วันจันทร์ ที่ 13 กุมภาพันธ์ 2555 | อัพเดทล่าสุดเมื่อ 1 ชั่วโมง 3 นาที ที่ผ่านมา
ถอดบทเรียนกรณีชาวบ้านปางแดงกับผืนป่า : มองหาสิทธิ เสรีภาพ เสมอภาค ในสังคมไทย (2)
Sat, 2010-02-06 08:22
|
เมื่อเอ่ยถึง ‘ปางแดง’ เชื่อว่าหลายคนที่สนใจในเรื่องประเด็นสิทธิมนุษยชน คงจะรู้จักและคุ้ยเคยกันดี เนื่องจากเป็นกรณีตัวอย่างที่เกิดเหตุการณ์ เมื่อชาวบ้านถูกเจ้าหน้าที่รัฐหลายร้อยนาย ได้สนธิกำลังเข้าปิดล้อมและจับกุมชาวบ้านปางแดงซ้ำซาก 3 ครั้งติดต่อกัน ซึ่งทำให้สังคมมองว่า เป็นการจับกุมแบบเหวี่ยงแห และถือว่าเป็นละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรง
และเมื่อวันที่ 7 ธ.ค.2552 ที่ผ่านมา ณ หอนิทรรศการศิลปวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้มีเวทีสาธารณะนำเสนอประสบการณ์และบทเรียนการแก้ไขปัญหาชุมชนบ้านปางแดง ซึ่งมีประเด็นน่าสนใจ น่าศึกษาวิเคราะห์และหาทางออกร่วมกัน ‘ประชาไท’ จึงขอนำมารายงานไว้ตรงนี้
|
ภาพการจับกุมชาวบ้านปางแดง สะท้อนผ่านสื่อว่าสิทธิมนุษย์กำลังถูกทำลาย
นายสุมิตรชัย หัตถสาร ศูนย์พิทักษ์และฟื้นฟูสิทธิชุมชนท้องถิ่น1 ใน 7 ทีมทนายความคดีปางแดง ได้บอกเล่าถึงเหตุการณ์การจับกุมและการชุมนุมของชาวบ้านปางแดง ที่หน้าศาลากลางจังหวัดเชียงใหม่ในครั้งนั้นว่า หากย้อนกลับไปในเหตุการณ์ช่วงนั้น จะเห็นภาพของชาวบ้านปางแดงทุกคน ทุกครอบครัว ไม่ว่าจะเป็นลูก เมีย หรือว่าคนในหมู่บ้านเอง ต่างพากันไปอยู่ที่ศาลากลางทั้งหมด เป็นการชุมนุมในระยะเวลา 1 เดือนเต็มๆ ท่ามกลางฝนตกหนักตลอดเวลา แต่ชาวบ้านปางแดงก็ยังคงรวมตัวกันอยู่ตรงนั้น
“ทำให้ทุกคนเหมือนรู้ว่าสิทธิโดยความเป็นมนุษย์มันกำลังถูกทำลาย กำลังถูกละเมิด ซึ่งสิ่งเหล่านั้น ก็เป็นการฟ้องต่อที่สาธารณะทั้งหมด เพราะตอนนั้นข่าวของปางแดงก็กระจายไปทั่ว”
ทุกอย่างเริ่มผ่อนคลาย หลังคดีเข้าสู่กระบวนการของศาล
ร้องต่อศาลขอไต่สวนคำร้องการจับกุมมิชอบ - ประกันตัว
นายสุมิตรชัย บอกเล่าถึงที่มาที่ไปของกระบวนการศาล จนนำไปสู่การประกันตัวชาวบ้าน ว่า ระหว่างที่มีการยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อขอไต่สวนคำร้องการจับกุมมิชอบ ซึ่งเมื่อศาลเห็นคำร้องก็รู้แล้วว่าปัญหานั้นคืออะไร และศาลก็เรียกทีมทนายทั้งหมดเข้าไปคุย หลังจากพูดคุยเสร็จเรียบร้อย ศาลอนุญาตให้ประกันตัว แต่ปัญหาต่อไปอยู่ที่ชาวบ้านยากจน ไม่มีหลักทรัพย์ ไม่มีข้าราชการที่ไหนจะเข้ามาประกันตัว แล้วจะแก้ไขปัญหาตรงนี้ได้อย่างไร
“ตอนนั้น ทางศาลได้สอบถามว่าทีมทนายมีทั้งหมดกี่คน และเราก็บอกไปว่า ทีมทนายมีทั้งหมด 7 คน ซึ่งมาทำคดีนี้ จากนั้นทางหัวหน้าศาลก็ให้ใช้ทนายทั้ง 7 คนไปเตรียมเอกสารมา หลังจากนั้น หัวหน้าศาลได้อนุญาตปล่อยตัวชาวบ้านจำนวน 47 คน โดยใช้ตำแหน่งทนายความทั้ง 7 คน ซึ่งนี่ก็เป็นอีกมิติหนึ่งของการต่อสู้กับพี่น้องปางแดง ถือว่าเป็นความโชคดีที่ทางศาลอนุญาตให้พี่น้องชาวบ้านปางแดงได้มีการประกันตัวและกลับบ้านไป”
เผยยอมถอนคำร้องจับกุมมิชอบ แลกกับอิสรภาพของชาวบ้าน
ในเวทีวันนั้น มีการพูดคุยกันถึงการยอมถอนคำร้องว่าเจ้าหน้าที่จับกุมมิชอบ ด้วยว่า หลังจากคดีนำไปสู่กระบวนการของศาล โดยทีมทนายความยอมขอถอนคำร้องการจับกุมมิชอบต่อศาล พื่อแลกกับอิสรภาพของพี่น้องชาวบ้านปางแดงทั้ง 47 คน
“ใจหนึ่งก็อยากที่จะสู้เพื่อให้เรื่องทั้งหมดนั้นกระจ่างว่าการกระทำของเจ้าหน้าที่นั้นผิดหรือถูกอย่างไร แต่อีกใจหนึ่ง ก็สงสารพี่น้องชาวบ้านปางแดงที่อยู่ในเรือนจำ ทำให้ผมเองคุยกับทางทีมทนายกันว่าควรจะเอาอิสรภาพของพี่น้องปางแดงก่อน เรื่องอื่นค่อยว่ากัน ก็เลยตัดสินใจยอมถอนคำร้องไต่สวนจับกุมมิชอบเพื่อแลกกับอิสรภาพของพี่น้องชาวบ้าน นั่นเป็นที่มาของการได้รับการปล่อยตัว หลังจากนั้นการดำเนินคดีก็เข้าสู่กระบวนการดำเนินการของศาล”
