เหตุเกิดที่ พคท. (2553)

                ในยุคที่สงครามอุดมการณ์กำลังวางวายเพราะโลกยุคโลกาภิวัตน์ และสังคมไทยกำลังแสวงหาเส้นทางใหม่สำหรับระบอบการเมืองที่เหมาะสม ได้เกิดปรากฏการณ์ประหลาดเกิดขึ้น เมื่อได้เกิดวาทะกรรมระหว่างกลุ่มคนที่อ้างตัวเป็น “คณะกรรมการบริหารกลางพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย”(พคท.)ชุดใหม่ล่าสุด กับ ธง แจ่มศรี เลขาธิการพรรคฯชุดสมัชชาที่ 4 ซึ่งแสดงจุดยืนทางอุดมการณ์ ยุทธศาสตร์ และการนำอย่างชัดเจน

วาทะกรรมดังกล่าว เกิดขึ้นหลังจากที่กระแสตื่นตัวของการเมืองแบบมวลชนได้คึกคักขึ้นในห้วง 4 ปีที่ผ่านมา ทำให้แกนนำของ พคท.ที่แสดงบทบาทยิวเร่ร่อน ที่ไม่ยอมชำระบาปนานเกือบ 3 ทศวรรษหลังจากความพ่ายแพ้ของพรรคฯ ลุกขึ้นมาแสดงบทบาทเอาการเอางานครั้งใหม่อย่างไม่ยอมชำระหนี้สินเก่าที่คั่งค้าง (ได้แก่ ความผิดพลาด 3 ประการทางทฤษฎี ยุทธศาสตร์ และการนำ) โดยหวังว่ากลุ่มตนจะไม่เป็นสิ่งตกค้างทางประวัติศาสตร์
 
วาทะกรรมเรื่องชิงอำนาจการนำใน พคท. และการแสดงท่าทีของคู่กรณีทั้งสองฝ่าย แม้จะเกิดจากตะกอนที่ตกค้างมาจากอดีต แต่ก็ไม่อาจจะถืออย่างดูเบาว่าเป็นแค่ “ฝันละเมอของคนหลงยุค” เพราะโครงสร้างและเครือข่ายการจัดตั้งของ พคท.ที่ยังหลงเหลืออยู่ ยังสามารถรื้อฟื้นและส่งผลต่ออนาคตของการต่อสู้ของผู้รักความเป็นธรรม และต้องการต่อสู้เพื่อเปลี่ยนแปลงสู่สังคมที่ดีกว่าได้อีก ดังนั้นจึงเป็นภารกิจของผู้เขียนที่จะต้องทำการวิเคราะห์ให้เห็นสาระและประเด็นของสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างจริงจัง
 
ผู้เขียน ขอยืนยันและย้ำว่า ไม่ได้เกี่ยวข้องใดๆทั้งในทางส่วนตัว กับวิชัย ชูธรรม ที่ถูกอ้างว่า เป็นเลขาธิการพรรคฯคนใหม่ และไม่ได้สังกัดหรืออยู่ใต้จัดตั้งของ พคท.สายใดๆ เลย (แล้วก็รู้สึกยินดีอย่างยิ่งกับเสียงวิจารณ์ที่ผ่านมากับข้อเขียนเดิมๆ ที่ว่า “ไม่ใช่คนของพรรค”) แต่เป็นผู้ที่มุ่งมั่นศึกษาลัทธิมาร์กซ-เลนิน-ความคิดเหมา เจ๋อ ตง มายาวนานทั้งเชิงปริมาณและคุณภาพ (อ่านข้อเขียนของมาร์กซ-เองเกลส์-เลนิน  และนักคิดลัทธิมาร์กซอื่นๆ เกือบทุกเล่ม รวมทั้งสรรนิพนธ์เหมา ทั้ง 8 เล่มจนจบมาแล้วหลายเที่ยว) ไม่น้อยไปกว่าสมาชิกคนใดในกลุ่มบุคคลที่อ้างตัวเป็น “คณะกรรมการบริหารกลาง” ของ พคท.ชุดนี้หรือชุดไหนๆ
 
            จากเอกสารพื้นฐานเรื่อง คำแถลงเนื่องในวาระการก่อตั้งพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยครบรอบ 67 ปี (ธันวาคม 2552) เอกสารประกอบคำแถลงเนื่องในวาระการก่อตั้ง พคท.ครบรอบ 67 ปี ของธง แจ่มศรี ฝ่ายหนึ่ง กับ คำชี้แจงภายใน (1 มกราคม 2553) และ แถลงการณ์เรื่องสถานการณ์และภาระหน้าที่ (1 มกราคม 2553) ของกลุ่มคนที่อ้างว่าเป็นคณะกรรมการบริหารกลางอีกฝ่าย ผู้เขียนขอวิเคราะห์สาระของจุดยืนของคู่กรณีทั้งสองฝ่ายออกมาได้ใน 3 หมวดหลักคือ ทางทฤษฎี ทางยุทธศาสตร์ และ การนำ ดังตารางแยกแยะต่อไปนี้
 
 
 

 
          คณะกรรมการบริหารกลาง
                         ธง แจ่มศรี
ทฤษฎี
- ทุนนิยมกำลังเสื่อมทรามลงและมีจุดอ่อน ทำให้ไม่ใช่ทางออกสำหรับชาติกำลังพัฒนา รวมทั้งสังคมไทย ในขณะที่สังคมนิยมที่ประสานกับลักษณะพิเศษของแต่ละสังคมคือทางออกที่แท้จริง
 
 
-ชูคำขวัญยกระดับการศึกษาลัทธิมาร์กซ แต่กลับละทิ้งหลักการของลัทธิมาร์กซหันไปหยิบยืมหลักการอื่นมาผสมผสานเพื่อชี้นำแล้วอ้างว่าเป็นลัทธิมาร์กซ
 
- เลือกใช้ข้อมูลที่สนับสนุนความคิดตนเอง ไม่เน้นท่าทีแบบวิทยาศาสตร์ ที่เริ่มต้นจากความเป็นจริง และเปิดใจกว้าง
 
-       สังคมไทยเป็นทุนนิยมเต็มตัวแล้ว แต่โครงสร้างส่วนบนถูกครอบงำโดยกลุ่มทุนผูกขาดศักดินาเหนือรัฐ ดังนั้น ขั้นตอนนี้คือการปฏิวัติประชาธิปไตยของชนชั้นนายทุน
 
-       การวิเคราะห์ลักษณะสังคมไทยต้องยึดหลักลัทธิมาร์กซ-เลนินให้มั่น
 
ยุทธศาสตร์
 
 
-ศัตรูหลักของสังคมไทยคือกลุ่มทุนผูกขาดทักษิณและพวกที่ฉ้อโกง และทำตัวเป็นเผด็จการใต้เสื้อคลุมของประชาธิปไตย จึงต้องหาทางจับมือกับกลุ่มทุนผูกขาดที่มีคุณธรรมมากกว่าโค่นกลุ่มนี้ก่อน
- ศัตรูหลักของสังคมไทยคือกลุ่มทุนผูกขาดศักดินาเหนือรัฐ ที่กลายเป็นกลุ่มทุนเก็งกำไรใหญ่ที่สุดของประเทศ
 
การนำ
 
- อ้างความชอบธรรมจากการดำรงอยู่ของคณะกรรมการบริหารกลางจากสมัชชาที่ 4 ของพรรคเพื่อยืนยันความชอบธรรม
 
- องค์กรนำได้สิ้นสภาพไปแล้วในทางพฤตินัยและนิตินัย

 
 
 
หากใช้มุมมองของนักลัทธิมาร์กซ เพื่อพิจารณาฐานะและความถูกต้องของคู่กรณีทั้งสองฝ่าย ต้องขอย้อนกลับไปพิจารณาถึงรากฐานของลัทธิมาร์กซที่แท้จริง ซึ่งมีองค์ประกอบที่สำคัญ 3 เรื่อง เพื่อนำไปสู่การวิเคราะห์สังคมและชนชั้น คือ
  1. ทฤษฎีปรัชญาวัตถุนิยมวิภาษและวัตถุนิยมทางประวัติศาสตร์
  2. ทฤษฎีเศรษฐศาสตร์การเมือง ที่มีองค์ประกอบโครงสร้างส่วนล่างคือพลังการผลิต และความสัมพันธ์ทางการผลิต(เศรษฐกิจ)เชื่อมโยงกับโครงสร้างส่วนบนที่สร้างรูปการจิตสำนึกให้กับสมาชิกในสังคม(การเมือง-สังคม-วัฒนธรรม)
  3. ทฤษฎีสังคมนิยมวิทยาศาสตร์ ว่าด้วยพัฒนาการทางประวัติศาสตร์ของสังคมมนุษย์ ภายใต้กรอบที่มองผ่านทางการปะทะกันระหว่างชนชั้น ดังคำนำใน คำประกาศชาวพรรคคอมมิวนิสต์ ที่ว่า "ประวัติศาสตร์ของสังคมทั้งหมดที่ผ่านมาล้วนแต่ประวัติศาสตร์ของการต่อสู้ระหว่างชนชั้น"
นับแต่ถือกำเนิดขึ้นมาจนถึงปัจจุบัน ลัทธิมาร์กซ์ได้รับการยึดถือ แปลความและวิพากษ์วิจารณ์ จากบรรดานักวิชาการ นักการเมือง พรรคการเมือง รัฐบาล องค์กรต่างๆทั่วโลก รวมทั้งนำไปใช้เป็นจำนวนมาก โดยกลุ่มบุคคล 3 กลุ่มใหญ่ คือ
กลุ่มแรก คือ กลุ่มคนที่เชื่อมั่นในลัทธิมาร์กซ์แบบดั้งเดิม และนำลัทธิมาร์กซ์ ไปประยุกต์ใช้ โดยเน้นถึงความถูกต้อง ตรงตามทฤษฎีอย่างเคร่งครัด
 
กลุ่มที่สอง คือ กลุ่มคนที่เห็นว่า ทฤษฎีบางส่วนของลัทธิมาร์กซ์ ไม่ถูกต้องและไม่สอดคล้องกับสภาพการณ์ในปัจจุบันแล้ว แต่ทฤษฎีบางส่วนของลัทธิมาร์ืกซ์ ยังคงถูกต้องและสามารถใช้ได้ จึงนำเอาเฉพาะส่วนที่ยังใช้ได้ ไปประยุกต์ใช้ตามมุมมองของกลุ่มตน
 
กลุ่มที่สาม คือ กลุ่มคนที่ไม่ได้เชื่อถือในทฤษฎีลัทธิมาร์กซ์ แต่นำเฉพาะแนวคิดหรือข้อเขียนบางส่วนที่ตรงกับแนวคิดของตนมาใช้อ้างอิง ในการอธิบายปรากฏการณ์ทางสังคม ทางเศรษฐกิจ ทางการเมือง หรืออื่นๆ
 
 เนื่องจากพัฒนาการของสังคมนิยมในโลกนี้ เกิดขึ้นมากมายจนกระทั่งกลายเป็น ความสับสนทางประวัติศาสตร์ของความคิดสังคมนิยม แต่ลัทธิมาร์กซก็รักษาความแตกต่างจากสังคมนิยมอื่นๆ ชัดเจน นั่นคือ ดำรงฐานะการเป็นแนวคิดสังคมนิยมจากล่างสู่บน ที่ตรงกันข้ามกับ สองแนวทางสังคมนิยมจากบนสู่ล่าง (อันประกอบด้วย สังคมนิยมประชาธิปไตย สังคมนิยมโดยรัฐแบบสตาลิน สังคมนิยมแบบคัสโตร ฯ)
 
สำหรับนักลัทธิมาร์กซ หลักการที่ยึดถือมานับแต่แรกใน แถลงการณ์ชาวคอมมิวนิสต์ คือการยืนยันว่าเป้าหมายแรกของการปฏิวัติก็คือ “การต่อสู้เพื่อสร้างประชาธิปไตย” ที่ไม่ใช่เพียงเพื่อจะขยายเงื่อนไขให้กับการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นเท่านั้น แต่เพื่อที่จะเปลี่ยนแปลงผู้เข้าร่วมการปฏิวัติให้ปรับตัวเหมาะสมกับสภาพทางการเมือง ผ่านจิตสำนึกที่เกิดขึ้นจากการต่อสู้ของพวกเขาเอง ไม่ว่าจะเป็นการต่อสู้เพื่อต่อต้านกับเผด็จการของผู้มีการศึกษาที่ลอยตัวเหนือมวลชน, เผด็จการทุกรูปแบบที่อ้างว่าทำเพื่อปกป้องประชาชน, ลัทธิชนชั้นนำปฏิวัติ, เผด็จการอำนาจนิยมในนามของคอมมิวนิสต์ หรือแม้แต่พวกทุนเสรีนิยม
 
             จากพื้นฐานข้างต้น สามารถวิเคราะห์วาทะกรรมของคู่กรณีใน พคท.ได้ชัดเจนมากขึ้น
 
            สำหรับธง แจ่มศรีนั้น หากไม่นับความบกพร่องของรายละเอียดด้านเวลาที่เป็นข้อมูล (โดยเฉพาะเรื่องทรัพย์สินกลุ่มทุนผูกขาดศักดินาเหนือรัฐ อันเป็นกลุ่มทุนเก็งกำไรที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ มีทรัพย์สินรวม 1.19 ล้านล้านบาท เปลี่ยนแปลงในปีเดียว ซึ่งความเป็นจริงใช้เวลามากกว่านั้น แต่ยอดรวมทรัพย์สินผู้เขียนเห็นตรงกัน) ก็ถือได้ว่า เขายังคงยึดกุมทฤษฎีมาร์กซ-เลนิน ในการวิเคราะห์ลักษณะสังคมไทยออกมาอย่างแม่นยำและชัดเจน และชี้ให้เห็นการจำแนกมิตร จำแนกศัตรูอย่างถูกต้อง สมกับที่เป็นนักปฏิวัติลัทธิมาร์กซมายาวนาน
 
            ไม่เพียงเท่านั้น การยอมรับว่า สังคมไทยเป็นสังคมทุนนิยมเต็มตัวในด้านเศรษฐกิจอันเป็นโครงสร้างส่วนล่าง แต่ภาคการเมือง การปกครอง วัฒนธรรมและความคิดของผู้คนในสังคม ยังไม่เป็นประชาธิปไตยเพราะทุนผูกขาดศักดินาที่มีอำนาจเหนือรัฐครอบงำบงการอยู่มาตั้งแต่หลังเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 (โดยอ้างถึงงานศึกษาของทรงชัย ณ ยะลาเมื่อปี 2524 และ ฝ่ายวิชาการหน่วย 81 ของพรรคฯได้ยอมรับข้อบกพร่องนี้ไปแล้ว) ทำให้ขั้นตอนของการปฏิวัติสังคมไทยปัจจุบันเป็น การปฏิวัติประชาธิปไตยของชนชั้นนายทุน ที่มีกลุ่มทุนผูกขาดศักดินาที่มีอำนาจเหนือรัฐเป็นเป้าหมายหลัก เพราะกลุ่มนี้มีอำนาจเหนือกลุ่มทุนผูกขาดอื่นๆ ถือได้ว่านอกจากเป็นการวิเคราะห์ทางเศรษฐศาสตร์การเมืองแบบลัทธิมาร์กซแล้ว ยังเป็นการวิพากษ์ตนเอง และชำระสะสางความผิดพลาดทางทฤษฎีที่ดำรงยาวนานอย่างเป็นทางการของธง แจ่มศรี ทำให้เห็นได้ชัดว่า ได้ก้าวข้ามปัญหาตกค้างทางทฤษฎีและยุทธศาสตร์ในอดีตมาแล้วเต็มตัว
 
ในทางตรงกันข้าม กลุ่มบุคคลที่อ้างเป็นคณะกรรมการบริหารกลาง ของ พคท. กลับแสดงให้เห็นถึงข้อบกพร่องในทุกระดับออกมาอย่างชัดเจน ทั้งหลักทฤษฎี ยุทธศาสตร์ การนำ และ การใช้ข้อมูลเพื่อวิเคราะห์ แถมยังแสดงออกชัดว่า พวกเขาเปลี่ยนสีแปรธาตุ ละทิ้งและปฏิเสธหลักการพื้นฐานของลัทธิมาร์กซอย่างสิ้นเชิง แล้วหยิบยืมหรือลอกเลียนแนวทางลัทธิแก้ รวมทั้ง นักสังคมนิยมเพ้อฝันแบบลัทธิปรูดองมาใช้อย่างไร้ยางอาย ซึ่งหากเป็นไปเช่นนี้ ก็อาจจะเกิดปรากฏการณ์  “หนี้เก่าไม่สะสาง แล้วยังเริ่มสร้างหนี้ใหม่” ขึ้นได้ง่ายดาย
 
            เริ่มตั้งแต่ในทางทฤษฎี การประเมินสถานการณ์ทางสากล ที่มีข้อสรุปหยาบๆ ว่า วิกฤตเศรษฐกิจของสหรัฐฯทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางภูมิศาสตร์การเมืองของโลกอย่างขนานใหญ่ ศูนย์กลางการเงินโลกเคลื่อนออกจากสหรัฐฯและตะวันตก มาสู่ตะวันออกที่มีจีนและอินเดียเป็นศูนย์กลาง ในทางทหารสหรัฐฯสูญเสียอำนาจนำแบบมหาอำนาจเดี่ยวเบ็ดเสร็จในโลก และทุนนิยมไม่อาจเป็นความหวังและทางออกของโลกและชาติกำลังพัฒนาทั้งหลายอีก ในขณะที่สังคมนิยมอย่างจีน คิวบา เวียดนามและลาว กลับมีอนาคตสดใสตามลำดับ ล้วนเป็นการวิเคราะห์อย่างอัตวิสัยและผิดพลาด
 
            ในทางเศรษฐกิจ วิกฤตเศรษฐกิจสหรัฐฯมีรากฐานที่แท้จริงจากความผิดพลาดของธนาคารกลาง หรือ เฟดเดอรัล รีเสิร์ฟ ในการมุ่งกดอัตราดอกเบี้ยให้ต่ำติดดินนานเกินไป เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจภายในสหรัฐฯมิให้ทรุดหนักลงระหว่างที่เตรียมทำสงครามอิรัคเพื่อยึดแหล่งพลังงานปิโตรเลียม และหวังจะกดค่าดอลลาร์ให้ตกต่ำเพื่อแก้ปัญหาขาดดุลการค้าและดุลบัญชีเดินสะพัดเรื้อรังของตนเอง เปิดช่องให้กลุ่มทุนเก็งกำไรใช้อัตราดอกเบี้ยต่ำนำไปหมุนเก็งกำไรเป็นลูกโซ่ในตลาดต่างๆยาวนานนับ 10 ปี (นับแต่ตลาดหุ้น ตลาดพันธบัตร ตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ ตลาดอนุพันธ์ทางการเงิน แล้วมาจบลงที่ตลาดอสังหาริมทรัพย์) จนเกิดฟองสบู่แตกที่ลุกลามไปทั่วโลก แต่วิกฤตที่เกิดขึ้น ไม่ได้ทำให้โครงสร้างทุนนิยมโลกเปลี่ยนแปลงโดยพื้นฐาน เนื่องจากชาติต่างๆ ที่เรียกว่ากลุ่ม จี-20 ทุ่มทุนเข้าช่วยโอบอุ้มทุนนิยมสหรัฐฯให้อยู่รอดและเริ่มฟื้นตัวอย่างช้าๆ โดยเข้าช่วยซื้อพันธบัตรรัฐบาลอเมริกันจำนวนมหาศาล (บทวิเคราะห์ที่แหลมคมที่สุดในกรณีที่เกิดขึ้นขณะนี้เป็นของ อิมมานูเอล วอลเลอร์สไตน์ นักคิดระบบโลก หาอ่านได้จาก บรรณานุกรมท้ายข้อเขียนนี้)
 
            โดยเฉพาะจีน ซึ่งเป็นชาติสังคมนิยมที่ผูกค่าเงินหยวนติดกับค่าดอลลาร์สหรัฐฯเหนียวแน่น ทุ่มทุนสำรองระหว่างประเทศของตนเองเข้าโอบอุ้มเศรษฐกิจสหรัฐจนกลายเป็นเจ้าหนี้รายใหญ่ของสหรัฐฯไปแล้ว เหตุผลก็เพราะว่า จีนซึ่งปัจจุบันมีรูปแบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมเต็มตัวไปแล้วต้องการปกป้องตลาดสินค้าของตัวเองให้มีกำลังซื้อต่อไปเพื่อพยุงเศรษฐกิจจีนให้เติบโตต่อเนื่อง
 
การเข้าโอบอุ้มทุนนิยมโลกของจีน เป็นกรณีศึกษาที่ยืนยันชัดเจนว่า แม้กระทั่งชาติที่ประกาศเป็นสังคมนิยมอย่างจีน ยังมองเห็นความสำคัญเพื่อให้ทุนนิยมโลกดำรงอยู่ต่อไป (มีข้อเท็จจริงเรื่องความสามารถบริหารทุนของรัฐบาลจีนที่ทำให้เกิดตลาดเงินยูโรดอลลาร์ ซึ่งนักการเงินในโลกทุนนิยมทั่วโลกรู้จักกันดี แต่นักสังคมนิยมทั้งหลายกลับซื่อบื้อในข้อเท็จจริงดังกล่าว สามารถอ่านรายละเอียดได้ในบางบทของหนังสือ The Money Lenders ของ Anthony Sampson)
 
ข้อเท็จจริงที่ยืนยันว่า ศูนย์กลางการเงินโลกยังคงอยู่ที่สหรัฐฯ ได้แก่การที่เงินสกุลดอลลาร์ ยังคงเป็นสกุลหลักของโลกทุนนิยมต่อไป แม้จะมีความพยายามท้าทายจากรัสเซียและจีน เพื่อสร้างเงินสกุลใหม่ของโลกทดแทนดอลลาร์ แต่ชาติมหาอำนาจทางเศรษฐกิจใหม่อย่างอินเดียและบราซิลไม่ยอมร่วมมือด้วย ทำให้บทบาทการเป็นศูนย์กลางการเงินโลกยังอยู่ที่สหรัฐฯต่อไปอย่างน้อยใน 1 ทศวรรษข้างหน้า
 
            ข้อสรุปของกลุ่ม “คณะกรรมการบริหารกลาง” ที่ว่า ชาติทุนนิยมไม่อาจสร้างสังคมที่ประชาชนมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดี มีความเสมอภาคได้อย่างยั่งยืน สู้ชาติสังคมนิยมอย่างจีนที่ยืนหยัดหลักการพึ่งตนเองและเป็นตัวของตัวเองทางเศรษฐกิจ ทำให้สามารถพัฒนาประเทศได้อย่างยั่งยืน โดยไม่ได้รับผลกระทบจากมรสุมเศรษฐกิจทุนนิยมโลก ยิ่งสะท้อนให้เห็นความอ่อนด้อยทางปัญญาและการใช้อัตวิสัยอย่างมืดบอด เพราะเป็นการเจตนาที่จะบิดเบือนข้อเท็จจริงจากพัฒนาการทางการเมืองภายในของจีนในรอบ 30 ปีมานี้ ว่า ได้ผ่านการต่อสู้ทางแนวคิดระหว่าง “กลุ่ม 4 คน” ที่ยืนหยัดแนวทางซ้ายจัด “แดงก่อน เชี่ยวชาญทีหลัง” ที่ก่อการปฏิวัติทางวัฒนธรรมอย่างกว้างขวาง กับ แนวทาง “ชี่ยวชาญก่อน แดงทีหลัง”นำโดยเติ้ง เสี่ยว ผิง เจ้าของคำขวัญ “แมวสีอะไรก็ได้ ขอให้จับหนูได้” ซึ่งลงเอยด้วยชัยชนะของฝ่ายหลัง ที่มีส่วนทำให้แนวทางพัฒนาเศรษฐกิจจีนยอมรับวิถีการผลิตแบบทุนนิยมเป็นรากฐานภายใต้คำขวัญ 4 ทันสมัย ทำให้เศรษฐกิจเติบโตอย่างก้าวกระโดด มิใช่เป็นเพราะจีนปฏิเสธแนวทางทุนนิยมแต่อย่างใด
 
