ลอกคราบวัฒนธรรมอำมาตย์ในหมู่ NGOs ไทย
วัฒนธรรมอำมาตย์ในที่นี้หมายถึง แบบแผนความคิดและการกระทำของหมู่คน ที่ถือตนว่าเป็นผู้ดีมีคุณธรรม เป็นผู้ผูกขาดปกป้องและชี้ทางสว่างแก่บ้านเมือง พวกเขา เท่านั้นที่เป็นผู้ที่รู้แจ้งเห็นจริง และมีภารกิจที่จะต้องปกครองอาณาประชาราษฎรทั้งหลายที่ไม่ประสีประสาและมักหลงผิดคิดชั่วออกนอกแบบแผนดั้งเดิม ให้เป็นไปตามทำนองคลองธรรมตามที่ผู้กุมอำนาจกำหนด
วัฒนธรรมอำมาตย์ก็ควรคู่กับอำมาตย์ แต่เหตุไฉนมันกลับระบาดไปอย่างกว้างขวาง แม้กระทั่งในหมู่คนที่ประกาศตนว่าทำงานเพื่อสร้างความเข้มแข็งให้กับราษฎร/ชาวบ้าน นั่นก็คือบรรดา NGOs ไทยใหญ่น้อยทั้งหลาย ดังที่เราเห็นได้จากในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมาที่พวกเขาออกมาเป็นคู่หางเครื่องสนับสนุนฝ่ายอำมาตย์ และได้กลายพันธุ์ไปเป็นส่วนหนึ่งของขบวนการเสื้อเหลืองอย่างภาคภูมิ
เราอาจเริ่มต้นที่วาทกรรมที่ถูกนำมาใช้อย่างพร่ำเพรื่อในหมู่ NGOs นั่นคือ “วัฒนธรรมชุมชน” ซึ่งโดยเนื้อแท้มีความต่างจาก “แนวคิดวัฒนธรรมชุมชน” ที่ยังพอมีการศึกษาและโต้แย้งในแวดวงนักวิชาการอยู่บ้าง ในแวดวงวิชาการหลายสำนักค่อนข้างมีความเห็นร่วมกันว่า”วัฒนธรรมชุมชน”หมายถึงการต่อสู้ทางการเมืองในอีกมิติหนึ่ง ขยายความก็คือการมองว่า ชาวบ้านโดยปกติไม่อยู่ในความคุ้นเคยที่จะปกป้องผลประโยชน์ตนเองตามวิถีการเมืองอย่างเป็นทางการ แต่พวกเขาจะมีการเมืองอย่างไม่เป็นทางการ ซึ่งแสดงออกในรูปแบบต่างๆ เช่น ติฉินนินทา การคว่ำบาตร การใช้พิธีกรรม ฯลฯ รวมความแล้ววัฒนธรรมก็คือการต่อสู้อย่างหนึ่ง ท่ามกลางสังคมที่เต็มไปด้วยความขัดแย้งและการต่อสู้
แต่ถ้าเราไปดูต้นแบบ วาทกรรม“วัฒนธรรมชุมชน” (จากงานเขียนของ ฉัตรทิพย์, บำรุง ,ประเวศ,นิพจน์ และอภิชาติ) เราก็จะพบกับวัฒนธรรมชุมชนที่สุดแสนโรแมนติค ที่ปลอดจากการต่อสู้ทางการเมือง วัฒนธรรมชุมชน-ตามแนวคิดสำนักวัฒนธรรมชุมชนนิยม-จึงกลายเป็น “คุณค่า/สิ่งจริงแท้” ที่ติดตัวชาวบ้านมาแต่กำเนิด มีอยู่แต่ดั้งเดิมในอดีตและสืบทอดมาถึงปัจจุบันอย่างไม่เสื่อมคลายไม่มีที่มาที่ไป ชุมชนชาวบ้านเต็มไปด้วย “น้ำใจ” ความสมานฉันท์เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ประหนึ่งว่า “ชาวบ้าน/ชุมชน” เป็นกลุ่มคนที่มีสายพันธุ์พิเศษที่สืบทอดทางสายเลือดมาแต่บุพกาล
เมื่อแนวคิดนี้ถูกนำไปปฏิบัติ – จากต้นฉบับที่ฟอกความเป็นการเมืองออกไปแล้ว- แน่นอนว่าก็ถูกตีความออกไปหลากหลาย ตามแต่คน/องค์กรที่นำไปปฏิบัติ แต่ผลอย่างหนึ่งที่มาจากต้นแบบวัฒนธรรมชุมชนแบบโรแมนติค ที่เราจะเห็นได้เหมือนกันๆในงานพัฒนาของพวกเขาก็คือ การทำให้การพัฒนาเป็นเรื่องที่ปลอดจากมิติทางการเมือง หรือพูดอีกอย่างหนึ่งก็คือ การลดทอนความเป็นการเมืองจากการพัฒนา
ดังนั้น ชุมชนหมู่บ้านที่เต็มไปด้วยกลุ่มก้อนที่แตกต่าง ความขัดแย้ง การต่อสู้แข่งขัน ทั้งภายในหมู่บ้านเองและกับภายนอก – ซึ่งเป็นเรื่องปกติ และความจริงชุมชนก็มีกระบวนการของตนเองในการจัดการปัญหาเหล่านั้น ซึ่งก็ถือได้ว่าเป็นศักยภาพอีกด้านหนึ่ง- แต่กลับถูกพวก NGOs มองข้ามหรือกลบเกลื่อนด้วยการพยายามมองหาแต่ด้านความร่วมไม้ร่วมมือ ช่วยเหลือเกื้อกูล หรือวัฒนธรรมประเพณีเชิงรูปแบบที่สวยงามน่าประทับใจเพียงด้านเดียว
หรือแม้กระทั่งเราจะได้ยินพวกเขาพูดเรื่อง “สิทธิชุมชน”- ซึ่งประเด็นสิทธิ เป็นเรื่อง “ความสัมพันธ์ทางอำนาจ” ระหว่างรัฐกับชุมชน ที่เป็นประเด็นทางการเมืองอย่างยิ่ง – แต่ด้วยภาษาที่ปลอดจากการเมือง ทำให้เหลือเพียงแค่ขอให้รัฐเข้าอกเข้าใจ เห็นใจ และก็ยอมรับให้มีสิทธิชุมชนมากขึ้น หรือในกรณีที่ตลกยิ่งกว่าก็คือ ประเด็นอะไรก็ได้แต่ขอเรียกเป็นสิทธิชุมชนเอาไว้ก่อนตามสมัยนิยม
การลดทอนความเป็นการเมืองเมื่อตกทอดผ่านการทำงานจากรุ่นสู่รุ่น ได้เกิดอาการขยายตัวไปสู่อีกขั้นหนึ่งก็คือ การรังเกียจการเมือง เพราะพวกเขามองว่าสังคมชาวบ้านคือสังคมที่สะอาดบริสุทธิ์ สื่อใส ตรงไปตรงมา และสิ่งที่ทำให้สังคมชาวบ้านมีมลทินก็คือ “การเมือง” ซึ่งเป็นเรื่องของเล่ห์เหลี่ยมคดโกง เป็นเรื่องที่ชักนำชาวบ้านไปในทางเสียหาย เป็นเรื่องที่ชาวบ้านไม่ควรเข้าไปยุ่ง
การรังเกียจการเมือง ยังถูกแวดล้อมและกระพืดพัดด้วยวาทกรรม “การเมืองเรื่องสกปรก” ของเหล่าเสนาอำมาตย์ ซึ่งมีคำอธิบายว่าการเมืองเป็นอาณาบริเวณของความสกปรก เป็นเรื่องของนักการเมืองสันดานชั่ว ต่างจากอาณาบริเวณ”เหนือการเมือง”ที่มีบรรดาอำมาตย์เป็นผู้ปกปักรักษา และเชื่อว่าปัญหาต่างๆในบ้านเมืองเกิดจากราษฎรทั้งหลายหลงผิด หรือหย่อนยานศีลธรรม ดังนั้นชาวบ้านก็ควรจะต้องได้รับการกระตุ้นเตือนให้ตระหนักในคุณธรรมความดีที่มีพวกเขาเป็นแบบอย่าง
ผลลัพธ์ของการรังเกียจการเมือง บวกกับการเมืองเรื่องสกปรก ก็คือการเห็นว่าชาวบ้านเข้าที่ไปยุ่งเกี่ยวกับการเมืองก็ผู้หลงผิด หลงลืมละทิ้งวัฒนธรรมชุมชนอันดีงาม เมื่อชาวบ้านหลงพลาดไป หน้าที่ของพวกเขาก็คือการดึงชาวบ้านกลับมาอยู่ในทำนองคลองธรรมอีกครั้ง พวกเขาต้องการการกระตุ้นเตือนให้คิดถึงศีลธรรมอันดีงามหรือสิ่งดีๆที่เคยมีอยู่แต่ดั้งเดิม กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ “แท้จริงแล้วพวกเขาไม่เคยเชื่อมั่นในสติปัญญาของชาวบ้านเลย ในกรอบการรับรู้อันคับแคบของพวกเขาก็คือ ชาวบ้านจะต้องถูกพัฒนา ถูกทำให้ฉลาดขึ้น รู้จักพึ่งตัวเอง รู้จักเลือกสิ่งที่ถูกที่ควร รู้จักพอเพียง ตามรอยพ่อ.....เท่านั้น!!!”
ณ จุดนี้เองที่ความรู้สึกนึกคิดคิดของ NGOs กับอำมาตย์มาซ้อนทับเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน!!!
ความคิดเช่นนี้คือที่มาของปฏิกิริยาที่พวกเขามีต่อชาวบ้านรอบๆตัว สำหรับชาวบ้านเสื้อแดง พวกเขาจะมองว่าเป็นพวกที่หลงผิด ถูกซื้อ ลืมตน ในขณะที่เมื่อมองไปที่ไหนพวกเขาก็พบว่าชาวบ้านเหล่านี้ยิ่งมีมาก แต่เมื่อเป็นชาวบ้านที่ไม่ได้เป็นไปตามที่พวกเขาต้องการ ชาวบ้านที่โง่งมเห็นแก่ได้ไร้ศักดิ์ศรีเหล่านี้จึงไม่ถูกนับรวมอยู่ในภาคประชาชนอันบริสุทธิ์ศักดิ์สิทธิ์ของพวกเขา
แต่อนิจจาการขุดคุ้ยค้นหาภาคประชาชนที่บริสุทธิ์เชื่องเชื่อน่าสงสารเพื่อนำมาบรรจุไว้ในโครงการขอเงินทุนของพวกเขาช่างเป็นสิ่งที่ยากเย็นขึ้นทุกวัน...
เหตุแห่งการสมสู่ของคู่รักต่างเผ่าพันธุ์นี้เป็นไปได้อย่างราบรื่นไม่เกิดความตะขิดตะขวงใจด้วยธรรมชาติอีกอย่างหนึ่งของบรรดาขาใหญ่ NGOs ที่มีสำนึกอยู่เสมอว่าพวกตนก็คือผู้รัก ห่วงใย และเข้าใจชาวบ้านมากที่สุด และเขาก็เป็นพี่ใหญ่ที่อุปถัมภ์พวกน้องๆ NGOs กันมาตลอด หรือพูดง่ายก็คือพวกเขาก็คืออำมาตย์ในแวดวง NGOsอยู่แล้ว ดังนั้นอำมาตย์ทั้งสองฝ่ายจึงสามารถร่วมหอลง”โลง”กันได้อย่างปรีด์เปรม
และในฐานะที่พวกเขาสามารถใกล้ชิดศูนย์อำนาจ ทำให้พวกเขามีความสามารถเข้าถึงงบประมาณรัฐได้ง่ายดายกว่ากลุ่มอื่นๆ จึงเกิดระบบพรรคพวกเส้นสายเอื้ออำนวยงบประมาณให้แก่พวกพ้องตัวเองจนเกิดกรณีอื้อฉาวมาแล้วทั้งทางภาคเหนือ และสดๆร้อนในภาคอีสาน หรือตัวอย่างของการอุปถัมภ์อุ้มชูผู้ปฏิบัติงานและผู้บริหารองค์กรที่เป็นพวกพ้องโดยไม่แบ่งแยกผิดถูกดังกรณีการคุกคามทางเพศเจ้าหน้าที่สตรีในสำนักงานของผู้บริหารNGOsด้านสิทธิองค์กรหนึ่ง ก็ยังเป็นเรื่องที่เล่าขานกันอย่างไม่สร่างซา
ในท้ายสุดแล้วประเทศเราจึงมีนักพัฒนาที่กลายเป็นอำมาตย์ และอำมาตย์ที่กลายเป็นนักพัฒนาอยู่จนมากมายเกลื่อนกราด หากแต่ยิ่งทำงานพัฒนาพวกเขากลับยิ่งยืนอยู่ฝ่ายตรงข้ามกับประชาชนมากยิ่งขึ้น ยิ่งพัฒนาก็ยิ่งเกิดกลุ่มก้อนผูกขาดผลประโยชน์ในแวดวงนักพัฒนามากยิ่งขึ้นและท้ายที่สุดพวกเขาก็เป็นได้แค่เพียงลิ่วล้อของระบบอำมาตย์ที่คอยไต่เต้าสร้างสร้างฐานะและหากินกับภาษีของประชาชนไปวันๆ เท่านั้นเอง.
คำชี้แจง
เว็บไซต์ประชาไท ให้บริการพื้นที่แสดงความคิดเห็นต่อข่าวและบทความแบบสาธารณะ ขอความร่วมมือในการแสดงความคิดเห็นโดยเคารพกฎหมาย, ความเห็นที่แตกต่าง และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของผู้อื่น
- ประชาไทแสดงหมายเลขไอพี* ของผู้โพสต์ประกอบความเห็นเสมอ
- ประชาไทไม่มีนโยบายกรองข้อความก่อนการแสดงผล
- อย่างไรก็ตามขอสงวนสิทธิ์ในการปิดการแสดงความเห็นที่ไม่เป็นไปตามกติกาหากตรวจสอบพบภายหลัง
ทั้งนี้ข้อความที่โพสต์จะยังไม่ปรากฎในทันที ซึ่งเป็นข้อจำกัดด้านเทคนิค
จึงเรียนมาเพื่อทราบและขอบคุณในความร่วมมือ
* หมายเลขไอพีปัจจุบันใช้เป็นข้อมูลที่เชื่อมโยงกลับไปที่ข้อมูลการเชื่อมต่อ อินเทอร์เน็ต ซึ่งอาจระบุไปถึงแหล่งที่มาการโพสต์หรือบุคคลที่โพสต์ได้ นอกจากนี้ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ มาตรา 26 กำหนดให้ผู้ให้บริการต้องเก็บข้อมูลจราจรคอมพิวเตอร์ไว้ 90 วัน












โห ไม่ได้เจอกันนาน ออกมาที
โห ไม่ได้เจอกันนาน ออกมาที ต้องขอคารวะ
หากngoถูกครอบงำได้ขนาดนั้น ชื
หากngoถูกครอบงำได้ขนาดนั้น
ชื่อก็บอกอยู่โทนโท่ว่าโงโง่โง่
สุดยอด ครับ อิอิ เล็ก อภิเดช
สุดยอด ครับ อิอิ
เล็ก อภิเดช นี่ เล็กดี รสโต สมชื่อจริง 555
ไม่น่าเชื่อว่า รัฐธรรมนูญ
ไม่น่าเชื่อว่า รัฐธรรมนูญ 2550 ซึ่งมีเนื้อหาเป็นประชาธิปไตย และให้อำนาจประชาชนมากที่สุดจะเป็นหนามทำใจของนักการเมือง
แต่ถ้ามองลงไปให้ลึกแล้ว พวกเขาคงต้องการล้มรัฐธรรมนูญฉบับนี้เพียงเพื่อให้ได้รับนิรโทษกรรม และลิ่วล้อทักษิณก็เห็นว่า นี่เป็นทางเดียวที่จะทำให้นายใหญ่กลับบ้านโดยไม่ต้องเป็นนักโทษในคุก
พวกนักวิชาการเสื้อแดงพยายามโจมตีว่า รัฐธรรมนูญฉบับนี้มีที่มาจากรัฐประหาร โดยไม่พูดถึงเนื้อหาของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ และไม่พูดว่า รัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นรัฐธรรมนูญฉบับเดียวที่ให้ประชาชนตัดสินใจรับหรือไม่รับด้วยการลงประชามติแบบประชาธิปไตยทางตรง
ผมขำๆ ที่พวกนักกินเมือง นักวิชาเกิน และสื่อเมินชน พยายามโจมตีว่า การรณรงค์ครั้งนั้นมีการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญ 2550 เต็มไปด้วยการรณรงค์การ “รับร่าง” อย่างแข็งขัน โดยสภาร่างรัฐธรรมนูญ
แต่คำถามว่า สภาร่างรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นผู้ร่างรัฐธรรมนูญพวกเขาควรจะต้องรณรงค์ต่อประชาชนว่า อย่ารับร่างรัฐธรรมนูญเช่นนั้นหรือ
แล้วในความเป็นจริงในขณะนั้น เราจะเห็นว่า การรณรงค์ให้รับร่างรัฐธรรมนูญโดยสภาร่างซึ่งทำงานแบบระบบราชการนั้น เทียบไม่ได้เลยกับพลังการรณรงค์ให้ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งใช้เงินทักษิณซื้อสื่อ (เงินทักษิณแล้วทำไม:นิธิ เอียวศรีวงศ์) และเป็นฝ่ายรณรงค์คัดค้านให้คว่ำร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้อย่างเข้มแข็ง
ที่ตลกสิ้นดีอีกอย่างคือ มีการอ้างว่า ในขณะนั้นมีการยกข้ออ้างที่ว่าให้รับร่างไปก่อนค่อยแก้มาเป็นข้ออ้างว่าต้องแก้รัฐธรรมนูญ 2550 แต่ประเด็นคือ คำพูดนั้นเป็นคำพูดของใคร เป็นฉันทามติจากใคร ถ้าวันหนึ่งผมบอกว่า ให้พรรคเพื่อไทยตั้งรัฐบาลไปก่อนแล้วค่อยลาออก และเมื่อพรรคเพื่อไทยตั้งรัฐบาลแล้วเขาควรจะลาออกไหม และผมมีสิทธิจะเรียกร้องไหม พรรคเพื่อไทยต้องทำตามคำพูดของผมไหม
รัฐประหารเพื่อล้มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนไม่ชอบธรรมแน่ ถ้ารัฐบาลนั้นเป็นรัฐบาลที่ดี แต่รัฐประหารล้มรัฐบาลที่ฉ้อฉลเพื่อสร้างระบอบประชาธิปไตยที่แท้จริง ไม่ได้รัฐประหารเพื่อยึดครองอำนาจเสียเองนั้นก็น่าจะมีการชอบธรรมด้วย
ที่น่าขำกว่านั้น ก็คือ พวกเขากล่าวหาว่า มีการสร้างรัฐธรรมนูญ 2550 ขึ้นมาเพื่อเอาเปรียบทักษิณและลิ่วล้อ แต่ในความเป็นจริงพวกเขาก็รู้ว่า การเลือกตั้งภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับนี้นั้นพรรคของทักษิณได้รับชัยชนะและได้จัดตั้งรัฐบาลถึง 2 ชุด และต่อมาพวกเขาแพ้โหวตตามขั้นตอนของระบอบประชาธิปไตยในสภาซึ่งทำให้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะได้เป็นนายกรัฐมนตรี