ปางแดง คือบทเรียนของกระบวนการยุติธรรมกับส่วนราชการ
ด้าน พลเอกสุรินทร์ พิกุลทอง ประธานกรรมการบริหารสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน อดีตประธานอนุกรรมการแก้ไขปัญหาที่ดินของศูนย์อำนวยการขจัดความยากจนตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง และคณะกรรมการการแก้ไขปัญหาการบุกรุกที่ดินของรัฐ ซึ่งเป็นอีกผู้หนึ่งที่ได้ลงพื้นที่ปางแดง เพื่อรับทราบปัญหาเพื่อหาแนวทางแก้ไขปัญหา ได้กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า หลังเกิดเหตุการณ์ พี่น้องปางแดงโชคดีตั้งแต่กระบวนการยุติธรรมในศาล โชคดีที่มีทีมทนายที่เป็นทีมที่เห็นใจมนุษย์ เห็นใจชุมชน รวมทั้งยังมีทั้งองค์กรพัฒนาเอกชนที่อยู่ใกล้เคียงได้เข้ามาดูแล
พลเอกสุรินทร์ ได้ยกตัวอย่างเปรียบเทียบ กรณีชาวบ้านปางแดง กับชาวเลที่หาดราไวย์ (ชุมชนราไวย์ตั้งอยู่บริเวณใกล้หาดราไวย์ หมู่ที่ 2 ตำบลราไวย์ อำเภอเมือง จังหวัดภูเก็ต เป็นชุมชนของชาวมอแกนและอูรักลาโว้ย)ว่าล้วนถูกกระทำไม่แตกต่างกัน
“หากรัฐมองคนเหล่านี้เป็นคนที่ผิดกฎหมาย รัฐก็คงมีหน้าที่ 2 อย่าง คือ กรณีชาวเลราไวย์ ก็ทำแพ แล้วเอาคนลงแพ แล้วลากจูงปล่อยไปทิ้งทะเล หรืออีกทางหนึ่งคือ ให้เขาอยู่ชอบโดยกฎหมายและมีความมั่นคง กรณีปางแดงก็เหมือนกัน หากรัฐมองคนเหล่านี้เป็นคนที่ผิดกฎหมาย รัฐก็คงมีหน้าที่ 2 อย่างคือ จับชาวบ้านทั้งหมดขึ้นรถและส่งกลับไปพม่าที่เดิม หรือให้เขาอยู่อย่างมีความมั่นคง ซึ่งชาวบ้านทั้งหลายไม่ใช่หมูหมา กาไก่ แต่ที่เราทำทุกวันนี้เป็นเหมือนอย่างหมู หมา กา ไก่ ที่จะทำอะไรก็ได้ ซึ่งเราเองก็ทนไม่ได้ แม้กระทั่งตัวผมเองก็ยังทนไม่ได้ ผมทนต่อความอยุติธรรมไม่ได้มาตั้งแต่เล็กแต่น้อยแล้ว ผมเองเป็นทหารนอกแถวที่ไม่ยอมรับความไม่เป็นธรรมเด็ดขาด”
พลเอกสุรินทร์ ได้สรุปบทเรียนกรณีปางแดง ว่าได้รับบทเรียนเยอะมาก โดยเฉพาะกระบวนการยุติธรรม
“ก็ยังมีเครื่องหมายคำถามอยู่บ้าง ถึงแม้ว่าจะมีความเมตตาอยู่ ซึ่งไม่ใช่เฉพาะที่ศาล แต่เริ่มตั้งแต่ตำรวจเลย ตำรวจ การจับกุม ไปเรื่อยๆจนถึงศาล ก็มีคำถามที่เป็นขั้นเป็นตอนอยู่เหมือนกันว่า โปร่งใสจริงไหม นี่ยังเป็นคำถามอยู่ ถามว่าเมื่อเป็นอย่างนี้แล้ว ทำอย่างไรถึงจะให้คำถามเหล่านั้นคลี่คลายลงหรือน้อยลง”
พลเอกสุรินทร์ ยังได้วิพากษ์ระบบราชการ ด้วยว่า เมื่อพูดถึงภาคราชการ หากย้อนยุคไปถึงสมัยกรมพระยาดำรงราชานุภาพโดยการใช้คำพูดของท่านว่า “ราชการของเรามีหน้าที่บำบัดทุกข์ บำรุงสุข”ถ้าทุกภาคส่วนร่วมกันทำงานกันอย่างจริงจังแล้วคงไม่เกิดเหตุการณ์เหมือนกับกรณีปางแดง
“แต่ว่าบทเรียนที่ได้คือ ราชการเราไม่ทำอย่างนั้น ถามว่าเหตุจากอะไร ส่วนหนึ่งราชการบางคนก็อยากจะทำ อย่างน้อยๆก็เพราะด้วยระบบของราชการที่ไม่เอื้อ ตัวกฎหมายบางตัวที่ออกมาภายหลังนั้นไม่เอื้อ โครงสร้างกระบวนการบริหารของส่วนราชการไม่เอื้อ และนี่เป็นบทเรียนที่ว่าทางราชการควรหรือยังที่จะหันมาดูระบบของตนเองว่าสมควรที่จะมีการแก้ไข ปรับปรุงระบบราชการ ณ วันนี้หรือไม่ ต้องหันลงมาดูอย่างจริงจังแล้ว ถ้าไม่งั้นจะเกิดปัญหามากยิ่งขึ้น”
กลุ่มทุนการเมืองเกิดความเข้มแข็งขึ้น แต่ระบบราชการนั้นอ่อนแอ
ประธานกรรมการบริหารสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน ยังมองว่า กลุ่มทุนภาคการเมือง ภาคราชการและบางกลุ่มนั้นเกิดความเข้มแข็งขึ้น แต่ตัวราชการที่จะใช้จริงๆนั้นเกิดการอ่อนแอลง ไม่สามารถที่จะวางแผนพัฒนาร่วมกับประชาชนอย่างแท้จริงได้
