให้ทำด้วยตนเอง และพยายามให้ทำด้วยตนเอง ผมให้ข้อมูลน้อยที่สุด แต่ผมแนะแหล่งข้อมูลที่เข้าถึงได้ ผมแนะนำวิธีการสกัดความรู้จากแหล่งข้อมูล ผมส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีมาประกอบการเรียน แต่ผมก็เข้าใจว่าในเบื้องต้นจะมีน้อยคนมากที่จะรับวิธีนี้ได้ หรือปฏิบัติได้ หลายคนจะไม่สนใจหรือไม่รับอะไรไปเลย เพราะเคยแต่ถูกป้อนทั้งหมด จึงรอลอกเพื่อนหรือง่ายๆของไฟล์เพื่อนมาส่งทั้งที่ดัดแปลงบ้างหรือไม่ดัดแปลงเลย ใบงานแรกผมก็เอาเข้าไปแจกแจง และชี้ประเด็น และบอกว่านี่คือเรื่องธรรมชาติ ที่คนส่วนหนึ่งใช้เพื่อเอาตัวรอด แต่ผมรับไม่ได้ และเทศนาอีกหนึ่งยก พร้อมทั้งให้นำไปแก้ไข หลังจากนั้นผมก็ได้ผลการส่งงานที่ดีขึ้น คนที่ให้เพื่อนลอก ก็ไม่ให้ลอก คนที่เคยลอก ส่วนใหญ่ก็เลิกไป คนที่ปรับไม่ได้ ก็ถูกหักไปตามที่มันสะท้อนออกมาในงานที่ส่ง
ผมจะจัดสอบย่อยครั้งหนึ่ง แล้วให้เด็กนั่งสอบติดกันและผมไม่อยู่คุม ผลที่ได้คือการลอกกันส่ง ซึ่งผมก็เอาตรงนี้สะท้อนคืนไปให้นักศึกษาว่า ทำไมคนเราถึงมีเกียรติ มีศักดิ์ศรี ไม่ใช่อยู่ที่ตำแหน่งหน้าที่การงาน คนกวาดถนนก็คือคนมีเกียรติหากเขาเป็นคนดี มีคุณธรรม ชื่อสัตย์สุจริต แล้วเทศนาไปอีกหลายยก ต่อมาผมก็สามารถจัดสอบได้อย่างสบายใจ
ที่สำคัญสิ่งเหล่านี้จะติดตัวนักศึกษาไป ในการเรียนวิชาอื่นๆ หรือในการทำงานทุกอย่าง

ขออภัยผมไม่ได้มานำเสนอว่าผมเป็นครูที่ดีเลิศอย่างไร แต่ผมชี้ให้เห็นว่า การวัดคุณธรรม จริยธรรม นั้นวัดได้ เพราะสิ่งเหล่านี้มันจะสะท้อนอยางชัดเจนผ่านงานที่เขาทำ หรือพฤติกรรมที่เขาเป็น เพียงแต่เราจะสนใจมันหรือเปล่า

ผมไม่ชอบคนดัดจริต พูดเรื่องคุณธรรม จริยธรรม ดังที่เห็นอยู่ทุกวี่ทุกวันนี้หรอกครับ แต่ผมเชื่อว่าเราจำเป็นต้องสอนเรื่องนี้กันทุกวัย ทุกวัน ทุกเวลา ที่มีโอกาส และสถานะที่จะทำได้

มหาวิทยาลัยใหญ่ๆ

มหาวิทยาลัยใหญ่ๆ ยังอาจจะพอต้านทานได้ แต่ ม.ราชภัฎฯ ซึ่งมีอยู่ทั่วประเทศหลายแห่งเริ่มดำเนินการไปแล้ว แน่นอนเพราะสถาบันเหล่านี้อยู่ภายใต้อำนาจรัฐโดยตรง ต้องดิ้นเอาตัวรอดไปก่อน นับว่าแย่มาก ครู/อาจารย์ยัง "เซื่อง" เดินตามกรอบแบบนี้ การทำให้การศึกษาทั่วประเทศมาตรฐานเดียวกัน เอาเข้าจริงก็ถกเถียงได้อยู่แล้วว่าสมควรแค่ไหน