            ยิ่งกว่านั้น การอ้างว่า คิวบา เวียดนาม และลาว มีการเติบโตทางเศรษฐกิจดีขึ้นตามลำดับ ก็เป็นการใช้อัตวิสัยแบบเหมาเข่งอย่างขัดแย้งกับข้อเท็จจริง เนื่องจากเวียดนามนั้นถึงขั้นเผชิญเศรษฐกิจที่เลวร้ายมากจนขนาดต้องลดค่าเงินด่องลงเมื่อปลายปีที่ผ่านมาเป็นที่โด่งดังทั่วโลก ส่วนคิวบานั้น หากเศรษฐกิจจะดีขึ้นก็เป็นเพราะบังเอิญราคาน้ำตาลในตลาดโลกพุ่งกระฉูดกะทันหันเพราะผลผลิตอ้อยจากแหล่งผลิตสำคัญลดลงทั่วโลก ส่วนลาวนั้น เศรษฐกิจดีขึ้นชั่วคราวเพราะการเป็นเจ้าภาพจัดแข่งขันซีเกมส์ปลายปีที่ผ่านมาเช่นกัน มิได้เป็นเพราะความสามารถของระบบเศรษฐกิจสังคมนิยมแต่อย่างใด
 
            สำหรับสถานการณ์ในประเทศ กลุ่ม “คณะกรรมการบริหารกลาง” ไม่เพียงแต่ไม่วิเคราะห์สังคมอย่างจริงจังเท่านั้น พวกเขายังเลือกจะใช้ข้อมูลเพื่อหาข้อสรุปเชิงอัตวิสัยอย่างมีอคติ และบิดเบือน เพื่อที่จะแสดงถึงการละเลยและปฏิเสธหลักการของลัทธิมาร์กซ-เลนิน และกระทั่งความคิดเหมา เจ๋อ ตง ไม่สมกับที่อ้างตนเป็นนักลัทธิมาร์กซแม้แต่น้อย
 
            แรกที่สุดที่เห็นได้คือ พวกเขา ไม่ยอมกล่าวถึงกลุ่มทุนศักดินาอย่างจริงจัง นอกจากคำกล่าวเพียงสั้นๆว่า “ชนชั้นศักดินาก็ต้องปรับตัวเข้าสู่ระบอบทุนนิยม บางกลุ่มได้พัฒนาเป็นทุนใหญ่ผูกขาด” โดยไม่ยอมก้าวล่วงไปถึงบทบาทการใช้อำนาจแบบ  “รัฐซ้อนรัฐ” ที่เป็นที่ประจักษ์กันโดยทั่วไป (ผู้เขียน เคยกล่าวถึงเรื่องนี้โดยละเอียดพอสมควร ในข้อเขียน เอากษัตริย์คืนไป เอาประชาธิปไตยคืนมา 2552 มาแล้ว) จากนั้นก็ก้าวข้ามไปสู่ประเด็นอื่นๆ โดยการกล่าวถึงโครงสร้างส่วนบนเป็นสำคัญ
 
การแสดงเจตนาไม่ยอมพูดถึงการดำรงอยู่ บทบาท และพัฒนาการของกลุ่มทุนศักดินาไทยอย่างจริงจัง ถือว่าละเมิดแนวคิดพื้นฐานของลัทธิมาร์กซ-เลนิน และ เหมา เจ๋อ ตงในเรื่องการวิเคราะห์ลักษณะสังคมอย่างเป็นรูปธรรมที่ชัดเจน
 
เลนิน เขียนหนังสือเรื่อง พัฒนาการของทุนนิยมรัสเซีย พูดถึงการคลี่คลายของทุนนิยมแบบต่างๆในรัสเซีย ที่สร้างลักษณะพิเศษในการผูกขาดและขูดรีดโดยการร่วมมือของอำนาจรัฐในฐานะโครงสร้างส่วนบน และ What is to be done โดยมีข้อความบางส่วน ระบุถึง บทบาทที่แตกต่างกันอย่างเป็นรูปธรรมขององค์กรปฏิวัติโดย “คนงาน-นักปฏิวัติ” ที่เป็นประชาธิปไตยกับองค์กร “สมรู้ร่วมคิด” ของแกนนำที่ปิดลับและปฏิเสธฐานะในการเข้าร่วมของมวลชน
 
ส่วนในสรรนิพนธ์ของเหมาเจ๋อตง 8 เล่ม ซึ่งเป็นงานนิพนธ์ที่สะท้อนถึงความเป็นนักลัทธิมาร์กซ์ของเหมา ผ่านการกลั่นกรองจากความคิด และประสบการณ์รูปธรรมของการปฏิวัติ นับตั้งแต่ วิเคราะห์ลักษณะทางชนชั้นในสังคมจีน และ รายงานการสำรวจการเคลื่อนไหวของชาวนาในมณฑลหูหนาน ซึ่งได้วิเคราะห์ให้เห็นฐานะและลักษณะของชนชั้นต่างๆของสังคมจีนในขณะนั้น แล้วกล่าวถึง บทบาทและฐานะของชาวนาในสังคมจีน รวมถึงความสำคัญของปัญหาชาวนาในประเทศจีน ประกายไฟไหม้ลามทุ่ง วิเคราะห์การสะสมกำลังและใช้กลยุทธ์ ‘ชนบทล้อมเมือง’ ของกองทัพแดงครั้งเริ่มตั้งฐานที่มั่น ณ จิ่งกังซัน ปัญหาทางยุทธศาสตร์ของสงครามปฏิวัติของจีน เขียนเมื่อเดือนธันวาคม ปี 1936 กล่าวถึงปัญหา ทางยุทธศาสตร์ และสงครามการปฏิวัติของจีน ว่าด้วยการปฏิบัติ เสนอว่า การรับรู้ของคนเราต้องมาจากการปฏิบัติที่เป็นจริง  ว่าด้วยความขัดแย้ง ขยายความปรัชญาวิภาษวิธีวัตถุนิยมของลัทธิมาร์กซ์ กล่าวคือ การมองสรรพสิ่งมีสองด้านเสมอ นอกจากนี้ยังต้องพัฒนา ไม่หยุดนิ่ง เพื่อให้สมาชิกพรรคฯ ผู้ปฏิบัติงาน รวมถึงมวลชนที่ก้าวหน้า ได้เข้าถึงแนวคิดที่สำคัญจากลัทธิมาร์กซ์ และ ปัญหาการจัดการความขัดแย้งภายในประชาชนอย่างถูกต้อง เป็นทฤษฎีเกี่ยวกับ การวิเคราะห์ความขัดแย้งภายในหมู่ประชาชนจีนภายใต้ระบอบสังคมนิยม ตลอดจนเสนอท่าที และวิธีการจัดการกับปัญหาที่ถูกต้อง โดยการวิเคราะห์ให้เห็นถึงธาตุแท้ของความขัดแย้ง 2 ชนิด คือ ความขัดแย้งระหว่างประชาชนกับศัตรูของประชาชน และความขัดแย้งในหมู่ประชาชนเอง
 
การที่ “คณะกรรมการบริหารกลาง” ปฏิเสธข้อเขียนของเลนิน และ เหมาฯ แต่กลับมีท่าทีเร่งเสนอทฤษฎีการปฏิวัติไทยรอบใหม่อย่างลนลาน ก็เท่ากับว่า พวกเขา มีฐานะเป็นแค่กากเดนของลัทธิมาร์กซ-เลนิน-และเหมา
 
ยิ่งการที่ระบุถึง “ชนชั้นพื้นฐานในเมืองและชนบท” ของสังคมไทยขึ้นมาอย่างเลื่อนลอย โดยไม่ให้คำนิยามที่ชัดเจนนั้น ก็ยิ่งชวนให้ตั้งคำถามมากขึ้นว่า พวกเขาประดิษฐ์ชนชั้นใหม่นี้ขึ้นมาจากฐานข้อมูลอะไร? และอย่างไร?
 
            นอกจากนั้น แม้ “คณะกรรมการบริหารกลาง” จะยอมรับว่า รัฐบาลอภิสิทธิ์เป็นรัฐบาลผสมจากหลายพรรคการเมืองที่เคยร่วมกับรัฐบาลทักษิณมาก่อน และส่วนใหญ่ก็มีประวัติการคอรัปชั่นโกงกินในระดับต่างๆกัน ไม่อาจเป็นผู้นำการแก้โครงสร้างอันเน่าเฟะของสังคม และแก้ปัญหาความยากจนของประชาชนอย่างถึงที่สุดได้ อีกทั้งพรรคประชาธิปัตย์ที่เป็นแกนรัฐบาลผสมก็มีนโยบายอนุรักษ์นิยม เป็นตัวแทนกลุ่มทุนใหญ่ผูกขาดที่เชิดชูสถาบัน และเอื้อประโยชน์ทุนผูกขาดใหญ่ต่างชาติ แต่กลับมีท่าทีผ่อนปรนและชื่นชมเมื่อกล่าวถึงพรรคนี้อย่างชัดเจน ด้วยการกล่าวว่า “ในปัจจุบันเป็นที่น่าสนใจว่า ภายในพรรคประชาธิปัตย์ก็มีส่วนประกอบที่หลากหลายมากขึ้น” และ “นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีหลายคน และคนอื่นๆที่ล้อมรอบช่วยงานรัฐบาลส่วนใหญ่เป็นคนหนุ่มรุ่นใหม่ที่มีการศึกษาสูงจากประเทศทุนนิยม มีความคิดไปทางแนวเสรีนิยมของทุนนิยมเสรี” ซึ่งทำให้พวกเขามองเห็นว่า การทำงานของรัฐบาลนี้ เป็นไปในทางบวก”…เศรษฐกิจไทยเริ่มมีสัญญาณฟื้นตัว การส่งออกกระเตื้องขึ้น คนว่างงานลดเหลือ 4แสนกว่าคน การเติบโตทางเศรษฐกิจมีแนวโน้มเป็นบวก ประชาชนได้รับประโยชน์จากโครงการต่างๆของรัฐบาลในระดับที่ต่างๆกัน ซึ่งในด้านนี้ ประชาชนยังต้องช่วงชิงและผลักดันให้เป็นประโยชน์ต่อประชาชนมากขึ้น...”
 
            ปัญหาหลักของสังคมไทยในสายตาของ “คณะกรรมการบริหารกลาง” จึงขมวดปมอยู่ที่เรื่องของกลุ่มทุนใหญ่ผูกขาดทักษิณที่พวกเขาเห็นว่า  “เผยโฉมหน้าของการเป็นเผด็จการทางการเมืองภายใต้เสื้อคลุมของประชาธิปไตย” และได้โกงกินบ้านเมือง จนกระทั่งถูก “การเคลื่อนไหวคัดค้านต่อต้านของผู้รักชาติ รักประชาธิปไตย” หลุดจากอำนาจ และได้พยายามกลับคืนมาอีกครั้งในทุกรูปแบบ โดยใช้กลุ่มนอมินีและ “ม็อบเสื้อแดง” เป็นเครื่องมือ
 
            การพูดถึงพฤติกรรมที่เลวร้ายของทักษิณและพวกที่  “ซื้อเสียงในการเลือกตั้ง ซื้อนักการเมือง และพรรคการเมือง “ ถึงเป็นการใช้ข้อมูลฝ่ายเดียวอย่างบิดเบือน เพราะโดยข้อเท็จจริง การซื้อเสียงเลือกตั้งเป็นวัฒนธรรมปกติของการเลือกตั้งของไทยมายาวนาน และทุกพรรคก็กระทำ เพียงแต่ใครจะกระทำได้แนบเนียนมากกว่ากันเท่านั้น ตัวอย่าง นายบุญมาก สิรินวกุล แห่งพรรคประชาธิปัตย์ซื้อเสียงที่ราชบุรีและถูกเว้นวรรคทางการเมือง พลตรี สนั่น ขจรประศาสน์ เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ถูกเว้นวรรคทางการเมืองเพราะปกปิดทรัพย์สินที่ฉ้อฉล ตัวอย่างพรรคประชาธิปัตย์ “ปล้น สปก.4-01” เห็นกันทนโท่ และล่าสุด การฉ้อฉลของคนพรรคประชาธิปัตย์และรัฐบาลในโครงการไทยเข้มแข็งของรัฐบาลชุดนี้หลายโครงการ ก็สะท้อนข้อเท็จจริงได้ดี
 
            การกล่าวถึง “ม็อบเสื้อแดง” ซึ่งก็เป็นกลุ่มที่เคลื่อนไหวเพื่อเรียกร้องความยุติธรรมและประชาธิปไตยอีกกลุ่มหนึ่ง โดยอ้างถึงการสร้างความเสียหายต่อประเทศด้วยท่าทีติดลบรุนแรง ช่างตรงกันข้ามกับท่าทีที่พวก “คณะกรรมการบริหารกลาง” มีต่อพฤติกรรมของคนกลุ่มที่พวกเขาเรียกว่า “ผู้รักชาติ รักประชาธิปไตยที่ต่อต้านทักษิณ” อันหมายถึงคนเสื้อเหลือง (ที่แกนนำบางคนใน “คณะกรรมการบริหารกลาง” เข้าไปมีบทบาทโดยตรงอย่างเอาการเอางาน) ที่ปิดล้อมและยึดทำเนียบรัฐบาลยาวนาน ปิดล้อมสนามบิน ปิดล้อมกองบัญชาการตำรวจนครบาล และก่อความรุนแรงต่างๆนานา สร้างความเสียหายนับแสนล้านบาท กลับมีเจตนาไม่กล่าวขวัญถึงแม้แต่น้อย
 
            ไม่เพียงแต่การเลือกใช้ข้อมูลอย่างเจตนาบิดเบือนเท่านั้น หากวิเคราะห์ให้ลึกซึ้งลงไป จะพบท่าทีของนักฉวยโอกาสที่อาศัยความสับสนทางประวัติศาสตร์ของความคิดสังคมนิยม มาเป็นเกราะกำบังความชอบธรรมของกลุ่มตน ในขณะที่ธาตุแท้นั้นได้ปฏิเสธหลักการทุกหลักของลัทธิมาร์กซอย่างชัดเจน
 
            ตัวอย่างเช่นใน ข้อที่ 1) ของแถลงการณ์ “ท่าทีและภาระหน้าที่ของเรา” นั้น “คณะกรรมการบริหารกลาง” นำเสนอข้อเรียกร้องที่ผิดพลาด และเปิดเผยให้เห็นธาตุแท้ของพวกเขาอย่างถึงที่สุด นั่นคือ”ต้องสนับสนุน และเข้าร่วมการเคลื่อนไหวต่อสู้ที่เรียกร้องผลประโยชน์ของประชาชน และความเป็นธรรมทางสังคมของกลุ่มต่างๆ…สามัคคีกับประชาชนทุกวงการต่อสู้พิทักษ์รักษาผลประโยชน์ของชาติในปัจจุบัน นำเรื่องการคัดค้านการโกงกินผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชน การปล้นชิงทรัพยากรธรรมชาติของส่วนรวม และปกป้องดินแดนและเกียรติภูมิของประเทศชาติขึ้นมาเป็นเป้าหมายสำคัญด้วย”
 
            ท่าที “ต้องสนับสนุน และเข้าร่วมการเคลื่อนไหวต่อสู้ที่เรียกร้องผลประโยชน์ของประชาชน และความเป็นธรรมทางสังคมของกลุ่มต่างๆ…สามัคคีกับประชาชนทุกวงการต่อสู้พิทักษ์รักษาผลประโยชน์ของชาติในปัจจุบัน นำเรื่องการคัดค้านการโกงกินผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชน..” เป็นการใช้สำนวนอำพรางเจตนาที่แท้จริงคือ การมุ่งโค่นล้มกลุ่มทุนทักษิณและพวก เพราะพวกเขาได้ย้ำชัดเจนว่า “กลุ่มทุนใหญ่ผูกขาดกลุ่มไหน ล้วนกดขี่ขูดรีดประชาชน ขัดขวางความเจริญก้าวหน้าของประเทศชาติทั้งสิ้น การต่อสู้คัดค้านกลุ่มทุนใหญ่ผูกขาดกลุ่มไหนก็ล้วนเป็นผลดีต่อประชาชน แม้แต่ในระหว่างความขัดแย้งของกลุ่มทุนใหญ่ผูกขาดสองกลุ่ม ประชาชนเราน่าจะวางจุดหนักไว้ที่กลุ่มที่ก่อผลเสีย และเป็นอันตรายต่อประเทศชาติและประชาชนมากที่สุด” ซึ่งโดยนัยหมายถึงการเลือกสนับสนุนฝ่ายตรงข้ามทักษิณนั่นเอง
 
            ท่าทีและยุทธศาสตร์เลือกข้างเช่นนี้ นอกจากเป็นการปฏิเสธหลักการของลัทธิมาร์กซ และปฏิเสธแนวคิดเหมา เจ๋อ ตง ที่ระบุเอาไว้ชัดเจนเกี่ยวกับประเด็นปัญหาเรื่องการวิเคราะห์ลักษณะสังคมเพื่อวางยุทธศาสตร์การต่อสู้ และจัดการปัญหาของการปฏิวัติที่เป็นรูปธรรม อย่าง “ศึกษาเป็น ใช้เป็น”แล้ว สะท้อนให้เห็นความอ่อนด้อยและความผิดเพี้ยนทางปัญญามากขึ้น
 
            สำหรับมาร์กซ (ดูรายละเอียดได้จากข้อเขียนเรื่อง ความอับจนของปรัชญา หรือ The Poverty of Philosophy) การแข่งขันทางธุรกิจทุกชนิดในระบบทุนนิยม ล้วนเป็นไปเพื่อแสวงหากำไร แต่การผูกขาด (ซึ่งเป็นอีกด้านหนึ่งของเหรียญภายในความสัมพันธ์ทางการผลิตแบบทุนนิยม) คือความพยายามจะแสวงหากำไรเกินระดับปกติจากการขูดรีดส่วนเกินของแรงงานโดยผ่านความฉ้อฉลของการใช้อำนาจรัฐ
 
มาร์กซ ถือว่า การผูกขาดและการแข่งขันในระหว่างกลุ่มทุนด้วยกันเอง ได้ต่อสู้กันอย่างเป็นไปตามหลักวิภาษวิธีในสังคมทุนนิยม (นอกเหนือจากการต่อสู้ระหว่างนายทุนกับชนชั้นกรรมาชีพ)และมีส่วนทำให้ทุนนิยมพัฒนาไปข้างหน้าจนถึงระดับทำลายตัวเอง ดังนั้น การดำรงอยู่ของกลุ่มทุนผูกขาดใหญ่ทุกชนิด จึงเป็นการกระทำที่ฉ้อฉลทั้งสิ้น การพยายามสร้างเกราะกำบังว่า ทุนผูกขาดใหญ่กลุ่มหนึ่งมีคุณธรรมมากกว่าเพราะฉ้อโกงน้อยกว่า และทุนกลุ่มที่มีคุณธรรมมากกว่ามีบทบาทที่เป็นอันตรายต่อสังคมและมวลชนน้อยกว่า จึงเป็นการบิดเบือนข้อสรุปของมาร์กซที่ถือว่า ทุกผูกขาดทุกชนิดล้วนฉ้อโกง และความเป็นมิตรหรือปฏิปักษ์ทางชนชั้น ก็ไม่ได้ขึ้นกับคุณธรรมส่วนบุคคลหรือกลุ่ม แต่ขึ้นกับความสัมพันธ์ทางการผลิตเป็นสำคัญ
 
การสมคบคิดกับกลุ่มทุนผูกขาดใดกลุ่มหนึ่งเพื่อโค่นล้มอีกกลุ่มหนึ่ง โดยอ้างถึงคุณธรรมที่เหนือกว่า เป็นท่าทีแบบอัตวิสัยที่มิใช่หลักการของชาวลัทธิมาร์กซ หากเป็นท่าทีของลัทธิลาสซาล ที่ถูกมาร์กซ-เองเกลส์ระบุว่าเป็นพวกลัทธิแก้ (ผู้เขียนเคยกล่าวถึงเรื่องนี้แล้วในเหลือเชื่อ! ซ้ายเสื้อเหลืองไทย ฟื้นชีพลัทธิลาสซาล , 25 พฤษภาคม 2552)
 
แฟร์ดินันด์ ลาสซาล หนึ่งในต้นกำเนิดของแนวคิดสังคมประชาธิปไตยเยอรมนี หรือสังคมนิยมจากเบื้องบน เพราะมองเห็นว่าการจัดองค์กรเคลื่อนไหวแบบล่างขึ้นบนเป็นอันตรายต่อการดำรงอยู่ของรัฐซึ่งเขาถือว่ามีฐานะรัฐดุจดังคบไฟแห่งอารยธรรมของมนุษยชาติตามหลักการของเฮเกล (ในขณะที่มาร์กซยืนยันว่า รัฐคือรุปแบบของการกดขี่ทางชนชั้น) ได้เคยประกาศว่า “ผมจะแสดงให้เห็นถึงความจริงที่ว่า เมื่อใดก็ตามที่กรรมาชีพรู้สึกว่าอำนาจเผด็จการจะครอบงำ กรรมาชีพจะแสดงความต่อต้านโดยสัญชาติญาณในทันที ทีนี้เมื่อมองถึงสถาบันชั้นสูงในฐานะผู้ที่เป็นปฏิปักษ์กับชนชั้นกลางกระฎุมพี เมื่อใดก็ตามที่ชนชั้นกลางกระฎุมพีก้าวขึ้นกลายเป็นเผด็จการ มันก็จะมีแรงต่อต้าน แต่การต่อต้านนั้นจะสำเร็จได้ก็ต้องอาศัยความยินยอมจากสถาบันชั้นสูงนั้นให้ถ่ายทอดอำนาจที่มีอยู่ไปสู่การเป็นสถาบันของมวลชนปฏิวัติ เมื่อนั้นแรงต่อต้านก็จะมีพลังมากยิ่งขึ้น” เป้าหมายขององค์กรจัดตั้งคือ การได้รับเสียงสนับสนุนจากกษัตริย์ผ่านรัฐสภาแห่งปรัสเซีย เพื่อที่องค์กรมวลชนของเขาจะได้กลายเป็นองค์กรพันธมิตรใกล้ชิดกับรัฐของบิสมาร์กเพื่อทำให้องค์กรมวลชนจัดตั้งของเขาเลื่อนฐานะไปใกล้ชิดกับอำนาจนำของรัฐต่อต้านทุนกระฎุมพีได้
 
คำประกาศดังกล่าว ซึ่งเกิดขึ้นภายใต้ทฤษฎีที่เรียกเพราะพริ้งว่า ทฤษฎีสังคมร่วมมืออย่างสร้างสรรค์ด้วยความช่วยเหลือของรัฐ - Productive Co-operative Societies with State-help) ถือว่า รัฐ(รวมทั้งรัฐแบบศักดินา)สามารถปกป้องกรรมกรจากการขูดรีดของนายทุนหรือนายจ้างได้ดีกว่าตัวนายทุนหรือนายจ้างที่เป็นศัตรูโดยธรรมชาติของกรรมกร ถูกมาร์กซวิจารณ์ว่า รัฐบาลในความคิดของลาสซาลคือ  “รัฐบาลสังคมนิยมผู้จงรักภักดีแห่งปรัสเซีย” เพราะการสร้างพันธมิตรกับศักดินาเพื่อต่อสู้กับทุนกระฏุมพีเป็นการสนองตอบความต้องการของรัฐเยอรมนีในขณะนั้นที่ก่อตั้งขึ้นมาใหม่ใต้อำนาจแคว้นปรัสเซียนำโดยพวกนิยมกษัตริย์ และมีโอกาสนำไปสู่รูปแบบระบอบ “สังคมนิยมภายใต้การปกครองของกษัตริย์
 