ไม่เห็นจะมีเหตุผลอะไรที่มาอธิบายเลยว่า รัฐธรรมนูญ 2550 ต้องการทำลายหรือสกัดพรรคของทักษิณ ส่วนเหตุผลที่พรรคทักษิณถูกยุบก็เพราะทำผิดรัฐธรรมนูญ ถ้าทำผิดรัฐธรรมนูญแล้วไม่ถูกลงโทษเราควรปกครองกันด้วยกติกาอะไร
เราเห็นชัดเจนอยู่แล้วว่า ธงผืนใหญ่ที่พวกเขาพยายามโบกสะบัดในหมู่มวลชนเสื้อแดงที่แท้จริงก็คือ เอาทักษิณกลับบ้านโดยไม่มีความผิด การเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตยเป็นเรื่องบังหน้า เพราะตอนนี้เราก็อยู่ในยุครัฐบาลประชาธิปไตยที่มาจากการเลือกตั้ง
เพียงแต่สำหรับคนเสื้อแดงแล้ว รัฐบาลชุดนี้ไม่ใช่รัฐบาลที่พวกเขาสนับสนุนเหมือนรัฐบาลสมัครและสมชายที่มาจากรัฐธรรมนูญ 2550 เช่นเดียวกัน เพราะไม่เช่นนั้น ถ้าพวกเสื้อแดงอ้างว่าสู้เพื่อประชาธิปไตยจริง พวกเขาต้องออกมาเคลื่อนไหวเพื่อโค่นล้มรัฐบาลสมัครและสมชายที่มาจากรัฐธรรมนูญฉบับนี้ด้วย
แต่เจตจำนงของพวกเขาแท้จริงแล้วก็เพื่อโค่นล้มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งที่บังเอิญมีนายกรัฐมนตรีที่พวกเขาไม่พึงประสงค์เท่านั้นเอง
และตอนนั้นคนเสื้อแดงต้องออกมาด่าประณามรัฐบาลสมัครและสมชายที่ไม่จัดการเรื่องที่ดินเขายายเที่ยงและเขาสอยดาว และควรย้อนไปด่ารัฐบาลทักษิณที่อยู่ในอำนาจตั้ง 7-8 ปี แต่ไม่ทำอะไรกับเรื่องนี้ด้วย
แน่นอนว่า มวลชนเสื้อแดงที่ถูกปลุกปั่นขึ้นมานี้ อาจทำให้แกนนำเสื้อแดงกลุ่มหนึ่งซึ่งมีอุดมการณ์ที่ไม่ใช่ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เพ้อฝันว่า อาจเป็นช่องทางที่จะพลิกกระดานไปสู่เป้าหมายทางอุดมการณ์ของตัวเองได้
พฤติกรรมและการแสดงออกของกลุ่มแดงสยามนั้นก็เป็นเรื่องที่ต้องตั้งคำถาม พวกนี้มีใจ อึ๊งภากรณ์ สุรชัย แซ่ด่าน จรัล ดิษฐาอภิชัย สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ พิชิต ลิขิตกิจสมบูรณ์ และเหวง โตจิราการ ฯลฯ อาจจะมีข้อแตกต่างเรื่องเหวงและจรัลกับคนอื่นอยู่บ้าง เพราะเขาพยายามอิงแอบอยู่กับแดงสามเกลอหรือแดงสู้แล้วรวยด้วย
พวกเขาบอกว่า รัฐธรรมนูญ 2550 สร้างรัฐบาลเลือกตั้งที่อ่อนแอเพื่อให้ฝ่ายอำมาตยาธิปไตยสามารถควบคุมได้ แต่ผมถามว่า รัฐบาลเลือกตั้งที่อ่อนแอกับรัฐบาลเลือกตั้งที่ทุจริตและเข้มแข็ง สังคมควรจะเลือกรัฐบาลแบบไหน
ดังนั้น การเคลื่อนไหวล้มล้างรัฐธรรมนูญ 2550 ของฝ่ายนิยมเผด็จการทุนนิยมโดยใช้เครือข่าย “สี่ขาหยั่ง” อันได้แก่ กลุ่มอันธพาลการเมืองเสื้อแดง พรรคเพื่อไทย สื่อเมินชนผสานนักวิชาเกิน และกองกำลังทหารนอกกองทัพ ที่อิงกับรัฐต่างชาติ เพื่อล้มล้างการปกครองตั้งรัฐไทยใหม่ เพื่อให้ทักษิณไม่ต้องติดคุกและได้เงินที่ฉ้อโกงคืนกลับมานั่นเอง
พวกนักวิชาการเสื้อแดงเรียกการเคลื่อนไหวมวลชนของพวกเขาว่า ขบวนการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย แต่พวกเขาใช้ความรุนแรงยกกำลังไปปิดล้อมทำลาย และฆ่ามวลชนที่มีอุดมการณ์ทางการเมืองต่างกับพวกเขา พวกเขาไม่เห็นด้วยที่อำนาจรัฐใช้กำลังสลายการชุมนุมของพวกเขา แต่พวกเขาเห็นด้วยที่รัฐบาลที่พวกเขาสนับสนุนใช้ความรุนแรงกับพันธมิตรฯ
พวกเขาไม่พูดว่า ระบอบทักษิณนั่นแหละที่เป็นต้นเหตุที่แท้จริงของความล้มเหลวของประชาธิปไตยและระบอบรัฐสภาในประเทศไทย เป็นที่มาของรัฐบาลเลือกตั้งที่ล้มเหลวและทุจริต ด้วยการซื้อพรรค นักการเมืองทรยศขายตัว และความเลวร้ายทั้งปวงที่กล่าวหาว่า เกิดจากระบอบอำมาตยาธิปไตย และในท้ายสุด พวกเขานั่นแหละที่เป็นรากเหง้าของรัฐประหารครั้งที่ผ่านมา
ความฉ้อฉลของระบอบทักษิณนี่เองที่ทำให้เกิดการตื่นตัวทางการเมืองของประชาชนอย่างกว้างขวางตั้งแต่ “ปรากฏการณ์สนธิ” จนมาเป็นพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย พวกเขาลุกขึ้นมาใช้สิทธิอันชอบธรรมในการขับไล่รัฐบาลที่ไม่ชอบธรรม และแม้ว่าระบอบทักษิณจะใช้ระบบอุปถัมภ์ซึ่งเป็นเนื้อในของการเมืองเก่าจัดตั้งมวลชนมาปะทะยกกำลังเข้าห้ำหั่นก็ไม่อาจทัดทานพลังประชาชนผู้รักประชาธิปไตยที่แท้จริง
และรัฐธรรมนูญ 2550 ก็มาจากการอุดช่องว่างของรัฐธรรมนูญ 2540 ที่ถูกรัฐบาลอ้างว่ามาจากการเลือกตั้ง เพื่อแสวงหาผลประโยชน์ และทำลายหลักการพื้นฐานของระบอบประชาธิปไตยและระบบรัฐสภาลงอย่างสิ้นเชิง ละเมิดสิทธิมนุษยชน และปิดกั้นเสรีภาพของฝ่ายตรงข้าม
การเคลื่อนไหวเพื่อแก้และล้มล้างรัฐธรรมนูญ 2550 ของนักกินเมือง-นักวิชาเกิน-สื่อเมินชน ครั้งนี้จึงเป็นเรื่องของหมาป่ากับลูกแกะ คนผิดแต่โทษกฎหมายผิด โดยมีอุดมการณ์ประชาธิปไตยเป็นเครื่องบังหน้าเท่านั้น
ngoชื่อก็บอกดหย่โทนโท่แล้วฮว่
ngoชื่อก็บอกดหย่โทนโท่แล้วฮว่า
งัวงัวงัว
เออว่ะ ngo = โอ๊ะโอ
เออว่ะ ngo = โอ๊ะโอ
คำตอบของคำถามที่ไม่เคยเปลี่ยน
คำตอบของคำถามที่ไม่เคยเปลี่ยน จากประวัติศาสตร์ถึงปัจจุบัน
ประวัติศาสตร์ของคนในดินแดนที่เราเรียกว่าสยามนี้ มีการใช้ "ทฤษฎีสมคบคิด" มาตั้งแต่โบราณ ทำให้คนธรรมดาขึ้นมามียศศักดิ์ หรือบางคนก็เปลี่ยนมามีอำนาจสูงสุดของรัฐ แต่ถ้าจะกล่าวก็ดูจะไกลไปหน่อย ก็เลยเอาใกล่ ๆ เริ่มกันที่สมัยที่สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช จนถึงสมัยใกล่ ๆ นี้ก็แล้วกัน
ประเทศไทยในสมัยที่สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชทรงกอบกู้เอกราชได้สำเร็จใหม่ ในช่วงแรกของการต่อสู้กับศัตรูของคนไทยทั้งแผ่นดิน เพื่อให้ได้มาซึ่งอิสระภาพ และก็กต่าง ๆ ที่แย่งชิงผลประโยชน์และอำนาจกันอยู่นั้น โดยไม่สนใจที่จะช่วยเหลือคนไทยด้วยกัน ข้าราชการเดิมของกรุงศรีอยุทธยาส่วนใหญ่ก็ไม่สนใจที่จะช่วยเหลือคนไทยด้วยกัน ต่างหนีตายเอาตัวรอดกัน เมื่อสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชสร้างบ้านเมืองเป็นปึกแผ่นนั้น ก็จะเริ่มมีข้าราชการเดิมฯ เข้ามาถวายตัวเป็นข้าราชการในสมเด็จพระเจ้าตากสิน บุคคลเหล่านั้นถือตัวว่าเป็น "ผู้ดีมีคุณธรรม" และใช้ 5 สุดยอดวิชาขันที จนได้รับยศศักดิ์อำนาจใหญ่โตกว่าข้าราชการส่วนใหญ่ที่เคยร่วมเป็นร่วมตายกับสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชมา ราชการเดิมฯ เหล่านั้น ถือตัวว่าเชี่ยวชาญเรื่องของการปกครอง หรือบางคนก็ยกตัวเองว่าเก่งกว่าทุกคนในสมัยนั้น และใช้ความสามารถของ 5 สุดยอดวิชาขันที โดยส่งทหารฝีมือดีของสมเด็จพระเจ้าตากสินที่ไม่ใช่พวกตัวไปอยู่ชายแดน เพื่อโดดเดียวสมเด็จพระเจ้าตากสิน เพราะบุคคลเหล่านี้ ถือตัวผู้เป็นผู้ดีมีคุณธรรม โดยกลาบทูลว่าจไม่ทรยศต่อสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ในขฯะเดียวกันก็ใช้ "ทฤษฎีสมคบคิด" ทำตัวเป็นผู้ผูกขาดเป็นผู้ปกป้อง และชี้ทางสว่างแก่บ้านเมือง รวมทั้งสร้างความเชื่อให้ราษฎรเชื่อว่าสมเด็จพระเจ้าตากสินไม่เหมาะสมที่จะครองราชต่อไป
วัฒนธรรมอำมาตย์ที่ยิ่งใหญ่ก็เริ่มเกิดขึ้นในสมัยนั้น อำมาตย์ผู้ดีเก่าทั้งหมายก็รวมตัวกันเป็นกระบวนการอำมาตย์ผู้ดีเก่าที่แทบจะไม่มีอำนาจใดเหนือกว่าเลย ..... ผลสุดท้ายท่านไปหาอ่านจากหนังสือของอาจารย์นิธิ เอียวศรีวงศ์
ประวัติศาสตร์ไม่ได้จบลงเพียงแค่นั้น กลุ่มอำมาตย์ผู้ดีเก่าเริ่มสะสมอำนาจและมีอิทธิพลสูงสุดในช่วงต้นของรัชการที่ 5 พระองค์ต้องยอมอดทนรออย่างชาญฉลาด เพื่อให้ได้อำนาจกลับมาแล้วพระองค์ก็ได้อำนาจกลับมาสู่พระองค์อย่างเต็มรูปแบบหลังจากที่รอมาเป็นแวลายาวนาน แต่แล้วอำนาจของกลุ่มอำมาตย์กลุ่มใหม่ก็เกิดขึ้นอีกโดยใช้ "ทฤษฎีสมคบคิด" อีกจนสามารถได้อำนาจรัฐมาได้สำเร็จในสมัยรัชการที่ 7 แล้วกลุ่มอำมาตย์ผู้ดีเก่า กลุ่มอำมาตย์กลุ่มใหม่ และ กลุ่มอำนาจเดิม ก็นำพาประเทศเข้าสู่ความยุ่งยากมาที่สุดช่วงหนึ่งในประวัติศาสตร์ชาติไทย และแล้วกลุ่มอำมาตย์ผู้ดีเก่า และกลุ่มอำนาจเดิมก็จับมือแบ่งปันผลประโยชน์กันอย่างลงตัว โดยจัดการกับกลุ่มอำมาตย์กลุ่มใหม่ ลงได้จนสำเร็จ ทุกคนในกลุ่มอำมาตย์กลุ่มใหม่ต้องหนี้ไปตายในต่างประเทศ ประเทศก็สงบสุขอยู่ช่วงระยะหนึ่ง
สังคมโลกเปลี่ยนไปจากการแสดงหน้าฉากที่มีความเสี่ยง อาจจะต้องพบกับการประเชิญหน้าเหมือนสมัยรัชกาลที่ 7 อำมาตย์ผู้ดีเก่ากับกลุ่มอำนาจเดิม จึงรวมตัวกันแล้วหลบไปอยู่เบื้องหลังการถ่ายทำ โดยไปเป็นผู้เขียนบท เป็นผู้กำกับ และผู้อำนวยการสร้าง แล้วก็กอบโกยผลประโยชน์และอำนาจ ชนิดที่รวยติดอันดับโลก (รองไปหาอ่านดู)
บทภาพยนตร์จะมีทั้งบทพระเอกถ้าอยู่ในคำสั่ง และบทตัวร้ายถ้าอยู่นอกคำสั่ง แต่บทบาทการแสดงยังมีนักแสดงตัวประกอบที่ถูกสอนให้เชื่อว่าตัวเองเป็นบุคคลในบทอย่างนั้นจริง ๆ โดยผู้กำกับ สร้างความเชื่อให้แสดงได้ด้วยใจ ที่เราชอบใช้คำว่า IN นั้นละครับ การจะให้ตัวประกอบ เชื่อก็ต้องสร้างความเชื่อ ด้วยการทำซ้ำ ๆ และให้ผลตอบแทนเล็ก ๆ น้อย ๆ จากความรู้สึกเฉย ๆ แล้วใช้คำพูดโน้มนาวนานเข้า ๆ ก็เริ่มไม่แน่ใจว่าจริงหรือเปล่า จากนั้นก็ใช้เรื่องจริง ผสมกับเรื่องเท็จ แล้วพิสูตรเฉพาะเรื่องที่เป็นจริง จนเปลี่ยนจากความไม่แน่ใจว่าจริงหรือเท็จ เป็นเชื่อว่าทุกเรื่องเป็นว่าเรื่องจริงหมด
ทฤษฎีสมคบคิด (Conspiracy Theory) หาอ่านเพิ่มเติมได้ที่ http://th.wikipedia.org/wiki/ทฤษฎีสมคบคิด
ผมมีโอกาสได้สนทนากับ "วิศวกร"
ผมมีโอกาสได้สนทนากับ "วิศวกร" ท่านหนึ่ง เมื่อสัปดาห์ที่แล้วนี่เอง ท่านเล่าว่า เดินทางไปธุรกิจที่ฟิลิปปินส์เมื่อไม่นานมานี้ เห็นสภาพในเมืองหลวงแล้วตกใจด้วยคิดไม่ถึง ตามถนนหนทางหาจราจรไม่ได้ บางทีคนใช้รถ-ใช้ถนนด้วยกัน ต้องลงมาทำหน้าที่จัดการจราจรกันเอง ไม่งั้นไม่ต้องไปกัน
ตามหน้าอาคาร บริษัท ห้างร้านใหญ่ๆ ต้องจ้างการ์ดติดอาวุธคอยคุ้มกันตึกใคร-ตึกมัน ตามโรงแรมที่พัก วิศวกรท่านเล่าเขินๆ ว่าแถวๆ โรงแรมสยาม ย่านถนนเพชรบุรีตัดใหม่ของเรา สมัยหนึ่งขึ้นชื่อว่าเป็นแหล่งชุมนุมหญิงประเภท "นอนหงายหาเงิน" เป็นสิบ-เป็นร้อย แต่ที่ฟิลิปปินส์ ขอโทษ...
ไม่ใช่เป็นร้อย แต่เป็นพัน...เป็นหมื่นคน!?
ถามเพื่อนฟิลิปปินส์เขาว่า "ทำไมจึงมีสภาพอย่างนี้?" เขาตอบก่อนเลยว่า
"ประเทศยูโชคดี ที่ขับไล่มิสเตอร์ T ออกไปเสียก่อน ไม่อย่างนั้นจะเป็นอย่างฟิลิปปินส์ ที่ประเทศเขาเป็นอย่างนี้ เพราะนักการเมืองที่ชื่อ 'มาร์กอส' ใช้อำนาจโกงบ้าน-กินเมืองชนิดฝังราก จนประชาชนลำบากยากแค้น ประเทศชาติย่ำแย่ เงินทองก็ไม่มีจะบูรณะประเทศ จึงมีสภาพอเนจอนาถอย่างที่เห็น จนบัดป่านนี้ร่วม ๓๐ ปีแล้วก็ยังแก้ให้ฟื้นไม่ได้"
ผมฟังแล้วขนลุก เสียวสันหลังวาบ แค่ ๕ ปีกว่าที่ประเทศไทยตกอยู่ใต้ระบอบทักษิโณมิกส์ สภาพที่เห็นยังเป็นขนาดนี้ ไม่นับสภาพที่ "ยังปกปิดไว้" อีกเยอะแยะ ขืนปล่อยให้ระบอบทักษิณกินเมืองไปซัก ๑ ใน ๓ ของมาร์กอส คือ ๑๐ ปี ประเทศไทยจะไม่ป่นปี้ยี่ยำ หันไปทางไหนก็จะเจอแต่สำนักงานบริหาร
"ทรัพย์สินส่วนทักษิณ..ทรัพย์สินส่วนอ้อ..ทรัพย์สินส่วนโอ๊ค..ทรัพย์สินส่วนเอม และทรัพย์สินส่วนอิ๊ง" พรึ่ดไปทั้งเมืองรึนั่น!?
ก็อยากจะบอกท่านทั้งหลายว่า ต่อจากนี้ไปจนถึงวันตัดสินคดียึดทรัพย์ ขบวนการกอบกู้เงินโกงจะปล่อยข่าวต่างๆ นานาๆ ในทางป้อนประเด็นเท็จ เพื่อให้คนที่ไม่รู้เท่าทันหลงเชื่อ และนำไปเป็น "ฐานความเชื่อ" ก่อนรับฟังคำตัดสินจากศาล ถ้าผลการตัดสินออกมาเป็นคุณกับทักษิณ เขาก็จะบอกว่าชอบแล้ว..เป็นธรรมแล้ว
แต่ถ้าผลออกมาตรงกันข้าม คนที่มี "ฐานความเชื่อ" จากข้อมูลปั้นแต่ง ก็จะฉงนสนเท่ห์ในศาล ซึ่งนั่นก็จะเข้าสู่กระบวนการ "ฐานความเชื่อ" ที่สองของเขา คือการปล่อยข่าวประเด็นว่า "มีธง" ให้ตุลาการตัดสิน พูดกันไป-พูดกันมา ก็จะสรุปลงที่ว่า....นี่ไง...กระบวนการอำมาตยาธิปไตยกลั่นแกล้งทักษิณ
เพราะในโลกนี้ มีคนเดียวเท่านั้นที่ "ไม่เคยทำอะไรผิด" และถูกกลั่นแกล้งตลอดกาล
เขาคนนั้นชื่อ "ทักษิณ" ไงล่ะ!