นอกจาก มคอ. แล้วยังมีการประกันคุณภาพการศึกษา สกอ., กพร. , สพฐ. ฯลฯ สารพัด ..ไม่ต้องเรียนต้องสอนกันแล้วครับ นั่น "เมค" ข้อมูลส่งหน่วยงานเหล่านี้ก็หมดเวลาเรียนพอดี เบียดบังเวลานักศึกษาไปอีก

คุณภาพการศึกษามันอยู่ที่การให้เวลากับตัวผู้เรียน ถึงจะวางแผนบังคับการสอนยังไง โดยธรรมชาติไม่มีทางเป็นไปได้ โดยเฉพาะสายมนุษยศาสตร์สังคมศาสตร์ จะให้เรียนแบบฝึกทักษะเป็นขั้นๆ ชัดเจนคงยาก การอ่านโลกทางสังคมใช้เวลาการตกผลึกและการคิดนอกกรอบเพื่อถกเถียงเป็นสำคัญ

มคอ. อาจถือได้ว่าเป็นตัวทำลายความสร้างสรรค์ของการเรียนทางมนุษยศาสตร์-สังคมศาสตร์โดยตรงเลย

มันผิดด้วยหรือครับ ที่ มคอ.

มันผิดด้วยหรือครับ ที่ มคอ. เขาถามว่า กระบวนการสอนที่คุณใช้อยู่ปัจจุบันนี้ สอนให้รู้จักสร้างสรร สอนให้คิดนอกกรอบ นั้นสอนอย่างไร กระบวนการ ขั้นตอนมีอะไรบ้าง
มคอ. ไม่ใช่ตัวกำหนดหลักการ และวิธีการสอน แต่เป็นตัวสอบทานว่ากระบวนการเรียนการสอนมทีอะไรบ้าง ทำอย่างไร ซึ่งเมื่อคุณต้องสอนอยู่แล้ว วิธีการสอนก็ย่อมมีอยู่กับคุณ ก็แค่เขียนออกมาสิ ว่าทำอะไร อย่างไร
มันไม่ได้เกี่ยวกันเลย

ถามจริงทำรึยัง อย่าแค่ว่ารู้สึก คนทำไปแล้วมิได้หมายความว่า เชื่อง หรือเดินตาม ถ้าผมบอกว่า คนไม่ทำต่างหากละ คือพวกที่ไม่ยอมออกจากกรอบ ความคิด ความกลัว หรืออาจเป็นพวกที่ไม่สามารถสร้างสรรได้ เพราะแค่เขียน แค่ใช่ มคอ. ให้สร้างสรร อย่างทำไม่ได้

ตลกหรือเปล่าไม่รู้
อาจารย์มนุษย์ : ผมรู้สึกว่าพวกนี้จะทำให้มันแย่ มันทำให้ความคิดสร้างสรรคนหดแน่ๆ
อาจารย์วิทยาศาสตร์ : ยกข้อความยกประโยค ใน มคอ.ที่เห็นว่ามันชัดเจนว่าจะขัดขวางความคิดสร้างสรรมาสิ

This the way it is... Most

This the way it is... Most Thais don't like to change the way they get used to. In any new issue, new rule or new thing, they like to say "no" first before they try. They should say "it's ok to try".

Anyway, educational reform must have to be changed somehow in Thailand but the only thing is...Do all the teacher/professor focus on student? or focus on making thesis and stuff for a better position and a better paycheck? (I would say they focus on their business not teaching) This is the reason why the educational standards in Thailand never improve even it was reformed over and over again because of most teacher never teaching right or never focus on students but they focus on how they can be achieved by forget to teach their student.