            ลัทธิลาสซาล ซึ่งได้รับการพัฒนาต่อมาโดยนักลัทธิแก้ชื่อดังอีกคนหนึ่ง เอดูอาร์ด เบิร์นสไตน์ ไปไกลถึงขั้นระบุว่า การต่อสู้เชิงรูปธรรมของชาวสังคมประชาธิปไตย จึงไม่มีความจำเป็นต้องมุ่งยึดอำนาจรัฐ ไม่จำเป็นต้องผ่านกระบวนการสร้างวิกฤตทางสังคมและการเมือง แต่เน้นกระตุ้นการปรับปรุงเงื่อนไขคุณภาพชีวิตของชนชั้นกรรมกรภายใต้ระเบียบกติกาสังคมที่ดำรงอยู่แบบค่อยเป็นค่อยไป โดยหลักความร่วมมือกับอำนาจรัฐขณะนั้นๆแบบยื่นหมูยื่นแมว แล้วสงครามระหว่างชนชั้นจะถูกแทนที่ด้วยการประนีประนอมปรองดองกัน พร้อมกับความเป็นธรรมเล็กๆน้อยๆที่ชนชั้นปกครองมอบให้จนกว่าจะถึงขั้นเปิดทางให้กับสังคมนิยมโดยปริยายในอนาคตอันยาวไกล ซึ่งท่าทีนี้ เลนินโจมตีว่าเป็นท่าทีแบบ “ไก่คุ้ยกองขยะ”ตะหาก
 
            สังคมนิยมแบบมีกษัตริย์ของลัทธิลาสซาลนี้ มีแนวคิดที่คล้ายคลึงกันกับสังคมนิยมเฟเบียนของอังกฤษ ที่เพียรสร้าง “เทวะแห่งสังคมนิยม” ในกำมือของผู้เชี่ยวชาญ ที่กุมฐานะผู้ชี้ทางสว่างให้แก่ผู้คน อันแตกต่างจาก สังคมนิยมข้างถนน ที่ผ่านกระบวนการต่อสู้ทางชนชั้นจากการปฏิวัติหรือของมวลชนซึ่งพวกเขาถือเป็นความบ้าคลั่งที่ควรหลีกเลี่ยง
 
             ข้อเท็จจริงในประวัติศาสตร์การต่อสู้ของชาวสังคมนิยมก็คือ ลัทธิลาสซาลและเบิร์นสไตน์นี้เอง ทำให้พรรคสังคมประชาธิปไตยเยอรมันอ้างถึง “ภารกิจรูปธรรมของสังคมประชาธิปไตย”ตกอยู่ใต้ลัทธิชาตินิยมคลั่งชาติ ขาดความกระตือรือร้นต่อจิตใจสากลนิยมของชนชั้นกรรมาชีพ เฉยเมยต่อการลุกขึ้นสู้ของชาวคอมมูนปารีส ค.ศ. 1871 (ซึ่งชาวลัทธิมาร์กซ ถือเป็นต้นแบบของชุมชนคอมมิวนิสต์มาจนถึงปัจจุบัน) และยังสนับสนุนให้พวกนิยมกษัตริย์คลั่งชาติส่งกองทัพไปปราบปรามคอมมูนปารีส ในฐานะพรรคการเมืองที่ว่านอนสอนง่าย ที่เป็นแค่ไม้ประดับไร้ค่าเท่านั้น
 
            สิ่งที่เลวร้ายกว่าลัทธิลาสซาลในข้อเสนอของ “คณะกรรมการบริหารกลาง” ก็คือว่า ในขณะที่พวกลัทธิแก้เยอรมันสร้างสัมพันธ์กับฝ่ายนิยมกษัตริย์แบบ”ยื่นหมูยื่นแมว”นั้น แต่“คณะกรรมการบริหารกลาง”ในไทย กลับไม่เคยบอกแม้แต่คำเดียวว่า หากมวลชนผู้รักความยุติธรรมและประชาธิปไตยไทย เข้าร่วมมือสนับสนุนให้ทุนผูกขาดใหญ่อนุรักษ์ช่วยโค่นล้มกลุ่มทุนทักษิณแล้ว จะได้อะไรตอบแทน? หรือเป็นการร่วมมือฝ่ายเดียว?
 
ท่าทีต่อไปแบบลัทธิลาสซาลเช่นนี้ ดูเหมือนจะซ้ำรอยให้เห็นในแถลงการณ์ของ”คณะกรรมการบริหารกลาง” ที่ระบุข้อความว่า จะต้องเข้าร่วมสนับสนุน “...ปกป้องดินแดนและเกียรติภูมิของประเทศชาติขึ้นมาเป็นเป้าหมายสำคัญด้วย”  ซึ่งเป็นการพ่วงเอาลัทธิชาตินิยมคลั่งชาติ Chauvinistic Nationalism (ที่เหยียดหยามดูแคลนชาติอื่นๆ)เข้ามานำเสนอ ทั้งที่ขัดแย้งกับแนวคิดสากลนิยมของชนชั้นกรรมาชีพ ซึ่งชาวลัทธิมาร์กซในอดีตนำไปดัดแปลงเป็นลัทธิรักชาติ(Patriotism)ในขบวนการปลดปล่อยประชาชาติต่อสู้กับจักรวรรดินิยมมาแล้ว
 
            ท้ายที่สุด การที่ “คณะกรรมการบริหารกลาง”ระบุเอาไว้ในหัวข้อท่าทีที่ 2 “สร้างความสามัคคีในหมู่สหาย” ด้วยข้อเรียกร้องว่า”…ความแตกต่างที่มีอยู่ในขณะนี้สามารถแก้ไขได้ เพราะว่าเป็นความขัดแย้งภายในของประชาชน ขอแต่ให้เราหันหน้าเข้าหากันด้วยความจริงใจ เริ่มต้นจากความเป็นจริง ไม่อคติไม่ทิฐิ รับฟังและแลกเปลี่ยนความเห็นซึ่งกันและกันสำรวจค้นคว้าความเป็นจริงด้วยท่าทีที่เป็นวิทยาศาสตร์ และทรรศนะวิภาษวิธี..” ก็เป็นข้อเรียกร้องที่สอดคล้องกับทฤษฎี  “รู้รักสามัคคี” ที่บรรดาเครือข่ายราชสำนักพยายามเผยแพร่เพื่อมอมเมาประชาชนให้ลืมประเด็นเรื่องความยุติธรรมทางสังคมอย่างยิ่ง โดยการปฏิเสธสาระของความเป็นปฏิปักษ์และการต่อสู้ทางชนชั้น และยังสอดคล้องกับแนวคิดสังคมนิยมเพ้อฝันของลัทธิปรูดอง ที่ขัดแย้งกับท่าทีให้  “ศึกษาเพื่อยกระดับลัทธิมาร์กซ” อันเป็นถ้อยคำที่พูดให้สวยหรูอย่างสุดขั้ว
 
            ผู้เขียนเอง เห็นด้วยกับทัศนะของ ศิวะ รณยุทธ์ ที่อยู่ในข้อเขียน สองก้าวข้าม เพื่อปฏิวัติประชาธิปไตย: ยุทธศาสตร์ที่เป็นเอกภาพ ยุทธวิธีที่หลากหลาย (29 ธันวาคม 2552) ที่วิเคราะห์ความขัดแย้งของสังคมไทยออกมาเป็น 3 ระดับ(ความขัดแย้งระหว่างกลุ่มชนชั้นปกครอง ความขัดแย้งระหว่างชนชั้นปกครองกับประชาชน และความขัดแย้งระหว่างประชาชนด้วยกันเอง) และวางจุดหนักไปที่ความขัดแย้งระหว่างชนชั้นปกครองที่กดขี่ขูดรีดสังคมไทยกับประชาชนเป็นความขัดแย้งหลัก เพื่อจะหาว่าศัตรูหลักของประชาชนไทยนั้นเป็นใคร มิใช่มองเห็นความขัดแย้งหลักคือความขัดแย้งระหว่างชนชั้นปกครองด้วยกันเอง แล้วเสนอแนะให้ประชาชนเข้าไปสนับสนุนทุนผูกขาดศักดินา ที่มีฐานะครอบงำสังคมแบบรัฐซ้อนรัฐ อันเป็นยุทธศาสตร์ “เลือกเป้าผิด” ที่ “คณะกรรมการบริหารกลาง”เสนอ
 
เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนถึงข้อสรุปที่มีต่อ “คณะกรรมการบริหารกลาง” ผู้เขียนขอยกเอาข้อความบางส่วน ในแถลงการณ์ของชาวพรรคคอมมิวนิสต์ ที่มาร์กซ-เองเกลส์ ได้วิพากษ์พวกนักลัทธิสังคมนิยมและคอมมิวนิสต์เพ้อฝัน ที่มุ่งสร้าง “สังคมนิยมจากเบื้องบน” และปฏิเสธ “สังคมนิยมจากเบื้องล่าง” เอาไว้ว่า
 
“ ผู้สร้างระบบเหล่านี้(-หมายถึงพวกสังคมนิยมเพ้อฝันอย่าง แซงต์-ซิมอง ปรูดอง ฟูริเยร์ โอเวน และคนอื่น ๆ-) แม้ได้มองเห็นความเป็นปฏิปักษ์ทางชนชั้น ได้มองเห็นบทบาทของปัจจัยทำลายในตัวสังคมที่ปกครองอยู่ แต่พวกเขามองไม่เห็นความเป็นฝ่ายกระทำทางประวัติศาสตร์ใด ๆ ทางด้านชนชั้นกรรมาชีพ มองไม่เห็นการเคลื่อนไหวทางการเมืองใด ๆ ที่ชนชั้นนี้มีอยู่โดยเฉพาะ
 
เนื่องจากการพัฒนาของความเป็นปฏิปักษ์ทางชนชั้นมีจังหวะก้าวควบคู่กันไปกับการพัฒนาของอุตสาหกรรม ฉะนั้น ผู้สร้างระบบเหล่านี้จึงไม่อาจมองเห็นเงื่อนไขด้านวัตถุของการปลดแอกชนชั้นกรรมาชีพ ด้วยเหตุนี้พวกเขาจึงไปแสวงหาวิทยาศาสตร์สังคมบางอย่าง และกฎของสังคมบางอย่างเพื่อสร้างเงื่อนไขเหล่านี้
 
เมื่อเป็นเช่นนี้ การเคลื่อนไหวของสังคมก็จะต้องเข้าแทนที่โดยการเคลื่อนไหวทางประดิษฐ์คิดค้นโดยส่วนบุคคลของพวกเขา เงื่อนไขทางประวัติศาสตร์ของการปลดแอกก็จะต้องเข้าแทนที่โดยเงื่อนไขของการเพ้อฝัน การจัดตั้งเป็นชนชั้นขึ้นทีละขั้นของชนชั้นกรรมาชีพก็จะต้องแทนที่โดยองค์การจัดตั้งของสังคมที่พวกเขาเป็นผู้ออกแบบขึ้นเป็นพิเศษ ในสายตาของพวกเขาเห็นว่าประวัติศาสตร์ของโลกในวันข้างหน้านั้นจะเป็นประวัติศาสตร์แห่งการโฆษณาและดำเนินแผนสังคมของพวกเขาให้ลุล่วงไปเท่านั้นเอง
 
จริงอยู่ พวกเขาก็สำนึกถึงเหมือนกันว่าแผนของพวกเขานั้นที่สำคัญคือเป็นตัวแทนผลประโยชน์ของชนชั้นกรรมกรซึ่งเป็นชนชั้นที่ทุกข์ยากที่สุด ในสายตาของพวกเขาเห็นว่าชนชั้นกรรมาชีพเป็นเพียงชนชั้นที่ทุกข์ยากที่สุดชนชั้นหนึ่งเท่านั้น
 
แต่เนื่องจากการต่อสู้ทางชนชั้นยังไม่ขยายตัว และเนื่องจากฐานะความเป็นอยู่ของพวกเขาเอง พวกเขาจึงสำคัญว่าตัวเองนั้นอยู่เหนือความเป็นปฏิปักษ์ทางชนชั้น พวกเขาต้องการจะปรับปรุงสภาพความเป็นอยู่ของสมาชิกทั้งปวงในสังคม รวมทั้งสมาชิกที่มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีที่สุดด้วย ดังนั้น พวกเขาจึงมักจะวิงวอนต่อสังคมทั้งสังคมโดยไม่จำแนกอยู่เสมอ และที่สำคัญก็คือ วิงวอนต่อชนชั้นปกครอง พวกเขาเข้าใจว่า ขอแต่ให้คนทั้งหลายเข้าใจระบบของพวกเขาก็จะยอมรับว่าระบบนี้เป็นแผนที่ดีที่สุดของสังคมที่ดีงามที่สุด
 
ด้วยเหตุนี้ พวกเขาจึงปฏิเสธการปฏิบัติการทางการเมืองทั้งปวง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการปฏิบัติการทางการปฏิวัติทั้งปวง พวกเขาหวังจะบรรลุวัตถุประสงค์ของตน โดยผ่านวิถีทางสันติและพยายามที่จะแผ้วถางทางให้แก่คำสอนศาสนาคริสต์เกี่ยวกับสังคมที่ใหม่ โดยผ่านการทดลองขนาดเล็กบางอย่างที่ไม่มีทางเกิดผลสำเร็จได้….”
 
ข้อความของมาร์กซ-เองเกลส์ที่ยกมานี้ ช่วยให้ข้อสรุปของผู้เขียนชัดเจนว่า กลุ่มบุคคลที่อ้างเป็น “คณะกรรมการบริหารกลาง”นั้น โดยเนื้อแท้แล้ว หาใช่นักลัทธิมาร์กซ หรือ นักสังคมนิยมวิทยาศาสตร์ตามแนวทางของลัทธิมาร์กซตามที่อ้างแต่อย่างใด
 
ใครอยากจะเดินตามก้นบุคคลเหล่านี้ในฐานะสาวก หรือ ผู้ปฏิบัติงาน อย่างเซี่องๆ เหมือนอย่างที่พวกเขาพยายามจะประจบเอาใจจีน (ดังเจตนาที่ปิดไม่มิดในแถลงการณ์ของพวกเขา โดยที่ไม่รู้แน่ชัดว่าจีนจะพึงพอใจที่จะให้คบหาพวกเขาอยู่ต่อไปหรือไม่?) ก็อาจจะพบได้ในที่สุดว่า ปลายทางของบทบาทนักลัทธิมาร์กซจอมปลอมทีดำเนินบทบาท  “ไม้ประดับไร้ค่า” นั้น หากไม่ใช่ความว่างเปล่า ก็จะเป็นหายนะทางปัญญา
 
 
.............................
หมายเหตุผู้เขียน
 
1) ข้อเขียนนี้ อาจจะยาวไปบ้าง แต่ผู้เขียนเห็นว่า มีความจำเป็น เพราะ “เทอดสยาม ชูธรรม” ยังไม่ได้อยู่ในฐานะที่จะต้องพูดหรือวิจารณ์โดยไม่ต้องมีรายละเอียด
 
2) คำว่า กากเดนลัทธิเหมา หมายความว่า ความคิดเหมา เจ๋อ ตง ที่ตั้งอยู่บนรากฐานของลัทธิมาร์กซ-เลนิน ภายใต้บรรยากาศที่เป็นรูปธรรมของสังคมจีน เป็นสิ่งที่ชาวลัทธิมาร์กซต้องศึกษาและเคารพ เพราะมีคุณูปการอย่างมหาศาลหากศึกษาเป็น ใช้เป็น แต่กากเดนลัทธิเหมา หมายถึง บุคคลที่ไม่เคยเข้าถึงความคิดเหมา แต่ชอบอ้างอย่างผิดๆถูกๆว่าเป็นความคิดเหมาเพื่อรองรับความชอบธรรมของตนเอง ทั้งที่โดยข้อเท็จจริงอาจจะเป็นพวกปฏิเสธความคิดเหมาเสียด้วยซ้ำ
ดังนั้น คำว่า กากเดนลัทธิมาร์กซ-เลนิน-เหมา ในบทความนี้ ก็มีความหมายทำนองเดียวกันกับหมายเหตุข้างต้น
 
 
 
..................
ผู้ที่สนใจหารายละเอียดเพิ่มเติมได้จากเอกสารต่อไปนี้
 
 
ตำนานยิวเร่ร่อน– เป็นนิทานปรัมปราของพวกตะวันตกในคัมภีร์คริสศาสนาฉบับเก่า ที่แพร่หลายไปทั่วตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ซึ่งหาอ่านได้จากเว็บไซท์ทั่วไป หรือที่ http://www.answers.com/topic/acts-19 เป็นเรื่องเกี่ยวกับคนยิวคนหนึ่งที่ยืนอยู่ริมทางที่พระเยซูถูกทหารโรมันบังคับให้แบกไม้กางเขนไปยังแดนประหาร แล้วก็กล่าวคำบริภาษพระเยซูตามกระแส ทำให้ถูกสาปจากความผิดบาปของตนเองให้ไม่รู้จักตาย แต่มีชีวิตอยู่อย่างระเหเร่ร่อนจนกว่าจะถึงวันสิ้นโลก
Karl Marx, Critique of the Gotha Programme 1875, http://www.marxists.org/archive/marx/works
Karl Marx, The Poverty of Philosophy    http://www.marxists.org/archive/marx/works
คาร์ล มาร์กซ์ และ เฟรเดอริค เองเกิลส์ แถลงการณ์ชาวพรรคคอมมิวนิสต์, www.marxists.org/thai/archive/marx-engels
V I Lenin, The Development of Capitalism in Russia  1899http://www.marxists.org/archive/lenin/works
V I Lenin, What Is To Be Done? Burning Questions of our Movement, 1902 http://www.marxists.org/archive/lenin/works/1901/witbd/
เหมาเจ๋อตุง, สรรนิพนธ์ เหมาเจ๋อตุง -8 เล่มชุด, ชมรมหนังสือแสงตะวัน

\Eduard Bernstein, Ferdinand Lassalle as a social reformer (1893), http://www.marxists.org/reference/archive/bernstein/works
Rosa Luxemburg, Lassalle and the Revolution, 1904 http://www.marxists.org/archive/luxemburg
Immanuel Wallerstein, The Sinking Dollar (May 15, 2009), http://fbc.binghamton.edu/257en.htm
Immanuel Wallerstein, The Politics of Economic Disaster (Feb. 15, 2009), http://fbc.binghamton.edu/257en.htm
Immanuel Wallerstein, What Was the Point of the G-20 Meeting?, April 15, 2009 http://fbc.binghamton.edu/257en.htm
Immanuel Wallerstein Wall Street is Really Predicated on Greed, (April 1, 2008), http://fbc.binghamton.edu/257en.htm
Eduard Bernstein, Patriotism, Militarism and Social-Democracy (1907), http://www.marxists.org/reference/archive/bernstein/works
Anthony Sampson, The Money Lenders (1982), Viking Adult
Hal Draper, The Two Souls of Socialism (1966), http://www.marxists.org/archive/draper
David Riazanov, Lassalle and Bismarck(1928), http://www.marxists.org/archive/riazanov/1928
 
 
 

 

ที่จริงก็ชัดเจนว่ากำลังถูกครอ

ที่จริงก็ชัดเจนว่ากำลังถูกครอบงำโดยฝ่ายที่สนับสนุนอำมาตย์ อนิจจัง พคท ที่เคยเป็นตำนานของนักต่อสู้ผู้กล้า ผู้เสียสละ ที่แท้ต้องล่มสลาย เพราะถูกกัดกร่อนจากภายใน ตอนนี้ออกปรากฏตัวร่วมกับพันธมิตรและอำมาตย์แล้ว ใครเป็นใครก็ดูกันเอาเอง

ที่จริงก็ชัดเจนว่ากำลังถูกครอ

ที่จริงก็ชัดเจนว่ากำลังถูกครอบงำโดยฝ่ายที่สนับสนุนอำมาตย์ อนิจจัง พคท ที่เคยเป็นตำนานของนักต่อสู้ผู้กล้า ผู้เสียสละ ที่แท้ต้องล่มสลาย เพราะถูกกัดกร่อนจากภายใน ตอนนี้ออกปรากฏตัวร่วมกับพันธมิตรและอำมาตย์แล้ว ใครเป็นใครก็ดูกันเอาเอง

น่าสงสาร

น่าสงสาร คนที่เคยร่วมอุดมการณ์ จัง
ถึงวันนี้ทอง หรือ ขี้ แม้มันมีสีเหลืองเหมือนกัน
แต่ก็ใช้ประโยชน์ได้ต่างกันจริง ๆ

ผมเห็นพ้องกับ "เทอดสยาม

ผมเห็นพ้องกับ "เทอดสยาม ชูธรรม" ทุกประการ และมองว่าว่า ผู้เขียนอธิบายได้ตีด้วยเหตุด้วยผล ชวนอ่านจนจบโดยไม่รู้ตัว ต่อให้ยาวกว่านี้ ก็ยังชวนอ่านอย่างแน่นอน

ว่าไปแล้ว เทอดสยาม ชูธรรม สามารถเขียนแสดงเหตุ และผล ประกอบหลักการ "มาร์กซ เลนิน เหมา" ได้อย่างน่าสนใจ อย่างไรก็ตาม ผมยังเห็นว่า เขาสามารถอธิบายหลักการเหล่านี้ได้ โดยไม่จำเป็นจะต้องเชิดชู "มาร์กซ เลนิน เหมา" ประหนึ่งศาสดาที่สหายจักต้องยึดมั่นกับคำสอน ราวกับ "สาวก" ท่องบทสวด

เพราะนั่นจะนำไปสู่การยึดมั่นใน "ตัวบุคคล" มากกว่า "หลักการ"

นอกจากนี้ "หลักการ" ทฤษฎี ยุทธศาสตร์ และการนำ มันเป็นเพียงผลผลิตของยุคสมัย ณ เงื่อนเวลาหนึ่ง หากถ้ายึดมั่นตายตัว ก็ไม่ต่างการทำให้ "หยุดนิ่ง" จากนั้นนำสิ่งที่ "หยุดนิ่ง" ไปวิเคราะห์สังคมที่เปลี่ยนแปลง ซึ่งไม่สอดคล้องกับปรัชญาวิภาษวิธี และอาจได้ผลที่คลาดเคลื่อน

แต่แน่นอนละว่า "จุดมุ่งหมายพื้นฐาน" กับ "วิธีการพื้นฐาน" ไปจนถึงสังคมที่คาดหวังยังมีความจำเป็นที่ต้องพิจารณา และวิพากษ์กันให้ชัดเจน

ส่วนปัญหาสหายอีกปีกที่มาชิงการนำ นั่นมันก็อีกเรื่อง แม้จะไม่มีราคาค่างวด แต่มันก็มีค่าควรย้อนกลับมาวิพากษ์ แทนการตำหนิว่า ไม่ยึดกุม และกระทำผิดคำสอนศาสดา "มาร์กซ์ เลนิน เหมา" จะมีประโยชน์กว่า
เพราะเมื่อสังคมไทย ระบบเศรษฐกิจมันเป็นทุนนิยมอยู่แล้ว ย่อมพอเข้าใจได้ว่า

สหายผู้ไร้ปัจจัยการผลิต ย่อมต้องเข้าเป็นกรรมกรในสายพานการผลิตของ สหายนายทุน และสหายนายทุน ย่อมต้องสามัคคี กับกลุ่มนายทุนขุนนางผูกขาด เพื่อความอยู่รอดของเศรษฐกิจปากท้อง ก่อนรัฐสวัสดิการรอบด้าน จะมาถึง

มันทำให้ปัจจัยการผลิต ที่สหายนายทุนใช้ขูดรีด สหายพนักงาน กลายเป็นปัจจัยการผลิตของ "นายทุนขุนนางผูกขาด" ซึ่งทราบกันดีอยู่แล้วว่า "ใครเป็นเจ้าของปัจจัยการผลิต คนนั้นย่อมเป็นเจ้าของผลผลิต" ไปด้วย

เกิดการชิงการนำ "พคท." ก็เพียงเป็นต้องการใช้พรรคในฐานะ "สินค้า" ที่เป็นวัตถุดิบ มีแบรนด์เนม มอก. เอาไปใช้ในการผลิตภาพ เพื่อระดมทรัพยากรสหายทั้งหลาย เข้าร่วมเครือข่าย จากนั้นแปลเครือข่ายไปสู่ระบบอุปถัมภ์แบบทุนนิยม

คงไม่ต้องถามทางทฤษฎีอีกแล้วว่า ใคร? คือเจ้าของผลผลิตตัวจริง

ขอบคุณครับ

ขอบคุณครับ เป็นบทความที่วิเคราะห์ได้ชัดเจนอีกชิ้นหนึ่งที่ผมต้องเซฟเก็บไว้

งานนี้ ซ้ายศักดินา

งานนี้ ซ้ายศักดินา royalmarxist
เจอของแท้
ถ้าแน่จริงเขียนโต้ตรงๆไม่ต้องตีสำนวนหน่อยสิ!!!