“ผมมองอย่างนั้นก็ด้วยความอ่อนแอทั้งกระทรวง มีทั้งตัวข้าราชการ พนักงาน ซึ่งไม่ใช่ข้าราชการ ทำให้เกิดความอ่อนแอมากขึ้นอีก”
เสนอให้ปางแดง เป็นกรณีศึกษาจัดระเบียบปัญหาที่ดินชุมชนในเขตป่าทั่วประเทศ
พลเอกสุรินทร์ กล่าวอีกว่า ควรมีการจัดระเบียบ จัดการแก้ไขปัญหาที่ดินในเขตป่ากันใหม่ทั้งประเทศ เหมือนกับการแก้ไขปัญหาบ้านปางแดง(‘โครงการบ้านมั่นคงชนบทชุมชนบ้านปางแดง’ มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างที่อยู่อาศัยให้ราษฎรในชุมชนบ้านปางแดงให้มีหลักประกันได้รับความมั่นคงในชีวิต ตามสิทธิมนุษยชน พัฒนายกระดับให้ชุมชนมีความเข้มแข็งสามารถพึ่งพาตนเองได้ และได้รับการรับรองฐานะอย่างเหมาะสมโดยชอบตามกฎหมายต่อไป)
“กรณีอย่างนี้ ไม่ใช่มีแค่ปางแดง ไม่ใช่ว่าจะมีเฉพาะที่เชียงดาวเท่านั้น แต่ยังมีอีกหลายๆพื้นที่ ในเชียงใหม่ ในประเทศไทย ที่เป็นอย่างนี้ ที่มีปัญหาเหมือนกัน ทำนองเดียวกัน เราก็ต้องมีการแก้ไขปัญหาโดยการที่เราต้องเอาทุกภาคส่วนมาร่วมในการแก้ไขปัญหาร่วมกัน ผมถือว่าเรื่องนี้เป็นแค่เริ่มต้น เป็นบทเรียนที่ทุกภาคส่วนต้องมีการหันหน้ากันเข้ามาจับมือกันอย่างแท้จริง และแก้ไขปัญหาได้”
โปรดติดตามตอนต่อไป...
คำชี้แจง
เว็บไซต์ประชาไท ให้บริการพื้นที่แสดงความคิดเห็นต่อข่าวและบทความแบบสาธารณะ ขอความร่วมมือในการแสดงความคิดเห็นโดยเคารพกฎหมาย, ความเห็นที่แตกต่าง และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของผู้อื่น
- ประชาไทแสดงหมายเลขไอพี* ของผู้โพสต์ประกอบความเห็นเสมอ
- ประชาไทไม่มีนโยบายกรองข้อความก่อนการแสดงผล
- อย่างไรก็ตามขอสงวนสิทธิ์ในการปิดการแสดงความเห็นที่ไม่เป็นไปตามกติกาหากตรวจสอบพบภายหลัง
ทั้งนี้ข้อความที่โพสต์จะยังไม่ปรากฎในทันที ซึ่งเป็นข้อจำกัดด้านเทคนิค
จึงเรียนมาเพื่อทราบและขอบคุณในความร่วมมือ
* หมายเลขไอพีปัจจุบันใช้เป็นข้อมูลที่เชื่อมโยงกลับไปที่ข้อมูลการเชื่อมต่อ อินเทอร์เน็ต ซึ่งอาจระบุไปถึงแหล่งที่มาการโพสต์หรือบุคคลที่โพสต์ได้ นอกจากนี้ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ มาตรา 26 กำหนดให้ผู้ให้บริการต้องเก็บข้อมูลจราจรคอมพิวเตอร์ไว้ 90 วัน












ทำนาบนหลังคน
ทำนาบนหลังคน พร้อมกับเหยียบบ่ามันไว้ให้จมดิน นี่แหละคือสันดานของอำมาตยาธิปไตย มันผู้ใดรู้มากและไม่ยอมอยู่ในอานัติของอำมาตย์มันผู้นั้นคือผู้ขัดขวางผลประโยชน์ มันผู้นั้นจะต้องถูกกำจัดให้สิ้นโดยไม่คำนึงว่าจะมึคุณความดีหรือไม่ ส่วนชาวไร่ชาวนาคนจนชนรากหญ้าก็เป็นเพียงเบี้ยที่ถูกเหล่าอำมาตย์หลอกใช้ จนบัดนี้ก็หลงตัวเองอยู่ว่ายังสามรถที่จะหลอกและล้างสมองให้เขาหลงโง่งมงายได้เหมือนก่อน ชาวรากหญ้าเขาตื่นแล้วพวกเขารู้ทันหมดแล้วหลอกเขาไม่ได้อีกแล้ว พวกเขาเริ่มจะรวมตัวกันเพื่อที่จะเอาคืนอย่างตรงไปตรงมา อีกไม่นานแล้วสินะจะได้รู้ว่าใครเป็นผู้ชนะ แต่อย่าลืมว่าสุดท้ายแล้วประชนจะเป็นฝ่ายชนะ
บัดนี้เป็นที่ประจักษ์แล้วว่า
บัดนี้เป็นที่ประจักษ์แล้วว่า “ไพ่ใบสุดท้าย” ที่ทักษิณ ชินวัตรได้หงายออกมาก็คือ “สงครามประชาชน”เพื่อทักษิณ ที่มีองค์ประกอบอยู่ 3 ส่วนคือ
1.ชาวรากหญ้าและคนชั้นกลางในชนบท