คัดลอกมาจาก คอลัมภ์ เปลวสีเงิน ในไทยโพส 29มค.53
เปลว สีเงิน มั่วแล้ว
เปลว สีเงิน มั่วแล้ว ...ทักษิณแม่งทำหรือไม่ทำห่าอะไรก็ผิดหมด ..ขนาดไชยันต์ ไชยพร ยังบอกว่า ทักษิณจ้างสนธิ บังฯรัฐประหาร 19 ก.ย. เพื่อเป็นฮีโร่ ....โฮ่ โฮ่ โฮ่ โพสต์โมเดิร์นแบบไทยๆ ของแท้
คนที่ทำอะไรไม่ผิดในประเทศนี้ มีคนเดียวอย่างที่เปลวบอก แต่ไม่ใช่ทักษิณครับ
ใครหว่า?.... ทำอะไรก็ไม่ผิด พูดถึงก็ไม่ด้าย ใครหว่า??
ngo-non government
ngo-non government organization
มีคนตั้งใหม่ว่า เป็น government funded organization ตั้งมาแล้วไปของบประมาณ ขอเงิน จากรัฐบาลมาทำ
อิ่มเอมกันไป
นายกทักษิณไม่ให้ง่ายๆ เลยุถูกถล่ม
ngo คิดอย่างไรกับเหตุการ
ngo คิดอย่างไรกับเหตุการ ถลกหนังหัวอำมาตย์ หาต่อมจริยธรรม กรณีเขายายเที่ยง รู้สึกพวกคนเสื้อแดงจะหาไม่เจอแม้แต่ยางอาย จากอำมาตย์ที่ชอบพูดถึงคุณธรรม จริยธรรม เท่าที่สังคมได้รู้ได้เห็น มันด้าน หนา เกินกว่ามนุษย์มนาทั่วไปซะอีก
ระยะนี้ต้องหมั่นดู
ระยะนี้ต้องหมั่นดู "ปฏิทินโจร" หน่อย ไม่งั้น-ไปไหน มาไหน เผลอๆ จะไปเหยียบหัวเขาได้ เพราะพวกเขาสั่งเร่งปฏิบัติการ "แดงกระจาย" ไปทุกพื้นที่ ครึ่งแรก จากต้นกุมภา ไปยัน ๒๖ กุมภา ที่ศาลตัดสินคดียึดทรัพย์ เมื่อทราบผล ถ้าไม่เป็นที่พอใจ เขาก็จะปฏิบัติการ "เผาเมือง" ครึ่งหลัง ดังนั้น พวกเราก็ปูเสื่อปูสาด นั่งดู-นอนดู พวกเสื้อแดงเขาปิดประตูตีแมวอำมาตย์ แมวรัฐบาล แมวทหาร และแมวตำรวจสนุกไปเรื่อยๆ ละกัน
๒-๓ ปีมานี้ กิจกรรมการเมือง "ภาคประชาชน" รุ่งนะครับ บางจังหวัด-บางหมู่บ้าน อาชีพรับจ้าง "สวมเสื้อสี" สร้างรายได้ให้เป็นกอบเป็นกำ แรกๆ เป็นแค่งานอดิเรก แต่หลังจากที่ไอ้หน้ามืดหลังติดฝา สั่งบุกหนักต่อเนื่อง เลยกลายเป็นอาชีพหลักไปแล้ว
มีรถมารับ มีข้าวให้กิน มีเสื้อให้ใส่ เผลอๆ ได้โผล่หน้าออกโทรทัศน์ ใครบ้างจะไม่เอา ทิ้งงานปลูกพืช-ปลูกผักตามหัวไร่ ปลายนาต้นหน้าแล้งไปเลย ยิ่งตอนนี้โปรแกรม "ม็อบสัญจร" น่าสนใจ เพราะได้เคลื่อนย้าย ไม่แช่จนแฉะคาสนามหลวง คาหน้าบ้านป๋าเปรมอย่างแต่ก่อน...น่าเบื่อ!
อย่างอาทิตย์ที่แล้ว ได้เปิดหู-เปิดตาไปทั้งที่เขายายเที่ยง เขาสอยดาว โอกาสดีๆ อย่างนี้หาได้ง่ายซะที่ไหน เพราะนานปีจะมีไอ้บ้าอย่างนี้ซักคน ที่มันหลงตัว-หลงตน บังคับให้ ส.ส.ไปไล่ต้อนชาวบ้านในแต่ละพื้นที่ให้มาสวมเสื้อแดงเป็น "ประชาชนของผม"
ไอ้ ส.ส.คนไหนอยากจองคิวรัฐมนตรี อยากตีตั๋วได้ลงสมัคร ส.ส.ในพื้นที่ต่อ ก็รับเป็นเจ้าภาพจ่ายค่าหัว-ค่าขนชาวบ้านไปซะดีๆ ไอ้ลูกพี่ก็ครึ้มอก-ครึ้มใจ นึกว่าเงิน ๓๐๐-๕๐๐ (ชักหัวคิว ๒๐%) สามารถซื้อคนมาเป็นสมุนล้มบ้าน-ล้มเมืองให้มันได้แล้ว!?
โกงเก่งเสียเปล่า แต่โง่บรรลัย เพราะไม่เคยปรากฏว่า "พี่น้องอีสาน" ยอมให้ใครหลอกไปล้มชาติ-ล้มสถาบันได้ มีแต่คนอีสานเมื่อรู้ว่ามึงมาหลอกกู กูก็หลอกแดกมึงก่อน เห็นเป็นอย่างนี้มาทุกยุค-ทุกสมัยกับนักการเมืองที่หอบเงินหวังไปหลอกซื้อคนอีสาน
เรื่องการเมืองนั้น สำหรับพี่น้องอีสาน "อยู่ในสายเลือด" โดยกำเนิด ถ้าจะสู้ทางการเมือง เลือดและจิตวิญญาณการเมืองคนอีสานเข้มข้นนัก เงินอย่าหมายไปง้าง ใครที่มักง่าย ประเมินจิตใจคนอีสานหยาบๆ กลับไปอ่านประวัติศาสตร์ความเป็นมาของแผ่นดินอีสาน และอ่านตำนานการต่อสู้ทางอุดมการณ์ของคนอีสานเสียก่อน
แล้วจะรู้ว่า "คนอีสาน" ฆ่านักการเมืองสถุล "ตายทั้งเป็น" ไปไม่รู้เท่าไหร่ เพราะไปหลอกเขา!?
ฉะนั้น ถ้าท่านเข้าใจถึงแก่นแท้จิตใจคนไทยด้วยกัน โดยเฉพาะพี่น้องอีสาน ไม่ต้องไปฉงนสนเท่ห์หรอกว่า กับอีสานดินแดนแห่งพุทธธรรม และอีสานนั้น แทบจะไม่มีแผ่นดินตรงไหนว่างจากรอยพระบาทของ "พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว" ที่ทรงย่ำ กรำแดด-กรำฝน ทรงบุกป่า-ลุยโคลน
ด้วยพระทัยฟ้า ที่ทรงขวนขวาย เพื่อให้ชาวประชาของพระองค์ดำรงสุขถูกวิถีนั่นเอง!
ขอให้พวกเรา-คนไทยด้วยกัน "จงมีสติ" อย่าเตลิดเมื่อมีเหตุอันใดเกิดขึ้น จงให้สติตรองมองเหตุ-มองผลก่อน จงยึดหลักว่า ถ้ามีอะไรอยู่ในวิสัยที่ตัวเอง "แก้ได้-ทำได้" เพื่อสถานการณ์รวม ก็จงแก้-จงทำด้วยสติ อย่าเอาแต่โยนภาระให้เจ้าหน้าที่บ้านเมือง อย่าเอาแต่เป็นผู้เรียกร้องจากผู้อื่น จงพยายามเป็นผู้ให้กับผู้อื่นกันบ้าง
ที่ผมบอกอย่างนี้เพราะอะไร?
เพราะในระยะนี้ เท่าที่ผมมอง การเมืองภาครัฐบาล นอกจากไร้ประสิทธิภาพที่ควรมีแล้ว มีให้กินกันขนาดนี้แล้ว ก็ยังไม่วายแตกแยก เขม้นมองเข้าไปในกองทัพ เจอแต่กำแพงก็จริง แต่แค่ M-79 ยังยิงโค้งเข้าไปได้ แล้วระดับ "ตาที่ ๓" ของผมจะมองเข้าไปไม่เห็นข้างในได้เลยเชียวหรือ?
สามัคคีในกองทัพยังไม่แหลก แต่ร้าวใกล้แตก...จงระวัง!
เรื่องยศ เรื่องตำแหน่ง เรื่องรุ่น เรื่องกลุ่ม เรื่องสังกัด เรื่องทักษิณ-ไม่ทักษิณ บริหารทำความเข้าใจกันให้ดี ตอนนี้นอกกลุ่ม "ทหารเสือ" เห็นเขาบอกว่ากำลัง...เหลืออด!?
ที่นอกกองทัพ ทางชายแดนชนกัมพูชา จากนี้ไปวางใจอะไรไม่ได้เลย ไทยนั้นหวังตั้งสงบก็จริง แต่เมื่ออีกฝ่าย "หวังตั้งรบ" ไทยนั้นรบก็มิขลาดอยู่แล้ว แต่นั่นก็ไม่จำเป็นให้เกิด เหตุที่มันจะเกิดก็เนื่องจากนับจากนี้ไปอีก ๖ วัน คือถึงวันที่ ๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๓ ถ้ากัมพูชาต้องการให้ยูเนสโกขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก
เขมรต้องส่งเอกสารและแผนที่เขตกันชนเขตพัฒนาร่วมรอบปราสาทพระวิหาร ๔.๖ ตารางกิโลเมตรอันเป็นของไทย รวมถึงแผนบริหารจัดการ และข้อตกลงร่วมกับไทยให้ยูเนสโก ในวันที่ ๑ ก.พ.๕๓ ที่จะถึงนี้!
ถ้าไม่มี ก็ถือว่าผิดเงื่อนไขยูเนสโก โดยที่ประชุมซึ่งจะมีขึ้นที่บราซิลอีกไม่นาน อาจยกเลิกการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกก็ได้ เว้นแต่ว่ายูเนสโกจะสมคบกับคณะกรรมการ "ต่อเวลา" ให้เขมรไปปฏิบัติตามเงื่อนไขให้ครบอีกเป็นครั้งที่ ๓
นี่ได้ข่าวว่า จะมีคณะคนไทยนำคำพิพากษา "ศาลปกครองกลาง" ที่วินิจฉัยเมื่อ ๓๐ ธ.ค.๕๒ ว่า ที่นายนพดล ปัทมะ ไปลงนามในแถลงการณ์ร่วมไทย-กัมพูชา เมื่อ ๑๘ มิ.ย.๕๑ สมัยรัฐบาลสมัครนั้น "ไม่ชอบด้วยกฎหมาย" ทำหนังสือไปยื่นต่อสำนักงานยูเนสโก ประเทศไทยเป็น "บันทึกช่วยจำ" อีกทางหนึ่ง
เป็นการเคาะกะโหลกยูเนสโกให้ระลึกว่า ยู...อย่าเบี้ยวนะ!
"ขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกไม่ได้เด็ดขาด "เพราะผิดเงื่อนไข และผิดความเป็นจริงตามธรรมชาติ จะขึ้นทะเบียนได้อย่างไร ในเมื่อปราสาทพระวิหารมีแต่ "ตัวปราสาท" ลอยๆ อยู่บนหน้าผา ไม่มีพื้นที่รอบๆ แม้แต่ทางขึ้น หรือที่ทำส้วมซักส้วมก็ยังไม่มีเลย?
จนกว่าเขมรจะมาคุยตกลงร่วมกันกับไทยก่อนนั่นแหละ จะขึ้นหรือจะลงทะเบียน ค่อยว่ากันอีกที!
เนี่ย...เมื่อเป็นอย่างนี้ ฮุน เซน หน้าเหมือนดมอุตพิด ไฟลนก้นกระชั้นทุกวัน มันก็เป็นธรรมดาอยู่เองต้อง "เฮี้ยว" หาเหตุกระทบกระทั่งกับไทย อีกอย่างเขมรนั้น ในฐานะบ้านป่า กำลังพัฒนาให้พ้นจากเมืองเถื่อน ทำผิด-ทำถูกก็ "เสมอตัวลูกเดียว" ตรงข้ามกับไทยซึ่งเป็นผู้ใหญ่กว่า จะต้องทนรับในฐานะ "ผู้ถูกกระทำก่อน" เสมอไป
ดังนั้น ช่วงนี้เราอาจได้ยินข่าวทหารไทยปะทะทหารเขมรตามชายแดน โดยเฉพาะที่ด้านศรีสะเกษถี่หน่อย!
แล้วอีกคนที่มีผลได้-ผลเสียจากประเทศไทยโดยตรงคือ "ทักษิณ" ตอนนี้หน้าเป็นตูดลิง ฮุน เซน ก็แค้นในอก วิตกจะขึ้นทะเบียนพระวิหารไม่ได้ ทักษิณก็แค้นทั้งในอกใหม่-อกเก่า วิตกจะถูกยึดทรัพย์ ๗๖,๐๐๐ ล้าน ในวันที่ ๒๖ กุมภา
สรุปแล้ว ทั้งหัวเดือน-ปลายเดือนกุมภา เป็นเดือน "มหาวินาศ" ของทั้งฮุน เซน และทักษิณ ฮุน เซน เริ่มสั่งลุย ส่วนทักษิณ วิดีโอลิงค์เมื่อวันอาทิตย์ถึงขั้น "แก้ผ้านำหน้าลุย" และด้วยยุทธวิธีตามแผน "ผายลมให้สุนัขดม" ประกาศจะตั้ง "รัฐบาลพลัดถิ่น" แบบนี้ ทั้ง ส.ส.เพื่อทักษิณ ทั้ง ๓ เกลอหัวขวด รวมถึงนายพลชราทั้งหลาย ไม่ปิดห้องต่อยกันจนฟันปลอมทิ่มเหงือกตายไปแล้วรึนั่น
ก็แย่งลมดมตดเก้าอี้รัฐมนตรีพลัดถิ่นน่ะซี้...จะมีอะไร!
เมื่อวาน (๒๕ ม.ค.๕๓) ตามปฏิทินโจรรายวัน เดอะ แก๊งแดง บาย-เพชรวรรต เขาก็ยกแดงขาประจำไปล้อมหน้ากองบัญชาการตำรวจภูธร ภาค ๕ ที่เชียงใหม่ หาเหตุตีรวน-ขับไล่ "พล.ต.ท.สมคิด บุญถนอม" ให้พ้นจากผู้บัญชาการตำรวจภูธร ภาค ๕ ด้วยอ้างว่าอัยการสั่งฟ้องในคดีอุ้มฆ่านักธุรกิจชาวซาอุฯ หมดความชอบธรรมที่จะอยู่ต่อไป..ว่างั้นเถอะ
เชียงใหม่นี่ บริหารโดยแก๊งแดงแทนผู้ว่าฯ แทนทหาร แทนตำรวจมานานแล้ว จับใครก็ยาก จับแล้วก็ต้องปล่อยตามปรัชญา "กฎหมู่เหนือกฎหมาย" โดยเฉพาะในภาวะ "เป็นใจให้กัน"!?
ถ้าสรุปประเด็นว่า ที่บ้านเมืองไทยเป็นอย่างนี้เพราะอะไรเป็นสาเหตุ?
ผมไม่เอากำปั้นทุบดินว่า "ทักษิณ"!
แต่ผมตอบจาก "ปลายเหตุ" ก่อนว่า ความไร้ประสิทธิภาพของรัฐบาล ความไม่เป็นเอกภาพและแทงกั๊กของอำนาจรัฐ "ข้าราชการ-ทหาร-ตำรวจ"
และตอบจาก "ต้นเหตุ" ว่า มาจากเอาประชาธิปไตยตามระบบสังคมตะวันตก ซึ่งเป็น "วัฒนธรรมหนึ่ง" ที่ประชาชนเขาพัฒนาถึงระดับเดียวกัน ทั้งการศึกษา และบ่มเพาะจิตสำนึกในระเบียบวินัยแล้ว "เราลอกมาใช้ทั้งดุ้น" กับสังคมไทยที่ไม่เคยฝึกระเบียบ-วินัยจริงจัง แต่ชินอยู่กับวิถีวัฒนธรรม-ประเพณียึดความดีและอาวุโส ซ้ำยังไม่ได้บ่มเพาะประชาชนด้วยการศึกษาให้ถึงระดับเดียวกันก่อนพัฒนาระบบ
สรุปลงสั้นๆ ชัดๆ วลีเดียวก็ได้ว่า.....
"ประเทศไทย จะโชติช่วงชัชวาลได้ ต้องไม่ปกครองด้วยประชาธิปไตยลอกฝรั่ง!"
รัฐสภาเป็นเครื่องหมายของอารยะอย่างหนึ่ง แต่การมีสมาชิกรัฐสภาตามมิติ "ประชาธิปไตยลอกฝรั่ง" เหมือนเลี้ยงกระหังให้บริหารเมือง.
คัดลอกมาจาก คอลัมภ์ เปลวสีเงิน ในไทยโพส 26มค.53
เพราะในโลกนี้
เพราะในโลกนี้ มีคนเดียวเท่านั้นที่ "ไม่เคยทำอะไรผิด" และถูกกลั่นแกล้งตลอดกาล
อืมมม ....
รสนา ก็มาจาก NGO
รสนา ก็มาจาก NGO นั่นแหละไต่เต้าขึ้นมาจนได้รับแต่งตั้งเป้น ส.ว.
ตถะตามันเป็นเช่นนั้นเองอะไรจะ
ตถะตามันเป็นเช่นนั้นเองอะไรจะเกิดมันก็เกิดมวลชนเขาเตือนแล้วทำไมไม่น้อมหูลงมารับฟังขบคิดให้ตกผลึกอำนาจทำให้เสื่อมเป็นมาทุกยุคสมัยไม่มีอำนาจใดหยุดมวลชนได้ตลอดกาลนาน ตถะตามันเป็นเช่นนัน้เองฯ
ยึดทรัพย์ทักษิณแล้วแบ่งกันยัง
ยึดทรัพย์ทักษิณแล้วแบ่งกันยังไง บอกหน่อยดิ
I see this comment everywhere
I see this comment everywhere on web boards... Just copy and paste. I wonder who pay this guy to post this stuff...? It's no such thing in there.
Well NGOs in Thailand I think
Well NGOs in Thailand I think are just making a project to pay their bills. They do not really help people in up country and They do not want people in a country become smart and stand by themself because "What am I supposed to do?!!! How can I make money?!!!" said of NGOs Thailand.
กู่ไม่กลับแล้ว เปลว
กู่ไม่กลับแล้ว เปลว
เหอๆฟอร์มดีแต่ไม่มีอะไร อุตส่
เหอๆฟอร์มดีแต่ไม่มีอะไร
อุตส่าเขียนได้ยาวๆแถมรู้จักพิมพ์ชื่อ
"ใจ อึ๊งภากรณ์ สุรชัย แซ่ด่าน จรัล ดิษฐาอภิชัย สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ พิชิต ลิขิตกิจสมบูรณ์ และเหวง โตจิราการ ฯลฯ "
ไม่ธรรมดา แต่เขียนอะไร'ด้านเดียว'อย่างนี้ก็หมดราคา
เขียนเยอะหลายประเด็นแต่ก็สุดโหลพอๆกับพวกยังแพดเด็กมัธยมมหาลัยท่องจำมาเขียน
ท่าทางเรียนเยอะแต่สติปัญญาเท่าเด็กมัธยม คิดอะไรเองไม่เป็น หลายประเด็นอ่านมาตั้งแต่ปี2549 แน่ะยังอุตส่ามีคนท่องจำมาเขียนอีก
การศึกษามันสอนให้คนเป็นช่างแต่ไม่ได้ให้สติปัญญาอะไรเรย
ไปนั่งเขียนฟอเวอร์ดเมล์ตามเดิมเถอะ
ไอ้นี่มันพัฒนารู้จักอ่านไทยโพ
ไอ้นี่มันพัฒนารู้จักอ่านไทยโพสต์ไม่ดักดานกับสื่อass
อยากดูใจมันหน่อยว่าจะอ่านมติชนเป็นมั้ย
ไม่ต้องถามนะที่บ้านมองทะลุมีอะไรให้อ่าน มีหมดว่ะ4ฉบับแน่ะ 555 ครอบครัวใหญ่งัย แถมต่างคนต่างความคิด 555
NGOs ที่รัก
NGOs ที่รัก ภาคพิสดาร
ตอนที่ 7 : “แหล่งทุนหน้าโง่” กับ องค์กรประชาชนอีสาน !!!
ก็ตามฟร์อมอะนะ...กรูยังไม่ได้หายปายหนายดอก...เผอิญต้องเข้าโรงหมอไปผ่าเอา “ริดสีดวงดาก” ออกไป...แมร่งโคตรรทรมาณสุด ๆ เลยว่ะอ้ายสาด...ที่นี้ก็สบายดากแล้ว!!! กลับมารับใช้เพือกเมริงได้แล้ว...กรูสามารถนั่งเทียน เอ้ย นั่งเขียนเรื่องโม้ ๆ เพี้ยน ๆ แบบนักเรียนใน (ไม่ใช่นักเรียนนอกแน่ ๆ แฮ่ม !!!) ได้อีก “หลายดอก” อะนะ....