เยี่ยมมาก ขอบคุณ ๆ

เยี่ยมมาก ขอบคุณ ๆ เขียนอีกนะ

เยี่ยมครับ สหายเทอดสยาม

เยี่ยมครับ สหายเทอดสยาม ชูธรรม
เยี่ยม กว่า คณะกรรมการบริหารกลาง พอ ๆ กับ ธง แจ่มศรี 555

FF ดีใจจังเยยย์ ที่เจอเจ๊

FF

ดีใจจังเยยย์
ที่เจอเจ๊ "เชอรี่สีชมพู"......

นึกว่าโดน "ขาใหญ่NGO" อุ้มไปซะแล้วว์....
-------------------------------------------

คิกคัก คิกคัก
:)
FF

พูดดีจัง โดยเฉพาะตรงนี้ที่เห็

พูดดีจัง

โดยเฉพาะตรงนี้ที่เห็นด้วยมากๆ

ว่าไปแล้ว เทอดสยาม ชูธรรม สามารถเขียนแสดงเหตุ และผล ประกอบหลักการ "มาร์กซ เลนิน เหมา" ได้อย่างน่าสนใจ อย่างไรก็ตาม ผมยังเห็นว่า เขาสามารถอธิบายหลักการเหล่านี้ได้ โดยไม่จำเป็นจะต้องเชิดชู "มาร์กซ เลนิน เหมา" ประหนึ่งศาสดาที่สหายจักต้องยึดมั่นกับคำสอน ราวกับ "สาวก" ท่องบทสวด

เพราะนั่นจะนำไปสู่การยึดมั่นใน "ตัวบุคคล" มากกว่า "หลักการ"

** **น่าฉงน คนชำนาญ

**
**น่าฉงน คนชำนาญ ทางการเมือง
ไม่รู้เรื่อง ปฏิวัติ และขัดแย้ง
ทฤษฏี มีใช้ ก็อ่อนแรง
ไม่ค้นแหล่ง ข้อมูล หนุนทฤษฎี

**โครงสร้างส่วนบน ชนชั้นไหน ใหญ่ที่สุด
ถามอีนุช ไอ้มา และตาสี
เขาย่อมรู้ ว่าปู่เย็น เป็นคนดี
เป็นเศรษฐี ระดับโลก โขก-ขูด-รีด

**มัวโอ้เอ้ เฉไฉ รับใช้เจ้า
จึงถูกเขา เอาไปใช้ ขายอดีต
เป็นเสื้อเหลือง เซื่องซึม จนหน้าซีด
เอาจารีต รุ่งรัง ตั้งบูชา

**เรื่องการนำ ขำกลิ้ง ชิงประกาศ
ไม่ยอมปล่อย ให้ขาด วาสนา
สมัชชา คาค้าง ไม่ซ่างซา
จึงเดินช้า หาจุดหมาย ก็ไม่ตรง

**ส่วนทักษิณ ยินดี มีแนวร่วม
ไม่กำกวม การนำ ล้ำประสงค์
ไม่ต้องอ่าน ทฤษฎี ก็ตีตรง
เพื่อเจาะจง ลงเลือกตั้ง ได้ดั่งใจ

**ปฏิวัติ ประชาธิปไตย ขั้นนายทุน
ใครจะหนุน ใครจะนำ มีคำไข
หลายขบวน ชวนกัน ฝ่าฟันไป
ขบวนไหน ใหญ่กว่า คว้ามาครอง

**จะตกปลา บ่อเดียวกัน ท่านไม่ว่า
จะมัวรอ ทีท่า หน้าจะหมอง
ชั้นชั้นล่าง ผู้ใช้แรง ไม่เป็นรอง
มีสมอง ตรองได้ ใครควรนำ

>>>ทุนนิยมกำลังเสื่อมทรามลงแล

>>>ทุนนิยมกำลังเสื่อมทรามลงและมีจุดอ่อน ทำให้ไม่ใช่ทางออกสำหรับชาติกำลังพัฒนา รวมทั้งสังคมไทย ในขณะที่สังคมนิยมที่ประสานกับลักษณะพิเศษของแต่ละสังคมคือทางออกที่แท้จริง<<<<

True, the capitalism is weakening because of excessive greeds and crooks. But to conclude that the socialism is the way to fix the the economics and social problems you are just dreaming.
The socialist conutries around the world were collapsing. They were adapting capitalism to work, the better capitalism.

เซฟเก็บไว้ทำรายงานไปส่งสมศักด

เซฟเก็บไว้ทำรายงานไปส่งสมศักดิ์ เจี้ยว เรอะ เก็บไว้มากๆระวังฮาร์ดดิตส์เต็มนะ มีแต่น้ำไม่มีเนื้อหรอก มันเป็นเพียงแค่บทวิเคราะห์เท่านั้นเอง เป็นแค่ความเห็นประกอบ นักทฤษฎีคนอื่นเขาอาจเห็นแตกต่างก็ได้ ต้องศึกษาให้ลึกซึ้งกว่านี้

FFFFFFF FFFFFFF ปู๊โธ่ !

FFFFFFF
FFFFFFF

ปู๊โธ่ ! เฮียเทอดฯ......
เฮียไปอรรถาธิบายอะไรซับซ้อนเกินหัวพวก "กรรมกาฬกางฯ" ยังง้าน......
พวก "กรรมกาฬกางฯ" น่ะ เขาไม่ได้เป็นพวก "ลัทธิคาร์ลมาร์กซ์" อะไรอย่างที่เฮียเข้าใจผิดร็อก
พวกนั้นเค้าเป็นพวก "ลัทธิมาร์คหลักลอย" น่ะ !......

ขนาด "อำมาตย์ผู้มีคุณธรรม" หลอกไปร่วมปล้นเงินเฮียแม้ว
เสร็จงานแล้วยิงจ่าฝูงของพวกเค้าจนหัวแหกกลางถนนเห็นๆ
อีกทั้งพรรค "การเมืองหม่อย" ที่พวกเขาแอบเกาคางลุ้นอยู่ข้างๆสำนักงานก็มีสมาชิกหร็อมแหร็มจนวังเวง.....
พวกเขาก็ยังบอกว่า "เรามาถูกทางแล้ว-มวลชนปฎิวัติกำลังก้าวรุดหน้า" เลยเฮีย !
--------------------------------------------------

"ลัทธิมาร์คหลักลอย" นั้น...
ถ้า "ชาวบ้านคนชั่ว" ใช้มือถือ >> จะบอกว่าเป็นของฟุ่มเฟือย/บ้าวัตถุ/บริโภคนิยม/ไร้รากเหง้าไม่เป็นไทยๆ...
ถ้า "องคมนตรีคนดี" ฮุบที่หลวงหรือขับเฟอร์รารี๋ >> จะบอกว่ารู้จักพอเพียง/จิตสาธารณะ/มีคุณธรรมบารมี/มีรากเหง้าความเป็นไทย....

ถ้าใครชวนให้ชาวบ้านทำมาหากินมองหาโอกาสมีตังค์ >> จะบอกว่าเป็น "ทาสทุนนิยมชั่ว-ต้องทำลายล้าง!"
ถ้าใครชวนชาวบ้านกลับไปใช้ควายไถนาเหมือน100ปีก่อน >> จะบอกว่าเป็น "ภูมิปัญญาพื้นบ้านดีงาม-ต้องตั้งองค์กรมหาชนมารองรับ!"(ในอนาคตอาจจะเสนอให้มี "วันควายแห่งชาติ" เพื่อถ่วงดุลย์กะวันวาเลนไทน์ของฝรั่งด้วย-ก็ไม่แน่!).....

ถ้าใครทำมาหากินปกติแล้วรวย >> จะบอกว่าเป็นนายทุนชั่ว
ถ้าใครไถนายทุนอีกที(ระบบส่งส่วยออกทีวีน่ะ) >> จะบอกว่าเป็นการเอื้ออาทรแบบไทยๆ....

ฯลฯ ฯลฯ
สรุปลวกๆก็คือ :
ในมุมมองของ"คณะกรรมกาฬกางฯ"นั้น
"ทุนอำมาตย์"นั้นเป็นเทพ-แม้จะทำเลว
"ทุนทักษิณ"นั้นเป็นมาร-แม้จะทำดี

ทุนอำมาตย์ชวนชาวบ้านถอยหลังใช้ควายไถนา >> ดี !
ทุนทักษิณชวนชาวบ้านเดินหน้าใช้อินเตอร์เน็ท >> ชั่ว !

นี่ ! มันเป็นซะหยั่งงี้ !.......
----------------------------------

ฉะนั้น
ที่เฮียเทอดฯอรรถาธิบายซะซับซ้อนซ่อนเงื่อนยังกะหนัง"อวตาร"ภาค2น่ะ
ผมถึงว่าพวก"กรรมกาฬกางฯ"ที่เป็นนักลัทธิมาร์คหลักลอยนั้นเค้า "ไม่รู้เรี่ยง" ร็อก..........

เผลอๆเฮียเทอดฯน่ะแหละ
ที่จะโดนพวก "คณะกรรมกาฬกางฯ" ฟ้องข้อหา "จาบจ้วงฯ" เข้าให้ซะอีก !
-----------------------------------------------------------------------

"ฯ..เพื่อเรียกร้องความเห็นใจ พวกผู้ดีเก่าได้แสร้งทำเป็นลืมผลประโยชน์ของพวกเขา แล้วรวบรวมข้อกล่าวหาสารพัดมาโจมตีชนชั้นนายทุน.......ด้วยวิธีนี้พวกผู้ดีเก่าก็สามารถก่นโคตรชนชั้นนายทุนซึ่งจะขึ้นมาเป็นนายใหม่ของพวกเขา และกระซิบข่าวทำนายถึงหายนะที่จะมาถึงชนชั้นนายทุน
และโดยวิธีนี้ "ลัทธิสังคมนิยมศักดินา" ก็จึงได้เกิดขึ้น ซึ่งมีลักษณะ กึ่งเพลงโศก กึ่งเย้ยหยัน กึ่งโอ้อวดอดีต กึ่งขู่ใส่อนาคต..ฯ "

[ คัดจาก :communist manifesto ]

--------------------------------------------------

คิกคัก คิกคัก
:)
FFFFFFF
FFFFFFF

ซ้ายกลุ่มหนึ่งเห็นว่าการ

ซ้ายกลุ่มหนึ่งเห็นว่าการ Uprising แบบธง นั้นล้าสมัย มีแต่จะเสียกับเสีย วิเคราะห์สังคมไทยปัจจุบันไม่ขาด ที่ยังคงพิสวาสอำมาตย์กันอยู่ จึงจำเป็นต้องแฝงตัวรับใช้อำมาตย์ ด้วยการร่วมโค่นทุนทักษิณ ให้สิ้นซาก

แล้วถามว่า ซ้ายกลุ่มนี้ได้อะไร... ได้ความไว้วางใจจากอำมาตย์งั้นหรือ ? ได้นำเสนออะไรที่มันเป็นชิ้นเป็นอันให้พวกเขานำไปปฏิบัติงั้นหรือ ?

คำตอบคือ ได้พวกเสื้อแดงเป็นล้านๆคนไง

ไม่ว่าจะคอมฯในพักนอกพัก....55

ไม่ว่าจะคอมฯในพักนอกพัก....555...ก็ล้วนยกทิดสะดีวาทกรรมของไอ้พวกนักคิดที่ตายโหงตายชักไปแล้วมาอ้าง...โอ้ยยย...สุดจะเก๋เท่เป็นบ้า.....

แล้วของเมริ-ง...ทิดสะดีของพวกเมริ-งเองน่ะอยู่ไส....ได้แต่วิจารณ์ไปก็วิจารณ์มาเสนอมาสักแพ็คเก็ตนึงสิหวา....

ส่วนกู๋ยังไม่ว่างกะลังทำเรื่องอื่นยู๊....

สากลนิยมชนชนชั้นกรรมาชีพ(อ้วก)...ต้องยกดินแดนให้ไอ้ฮุนซวยสินะ....
กู่ไม่ต้องการสังคมนิยมคอมฯเหวหักอะไรแย้วว.....เอาแค่รัฐสวัสดิการแบบสวีเดนก็พอวุ้ย....ไม่อยากให้ลูกหลานมันต้องสู้รบกะพวกขุนนางคอมฯอีกว่ะ....ยิ่งเป็นขุนนางคอมฯใหม่..อำมาตย์ใหม่ที่ตัดต่อดีเอ็นระหว่างคอมฯหลงยุคกะทุนนายหน้าทักสามานย์ชั่วชาติออกมาพิลึกกึกกือแบบไอ้สามเกลอหัวขวดรึแบบอีเพ็ญ...หรืออย่างไอ้พวกซอมบี้ผีดิบ นปช.-นักป่วนเมืองชั่วช้าชั่วชาติ.....ไอ้ นปช.ที่แปว่า อะไรไตยๆ นั่นไม่เกี่ยวนะวุ้ย...ยิ่งกว่าหนีเสือปะจรเข้อีกนะเธอ..ปานว่าหนีนรกไปตกอเวจีนั่นเทียว.....

"""""ทำให้เศรษฐกิจเติบโตอย่าง

"""""ทำให้เศรษฐกิจเติบโตอย่างก้าวกระโดด มิใช่เป็นเพราะจีนปฏิเสธแนวทางทุนนิยมแต่อย่างใด"""""

aaaa

555
เชี่ยวชาญก่อน...แดงทีหลัง

จขบค เทอดสยาม เขียนได้ดี

จขบค เทอดสยาม เขียนได้ดี ชัดเจน แต่ทว่าอย่างไรก็ดี เรื่องคอม นั้นมันจบแล้ว มัีนถูกพิสูจน์แล้ว ว่าล้มเหลว

และจีนตอนนี้ ที่กำลังเติบโตก้าวเข้ามาเป็นมหาอำนาจอันดับ1ทั้งทางเศรษฐกิจและการทหาร (ถ้าหากจีนยัีงสามารถรักษาสภาพการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างสูงแบบในปัจจุบันรวมทั้งส่งเสริมด้านการวิจัยทางวิทยาศาสตร์อย่างหนักจนกระทั่งมีนักวิทยาศาสตร์และนักเทคโนโลยี่ระดับแนวหน้าของโลกขึ้นมาจำนวนมากที่น่าจะมากกว่าญี่ปุ่น และทัดเทียมพอฟัดพอเหวี่ยงกับสหรัฐ ในแง่ของงานวิจัยและคุณภาพของงานวิจัย จีนจะสามารถแซงหน้าสหรัฐได้ภายในระยะเวลาไม่ถึง10ปีข้างหน้า ถ้าหากว่าไม่เกิดอุบัตวเหตุมีสงครามโลกครั้งที่3เกิดขึ้นเสียก่อน) ถ้าจะบอกว่าจีนเป็นคอม(ตามความหมายของม๊ารกซ์) ก็ไม่น่าที่จะถูกต้อง
จะบอกว่าจีนเป็นทรราช ก็ต้องบอกว่าไม่ใช่อย่างแน่นอน
ยิ่งเกาหลีเหนือคิวบา ถ้าหากว่าม๊ารกซ์ ฟื้นคืนชีพ ขึ้นมาเห็น ก็คงต้องตกใจสุดขีด ว่าทำไมคอม9พวกนี้มันถึงเพี้ยนและทรราชแถมดันมีการส่งผ่านอำนาจแบบถ่ายทอดทางสายเลือดแบบระบอบศักดินาไม่มีผิด

ส่วนพวกคอม ที่ใช้ชื่อว่าคณะกรรมการบริหารกลางนั้น สงสัยว่าน่าจะเป็นพวกคอมมูหน่อยหรือวิญญานปิศาจคอมมิวนิสต์ที่ถูกสร้างขึ้นมาโดยพวกกอรมนที่สร้างขึ้นมาเอาไว้หลอกลวงผู้คนในสังคม เอาไว้คอยหลอกล่อและทำลายขบวนการประชาธิปไตย
เอาไว้คอยหลอกล่อให้ผู้คนไขว้เขวและเข้าใจผิด พวกนี้ก็ยังคงเป็นพวกที่เน่าๆ ความคิดที่เน่าๆเก่าๆ มุขเดิมๆที่หลงติดอยู่ในยุคสงครามเย็นที่มีการแบ่งค่ายเป็นค่ายคอม และค่ายโลกเสรี ที่ถุกนำเอามาใช้เพื่อแบ่งแยกแล้วทำลาย ไม่มีอย่างอื่น

มันต้องเป็นเรื่องที่ตลกร้ายอย่างที่สุด ที่ระบอบศักดินาอำมาตยาจะมาเป็นเนื้อนาเดียวกันกับระบอบคอมมิวนิสต์หรือแม้นกระทั่งระบอบสังคมนิยม เพราะมันต่างกันสุดขั้วและขัดแย้งด้วยในตัวของมันเองอย่างฟ้ากับเหวเช่นกัน
แต่ทว่าระบอบประชาธิปไตยเท่านั้น ที่ไม่ว่าจะชนชั้นไหนต่างก็สามารถที่ีจะอยู่ร่วมกันได้ ภายใต้กฏหมายเดียวกันมีสิทธิและเสรีภาพเท่ากัน เอาเปรียบกันไม่ได้ เพราะในระบอบประชาธิปไตยที่แท้จริงย่อมจะไม่ยอมให้เกิดการเอารัดเอาเปรียบกัน ไม่ยอมให้เกิดสิ่งที่เรียกว่าอยู่เหนือกฏหมาย ไม่ยอมให้เกิดสิ่งที่เรียกว่าตรวจสอบไม่ได้ ไม่ยอมให้เกิดสิ่งที่เรียกว่า
วิพากษ์ไม่ได้

555"" จีนเติบโตทางเสดถะกิดไปห

555""

จีนเติบโตทางเสดถะกิดไปหาอะไรฟะ....โสเภณี บ่อนการพนัน....เสดถีใหม่.....ฯลฯ

ฟฟฟ
ประชาทิปปะไต..เสียงข้างมากชั่วชาติกู๋ก็ไม่เอา....ตอนนี้ไม่เอา..เหวอะไรทั้งนั้น..เอาไอ้ที่โกงแสนล้านมาเข้าคุกก่อน....เอาบักห่านี่มาเข้าคุกได้เดี๋ยวก็เอาตัวอื่นๆตามมาได้..ยังไม่พูดถึงระบอบสังคมเหวหักอะไรทั้งนั้น....เอาแค่ระบอบสัีงคมเหวๆที่มี...ช่องให้เอาคนโกงชาติปล้นเมืองเข้าคุกได้ก่อน..เอาตัวเป้งๆ ก่อน...ไอ้พวกอำมาตย์ดึกดำบรรพ์ที่มันรวยกันเป็นแสนล้านล้านที่ว่า....555..ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนอยู่ในแผ่นดินเป้นสมบัติของแผ่นดิไม่ว่าจะวัดหรือวังเวงไหน....แต่ไอ้ที่ทุนข้ามชาติชั่วโลกมีทุนนายหน้าชั่วช้ายุคใหม่นี่มันสูบเอาไปประเทศมันหมดนะเฟ้ยย....ทุนสักดินาสูบยังไงก็ยังอยู่ในประเทศ....เหมือนศักดินาไอ้ย่นไง...ศักดินาบ้านพ่อเมืองแม่บักไจอึ้งกิมกี่ไง....

โกงเก่าปล่อยไปก่อนเพราะมันโกงก็ยังอยู่ในประเทศ..แต่ไอ้โกงใหม่ไอ้อำมาตย์สายพันธุ์ใหม่สายพันธุ์ดิจิตอล..ชิป.....โกงแล้วแม่งงขนออกนอกประเทศโม้ดด....โกงเก่าแม่งงงขนยังไงก็ยังน้อยกว่า....ขนออกไปได้น้อยกว่า...ไม่งั้นบักทักฯจะมีงเินปรนเปรอเมียเด็กๆๆๆ....และลิ่วล้อได้ไม่รุจักหมดจนป่านนี้รึ? แค่ขึ้นมาไม่ถึงสิบปี..นั่นเขาอยู่มาเป็นร้อยปี....จึงเป็นแสนล้าน....นี่แม่งงไม่มีถึงทศวรรษเป็นแสนๆ..ล้าน มูลค่า ปตท.น่ะเท่าไหร่?

ดังนั้นต้องกวาดอำมาตย์ใหม่สามานย์ก่อน....
ฟฟฟ
ไอ้พวกบ้าลัทธิมาร์กเหมาอย่าดัดจริต....ชนชั้นกรรมาชีพ..อ๊วก..ไอ้คนผลิตลัทธิพวกนี้แม่งงปัญญาชน...คนชั้นกลางถึงขั้นชนชั้นเสดถีทั้งน้านนน....

aaa

วิกฤตทางการเมืองครั้งนี้ จะนำความฉิบหายมาสู่สังคมไทยอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
มิใช่วิกฤตร้ายแรง แต่เพราะคนไทยเราไม่ยอมบ่งฝีเลย ฝีจึงสะสมและกลายร่างเป็นมะเร็ง ลุกลามไปทั่วประเทศ

วิกฤตเศรษฐกิจที่จะเกิดขึ้น เมื่อเงินกู้หมดลง ประชาชนยังขาดการออม ยังขาดการผลิตที่พึ่งตเนองได้ ยังขาดการยับยั้งชั่งใจในการบริโภค
ทฤษฎีและตำราเก่าๆ จะถูกเอามาใช้อีกครั้ง เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ตำรานั้นคือ การเร่งการจับจ่ายใช้สอย เร่งการบริโภคของประชาชน
แต่ทีนี้จะเร่งแบบบ้าคลั่งกว่าเดิม การกระตุ้นความต้องการเทียมจะเป็นเรื่องสามัญ แต่การกระตุ้นความต้องการอันชั่วร้าย ผ่านอบายมุขต่างๆ หวยเบอร์ บ่อน บุหรี่ น้ำเมา แม้แต่ซ่องเสรีก็อาจเกิดขึ้น

แน่นอนครับ ภาพวันนี้ยังไม่มีให้เห็น แต่วันหน้า เมื่อเงินขาดมือจริงๆ ประกอบกับสังคมยังไม่ได้รับการ "ติดอาวุธทางปัญญาและคุณธรรม"
มันจะประหนึ่งโจรหิวโซ ไม่ยอมหิ้วท้องรออีก ปล้นได้ก็ปล้น ขอเอาเงินไว้ก่อน

และเวลานั้นถ้ามันมาจริงๆ คนจำนวนเกินครึ่งค่อนประเทศ จะพากันขานรับธุรกิจชั่วๆ มากมาย เพราะท้องหิวมันบังคับ คนดีที่ยอมอดตาย อาจถูกประณามหรือรุมประชาทัณฑ์ได้

ก็เชื่ออีกครั้งครับว่า ภาพแบบนี้มันไม่น่าจะเกิด เพราะบ้านเรายังมีดินดีน้ำชุ่ม ขอเพียงแต่ทั้งรัฐและประชาชน หันมาให้ความสำคัญกับการผลิตที่ "กินได้" ไม่ใช่การผลิตแบบความต้องการเทียม แม้เงินจะขาดสภาพคล่อง เราก็ไม่อดตายล่ะว้า

แต่ สมัยนี้แล้วใครจะยอมลำบากนั่งปลูกผัก ปลูกข้าวอีกไหมหนอ ทุกคนต่างก็หวังจะหาเงินเร็วๆ ง่ายๆ ได้ทีละมากๆ แล้วก็หวังจะเอาเงินไปซื้อข้าวเขมรข้าวเวียดนามกินทั้งนั้นล่ะมั้ง

ปัญหาเรื่องความแตกต่างทางสี น่าจะลดลงไป
แต่ปัญหาปากท้อง จะเข้ามาแทนที่
ปัญหาวิกฤตจริยธรรม จะเกิดขึ้นทันที เมื่อคนหิว ขโมยได้ก็จะทำ ปล้นฆ่าได้จะทำ แม้ไม่ถึงขั้นนั้น การโกงแบบถูกกฎหมายก็คงจะมี
ธุรกิจคาสิโนตลาดหุ้น ก็อาจจะยังหลอกลวงคนไทยต่อได้ เพราะคนไทยชอบอะไรง่ายๆ