ผู้คนเหล่านี้ นอกจากจะขาดข่าวสารที่รอบด้านแล้ว ยังถูก “เงิน” จากคนของระบอบทักษิณซื้อเอาไว้ได้ภายใต้ความสัมพันธ์เชิงอุปถัมภ์ในการเมืองระดับท้องถิ่น แต่ก็ต้องยอมรับด้วยว่า พวกเขาเหล่านั้นก็ได้ถูกคนของระบอบทักษิณปลุกระดมให้ “ตื่นตัวทางการเมือง” ขึ้นมาในระดับหนึ่งด้วยเช่นกัน โดยที่พวกเขาไม่ได้ตระหนักเลยว่า “ประชาธิปไตย” ที่พวกเขาลุกขึ้นมาปกป้องนั้น ที่แท้ก็คือ ธนาธิปไตยหรือระบบเลือกตั้งแบบซื้อเสียง หาใช่ประชาธิปไตยตามความหมายที่แท้จริงและตามหลักการที่บริสุทธิ์ยุติธรรมแต่อย่างใดไม่
2.แนวร่วมของระบอบทักษิณ
ผู้คนเหล่านี้เป็นคนกลุ่มเล็กๆ ที่เป็นแนวร่วมกับระบอบทักษิณที่ตกอยู่ภายใต้อิทธิพลความเชื่อทางการเมืองแบบ “ซ้ายตกขอบ” ที่พลัดตกลงไปในหลุมพรางของกับดักทางวาทกรรม “ประชาธิปไตย” (จอมปลอม) ซึ่งถูกสร้างขึ้นมาหรือถูกหลอกนำมาใช้เพื่อให้มาเผชิญหน้ากับระบอบอำมาตยาธิปไตยและสถาบันนั่นเอง คนเหล่านี้คือคนที่เข้าร่วมทางความคิดอย่างเอาการเอางานใน เว็บไซต์ฟ้า.... ที่มีเนื้อหามุ่ง “ถอดรื้อ” ระบอบอำมาตยาธิปไตยและสถาบันในเชิงความคิด และในเชิงวาทกรรมอย่างโจ่งแจ้งที่สุดเท่าที่เคยมีมา โดยยังไม่รวมเอาเว็บไซต์อื่นๆ ในลักษณะเดียวกันที่มีอยู่มากมาย
ผู้คนที่ตกเป็นเหยื่อวาทกรรมของ เว็บไซต์ฟ้า.... และได้เข้าร่วมในกิจกรรมของแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการ (นปก.) และแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) อย่างเอาการเอางาน จนถึงขนาดขึ้นเวทีอภิปรายที่ท้องสนามหลวงและพูดจาจาบจ้วงหมิ่นเบื้องสูงจนถูกออกหมายจับในข้อหาหมิ่น ต่างก็มีจุดจบในสภาพที่ไม่แตกต่างกัน เช่น ในกรณีของ นางสาวดารณี ชาญเชิงศิลปะกุล หรือ ดา ตอร์ปิโดที่ถูกจองจำในขณะนี้ หรือ นายสุชาติ นาคบางไทร ที่อยู่ในระหว่างหลบหนีการจับกุม เป็นต้น
3.สมุนของระบอบทักษิณ
ผู้ที่ออกมาเคลื่อนไหวปกป้องระบอบทักษิณเป็นเพราะตนเองมี “ผลประโยชน์ทับซ้อน” ที่อาจเป็นเงิน หรืออำนาจจากระบอบทักษิณ ได้แก่ ส.ส.พรรคพลังประชาชน อดีตส.ส.พรรคไทยรักไทย หัวคะแนน และนักวิชาการและ/หรือข้าราชการที่ขายตัวขายจิตวิญญาณเสรีไป
จะไปคิดอะไรกับสิทธิ์ของชาวบ้า
จะไปคิดอะไรกับสิทธิ์ของชาวบ้าน
ประเทศนี้มีแต่สิทธิ์ของนายทุน เจ้านายอมาตย์ใหญ่ เปรม ติณสูลานนท์ ที่ยึดป่าสงวนมาทำเป็นสนามกอล์ฟ เพราะเป็นกีฬาโปรดของพวกมัน
จะเป็นคนดีของชาติต้องรักเคารพ
จะเป็นคนดีของชาติต้องรักเคารพยึดมั่นในสถาบันหลักของชาติ
ความจงรักภักดีต่อสถาบันอันสูง
ความจงรักภักดีต่อสถาบันอันสูงสุด ถือว่าเป็นหน้าที่หนึ่งของคนไทยทุกคน
คิดดี ทำดี พูดดี เพื่อในหลวง
คิดดี ทำดี พูดดี เพื่อในหลวง
รักในหลวง ปวงประชา สามัคคี
รักในหลวง ปวงประชา สามัคคี
ETBALiqQ lsVOPZ
ETBALiqQ lsVOPZ
iPxYfv Cheap Ambien Buy
iPxYfv Cheap Ambien Buy Valium Cheap Xanax Cialis Cheap Ativan Phentermine
lnJYsdMN Buy Valium Xanax Buy
lnJYsdMN Buy Valium Xanax Buy Phentermine Cheapest Cialis Ambien Ativan
vuhYqJI Ambien Buy
vuhYqJI Ambien Buy Phentermine Buy Ativan Cheap Valium Viagra Xanax
eNhxvgqA Buy Cialis Viagra
eNhxvgqA Buy Cialis Viagra Cialis Cialis Buy Viagra online Buy Phentermine
uVdRgbip Ativan Buy Xanax
uVdRgbip Ativan Buy Xanax Cheap Tramadol Cheap Klonopin Phentermine
BIqJEv Cheap Xanax Cheap
BIqJEv Cheap Xanax Cheap viagra Phentermine Valium Cheap Cigarettes
JsTtRa Ativan Buy Xanax
JsTtRa Ativan Buy Xanax Phentermine Valium Cheap Cigarettes
bSbDpFV Rolex Watches
bSbDpFV Rolex Watches Tramadol Valium Viagra Cialis Tag Heuer Watches
fhbBSy Cialis Cheap
fhbBSy Cialis Cheap Phentermine Ambien Buy Valium Buy Cigarettes Buy Xanax
http://www.pantown.com/board.