กรูบ่นไปบ่นมาก็หกตอนเข้าไปแว๊ววว...ไม่เห็นวี่แววว่า บรรดา “เอ็นโตดี” ทั้งหลายทั้งปวง...แมร่งออกมาโวยวายแก้ข่าวเลยอะนะ...ก็มันส์จะกล้าออกมาได้งายอ้ายยยสาดดด...ก็เรื่องแมร่งจริงทั้งน้าน...นะ... น้านะ...ว่าม่ะ!!!
ก็ไม่ว่าจะเป็นเพือก “NGOs โลก” ...หรือ เพือก “แหล่งทุนหน้าโง่” (ไม่ว่าไทยหรือเทศอะนะ...)...หรือ เพือก “องค์กรประชาชน” (กรูเรียกรวม ๆ ว่า “องค์กรประชาชน” ซึ่งความจริงสิ่งที่จะเรียกว่า “องค์กรประชาชน” ได้นั้นมันส์มีที่มา, องค์ประกอบเยอะอะนะ...อย่างน้อยก็ควรจะมีพื้นฐานมาจากสิ่งที่เรียกว่า “กลุ่ม” / “องค์กรชาวบ้าน” / “องค์กรชุมชน” / “เครือข่าย” อะไรเทือก ๆ นี้แหละนะ...ในที่นี้ไม่ใช่ประเด็นของกรู...ขอยกการถกเถียงไปให้ อุเชนทร์ กะ โฉด...เค้าดีกว่า!!! เพราะเพือกนี้เค้าเถียงกัลล์มันส์ดีว่ะ..)
ทั้งหลายทั้งปวงดังข้างต้น มันส์ล้วนเกี่ยวข้องสัมพันธ์กัลล์...หรือเรียกว่า “พันกัลล์ลุ่มอุ้ม” ครือแมร่งมั่วไปหมดอะนะ...มั่วยังงัยก็อย่างที่กรูว่าไปแล้วนั่นแหละ...แคร่กรู “ปล่อยของ” ไปไม่กี่แหล่งทุน เช่น SIF / พอช. / สสส. เนี๊ยะนะ ก็สุดจะฮือฮากัลล์แว๊ววว...ต่อไปนี้จะเป็น “หนังชีวิตเรื่องยาว” ประเภท “ตำนานรักดอกเหมย” อะนะ...ขอให้เพือกเมริงเปลี่ยน “ผ้าปูเตียง” ใหม่ อ้าวกร้อเห็นว่า เพือกเมริงนอนอ่าน “คุณอากังฟู” รอกรูมานานน่าจะ “ฝันเปียก” เลอะเทอะไปหมดแล้ว...และต่อจากนี้ไปขอสาธุชนที่รักทั้งหลาย จงได้สดับรับฟังอย่างมี “สติ”...แต่ไม่จำเป็นต้องเก็บ “สตังค์” อะนะ...ไอ้เหี้ย NGOs หน้าหมาทั้งหลาย ควักกระตังค์จ่าย “ค่าเหล้า ค่าเบียร์” บ้างซิโว้ยย์...แมร่งหาแดกฟรียันเต...ไอ้ส้นตีน...สาดดดด !!!
เอ้า...กรูขอเริ่มที่นี่เลยอะนะ...หลังปี 2523 เกิดวิกฤติศรัทธา “ป่าแตก” ของ พคท. บางส่วนก็หันหลัง 180 องศา บอกเลิกศาลากะ “มาร์กซิสต์” อะนะ...บางส่วนก็หันไปนิยมชมชื่นทฤษฎีใหม่ ๆ เช่น เคออส (ดู ชัยวัฒน์ ถิระพันธ์), ระบบโลก(ดู เทียนชัย วงศ์ชัยสุวรรณ), โพสต์โมเดินส์ (ดู ไชยันต์ ไชยพร), นิวโซเชียลมู๊มเม้นต์ (ดู ไชรัตน์ เจริญศิลป์โอฬาร), ประชาสังคม (ดู ประเวศ วะสี) อะไรเทือกเนี๊ยะแหละ...บางส่วนก็หันไปปลูกต้นไม้ ดูแลใบหญ้า อยู่กลางป่ากลางเขา...เอ๊ะ ๆ หน้าคุ้น ๆ เหมียลล์ เสี่ยวีระศักดิ์ ระบำยอดหญ้าอะไรเทือกนี้แหละ...บางส่วนยังต้องการทำงานเพื่อสังคมก็เข้าไปแสวงหาแนวทางการพัฒนาสังคมแบบใหม่
( 1 )
เช่น ไปเป็น “อาสาสมัคร” ของ “มอส.” ที่กรูพูดเถิงไปแล้วอะนะ...แน่ละ, บางส่วนก็เข้าไปทำงานสังกัด NGOs ก่อรูปองค์กรใหญ่โตกัลล์หลายคน เช่น หมอพรหมมินส์ เลิศสุริยเดช ก่อนจะลาออกจากหมอมาทำธุรกิจกับทักษิณ ก็ทำงานร่วมกับ NGOs โลก อยู่แถว ๆ เมืองพล จ.ขอนแก่นอะนะ, หมอพลเดช ปิ่นประทีป-กรูเคยว่าไปแว๊ววว!!!, เสี่ยภูมิธรรม เวชยชัย กรูก็สาธยายไปบ้างแว๊ววว!!!, ไอ้เหี้ยทวีเกรียติ ประเสริฐเจริญสุข เอ้อ ไอ้เหี้ยเนี๊ยะตอนหลังเปลี่ยนชื่อเป็น “เธียรธรรม เธียรสิริไชย” ทำมาหารับประทานอยู่ที่
ม.รังสิต ไอ้หมอนี่มีชื่อเป็น “นักวิชาการ” ประจำ “โครงการ 126 ล้านบาท” ที่เสนอ สสส. นั่นงัยไอ้สาดดด, ส.ประวัติ-ไอ้เหี้ยสมภพ บุนนาค แมร่งช่วงหลังขอเปลี่ยนชื่อแล้วโว้ย...เค้าชื่อ “นายประวัติ บุนนาค” (เอาชื่อ “จัดตั้ง” มาเป็นชื่อใหม่ กลัวคนไม่รู้หรืองัยว่า เคยเป็นอดีต “สโหย” อ้ายยยสาดดด...พวกเมริงดูใน “โครงการ 126 ล้านบาท” ที่เสนอ สสส. ละกัลล์ ก็มีเค้านี่แหละเป็น “ผู้ประสานงานนักวิจัยภาคสนาม” ในคณะทำงาน “เครือข่ายผู้ตื่นตัวทางการเมือง” -ตื่นตัวพ่อตื่นตัวแมร่งเมริงนะซิ ขี้เหลืองอ๋อยทั้งน้านนน...เฮ้อ !!!), เสี่ยสุวิทย์ วัดหนู แห่ง “มูลนิธิพัฒนาที่อยู่อาศัย” (มพศ.)-นี่ก็รับหมากกะตังค์จากหลายแหล่งทุน เช่น แตเดซอม / NOVIB ฯลฯ, เสี่ยโป๊ะ-วัชพันธ์ จันทร์ขจร นี่ก็อยู่แหล่งทุนเมืองนอกอะนะ “แตเดซอม”, เสี่ยอี๊ด YT.-ทรรศิน สุขโต เนี๊ยะก็ของจริงผู้ก่อตั้ง “โครงการฝึกอบรมเยาวชนเพื่อการพัฒนา” (YT.) สานุศิษย์รุ่นแรก ๆ ส่วนใหญ่ก็พวกที่มีส่วนร่วมการก่อตั้ง “สหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย”
(สนนท.) อะนะ เช่น “บ้า” อภิชาติ ขำเดช, “ไท” อุทัย อัตถาพร, “กร” นิกร จันพรม, “น้อย” ประสิทธิพร กาฬอ่อนศรี, “หมู” ชูศักดิ์ , ส่วนรุ่นหลัง ๆ ก็เช่น “ไผ่” นิติรัตน์ ทรัพย์สมบูรณ์, “อ้วน YT.” , “หมี” สุริยันต์ ทองหนูเอียด เป็นอาทิ...
กระนั้นก็ดี...ยังมีอีกบางส่วนที่ยังมีความเชื่อมั่นและศรัทธากะ “ศาสดาเคราดก” คนนั้นอยู่...แต่เมื่อ “บ้านใหญ่” แพแตกเสียแล้ว...ไม่มีหลังคาบ้านคอยคุ้มกะลาหัวอีกแล้ว...อย่ากระนั้นเลย...อย่ามัวฟูมฟายอยู่เลยสโหย เอ้ย สหายเอ๋ย...เพือกเรามาร่วมกัลล์สร้าง “บ้านใหม่” ให้ใหญ่กว่าเดิมกัลล์ดีกว่า ว่าแล้วบรรดา “ปัญญาชนฝ่ายซ้ายเก่า” บางส่วนก็รวมตัวกันเข้า...ก่อรูป “องค์กร” ขึ้นมาใหม่...นัยว่า งานนี้เพื่อแบกรับภารกิจทางประวัติศาสตร์ที่ยังค้างคาให้บรรลุเป้าหมาย “ฟ้าสีทองผ่องอำไพ” กัลล์ให้ได้ในชาตินี้อะนะ...
...ว้าว ๆ ๆ
มันส์จึงเป็นที่มาของ “โครงการพัฒนาการศึกษาเพื่อชุมชน” (พ.ศ.ช.) ยังงัยหละอ้ายยยสาดดด...อ้าว ๆ ๆ...แมร่งทำหน้า “งง ๆ”...จะไม้ให้เพือกเมริง “งง” กัลล์ได้งายยยย...ก็เรื่องมันส์นานมาตั้งแต่ปีมะโว้แว๊ววว...แต่กรูขอบอกกะเพือกเมริงว่า โปรดติดตามมาอย่างกระชั้นชิดและอย่ากระพริบตา ก็ไอ้ตัวละครแต่ละตัวใน “พ.ศ.ช.” เนี๊ยะอะนะ...ก่อตั้งราว ๆ เดือนกันยายน พ.ศ. 2525 ก็หลังป่าแตกอะนะ เป็นความพยายามร่วมของบุคคลหลายฝ่าย เช่น ครู นักวิชาการ นักการศึกษา NGOs และผู้นำชาวบ้าน...ซึ่งแต่ละคนนั้น ก็ยังเวียนว่ายตายเกิดอยู่ใน “อ่างชูวิทย์” เอ้ยไม่ใช่ใน “อ่างทองคำ” ของขบวนองค์กรประชาชนอยู่ทุก
( 2 )
วันนี้...ยังไม่มีใครล้างมือในอ่างทองคำเลยซักคนอะนะ...และที่สำมะคัญ...แมร่งแต่ละคนก็ล้วนเกี่ยวข้องกะอภิมหากาพย์รามายณะสยาม ตอน “เหลือง-แดง” ในปัจจุบันทั้งน้าน...ที่นี้เริ่มจะ “เก็ด” กัลล์หรือยังหละอ้ายยสาดดด... “เก็ด” OK!!!
“ปัญญาชนฝ่ายซ้ายเก่า” ใน พ.ศ.ช. อย่างที่กรูว่าไปน้านนน...โดยส่วนใหญ่เป็นเพือก “ครูบาอาจารย์” ทั้งหลายอะนะ...อาทิ ส.เพิก ชุมแพ (ครูสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์), ส.วา (ครูสน รูปสูง), ครูเกิด ขันทอง, ครูวีระ รูปคม, ครูคณิต ธัญญะภูมิ, ครูประเสริฐ กิติรัตน์ตระการ (เนี๊ยะก็จบดอกเตอร์คนแรกของคณะคุรุศาสตร์จุฬาฯอะนะ และมีชื่อเป็น “ผู้จัดการบริหารงานฝ่ายสังคม” ของอภิมหาโปรเจค “โครงการ 126 ล้านบาท” ที่เสนอ สสส. อันสุดแสนจะฮือฮาอะนะ...ก็อยู่ใน “แก๊งค์รังสิต” ของเสี่ยปากแดงนั่นแหละ), ครูอำนวย พลหล้า, เสี่ยพนัส สวัสดิ์สกุลพงษ์ เป็นอาทิ...(ส่วนในภูมิภาคอื่น ๆ ก็มี นี่เลย...ภาคกลาง เช่น ครูสุรินทร์ กิจนิตย์ชีว์, ภาคเหนือ เช่น เสี่ยจักร พัชรพัฒนชัย-อดีตประธาน กป.อพช.ภาคเหนือ...) กลุ่มนี้ได้รับเงินจาก “แหล่งทุนหน้าโง่” เมืองนอกหลายประเทศ...เช่น กองทุนพัฒนาท้องถิ่นไทย-แคนาดา-LDAP (แคนนาดา), CCA (ออสเตรเลีย), FREUNDESKRIES (เยอรมันตะวันตก) TERE DE’S HOMMES (เนเธอแลนด์) ...โหย แมร่ง ฝรั่งสุด ๆ สาดดดด....กลุ่มนี้ดำเนินงานมาสัก 6-7 ปี ก็เลิกรากัลล์ไป แต่ความสัมพันธ์ระหว่างคนต่อคนยังลึกซึ้ง อ้าวก็เป็นเพื่อน สโหย เอ้ย สหาย กัลล์มายาวนานงัยอ้ายยยสาดด...อย่างงงมากนัก...เดี๋ยวมรึงโดง ๆ...เดี๋ยวปั๊ดเนี๋ยวว์เยยย์ย์...(อันนี้ของ ส.อ่าง ฟ้าใสใจชื่นบาน!!! ฮา ๆ ๆ)…
ในช่วงปลาย ๆ โครงการ พ.ศ.ช. มี “ปัญญาชนฝ่ายซ้ายเก่า” หรือ “ครู” บางส่วนก็แยกตัวมาทำโครงการต่างหากท โดยได้เงินสนับสนุนจากแหล่งทุนเมืองนอกคือ NOVIB (เนเธอแลนด์) ในนามโครงการที่เรียกกันภายในว่า “ธิดา” เช่น ครูคณิต ธัญญะภูมิ, ครูสน รูปสูง และครูพนัส สวัสดิ์สกุลพงษ์ ก่อนจะเลิกราโครงการไปกัลล์แบบเงียบ ๆ....กระนั้นก็ดี มีงานรูปธรรมด้าน “เศรษฐกิจ” ที่ประสบผลสำเร็จ และยังคงเหลือให้ศึกษาเป็น “บทเรียน” ก็คือ “โรงงานแป้งขนมจีน” ของ “เสี่ยพนัส” ที่จังหวัดศรีสะเกษ ว่ากัลล์ว่า ปัจจุบันนี้มีราคาเป็นพันล้านบาทอะนะ และได้เข้าสู่ตลาดหุ้นแว๊ววว์ เอาเป็นว่ารวยเละตุ้มเป๊ะอะนะ...และที่บ้านโนนแดง ตำบลโนนแดง อำเภอบ้านเขว้า จังหวัดชัยภูมิ ของลูกศิษย์ครูคณิต ธัญญะภูมิ “ไอ้เสี่ยเบย์” เนี๊ยะก็ไม่เบาโรงงานแป้งขนมจีน สนนราคาก็เป็นร้อยล้านบาทอะนะ บลา บลา บลา !!!
และในช่วงใกล้เคียงกัลล์นั้น ราว ๆ ปี 2531-32 ทาง “มูลนิธิดวงประทีป” ของ ครูประทีป อึ้งทรงธรรม ฮาตะ ก็ได้รับงบประมาณสนับสนุนจาก “แหล่งทุนหน้าโง่” คือ MDM จาก ประเทศฝรั่งเศส มาดำเนิน “โครงการทุนการศึกษานอกพื้นที่” (นอกสลัมคลองเตย) ประมาณปีละ 18 ล้านบาท โครงการนี้แหละเป็นที่มาของการเคลื่อนไหวอันคึกคักในภาคอีสาน จนก่อ “ตำนาน” ของ “สมัชชาเกษตรกรรายย่อยภาคอีสาน” (สกย.อ.) อันยิ่งใหญ่เกรียงไกรในยุคสมัยหนึ่งของประวัติศาสตร์การต่อสู้ของชาวนาชาวไร่ภาคอีสาน เนื่องเพราะโครงการ MDM ดังกล่าวนั้น ก็มีนี่เลย...ส.ใหม่ (ครูนคร ศรีวิพัฒน์) เป็นหัวหน้าโครงการฯ ยังงัยหละสาดดด...เพือกเมริงใกล้จะเข้าใจกัลล์หรือยังสาดดด!!!
( 3 )
เมื่อ ครูนคร ศรีวิพัฒน์ มีงบประมาณอยู่ในมือ ก็เปรียบเสมือน “พยัคฆ์ติดปีก” อะนะ...ที่นี้แหละ
เมริง “ราชสีห์” ก็ราชสีห์เหอะ เจอเสือติดปีกยั่งกรูรับรองกลายเป็น “แมวเหมียว” เรียบโร้ยโรงเรียนเจ๊ตุ๊ก...เอ้ย...โรงเรียนจีนแหง๋แซะ...ว่าแล้วครูนครที่คนในแวดวงนักเคลื่อนไหวทั้งบนดิน ทั้งใต้ดิน ทั้งในรู ต่างนิยมเรียกว่า “เฒ่าขี้ดื้อ” ก็เร่งระดมขุนพลทั่วสารทิศมาช่วยกัลล์ทำงาน...ว่ากัลล์ว่า งานนี้กะ “พลิกฟ้าค่ำแผ่นดิน” กัลล์อีกสักคราว่างั้นเหอะ...อ้าวมีใครบ้างหว่า มองเห็นแว๊ป ๆ ก็นี่เลย “ดีหนึ่งประเภทหนึ่ง” เจ้าของ “สมญานาม” ที่ไม่ได้มาเพราะโชคช่วยอย่างแน่นอนมันส์ครือ “บ้า” อภิชาติ ขำเดช และมิตรสหาย “แอ๊คติวิสต์” จากมหาวิทยาลัยต่าง ๆ เช่น “พฤกษ์” พฤกษ์ เถาถวิล, “ทัก” พิทักษ์ เกิดหอม, “โป๊ะ” เจษฎา โชติกิจภิวาทย์, “ติ๋ง” อภิชาติ ศิริสุนทร, “ปุ๋ย” นันทโชติ ชัยรัตน์(เสียชีวิตแล้ว), “จืด จางนิรันด์” สถิต ยอดอาจ, “เล็ก” สุภาวดี บุญเจือ โดยมีมือขับรถตีนผีแต่ใจเสาะแห่งเมืองหลวงคอมมิวนิสต์อีสานใต้ “แพงพวย” ในนาม “ส.สองคม พ่อประชา”(อันนี้ไม่ได้ดูหมิ่นประชาชนนะกร๊าบ แต่แมร่งหมายความถึง-ประชา ธรรมดา อะนะ..ฮา ๆ ๆ)เป็นอาทิ...โดยใช้ “สลัมคลองเตย” เป็นเสมือนศูนย์บัญชาการ มีทีมงานใน “เมือง” เช่น “นก” พิษณุ ไชยมงคล, “นู” ธนู จำปาทอง, “ต้อยคอตก” วิรัตน์ โรจน์วิชัย, “เบิ้ม” พิชิต พิทักษ์, “ติ” สันติ ยำสัน(เสียชีวิตแล้ว),“หน่อย” รัชนี นิลจันทร์, “กุ้ย” ศรายุธ ตั้งประเสริฐ, “ยอด” วรดุลย์ ตุลารักษ์, “อึ่ง” วิรัตน์ บุญชาย เป็นหน่วยสนับสนุนทั้งที่พัก “วังอสูร” และเสบียงกรังเพรียบพร้อม...เมื่อจัดทัพปรับขบวนแถวกัลล์เรียบโร้ย...ก็กดไฟเขียว...แมร่งลุยโลดดด!!!