แนวคิดที่ว่า เมื่อคนลำบาก จะต้องดิ้นรนมากขึ้น อาจไม่จริงเสมอไป
เพราะคนไทยยังขาดปัญญา ขาดคุณธรรมอีกมาก เราติดกับความสบาย ติดกับความง่ายๆ ได้มาเยอะๆ
ด้วยระบอบทุนนิยมสามานย์ ที่กัดกินสังคมไทยมาตลอด และรุนแรงขึ้นในช่วง 10 ปีให้หลังมานี้

ถ้าการเมืองใหม่ หรือการเมืองที่แท้จริงของประชาชนยังไม่อาจเข้าถึงจุดนี้
ไม่อาจเข้าถึงเรื่อง "ปัจจัยทางจิตวิญญาณ"
ยังมัวแต่ติดกับเรื่อง "ระบบ" หรือ "ข้อบังคับ กฎเกณฑ์ตัวหนังสือ"
ไม่มีทางแก้ปัญหาได้
เพราะคนคือผู้ใช้ระบบ คนไม่ดี มันก็พาระบบเบี้ยวได้ หรือกระทั่งแก้ระบบให้เอื้อประโยชน์แก่ตนเองในทางมิชอบได้
ถ้าคนดี ระบบไม่ดี ก็ยังหาทางแก้ไขให้ดีขึ้นได้

ปัจจัยสำคัญของการพัฒนาบ้านเมืองอยู่ที่คน มิใช่อยู่ที่ระบบ
ตราบใดที่ยังมัวหาระบบ และฝันว่า จับคนมาใส่ระบบ ทุกอย่างดีเอง
ย่อมพาไปสู่เหวลึกแน่นอน

ปัญหาเฉพาะหน้าทางการเมืองที่เราเผชิญกันนี้ คือโอกาสสำคัญที่จะเร่งทำงานทางปัญญาและคุณธรรม
ต้องกล้าชี้ชัดว่า อะไรถูก อะไรผิด
ทำตัวกลางๆ ไม่มีอะไรผิด ไม่มีอะไรถูก
ก็ย่อมเป็นช่องให้อีแอบทางการเมือง เข้ามาแทรกตัว
ชี้นำความคิดบ้าๆ เอาเงินไปถลุงเล่นเปล่าๆ เท่านั้นเอง

ไม่รู้เหมือนกันว่าผมคิดเข้าท่าหรือเปล่า
แต่ผมเชื่อเช่นนี้ครับว่า
ปัญหาแท้จริงของไทย คือ การที่ปล่อยพวกอีแอบให้มันมีชีวิตนานเกินไป
ปล่อยให้มันแพร่ขยายพันธุ์เลวๆ ของมันมาตลอดประวัติศาสตร์ชาติไทย
คนอย่างทักษิณเติบโตได้เร็วขนาดนี้
หาใช่เพราะตัวเขาเอง แต่เพราะเขาได้ปุ๋ยชั้นดีจากพวกอีแอบชั่วๆ นั่นเอง

หลังสงครามนี้จบลง มวลชนผู้ตื่นรู้จะต้องรวมตัวกันเตะพวกอีแอบไปให้ได้

--------------------------------------------------------------------------------
เรามาเพื่อเรียนรู้ . . . .แลร่วมสู้กู้สังคม
ขจัดทิ้งสิ่งอาจม . . . . นำศีลธรรมกลับคืนมา

************
http://www.oknation.net/blog/viscount

แทน
Jr. Member

กระทู้: 132

เอ้า!!!"ทักษิณ" กลายเป็นพลเมืองเขมรไปแล้วจะเรียกร้องกลับไทยหาพระแสงไรเนีี่่ย
« ตอบ #16 เมื่อ: วันนี้ เวลา 17:40:43 »

--------------------------------------------------------------------------------
สำนักข่าวกัมพูชา อินเทลิเจนท์ นิวส์ ฉบับลงวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2553
เปิดเผยว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้รับมอบสัญชาติเขมร
ตั้งแต่เดือนมีนาคม พ.ศ.2552 แล้ว โดย นายเจียซิม (Chea Sim)
ประธานวุฒิสภาและพรรค CPP ในฐานะรักษาการประมุขของประเทศ
เป็นผู้ลงนามแทน กษัตริย์นโรดม สีหมุนี ซึ่งอยู่ระหว่างการเยือน
ประเทศฝรั่งเศสในช่วงนั้น และเรื่องนี้ถูกกำชับให้ดำเนินการอย่างเป็นความลับ
ซึ่งเป็นที่สังเกตุว่า พ.ต.ท.ทักษิณ สามารถเดินทาง
เข้า-ออกประเทศกัมพูชาได้ในปีที่ผ่านมา

ทางด้าน นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ปฏิเสธไม่ทราบกระแสข่าว
การเปลี่ยนสัญชาติของ พ.ต.ท.ทักษิณ แต่ยืนยันว่า สามารถถือสัญชาติได้
เพียงสัญชาติเดียว หากต้องการถือสัญชาติอื่นก็ต้องสละสัญชาติไทยก่อน

ดูรายละเอียดได้ใน http://www.oknation.net/blog/prompzy/2010/02/05/entry-3
(ฟฟฟ
ตัดมาแปะวุ้ย...)

aaa
มันไม่ใช่คนไทยและไม่เคยใช่.....

นายอาทิตย์ อุไรรัตน์

นายอาทิตย์ อุไรรัตน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยรังสิต

“อาทิตย์” เสนอแนวคิดรัฐบาลคนดีแห่งชาติ ดึงคนไทยทั้งชาติสังคายนาประเทศ ชี้ไม่ควรยึดติดตัวหนังสือ อย่าคิดแค่กรอบการเลือกตั้งเพราะปัญหาขัดแย้งเดิมๆ จะวนกลับมา แนะงดการใช้รัฐธรรมนูญบางมาตราผ่าทางตันการเมือง ยึดเจตนารมณ์การปกครอง และจิตวิญญาณความเป็นไทยหาทางออกประเทศ

วันนี้ (5 ก.พ.) นายอาทิตย์ อุไรรัตน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยรังสิต อดีตประธานสภาผู้แทนราษฎร และรักษาการประธานรัฐสภา ช่วงเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ กล่าวถึงทางออกของสถานการณ์บ้านเมืองในขณะนี้ว่า ที่มาของความตึงเครียดในบ้านเมือง คือ ความประพฤติของคนในแวดวงการเมืองนั้นคำนึงถึงผลประโยชน์ของตนเองโดยไม่ใช้ จิตสำนึกเรื่องความรักชาติบ้านเมือง แท้จริงแล้วปัญหาดังกล่าวเกิดจากความไม่รับผิดชอบ ไม่ปฏิบัติหน้าที่และความไม่เด็ดขาด เป็นผลให้เกิดความวุ่นวาย ทั้งนี้ ตนมองว่าสาเหตุที่แท้จริงมีอย่างเดียวคือการที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ต้องการกลับมามีอำนาจและต้องการหลุดพ้นจากความผิดที่เกิดขึ้น จึงพยายามสร้างกระบวนการบางอย่างโดยใช้อิทธิพลและอำนาจเงินมาสร้างความ วุ่นวายปั่นป่วนให้แก่ประเทศชาติ ในขณะที่สภาซึ่งเป็นกลไกของประเทศชาติ ทั้งสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร รวมถึงรัฐบาลกลับไม่มีจิตสำนึกในการปฏิบัติหน้าที่ที่ควรจะทำ ทุกอย่างในขณะนี้จึงเลวร้ายไปหมด

ดร.อาทิตย์ กล่าวว่า สาเหตุของปัญหาบ้านเมืองที่แท้จริง คือ 1.ฝ่ายการเมืองที่ประกอบด้วย ผู้แทนราษฎร รัฐสภาและรัฐบาล ซึ่งตนเห็นว่ากลุ่มคนเหล่านี้คิดถึงแต่ประโยชน์ของตนเอง โดยเป็นความบังเอิญที่ผลประโยชน์บางอย่างมีความสอดคล้องกับผลประโยชน์ของ พ.ต.ท.ทักษิณ คือ การคงอยู่ของการมีอำนาจรัฐด้วยประเด็นที่มาของการเป็นผู้แทนราษฎร โดยการใช้เงินซื้อเสียงเพื่อเข้ามาเป็นผู้แทนราษฎรและกุมอำนาจรัฐบาล ซึ่งตนเห็นว่ามีที่มาไม่ถูกต้องเพราะไม่ใช่เป็นแนวทางที่พูดได้ว่าเป็น ประชาธิปไตย นอกจากนี้ผู้แทนราษฎรของเราก็ด้อยคุณภาพ ทั้งสติปัญญา จริยธรรม เพราะมัวแต่คำนึงถึงการแสวงหาประโยชน์ ทั้งนี้ตนไม่เคยเห็นแม้แต่ครั้งเดียวที่ผู้แทนเหล่านี้จะพูดถึงผลประโยชน์ ของส่วนรวมหรือประโชน์สุขของประชาชน พูดแต่เพียงว่าทำอย่างไรถึงจะได้เปรียบ

ดังนั้น เรื่องการแก้รัฐธรรมนูญจึงเป็นเรื่องของผลประโยชน์ทั้งสิ้น ไม่ใช่ผลประโยชน์ของประเทศชาติแต่อย่างใด แต่คนเหล่านี้กลับใช้เรื่องดังกล่าวมาเป็นเกณฑ์เพื่อสร้างความแตกแยกที่ไม่ เป็นเอกภาพ ทำให้รัฐบาลต้องตกอยู่ในสภาพง่อยเปลี้ยเสียขาทำงานไม่ได้ ซึ่งแสดงให้เห็นว่ารัฐบาลไม่มีความเด็ดขาด ในขณะที่กลุ่มคนเสื้อแดงต้องการสร้างความปั่นป่วนให้เกิดขึ้นในประเทศโดยใช้ อนาคตของประเทศไทยกับชีวิตของคนกว่า 60 ล้านคนเป็นเดิมพัน อย่างไรก็ตาม ตนเห็นว่าแท้จริงแล้วสถานการณ์ของประเทศไทยในขณะนี้ไม่ได้อยู่ในสภาพสิ้น หวัง เพราะหากตั้งใจแก้ปัญหาทั้งเรื่องเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง ก็จะสามารถแก้ไข เพียงแต่ยังไม่มีใครทำเท่านั้นเอง

“การที่เสื้อแดงยังอ้างว่าปัญหาการเมืองมีจุดเริ่มจากการปฏิวัตินั้น เป็นเพราะคนที่ทำการปฏิวัติไม่อธิบายถึงสาเหตุและความจำเป็นที่ต้องกระทำการ ดังกล่าว หรือชี้แจงว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ทำการอะไรไว้ ผมเห็นว่าผู้ทำการปฏิวัติดำเนินการโดยไม่มีการวางแผน มัวแต่ปฏิเสธ จึงทำให้เกิดข้ออ้างเหล่านี้ขึ้น ในอดีตผมเคยติดต่อเพื่อบอกให้ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน อดีตผู้บัญชาการทหารบก และหัวหน้าคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็น ประมุข (คปค.) ออกมาเปิดเผยถึงขั้นตอนและผู้ร่วมวางแผนในการปฏิวัติเพื่อชี้แจงให้ประชาชน รู้ว่าสถานการณ์เป็นอย่างไร และในขณะนั้นมีแนวทางการแก้ปัญหาอย่างไรบ้าง ซึ่งสถานการณ์ปัจจุบันนี้ก็เช่นกัน รัฐบาลต้องวิเคราะห์สถานการณ์ว่ามีแนวทางแก้ปัญหาอย่างไรในสถานการณ์ที่ กลุ่มเสื้อแดงกำลังจะออกมาเคลื่อนไหว หรือจะแก้ไขอย่างไรหากพรรคร่วมเดินเกมกดดันให้แก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยต้องคิดว่าจะยุบสภาเพื่อเลือกตั้งใหม่หรือไม่ หากเลือกตั้งใหม่แล้ว พรรคเพื่อไทย และภูมิใจไทย ได้เป็นรัฐบาล ประเทศชาติจะอยู่รอดได้อย่างไร โดยรัฐบาลต้องพิจารณาให้สอดคล้องกับพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่ หัว ที่พระองค์เคยตรัสว่า ต้องป้องกันไม่ให้คนไม่ดีเข้ามาครองเมือง” อดีตประธานสภาผู้แทนราษฎร กล่าว

อธิการบดีมหาวิทยาลัยรังสิต กล่าวต่อไปว่า การอ้างว่าประชาธิปไตย คือ การให้เสียงส่วนใหญ่ของประชาชนตัดสินนั้น ตนอยากให้ทุกคนยอมรับว่า ระบบเลือกตั้งของประเทศไทยยังไม่เป็นประชาธิปไตยและไม่เหมาะสมสำหรับสังคม ไทย เพราะบ้านเมืองเราการเลือกตั้งสภาผู้แทนราษฎรส่วนใหญ่ใช้การซื้อเสียง ใช้อิทธิพล หากสังเกตผู้ที่ได้รับการเลือกตั้งจะพบว่า ส่วนใหญ่เป็นผู้อิทธิพลและเครือญาติ ซึ่งอย่างนี้จะเรียกว่าเป็นประชาธิปไตยได้หรือ ในขณะที่ประชาชนส่วนใหญ่ยังได้รับการศึกษาน้อยจึงเห็นแก่อามิสสินจ้าง อีกทั้งการทำหน้าที่หรือกลไกการตรวจสอบของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และสื่อมวลชน ยังไม่อยู่ในเกณฑ์ที่ดี ต้องมีการปรับปรุงอีกมาก ทั้งนี้ตนเห็นว่าระบบการเมืองของประเทศไทยยังไม่เป็นนิติรัฐอย่างแท้จริง เพราะหากประเทศไทยเป็นนิติรัฐ อย่างน้อยคดีที่เกี่ยวข้องกับประเทศซาอุดิอาระเบีย หรือคดีลอบยิงนายสนธิ ลิ้มทองกุลต้องสามารถชี้แจงได้

“ยุบสภาไม่ใช่ทางออกของประเทศ เพราะยุบสภาก็ยังมีปัญหาวุ่นวายเหมือนเดิม บางทีถึงเวลาแล้วที่ต้องมีการสังคายนา หรือมีการปฏิรูปประเทศไทยอีกครั้ง แต่ต้องไม่เหมือนกับเหตุการณ์ 19 กันยายน 2549 ที่ผ่านมา ทั้งนี้ ผมเห็นว่าทหารมีหน้าที่รักษาความมั่นคง ความปลอดภัย ความสันติสุขของชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ซึ่งต้องทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมาและมีความชัดเจน เช่นเดียวกับประเทศเกาหลีใต้ที่เมื่อประธานาธิบดีมีการคอรัปชั่น ก็ต้องถูกตำรวจจับ ไม่ใช่เหมือนประเทศไทยที่เมื่อทำผิดก็ต้องดูว่าเป็นพรรคพวกของใคร ซึ่งแสดงให้เห็นว่าไม่เป็นนิติรัฐอย่างแท้จริง ผมเห็นว่ากลไกของประเทศไม่สามารถดำเนินการได้ การอ้างว่าสภาผู้แทนราษฎรคือ สัญลักษณ์ของประชาธิปไตยนั้นเป็นเรื่องไม่จริง เพราะที่มาของตัวแทนเหล่านั้นไม่ได้เกิดจากประชาธิปไตย แต่เกิดจากการใช้เงิน อำนาจและการโกงเพื่อเข้ามานั่งในสภาฯ แต่ผมก็ยังเชื่อว่ายังคงมีผู้แทนราษฎรเพียงบางส่วนที่ได้รับตำแหน่งโดยไม่มี การซื้อเสียง อย่างไรก็ตาม ปัญหาดังกล่าวต้องแก้ด้วยการไม่ยึดติดว่าสัญลักษณ์เหล่านี้คือการมี ประชาธิปไตย ทั้งนี้ ผมเห็นว่าประชาธิปไตยที่ดีที่สุด คือ การที่ประชาชนทุกคนมีสิทธิมีเสียงเสมอภาคกัน” ดร.อาทิตย์ กล่าว

อดีตประธานสภาผู้แทนราษฎร กล่าวว่า หากจะสังคายนาประเทศก็คงต้องงดการใช้รัฐธรรมนูญบางมาตรา ไม่ได้ยกเลิกทั้งฉบับ บางมาตราต้องพิจารณาเป็นกติกาของแต่ละเรื่อง ทั้งในเรื่องของคณะรัฐมนตรี รัฐสภา และสำหรับกรณีที่หลายฝ่ายมองว่ารัฐบาลแห่งชาติจะแก้ปัญหาประเทศได้นั้น ตนมองว่าหากมีกติกาให้ทุกพรรคร่วมกันเป็นรัฐบาลในสัดส่วนที่เท่ากัน โดยไม่ต้องมีฝ่ายค้าน แนวคิดนี้ก็เหมือนเดิมไม่ได้ดีอะไรขึ้นมา แต่หากดึงเอาคนดีที่ต้องการสังคายนาประเทศทั้งประเทศมาร่วมกัน มาร่วมกันคิด ร่วมกันทำ โดยไม่คำนึงว่าคนนั้นจะเป็นนักการเมืองหรือไม่ ก็จะได้รัฐบาลคนดีแห่งชาติ มาหาทางออกให้กับประเทศ ทั้งนี้ หากถามว่าสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) ที่เป็นผู้แทนปวงชนเขาจะยอมรับแนวคิดนี้หรือไม่ ตนเห็นว่า ส.ส.ไม่ได้แปลว่าเป็นตัวแทนของปวงชน เพราะเรื่องต่างๆ ที่พูดอยู่ในสภาฯ ไม่ได้ตอบโจทย์ ตอบความต้องการของประชาชน เราควรตั้งเป้ากันใหม่ เราต้องกำหนดมาเรื่องไหนสำคัญกว่า เช่น ความยากจนของประชาชนเป็นเรื่องอันดับ 1 เพราะคนส่วนใหญ่ของประเทศกว่า 30 ล้านคน ยังถูกเอารัดเอาเปรียบ มีรายได้ก็ไม่พอกิน รัฐบาลบอกว่าอาหารเป็นจุดแข็งของประเทศไทย แต่ปรากฏว่าเกษตรกรผู้ผลิตอาหารกลับยากจนที่สุด

“ทุกวันนี้ระบบการเมืองมันผิดหมดเลย ข่าวทุกวันนี้หาสาระที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนแทบไม่ได้ คนไทยจึงอยู่ไม่ดี มีไม่สุข บริหารประเทศกันอย่างไร นายกรัฐมนตรีไม่สามารถจะแต่งตั้งผู้บัญชาการตำรวจได้ ซึ่งมันผิดปกติแล้ว นายกฯ ตั้งกฎเหล็ก 9 ข้อ ออกมาก็ต้องเป็นกฎเหล็กของรัฐบาล ไม่ใช่กฎเหล็กของพรรคประชาธิปัตย์อย่างเดียว ถึงแม้ว่าจะยุบสภาฯ เลือกตั้งใหม่ นึกภาพออกเลยว่าอะไรจะเกิดขึ้น กระบวนการเดิมๆ จะทำให้ประเทศน่าหดหู่ และสู้ประเทศอื่นเขาไม่ได้ หากเราต้องการทางออก ก็อย่าไปติดยึดกับตัวหนังสือ ที่เขาบอกไว้ว่าอย่างนั้น อย่างนี้ เราควรเอาจิตวิญญาณของความเป็นไทยมาหลอมเป็นแนวทาง และหาว่าทางออกของประเทศควรจะเป็นอย่างไร ตอนนี้อารมณ์ของคนทุกๆ สีมันไม่นิ่งพอที่จะนั่งฟัง เหมือนคน 2 คนทะเลาะกัน แต่ทั้งนี้สีเสื้อมันเป็นของจอมปลอม เราเอาสีเลือดของหัวใจมาพูดกันดีกว่า เลือดของทุกคนมันเป็นสีแดงเหมือนกัน อย่าเอาความแบ่งภาคมาพูดกัน เราต้องไม่ใช้วิธีการประชาธิปไตยแบบปัจจุบันมาเป็นทางออก เพราะยังไงก็ออกไม่ได้ มันอาจจะต้องมีการผ่าตัด ต้องยอมเจ็บระยะสั้นเพื่ออนาคตที่ดี แต่ถ้าผ่าตัดแล้วมันผิดพลาด มันก็อาจจะตายได้” อธิการบดีมหาวิทยาลัยรังสิต กล่าว

"""""""""""""""""""""""""""""""""""""""

ึความเห็นเพิ่มเติม

รีบต่อยอดและทำโรดแมปช่วงเวลาที่จะอยู่ในอำนาจระยะสั้นโดยด่วน
ก่อนที่ประเทศนี้จะยิ่งจมปรักอยู่ในวัฏจักรอันชั่วร้าย

เพราะดูเหมือนห้วงเวลาปีเศษที่ ปชป.อยู่ในอำนาจก็ไม่ได้แตกต่างจากรัฐบาลทักษิณมากนัก แต่กลับเป็นอภิมหาประชานิยมมากกว่าเดิมหากเราไม่หลอกตัวเองมากเกินไป ลองตรวจสอบนโยบายประกันราคาพืชผลดูว่าประสบความสำเร็จตามราคาคุยหรือไม่ เพราะดูจากโครงสร้างภาคเกษตรทั้งระบบแล้วการไม่สามารถลดต้นทุนการผลิตได้และการรณรงค์การใช้ปุ๋ยอินทรีย์ที่ยังน้อยเกินไปสุดท้ายโครงสร้างภาคเกษตรก็ยังขึ้นต่อนายทุนผูกขาดในประเทศเช่นเดิม ยังไม่รวมถึงการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตต่อไรซึ่งเป็นนโยบายระยะยาวซึ่งก็คือการจัดระบบชลประทานครอบคลุมพื้นที่ให้ได้มากกว่า 90 % ก็ยังไม่เห็นแผนการรูปธรรมอะไรจากรัฐบาลชุดนี้

บันทึกการเข้า

--------------------------------------------------------------------------------

ประชาธิปไตยที่แท้จริง,สังคมสวัสดิการ
มาจากการรวมกลุ่มของคนเล็กคนน้อยในวันนี้
การกลับมาใหม่ของกลุ่มผลประโยชน์และพรรค

aaa
ทำแค่นี้น่ะให้ได้ก่อนอย่าเพิ่งพูดถึงลัทะิคอมฯเหวหักอะไรที่ล้มเหลวไปแล้วครั้งแล้วครั้งเล่าทั่วโลกเลยฟะจิตสำนึกคนทุกชนชั้นในโลกนี้แม้กระทั่งชนชนั้นกรรมาชีพอะไรนั่นก็เถอะเป็นได้อย่างมากก็กรรมาชีพจรจัด.....จะนำประเทศเข้าสู่ภาวะสงครามไปทำไมวะนี่วะ....ไอ้พวกทาสลัทธิ.....

ยกเรื่อง "จุดมุ่งหมายพื้นฐาน"

ยกเรื่อง "จุดมุ่งหมายพื้นฐาน" การเอาภาพของพรรคไป สามัคคีอัมมาตย์กับทุนขุนนางผูกขาด เพื่อนำจัดตั้งทั้งหลาย มาเป็นเครือข่ายล้มทุนชาติ เพื่อหวังให้เกิดแนวร่วม มุมกลับน่ะ มันแค่วาทกรรมบรรดา "สหายนกสองหัว" สร้างขึ้นเอาไว้เล่นวาทศิลป์เอาตัวรอดเท่าันั้นน่ะ เพราะแค่คุณคิดก็ผิดแล้ว ยิ่งถ้าทำด้วยยิ่งผิดต่อมวลชนคนรากหญ้าหนัก

ถ้าจะทำแบบนั้นคือ "ต้องไปร่วมส่วนตัว" อย่าอ้างเอานามพรรคไปใช้ทำให้พรรคกลายเป็น "สินค้า"

โอเคละจะอ้างว่าแนวทางนี้สหายผู้มีชื่อ หลายคน เช่น ผิน บัวอ่อน กับประเสริฐ ทรัพย์สุนทร ก็เคยทำแต่นั่นเพราะสถานการณ์บังคับ แล้วเอาเข้าจริงๆ แล้วเขาก็ไม่ได้ทำแบบนี้ เขาเป็นผู้เสนอความคิด ให้ความรู้ เพื่อให้เกิดประชาธิปไตยรอบด้าน ไม่ได้ประกาศตัวออกหน้าแบบนี้

แม้ผลด้านบวกมันก็ได้ทหารประชาธิปไตย แบบพี่จิ๋ว แบบพ่อระวี วันเพ็ญ มา แต่ผลชีวิตของทั้งสองคนเป็นไงล่ะ แถมซ้ำด้านลบ อำมาตย์ยังซ่อนมีดซ้อนกล จัดตั้งกลุ่มมวลชนสายเหยี่ยวขึ้นประกบด้วย เช่น สุดสาย-กระทิงแดง วัฒนา-นวพล ก็เห็นๆ กันอยู่

นอกจากพวกขายชีวิตและจิตวิญญาณ

นอกจากพวกขายชีวิตและจิตวิญญาณ....

