สหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย( สนนท.) องค์กรนักศึกษาที่เริ่มต้นจากการรวมตัวขององค์การนักศึกษาจาก 14 สถาบันที่เข้ามาจัดรูปองค์กรประสานงานกันใหม่ในปี 2527 หลังการยุติบทบาทลงของศูนย์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย( ศนท.) จนกระทั่งวันนี้มีอายุถึง 26 ปี ซึ่งทุกๆ ปีจะมีการสมัชชาเพื่อคัดเลือกคณะกรรมการบริหารจากบุคคลากรในองค์กรสมาชิก เพื่อเข้าไปวางยุทธศาสตร์และทำงานร่วมกับภาคประชาชน และองค์การนักศึกษาอื่นๆ อาทิ องค์กรพันธมิตรอย่างสหพันธ์นิสิตภาคอีสาน (สนนอ.) และสหพันธ์นิสิตนักศึกษาจังหวัดชายแดนใต้ (สนน.จชต.) สำหรับกรรมการบริหาร สนนท.ชุดปัจจุบันที่เข้ามาทำงานต่อหลังจากการสมัชชาเมื่อเดือนสิงหาคมในปีที่ผ่านมา มีด้วยกัน 8 คน แต่ละคนต่างก็มาจากคนละสถาบันและต่างองค์กร
สัปดาห์สุดท้ายของเดือนมกราคม 2553 สนนอ.และองค์กรภาคีในภาคอีสาน ร่วมกับ สนนท.จัดงานประชุมสัมมนากลางปีขึ้น เพื่อสรุปความเคลื่อนไหวที่ผ่านมาของ สนนท.นอกจากนั้นยังได้วิเคราะห์สถานการณ์ทางเมืองและกำหนดการเคลื่อนไหวของ สนนท.ในอนาคตด้วย นอกจากการประชุมแกนนำนักศึกษาแล้ว ยังมีเวทีเปิดที่พูดคุยเกี่ยวกับบทบาทของนักศึกษากับสถานการณ์การเมืองในปัจจุบัน เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นระหว่างนักศึกษาภายนอกและแกนนำนักศึกษาซึ่งมีผู้เข้าร่วมเป็นจำนวนมาก
นายอนุธีร์ เดชเทวพร เลขาธิการสหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย กล่าวว่า “ปัจจุบันนี้นักศึกษาไม่สามารถเป็นตัวนำในการเคลื่อนไหว แต่สามารถเป็นได้เพียงตัวหนุนเสริมขบวนการประชาชน เนื่องจากสภาพสังคมแวดล้อมที่เปลี่ยนไปทำให้บทบาทของนักศึกษาเปลี่ยนแปลงไปด้วย ทั้งนี้ การเคลื่อนไหวของนักศึกษาในช่วงปี 2516 นั้น เนื่องจากสภาพสังคมก่อน 14 ตุลาคม 2516 เป็นเผด็จการที่ปราศจากประชาธิปไตย ดังนั้นชนชั้นกลางและนักศึกษาที่กำลังจะพัฒนาไปเป็นชนชั้นกลางจึงออกมาเคลื่อนไหวเรียกร้องเพื่อประชาธิปไตยและเสรีภาพในด้านหนึ่ง เมื่อชนชั้นกลางพอใจกับเสรีภาพในด้านเดียวที่ไม่ใช่ความเสมอภาค เช่น การใช้ชีวิตที่สามารถไปเดินช้อปปิ้ง ไปร้องเพลง หรือทำทุกอย่างได้ตามอำเภอใจนั้น ขบวนการนักศึกษาที่ก้าวหน้าจริงๆ ที่หลงเหลือมาจากเหตุการณ์ 14 ตุลาจึงถูกผลักออกมาและนำมาซึ่งเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 ซึ่งสภาพนั้นยังคงส่งผลมาถึงปัจจุบัน และนักศึกษาก็อยู่ในฐานะชนชั้นกลาง