อาจารย์ตะวัน คุณคิดเรื่องคุณธ

อาจารย์ตะวัน
คุณคิดเรื่องคุณธรรม จริยธรรม ของคุณเอง แล้วก็วางไว้เป็นมาตรฐาน
สมมุติว่าอาจารย์คนหนึ่งสอนห่วยแตก แล้วเด็กไม่เข้าเรียน ก็ผิดจริยธรรมคุณธรรมของคุณซิ
อย่ามาดัดจริตว่าวัดกันได้เลย
หากสอนกันได้จริง ป่านนี้ประเทศไทยก็มีแต่ผู้ทรงศีลกันหมดแล้ว เพราะเราสอนศิลธรรมาตั้งแคต่ประถม
อาจารย์คิดเรื่องคุณธรรม จริยธรรมให้เป็นระบบความสัพันธ์ อย่าคิดแค่มุมของอาจารย์คนเดียว
อาจารย์เหมีนยกัน

ผมไม่คิดเรื่องคุณธรรมของผมเอง

ผมไม่คิดเรื่องคุณธรรมของผมเอง แล้วไม่ได้วางเป็นมาตรฐานให้ใคร เพราะสิ่งที่ผมบอกว่าเป็นคุณธรรมและจริยธรรมนั้น ก็เป็นสิ่งธรรมดาสามัญที่คนอื่นๆเขาคิดเขาเข้าใจได้ตรงกัน ผมไม่ได้ชี้ประเด็นว่าการขาดเรียนหรือไม่เข้าเรียนจะทำให้มีคุณธรรมหรือไม่ แต่ผมบอกว่าการับผิดชอบต่อการศึกษาของตน ย่อมเป็นการกตัญญูต่อพ่อแม่ที่ส่งเรียน ผมชี้ประเด็นว่า คุรธรรมจริยธรรมเป็นสิ่งที่วัดได้ เพราะทุกวันนี้คนเราก็ชอบชี้กันอยู่แล้วว่าใครมี ใครไม่มี คุณเองก้อพิจารณาได้และคงมีคนที่อยู่ในใจบ้างแล้วว่าใครมี ใครไม่มี เมื่อเป็นเช่นนั้นก็ย่อมใช้เป็นข้อสรุปได้ว่า คุณธรรมเป็นสิ่งที่วัดได้ วัดจากไหนละ ก็จากคุณลักษณะพฤติกรรมที่แสดงออก หรือผลงานที่ปรากฎ แม้ว่าคนเราจะมีเกณฑ์ หรือนิยาม ที่ใช้จับหรือวัดไม่เหมือนกัน แต่ก็ยังเป็นสิ่งที่วัดได้อยู่ดี
"คำว่าสอนได้จริง" ของคุณหมายถึง การสอนแล้ว ผู้ถูกสอน นำไปปฏิบัติตามทั้งหมดทุกคน ผมก็คงบอกว่า มันไม่ได้ "Lสอนได้จริง" เพราะที่ผมยกมาผมก็ไม่ได้บอกว่าทุกคนทำได้หมดปฏิบัติได้หมด แต่โดยภาพรวมพฤติกรรมนักศึกษาก็เปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น ดังนั้นผมจึงเห็นว่า เมื่อเรามีภาระหน้าที่และอยู่ในสถานะที่จะสอนได้ เราก็ควรที่จะทำ ในทุกระดับ ทุกวัย
แต่จะได้มาก ได้นานเท่าไร ก็เป็นเรื่องของสภาพแวดล้อมและอนาคต

มุมคุณธรรมนี้ ไม่ใช่มุมผมคนเดียว แต่เป็นมุมของสังคม และผมไม่ใช่คนชอบเข้ามุมด้วย

ถาม อ.ตะวัน ..ข้อกำหนดใน

ถาม อ.ตะวัน ..ข้อกำหนดใน มคอ.3 ซึ่งหลักสูตรของสาขาวิชาต้องมีการตกลงกันระหว่างอาจารย์ผู้สอนทั้งหมด โดยที่ต้องวางแผนการสอนตามกรอบเป้าหมายทั้ง 5 ข้อ ... คุณคิดว่าอาจารย์แต่ละคนที่เข้ามาอยู่ในองค์กรสถาบันมีพื้นฐานเหมือนกันหรือไม่??? (สายสังคมศาสตร์อาจจะมาจากหลายสาขา) สไตล์การสอนที่ทำให้เด็กเข้าใจเหมือนกันหรือไม่???