ว่าแล้ว “ขบวนแถวดวงประทีป” ก็สยายปีกสู่แผ่นดินที่ราบสูง พลัน!!! แน่หละ...การทำงานที่ต้องเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับ “แหล่งทุนหน้าโง่” จากเมืองนอกเมืองนา แมร่งก็ต้องมีลูกล่อลูกชนหน่อยซิมรึง!!! อย่ากระนั้นเลย...เพือกเราต้องใช้เงิน “ทุนการศึกษา” เป็นเครื่องมือ พรรคเพือกเป็น “ครู” เยอะแยะ ต้องไปงัดออกมาช่วยกัลล์ทำมาหากิน เอ้ย ช่วยกัลล์ทำงานอะนะ...เพือกเราต้องให้เค้าจัดตั้ง “กลุ่มครู” ขึ้นมาในพื้นที่ แล้วก็ให้เงินเป็นทุนการศึกษาเด็ก ๆ ที่นี้เพือกเราก็ได้ทั้งงานจัดตั้ง “กลุ่มองค์กรชาวบ้าน” และจัดตั้ง “กลุ่มเยาวชน” ไปพร้อม ๆ กัลล์เลย...ถือว่ายิงปืนนัดเดียวได้นกสามตัว วูปี้ ๆ ๆ ...ว่าแล้ว “เฒ่าขี้ดื้อ” ก็ยก “ชามยาดอก” สาดลงลำคอ โฮ๊ก ๆ เอื๊อก ๆ พร้อมแหงนหน้าหัวเราะเหมียลล์จะเย้ยฟ้าท้าดิน ฮา ๆ ๆ....
จะว่าไปแล้วงาน “กลุ่มครู” ก็ไปได้แบบสวยหรูอะนะ...กลุ่มผู้นำครู/ปัญญาชนฝ่ายซ้ายเก่าในภาคอีสาน นับตั้งแต่จบสิ้นโครงการ พศช. ก็พากัลล์พาเหรดเข้าร่วมขบวนแถวอย่างยาวเหยียด!!!...นับตั้งแต่สระบุรีเลี้ยวขวาเป็นต้นไป...เมื่อเงยหน้าขึ้นก็ประสพพบพระพักษ์ นี่เลย...ส.เพิก ชุมแพ-ครูสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์, ครูสุชาติ ชอบพิมาย...เลยไปบุรีรัมย์ ก็เจอกับ ครูจ่อย-สุรศักดิ์ ชัยรัมย์, ครูพิง-ทนง บุญอิ้ง...เข้าถึงสุรินทร์ก็เห็น ครูสังคม เจริญทรัพย์ แว๊ป ๆ ...ที่ศรีสะเกษก็ใครเสียอีกหละ ครูอรุณศักดิ์ โอชารส, ครูอุดม บัวเกษ...อ้าวมาถึงอุบลราชธานี ก็นี่เลย ครูเกิด ขันทอง, ครูวีระ รูปคม, ครูสำเริง รูปสวย...บุกขึ้นไปถึงอำนาจเจริญเจอ ครูพิทักษ์ สุขกุล...แวะขึ้นภูสะดอกบัวเข้ามุกดาหารนี่งัย ครูพินิจศักดิ์ คำวัน, ครูรัฐสภา นามเหลา...เลาะลงมาแถวยโสธรพบกับ ครูปรีชา ศรีอุบล, ครูสานิตย์ มาสขาว...หลบลงเขตขาวเก่าเมือง
( 4 )
ร้อยเอ็ดอ้าวเจอพี่เค้าเลย
ร้อยเอ็ดอ้าวเจอพี่เค้าเลย ครูนิรมิต สุจารี...ใส่เกียร์หมา ดับไฟหน้า แล้วแซงซ้ายแมร่งเลย ทะลุมหาสารคาม อ้าว ไอ้เหี้ยยังอยู่สบายดีนี่หว่า นี่เลย ครูควยชัย เอ้ย อวยชัย วะทา, ครูสุพจน์ อัครพรหมณ์, ครูเรืองยศจันทรสามารถ...แวะมาเมืองหลวงภาคอีสานดินแดนดอกคูณเสียงแคนขอนแก่นเค้ายืนรออยู่แว๊ววว จะใครเสียอีกหละ ครูเสียว ลูบต่ำ เอ้ย ครูสน รูปสูง-ขาใหญ่ของเราเนี๊ยะถ่างขารอนานแว๊ววว และนี่งายยย “กลุ่มครุภูเวียง” เช่น ครูอำนวย พลหล้า, ครูพิทยพันธ์ แวะศรีภา, ครูวรวิทย์ สุดตาสอน, ครูกุศล ขันขวา...แวะไปชัยภูมิกัลล์หน่อยอ้าวยังอยู่ครบทั้ง ครูคณิต ธัญญะภูมิ, ครูองอาจ นาเพีย...ลุยขึ้นอีสานเหนือโลดก็ยังเห็นหน้าเสมอสำหรับ ครูประเวียน บุญหนัก(เสียชีวิตแล้ว), ครูไพฑูรณ์ ป้องนารา...ช่วงหลัง ๆ ยังขยายงานกลุ่มครูไปทางหนองคายเห็น ครูหงส์สุนีย์ ที่เอาการเอางานสม่ำเสมออะนะ...เฮ้อ...กรูไล่ชื่อมาจน “เจ็บดาก”อีกแล้ว ขออนุญาตไปนอน “เหมบ” กะเสื่อนุ่ม ๆ สักพักเถอะวะ...แผลแมร่งยังไม่สนิทดี...สาดดด...(ขอให้เพือกเมริงจดจำไอ้ชื่อ “ปัญญาชน” เหล่านี้ให้ดี ๆ ...เพราะ มันมี “นัย” ที่เกี่ยวข้องกับ “องค์กรประชาชนภาคอีสาน-จากอดีต ถึง ปัจจุบัน” และขบวนการ “ขี้เหลืองอ๋อย” อย่างจ๊ำบ๊ะกัลล์เลยที่เดียว!!!...ปะเดี๋ยวกรูจะกลับมาเหลาให้ฟัง!!!)
ขอรวบรัดตัดตอนอะนะ...มานี่เลย พอ ครูนคร ศรีวิพัฒน์ เคลื่อนไหวกลุ่มครูภาคอีสานมาได้สักระยะหนึ่ง...ก่อนจะเกิดเหตุการณ์ “พฤษาภาทมิฬ 2535” ไม่นานนัก ก็มีการออกแบบ “องค์กรครูพันธ์ใหม่” ขึ้นมาร่วมกัลล์ ภายใต้ชื่อ “สภาองค์การครูเพื่อสังคม” (สคส.)โดยมี ครูประทีป อึ้งทรงธรรม ฮาตะ เป็นประธาน, ครูสน รูปสูง เป็น รองประธาน, ครูสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ เป็น เลขาธิการ และอย่างที่กรูบอกเพือกเมริงไปแล้วว่าให้จำชื่อกลุ่มครูปัญญาชนเหล่านี้ไว้ให้ดี ๆ ...เห็นมั๊ยว่า โผล่หาง เอ้ย โผล่หัว ขึ้นมาแว๊วววหนึ่งองค์กรกร๊าบบจ้าวววนายยย....ก็รายชื่อครูข้างบนตั้งแต่สมัย พศช. / ธิดา / MDM เนี๊ยะอะนะ...ก็เป็น “คณะกรรมการ” และ สมาชิกสำคัญ ๆ ของ สคส. แทบทั้งสิ้นงัยสาดดด....
องค์กรครูพันธ์ใหม่-สคส. เนี๊ยะนะมีบทบาทสำคัญต่อการเคลื่อนไหวสนับสนุนทางด้านความคิดต่อขบวนองค์กรประชาชนในภาคอีสานมาอย่างต่อเนื่อง...ยิ่งในเหตุการณ์ “พฤษภาทมิฬ 2535” ภายหลังที่แกนนำประกาศ “พักยก” แล้วมีการช่วงชิง “การนำ” จาก “คณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย” (ครป.) และ สหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย (สนนท.)...(กล่าวสำหรับ ไอ้คอรอปวย...เอ้ย ครป. เนี๊ยะนะ ว๊อยยย... แมร่งเป็นองค์กร ใจเสาะ ตั้งแต่พฤษภาทมิฬ 2535 แล้ว สมัยนั้น ดร.โคทวย เป็นประธานอะนะ มีคราหนึ่ง ครั้งประชุมกำหนดท่าทีต่อการเคลื่อนไหว ไอ้เหี้ยโคทวย ก็พยายามเสนอให้ใช้ “สันติวิธี” แมร่งแบบตะบี้ตะบัน แบบว่า กะให้ผู้ชุมนุมนุ่งขาวห่มขาว หรือ แมร่งโกนหัวห่มผ้าเหลืองแมร่งให้มันส์รู้แล้วรู้แร่ดอะนะ..แมร่งเลยถูก “ครูประทีป” ชี้หน้าด่ากลางห้องประชุมว่า “หากใจปลาซิวนัก ก็ให้ไปหาผ้าถุงใส่ซะไป๋!!!” ฮา ๆๆ...แมร่งกรูไม่รู้ว่าสานุศิษย์พวกมันสส์จำได้มั๊ย หือ อือ...) การปฏิบัติการครั้งกระโน้น เกิดขึ้นจาก “กลุ่มปีกซ้ายพฤษภา” ได้ช่วงชิงระหว่างพักยก ประกาศจัดตั้ง “สมาพันธ์ประชาธิปไตย” ขึ้นนั้น ปรากฏว่า ถึงเวลาการเลือก “ผู้แทน” ใน “คณะกรรมการ 7 คน” ของสมาพันธ์ฯ ต้องมี “องค์กรสังกัด”
( 5 )
...ครือมันส์ต้องมีที่มาที่ไปอะนะ...เช่น ไอ้เหี้ยจำลอง มาจากสายพรรคการเมือง คือ “พรรคพลังธรรม”...หมอเหวง มาจากสาย “กลุ่มคนเดือนตุลา”...หมอสันต์ มาจากสาย “กลุ่มนักวิชาการ”...ไอ้เหี้ยเอกขี้เหลืองอ๋อย-ดร.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล มาจากสาย “สนนท.” (ไอ้ความจริงเค้ากะไม่เอาไอ้เหี้ยเอกแมร่งแล้ว เพราะไอ้เหี้ยแมร่งใจปลาซิว อะนะ...เค้ากะจะเอาไอ้สิริวัฒน์ ไกรสินธุ์ เป็นกรรมการสมาพันธ์ฯอยู่แล้ว แต่กลัวเสีย “ภาพพจน์” เดี๋ยวแมร่ง รสช. เอาไปโจมตีว่า สมาพันธ์ฯ แตกกัลล์ตั้งแต่เริ่มก่อตั้งยังงัยหละสาดดด... หน่อย...ไอ้เหี้ยเอก...แมร่ง ยังมีหน้ามาเรียกตัวเองว่า “ผู้ชายเดือนพฤษภา” ถุยส์ ไอ้สัปปะรังควยเอ้ย!!!...ส่วน ลูกสาวฉลาด วรฉัตร มาจากสายตัวแทน “กลุ่มคนอดข้าว” ซึ่งถือเป็นการให้เกียรติคุณฉลาดเค้าที่เป็นคนจุดประกายไฟ อะนะ!!!...ส่วนนี่เลย ครูประทีป มาจาก “สคส.” ผู้แทนองค์กรครูกร๊าบเจ้านาย...นับว่า “กลุ่มผู้นำครู” ออกแบบจัดตั้ง สคส. ได้สอดคล้องสถานการณ์จริง ๆ อันนี้ต้องขอปรบมือให้ ส.เพิก ชุมแพ ผู้ออกแบบคนสำคัญ ซึ่งพี่เค้าก็หวังจะได้เป็น “คณะกรรมการ” สมาพันธ์ฯ กะเค้ามั่ง แต่ก็ “กินแห้ว” ไม่ได้เป็นกรรมการกะเค้าครานั้น...แมร่ง ถึง “กระสัน” อยากมีตำแหน่งแห่งที่ในขบวนประชาชนเหลือคณานับ จนมาสำเร็จเป็น “คณะกรรมการ 5 คน” ของพันธมารฯ นี่งัยหละไอ้สัด!!!...และอยากขอให้ “ตรา” ไว้ใน
“ประวัติศาสตร์ขบวนการประชาชนไทย” ด้วยว่า “ครูประทีป” ไม่ได้เป็นกรรมการสมาพันธ์ฯ ในฐานะผู้แทนสาย “องค์กรสลัม” แต่มาจากสาย “กลุ่มครู-สคส.” นะฮะ กรุณาอย่าบิดเบือน!!!...ส่วนองค์กรสลัมนั้นในช่วงการเคลื่อนไหวพฤษภาทมิฬ 2535 ก็มีการจัดตั้งองค์กรประสานงานชั่วคราว ชื่อ “องค์กรสลัมเพื่อประชาธิปไตย” มี คุณสุวิทย์ วัดหนู เป็นผู้ประสานงานหลัก แต่ไม่มี “ตำแหน่ง” ว่างพอ พี่เค้าก็เลยได้เป็นแคร่ “โฆษก” (คู่กะ ไอ้เหี้ยตู่-จตุพร พรหมพันธ์ ยังงัยหละอ้ายยยสาดดด)...และพี่เค้าก็มาเป็น “โฆษก” ให้กะพันธมารฯ คูกะไอ้เหี้ยสำราญ รอดเพชร, ไอ้เหี้ยอมร อมรรัตนานนท์ เมื่อตายก็ตายในตำแหน่ง “โฆษก” ของพันธมารฯ เนี๊ยะแหละสาดดดด!!!...เฮ้อ เรื่องแมร่งยาว...ยิ่งกว่า ตำนานรักดอกเหมย กรูว่าแล้ว เมริงว่ามั๊ย สาดดด...)
ขอรวบรัดตัดตอนอีกครั้ง!!!...ก็มาถึงนี่อีกเลยกร๊าบจ้าวววนายยย...เมื่อเคลียร์ “ปัญญาชนฝ่ายซ้ายเก่า” ได้เรียบร้อยเสร็จสับ.... แมร่งมันส์ต้องจัดตั้ง “กองกำลัง” เพื่อการเคลื่อนไหวให้จ๊ำบ๊ะไปเลย...เมื่อคิดได้ดังนั้น เฒ่าขี้ดื้อ ก็นัดประชุมระดมความคิดจากทีมทำงานอย่างเร่งด่วน!!! …อย่ากระนั้นเลย เราจะต้องจัดตั้ง “องค์กรชาวบ้าน” ขึ้นมาอย่างเร่งด่วน...เอ้...จะเอาชื่ออะไรดีหนอ ? ...ในอดีตมันส์ก็มี “สหพันธ์ชาวนาชาวไร่แห่งประเทศไทย” นี่ก่อตั้งเมื่อปี 2517 และในอีสานก็มี “สหพันธ์ชาวนายชาวไร่ภาคอีสาน” ที่ก่อตั้งใกล้ ๆ กัน และหมดบทบาทไปพร้อมกับ “6 ตุลา 19” เช่นเดียวกัลล์...เห้ย...แมร่ง มีชื่อนี้ว่ะเพราะดี ๆ ถูกใจตูโลด... “สมัชชาเกษตรกรรายย่อย” (สกย.) ...เมื่อถึงบางอ้อ เฒ่าขี้ดื้อ ถึงกะกำมือ ตีอกชกลม กระทืบเท้าไปด้วย...ฮ่า ฮ่า ฮ่า เอิ๊ก เอิ๊ก เอิ๊ก อิ อิ อิ ก๊าก ก๊าก ก๊าก...ตูจะไปช่วงชิงเอา สกย. มาเป็นของตูให้จงด้ายยย ฟ้าดินเป็นพยาน...ว่าแล้วก็สาดเหล้ายาดองบีเหม้นลงสูคอ เอื๊อก ๆ ๆ ฮา ๆๆๆ
( 6 )
จะว่าไปแล้ว ก่อนที่จะมีการจัดตั้ง “สมัชชาเกษตรกรรายย่อย” (สกย.) นั้น...ขบวนองค์กรชาวบ้าน ได้มีการ “ก่อรูป” “เคลื่อนไหว” และ “ จัดตั้ง” กัลล์มานานพอสมควรแล้ว...ถ้านับจากหลัง “ป่าแตก” ก็มีจำนวนไม่น้อยเลยที่เดียว...นอกเหนือจากการ “ลุกขึ้นสู้” โดยตัวชาวบ้านเองและพัฒนายกระดับนำไปสู่การจัดตั้งองค์กรชาวบ้านเพื่อเคลื่อนไหวต่อสู้แก้ไขปัญหาพื้นฐานโดยตัวของชาวบ้านเองแล้ว (ซี่งมีน้อยมาก หรือ แทบจะไม่มีเอาซะเลย!!!)... “องค์กรชาวบ้าน” หรือ “องค์กรประชาชน” ในภาคอีสาน ล้วนแล้วแต่ถูก
“ออกแบบ” โดย “ปัญญาชนท้องถิ่น” โดยเฉพาะ “กลุ่มครูหัวก้าวหน้า” และพวก “NGOs โลก ล้าหลัง”
ทั้งนั้น (คำว่า “ปัญญาชนท้องถิ่น” นั้นมันส์คนละความหมายกะพวก “ปราชญ์ชาวบ้าน หรือ ปราชญ์ท้องถิ่น” ของ หมออภิสิทธิ์ ธำรงวรางกูร ที่ได้เงิน สสส. กว่า 100 บาท มาทำโครงการปราชญ์เป็นสุข/หนึ่งไร่แก้จน อะไรเทือกนั้นอะนะ ฮา ๆๆๆ)...และแน่นอน “ปัจจัย” สำคัญที่ผลักดันให้เกิดองค์กรชาวบ้านมากมายนั้นก็ครือ “มันนี่” กร๊าบบบจ้าวววนายยย....
อาจกล่าวได้ว่า ขบวนการชาวนาชาวไร่ภาคอีสานยุคใหม่ ได้เริ่มก่อหวอดราว ๆ ปลายปี 2533 เมื่อเกิดการชุมนุมประท้วง “ราคาข้าว” ของชาวนาจากอำเภอเมือง และอำเภอนางรอง จังหวัดบุรีรัมย์...จนต่อมา ตัวแทนชาวนาจาก 7 จังหวัด คือ กาฬสินธุ์ ขอนแก่น สุรินทร์ บุรีรัมย์ ร้อยเอ็ด อุดรธานี และยโสธรได้ร่วมกันสัมมนาเรื่อง “ปัญหาราคาข้าวเปลือก” เมื่อวันที่ 15-16 กุมภาพันธ์ 2534 ณ “สถาบันวิจัยและพัฒนา” (RDI) มหาวิทยาลัยขอนแก่น ผลการสัมมนาสรุปว่า ทางออกของชาวนาคือการรวมตัวกันจัดตั้งองค์กรของชาวนาเอง จึงเป็นที่มาของการจัดตั้งองค์กรประสานความร่วมมือของชาวนา ภายใต้ชื่อว่า “คณะกรรมการสนับสนุนการรวมตัวชาวนาอีสาน” (กสน.อีสาน) และที่ประชุมได้เลือกเอา...เสี่ยโย-บำรุง คะโยธา จาก “กลุ่มเกษตรกรทำนาสายนาวัง” / “กลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงสุกรกาฬสินธุ์” เป็น ประธาน และมี นี่เลย...เสี่ยมานะ นาคำ จาก RDI. ม.ขอนแก่น เป็น เลขานุการ...ครานี้เพือกเมริงเริ่มเห็นถึงเค้าลางของหายนะของขบวนการประชาชนอีสานในอนาคตกัลล์หรือยังหละอ้ายยยสาดดด!!!...