ในขณะที่ชนชั้นรากหญ้าออกมาเรียกร้องเพื่อประชาธิปไตยที่มีความเสมอภาคมากขึ้น นักศึกษาส่วนใหญ่ที่เป็นคนชนชั้นกลางก็เกิดทัศนะดูถูกดูแคลน ไม่เข้าใจ และมองว่าเป็นการก่อความวุ่นวายในสังคม ส่งผลให้นักศึกษาส่วนใหญ่เห็นคล้อยไปกับชนชั้นกลางที่พอใจกับเสรีภาพในการใช้ชีวิตบางส่วน พอพูดถึงความเสมอภาคก็จะมีทัศนะที่ดูถูกและแย้งขึ้นมาในทันที
อย่างไรก็ดียังมีนักศึกษาในส่วนที่ก้าวหน้าอยู่ ไม่หลงประเด็นไปกับความเป็นชนชั้นกลางที่มีทัศนะดูถูกคนรากหญ้า เส้นแบ่งที่สำคัญของนักศึกษาที่ก้าวหน้าหรือไม่นั้น ดูได้จากทัศนะต่อความเสมอภาคว่า ดูถูกหรือเห็นด้วย ทุกวันนี้ขบวนการนักศึกษาในส่วนที่ก้าวหน้าก็เป็นส่วนน้อยในหมู่นักศึกษาส่วนใหญ่ที่เป็นชนชั้นกลาง ดังนั้นบทบาทของขบวนการนักศึกษาในปัจจุบันนี้จึงไม่ใช่ลักษณะการนำอีกต่อไป ตอนนี้ส่วนที่กำลังนำและไปไกลกว่านักศึกษามากก็คือรากหญ้า
ดังนั้น บทบาทที่สำคัญของนักศึกษาที่ก้าวหน้า ควรจะเป็นการหนุนเสริมการต่อสู้ของคนรากหญ้าในทางวิชาการหรืออาศัยทักษะบางประการที่นักศึกษามี เช่น เทคนิคการค้นคว้าข้อมูล ทฤษฎี อินเตอร์เน็ต หนังสือ หรือตำราต่างๆ เพื่อหนุนขบวนการรากหญ้าให้มีความครบถ้วนมากขึ้น และประการที่สำคัญคือการลงไปศึกษากับตัวของประชาชนเอง เข้าใจความคิด ความรู้สึก เข้าใจการเรียกร้อง ความต้องการของขบวนการคนรากหญ้า ฉะนั้นเราจะสามารถมีทัศนะที่ถูกต้องไม่ไปดูถูกดูแคลนคนจนว่าโง่หรือถูกซื้อ เหมือนที่นักศึกษาจำนวนมากกำลังมีทัศนะเช่นนี้อยู่”
จากการระดมความคิดเห็นเกี่ยวกับบทบาทและขบวนการนักศึกษานั้น พบว่าปัญหาของบทบาทนักศึกษาต่อการเคลื่อนไหวนั้นเกิดจากสาเหตุหลายประการ ซึ่งเป็นปัญหาที่เกิดจากตัวของนักศึกษาเองและทั้งที่มาจากปัจจัยภายนอก จะพบว่าในส่วนของตัวบุคคลนั้น นักศึกษาที่อยู่ในกิจกรรมนักศึกษาในยุคปัจจุบันยังขาดความมั่นใจ ไม่กล้าตัดสินใจในทางการเมือง เนื่องจากขาดข้อมูลในการวิเคราะห์สถานการณ์ที่เพียงพอ
ในส่วนของปัจจัยภายนอกนั้น ได้แก่ สภาพแวดล้อมรอบตัว เช่น สื่อที่บิดเบือนข้อเท็จจริงและตกอยู่ในความควบคุมของคนกลุ่มน้อยบางกลุ่ม ส่งผลให้นักศึกษาส่วนมากขาดข้อเท็จจริงในการวิเคราะห์สังคมและการเมือง นอกจากนี้กระแสบริโภคนิยมที่มีบทบาทต่อชีวิตประจำวันของนักศึกษาในยุคนี้ ส่งผลให้นักศึกษาเกิดการรวมตัวได้ยากขึ้นและถูกแบ่งแยกให้มีลักษณะปัจเจกสูงขึ้นด้วย นอกจากนั้นขบวนการนักศึกษาไม่มีวัฒนธรรมที่โดดเด่นเป็นของตนเอง