http://www.pantown.com/board.php?id=10993&name=board1&topic=290&action=view
คำถามถึงชาวเขากับป่าชุมชน
ดร.โสภณ พรโชคชัย <1>
ประธานกรรมการ มูลนิธิประเมินค่าทรัพย์สินแห่งประเทศไทย <2>
เมื่อวันที่ 3 มกราคม 2549 ผมได้มีโอกาสไปเยี่ยมหมู่บ้านปกากะญอ (กะเหรี่ยง หรือ karen) แห่งหนึ่งที่อำเภอเวียงป่าเป้า จังหวัดเชียงราย ได้เรียนรู้เกี่ยวกับป่าชุมชนและความร่วมมือของชาวเขาในการรักษาป่า ซึ่งนับเป็นความพยายามที่ดี แต่ก็มีคำถามบางประการที่อาจ “มองต่างมุม” เผื่อจะเป็นประโยชน์ต่อการพิจารณา พรบ.ป่าชุมชนที่กำลังอยู่ในสภาในขณะนี้
ชาวเขารักษาป่า
หมู่บ้านที่ผมไปเยี่ยมมี ชาวเขาราว 100 คนใน 20 หลังคาเรือน ชาวเขาเหล่านี้ร่วมกันรักษาป่า โดยทำ “แนวกันไฟ” บนสันเขาด้วยการถางป่ากว้าง 6 เมตรยาวนับสิบกิโลเมตรแล้วคอยปัดกวาดใบไม้เพื่อควบคุมไฟป่า เมื่อใดที่เกิดไฟป่า ชาวบ้านจะร่วมกันดับไฟ และในยามค่ำคืนก็ยังมีอาสาสมัครในหมู่บ้านคอยเฝ้าระวังไฟป่า
หมู่บ้านนี้ดูแลป่าถึง 10,000 ไร่ และหากรวมหมู่บ้านอื่นที่อยู่ใกล้เคียงกันอีก 6 หมู่บ้าน ก็จะมีพื้นที่ภายใต้การดูแลของชาวเขาเหล่านี้ถึง 60,000 ไร่ (96 ตารางกิโลเมตร) ซึ่งนับว่ากว้างพอสมควรเพราะเทียบได้ถึง 1 ใน 16 ของขนาดของกรุงเทพมหานคร และนอกจากป้องกันไฟป่าแล้ว ชาวเขาเหล่านี้ยังคอยระวังไม่ให้บุคคลภายนอกอื่นเข้ามาหาของป่าในพื้นที่ที่ตนเองดูแลอยู่ด้วย
ในพื้นที่ 10,000 ไร่ของชาวเขา 20 หลังคาเรือนนี้ ได้รับการถากถางเป็นไร่นาประมาณ 600 ไร่เศษ โดยนำที่ราบเชิงเขามาปลูกข้าวนาปี ส่วนพื้นที่ลาดชันไหล่เขา นำมาทำไร่-นาแบบหมุนเวียน คือจะหมุนกลับมาทำกินใหม่ทุกรอบ 7 ปี (ไม่ใช่ไร่เลื่อนลอยดังนั้นจึงไม่ทำให้ดินเสื่อมโทรม) ซึ่งนับเป็นแนวทางที่สร้างสรรค์ของชาวเขาเผ่านี้
ยังมีป่าอันอุดมให้รักษาอีกหรือ
ป่าที่ดูคล้ายสมบูรณ์นี้ ความจริงแทบไม่มีอะไรเหลือแล้ว ชาวบ้านเล่าว่า ก่อนหน้าการยกเลิกสัมปทานตัดไม้เมื่อปี 2532 นั้น ปรากฏว่ามีคนงานถึง 50 คนพร้อมเลื่อยยนต์และช้างมากมายเข้ามาตัดไม้กันทั้งวันทั้งคืนนานหลายปี ตัดต้นไม้ใหญ่ล้มลงหนึ่งต้น ก็ทำให้ต้นไม้ขนาดเล็กกว่าที่อยู่ใกล้เคียงล้มอีก 4-5 ต้น มาถึงวันนี้ทางราชการคงไม่คิดให้สัมปทานทำไม้อีก แต่หากสมมติว่าให้ ก็ใช่ว่าจะมีผู้สนใจ เพราะไม่คุ้มทุนอีกต่อไป ต้นไม้ใหญ่ที่มีค่าเชิงพาณิชย์ได้ถูกตัดโค่นไปเป็นส่วนใหญ่แล้ว
ยิ่งกว่านั้นป่าก็ไม่ได้รับการปรับปรุง ตั้งแต่ยกเลิกสัมปทานทำไม้ ชาวเขาก็ไม่ได้ปลูกป่าเพิ่มแต่อย่างใด เพียงแต่พอเวลาผ่านไประยะหนึ่งต้นไม้เล็กขึ้นแซมต้นไม้ใหญ่ที่ยังพอมีอยู่บ้าง จึงทำให้ดูคล้ายกับว่าป่ายังสมบูรณ์อยู่ แม้แต่สัตว์ป่าก็ไม่กลับมา ชาวบ้านเล่าว่า สัตว์ป่าที่มีอยู่มากมายในช่วงก่อนให้สัมปทานป่าไม้ก็หายไปแทบหมดแล้ว เพราะป่าไม้ถูกตัดโค่นมากมาย ดังนั้นจึงเป็นข้อสงสัยว่า ยังจะมีป่าอันอุดมใดให้ชาวเขารักษาอีกหรือ
คนอื่นมาอยู่แทนบ้างได้ไหม
การที่ชาวเขาครอบครองป่านับหมื่นไร่ ใช้ทำมาหากินกันเฉพาะคน 20 หลังคาเรือนนั้นมากไปหรือไม่ ชาวเขาทำตนเป็นอภิสิทธิชนหรือไม่ เพราะถ้าเป็นการปฏิรูปที่ดิน แต่ละครอบครัวจะได้เพียง 15 ไร่ รวมแล้วทั้งหมู่บ้านก็คงมีที่ทำกินไม่เกิน 300 ไร่เท่านั้น ถ้าบอกว่าชาวเขาเป็นแรงงานราคาถูกที่ช่วยรักษาป่า ก็คงต้องถามกันต่อว่า คนอื่นจะมาอยู่แทนบ้างได้ไหม