ความเป็นจริง...ในชั่วโมงนั้น “กลุ่มชาวนาจังหวัดบุรีรัมย์” ภายใต้ “โครงการพัฒนาสหกรณ์ชาวนา” คือ องค์กรชาวนาชาวไร่ที่เข้มแข็งที่สุดในภาคอีสานอะนะ และโครงการนี้มีนี่เลย...เสี่ยสัง-วีรพล โสภา เป็นผู้ประสานงาน คณะผู้ปฎิบัติงานในพื้นที่ก็นี่เลย...เสี่ยรอด ทองโพธิ์, เสี่ยคำตา แคนบุญจันทร์, เสี่ยเขื่อนเพชร โพนรัมย์, เสี่ยธีระชาติ เสยกระโทก เป็นอาทิ...ยัง ๆ สาดดด ยังไม่หมด...ก็มีนี่เลย...บ้า-อภิชาติ ขำเดช (ช่วงนั้นแฟนของบ้าเค้าเป็นเจ้าหน้าที่มูลนิธิครูทิมบุญอิ้งอะนะ...)มี โป๊ะ-เจษฎา โชติกิจภิวาทย์ สายตรงของ เฒ่าขี้ดื้อ จาก มูลนิธิดวงประทีป ไปช่วยเสริมงานในพื้นที่ในช่วงต่อสู้ คจก. อะนะ....เฒ่าบ้า เนี๊ยะแหละ เป็นคนออกแบบจัดตั้ง “กลุ่มนักศึกษาอีสาน” และ “กลุ่มเยาวชนในหมู่บ้าน” ก่อรูปเป็นองค์กรประสานงานกลุ่มเยาวชนระดับภาคอีสาน ในนาม “สมาพันธ์เยาวชนอีสาน” ที่มี “จืด”-สถิต ยอดอาจ (วค.บุรีรัมย์) เป็น ประธาน, มี “ยิ่งว่าเหมือนยิ่งยุ”-บุญยิ่ง บุญประธาน (ม.รามคำแหง) เป็น เหรัญญิก (อ่านว่า เหรัญญิก แมร่งมันส์ไม่ยอมเป็นตำแหน่งอื่นเลยอะนะสาดดด...ฮา ๆๆ)...ส่วนสมาชิกระดับเต้ย ๆ ก็
( 7 )
เช่น “เอ็นจีโล้น”-เกื้อ ยวงทอง (วค.โคราช), “อ๊อดบ้านดิน”(วค.โคราช), “รินบ้านดิน” (วค.บุรีรัมย์) สองคนหลังเนี๊ยะนะ พอจบ ป.ตรี ก็ไปทำ “บ้านดิน” อยู่ที่ “อาศรมวงศ์สนิท” หาเงินหาทอง “เลี้ยงดู” ไอ้เหี้ย ส.ศิวลึงก์ อยู่ทุกวี่ทุกวันนี่งัยไอ้สัด...เอ้อ กรูเกือบลืมเสียสนิทสมาชิกสำมะคัญ ๆ คนอื่น ๆ เช่น “หนุ่ยสารคาม”-บวร มณีพันธ์ (วค.มหาสารคาม), “ไอ้ฮวก-ไอ้ซวก ร้านสุดสะแนน เชียงใหม่” (วค.อุบลราชธานี)...ทั้งสองคนเนี๊ยะก็เอาการเอางาน และเอา “สายเขียว” ด้วย...ฮา ๆๆๆ...โอ่ยยโย่ววว...ก็ขุมกำลังขนาดนี้เนี๊ยะแหละจึงสามารถเคลื่อนไหว สั่นสะเทือนภาคอีสาน ชนิดที่ว่าในช่วงแรก ๆ “สันติบาล” ก็ยังคลำทางไม่ถูก...เพือกแมร่งกำลังงงเป็นไก่ตาแตก ว่า ชาวนาอีสานในนาม สกย. แมร่ง...เพือกมันส์ไปกิน ดีหมี หรือ หำหมา มาจากใหน ? แมร่ง...ถึงได้ทรหดอดทนในการ “ม๊อบ” เดินทัพทางไกลเสียละเกิน...หามิได้ เพือกมันส์ ขโมยเหล้ายาดองดีเหม่นในโถทองคำของ เฒ่าขี้ดื้อ กินทุกวันต่างหากเล่าอ้ายยยสาดดด...และนี่แหละถึงเป็นที่มาของ “นิยาม” ของความเป็น “สกย.” ว่า แมร่ง...คือ องค์กรของ “เด็กน้อยหน้ามึนกับผู้เฒ่าขี้ดื้อ”...ยังงัยเล่าสาดดดด!!!
ขอย้อนกลับไปอีกนิดหนึ่ง...นอกจากช่วงนั้นที่มี กสน.อีสาน ของ เสี่ยโย-บำรุง คะโยธา อะนะ...ยังปรากฏว่ามีการจัดตั้ง “คณะกรรมการชาวบ้านแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินภาคอีสาน” มีศูนย์กลางอยู่ที่จังหวัดสุรินทร์...กลุ่มนี้เคลื่อนไหวต่อสู้เรื่อง “สวนป่ายูคาลปตัส” ในภาคอีสาน โดยมี “ตุ้ม นามโคตร” จากท่าตูม จ.สุรินทร์ เป็น ประธาน ส่วน เลขานุการ ที่ทำหน้าที่ประสานงานตัวจริง ก็นี่เลยกร๊าบท่าน...
“จอมยุทธ YED” ไอ้เหี้ยนก-ภาคภูมิ วิธานติรวัฒน์ งัยสาดดด...ส่วนองค์กรชาวบ้านที่เคลื่อนไหวเพื่อแก้ไขปัญหาพื้นฐานของตนเอง ก็มีกระจัดกระจายเป็นย่อม ๆ (เหมียลล์ “กรมอุตุฯ” แมร่งชอบว่า ฝนตกเป็นย่อม ๆ...ทีนี้เมร่งเพือกมรึงนึกภาพออกกัลล์แล้วใช่มั๊ยสาดดด...) เช่น สายงานพัฒนาแบบแนว “เย็นยะเยือกถึงจุดเยือกแข็ง” ในช่วงดังกล่าวก็มี ที่ จังหวัดสุรินทร์ อีกเช่นกันคือ “คณะกรรมการสนับสนุนชาวนาค้าข้าว” อันมี หลวงพ่อนาน สุทธสีโล เป็น ประธาน...ส่วนที่ จังหวัดร้อยเอ็ด คือ “กลุ่มเกษตรกรทำนาโพนทราย” อันมี “พ่อเรียง เคียข่าย”-บุญเรื่อง จริยา, ปราโมทย์ นางาม เป็น ผู้นำ และที่จังหวัดร้อยเอ็ดเช่นกัน ก็มีองค์กรจัดตั้งของชาวนา คือ “สหพันธ์ชาวนาชาวไร่ร้อยเอ็ด” ที่มี “นงค์ แน่นอุดร” และ “คารวะ น้อยโสภา” เป็นแกนนำในพื้นที่...ส่วนที่ จังหวัดขอนแก่น ก็มีการจัดตั้ง “องค์กรชาวบ้านเพื่อการพัฒนา” โดยมี “สุพัฒน์ ดีศรี” จากอำเภอหนองเรือเป็น ผู้นำ (ความจริงองค์กรนี้เกิดมาจาก NGOs โลกขาใหญ่ จาก “แก๊งค์” RDI ม.ขอนแก่น นำโดย “บัญฑร อ่อนดำ และคณะ” เป็นคนไปจัดตั้ง ต่อมาพัฒนาถึงขั้นจดทะเบียนไปเป็น “มูลนิธิ” อะนะ...การถือกำเนิดองค์กรประเภทนี้ล้วนใช้เงินจาก “แหล่งทุนหน้าโง่” โดยมีขาใหญ่เอ็นโตดีเป็นคนหาหมากกระตังค์มาให้...เช่น การเกิดของ “มูลนิธิกริด” “มูลนิธิเนท” เป็นต้น...เฮ้อ...)...อ้าว แล้วอย่างเนี๊ยะ “สกย.” มันคลานออกมาจาก “ช่องคลอด” ของใครเค้าหล่ะ ? ...เพือกเมริงอยากจะรู้มั๊ยหล่ะ...กรูจะฝอยให้ฟังบัดเดี๋ยวนี้...
( 8 )
ขอรวบรัดตัดตอนอีกสักครั้ง!!!.
ขอรวบรัดตัดตอนอีกสักครั้ง!!!...เรื่องของเรื่องแมร่งเป็นอย่างเงี๊ยะกร๊าบบบจ้าวววนายยย...
กล่าวอย่างสั้น... “สมัชชาเกษตรกรรายย่อยภาคอีสาน” (สกย.-โปรดสังเกต “ตัวย่อ” ของสมัชชาฯครั้งแรก ไม่มีตัวอักษร “อ.” ต่อท้ายอะนะ...มันมีที่มาที่ไปเดี๋ยวก็รู้อะนะ) ถูกออกแบบจัดตั้งโดย “กลุ่ม NGO โลก” 2 “กลุ่มนักวิชาการ” / “กลุ่มครู” / “กลุ่มผู้นำองค์กรชาวนาชาวไร่” อันมีจุดเป้าหมายร่วมเพื่อคัดค้าน “ร่าง พรบ.สภาการเกษตรแห่งชาติ” ที่นำเสนอโดย รัฐบาลพล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัน ที่กำลังอยู่ในขั้นแปรญัตติวาระที่ 2 แต่รัฐบาลและรัฐสภาสมัยชาติชาย ก็ถูกพวกกุ้ยส์ “รสช.” ยึดอำนาจไปซะก่อนเมื่อ 23 กุมภาพันธ์ 2534 อะนะ...ต่อมาเมื่อมีรัฐบาลพระราชาทวยส์ “ผู้ดีส้นตีนรัตนโกสินทร์” อานันท์ ปันยารชุน ก็มอบหมายให้ “อาชว์ เตาลานนท์” รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โควตา CP. ในสมัยนั้นพิจารณายกร่างกฎหมายนี้ขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง และผ่านคณะกรรมการพิจารณากลั่นกรองทางเศรษฐกิจในวันที่ 31 กรกฎาคม 2534 ทำให้หลังจากนั้นเกิดการก่อตัวคัดค้านกฎหมายดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง...มีการจัดสัมมนาวิพากษ์ พรบ.สภาเกษตรกรแห่งชาติ เป็นระยะ ๆ ...จนในที่สุดขบวนชาวนาชาวไร่จากภาคอีสานกว่า 500 คน ได้เดินขบวนเข้าสู่กรุงเทพฯ เพื่อร่วมงาน “มหกรรมเสียงจากผู้ไร้สิทธิ” (Voice of Voiceless)ระหว่างวันที่ 6-16 ตุลาคม 2534 ณ ท้องสนามหลวง และหอประชุมใหญ่ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (...กรูเคยบอกเพือกเมริงแล้วว่า พวก NGOs โลก แมร่งชอบเหลือเกินการจัด “มหกรรม” เนี๊ยะนะ...และงานนี้ก็นำโดย เอ็นโตดีขาใหญ่ “เปี๊ยก แมวเหมียว” น่าแหละ ฮัดเช้ย!!!)...และเมื่อจบสิ้นงานลงไปพวกเค้าก็ได้ก่อตั้ง (อีกแว๊ววว!!!) “คณะกรรมการประสานงานติดตามร่าง พรบ.สภาการเกษตรปห่งชาติ” ขึ้นมาหนึ่งชุดอะนะ โดยในเบื้องต้นก็ได้มอบหมายให้นี่เลย... “ไอ้เหี้ยป๋า”-สมภพ บุนนาค เป็น ผู้จัดการ และทำหน้าที่ ประสานงาน ด้วยอะนะ...แต่แมร่งก็ไม่ได้ทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอันอะนะ นอกจากการ “จัดสัมมนาระดมสมอง” ตามที่เพือกแมร่งถนัดกันนัก...โดยแบ่งเป็นเขตย่อย ๆ ในภาคอีสานเป็น 4 เขต ก่อนจะมีการเรียก ประชุมใหญ่ “สมัชชาเกษตรกรรายย่อยภาคอีสาน” ครั้งแรก ที่ คริสต์จักรขอนแก่น อ.เมือง จ.ขอนแก่น เมื่อวันที่ 4 - 6 มีนาคม 2535 มีตัวแทนชาวนาชาวไร่กว่า 500 คนเข้าร่วมอะนะ...และที่ต้อง “ตรา” ไว้ก็คือ มี “ปัญญาชน” เข้าร่วมเยอะพอสมควร ที่สำมะคัญก็นี่เลย...ไอ้เหี้ยเหลืองอ๋อย-ชัยอนันต์ สมุทวณิช, อภิชัย พันธเสน, บัณฑร อ่อนดำ, ทองใบ ทองเปาด์, “เปี๊ยก แมวเหมียว”-บำรุง บุญปัญญา, สน รูปสูง, บำรุง คะโยธา, ประสิทธิ์ มากวงศ์ เป็นอาทิ...จากนั้นคณะกรรมการก่อตั้งสมัชชาฯ ก็ได้ประกาศแต่งตั้งให้ “คารวะ น้อยโสภา” ผู้นำชาวนาจาก สหพันธ์ชาวนาชาวไร่ร้อยเอ็ด เป็น “เลขาธิการ สกย.” คนแรก อะนะ...(ไม่ใช่ เสี่ยโย-บำรุง คะโยธา อย่างที่หลายคนชอบแอบอ้าง บิดเบือน และอยากให้เป็นประวัติศาสตร์อะนะ...อันนี้ไม่ฮานะฮะ!!!)...อย่ามาถามว่า การจัดประชุมใหญ่ สกย. ขนาดคน 500 คน เค้าเอาเงินมาจากใหน ? อยากรู้ให้ไปถาม “ผู้ประสานงาน” ที่ชื่อ สมภพ บุนนาค กัลล์เอาเอง...ก็แหม!!!...แค่เพือก กป.อพช.อีสาน เค้าเพิ่งจัดงาน “มหกรรมภาคประชาชน” ไปเมื่อวันที่ 25 – 27 มกราคม
( 9 )
2553 ที่ บึงแก่นนคร จ.ขอนแก่น มีคนมาร่วมแค่ 300 – 400 คน เค้าสวาปามเงินจัดงานไปกว่า 2,700,000 บาท อะนะ...โอ้ย..ภาคประชาชนเข้มแข็งเหลือเกิน เวลาเพือกแมร่ง กป.อพช.อีสาน ด่าคนอื่นก็ว่า เค้าเอาเงินเป็นตัวตั้ง แล้วเพือกเมริง “เอาควยเป็นตัวตั้งเด่ !!” ไม่ใช่ “เอาเงินเป็นตัวตั้ง” หรือยังงัยว่ะสาดดดด!!!....
ขอย้อนกลับมาที่เรื่องการเคลื่อนไหวต่อสู้เพื่อ “โค่นล้ม คจก.” อีกรอบ...เนื่องเพราะมันส์เกี่ยวข้องสัมพันธ์อย่างแยกกัลล์ไม่ออกกับการเคลื่อนไหวอันคึกโครมของ “สกย.” หลังเหตุการณ์ณ์ “พฤษภาทมิฬ 2535” อะนะ...
ภายหลังที่ “เฒ่าขี้ดื้อ”-นคร ศรีวิพัฒน์ ได้จัดทัพปรับขบวนแถว “ปัญญาชนฝ่ายซ้ายเก่า” ในภาคอีสาน และเสริมทัพหน้าด้วย “กลุ่มแอ๊คติวิสต์” รุ่นใหม่เข้าไปเขย่างานในภาคอีสาน โดยวางจุดหนักไว้ที่อีสานใต้ (โคราช-บุรีรัมย์) โดยใช้ “มูลนิธิครูทิมบุญอิ้ง” อันมี “ตุ๋ย ลูกทุ่งสัจจธรรม”-ชวลิต ยอดพงษ์พิพัฒน์ ซึ่งเป็น ผู้จัดการมูลนิธิฯ ในขณะนั้น ผนวกเข้ากับ “โครงการพัฒนาสหกรณ์ชาวนา” ของ “สัง”-วีรพล โสภา...ขณะที่ เฒ่าขี้ดื้อ กำลังออกแบบวางแผนจัดตั้งองค์กรประสานงานขบวนชาวนาชาวไร่ภาคอีสานยุคใหม่อยู่นั้น ก็เกิดกรณีความเดือดร้อนของชาวนาชาวไร่จาก “โครงการจัดสรรที่ทำกินให้กับราษฎรผู้ยากไร้ในพื้นที่ป่าสงวนเสื่อมโทรม (คจก.) ขึ้น...อันที่จริง โครงการ คจก. เนี๊ยะนะถือกำเนิดขึ้นในราวเดือนเมษายน 2533 โน่นแหนะ สมัยนายกรัฐมนตรีชื่อ พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัน อะนะ...ตะแกก็อาศัยอำนาจ “ทหาร” จากตำแหน่ง “ผู้อำนวยการป้องกันการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์” (ผอ.ปค.) ออกคำสั่งให้ “กองอำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อยภายใน” (กอ.รมน.) เป็นหน่วยงานหลักและประสานให้เกิดโครงการ คจก. โดยมีแผนงาน 5 ปี (เริ่มปี 2534 – 2538) ใช้งบประมาณ 12,000 ล้านบาท มีหน่วยงานเข้ามาเกี่ยวข้อง 64 หน่วยงาน ภายใต้การควบคุมของกองทัพภาคที่ 2 กระทรวงกลาโหม...เอาละทีนี่ยังไม่ได้ลงมือทำงานเลยก็เจอกับ “คู่ปรับเก่า” ของจริงซะแล้ว!!!....
หลักการสำมะคัญของคจก. ก็คือ การย้ายคน “อพยพ” ชาวบ้านออกจากป่า ทั้งป่าสงวนแห่งชาติ ทั้งป่าอนุรักษ์หรือเขตป่าสมบูรณ์ เพื่อให้ “นายทุน” มาสัมปทานปลูกสวนป่ายูคาฯ โดยอพยพชาวบ้านให้มารวมอยู่ในหมู่บ้านที่ทางการจัดให้ ซึ่งเกือบทั้งหมดเรียกชื่อหมู่บ้านว่า “บ้านสันติสุข” ดู้ดูแมร่งทำอ้ายยยสาดดด....และเมื่อเพือกโจรใจทรามสันดานบาป เพือกขุนทหารชาติสถุลล์สกุลสัตว์ อย่าง “รสช.” ทำรัฐประหาร 23 กุมภาพันธ์ 2534 แทนที่แมร่งจะยกเลิก โครงการ คจก. เพื่อเอาใจชาวบ้าน แต่ชาติสถุลล์สกุลสัตว์อย่างเพือกมันส์ยิ่งเห็นช่อง “ผลาญงบประมาณ” จึงสั่งการเร่งด่วยให้กองทัพภาคที่ 2 รีบจัดการตามแผนงานอย่างเร่งด่วนที่สุด!!!...เอาหละกร๊าบบ ๆ ๆ งานเข้าแล้วกร๊าบบบ...พี่...กร๊าบบบ!!!....ด้วยเหตุดังนั้น...จึงเกิดการไล่รื้อยกแรกพร้อม ๆ กันทั่วภาคอีสาน 22 ป่าใน 11 จังหวัด...แต่จุดหนักอยู่ที่ “บ้านหนองใหญ่” อ.เสิงสาง จ.นครราชสีมา แน่หละ...มันส์คือ อดีตเขตงาน พคท.อีสานใต้ นั่นเอง...ดังนั้น ไม่ว่าจะเป็น “กลุ่มครู” นำโดย “ส.เพิก” , “ส.ไม้แดง”, “ส.พิง”, ครูสุชาติ ชอบพิมาย ที่ถือว่าเป็น “เจ้าถิ่น” ดั้งเดิม ก็ต้องไว้ลายอะนะ...งานนี้ต้องร่วมกัลล์ตะโกนเสียงดัง ๆ อะนะ... “เพือกกรูยอมไม่ได้ ๆ ๆ ตายเป็นตาย!!!...” ก็
( 10 )
ประสานเข้ากับ “กลุ่มนักศึกษา” ก็นี่เลยแกนนำหลัก ๆ มาจากมหาวิทยาลัยรามคำแหง “กลุ่มนักศึกษาราม 5 ค่าย” ตัวเจ๋ง ๆ ก็อย่าง “โป๊ะ”-เจษฎา โชติกิจภิวาทย์, “นู”-ธนู จำปาทอง, “ทัก”-พิทักษ์ เกิดหอม, “ปุ๋ย” นันทโชติ ชัยรัตน์, “ติ๋ง”-อภิชาติ ศิริสุนทร, “ต๋อม” จักรพงษ์ ธนวรพงษ์, “ไก่ดำ”, “ไก่ขาว”, “โรจน์ สืบนาคะเสถียร”, “ดิษ” ประดิษฐ์ เรืองดิษฐ์...อ้าว แล้ว “บารมี” ไปหลบอยู่ไหนน๊า...อ้อ...โผล่มาแว๊ววกร๊าบบอยู่แถว ๆ “หลวงพ่อประจักษ์” นั่งกอดชายจีวรหลวงพ่อประจักษ์อยู่แถว ๆ “สำนักสงฆ์เขาน้ำผุด” อ.ปะคำ จ.บุรีรัมย์ ใกล้ ๆ นี่เอง...เอ้า...ฮา ๆๆๆ!!!...อ้าว เอ้อ กรูเกือบลืมไป การต่อสู้ครั้งกระโน้นหากไม่ได้ “นักข่าวหัวเห็ด” จาก “สำนักข่าวพิเศษ” นามอุโฆษชื่อ “ณัฐวุฒิ รุ่งวงศ์” กระแสคนชั้นกลางและสื่อเหี้ย ๆ สำนักอื่น ๆ คงไม่ติดตามเสนอข่าวอย่างถูกต้องยุติธรรมเป็นแน่แท้!!!...งานนี้กรู ก็ขอควรวะสักพันจอกกร๊าบบบจ้าวววนายยย!!!...ส่วน “ไอ้เหี้ยเอก”-ปริญญา เทวานฤมิตรกุล ซึ่งดำรงตำแหน่ง เลขาธิการ “สนนท.” กลับ “ปฏิเสธ” ไม่ยอมเข้าร่วมการต่อสู้กับพี่น้อง “บ้านหนองใหญ่” อย่างสิ้นเยื่อใย...โหย กรูบอกเพือกเมริงนานแว๊ววว ว่าไอ้หมอนี่นะแมร่ง “ขี่ปร๊อด” แต่ไหนแต่ไร ฮา ๆๆ...ส่วน “กลุ่ม NGOs” ที่เข้าหนุนช่วยชาวบ้านหนองใหญ่อย่างแข็งขัน ก็นี่งัย “กลุ่ม YT” อันมี “น้อย” “ไท” “หมู” เป็นอาทิ และ “มูลนิธิดวงประทีป” นำโดย “ครูแอ๊ด” “เฒ่าขี้ดื้อ” “บ้า” “เบิ้ม” “นก” “ต้อย” “วสุรี” “ไอ้ติ่ง บางเตย” “อีแตน แดนสลัม” ฯลฯ....