ๆๆๆ
กาแฟดำ

'ซ้ายไทย'ในสถานการณ์เหลือง-แดง ไม่เป็น 'คนตุลาฯ'...จะเท่กว่า

โดย : กรุงเทพธุรกิจออนไลน์

อ่านบทวิเคราะห์ของเพื่อนร่วมชายคา "ประชา บูรพาวิถี" ใน "คม ชัด ลึก" เมื่อวันพุธที่ผ่านมาแล้ว ต้องสารภาพว่าผมล้าสมัยมาก

กับการติดตามข่าวคราวของ "ซ้ายไทย" วันนี้

คนไทยน้อยคนจะรู้ด้วยซ้ำกระมังว่า "พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย" หรือ พคท. ยังดำรงอยู่ และยังมีเรื่องระหองระแหง ปรากฏเป็นข่าวในแวดวงที่ติดตามเรื่องราวของ "ซ้ายเก่า" อย่างคึกคัก

แล้วมันเกี่ยวกับการเมืองไทยวันนี้ตรงไหน? ตรงที่ "ประชา บูรพาวิถี" รายงานว่า ลึกๆ ของเรื่องบาดหมางใน "กลุ่มผู้อาวุโสซ้ายเก่า" นั้น มีมูลเหตุส่วนหนึ่งมาจากความขัดแย้งระหว่าง "กลุ่ม นปช." กับ "กลุ่มพันธมิตรฯ"

คอมมิวนิสต์ยังแตก เพราะ "เหลือง-แดง" กระนั้นหรือ?

"ประชา บูรพาวิถี" ซึ่งเกาะติดข่าวคราวเรื่องนี้บอกว่า "สหายปูน" (ธิดา ถาวรเศรษฐ์) อดีตกรรมการสำรองชุดสมัชชาฯ 4 และ "สหายเข้ม" (เหวง โตจิราการ) ได้เข้าร่วมขับเคลื่อนกับ นปช. ต่อต้านอำมาตย์ ซึ่งทั้งคู่มีความสนิทสนมกับ ธง แจ่มศรี และ ภรรยา (ป้าน้ำ)

ขณะที่ "สหายชิต" หรือ วินัย เพิ่มพูนทรัพย์ ซึ่งเป็น 1 ใน 7 กรมการเมืองที่ยังมีชีวิตอยู่ มีความใกล้ชิดกับแนวร่วมบางคนในกลุ่มพันธมิตรฯ

ประกอบกับ "สหายชิต" คุ้นเคยกับ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ ในฐานะ "สหายเก่า" กับ "ลูกสหาย" จึงถูกอีกฝ่ายหนึ่งมองว่าเป็นสมุนอำมาตย์

(จะให้เข้าใจลุ่มลึกจริงๆ ...หาอ่านคอลัมน์ "ประชา บูรพาวิถี" เรื่องนี้ใน คม ชัด ลึก หน้า 2 ของฉบับวันพุธที่ผ่านมา)

ผมเพียงเอาข้อมูลที่ทำให้ผมงุนงงมาเล่าขานให้ฟัง ว่า ธง แจ่มศรี ได้วิเคราะห์สังคมไทย ว่ามีลักษณะสังคมทุนนิยมที่มีทุนผูกขาด ศักดินามีอำนาจเหนือรัฐครอบงำอยู่

ดังนั้น ขั้นตอนของการปฏิวัติขั้นนี้จึงเป็น "การปฏิวัติประชาธิปไตยของชนชั้นนายทุน"

เป้าหมายของการปฏิวัติ คือ "กลุ่มทุนผูกขาดศักดินาที่มีอำนาจเหนือรัฐ"

"ประชา บูรพาวิถี" สรุปว่าบังเอิญแนวคิดของธง แจ่มศรี สอดคล้องต้องกันกับแนวคิดของ "แกนนำ นปช." และ "กลุ่มแดงสยาม"

เขาสรุปว่าการต่อสู้ภายใน พคท. จึงแยกไม่ออกจากสถานการณ์ "เหลือง-แดง" อันยืดเยื้อในเวลานี้

ผมอ่านเสร็จ ก็อุทานกับตัวเองได้เพียงว่า "พรรคคอมมิวนิสต์ไทยสนุกกันได้ถึงเพียงนี้หรือ?"

สนุกตรงที่ยังใช้ภาษา "เหมาเจ๋อตุง" มาวิเคราะห์การเมืองไทยวันนี้ได้อย่างเป็นตุเป็นตะ...

อีกทั้งยังประกาศความกลัวว่าจะกลายเป็น "พรรคอนุรักษนิยมที่มีจุดยืนไปร่วมมือ กับชนชั้นปกครองกดขี่ขูดรีดประชาชนไทย"

ผมไม่อาจจะรู้ว่าใครสักกี่คน ยัง "เอาจริงเอาจัง" กับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย แต่ถ้าพรรคนี้เอาตัวเองเข้าไปร่วมวิวาทระหว่างเหลือง-แดง ด้วย ก็ต้องถือว่าเป็นความล้มเหลวโดยสิ้นเชิง

เพราะผมยังไม่ได้ยินว่าระดับผู้นำของ พคท. ยังไม่ได้ประกาศวิเคราะห์ว่า "ทักษิณ" เป็นตัวแทนของชนชั้นกรรมาชีพหรือของนายทุนศักดินากันแน่

และยังไม่มีคนของ พคท. คนไหนสามารถเสนอ "ทางเลือก" ให้แก่สังคมไทย ที่ไม่ใช่เส้นทางตีบตันอย่างที่เห็นกันอยู่วันนี้

เห็นแต่คนแต่งตัวใส่เสื้อใส่หมวก "ดาวแดง" ให้เท่เพื่อถ่ายรูปลงหนังสือพิมพ์ หรือใช้ถ้อยภาษาคอมมิวนิสต์เก่าๆ เชยๆ ในการปราศรัยปลุกระดมที่มีผู้ชุมนุมที่ก็คงจะงงๆ เหมือนกันว่าพวกเขากำลังพูดเรื่องอะไรอยู่

เท่าที่ผมทราบ พคท. ก็ยังไม่ได้ออกมาบอกกล่าวกับสังคมไทย ว่าสิ่งที่คนเสื้อแดงบางคนเรียกว่า "สงครามประชาชน" นั้น เป็น "สงคราม" เดียวกันกับที่ พคท. เคยเรียกร้องให้เกิดการ "ปฏิวัติมวลชนอันไพศาล" หรือไม่?

แต่ก่อนนี้ ใครไม่ได้เป็น "คนตุลาฯ" จะมีปมด้อย ไม่เท่ ไม่ทันสมัย

วันนี้ ใครอ้างเป็น "คนตุลาฯ" ต้องคอยหลบๆ ซ่อนๆ...เพราะไม่อยากตอบคำถามว่า "ตกลงคุณเป็นคนตุลาฯ ประเภทไหน?"

ที่เจ็บกว่าคือ "คุณเป็นคนเดือนตุลาประเภทไหน

ฟังไว้นะท่าน ๆ ที่เคยสร้างวีรกรรมที่ทำให้ภาพพจน์คนเดือนตุลาต้องเป็นอย่างนี้

ส่วนประเด็น พคท. ตราบใดที่ปัญหาพื้นฐานของประเทศยังดำรงอยู่ และรัฐไทยไม่มีความจริงใจในการแก้ปัญหา ก็ต้องบอกว่า "ตัวแทนความคิดแบบซ้ายอย่าง พคท. ยังไม่ตายไปจากสังคมไทย แต่จะมีศักยภาพที่จะฟื้นตัวได้มากน้อยแค่ไหนก็ต้องติดตามกันต่อไป
ฟฟ
ถ้าไม่รุจักสร้างชุดความคิดที่มีฐานอยู่บนรากเหง้าของรากเหง้าของตัวตนของประเทศของตัวเอง....จะฟื้นจากหลุมมากี่ครั้งก็ฝ่อเป็นแหง่งขิงรอฝนใต้ดิเน่าๆกี่ครั้ง....แหละฟะ....ขอบอก

ยังไม่มีคนของ พคท.

ยังไม่มีคนของ พคท. คนไหนสามารถเสนอ "ทางเลือก" ให้แก่สังคมไทย ที่ไม่ใช่เส้นทางตีบตันอย่างที่เห็นกันอยู่วันนี้
ฟฟ

เข้าใจละยังบักธงทิ่มดินซีเนียร์และสาวก

อย่าลืมบอกบักไจอึ้งกิมกี่ไปล้

อย่าลืมบอกบักไจอึ้งกิมกี่ไปล้มศักดินาเมืองแม่มันนำเด้ออ (visitor) (127.0.0.1 117.47.133.165) ..
ไอ้พวกทาสลัทธิ (visitor) (127.0.0.1 117.47.133.165) .. Fri, 2010-02-05 19:48
คนเดือนตุลาแท้ๆทั้งจิตวิญญาณไม่ต้องหลบหน้าใคร.... (visitor) (127.0.0.1 117.47.133.165) ..
โอ้ยยยทั้งน่าขำและน่าสังเวชวิสัยทัศน์ (visitor) (127.0.0.1 117.47.133.165) ..

จะชื่อไหนก็ที่อยู่เดียวกัน

ไอพี ใครที่ไหน 127.0.0.1 117.47.133.165) ..
ความคับแค้นทางจิตใจส่วนตัวของใครก็ของคนนั้น
อย่าแดกดันยัดเหยียดให้ผู้อื่นเป็นเช่นตน
เคยหวังแล้วผิดหวังอะไรจึงเป็นเช่นนี้ต่อหน้าธารกำนัล

You just made my day.

You just made my day.

ของพวกตัวเองถูกกระทืบกระโหลกเ

ของพวกตัวเองถูกกระทืบกระโหลกเข้ามั่ง....เดือดร้อนแฮะ...พวกหัวหงอกของสักดินาถูกด่าอย่างสาดเสียเทเสียได้ไอ้พวกหงอกๆของไอ้พวกคอมฯที่จะนำพาประเทศเข้าสู่สภาวะสงครามกลางเมืองเข้าสู่กลียุค.....จะถูกด่าจิกกะโหลกบั้งบ่ได้รึ....ใช่มะแม่ ส.เมียบักโหวงเหวงสาวกบักธงทิ่มดินซีเนียร์
ฟฟฟฟ
อย่าแดกดันยัดเหยียดให้ผู้อื่นเป็นเช่นตน
เคยหวังแล้วผิดหวังอะไรจึงเป็นเช่นนี้ต่อหน้าธารกำนัล
aaaa
ว่าตัวเองและสาวกบักธงทิ่มดินรึนั่น.....ประเทศนี้ก็ของกู๋ด้วยไม่ใช่ของพวกคลั่งสงครามประชาชั่วและกระหายลัทธิต่างๆเท่านั้นนะยะ....

click, www.2519.net

click, www.2519.net

ความคับแค้นทางจิตใจส่วนตัว...

ความคับแค้นทางจิตใจส่วนตัว....ขำจังวุ้ย...
ฟฟฟ
หัวข้ออาจจะทำให้ผู้อ่านงง..แต่อ่านต่อเถอะครับ..จะหายงง..กลายกลับเป็น..งัน..แทน

ยุคคอมมิวนิสต์สากลทะเลาะกัน ทำให้คอมฯจีนแตกคอกับคอมฯรัสเซีย ที่เป็นพี่เอื้อยของคอมฯอินโดจีน เวียดนาม ลาว กัมพูชา

ดังนั้น..คอมฯจีนจึงมุ่งมั่นแต่จะเอาชนะคอมฯรัสเซีย และเครือข่ายอย่างเวียดนาม ลาว กัมพูชาเพียงถ่ายเดียว จีนจึงหันมาเอาใจรัฐบาลไทยชนิดสุดลิ่มทิ่มประตู ถึงขั้นถอนการสนับสนุนคอมฯ ไทยแทบทุกด้าน ทำให้คอมฯไทยขาดแคลนอาวุธยุทโธปกรณ์-ยา-อาหารการกิน ฯลฯ

แถมคอมฯไทยยังมาโดน“ยาดี” 66/2523 นโยบายสมัย“ป๋าเปรม”พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ เข้าให้อีก..คอมฯไทยเลยอ่อนระทวย เพราะมีชาวคอมฯบ้าง-ไม่คอมฯบ้าง ยุติการต่อสู้ด้วยอาวุธออกจากป่ามากมาย สุดท้ายคอมฯไทยเลยฟ่อลง..ฟ่อลง..ฟ่อลง..จนหมดป่า...

อดีตคอมฯ ต่างออกมาใช้ชีวิตอยู่ในสังคมไทยตามความถนัด บ้างเรียนต่อ บ้างทำงานเป็นมนุษย์เงินเดือน บ้างทำธุรกิจเล็ก-ใหญ่ บ้างทำเกษตรกรรม บ้างเป็นนักการเมืองจนได้เป็นรัฐมนตรี บ้างไปเป็น“ทาส”มหาเศรษฐีสามานย์ที่เป็นนายกรัฐมนตรี ฯลฯ

เลิกจับปืนสู้กับรัฐ..แต่คอมฯไทยบางคนยังมี“ไฟ”อยู่ เพราะคนที่เป็นคอมฯส่วนใหญ่จะเกลียดคนโกงบ้านโกงเมือง แหม..ก็เพราะพวกเขารักชาติบ้านเมืองนี่ครับ

จึงไม่น่าแปลกใจที่คนเคยเป็นคอมฯ ที่เป็นหรือชอบเสื้อเหลืองหรือชอบเสื้อหลากสี ส่วนใหญ่จะชิงชัง“คนหน้าเหลี่ยม”โดยปริยาย เพราะรวยล้นฟ้าจากการได้สัมปทานรัฐแล้ว แทนที่จะทดแทนบุญคุณแผ่นดินด้วยการทำความดี เสือกดันทำกรรมชั่วต่างๆนานาไว้มากมายเป็นประวัติ
การณ์

เรียกว่า..รวยมหาศาลแล้ว ไม่มีความจำเป็น-ไม่มีเหตุผลใดที่จะต้องโกงบ้านเมือง แต่“คน หน้าเหลี่ยม”ดันรวยมหาศาลแล้ว..ยังกลับโกงไม่หยุด แถมยังดันโกงมาก-โกงเยอะกว่านายกฯคนอื่นๆ ที่ปกครองประเทศไทยมาแต่ในอดีตเสียอีก..เฮ้อ..เวรกรรม...

ด้วยเงินที่มีอย่างมหาศาล “คนหน้าเหลี่ยม”ได้จ้างอดีตผู้นำนักศึกษา นักกิจกรรมและอดีตคอมฯที่เรียกกันว่า“คอม(มิชชั่น)มาหน่อย”บางคน ให้เป็น“ผี-โม่แป้ง”ทำงานกินเงินเดือนสูงๆในบริษัทเครือข่ายของตน

เมื่อ“คนหน้าเหลี่ยม”เข้ามาเล่นการเมือง พวก“คอมฯ(มิชชั่น)มาหน่อย”เหล่านั้น ก็ออกไปชวนอดีตคอมฯทุกกลุ่มให้มาช่วย“คนหน้าเหลี่ยม” อดีตคอมฯบางคนมีอุดมการที่ดี บางคนมีปัญหาการเงินฝืดเคือง จำต้องมีรายได้เจือจุนครอบครัว และเห็นว่า..พรรคการเมืองของ“คนหน้าเหลี่ยม” มีนโยบายหลายข้อที่เป็นคุณต่อคนจน จึงให้การสนับสนุนเข้าร่วมด้วยช่วยกันทันที

แต่ก็มีอดีต“คอมฯ(มิชชั่น)มาหน่อย”อีกหลายคนเล็งผลเลิศว่า นอกจากจะได้เงินทองคอม
มิชชั่นจากการช่วยมหาเศรษฐี“หน้าเหลี่ยม”แล้ว ยังสามารถใช้เงิน-ใช้ความหลงตนและความมักใหญ่ใฝ่สูง ของ“คนหน้าเหลี่ยม”มาดำเนินการ“ล้มเจ้า” หรือโค่นล้มระบอบศักดินาที่ล้าหลัง เพื่อก้าวเข้าสู่ระบอบทุนนิยมเต็มตัว จากนั้นค่อยหันมาล้ม“คนหน้าเหลี่ยม”ในภายหลัง เพื่อก้าวเข้าสู่ระบอบสังคมนิยมคอมมิวนิสต์!

อดีตพวก“คอมฯ(มิชชั่น)มาหน่อย” และยังมีอุดมการคอมมิวนิสต์ซ่อนเร้น ต่างฝันหวานว่า..จะยิงปืนเพียงนัดเดียว..แต่จะได้นกทั้งฝูงมากินจนพุงกางทีเดียวเชียวแหละ..

“คนหน้าเหลี่ยม”เลยมีอดีตคอมฯหลายประเภทในประเทศไทย มาช่วยงานการเมืองในตอนต้น ด้วยภาพที่“คนหน้าเหลี่ยม”ที่หลอกว่า เหลี่ยม-เป็นคนดีนะจ๊ะ! เหลี่ยม-รวยแล้วไม่โกงนะคร๊าบ! เรียกว่า..อดีตคอมฯที่ดีมีอุดมการอยากให้บ้านเมืองเจริญ โดนหลอกกันถ้วนหน้าเหมือนคนอื่นๆที่โดน“คนหน้าเหลี่ยม”หลอกมาแล้วครับ

ที่สำคัญ“สหายธง แจ่มศรี”คอมฯขาใหญ่วัยดึก ผู้นำพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย ที่สนิทกับ“สหายปูน”ธิดา ถาวรเศรษฐ์ ภรรยาของ“สหายเข้ม”หมอเหวง โตจิราการ ยกพลพรรคอดีตคอมฯหลงผิดบางคน ออกมาเต้นแร้งเต้นกาหนุน“คนหน้าเหลี่ยม”อย่างเปิดเผยเต็มตัว!

แต่เมื่อ“คนหน้าเหลี่ยม”ได้เป็นนายกฯมีอำนาจใหญ่คับฟ้า “หางแดงแสนชั่ว”ก็โผล่ออกมาเรื่อยๆ รัฐบาล“คนหน้าเหลี่ยม”ได้ทำการถอนทุนพร้อมกำไรเกินควรทันที เพราะชัยชนะจากการเลือกตั้งนั้น “คนหน้าเหลี่ยม”และพวกพ้องทั้งโกง-ทั้งใช้เงิน ซื้ออดีตสส.และซื้อเสียงมาครับ

“คนหน้าเหลี่ยม”ที่ใครต่อใครคิดว่า..เป็นเศรษฐีที่ดี กลับเป็น“ซาตาน”เผด็จการรัฐสภา ใช้เงินซื้อสว.กลุ่มใหญ่มาเป็นพรรคพวก แทรกแซงการแต่งตั้งบุคคลากรในองค์กรอิสระ ที่เกี่ยวข้องกับการตรวจสอบทุจริตของฝ่ายบริหารรัฐ

นอกจากนั้นยังทำการทุจริตคอร์รัปชั่นกันอย่างมโหฬาร ทั้งคอร์รัปชั่นเชิงนโยบายและคอร์รัปชั่นโครงการต่างๆ ทั้งของภาครัฐและเอกชนอย่างโจ๋งครึ่ม แถมยังปล่อยให้เกิดขบวนการ“ล้มทุน-ล้มปืน-ล้มเจ้า”ขยายตัว-เติบใหญ่อย่างต่อเนื่อง

นั่นทำให้เกิดปรากฏการณ์“สนธิ ลิ้มทองกุล” ตามด้วยขบวนการ“คนรักสีเหลือง-พันธมิตรฯ” ต่อสู้ขับไล่“คนหน้าเหลี่ยม”และรัฐบาลของเขาไปทั่วทุกสารทิศ

แค่“คนหน้าเหลี่ยม”คอร์รัปชั่นชาติบ้านเมืองเรื่องเดียว อดีตคอมฯที่ดีมีอุดมการรักความเป็นธรรม-รักชาติบ้านเมือง ก็ไม่มีทางอยู่ร่วมกับ“คนหน้าเหลี่ยม”ได้แล้ว..จริงไหมล่ะ?

อ้อ..ยกเว้นพวกอดีต“คอมฯ(มิชชั่น)มาหน่อย” ที่มีผลประโยชน์ทับซ้อน..กระสันต์อยากได้อำนาจ-อยากได้เงินทอง ที่สำคัญยังอยากใช้มือและเงิน“คนหน้าเหลี่ยม”ล้มเจ้า จึงยังสุมหัวร่วมทำชั่วต่อบ้านเมืองอยู่กับ“คนหน้าเหลี่ยม”ต่อไป

อดีตคอมฯขาโจ๋วัยดึก“สหายธง แจ่มศรี” เป็นหนึ่งในคอมฯจมปลัก“คนหน้าเหลี่ยม” หลงอยู่กับวงจรทุนนิยมสามานย์ที่โกงบ้านโกงเมือง ทั้งๆที่ในประเทศคอมมิวนิสต์อย่างจีน เวียดนามนั้น ใครคอร์รัปชั่นบ้านเมือง..ถูกยิงเป้ากันเป็นแถว!

แต่ “ผี-โม่แป้ง”อดีตคอมฯสารพัดพิษ..กลับอยู่กับพวกคอร์รัปชั่นได้อย่างหน้าตาเฉย แถมยังมีข้ออ้างสวะๆว่า..ต้องยืมเงิน-ยืมมือ“คนหน้าเหลี่ยม”ล้มเจ้าก่อนฟ่ะ???!!!

ตลอดเวลาที่“สหายธง แจ่มศรี”เป็นผู้นำคอมฯ กลุ่มคอมฯทั้งหลายที่เห็นแตกต่าง..สงบ ไม่กวน-ไม่ป่วน-ไม่แยกตนออกจากองค์กร จนกระทั่งมีการประชุมคณะกรรมการบริหารกลาง สมัชชา 4 ของพรรคคอมมิวนิสต์ไทย เมื่อปลายปี 2552 ที่ผ่านมา

“สหายธง แจ่มศรี”โดนบรรดาสหายคอมฯรักชาติทั้งหลาย วิจารณ์อย่างรุนแรงในหลายเรื่อง..จนต้องลาออกจากการเป็นเลขาธิการใหญ่ จึงมีการเลือก“สหายวิชัย ชูธรรม”หรือ “สหายเล่าเซ้ง”เป็นเลขาธิการใหญ่แทน “สหายธง แจ่มศรี”แพ้ตามกติกา..แต่ไม่ยอมแพ้ตามกติกา!