นายยุทธนา ดาศรี เลขาธิการสหพันธ์นิสิตภาคอีสาน เสนอแนะว่า นักศึกษาควรที่จะมีหน้าที่ในการตรวจสอบ วิพากษ์วิจารณ์สังคมในประเด็นที่เป็นประเด็นสาธารณะ และยึดมั่นในหลักการและเหตุผลของระบอบประชาธิปไตย เช่น เรื่องการปฏิบัติแบบสองมาตรฐานของชนชั้นปกครอง นอกจากนั้นนักศึกษาควรศึกษาเรียนรู้และทำความเข้าใจและวิเคราะห์สถานการณ์การเมืองอยู่เสมอ และมีจุดยืนทางการเมืองที่ชัดเจนในการเคลื่อนไหวร่วมกับประชาชน เพื่อผลักดันระบอบประชาธิปไตยให้สมบูรณ์ นักศึกษาควรมีองค์กรเคลื่อนไหวกับฝ่ายประชาชนอย่างชัดเจน ไม่อยู่ในฐานะปัจเจกบุคคล นอกจากนั้นนักศึกษาควรตรวจสอบความคิดของตนเองและองค์กรเพื่อไม่ให้ถูกครอบงำจากมหาวิทยาลัยหรือการสร้างสำนึกแบบรัฐ
ทั้งนี้ในการประชุมครั้งนี้ ยังได้วิเคราะห์ถึงสถานการณ์การเมืองในปัจจุบันที่มีกระแสข่าวเกี่ยวกับการรัฐประหาร ซึ่งบทสรุปจากการประชุมสัมมนากลางปี มีมติร่วมกันว่า แม้การรัฐประหารจะเกิดขึ้นหรือไม่ก็ตาม ทาง สนนท.และองค์กรร่วมเคลื่อนไหวไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งกับการแสดงออกของทหารในเชิงข่มขู่และคุกคามภาคประชาชน และพร้อมที่จะลุกขึ้นมาต่อต้านการกระทำของทหารที่ละเมิดสิทธิเสรีภาพของประชาชน
หลังจากนั้น สนนท.จะร่วมกับองค์กรนักศึกษา เยาวชนที่ยึดมั่นในแนวทางประชาธิปไตยจัดมหกรรมประชาธิปไตยสัญจรตามมหาวิทยาลัยต่างๆ และเปิดเวทีรณรงค์เพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เป็นประชาธิปไตย โดยการนำรัฐธรรมนูญปี 2540 เป็นต้นร่าง ซึ่งนั่นคือกิจกรรมหลักที่ สนนท.จะทำต่อไปในอนาคต
น้อง สนนท.
น้อง สนนท.
สมัยที่ผมยังเรียนอยู่ในมหาวิทยาลัย เราได้ถูกสอนจากพี่ ๆ ว่าเรามีโอกาสมากกว่าคนอื่น ๆ ในสังคม ที่ได้ศึกษาระดับอุดมศึกษา โดยใช้เงินจากเงินภาษีของประชาชนทั้งประเทศ ฉะนั้นให้เรารู้จักทดแทนบุญคุณของภาษีของคนทั้งประเทศ ที่แบ่งมาเป็นค่าก่อสร้างสถานศึกษา และค่าใช้จ่ายต่าง ๆ รวมทั้งค่าตอบแทนครูอาจารย์ เพราะเงินทองที่คุณพ่อคุณแม่ของเราเสียค่าเล่าเรียนมันไม่เพียงพอ ที่จะให้เราได้ศึกษามาจนถึงระดับมหาวิทยาลัย จึงต้องทดแทนคุณแผนดินเกิด
สมัยใหม่แนวคิดแบบนี้คงจะเลือนหายไปกับกาลเวลา โดยจะสังเกตุได้ว่าการแสดงออกให้เห็นชัดเจนว่าผู้ที่เรียนมหาวิทยาลัย ให้ความสนใจ
1. ตัวเองมากกว่าสังคมรอบข้าง ถ้าไม่กระทบกับความสุข ความสบายส่วนตัวแล้วละก็จะไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยว
2. มุ่งเน้นจะทำอะไรก็ได้ เพื่อหาเงินให้ได้มากที่สุด โดยจะใช้วิธีอะไรก็ได้ ไม่สนใจ
3. จิตสาธารณะน้อย โดยคิดแต่จะเอาเปรียบบุคคลที่มีโอกาสน้อยกว่า
ทำไม่ผมถึงคิดอย่างนั้น
ผู้ที่เรียนมหาวิทยาลัยในเมืองที่มีความสุขความสบายส่วนใหญ่จะนิยมเข้าร่วมประกวดในเวทีต่าง ๆ แบบที่ไม่ต้องใช้ความรู้ที่เรียนมามากนัก เพื่อมีชื่อเสียงแบบข้ามคืน