เมื่อปลายฝนต้นหนาวปี 2534 ใกล้เข้ามาเยือน...ก็เดือนกันยายน 2534 นั่นแหละไอ้สัด แมร่งสงสัยอยู่เรื่อยเลย...เชี้ย...(แมร่งเมริงท่าจะเป็น “น้องชาย” ต่างอุทรของนักชกชื่อก้องในจินตนาการ “สงสัย จ๊อกกี้ยิม” เป็นแม่นมั่น สงสัยทุกเรื่อง แมร่ง สาดดด ฮา ๆๆๆ)...ปฏิบัติการ “ไล่รื้อ” ของ “ทหาร” ก็เริ่มขึ้น เพือกมันส์ทำการไล่รื้อชาวบ้านจำนวน 450 ครอบครัว สำเร็จชั่วในพริบตาเดียว แล้ว “กวาดต้อน” ชาวบ้านเหมือน “เชลยศึก” ไป “ขัง” ไว้ยัง “บ้านสันติสุข”...โอ้ อนิจจา!!!
อย่าเพิ่งตกใจจนขี้แตกกร๊าบบบจ้าวววนายยย...มันส์ก็เหมือนหนังไทยอะนะ แมร่งมีฝ่ายโจร ก็ต้องมีฝ่ายพระเอกกร๊าบบบ...ในจำนวน 450 ครอบครัว ก็มีหน่วยกล้าตาย 38 ครอบครัว ไม่ยอมอพยพไปตามที่ทหารบังคับ แต่กลับไปรวมตัวที่ “ศาลาวัดสระตะเคียน” แล้วยึดพำนักอยู่ต่อสู้แบบถาวร ตายเป็นตายและออกแบบจัดตั้งองค์กรสู้รบในนาม “ศูนย์อพยพคนไทยวัดสระตะเคียน” (...ที่ในชั้นหลัง “ไอ้สัปรังเคขี้เหลืองอ๋อย”-ประพาส โงกสูงเนิน นำไปเป็นต้นแบบจัดตั้ง “ศูนย์อพยพคนไทยไร้แผ่นดิน” ที่ อ.สูงเนิน โคราช ภายหลังที่ “อมเงินสินเชื่อ” กว่า 20 ล้านจาก “แหล่งทุนหน้าโง่” พอช.อีสาน มาซื้อที่ดินแบ่งปันทำกินกันตายงัยไอ้สัด!!! เข้าใจหรือยัง ??? หา...) ...เมื่อประกาศต่อสู้ก็ต้องสู้ให้ถึงที่สุด...การวางแผนยุทธศาสตร์ก็เริ่มขึ้น ทั้ง “กลุ่มครู” “กลุ่มนักศึกษา” “กลุ่ม NGOs” และ “กลุ่มแกนนำ 38 ครอบครัว” ได้ออกแบบสู้รบระยะยาว...กลุ่มนักศึกษาจากรามคำแหง เก็บเสื้อผ้ายัดใส่ถุงปุ๋ย เมื่อ “กราบพ่อขุนราม-แฮ่ม !!!” ก็เดินทางจาก “ประตูหน้าราม” มุ่งหน้าเข้าหามวลชน “ศูนย์อพยพคนไทยฯ” ทันที!!!...ด้าน “มูลนิธิดวงประทีป” ร่วมกับ “ศูนย์รวมเยาวชน 18 กลุ่มคลองเตย” “สหพันธ์เยาวชนคลองเตย” (สยต.) นำโดย
( 11 )
“ต้อยคอตก” “ไฝ ล็อค 1-2-3” “หน่อย ร่มเกล้า” “ไอ้ติ่ง บางเตย” “ไอ้แขก 70ไร่” และ “อีแตน แดนสลัม” จัดทำ “กองผ้าป่า” รับบริจาคเงินได้หลายกำปั้น และเรียกระดมแกนนำเยาวชนด่วน ทำการเช่ารถบัส 2 คันมุ่งหน้าสู่ศูนย์อพยพฯ เช่นเดียวกัน...เพราะชาว สลัมคลองเตย ก็มีปัญหาทหารกำลังจะไล่รื้อสลัมคลองเตยเหมือนกัน ก็มีศัตรูตัวเดียวกันคือ “รสช.” ยังงัยหละสาดดด....
เอาหละครานี้จำเป็นต้อง “บุกกรุงเทพฯ” เป็นแม่นมั่น...ขืนอยู่แต่ที่ศูนย์อพยพนซึ่งไกรปืนเที่ยงซะเหลือเกิน...มีหวังสักวันแมร่งเพือก รสช. ส่งทหารมากระทืบชาวบ้านจมธรณีเป็นแน่แท้...เมื่อแกนนำประชุมมีมติเป็นแบบนั้น...ก็กำหนดระดมชาวบ้านเข้ากรุงเทพฯกว่า 300 คน...การเดินทางแบบทุลักทุเลก็เริ่มขึ้น
(ก็แมร่งชาวบ้านกลุ่มนี้ไม่มี “เงิน” เช่าเหมารถบัสเหมือนเพือก เอ็นโตดี ที่มาร่วมงาน “มหกรรมเสียงผู้ไร้สิทธิ” ยังงัยเล่าไอ้ห่าราก...) ชาวบ้านทยอยกันมา และเข้าซ่อนตัวใน “สลัม” กรุงเทพฯ...ก่อนจะเดินทางไปยัง “ทำมะสาด” ในวันคืนหมาหอน เอ้ย “14 ตุลาคม 2534” ...กะว่าจะไปร่วมชุมนุมแล้วโน้มน้าวแกนนำทั้งหลายให้ร่วมผลักดันการต่อสู้ของชาวบ้านศูนย์อพยพฯให้บรรลุเป้าหมายอะนะ...แต่อย่างว่านั่นแหละพี่น้อง พอชาวบ้านกว่า 300 คน ไปร่วมงานมหกรรมฯ ที่หอใหญ่ ทำมะสาด...แมร่ง ชาวบ้านแทบน้ำตาไหล ก็แมร่งเพือก “ไอ้เปี๊ยก แมวเหมียว” กับ ทำพีธีกรรมทางไสยศาสตร์ “เผาพริกเผาเกลือ” ...แมร่ง ช่าง “วัฒนธรรมชุมชน” สุด ๆ เลยนะอ้ายยยสาดดด...
แถมตอนเดิน “ขบวน” เพื่อรำลึก 14 ตุลาคม 2516 ไปที่ อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ก็ยังถูก “ไอ้เหี้ยเอก” เลขาธิการ สนนท. หักหลัง สั่งยุติการชุมนุมดื้อ ๆ ปล่อยให้ชาวบ้านเคว้งคว้างไม่มีที่ไป...แมร่งแทนที่จะเดินทางไปกดดันรัฐบาลที่ทำเนียบ กลับไม่ยอมทำ สิ่งไม่ให้ทำเสือกทำสาดดด... กรูเห็น “กลุ่มนักศึกษารามคำแหง” ยืนร้องเพลง “แสงดาวแห่งศรัทธา” ที่อนุสาวรีย์ฯ ตอนเที่ยงคืนแล้วอยากจะเตะปากหมาสักป๊าบว่ะ...อ้าวนั่น “ไอ้เหี้ยดิษฐ์”-ประดิษฐ์ เรืองดิษฐ์ นี่หว่า เห็นเช็ดน้ำตามปาด ๆ สงสัยวินาทีนั้นแมร่งคง “อิน” กับปัญหาชาวนาชาวไร่สุด ๆ ...แต่แมร่ง “วินาที” นี้ แมร่ง คง “อิน” แต่กับเพือกอำมาตย์อะนะสาดดด!!!!.... “กลุ่มนักศึกษารามคำแหง” จึงได้นำชาวบ้านกว่า 300 คน เดินทางไปยัง มหาวิทยาลัยประชาชนย่านบางกะปิ (ไม่นง ไม่นอน แมร่งแล้ว เชี้ยทำมะสาด สัด...) บุกเข้า งัดตึกเรียน/ตึกกิจกรรม
ในมหาวิทยาลัยรามคำแหง เพื่อหาที่พักกาย พักใจ ของชาวนาชาวไร่ยากจนเป็นการชั่วคราว...ขอปรบมือให้กับกลุ่มนักศึกษาดังกล่าวทั้งผู้ที่มีชีวิตอยู่และเสียสละไปบ้างแล้ว...เอ้า...เพือกเมริงยืนกำควยอยู่ทำไม ปรบมือเร็ว!!!
ลุเข้าปี 2535 สถานการณ์การต่อสู้เพื่อล้มโครงการ คจก. ยังไม่มาไม่ไป...แต่สถานการณ์ทางการเมืองกลับกำลังแหลมคม...กลุ่มแกนนำทุกกลุ่มที่สนับสนุนการต่อสู้ คจก. ประชุมวิเคราะห์สถานการณ์ที่ศูนย์อพยพคนไทยวัดสระตะคียน และในที่เร้นลับอีกหลายแห่ง...มีข้อสรุปว่า ต้องจัดชุมนุมประท้วงครั้งใหญ่ปิดลำตะคลอง ภายใต้การออกแบบ “ยุทธการลำตะคลอง” ก็ถูกกำหนดขึ้นว่าจะดำเนินการราว ๆ เดือนเมษายน-พฤษภาคม 2535 นั่นแหละ....แต่เนื่องจากสถานการณ์ในกรุงเทพฯเริ่มสุกงอม ทำให้แผนยุทธการ
( 12 )
ลำตะคลองต้องถูกเก็บพับไว้ก่อน
ลำตะคลองต้องถูกเก็บพับไว้ก่อน...กลุ่มแกนนำทั้งหมดสรุปร่วมกันว่า อันอำนาจล้นฟ้าเวลานี้คือ รสช. หากนำพาพี่น้องเข้าร่วมต่อสู้ ขับไล่เผด็จการ รสช. ออกไปแล้ว...การผลักดันให้รัฐบาลชุดใหม่ให้ ยกเลิก คจก. แก้ไม่ใช่เรื่องยากนัก...
ดังนั้น ภายหลังเหตุการณ์ “พฤษภาทมิฬ 2535” ไม่นานนัก... “ไอ้เหี้ยเปี๊ยก แมวเหมียว” ก็มา “ชุบมือเปิบ” (...ก็อย่างที่กรูได้บอกแล้วงัยว่า เมื่อล้ม รสช. ได้แล้ว ปัญหาพิ้นฐานที่สู้กันในระดับพื้นที่ไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่ดิน น้ำ ป่า แร่ธาตุ ก็ต้องได้รับการแก้ไขจากรัฐบาลชุดใหม่ที่ต้องเอาใจประชาชน เพราะกระแสประชาธิปไตยมันส์พุ่งขึ้นสูงปรี๊ด...พูดแบบไม่เกรงใจ คือ วินาทีนั้นใช้ “หมา” นำ “ม๊อบ” ใหน ๆ ในประเทศไทยก็ชนะว่ะ...แต่ประเด็นกรูคือ ชาวบ้านหนองใหญ่ กับ กลุ่มครู / กลุ่มนักศึกษาราม / กลุ่ม NGOs และแกนนำชาวบ้านที่ศูนย์อพยพคนไทยฯ เค้าสู้เป็นสู้ตายมาเป็นที่แรก และมีการวางแผนจะชุมนุมใหญ่ “ยุทธการลำตะคลอง” ก่อนพฤษภาทมิฬ 2535 แล้ว และเมื่อหลังพฤษภาทมิฬ 2535 เพือกเค้าก็เตรียมจะทำตามแผนยุทธการฯ อยู่แล้ว...และจู่ ๆ แมร่งโผล่มาจากไหนกันว่ะเนี๊ย...แต่ชาวบ้านหนองใหญ่และภาคีก็เข้าร่วมการชุมนุมแบบไม่มีเงื่อนไข เพราะเพือกเค้าถือว่า ใคร “นำ” ก็ได้ แต่ขอให้ชนะก็แล้วกัลลล์...งานนี้จึงเป็นที่มาของการช่วงชิง “สกย.” มาจากสาย กป.อพช.อีสาน ในเวลาต่อมา...ซึ่งกรูจะเล่าให้ฟังในตอนต่อไป...แมร่งโคตรมันส์สุด ๆ ขอบอก!!!...) และเค้าก็สั่งระดมไพร่พลในสายอุปถัมภ์ของ กป.อพช.อีสาน เปิด “ยุทธการปากช่อง” โดยมี “เสี่ยโย”-บำรุง คะโยธา ผู้นำชาวนากลุ่มผู้เลี้ยงสุกรภาคอีสาน เป็นแกนนำสำคัญในการควบคุม “ม๊อบ” เรียกว่างานนี้ “เสี่ยโย” ได้แจ้งเกิดใน “วงการ” อย่างเป็นทางการเป็นครั้งแรกอะนะ และคณะกรรมการจัดชุมนุมมีมติกลางดึกวันที่ 24 มิถุนายน 2535 ให้ “เดินทางไกล” สู่ประตูอีสาน (เขาน้อยปากช่อง) และเริ่มเดินทางไกลก็เริ่มขึ้นในวันที่ 25 มิถุนายน 2535 และต่อมาในวันที่ 5 กรกฎาคม 2535 รัฐบาล “ผู้ดีส้นตีนรัตนโกสินทร์” ก็ส่งตัวแทนมาเจรจา ผลก็คือ รัฐบาลยกเลิกโครงการ คจก. ให้ชาวบ้านกลับคืนที่ทำกินเดิม และให้ถอนฟ้องผู้ต้องหาในคดี คจก. ทั้งหมด...และผลพวงของการชุบมือเปิบครั้งกระโน้น ก็ได้มาซึ่งการจัดตั้ง “สมัชชาชาวนาชาวไร่ภาคอีสานเพื่อรับรองสิทธิที่ดินทำกินและฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติ” (สดท.) อันมี “เปี๊ยก แมวเหมียว” เป็น ประธานตลอดกาล และในปัจจุบันมีไม่แน่ใจว่าใช่ “หนูเกณฑ์ จันทาสี” เป็น เลขาธิการ หรือไม่???....เพราะองค์กรนี้ไม่มีกิจกรรมเคลื่อนไหวมานานแล้ว...เหลือแต่ “ชื่อ” และซากความทรงจำที่เลือน ๆ ไปแล้วในจิตใจของชาวนาชาวไร่อีสาน...แต่เอ๊ะคลับคล้ายคลับคราว่า เมื่อครบรอบ 15 ปี ของการต่อสู้ คจก. ทาง “เปี๊ยก แมวเหมียว” จัดงานรำลึก 15 ปี คจก. เห็นว่าจัดที่บึงแก่นนคร ทำคล้าย ๆ งาน “อีเวร” หรือ “มหกรรมภาคประชาชน” อะไรเทือกนั้นแหละ...มีการปลูก “กระท่อมน้อย” หลายหลังอะนะ...แต่มีหลังหนึ่งเมื่องานเสร็จงานแล้วไม่ยอมรื้อถอน....นัยว่าขาใหญ่เค้าเอาไว้ซ่องสุมสานุศิษย์รุ่นใหม่ ๆ เอ้อ ก็แปลกดีนะ...อ้าว จะมีใครไปช่วยพี่แกเค้ารื้อหรือเปล่าหนอ!!!
หลังจากจบกรณี คจก. ดังกล่าว ขบวนการประชาชนอีสาน ก็เข้าสู่ยุคใหม่ คือ ยุคของ “สมัชชา
( 13 )
กรรายย่อยภาคอีสาน” (สกย.อ.) ซึ่งการขับเคี่ยวระหว่างวิธีคิดของ “สำนักวัฒนธรรมชุมชน” กับ “สำนักเศรษฐศาสตร์การเมือง” ก็เป็นการต่อสู้ การช่วงชิงนิยามกันผ่านกระบวนการต่อสู้ของพี่น้องชาวนาชาวไร่ภาคอีสาน ซึ่งก็ผลัดกันเป็นฝ่ายรุก ผัดกันเป็นฝ่ายรับ...ยังไม่มีใครสามารถทำทั้ง “รุก” ทั้ง “รับ” แบบ “เสี่ยสุรเกียรติ” ได้อะนะ ...ว้าย ๆ ๆ มายังงัยเนี๊ยสาดดด....สาธุชนคงต้องติดตามกันยาว ๆ พอ ๆ กับการต่อสู้ระหว่าง “เหลือง” กับ “แดง” นั่นแล.....
ไอ้เรื่อง “คุณูปการ” ด้านดีของ “ปัญญาชน” ทั้งหลายทั้งปวงที่มีชื่อข้างต้นเหล่านี้ก็ควรค่าแก่การคารวะ และควรค่าแก่การ “เก็บไว้กลางใจชน” แต่ไอ้เรื่อง “เหี้ย ๆ” ที่แมร่งเพือกมันส์ไปเป็นสมุนรับใช้ “ศักดินามหาอำมาตย์” เลือกเย็นที่ไม่เคยยิ้มเงี๊ยะ...ไปตอกดาก ไอ้เหี้ยกระเทยเฒ่า นักฆ่าแห่งลุ่มน้ำเจ้าพระยาเงี๊ยะ...ไปเลียกระโปกไอ้เหี้ยแป๊ะลิ้ม เงี๊ยะ...ซ้ำมิหนำยังเสือกไปเปิดประตูบ้านให้ ขุนทหาร อัปปรีย์จัญไรมาย่ำยีบีฑาพี่น้องประชาชนไทยนี่ซิ...แมร่งกรูต้องบอกว่า อย่างเงี๊ยะมันต้องเก็บไว้ “กลางส้นตีนของมวลมหาประชาชน”...และกระทืบแมร่งให้จมธรณีไปเลยอ้ายยย...เพือกกก...สาดดด...กะสุนัขขข...ถุยสสส์!!!