แว่วข่าวว่า..ในอนาคตอันใกล้นี้ อาจจะมี“คอม(มิชชั่น)มาหน่อย”กับอดีต“คอมฯเสื้อแดง”ที่ไม่เคารพกติกา อาจตั้งพรรคคอมฯใหม่เอี่ยมถอดด้าม เพื่อสมคบกับทุนนิยมสามานย์“คนหน้าเหลี่ยม”สร้างรัฐไทยใหม่ต่อไปไงล่ะครับ

เฮ้อ..คอมฯดีที่มีอุดมการนั้น..ไม่น่ากลัวหรอกครับ เพราะรักชาติรักบ้านเมือง..รักความเป็นธรรม..และยุติการต่อสู้ด้วยอาวุธหมดแล้ว

แต่พวก“คอม(มิชชั่น)มาหน่อย”กับ“คอมเสื้อแดงวันมามาก” หรือพวกคอมฯ“ผี-โม่แป้ง

”ที่เห็นแก่เงิน และบ้าอำนาจของ“คนหน้าเหลี่ยม”ต่างหาก..น่ากลัวจริงๆ

เพราะคอมฯซี้ซั้วพวกนี้..ซี้ซั้วถึงขนาดแกล้งหรือจงใจหรือตั้งใจ จะจำแนกไม่ออกว่า“คนหน้าเหลี่ยม”เป็นคนดีหรือคนเลว? ทั้งๆที่สังคมคนส่วนใหญ่ต่างรู้ว่า นักโทษหนีคุก“หน้าเหลี่ยม” คือ จอมคอร์รัปชั่น-จอมปลิ้นปล้อน-จอมลวงโลก!

อนิจจา..พวก“คอม(มิชชั่น)มาหน่อย”และ“คอมเสื้อแดงวันมามาก” ขอให้จำเริญจำเริญ จำเริญ..!!!

ไอ้เต่าในกะลานี่มันยุคไหนแล้ว

ไอ้เต่าในกะลานี่มันยุคไหนแล้วพวกมึงยังจะมาเป็นคอมมิวนิสต์อีกเหรอ ไปไกลๆๆส้นตีนกูเลยมึงชอบใช้กำลังกันมากเหรอ หัดใช้สมองบ้างนะ

*คอมมิวนิสต์ศักดินาโพกผ้าเหลื

*คอมมิวนิสต์ศักดินาโพกผ้าเหลือง
พาบ้านเมืองวิบัติซัดเสียหาย
สร้างท้องฟ้าสีเหลืองเคืองวุ่นวาย
มุ่งทำลายเสรีสิทธิ์ด้วยจิตพาล

*ปฏิวัติโดยชนชั้นศักดินา
ได้แค่บ้าสร้างวิบัติรัฐประหาร
มีแนวคิดจิตชอบเผด็จการ
มุ่งต่อต้านประชาธิปไตย

*ทุนสามานย์แท้จริงทุนศักดินา
ทุนพึ่งพาการผูกขาดอำนาจใหญ่
ทุนระบอบอุปถัมภ์ค้ำจุนไว้
เป็นพิษภัยการแข่งขันอันเสรี

*คอมมิวนิสต์ศักดินาโพกผ้าเหลือง
พาบ้านเมืองเสียหายทำลายศรี
สร้างสังคมชนชั้นอันกาลี
ระรานสิทธิ์เสรีประชาชน

*

อ่านเล่นขำๆ

อ่านเล่นขำๆ กับคอลัมน์สหายผู้ใช้นามแฝง "ประชา บูรพาวิถี" ผู้เขียนวิพากษ์ชาวบ้าน แ่ต่ละเลยวิพากษ์ตัวเอง ที่กลายเ็ป็น "สาวก" นายทุนสามานย์ที่ด้านหนึ่งก็ขูดรีดแรงงานพนักงาน ด้านไม่ใช่เพียงเอาแรงงานส่วนเกินและความคิดไปโดยไม่ต้องจ่ายแพง แต่ยัง "บังคับ" ให้แสดงความภักดิ์ดี เพื่อให้อยู่บนเก้าอี้อย่างมั่นคง เพราะบ้านกับรถ ยังผ่อนไม่หมด ขณะอีกด้านนายทุนของเขายัง สูบเลือดเนื้อจากกิจการตัวเอง เอาไปสร้างความร่ำรวย จนกิจการมีแต่ชื่อ เนิ้อตัวเหลือแต่กระดูก แต่เอาละเรื่องนั้นเราไม่ว่ากัน

ประเด็นสำคัญสำหรับการวิพากษ์ของ ประชา บูรพาวิถี มีข้อที่ควรตั้งคำถามอย่างน้อย 2 ประเด็น คือ

1.คำว่าทุนสามานย์ มันคือ ความสัมพันธ์ทางการผลิตของ "ระบบทุน" แต่กลับบิดเบือนการมองแบบองค์รวมที่ตัวระบบ ไปรองรับด้วยตัว "บุคคล" แล้วตามด้วยวาทกรรมทุนสามานย์ เพื่อปักป้าย "ทักษิณทุนสามานย์" มันดูทุเรศชอบกล

เอาละ จะว่าตรรกนั้นเพื่อเอาไปวิเคราะห์ขยายภาพ ต้องบอกว่า "นายทุนสามานย์" เพื่อให้มองเห้นว่า คำว่า "นายทุน นายเงิน" มันมีทั้งรัฐราชการ นายทุนเอกชน นอกจากนี้ประเทศไทยก็ไม่ใช่เพิ่งเข้าสู่ทุนนิยม แต่มันเริ่มมาตั้งนานแล้ว

ดังนั้นเมื่อใช้คำว่า นายทุนสามานย์ มันจึงมองมาได้ัตั้งแต่ยุคศักดินา ก่อนทักษิณ และหลังทักษิณ

นอกจากนี้การปักป้ายแบบนี้ มันไม่แฟร์ เพราะเงิน 7.6 หมื่นล้านก็เห็นๆ อยู่แ้ล้วว่าได้มาจากการขายหุ้น และหุ้นราคาดี ก็ไม่ใช่หุ้นชินคอร์ป รายเดียว และที่ไม่ได้เสียภาษี มันก็เป็นกันทั้งตลาดหลักทรัพย์ กระบวนการขายหุ้นก็เป็นแบบเดียวกับ ออเรนจ์ขายให้ทรู ดีแทคขายให้เทเลนอร์ ไม่นับรายอื่นๆ อีกเป็นร้อยในตลาด ต้องลากมาเสียภาษีเหมือนกัน อย่าเลือกปฏิบัติ

ยกเว้นบอกว่า เฮ้... กูรัฐประหารมึง ก็เพราะกูอยากได้เงินมึงมาแบ่งปันกัน ฟังดูยังโอเค ชัดเจนกว่าว่า "ใครกำปั้นใหญ่ อยากทำไงก็ได้ พูดยังไงก็ถูกหมด" แต่จะให้สังคมชาวบ้านมองว่า "นี่ไม่ใช่การปล้นคนรวยนะ" มันคงไม่ไ้ด้ มันมองได้อย่างเดียวว่า "ขนาดทักษิณยังโดนขนาดนี้ แล้วชาวบ้านละ ความเป็นธรรมมันอยู่ตรงไหน"

ด้านหนึ่งก็ขูดรีดแรงงานจากกรรมกร อีกด้านตัวนายทุนเองมันก็เป็น สินค้า ที่ถูกรัฐ ดังนั้นลัทธิมาร์กซ์ ก็พยายาม แต่ทำไมพยายามเด้งรับและพยายามสร้าง "วาทกรรมทักษิณทุนสามานย์" เหลือเกิน

2.ไอ้วาทกรรมซ้ำซาก "ทุนสามานย์" เพื่อบอกว่าพรรคทักษิณรวย แล้วเอาเงินไปซื้อเสียงเลยได้คะแนนเสียงมาเยอะน่ะ หลอกได้แต่พวกควายคนเมืองเท่านั้นแหละ

เพราะการเลือกตั้งผ่านมา นับตั้งแต่ก่อนปี 2500 จนมาถึงตอนนี้ หลายเรื่องมันมีข้อมูลบันทึุกเป็นลายลักษณ์อักษร ส่วนปรากฎการณ์น่ะ คนรากหญ้าเขารู้ดีทั้งนั้นแหละว่า "นักการเมือง คนไหนจ่ายเท่าไหร่ จ่ายอย่างไร จ่่ายกี่ครั้ง" และที่ผ่านมาน่ะ ถ้าพรรคคนหล้อ ไม่มี คมช.ถือหาง จนจ่ายเงินซื้อเสียงสบายๆ คงไม่ได้คะแนนท่วมท้นมาป่านนี้หรอก อันนี้อย่าลืมยกมาอธิบายด้วย

แล้วไอ้วิธีคิดเชิงวัตถุนิยมอย่างเดียวที่ว่าเงิน เรื่องมูลค่าแลกเปลี่ยน กับมูลค่าใช้สอย ถ้าเอาไปใช้กับการวิเคราะห์ข้าวของเครื่องใช้ มันพอได้ แต่ถ้าเอามาใช้กับ "เรื่องเงิน" มันต้องมองแบบนามธรรมนิยมด้วย เพราะเรื่องเงินมูลค่าทาง "การนำใช้สอย" กับมูลค่าทาง "ความรู้สึก" มันทับซ้อนกันอยู่

มันทำให้ มูลค่าแลกเปลี่ยนพลิกเป็นมูลค่าใช้สอย แล้วมูลค่าใช้สอยกลายเป็นมูลค่าแลกเปลี่ยนซึ่งเกี่ยวข้องกับสัญญะ เชิงทฤษฎี ดังนั้น ด้วยเหตุนี้ เงิน 100 บาท ในเชิงความรู้สึก เมื่อเกี่ยวข้องกับคนที่จ้ายให้ด้วย มันจึงอาจมีค่ามากกว่าหรือน้อยกว่า 100 บาท ก็ได้

รากเหง้าของตัวตนของประเทศของต

รากเหง้าของตัวตนของประเทศของตัวเอง....หมายถึง เหง้าจิตนิยม?

.ไอ้วาทกรรมซ้ำซาก

.ไอ้วาทกรรมซ้ำซาก "ทุนสามานย์" เพื่อบอกว่าพรรคทักษิณรวย แล้วเอาเงินไปซื้อเสียงเลยได้คะแนนเสียงมาเยอะน่ะ หลอกได้แต่พวกควายคนเมืองเท่านั้นแหละ

เพราะการเลือกตั้งผ่านมา นับตั้งแต่ก่อนปี 2500 จนมาถึงตอนนี้ หลายเรื่องมันมีข้อมูลบันทึุกเป็นลายลักษณ์อักษร ส่วนปรากฎการณ์น่ะ คนรากหญ้าเขารู้ดีทั้งนั้นแหละว่า "นักการเมือง คนไหนจ่ายเท่าไหร่ จ่ายอย่างไร จ่่ายกี่ครั้ง" และที่ผ่านมาน่ะ ถ้าพรรคคนหล้อ ไม่มี คมช.ถือหาง จนจ่ายเงินซื้อเสียงสบายๆ คงไม่ได้คะแนนท่วมท้นมาป่านนี้หรอก อันนี้อย่าลืมยกมาอธิบายด้วย

aaa

งั้นจำกัดความเพิ่ม....ทุนสามานย์เสียงข้างมากชั่วช้าชั่วชาติ....และอย่างบอกมาเป็นหลายครั้งว่า....ต้องฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ตะกวดการเมืองทุกสายพันธุ์....ไม่ใช่จะฆ่าทุนอำมาตย์เก่าแล้วปล่อยให้ทุนอำมาตย์ใหม่-อำมาตย์ดิจิตอลเสียงข้างมากสามานย์ชั่วชาติ......โต...แทนที่...เข้าใจละยัง?
aa
ไม่ใช่จะเอาทักทุนนายหน้าชั่วชาติ-มาแทนยเทพนรกทุนอำมาตย์เก่าชั่วช้า..เข้าใจ๋?
ฟฟ
ดังนั้น...."ทุนก้าวหน้าดีกว่าศักดินาล้าหลัง" จึงเป็นวทกกรรมชั่วชาติ...เข้าใจละยังสาวกบักหัวโต....บักทะเนดเสื่อมเมทือง..บัก.....พวกหมาลัยมืดมิดเที่ยงคืน....บักไจอึ้งกิมกี่.......

นอกจากนี้การปักป้ายแบบนี้

นอกจากนี้การปักป้ายแบบนี้ มันไม่แฟร์ เพราะเงิน 7.6 หมื่นล้านก็เห็นๆ อยู่แ้ล้วว่าได้มาจากการขายหุ้น และหุ้นราคาดี ก็ไม่ใช่หุ้นชินคอร์ป รายเดียว และที่ไม่ได้เสียภาษี มันก็เป็นกันทั้งตลาดหลักทรัพย์ กระบวนการขายหุ้นก็เป็นแบบเดียวกับ ออเรนจ์ขายให้ทรู ดีแทคขายให้เทเลนอร์ ไม่นับรายอื่นๆ อีกเป็นร้อยในตลาด ต้องลากมาเสียภาษีเหมือนกัน อย่าเลือกปฏิบัติ

ฟฟ
ต๋ายงั่งเจงๆๆๆ....ราคาดีเพราะอะไรล่ะยะ..ดีเพราะมันปั่นหุ้นไง โอนไปโอนมา....ฯลฯ.....ตลาดหุ้นตลาดจางไล...ถ้าป้องกันและมาตรการป้องการปั่นหุ้นไม่ได้เสดถะกิดโลกทุนเน่าๆ ก็ไม่ปลอดภัยเพราะพวกชั่วๆก็จะปั่นกะดาษเป็นเงิน..และทำให้ภาคเสดถะกิดจริงต้องกระโดดตึกตาย ฆ่าตัวตายยกครัว ฯลฯ มาทุกยุคทุกสมัยไง.....

ราคาดีเพราะมันแก้และออกกดหมามาขายสมบัติสาธารณะ...ปราศจาก ปตท. มูลค่าตลาดหุ้นไทยจะเหลือเท่าไหร่ฟะ.....งั่งและชั่วกันทั้งแต่รากจนถึงยอด......

aaa
ตุลาคม

ผ่านคืนวันผันแปรในแง่คิด

ความถูกผิดชัดแจ้งแจงเหตุผล

ตุลาเลือดมิเหือดพรากจากกมล

ความเป็นคนชี้เห็นในเส้นทาง

ท่ามกลางความขัดแย้งอันแรงร้อน

หวนสะท้อนความทุกข์ทนแลหม่นหมาง

ความอาดูรสูญสลายมิคลายจาง

ความอ้างว้างแห่งประชาธิปไตย

เลือดเสรีรินหลั่งปืนดังก้อง

เสียงร่ำร้องที่สดับรับไม่ไหว

อำนาจเหนือชาวชนทุกข์ทนใจ

เข้าขับไล่เข่นฆ่าไม่อาทร

จนวันนี้มาถึงซึ่งวันนี้

ยังเห็นมีภาพเก่าเอามาหลอน

อำนาจชั่วฝังไว้ในสันดอน

แลสะท้อนให้เห็นว่าเช่นไร

มิแตกต่างอันใดในทางทิศ

ความถูกผิดไม่รู้อยู่หนไหน

ยังแต่ความโสมมทับถมใจ

ความจัญไรล้นทั่วตัวผู้นำ

คัดลอกบทความของชัชวาลย์

คัดลอกบทความของชัชวาลย์ ชาติสุทธิชัย คอลัมนิสซ้ายศักดินาประจำเว็บสีเหลืองมาทำไมคร้าบบบบ

หรือ IPนี้ที่โพสต์หลายครั้งไม่ซ้ำชื่อเลยนี้คือคนเดียวกันที่เขียน ?

เพราะปะชาไทเขาบอกไว้ว่า....ปร

เพราะปะชาไทเขาบอกไว้ว่า....ประชาไททำหน้าที่เป็นเวที ....โดยไม่ได้บอกสีของเวที.....จึงน่าจะมีความเห็นของทุกสี.......โดยเฉพาะสีดำ..../สีดำเกิดจากทุกสีคลุกรวมกัน....ใช่ปะ?

...ประชาไททำหน้าที่เป็นเวที เนื้อหาและท่าที ความคิดเห็นของผู้เขียน อาจไม่จำเป็นต้องเหมือนกองบรรณาธิการ.....

บทความนี้ผมเห็นว่าเป็นบทความท

บทความนี้ผมเห็นว่าเป็นบทความทฤษฎีการเมืองฝ่ายคอมฯและสังคมนิยมที่ดีที่สุดที่เคยเห็นในประชาไท

ผมนั้นไม่ได้เห็นด้วยมเห็นค้านหรือแท้จริงแล้ว ไม่ได้อินังขังขอบกับความเห็นของผู้เขียนเกี่ยวกับการวิพากษ์วิจารณ์ "คณะกรรมการกลาง" ตามที่ผู้เขียนท่านได้พยายมทำด้วยบทความนี้ ไหนๆลัทธิคอมฯมาตรฐานแบบมาร์กและเองเกลก็สาบสูญไปจากระบบอบการปกครองที่ใช้กันในโลกไปแล้ว แถมยังมิพักต้องคิดอีกว่าเคยมีรัฐใดได้มีโอกาสได้ใช้กันจริงๆหรือไม่อีก ......

ผมนั้นให้ความสนใจในลัทธิแก้ทั้งหลายมากกว่า และมองเห็นว่านักลัทธิแก้หลายท่านทำประโยชน์ให้มหาประชาชนของเขาได้มากมายกว่าเจ้าทฤษฏีมากนัก ตัวอย่างเช่น เติ้งเสี่ยวผิง

บทความนี้ กล่าวถึงลาสซาลและเบิร์นสไตน์ นักลัทธิแก้ผู้ยิ่งใหญ่ ที่ประสบความสำเร็จในการพ้ฒนาและนำแนวทางสังคมนิยมเข้าสู่การเมืองและระบอบการปกครองเยอรมันได้ก่อนเลนินจะเอาคอมมูนิสต์เข้ารัสเซียได้เสียอีก

คนอย่างลาสซาลหรือเบิร์นสไตน์นั้น ถ้ากลับชาติมาเกิดเป็นอภิสิทธิ์ นายกไทยในปัจจุบัน เขาก็จะพบว่า ปัจจัยแห่งความสำเร็จด้วยทฤษฏีสังคมนิยมจากสูงลงล่างของไทยในปัจจุบัน อยู่ในภาวะสมบูรณ์แบบกว่าเยอรมันยุคปรัสเซียและบิสมาร์กมากนัก

ภาวะ เอนกนิกรสโมสรสมมติ ของคิงส์นั้นสมานเป็นหนึ่งเดียวกับทุกชนชั้นทุกชนชั้นในสังคมไทย ยิ่งกว่าคิงส์ปรัสเซียมากมายนักโดยเฉพาะอย่างยิ่งในชนชั้นกลางกะลุมพี นายทุนและกรรมกร......ภาพพจน์แท้จริงของนายทุนสามานย์ศัตรูร่วมของทั้งชนชั้นกลางและเกษตรกรกรรมกร เริ่มถูกแฉให้เห็นกันกระจ่างช้ด ทั้งโดยสื่อและโดยคำตัดสินคดีต่างๆ ภาพพจน์ของรัฐในสากลโลกก็ได้รับการยอมรับเป็นน้ำหนึ่งเดียวกัน

จะใช้ทฤษฎีแบบเฟเบียนหรือลาสซาลแอนด์เบิร์นสไตน์ ก็เป็นโอกาสที่ปชป.จะพัฒนาทฤษฎีสังคมนิยมแบบบนลงล่างอย่างได้ผลและเหมาะสมกับองค์ประกอบของประเทศไทย
.......อภิสิทธิ์นั้นมีโอกาสที่ดียิ่งกว่าที่ ลาสซาลและเบิร์นสไตน์เคยได้รับมากมายทีเดียวครับ...และงานก็ง่ายกว่าเติ้งมาก เหลือแค่ขจัดกระแสทุนสามานย์ฝ่ายตรงข้ามให้สิ้นซาก เกมก็โอเวอร์แล้ว......

ผมก็อยากเห็นและอยากติดตามแนวทางนี้........

ปล. ผมลืมทั้งลาสซาลและเบิร์นสไตน์ไปเนิ่นนานแล้ว ต้องขอขอบคุณที่กล่าวถึงในบทความ ทำให้กลับไปรีไมน์ได้อีกครั้ง......

*ลิงหัวเหลือง สัปดน

*ลิงหัวเหลือง สัปดน กลอุบาย
อยากเป็นใหญ่ เหนือกว่าใคร ในป่าใหญ่
ขี่หลังเสือ แก่ชรา อำมาตยาธิปไตย
เที่ยวหลอกใคร ต่อใคร เสือใจดี

*แท้ที่จริง เสือชรา ล้าแรงโรย
เป็นเสือโหย หวงอำนาจ กลัวขาดศรี
ไร้เรี่ยวแรง แข่งขัน อันเสรี
พอได้มี ลิงรับใช้ ชอบใจนัก

*ลิงขี่เสือ แต่ว่าเสือ ก็ใช้ลิง
ต่างพึ่งพิง หาอำนาจ ประกาศศักดิ์
เลี้ยงอำมาตยาธิปไตย...ให้คึกคัก
เป็นปฎิปักษ์ ต่อประชาธิปไตย

*ลิงหัวเหลือง สัปดน กลอุบาย
ข้ารับใช้ เสือชรา อำมาตยาใหญ่
คิดว่าตน มีอำนาจ เหนือกว่าใคร
แค่เป็นข้า รับใช้ เสือชรา

"สังคมนิยมจากบนลงล่าง" หรือ

"สังคมนิยมจากบนลงล่าง" หรือ พร้อมมากในเวลานี้ เห็นมี "สวัสดิการแบบสังคมสงเคราะห์ บ่มเพาะการพึ่งพิงที่ต้องอนุญาตโดยชนชั้นบน ที่ขีดหนทางเดินแห่งชีวิตไว้ให้"

เป็นสังคมนิยมหรือ......

ถาม –

ถาม – ตอบ
เรื่องรัฐสวัสดิการ

การโจมตีรัฐสวัสดิการของฝ่ายเสรีนิยม ทำโดยการตั้งคำถาม
ซึ่งเราสามารถตอบได้หมดดังนี้

(1) จะเอาเงินมาจากไหน?
ตอบ คำถามนี้ตอบได้ง่ายมาก เราจะเอาเงินมาจากการเก็บภาษีก้าวหน้า ในอัตราสูง จากเศรษฐี นายทุน และบริษัทขนาดใหญ่ในประเทศ เหมือนกับที่เขาทำกันในประเทศตะวันตก พวกนี้ไม่ได้รวยเพราะขยันทำงานหนักเอง แต่รวยเพราะกรรมาชีพและเกษตรกรไทยทำงานสร้างมูลค่าให้กับเศรษฐกิจต่างหาก เรากำลังเสนอให้กระจายความร่ำรวยที่ถูกขูดรีดไปกระจุกอยู่ที่คนกลุ่มน้อย ให้กลับมาสู่คนที่ทำงานเท่านั้น จะมีอะไรที่เป็นธรรมมากกว่านี้ได้?