การกระทำแบบนี้ไม่ใช่เรื่องที่ผิด แต่ก็เป็นการแสดงถึงอัตลักษณ์ แบบเดียวกับชนชั้นกลางทั่วไป ที่ไม่สนใจอะไรนอกจากตัวเอง
เราจึงเห็นแหล่งช้อปปิ้ง แหล่งบันเทิง จะเน้นผู้เรียนมหาวิทยาลัยเป็นพิเศษ ทั้งห้างสรรพสินค้า โรงภาพยนตร์ ห้องคาราโอเกะ ให้ส่วนลด แลก แจกแถม เพื่อสนองความต้องการลึก ๆ ของคนกลุ่มนี้ ที่จะนำไปสู่ ตามความคาดหวังที่จะมีชื่อเสียง และความสุขสบายแบบข้ามคืน
ผมขอขอบคุณน้องสนนท. จากใจจริง ที่ยังมีความคิดที่ดี ๆ หลงเหลือเป็นความหวังของชาติอยู่
ผมไม่อยากให้สนนท
ผมไม่อยากให้สนนท มองสังคมนศอย่างแคบเพียงเรื่องการ
การเมืองอย่างเดียว ผมอยากจะชี้ว่า กิจกรรมนศปัจจุบัน
ก็ยังมีอยู่ แต่รูปแบบอาจเปลี่ยนไปเช่น ที่มธ.
ด้านจิตอาสา ในแต่ละเทอม มีค่ายนศ ออกชนบทอย่าง
ต่อเน่ืองไม่ต่ำกว่าปี ละ70ค่าย
ด้านศิลป ก้มีงานอ้านประกวดดนตรีร้องเพลง โต้วาที
ด้านการเมือง กก นศ หลายคณะ ก้ยังมีการจัดเสวนาอยู่
ทั้งหมดเป็น ตย ว่า งานกิจกรรม นศ มีหลายมิติ มีความ
ก้าวหน้าในตัวของมันเอง เพียงแต่งานเหล่านั้น ไม่ยึดโยง
หรือเคลื่อนไหว ให้เป็นข่าวหรือเพ่ือสร้างกระแสทางการ
เมืองให้ดูโก้เก๋. ผมว่าเสน่ห์ของงาน นศ แบบนี้ก็สะท้อน
ว่าเรามีเสรีภาพทางการสร้างงาน ท่ีไม่ต้องติดหล่มของวงล้อ
14 กะ 6 ตุลา สนนท ไม่ควรสร้างบรรทัด ให้องค์กร นศ
เดินตาม มิเช่นนั้น สนนท คงจะต้องเสียภาคีไปเรื่อยๆ
หลานครั้งที่การออกค่าย
หลานครั้งที่การออกค่าย หลอกให้นักศึกษาคิดว่าการให้เป็นการไปพัฒนา ทั้งที่ความจริงสิ่งก่อสร้างเป็นเพียงสื่อที่นำเราเข้าไปสัมพัสชีวิตที่แท้จริงของชาวบ้าน เมื่อจบแล้วทำงานจะได้คิดถึงเงินภาษีของชาวบ้าน หลายคนไม่เข้าใจเมื่อทำงานยังมองว่าการให้ชาวบ้านในชนบท เป็นประชานิยม คนที่ว่าบางคนเป็นถึงผู้บริหารสถาบันการศึกษา ที่สั่งขึ้นค่าเรียน โดยอ้างว่าในมธ.ปัจจุบันไม่มีคนจนเรียน โดยมันไม่หาทางที่จะดึง(ให้โอกาส )คนในชนบทได้มาเรียน
ที่สำคัญหากเป็นการแสดงความเห็นที่บริสุทธิ และ ถูกต้องก็ขอสนับสนุน ครับ
มธ.ไม่เอาพวงหรีดไปวางไห้
มธ.ไม่เอาพวงหรีดไปวางไห้ สุรพล หน่อยเหรอคับ...เลขาฯ จัดไปที
เอ้าจุฬา...ปล่อยไห้ไชยยันพ่นน้ำลายอยู่ได้...กปก.จัดไปที..เอาโลงไปไห้มันเลย
อีสาน...มีไครบ้างหล่ะ...อธิการ มอบ.เฮี้ยเหลืองอ๋อย...มข....ตัวแดงๆนี่นับหัวได้
ที่เหลือแม่งเหลืองๆทั้งนั้น อ่อนบ้าง เข้มบ้างต่างกันไป....สารคาม..วิลัยการเมือง
อย่าไห้เค้าช่วงชิงไปได้...นศ.ไปทวงกลับมาที
สนนอ. อย่าช้า..เด๋วไม่ทันการณ์
อำมาตย์ ควรที่จะเลิกเข้ามา
อำมาตย์ ควรที่จะเลิกเข้ามา ควบคุมอำนาจทางการเมือง และให้มีตัวแทนพรรคการเมืองเข้ามาแข่งขันในเวทีประชาชนได้แล้ว ควรควบคุมเฉพาะอำนาจทางทหารปกป้องเขตแดนประเทศและปกครองไม่ให้ทหารปฏิวัติแย่งอำนาจก็พอ