มคอ. กำลังทำคนให้เป็นหุ่น บังคับตามวัตถุประสงค์ของรัฐและทุนนิยมเท่านั้น

ผมไม่รู้ว่า ปัญหาของคุณ

ผมไม่รู้ว่า ปัญหาของคุณ แท้จริงคืออะไร แต่คิดว่า คุณคงถามว่า ในแต่ละรายวิชาที่มีผู้สอนรายคน จะต้องมีการกำหนดเขียน มคอ.3 ซึ่งจำเป็นต้องลงรายละเอียดเรื่อง วิธีการสอน วิธีการวัด คุณลักษณะต่างๆ จำเป็นจะต้องมีการตกลงร่วมกันเพื่อเขียนออกมาให้เป็นเอกสารหนึ่งฉบับ ข้อความต่างๆ ที่เขียนลงไป ก็ต้องเห็นร่วมกัน ทีนี้เนื่องจากหลายคน หลายความคิด วิธีการสอนที่แตกต่างกัน จะเขียนรวมกันให้เป็นหนึ่ง หรือสอดคล้องกับสิ่งที่เขาอยากให้มี คงเป็นสิ่งยากหรือทำไม่ได้

แต่ผมอยากจะเรียนว่าคุณมองว่ามันเป็นสิ่งที่ยากเกินจริง ทั้งที่จริงก็เป็นเพียงเอกสารที่ให้คุณนำเสนอคุณค่าของรายวิชาที่เปิดสอน คุณต้องนึกถึงความจำเป็นจะต้องเปิดหลักสูตรแต่ละหลักสูตร ทุกๆหลักสูตรต้องนำเสนอตัวเองว่าจะให้องค์ความรู้ ทักษะ ใดแก่สังคม และมีความจำเป็นหรือสำคัญเพียงพอที่จะต้องเปิด การนำเสนอพวกนี้ก็ต้องอยู่ในรูปแบบเอกสารที่จะต้องน้อมนำให้ผู้มีอำนาจอนุมัติในหลายระดับ ซึ่งรายละเอียดของแต่ละรายวิชาก็ย่อมเป็นส่วนประกอบสำคัญ ที่จะทำให้หลักสูตรนั้น "น่าจะ" ดีได้หรือไม่ดี ซึ่งเป็นส่วนสำคัญสุดของหลักสูตร

มคอ.3 ก็เป็นรายละเอียดรายวิชา ที่ต่างจากที่ผ่านมาก็คือ จะต้องลงรายละเอียดจริงๆ โดยตกลงร่วมกันระหว่างผู้สอนจริงๆ ไม่ใช่ว่าสักแต่เขียนๆ บางรายวิชาถูกเขียนขึ้นมาเพื่อให้สวยงาม หรือเขียนส่งเดช เพื่อให้ใช้ประกอบในการสอนเท่านั้น ไม่เคยสอนจริงๆ ผู้เขียนก็ไม่เคยสอน อยากเอาชื่อใครมาใส่เป็นผู้สอน ก็ใส่ คุณลองมองดูซิว่า มีอยู่สักกี่รายวิชาในตอนนี้ในหลักสูตรที่คุณสอนอยู่ ผู้สอนเป็นผู้เขียนรายละเอียด หรือผู้เขียนรายละเอียดเป็นผู้สอน การปรากฎของ มคอ.3 จึงเป็นสิ่งที่จะทำให้จะต้องมีผู้รับผิดชอบต่อรายวิชา และต้องให้เห็นว่ารายวิชามีคุณค่าอย่างไร