1. ถ้ามีชาวบ้าน ชาวปกากะญอกลุ่มอื่น หรือชนเผ่าอื่นจะขอสิทธิอันนี้บ้างโดยขอเข้าประกวดอยู่แทนชาวเขากลุ่มนี้ (เพราะถือเป็นคนไทยเหมือนกัน เพียงแต่ไม่ได้มาบุกรุกอยู่ป่าเท่านั้น) จะได้หรือไม่
2. ถ้าชาวบ้านกลุ่มอื่นบอกว่าจะยินดีจ่ายภาษีมากกว่าชาวเขากลุ่มนี้ซึ่งไม่ได้เสียภาษีโดยตรงอยู่แล้ว จะคิดอย่างไร
3. ยิ่งถ้าธุรกิจเอกชนยินดีจะขอเช่าป่า (และรักษาให้อยู่ในสภาพเดิม รวมทั้งปลูกป่าถาวรให้หนาแน่นยิ่งขึ้น) เพื่อทำธุรกิจท่องเที่ยวเชิงนิเวศน์ (คล้ายกับที่ชาวเขาทำ “โฮมสเตย์” ในปัจจุบัน) และยินดีจ่ายภาษี (อย่างงาม) ให้กับทางราชการเพื่อนำไปทำนุบำรุงประเทศและประชาชน จะได้หรือไม่
เราแน่ใจหรือว่า การที่ชาวเขาเผ่านี้จะดูแลได้ดีกว่าคนอื่นในประเทศนี้
ที่ดินนี้ของใคร
ชาวเขาอาจอ้างว่าพวกตนอยู่มาก่อนนับร้อยปีแล้ว น่าจะเป็นเจ้าของทรัพยากร อันนี้คงต้องทำความเข้าใจใหม่ว่า การเป็นเจ้าของคงหมายเฉพาะถึงการอยู่ในหมู่บ้านของตน แต่การ “ตู่” เอาพื้นที่นับหมื่นไร่ไปใช้เสียเอง น่าจะมากเกินไป การที่เราจะอนุญาตให้ชนกลุ่มใดมา “ถูกหวย” ได้ทรัพยากรมากกว่าประชาชนกลุ่มอื่น อาจเป็นแนวคิดแบบ “มือใครยาวสาวได้สาวเอา” ที่ต้องทบทวน อย่างไรก็ตามหลายคนอาจคิดเพียงง่าย ๆ ว่าพวกเขาจน จึง “ยกประโยชน์ให้จำเลย” ไป โดยถือเสียว่าดีกว่าให้นักการเมืองหรือข้าราชการใหญ่โกงไป ทั้งที่ก็ต่างเป็นการโกงเหมือนกัน
ทรัพยากรที่ดิน-ป่าไม้เป็นของส่วนรวม เป็นของทุกคนที่รวมกันเป็นประเทศชาติ ใครครอบครอง ใครได้ประโยชน์ต้องเสียภาษี ซึ่งเป็นการตอบแทนสังคมในรูปแบบหนึ่ง กา
โดย: [0 3] ( IP )
--------------------------------------------------------------------------------
ความคิดเห็นที่ 1
รที่รัฐบาลในฐานะกลไกของประเทศชาติขาดประสิทธิภาพในการจัดการทรัพยากร เราก็ต้องแก้ไขที่ต้นตอ ไม่ใช่หันหลังให้รัฐแล้วเข้าช่วงชิงทรัพยากรกันเพื่อผลประโยชน์เฉพาะกลุ่ม (ในนามของ “คนจน”) แนวคิดเช่นนี้อาจต้องทบทวนให้ดีเพราะจะเป็นการสร้างและผูกปมปัญหาให้ซับซ้อนยิ่งขึ้นก็ได้
ใครได้ ใครเสีย
การปฏิเสธรัฐเป็นแนวคิดที่อันตราย การส่งเสริมให้ชาวเขาหรือชาวบ้านไม่ยอมรับรัฐ สร้างกระแสต่อต้านรัฐในรูปแบบต่าง ๆ โดยไม่นำพาที่จะพัฒนาองคาพยพของรัฐให้มีประสิทธิภาพในระยะยาว อาจถือเป็นวาระซ่อนเร้น หรือเป็นความพยายามบั่นทอนเสถียรภาพของประเทศชาติ ทำร้ายประชาชนไทยโดยรวม เพราะยิ่งเราหันหลังให้รัฐ ก็ยิ่งเหมือนเราเปิดช่องให้เกิดการโกงกินกันมากยิ่งขึ้นหรือไม่
การทำงานเพื่อประชาชนแบบนอกระบบนี้ อาจไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้จริง เพราะสังคมและประเทศชาติไม่อาจปราศจากกลไกรัฐ ไม่ว่าจะเป็นการปกครองโดยใครหรือระบอบไหนก็ตาม ในทางตรงกันข้ามจะสังเกตได้ว่าผลของการเคลื่อนไหวในขบวนการนอกระบบนั้นผู้ที่ได้ประโยชน์จริงมักเป็นผู้นำนอกระบบที่ได้ทั้งเงินทั้งกล่องในมิติของการเมืองในระบบ เช่น ได้เป็น สส. หรือ สว. เป็นต้น
จะเห็นได้ว่า ป่าชุมชนเป็นเรื่องซับซ้อน ละเอียดอ่อน ผมจึงเห็นว่าในการจัดการปัญหานั้น เราคงต้องศึกษาวิจัยให้ละเอียด ให้มากและให้จริงจังกว่านี้ เพื่อร่วมกันหาทางออกที่ดีกว่าที่ผ่านมานี้ เราพึงสังวรว่า ในขณะที่เรากำลังทำงานเพื่อประชาชนผู้ยากไร้ทุกวันนี้ มันอาจกลับกลายเป็นการบั่นทอนเสถียรภาพของชาติไทยและประชาชนไทยอย่างน่าใจหายอยู่หรือไม่
หมายเหตุ