พวกชนชั้นสูงจะยอมหรือ? ไม่ยอมง่ายๆ ดังนั้นเราต้องสร้างอำนาจอิสระทางการเมืองของภาคประชาชน สร้างพรรค และสร้างขบวนการแรงงานและขบวนการภาคเกษตรที่เข้มแข็ง

(2) “กลไกตลาดมีประสิทธิภาพในการให้บริการมากกว่าภาครัฐ”
ตอบ นิยายอันนี้เป็นความพยายามอย่างหยาบๆ ที่จะลดบทบาทรัฐ ลดการเก็บภาษีจากคนรวย และเพิ่มกำไรให้กับบริษัทเอกชนผ่านการให้สวัสดิการในระดับที่น้อยที่สุด แต่ไม่มีข้อมูลจากที่ไหนในโลกที่ยืนยันความเชื่อนี้

ค่าใช้จ่ายต่อหัวในระบบสาธารณะสุขแบบอิงเอกชน ที่เน้นการประกันตน แทนการเก็บภาษีในระบบถ้วนหน้าของรัฐ มักจะสูงกว่าเสมอ และสาเหตุสำคัญคือการจ้างคนมาบริหารระบบอย่างสิ้นเปลือง ระบบสาธารณะสุขของสหรัฐอเมริกาที่ใช้ระบบเอกชนเป็นหลัก แพงกว่าระบบอังกฤษสองเท่า(เมื่อเทียบค่าใช้จ่ายต่อหัว) และไม่ครอบคลุมคนจนอเมริกาหลายสิบล้านคน ซึ่งหมายความว่าในด้านประสิทธิภาพของการให้บริการกับผู้มีประกัน และประสิทธิภาพในการดูแลประชากร ระบบกลไกตลาดของอเมริกาล้มเหลวโดยสิ้นเชิง ถ้าเปรียบเทียบคุณภาพและประสิทธิภาพของระบบสาธารณะสุขสหรัฐกับระบบของประเทศอื่น จะพบว่าสหรัฐอยู่ในอันดับที่ 70 ของโลก ในขณะที่ประเทศที่มีรัฐสวัสดิการ หรืออย่างน้อยระบบถ้วนหน้าที่บริหารโดยรัฐอยู่ในอันดับ1 ถึง 25

ข้อมูลจากทั่วโลกในระบบการบริการอื่นๆ เช่น การเก็บขยะ การศึกษา และสาธารณูปโภค ก็พิสูจน์ว่าภาคเอกชนและกลไกตลาดมีประสิทธิภาพต่ำในการบริการประชาชนทั้งหมด แต่เป็นที่น่าแปลกใจที่นักวิชาการฝ่ายเสรีนิยมยังท่องสูตรความเชื่อเดิมๆ แบบนกแก้วอยู่อย่างพร่ำเพรื่อ และทุกวันนี้ระบบสถาบันการเงินและธนาคารทั่วโลกมีวิกฤตหนี้เสียอย่างร้ายแรง วิกฤตนี้มาจากกลไกตลาดเสรี และผู้ที่เข้ามาแก้ไขปัญหาคือรัฐ รัฐบาลสหรัฐ อังกฤษ และญี่ปุ่นกำลังทุมเทงบประมาณเป็นแสนๆ ล้าน $ เพื่ออุ้มระบบ เช่นเดียวกับที่รัฐไทยเคยทำในวิกฤตปี ๒๕๔๐ แค่ข้อมูลชิ้นนี้ชิ้นเดียวก็พิสูจน์ว่ารัฐมีประสิทธิภาพมากกว่ากลไกตลาด

เนื้อหาตรงกับสำนึกในใจผมเลยคร

เนื้อหาตรงกับสำนึกในใจผมเลยครับ

ตารางสรุป ดูจะขาดความสมดุล -

ตารางสรุป ดูจะขาดความสมดุล

- ศัตรูหลักของสังคมไทยคือกลุ่มทุนผูกขาดศักดินาเหนือรัฐ ที่กลายเป็นกลุ่มทุนเก็งกำไรใหญ่ที่สุดของประเทศ

ควรเติมต่อว่า

(ต้องร่วมกับกลุ่มทุนผูกขาดทักษิณและพวกที่ฉ้อโกงที่เป็นเผด็จการใต้เสื้อคลุมของประชาธิปไตยที่มีคุณธรรมต่ำกว่าเพื่อโค่นกลุ่มนี้ก่อน)

"สังคมนิยมจากบนลงล่าง" หรือ

"สังคมนิยมจากบนลงล่าง" หรือ พร้อมมากในเวลานี้ เห็นมี "สวัสดิการแบบสังคมสงเคราะห์ บ่มเพาะการพึ่งพิงที่ต้องอนุญาตโดยชนชั้นบน ที่ขีดหนทางเดินแห่งชีวิตไว้ให้"

เป็นสังคมนิยมหรือ......

aaa
ไม่ได้ต้องการสังคมนิยมเส็งเคร็งอะไรดอกนะยะ...ต้องการรัฐสวัสดิการที่ต่อยอดจากสวีเดนย่ะ....เข้าใจคำว่าต่อยอดไม๊ยะนังมังคุด....หมายถึงต้องดีกว่า....และไม่ได้นั่งพ่นจนน้ำลายแตกฟองเหมือน "ลิ่วล้อ" ทักชั่วโตยนะยะ....ลงมือลงแรงทำเพื่อให้เกิดหน่ออ่อนของอะไรที่ม่งหวังด้วย.....อย่าคิดว่าถ้าไม่สังคมนิยมแล้วจะต้อง....ประชาสงเคราะห์หรือประชานิยมสามานย์.....ยังมีคนไทยที่รุจักสังเคราะห์สิ่งใหม่ที่ดีกว่าจากสิ่งเก่าที่ดีหรือกระทั่งชั่วก็ได้(ทำนองมูลเมืองเป็นปุ๋ยของเมืองใหม่ไง..ยะ 555...โอ้ยย...มีเวบบอร์ดก็ดีเหมือนกันนิ....ได้อารมณ์ดีแต่เช้าๆ...รึก่อนนอน....ขึ้นอยู่กะว่าจะเข้ามาวิวาทะด้วยตัวหนังสือในช่วงไหน....อิอิ) อย่างไรก็รักนังมังคุดนะ ไม่ว่าเธอจะเป็นหญิงรึชาย...จุ๊บๆๆ.....

ควรเติมต่อว่า (ต้องร่วมกับกลุ

ควรเติมต่อว่า

(ต้องร่วมกับกลุ่มทุนผูกขาดทักษิณและพวกที่ฉ้อโกงที่เป็นเผด็จการใต้เสื้อคลุมของประชาธิปไตยที่มีคุณธรรมต่ำกว่าเพื่อโค่นกลุ่มนี้ก่อน)

aa
ตรรกะระยามพอกันกะร่วมศักดินาโค่นทักทุนชั่วชาติ...เลยวุ้ย....แต่อันหลังน่าจะระยามน้อยกว่า.....

ฟฟฟ
ด้วยรากเหง้าตรรกกะระยามแบบเดียวกันแต่คนละซีกพลพรรคคอมมิวนิสต์เก่าจึงแยกออกเป็นสองสาย....อ้อ...ลืมไปมีสายที่สามด้วย....สายคอมฯอีแอบ-แอบอยู่บนภู(บ้างก็บนคอนโ บ้างก็ในคฤหาสห์ ฯลฯ)ดูหมากัด(รุมทึ้ง)ประชาชนและประเทศชาติ....อิอิ

แม่นแหล่ว...

แม่นแหล่ว...

"เทอดสยาม ชูธรรม"

"เทอดสยาม ชูธรรม" เขียนได้ดีหลายประการ และสนับสนุนแนวทางของธง แจ่มศรี ชัดเจน ผมเห็นถูกต้องในหลายเรื่อง แต่เรื่องสำคัญที่ขอถาม คือ ในบทความที่อ้างธง แจ่มศรี เรื่องวิเคราะห์ว่าสังคมไทยเป็นทุนนิยมเต็มตัวนั้น แต่โครงสร้างส่วนบนยังเป็นศักดินา อำมาตย์กำกับสังคม ดังนั้นอยู่ในขั้นตอน "ปฏิวัติประชาธิปไตยของชนชั้นนายทุน" หากว่าวิเคราะห์ว่าเป็นทุนนิยมเต็มที่แล้ว ตามหลักการของมารกซ จะต้องปฏิวัติโค้นล้มนายทุนไม่สู่สังคมนิยมไม่ใช่หรือ การกำกับทางสังคมของอำมาตย์ จะนำมาซึ่งการกำหนดว่าอยู่ในขั้นตอนปฏิวัติประชาธิปไตยของชนชั้นนายทุนก่อนได้อย่างไร?

และเห็นด้วยว่า มารกซบอกว่า ทุนกลุ่มไหนก็ล้วนฉ้อฉล และดังนั้นก็ไม่ควรสนับสนุนการต่อสู้ของทุนผูกขาดกลุ่มไหนทั้งสิ้นดังนั้นข้อเสนอของกรรมการกลางบริหารพรรคจึงผิดหลักการมารกซ และข้อเสนอของธงและเทอดสยามก็ผิดตรงที่วิเคราะห์ว่า อยู่ในขั้นตอนของการปฏิวัติประชาธิปไตยของชนชั้นนายทุน

"เทอดสยาม ชูธรรม"

"เทอดสยาม ชูธรรม" เขียนได้ดีหลายประการ และสนับสนุนแนวทางของธง แจ่มศรี ชัดเจน ผมเห็นถูกต้องในหลายเรื่อง แต่เรื่องสำคัญที่ขอถาม คือ ในบทความที่อ้างธง แจ่มศรี เรื่องวิเคราะห์ว่าสังคมไทยเป็นทุนนิยมเต็มตัวนั้น แต่โครงสร้างส่วนบนยังเป็นศักดินา อำมาตย์กำกับสังคม ดังนั้นอยู่ในขั้นตอน "ปฏิวัติประชาธิปไตยของชนชั้นนายทุน" หากว่าวิเคราะห์ว่าเป็นทุนนิยมเต็มที่แล้ว ตามหลักการของมารกซ จะต้องปฏิวัติโค้นล้มนายทุนไม่สู่สังคมนิยมไม่ใช่หรือ การกำกับทางสังคมของอำมาตย์ จะนำมาซึ่งการกำหนดว่าอยู่ในขั้นตอนปฏิวัติประชาธิปไตยของชนชั้นนายทุนก่อนได้อย่างไร?

และเห็นด้วยว่า มารกซบอกว่า ทุนกลุ่มไหนก็ล้วนฉ้อฉล และดังนั้นก็ไม่ควรสนับสนุนการต่อสู้ของทุนผูกขาดกลุ่มไหนทั้งสิ้นดังนั้นข้อเสนอของกรรมการกลางบริหารพรรคจึงผิดหลักการมารกซ และข้อเสนอของธงและเทอดสยามก็ผิดตรงที่วิเคราะห์ว่า อยู่ในขั้นตอนของการปฏิวัติประชาธิปไตยของชนชั้นนายทุน

มารกซบอกว่า

มารกซบอกว่า ทุนกลุ่มไหนก็ล้วนฉ้อฉล และดังนั้นก็ไม่ควรสนับสนุนการต่อสู้ของทุนผูกขาดกลุ่มไหนทั้งสิ้นดังนั้นข้อเสนอของกรรมการกลางบริหารพรรคจึงผิดหลักการมารกซ และข้อเสนอของธงและเทอดสยามก็ผิดตรงที่วิเคราะห์ว่า อยู่ในขั้นตอนของการปฏิวัติประชาธิปไตยของชนชั้นนายทุน

ฟฟฟฟ

ไม่ต้องมาร์กซ์ที่ตายไปแล้วบอกร๊อก....สามัญสำนึกพื้นๆก็รู้สึกได้แค่ใช้ประสาทรีเฟล็กซ์-แบบมนุษย์
และไม่ผิดแต่หลักมาร์กซ์(ซึ่งเป้นชนชั้นปัญชาชน-นายทุนน้อย)...จริยธรรมขั้นต่ำสุดของมนุษย์แต่ดึกดำบรรพ์(ไม่ต้องศิวิลัยมาร์กก็ผิดแล้ว....เข้าข้างคนชั่ว(นายทุน-อภิมหานายทุน-และไม่ใช่นายทุนที่ทำการผลิตแค่ทุนนายหน้า....)ก็ผิดแล้วผิดเห็นๆ....เขาเรียกว่า(แกล้ง)ติดกับดักวิสัยทัศน์ดักดานของตัวเอง..เลยทำผิดซ้ำซากซ้ำแล้วซ้ำเล่า...อิอิ

แ ด ง ค อ ม มิ ว นิ ส ค อ ม

แ ด ง ค อ ม มิ ว นิ ส ค อ ม มิ ส ชั่ น แ ด ง หั ว คิ ว
ก ร ะ ห า ย หิ ว เ งิ น ต ร า บ้ า ไ ป ใ ห ญ่
ต่ า ง อ อ ก ม า อ ว ด ศั ก ด า โ ช ว์ เ จ้ า น า ย
ใ ห้ ต น ไ ด้ เ ป็ น ผู้ นำ ค น เ สื้ อ แ ด ง
ทั้ ง พั ล ล ภ เ ส ธ แ ด ง แ ส ล ง จิ ต
จ ตุ พ ร พ ล่ า ม พ่ น พิ ษ ใ ห้ แ ส ล ง
ไ ม่ ย อ ม รั บ พั ล ล ภ แ ล ะ เ ส ธ แ ด ง
เ ป็ น พ ว ก แ ท ง ข้ า ง ห ลั ง ช่ า ง น่ า ก ลั ว
เ ห็ น ห รื อ ยั ง พี่ น้ อ ง ผ อ ง เ สื้ อ แ ด ง
ส่ ว น หั ว แ ย่ ง ป ร ะ โ ย ช น์ ผ ล ใ ส่ ต น นั ว
ห ล ง อำ น า จ เ งิ น ต ร า พ า มื ด มั ว
ช่ า ง น่ า ก ลั ว ส่ ว น หั ว แ ด ง แ ย่ ง กั น กิ น
ป ร ะ ช า ธิ ป ไ ต ย ไ ห น กั น ที่ ฝั น ห า
มี แ ต่ ธ น า ธิ ป ไ ต ย ไ ฝ่ ถ วิ ล
ค่ า หั ว คิ ว ค อ ม มิ ส ชั่ น แ ย่ ง กั น กิ น
แ ต่ เ ล่ น ลิ้ น ห ล อ ก ป ร ะ ช า ว่ า ป ร ะ ช า ธิ ป ไ ต ย

ดุลยภาพคือทางรอด Re:

ดุลยภาพคือทางรอด

Re: พูดตรงๆ
« ตอบ #28 เมื่อ: 13 กุมภาพันธ์ 2010, 22:38:40 PM »

--------------------------------------------------------------------------------
อ้างถึง
คนที่คิดว่าจะก่อการอะไร คิดดีหรือยัง คิดแต่ว่าจะชนะ ไม่คิดว่าเวลาถูกเขารุกกลับจะทำอย่างไร
ถ้าบ้านแตกสาแหรกขาดตอนหัวหงอกกันแล้วนี่จะเป็นอย่างไร

บ้านแตกสาแหรกขาดตอนหัวหงอก คงจะถูกพี่น้องด่าว่า " ดูซิ ทำลูกเต้าตกระกำลำบาก..หัวหงอกจนป่านนี้ยังโง่เป็น..วายให้เค้าจูงจมูกอีก "

เมื่อวานเผอิญได้ดูช่องไทยพีบีเอส
เห็น .. วายยิ้มอ้วนๆตัวหนึ่ง มาออกทีวีไทยพีบีเอส คู่กับ ดร. ชาย (อะไรซักอย่าง) ณ ภูเก็ต

เราก็พยายามดูให้จบ ทั้งๆที่ไม่อยากดูเพราะรู้อยู่แล้วว่าคนพวกนี้จะพูดอะไร

แต่ก็ลองดูซิ เจ้า..วายยิ้มจะพูดว่าไง ..นึกแล้วไม่พลาด..

..โถ " คำก็อำมาตย์ สองคำก็อำมาตย์..แถมยังบอกว่า โกงแบบทักกี้นี่รับได้ เพราะทุกรัฐบาลก็โกงเหมือนๆกัน..."

พิธีกรถามว่า ทักกี้ นี่ไม่ใช่อำมาตย์ใหม่หรอกหรือ อำมาตย์ใหม่รบกับอำมาตย์เก่า..ไม่ใช่หรือ..

เจ้า..วายยิ้ม ตอบอึกๆๆๆ ..พิธีกรถามจี้อีก..จะหลอกใช้เขาหรือถูกเขาหลอกใช้ เป็นเครื่องมือเค๊ารึเปล่า.. ..วายยิ้ม ได้แต่อึกอัก พูดฟังไม่ได้ศัพท์ แก้ตัวพัลวัน ใครได้ยินได้ฟังก็มีแต่จะส่ายหน้า..

..วายยิ้มพยายามพูดว่า ควายแดงทั้งหลายมีบทเรียนจากตอนเมษา..คงไม่พลาดอีกแล้ว ไม่ตกเป็นเหยื่อ..เพราะยึดสันติวิธี..(ฮา)

พิธีกรถามจี้เข้าไปอีกว่า ตอนเมษา ทำไมรุนแรง....วายยิ้ม รีบบอก ต้องมีเวลาคุยกัน เพราะมีอะไรเบื้องหลังอีกมาก..พิธีการแกล้งถามต่อ เพราะมือที่สามรึเปล่า ? ..เจ้า..วายยิ้มรีบต่อ..มือที่หนึ่ง (รัฐบาล) เป็นคนทำ (ฮา)..

พอหันมาถาม ดร...ชาย " ดร.ชาย ตอบว่า ..ผมว่าพวกเสื้อแดงมีหลายกลุ่มก็จริง แต่ก็มีกลุ่มที่ชอบใช้ความรุนแรงอยู่มาก จะเห็นได้จากการชุมนุมทุกครั้ง ..ไปล้อมบ้านคนอื่น..ขนาดลากคนมาฟันมายิงเล่นที่เชียงใหม่....ฯลฯ คราวนี้ก็เหมือนกัน ..พวกฮาร์ดคอร์ให้เอาน้ำมันใส่ขวดคนละลิตร..ฯ จะเห็นได้ว่า พวกเสื้อแดงคือพวกที่ชอบใช้ความรุนแรง เกรงว่าจะไม่ใช่สันติวิธี แม้จะมีบางกลุ่มพยายามจะแสดงออกว่าเป็นพวกสันติวิธี แต่ก็เกรงว่า คงจะคุมกันไม่อยู่...( ฮา )

จบรายการ พวกเราสามพ่อแม่ลูกพากันหัวเราะกร๊ากกกกก...โถๆๆๆๆ เจ้า..วายยิ้มเอ๊ย..

คงไม่ต้องบอกว่าคนดูจะให้คะแนนใคร..

บรรดาเพื่อนเจ้า..วายยิ้ม ที่อ่านกระทู้นี้ ช่วยกลับไปบอกด้วย
ด้วยความหวังดีจริงๆ ทีหลังอย่าไปเที่ยวดีเบทกับใครเขาเลยจะดีกว่า..ดูแล้ว บ้อท่าจริงๆ....เสียสถาบันคนตุลาซะเปล่าๆ...

--------------------------------------------------------------------------------
สิ่งมีชีวิตเซลล์เดียว ยิ่งใหญ่กว่ามนุษย์เสมอ...จงอย่าสำคัญตัวผิด

เมื่อมวลชนตื่นรู้ ความเปลี่ยนแปลงก็จะเกิดขึ้น !

Re: พูดตรงๆ
« ตอบ #29 เมื่อ: วันนี้ เวลา 07:46:16 »

--------------------------------------------------------------------------------
ตื่น ๆ ตื่นจากฝันเสียทีสหายทั้งหลาย

ยุคนี้มันปี 2553 แล้ว
สงครามในอดีตผ่านไปแล้ว
พคท.ล่มสลายไปแล้ว
พวกเราแพ้สงครามไปแล้ว
และคอมมิวนิสต์ล่มสลายไปแล้ว
เหลือแต่ทุนนิยมโดยรัฐอย่างจีน

มาสู้กันทางความคิดอุดมการณ์ดีกว่า
และทำอุดมการณ์สังคมนิยมให้เป็นจริงผ่านเวทีรัฐสภา
เพื่อแผ่นดินแม่ของเราจะได้สงบเสียที
สู้กันด้วยความคิดและบนเงื่อนไขสันติ

อย่าช่วยคนทำผิดทางอ้อม
อย่าทำให้มวลชนมองอดีตสหายในทางเสื่อมเสีย
พวกเราต้องช่วยกันรักษาเกียรติภูมิอันดีงามเหล่านี้เอาไว้
อย่าเอาความแค้นในอดีตมาทำร้ายบ้านเมืองอย่างไม่จบสิ้น
อดีตที่ใครเคยทำกรรมอะไรไว้
ถ้าเชื่อในกฏแห่งกรรมพวกเขาต้องได้ชดใช้กรรมในชาตินี้แน่นอน

--------------------------------------------------------------------------------

ประชาธิปไตยที่แท้จริง,สังคมสวัสดิการ
มาจากการรวมกลุ่มของคนเล็กคนน้อยในวันนี้
การกลับมาใหม่ของกลุ่มผลประโยชน์และพรรคมวลชนที่มีการนำรวมหมู่

http://www.oknation.net/blog/balanceofsociety
http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=balanceofsociety
aaa
หนี้เก่ายังไม่ชำระ....สร้างหนี้ใหม่อีก....จะพาคนไปตายแทนตัวเองซ้ำรอยประวัติศาสตร์หกตุลาเมื่อครั้งกระดน้นอีกเรอะ.....???..อย่าทะลึ่งก่อสงครามกลางเมืองเพื่อพวกโคตรชั่วๆ ไม่กี่โคตรตระกูล.....ขอเตือน
ฟฟฟฟ

คงต้องจดจารบันทึกไว้ตรงนี้ ว่า....จำเลยที่จะต้องรับผิดชอบต่อการนองเลือดที่ธรรมศาสตร์-สนามหลวง-ใจกลางกรุงเทพฯ ใน พ.ศ.นั้น...หนึ่ง..ก็อยู่แล้ว...ก็ต้องคือ-รัฐบาล/อำนาจรัฐและกลไกติดอาวุธ ทั้งในรูปที่เป็นทางการ-ทหารตำรวจ-องค์กรติดอาวุธ รวมทั้งกลไกที่ไม่เป็นทางการ-ในรูปพลเรือน (ลูกเสือชาวบ้าน นพวพล กระทิงแดง ฯลฯ )....สอง..แกนนำนักศึกษากรรมกรชาวนาในช่วงนั้น....และ สาม...สำมะคันมาก คือ พลพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (ทั้งในคราบนักศึกษากรรมกรชาวนา...พวก ส. ย. (แกนนำ) ที่เคลื่อนไหวในเมืองไงล่ะ?....ใครบ้างถ้ายังไม่ตายก็น่าจะโผล่หัวออกมาร่วมรับผิดชอบด้วย!! ต้องตอบคำถามว่า ทำไมถึงไม่สลายการชุมนุม!!!""เหมือนอย่างที่ เชียงใหม่ทำ.....?????? ...ถ้าประเทศนี้ ไม่มีการสรุปบทเรียนทางประวัติศาสตร์ตรงนี้ออกมาอย่างเป็นวิทยาศาสตร์ที่ คนผิดคนชั่วทุกซีกฝ่ายต้องถูกพิพากษาอย่างเท่าเทียม...ไม่เช่นนั้นการเดินซ้ำรอยประวัติศาตร์ด้านชั่วของมนุษย์ ก็จะเป็นปรากฏการณ์ซ้ำซาก รึไม่ก็จะเปิดโอกาสให้คนชั่วๆหยิบบางตอนของประวัติศาสตร์มาบิดเบือน....ฯลฯ
ฟฟฟ

อย่าเอาความแค้นในอดีตมาทำร้ายบ้านเมืองอย่างไม่จบสิ้น.....เข้าใจไหมบักหัวโตและบักธงทิ่มดินทั้งเฒ่าทั้งหนุ่ม(น้อย)....และไอ้พวกเดรัจแานวิชากเกินหมาลัยมืดมิด.....

โกงแบบทักกี้นี่รับได้

โกงแบบทักกี้นี่รับได้ เพราะทุกรัฐบาลก็โกงเหมือนๆกัน.

คำชี้แจง

เว็บไซต์ประชาไท ให้บริการพื้นที่แสดงความคิดเห็นต่อข่าวและบทความแบบสาธารณะ ขอความร่วมมือในการแสดงความคิดเห็นโดยเคารพกฎหมาย, ความเห็นที่แตกต่าง และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของผู้อื่น

  • ประชาไทแสดงหมายเลขไอพี* ของผู้โพสต์ประกอบความเห็นเสมอ
  • ประชาไทไม่มีนโยบายกรองข้อความก่อนการแสดงผล
  • อย่างไรก็ตามขอสงวนสิทธิ์ในการปิดการแสดงความเห็นที่ไม่เป็นไปตามกติกาหากตรวจสอบพบภายหลัง

ทั้งนี้ข้อความที่โพสต์จะยังไม่ปรากฎในทันที ซึ่งเป็นข้อจำกัดด้านเทคนิค

จึงเรียนมาเพื่อทราบและขอบคุณในความร่วมมือ

* หมายเลขไอพีปัจจุบันใช้เป็นข้อมูลที่เชื่อมโยงกลับไปที่ข้อมูลการเชื่อมต่อ อินเทอร์เน็ต ซึ่งอาจระบุไปถึงแหล่งที่มาการโพสต์หรือบุคคลที่โพสต์ได้ นอกจากนี้ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ มาตรา 26 กำหนดให้ผู้ให้บริการต้องเก็บข้อมูลจราจรคอมพิวเตอร์ไว้ 90 วัน