คำแนะนำของผมในกรณีที่เกิดปัญหาว่าวิชาที่มีผู้สอนหลายคน จะร่วมกันเขียน มคอ. 3 ออกมาอย่างไรดี ใช้วิธีการสอน การวัดผลกันอย่างไรดี ผมขอให้ใช้วิธีใหม่คือ เมื่อคุณกำหนดได้แล้วว่ารายวิชานี้ใครสอน หัวข้อไหนใครรับผิดชอบ จะสอนอย่างไร สไตล์ไหน (ไม่ว่าจะแบบไหน ก็ล้วนแต่มีผลลัพธ์ และสิ่งที่จะได้จากการสอนทั้งนั้น) คุณก็แค่เอามารวมกัน แล้ววิเคราะห์ออกมาสิ ว่าสอนแบบไหน ได้อะไร ตรงไหนที่สอดคล้องกับการส่งเสริมด้านไหน ก็ใส่ลงไป ใน มคอ.3
นั่นคือ แทนที่จะคิดว่าสร้างวิธีการสอนให้สอดคล้องตาม มคอ. 3 อย่างไร ก็เปลี่ยนเป็นเขียน มคอ.3 ให้สอดคล้องกับวิธีการสอนอย่างไรแทน

การที่ อาจารย์ผู้สอน รู้จักคิด รู้จักวางแผน รู้จักพูดคุยร่วมกัน กำหนดแนวทางการเรียนการสอนร่วมกัน รู้จักสร้างคุณค่าของวิชาที่เรียนให้เห็นได้ จับต้องได้ เราเรียก อาจารย์พวกนี้ ว่า หุ่นยนต์ หรือครับ

คุณคิดว่าคุณจะซื้อ GT200 มาใช้งานหรือไม่ ถ้าคู่มือ หรือคำโฆษณาเขียนว่า คุณภาพของการตรวจระเบิด ขึ้นอยู่กับสภาพร่างกาย และจิตใจ ของผู้ใช้งาน

รายวิชาที่เราจะสอนนี้ จะดีไม่ดี ขึ้นอยู่กับผู้ที่จะมาสอน หรือวิธีการสอนของแต่ละคนละกัน ...

คำชี้แจง

เว็บไซต์ประชาไท ให้บริการพื้นที่แสดงความคิดเห็นต่อข่าวและบทความแบบสาธารณะ ขอความร่วมมือในการแสดงความคิดเห็นโดยเคารพกฎหมาย, ความเห็นที่แตกต่าง และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของผู้อื่น

  • ประชาไทแสดงหมายเลขไอพี* ของผู้โพสต์ประกอบความเห็นเสมอ
  • ประชาไทไม่มีนโยบายกรองข้อความก่อนการแสดงผล
  • อย่างไรก็ตามขอสงวนสิทธิ์ในการปิดการแสดงความเห็นที่ไม่เป็นไปตามกติกาหากตรวจสอบพบภายหลัง

ทั้งนี้ข้อความที่โพสต์จะยังไม่ปรากฎในทันที ซึ่งเป็นข้อจำกัดด้านเทคนิค

จึงเรียนมาเพื่อทราบและขอบคุณในความร่วมมือ

* หมายเลขไอพีปัจจุบันใช้เป็นข้อมูลที่เชื่อมโยงกลับไปที่ข้อมูลการเชื่อมต่อ อินเทอร์เน็ต ซึ่งอาจระบุไปถึงแหล่งที่มาการโพสต์หรือบุคคลที่โพสต์ได้ นอกจากนี้ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ มาตรา 26 กำหนดให้ผู้ให้บริการต้องเก็บข้อมูลจราจรคอมพิวเตอร์ไว้ 90 วัน