<1> เป็นนักวิจัย-ประเมินค่าทรัพย์สินในประเทศไทย ขณะนี้ยังเป็นประธานกรรมการศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ AREA.co.th กรรมการสมาคมการวางแผนและเคหะแห่งอาเซียน ผู้แทนสมาคมอสังหาริมทรัพย์โลก (FIABCI) ประจำ ESCAP และผู้แทนของสมาคมผู้ประเมินค่าทรัพย์สิน IAAO ประจำประเทศไทย Email: sopon@thaiappraisal.org
<2> มูลนิธิประเมินค่าทรัพย์สินแห่งประเทศไทย เป็นองค์กรไม่แสวงหากำไรที่มุ่งให้ความรู้แก่สาธารณชนด้านการประเมินค่าทรัพย์สิน อสังหาริมทรัพย์และการพัฒนาเมือง ปัจจุบันเป็นองค์กรสมาชิกหลักของ FIABCI ประจำประเทศไทย ถือเป็นองค์กรด้านเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ที่มีกิจกรรมคึกคักที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศไทยจนได้รับความเชื่อถือจากนานาชาติ โปรดดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://www.thaiappraisal.org
โฉนดชุมชน
โฉนดชุมชน เรื่องวิบัติที่ต้องคัดค้านอย่างถึงที่สุด
http://www.prachatai.com/journal/2009/09/25985
ดร.โสภณ พรโชคชัย
ในช่วงที่ผ่านมา มีข่าวว่ารัฐบาลจะออก ‘โฉนดชุมชน’ ผมเห็นว่าแนวคิดนี้เป็นเรื่องวิบัติที่จะสร้างปัญหาอย่างใหญ่หลวงต่อประเทศชาติในอนาคต เปรียบเสมือนการออกโฉนดชนเผ่าแบบประเทศด้อยพัฒนา ทั้งที่ประเทศไทยก็มีโฉนดที่ดินให้บุคคลและนิติบุคคลถือครองมานับร้อยปีอยู่แล้ว และถือเป็นการแก้ปัญหาผิดจุดเป็นอย่างยิ่ง ผมจึงขออนุญาต ‘มองต่างมุม’ เพื่อช่วยกันคิดและมองให้รอบคอบก่อน ‘โฉนดชุมชน’ จะสร้างปัญหาให้กับประเทศชาติ ผมขอคัดค้านด้วยเหตุผลเป็นข้อ ๆ ดังต่อไปนี้:
1. ป่าเสื่อมโทรมนั้น ไม่ควรให้ใครไปอ้างสิทธิ์เอาแผ่นดินของส่วนรวมไปครอบครองเป็นส่วนตัวอย่างเด็ดขาด จะอ้างความจนมาปล้นแผ่นดินไม่ได้ เราควรเอาป่าเสื่อมโทรม มาปลูกป่าในเชิงพาณิชย์เพื่ออนาคตของประเทศชาติในอีก 50-100 ปีข้างหน้า ไม่ใช่กลายเป็น ‘ของโจร’ มา ‘แบ่งเค้ก’ กันไปโดยคนที่อยู่ใกล้ ๆ ถ้าปลูกป่าแล้วมีคนบุกรุก หรือทุกวันนี้มีคนพยายามทำลายป่าสมบูรณ์ให้กลายเป็นป่าเสื่อมโทรม ก็ต้องป้องปราม ไม่ใช่ ‘ยกประโยชน์ให้จำเลยไป’ หรือกลับไปคิดให้คนบุกรุกดูแลป่า ซึ่งเท่ากับ ‘ฝากปลาไว้กับแมว’
2. คนจนในพื้นที่ป่าเสื่อมโทรม ไม่ควรทำไร่-นา เพราะไม่มีระบบชลประทาน น้ำท่าก็ไม่สมบูรณ์ ปกติคนชนบทส่วนมากก็มีรายได้จากเกษตรกรรมเป็นรอง รายได้นอกภาคเกษตรกรรมเป็นหลักอยู่แล้ว การให้แต่ละครอบครัวครอบครองกันคนละ 5-30 ไร่ ขึ้นอยู่กับการจับจองตามอำเภอใจ คงเป็นสิ่งที่ไม่สมควร ทุกวันนี้ บ้านชนบท ก็ไม่ค่อยได้ประกอบการอะไรมาก อยู่แต่เด็กและคนแก่เป็นจำนวนมาก และกลายเป็นเสมือน ‘รีสอร์ท’ ให้ญาติพี่น้องที่มาทำงานตามเมืองใหญ่ กลับไป ‘ชาร์ตแบตฯ’ เป็นครั้งคราวอยู่แล้ว
3. ถ้าคนในพื้นที่ป่าเสื่อมโทรม ไม่ค่อยมีรายได้และยากจน รัฐบาลก็ควรหาทางสร้างงานทางอื่น ไม่ใช่ปล่อยให้ไปครอบครองที่ดินกันครอบครัวละมากบ้างน้อยบ้าง ซึ่งอาจเป็นงานในภาคอุตสาหกรรม ภาคบริการ และอื่น ๆ จะสงวนให้พวกเขาอยู่ตามอัตภาพเช่นนี้ในสภาพที่ไม่เหมาะสมและเป็นการไม่ควร สาธารณูปโภค สาธารณูปการ เช่น โรงเรียนประถม สถานีอนามัย ก็ต้องขยายออกไปอย่างไม่สิ้นสุด สิ้นเปลืองทรัพยากร เพราะคนใช้บริการก็น้อย
4. กรณีป่าสงวนออกมาทับซ้อนกับที่ดินของผู้ที่ครอบครองไว้ก่อน ก็เป็นปัญหาที่ไม่เหลือบ่ากว่าแรงที่จะแก้ไข จะถือมาเป็นข้ออ้างเพื่อสุมให้ดูมีปัญหามากมาย เพื่อจะได้ออกกฎหมายป่าชุมชน เป็นสิ่งที่ต้องทบทวน ถือเป็นเล่ห์เพทุบายที่ไม่ตรงไปตรงมา