วันนี้ เราเชื่อว่า ประชาชนคนไทยส่วนใหญ่ มีความเข้าใจมากแล้วที่จะเลือกผู้แทนของเขาเข้าไปบริหารประเทศตามวาระ ท่านเป็นผู้มีอำนาจปกครองประเทศก็ควรจะดูอยู่ห่างๆก็พอ ไม่ควรเข้ามาชี้นำบงการอะไรอีก และควรสั่งให้องค์กรต่างๆนักวิชาการเลิกล้างสมองนักศึกษาประชาชนเรื่องการเมืองการปกครองเสียทีให้พวกเขารู้จักคิดเอง สื่อทีวีหลักก็ไม่ควรเข้ามาบงการให้สื่อออกข่าวตามที่ตัวเองต้องการได้แล้ว ควรให้เป็นไปตามความต้องการของประชาชนส่วนใหญ่จะดีกว่า
โกงเชิงนโยบาย มีความหมายแบบพอ
โกงเชิงนโยบาย
มีความหมายแบบพอสรุปให้เข้าใจได้ง่ายๆ หมายถึง การโกง การทุจริต การคอรัปชั่น
โดยการออกกฎระเบียบ ออกกฎหมาย ออกคำสั่ง มอบหมายแนวนโยบายทางปฏิบัติ
ข้อบังคับทั้งในส่วนท้องถิ่น ชนบท หรือตัวเมือง ในระดับประเทศ ระดับจังหวัด หมู่บ้าน
ให้เข้าทางของตนเองและพวกพ้อง เพื่อนำสิ่งต่าง ๆ เข้าพกเข้าห่อที่ได้จัดเตรียมไว้
อย่างถูกต้องตามระเบียบ ตามคำสั่ง ตามกฎหมาย
การโกง การทุจริต การคร์อรัปชั่น นับตั้งแต่ปี 2544 เป็นต้นมา มีการพัฒนารูปแบบ
แนบเนียนชนิดที่หน่วยงานและองค์กรที่ทำหน้าที่ตรวจสอบ ไม่สามารถเอาผิดได้
เพราะถือเป็นการให้โดย เสน่หา หรือออกมาในรูปของการเข้า ร่วมทุน
โดยไม่ต้องนำเงินมาลงทุน หรือที่นิยมเรียกกันว่า หุ้นลม แทนการจ่ายเป็นตัวเงิน
เป็นเช็คหรือสิ่งของสุดแล้วแต่จะประเคนมาให้ เค้าเรียกว่าเป็น การโกงกินแบบยาวนาน
ต่อเนื่องชั่วลูกชั่วหลาน
การกระทำข้างต้นได้อาศัยช่องว่างของรัฐธรรมนูญที่พยายามเรียกร้องให้นำกลับมา
บังคับใช้ของมวลชนกลุ่มหนึ่ง ช่องว่างดังกล่าวเพียง 2 มาตราก็สามารถกระทำการ
ที่เกี่ยวกับผลประโยชน์ทับซ้อน ระหว่างผลประโยชน์ทางการเมืองและทางธุรกิจ
มาตรา 110 ห้ามมิให้ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ต้องไม่รับสัมปทานจากรัฐ
หรือไม่รับประโยชน์ใด ๆ จากรัฐ
มาตรา 209 ห้ามมิให้รัฐมนตรีเป็นหุ้นส่วน หรือ ผู้ถือหุ้นในห้างหุ้นส่วนหรือบริษัท
หรือห้ามไม่ให้รัฐมนตรีกระทำการใดอันมีลักษณะเข้าไปบริหารหรือจัดการใด ๆ
เกี่ยวกับหุ้นหรือกิจการของห้างหุ้นส่วนหรือบริษัท
ในข้อความที่ปรากฎตามรัฐธรรมนูญ ตีความภาษาซื่อ ของคนซื่อ ๆ คือ ห้ามเฉพาะ
ตัวรัฐมนตรี ไม่ได้ห้ามภรรยาและบุตร ไม่ได้ห้ามไปถึงพี่น้อง เครือญาติ จึงไม่ใช่
เรื่องแปลกที่บรรดาท่านรัฐมนตรีจะทำการโอนหุ้นและกิจการต่างๆให้กับ ภรรยา
บุตร พี่น้อง และ เครือญาติ แทนที่จะโอนให้บรรษัทบริหารสินทรัพย์หรือบริษัท
ตัวแทนผู้ถือหุ้นให้ดูแลรักษาผลประโยชน์แทน...
หากนักศึกษาไม่ต้องสนใจการบ้าน
หากนักศึกษาไม่ต้องสนใจการบ้านและการเมือง กิจกรรมนักศึกษาก็ได้เพียงแต่แย้งงานภาครัฐ และเอ็นจีโอบางสายทำ
ช่วยให้คนพวกนี้สบายมากขึ้น ภายใต้ผลประโยชน์ของคนเหล่านี้เอง หากพวกเราทรนงตนแล้วว่าเป็นคนที่เรียนมาก รู้มาก อ่านมาก ก็ควรจะมองดูปัญหาให้ตรงจุด แล้วช่วยกันรีบแก้ไขตรงจุดนั้น ตามสภาพกำลัง
ลองคิดดูว่าปัญญหาคือคนรวยยังมีน้อยเกินไป
หรือว่ามีคนจนมากกมายในสังคมนี้ เพื่อที่เราจะได้มานั่งคิดกันว่า ควรจะแก้ปัญหาของคนจน หรือคนรวยก่อนกัน
ทุกวันนี้นักศึกาทุกคนเตรียมพร้อมตัวเองเพื่อที่จะไปเป็นเจ้าคนนายคนหมด ที่คิดได้ก็มีเพียงส่วน้อยเท่านั้น
แต่ผมเชื่อว่าพลังอันน้อยนิดนี้หละ ที่จะผลักดันให้ความเท่าเทียมอย่างแท้จริงเดินหน้าไป...
ปัญหาของประเทศ
ปัญหาของประเทศ เราทั้งหลายร่วมกันช่วยได้ ด้วยจิตบริสุทธิ์ ไม่มีผลประโยชน์ส่วนตนมีแต่เพื่อชาติ
การรวมกันเป็นพลังอันยิ่งใหญ่ ท่านทั้งหลายสร้างความสงบสันติสุขได้ พัฒนาประเทศได้ ดูแลประชาชนได้
ไม่ต้องมีเงิน ไม่เป็นนอมินี่ใคร ไม่มีการแสวงหาผลประโยชน์ พลังของนักศึกษาจะนำพาประเทศสู่สันติสุข
การเดินทางย่อมมีขวากหนาม เราต้องไม่ย่อท้อ ทำตามกติกา คนนินทาบ้างเป็นปกติของโลก
ในอนาคตเราอยากให้เป็นอย่างไรเพื่อเราจะอยู่อย่างสันติสุข
ทฤษฎี สี ทำให้เกิดความแตกแยก ก้าวออกจากวงจรสี มาอาสานำพาประเทศแสดงให้ผู้ใหญ่ได้เห็นว่าสันติสุขนั้น
คือประโยชน์สูงสุดของสังคม
เมื่อสีทั้งหลายปะทะกัน ก็จะเป็นสีเทา สีเทาคือ เถ้าถ่าน ซากปรักหักพัง โครงกระดูก เศร้าหมอง
เราต้องเป็นผู้นำสังคมให้ไปสู่สันติ นักศึกษาต้องเป็นผู้นำสังคมไปในทางที่ถูกต้อง นักศึกษาต้องสามัคคีให้เป็นหนึ่งเดียว
ด้วยสติปัญญาของท่านทั้งหลายเท่านั้นที่จะทำให้บ้านเมืองสงบสุข
จับมือกันทุกภาคทุกสถาบันทุกคน เชื่อว่าทุกท่านทำได้