5. พวกผู้สนับสนุนเรื่องโฉนดชุมชน ยังถึงกับอ้าง ‘ชุ่ย ๆ’ ว่า คนจนที่บุกรุกอยู่ในเมือง ก็ควรจะได้รับโฉนดชุมชนเช่นกัน ทั้งที่ในความเป็นจริง ผู้ที่อยู่อาศัยในชุมชนแออัดส่วนมาก ไม่ได้เป็นคนจน และโดยเฉพาะชุมชนประเภทบุกรุกอยู่ฟรีบนที่ดินของคนอื่นมา 2 ชั่วคนแล้ว ทำผิดกฎหมายและได้ประโยชน์มาโดยตลอด ยังจะถือโอกาสจะอ้างสิทธิ์ให้มีโฉนดชุมชนอีกหรือ
6. มีตัวอย่างชุมชนแออัดแห่งหนึ่งที่หลายฝ่ายที่ไม่รู้ก็ยกย่องว่าเป็นชุมชนที่ดี โดยรัฐบาลอนุญาตให้คนเหล่านี้ที่บุกรุกที่ดินของส่วนรวมอยู่ฟรีมา 2 ชั่วคน ได้รับสิทธิเช่าอยู่แบบถูก ๆ แบบถูกกฎหมาย แถมจัดระเบียบบ้านให้ดูสวยงาม มีสวนหย่อมน่ารัก แล้วสุดท้ายก็สรุปว่าชุมชนประเภทนี้ทำดีบ้าง เป็นชุมชนพอเพียงบ้าง ทั้งที่นี่คือการ ‘ปล้น’ สมบัติของชาติและส่วนรวมไปใช้เพื่อประโยชน์ของตนเอง
7. เจ้าหน้าที่ของหน่วยงานที่เกี่ยวกับองค์กรชุมชนบางคนถึงขนาดเขียนบทความสนับสนุนโฉนดชุมชนว่า ชาวบ้านที่บุกรุกที่ดินของเอกชนควรได้รับโฉนดชุมชนบนที่ดินที่ตนบุกรุกอยู่โดยไม่รู้ว่าใครเป็นเจ้าของ หรือเป็นที่ดินที่เป็นหนี้กับสถาบันการเงินต่าง ๆ นี่เป็น ‘อาชญากรรม’ การปล้น การละเมิดสิทธิของผู้อื่นอย่างเห็นได้ชัด การปล้นไม่ใช่การทวงถามความเป็นธรรม จึงเป็นบาป หากมีโฉนดที่ดินในลักษณะนี้ก็เท่ากับสร้างอนาธิปไตยให้เกิดขึ้นบนแผ่นดินไทย แผ่นดินนี้ก็จะลุกเป็นไฟ ประเทศก็จะมีแต่ความวิบัติ บรรพบุรุษของเรา ตั้งแต่ระดับกษัตริย์ ข้าราชการ (ที่ดี) และประชาชนที่สละชีพเพื่อปกป้องแผ่นดินไทย ก็คงต้องเสียใจกันขนานใหญ่แน่นอน
8. กรณีบ้านสระพัง ต.บางเสาธง อ.ร่อนพิบูลย์ จ.นครศรีธรรมราชที่ชาวบ้านครอบครองที่ดิน 1,600 ไร่มาตั้งแต่ปี 2491 นั้น รัฐบาลก็ควรแก้ไขปัญหาเฉพาะที่นี้ ไม่ใช่กลายเป็นต้นแบบการทำโฉนดชุมชนในบริเวณอื่น ทำให้ปัญหายิ่งซับซ้อนไปใหญ่ ทางราชการมีโฉนดตราครุฑ แต่ที่นี่มี ‘โฉนดช้างดำ’ ถ้ามองให้ลึกซึ้งถือเป็นการท้าทายอำนาจรัฐซึ่งเป็นของประชาชนคนส่วนใหญ่ชอบกล
9. ถ้าหน่วยงานของรัฐบางหน่วยจะเข้าไปช่วยเหลือ เช่น กรณีชาวบ้านบุกรุกป่าสงวน ต.ศรีสะเกษ อ.นาน้อย จ.น่าน นั้น ไม่ควรไปเพียงสร้างผลงาน และกลายเป็นการกึ่งรับรองสิทธิ์ของการบุกรุกไปเสีย เพราะการแก้ไขปัญหาในภายหลัง จะทำได้ยากขึ้น
10. ในบางกรณีถึงกับมีการอ้างอิงการแก้ปัญหาที่ดินชายฝั่งทะเลอันดามัน ภายหลังเกิดสึนามิ นั้น แต่เดิมชาวบ้านทั่วไปก็มีเอกสารสิทธิ์อยู่แล้ว ส่วนผู้บุกรุก ก็ควร ‘พอ’ เสียที ไม่ใช่ยังจะอ้างสิทธิ์ที่ไม่พึงได้ต่อไปอีก นอกจากนี้ยังมีข้อสังเกตเพิ่มเติมว่ากรณีสึนามิที่มีองค์กรต่าง ๆ โดยเฉพาะองค์กร NGO และองค์กรอาสาสมัครต่างๆ เข้าไปมากมายนั้น เชื่อว่างบประมาณที่ใส่เข้าไป อาจรวมเป็นนับพันนับหมื่นล้านไปแล้ว แต่ก็ไม่มีโภคผลอะไรนัก และจนบัดนี้ก็ยังมีเรื่องให้ทำไม่มีวันจบสิ้น ประหนึ่งเป็นการ ‘หากิน’ กับสึนามิชอบกล
ประเทศสังคมนิยม ไม่ว่าจะเป็นรัสเซีย จีน เวียดนาม เขาก็เลิกระบบนารวมกันไปแล้ว เรายังจะย้อนยุคไปถึงโฉนดชุมชนเสียอีก การแก้ไขปัญหาของชาตินั้น แน่นอน เราก็ควรฟังเสียงของผู้สูญเสียผลประโยชน์ และหากเขาได้รับผลกระทบ ก็ต้องชดเชยกันให้เต็มที่ แต่จะฟังแต่คนเดือดร้อน โดยไม่นำพาประโยชน์ของคนส่วนใหญ่และประเทศชาติ ก็เท่ากับเรานำพาแต่กฎหมู่
XoScIFq Ambien Valium Buy
XoScIFq Ambien Valium Buy Xanax Phentermine Viagra Buy Ativan
KYxPPO Buy Ambien Cheap Xanax
KYxPPO Buy Ambien Cheap Xanax Ultram Cialis Cheap Valium Cheap Phentermine