ปล. โปรดอย่ารอคอย แต่จงติดตามด้วยความระทึกในดวงหทัย ใน ตอนที่ 8 : จาก สกย.อ. ถึง สคจ. พลัน!!!
( 14 )
สนุกจังเลย สนุกจังเลย ด่ากันเ
สนุกจังเลย
สนุกจังเลย
ด่ากันเอง
ทำลายกันเอง
เผาบ้านตัวเอง
มีแต่คนเก่งทั้งนั้น
เข้าทางเลย
เข้าทางเลย
กี่ปีกี่ชาติ.....ไอ้แปดติด...
กี่ปีกี่ชาติ.....ไอ้แปดติด......ไอ้แปดนนท์ ...ฯลฯ... มันยังไม่หลุดพ้นวงจรโกหกเดิมๆ ....จากวาทะกรรมซ้ำๆซากๆ....คุณธักศิน อย่างนู้น อย่างนี้ ???????ทำเป็นแผ่นเสียงตกร่องอยู่ได้ คนที่มีสติสัมปชัญสมบูรณ์ ก็คงรู้ว่า เป็นวอร์รูมที่ส่งมาป่วนและเพื่อดิสเครดิสชื่อเสียงคุณธักศิน เพื่อให้คนที่มีภูมิต้านทานต่อการโฆษณาชวนเชื่อต่ำเชื่อ ก็เท่านั้นเอง
เลิกพล่ามให้เปลื่องน้ำลาย
เลิกพล่ามให้เปลื่องน้ำลาย แต่รีบเอาหลักฐานที่บอกว่าทักษิณโกงมาแฉให้เห็นชัดๆจะดีกว่า แต่กรุณาเอามาแสดงให้เห็นชัดๆ ไม่ไช่แถกฏหมายเหมือนที่ดินรัชดา การสร้างวาทกรรมน้ำเน่าอย่างที่พวกคุณทำมาสี่ห้าปี ไม่ได้เป็นคุณกับประเทศไทยตรงไหน ตอนนี้ เป็นโอกาสเดียวที่เหลืออยู่ที่จะแสดงหลักฐานในข้อกล่าวหาทั้งหลายให้โลกประจักษ์
แต่ไม่วาทักษิณจะโกงจริงหรือไม่จริง ก็ตาม ไม่อาจเอาเป็นข้ออ้างสร้างความชอบธรรมให้กับการทำรัฐประหารที่ผ่านมาได้เป็นอันขาด
ในประเทศไทย อาจมีคนหลงเชื่อน้ำมนต์ นิทานน้ำเน่าที่พวกคุณพยายามสร้างมานาน ว่านักการเมืองชั่ว การเลือกตั้งสกปรก คนไทยโง่ ต้องมี"คนดี"ลอยมาจากสวรรค์ ทำตัวเหนือรัฐธรรมนูญ คอยปกปักษ์รักษา ใครคิดต่างจากคุณเป็นขี้ข้านายทุนสามานย์ ต้องกำจัด
แต่อยางน้อย ผมก็เห็นคนที่ไม่ตกอยู่ภายใต้มนต์สะกดของคุณในประชาไทนี้ไม่น้อย และคนอีกหลายล้านคนที่ไม่ยอมสยบอยู่ภายใต้วาทกรรมลวงโลกของพวกคุณ ไม่เชื่อก็ลองดูการเลือกตั้งใหม่ซิ
เห็นด้วยหากพระสยามเทวาธิราชมี
เห็นด้วยหากพระสยามเทวาธิราชมีจริง ผู้นำองค์กรศาล และ ทหารต้องฉิบหายก่อน เพราะมันทำเพื่อตัวเอง ดูตุลาการแก้เกษียณเป็น 70 ปี ส่วนทหารซื้ออาวุธห่วยกันอย่างเมามัน เพื่อพวกมันทั้งนั้น
ไทยโพสต์ กับ สำนักทรัพย์ฯ
ไทยโพสต์ กับ สำนักทรัพย์ฯ นี่มีความสัมพันธ์กันเหนียวแน่น ทั้งนี้เครือข่ายอำมาตย์ ใช้สื่อเป็นเครื่องมือสำคัญ จึงครอบงำวงการสื่อไว้ไม่ยอมวางมือ และส่งคนเข้าไปอยู่ในวงการสื่อเรียกว่า ฝังรากลึก
สมัยอานันท์ สำนักทรัพย์ฯ กลัวว่าสื่อทีวีเสรีใหม่จะตกไปอยู่กับเอกชน
ก็เลยตั้งบริษัทเข้าไปประมูลแข่ง เป็นการครอบงำทางสื่อของสำนักทรัพย์สินฯผ่านทางแบงก์ไทยพาณิชย์ มี นาย ปีย์ มาลากุล ที่รู้จักกันดีร่วมู่ถือหุ้นด้วย รวมทั้งเนชั่นของอัยหยุ่น จนได้มาเป็น ไอทีวี ที่ตอนหลังเจ๊ง จนต้องขายให้แม้วไป (ภายหลังเครือข่ายอำมาตย์ กลัวว่าแม้วจะมีอำนาจสื่อไอทีวีแบคอัพ เลยต้องหาทางให้ไอทีวีกลับมาเป็นของรัฐ เพื่อให้อำมาตย์กลับมาครอบงำใหม่ผ่านทาง เอ็นจีโอ)
เปลว สีเงิน บริหารไทยโพสต์ จะเจ๊งมิ่เจ๊งแหล่ มีเงินสนับสนุนอยู่เบื้องหลังจากใคร???
ชัชรินทร์ ชัยวัฒน์ (ซ้ายเก่า นามปากกา ท่านขุนน้อย ในไทยโพสต์) ก็ร่วมงานกับ สนธิญาณ ชื่นฤทัยในธรรม ตัวแทนของสำนักทรัพย์ฯ โดยใช้ัรายการวิทยุของไอเอ็นเอ็น (คลื่น FM 101.0) มาเนิ่นนาน ตอนนี้ชัชรินทร์ก็วิวัฒนาการไปเป็นพวกสอพลออำมาตย์ไปอย่างสมบูรณ์แล้ว ส่วน สนธิญาณ ก็เป็นหัวหอกของอำมาตย์ มีทั้งคลื่นวิทยุตัวเอง และไปร่วมแจมกับ ASTV ในกรณีที่แหลมคมบ่อยครั้ง
พวกเอ็นจีโอทั้งด้านสื่อ และด้านอื่น ก็ได้รับความเอื้อเฟื้อจากเครือข่ายอำมาตย์ให้สร้างชื่อเสียงขึ้นมาจากสื่อที่อำมาตย์ครอบงำอยู่
แม้แต่ จอน อึ้งภากรณ์ ก็โด่งดังขึ้นมาจากรายการของ อัย เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง ในยุคเดียวกับ ประเวศ ไพบูลย์ (หัวเหม่ง) ครูหยุย กับใครอีกหลายคน เจิมศักดิ์ หากินกะพวกเครือข่ายอำมาตย์ จากค่าจัดรายการ และโฆษณาจาก บางจาก ปตท ฯลฯ มานาน ไม่นานนี้ เจิมศักดิ์ เคยคุยทับว่าเขาทำงานได้เงินชั่วโมงหลายหมื่น (มันบอกว่ามันไม่คุย 555) ประเด็นสำคัญคือ เอ็นจีโอ พวกนี้คือที่มาของกลุ่ม ส.ว.ที่เป็นหัวหอกของอำมาตย์ในปัจจุบัน
ถ้ามองโดยภาพรวม เสื้อแดงยังเป็นรองอำมาตย์อยู่หลายขุม ในด้านการครอบงำสื่้อ และการศึกษา ระยะสั้นยากที่จะเอาชนะตรงๆได้ เพราะว่าพวกนี้อยู่ใต้หน้ากาก คณธรรม จริยธรรม ที่โปรโมทขึ้นมายาวนานผ่านสื่อที่มีอยู่มากมาย รวมทั้งอาศัยสื่อรัฐ งบประมาณรัฐ ระดมล้างสมองประชาชนมาเป็นหลายสิบปี
ทางเดียวที่จะสู้ได้ คือต้องใช้สื่้อสมัยใหม่ รวมทั้งการแจกจ่ายบทความ หนังสือ โดยตรง เปิดโปงให้รู้ว่า เครือข่ายอำมาตย์ (ที่ปัจจุบันรวมถึงพวกเอ็นจีโอขุนนาง) เบื้่องหน้า เบื้องหลังมาอย่างไร ซึ่งถ้าสืบสาวไปแล้ว จะรู้ว่าใครอยู่เบื้องหลังความล่มจมของประเทศไทยในปัจจุบัน
สรุป (ได้งัย) ว่า เปลว สีเงิน มันก็คืออัยสื่อของอำมาตย์นั่นเอง หุหุหุ
อำนาจใดก็หยุดชาวบ้านไม่อยู่เส
อำนาจใดก็หยุดชาวบ้านไม่อยู่เสียแล้ว เนื่องเพราะชาวบ้านรู้แล้วว่า แต่ไหนแต่ไรมาไม่เคยมีใครให้ความช่วยชาวบ้านเลย เพิ่งจะได้รับการช่วยเหลืออย่างเป็นรูปธรรมจริงๆ ก็สมัยรัฐบาลของทรทเท่านนั้น การให้ความช่วยเหลือชาวบ้านครั้งนั้น มันให้ความสำคัญกับชาวบ้านอย่างชนิดที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในประเทศไทย 30 บาทรักษาทุกโรค ทั้งยกฐานะความเป็นคนของชาวบ้านให้ได้รับความเท่าเทียมเป็นแรกในชีวิตของพวกเขา รู้มั๊ยก่อนหน้านั้น ชาวบ้านคนยากจน เวลาเจ็บไข้ได้ป่วยต้องอยู่ห้องอนาถา พยาบาลพูดจากระโชกโหกหากใส่ ความสะอาดในโรงพยาบาลแทบไม่มีเลยสมัยก่อนนั้น
กองทุนให้ความช่วยเหลือแต่ละหมู่บ้าน ทุนการศึกษาหนึ่งทุนหนึ่งตำบล ทั่วไทย ลูกชาวบ้านที่เรียนดีได้รับทุนให้ไปศึกษายังต่างประเทศ ต่อปีมีหลายร้อยหรือหลายพันคน สมัยก่อนหน้านั้นมีไหม! ไอ้พวกที่กล่าวหาทักษิณว่าซื้อเสียง เป็นพวกที่ทำลายความหวังของชาติ เมื่อเป็นนักการเมืองอาสาเขาเข้ามาทำงานแทนชาวบ้าน ต้องทำงานให้ชาวบ้านเขาได้รับประโยชน์ พัฒนาสิ่งที่ไม่เคยได้รับการพัฒนาให้มีการวัฒนา รัฐบาลทรททำมาดีมากๆ ชนิดที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนเลยในประเทศไทย
ทักษิณ เป็นรัฐบุรุษโดยแท้จริง ประเทศไทยไม่รู้อีกนานแค่ไหน จึงจะมีคนอย่างทักษิณมาเกิด ทักษิณมีคุณสมบัติอย่างสมบูรณ์ครบถ้วน มีความสามารถ ฉลาดเฉลียว มีความรู้ มีบารมี มีความสมบูรณ์ด้านทรัพย์สมบัติพร้อม พูดทำจริง เข้าถึงปชช ทักษิณ เป็นคนที่มี charisma เป็นพิเศษ เสียดายอย่างยิ่ง ประเทศไทยเสียโอกาสอย่างมหาศาล ตั้งแต่ทักษิณถูกอำมาตย์ชั่วร้ายทำลายล้าง อำมาตย์กับพวก NGO ลิ้วล้อ ผสมพวกทุนสมานย์ที่อิงอาศัยอำนาจอำมาตย์สร้างความมั่งคั่ง พวกเอ็งไม่มีวันหยุดชาวบ้านได้ตลอดไป
น่าจะเปลี่ยนนามแฝงเป็น "กรน"
น่าจะเปลี่ยนนามแฝงเป็น "กรน" นะครับ ถ้าไม่นอนหลับยาวไปสักสามปี คงเขียนความเห็นอย่างนี้ออกมาได้ยากเต็มที.......
เอาคำขวัญมาฝากครับ
เอาคำขวัญมาฝากครับ
"ดูแลสถานบันเทิง หลงระเริงกับโต๊ะบอล เฝ้าบ่อนให้เจ้านาย ถวายอารักขาถุงกอล์ฟ ชอบตอบคำถามสื่อ เล่นไม่ซื่อกับสถาบัน ปลุกปั่นความขัดแย้ง ขยะแขยงโจรใต้ ไม่อายตอนวิ่งเต้น เขม่นคนต่างสี เอาดีใส่ตัวเอง"
เห็นหน้าแล้วคงตอบได้ว่าพากันไปสลายทั้งกองพันในสนามรบแน่ๆ
ช่วงทักษิณอยู่
ช่วงทักษิณอยู่ คนที่รู้จัก(หลายสิบคนไม่ใช่วิยวะท่านหนึ่ง)บอกตรงกันว่า หาอยู่หากินคล่องกว่านี้
ยกเว้น แขกเงินกู้ร้อยละยี่+เจ้าพ่อเงินกู้,เจ้ามือหวยใต้ดิน+ยี่ปั้วหวยรัฐ,นักค้ายาบ้า+ข้าราชการใหญ่(ขุนนาง),ตะหาน,ตำรวด
เป็นความจริงที่ยังคงอยู่ในหัว
เป็นความจริงที่ยังคงอยู่ในหัวใจคนไทยหลายๆคน แต่ก็มีคนไทยคนหนึ่งอย่างท่านที่พยายามเบี่ยงเบนประเด็น
เปรวสีเงินก็เป็นสมุน อำมาตย์
เปรวสีเงินก็เป็นสมุน อำมาตย์ เป็นคนที่ถูกอำมาตย์ซื้อไปเป็นเครื่องมือนานมากแล้ว คนที่ไร้จรรยาบรรณแบบเปรวสีเงินจะต้องถูกสังคมประนามและถีบออกจากวงการสื่อ เพราะเป็นสื่อขายตัว ขายตูด ไม่สมควรทำหน้าที่สื่อ สื่อที่ไร้คุณธรรมและไร้จรรยาบรรณเช่นนี้ สมควรนำไปตัดหัวให้หมด
กรรมใดใครก่อ
กรรมใดใครก่อ กรรมนั้นย่อมต้องย้อนกลับไปเป็นดาบฆ่าฟันและทำลายตนเอง ไม่ว่าคนๆนั้นจะยิ่งใหญ่และมีบารมีมากเท่าใด ก็หนีไม่พ้น คนบางคนที่เราเห็นกำลังชดใช้กรรม จากที่มีแต่คนยกย่องสรรเสริญ ทุกวันนี้กลับถูกสาบแช่ง กลับถูกประนาม คนไทยจะต้องได้เห็นสิ่งเลวร้ายทั้งหมด จะต้องไปเกิดกับคนที่มีจิตใจโหดเหี้ยม ไร้ความกรุณาปราณี คนที่มีจิตใจมุ่งแต่จะทำลายคนอื่น ไม่รู้จักอภัย ไม่รู้จักลดทิฐิ วันๆเอาแต่พยาบาท มุ่งร้ายต่อคนอื่น ในที่สุดก็จะได้รับผลกรรมนั้นๆแก่ตนเองและครอบครัว
อย่าว่าแต่เขาอิเหนาเป็นเอง ตอ
อย่าว่าแต่เขาอิเหนาเป็นเอง
ตอนที่ 1: ประชาไทแน่จริงอย่าลบความเห็นกรูอีกนะมรึงงงง
อ้ายสรัดดดด กรูอ่านพรวกที่วิจารณ์เอ็นจีโอสีเหลืองมาตั้งนาน
กรูก้อหลงดีใจแมร่งงง
กล้าแฉพวกเอ็นจีโออำมาตย์
กล้าลอกคราบอำมาตย์ที่เป็นเอ็นจีโอ
กรูตริดตรามอ่านงานของพรวกแมร่งแบบว่า
ปริ้นท์ไปอ่านในห้องส้วมเลยนะว้อย
แมร่งอ่านแล้วขี้ไหลปรี้ดๆๆๆๆ เลยว่ะ...มันรูดากมากฮ๊า!!!
แต่พออ่านไปๆๆๆกรูกลับขี้หดตดหายเลยสาดดด
เจื้อกมีผีพรายมากระซิบกรูว่า...
พรวกดีแต่ว่าคนอื่นหรือป่าวว๊า????
ไม่กล้าวิจารณ์ตัวเอง....(กรูก้อเหมียนกัลลล์)
ผีเข้าสริงกรูเรยอยากรู้ว่าจริงแบบนั้นป่าววะ
มรึงรู้มั้ย วันก่อนกรูโพสต์ในเวปประชาไทบอกว่า...
สุรีย์ มิ่งวรรณลักษ์ คือ โป๊ะ เจษฎา โชติกิจภิวาทย์
กรูกินกาแฟกลับมาแปร้ปเดียว...เอาความเห็นกรูออกซะงั้น
หายังไงก้อไม่เจอ...หรือว่ากรูเมากาแฟวะสาดดด
โอ้ไม่นะลอร่า มันไม่น่าจะเป้นไปได้
กรูก้อสรรเสริญประชาไท แมร่ง โคตรสองมาตรฐานเลยมรึง
กรูทำผิดตรงไหนวะ...
ทีความเห็นของ “คุณรักเอ็นโตดีห่วงประชาชน” กล่าวพาดพิง คนนั้นคนนี้
ทั้งด้านดี ด้านลบ...แมร่งยังไม่เห็นลบไปเลยว่ะ
กรูแค่สงสัยบ้างเท่านั้นว่า
อาจารย์โป๊ะของกรู กับ สุรีย์ มิ่งวรรณลักษ์คนเดียวกันมั้ย...เท่านั้นเอง
เพราะลีลาการเขียนมันคุ้นตากรูนี่หว่า
หรือว่าเวปนี้สงสัยเขาห้ามสงสัยว่ะสาดดด
เหมือนพวกอำมาตย์จริงวะ
“มีปากอย่าเจือกกพรูด มีมดลูกอย่าให้มันสืบพันธุ์”...ว้ายยยยยยย
ถ้าสุรีย์ มิใช่ โป๊ะ เจษฎา ก้อชี้แจงมาสิวะ
กรูจะได้ตาสว่าง และขอโทษขอโพย กราบส้นตีนซะที เอิ้กกกกกกกกกกกกกก
มรึงอย่าถามว่ากรูโพสเมื่อไหร่
กรูก้อลืมไปแร้วสาดดด
ความจำสั้นวะสาดดด
แต่ครั้งนี้กรูขอเอามาตรฐานเดียวกับ “คุณรักเอ็นโตดีห่วงประชาชน” นะโว้ย
มันลงได้ กรูก้อลงได้สิมรึง อย่าสองมาตรฐานสิฮะ
เด๋วกลายเป็นอำมาตย์ไปอีกคนนึงนะตัวเอง
ตอนหน้ากรูจะมาบอกพรวกมึงว่า
อาจารย์โป๊ะของกรูและของพรวกมึงๆๆๆ อีกหลายคน
ร้องเรียนเรื่องงบประชาสังคมปีที่แล้วตามลิงก์นี้
http://www.prachatai.com/journal/2008/09/18289
แล้วทำไมเรื่องมันเงียบหาย
มรึงไม่สงสัยบ้างหรือวะ.....
ทำไมเรื่องมึงถึงหายเหมือนเป่ารูดากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก
มรึงไม่สงสัย....แต่กรูรู้มาโว้ย..
กรูก็รู้ว่าทำไมเงียบ ก็พวกพอช
กรูก็รู้ว่าทำไมเงียบ
ก็พวกพอช กป อำมาตยมันไม่สนใจเลยวะ
ต่อให้ร้องเรียนยังไง
มันต้องเอาม๊อบไปล้อมพอช
เหมือนไปล้อมทำเนียบนั้นละ
จึงจะให้พวกพิจารณางบตูดร้อนขึ้นมา
เขียนร้องเรียนไม่มีความหมายหรอก
ไอ้พวกนี้มัน หน้าด้านๆๆๆๆเข้าใจไหมคุณ
ตัวใหญ่ๆมันไม่กล้สอ่านประชาไทเรื่องนี้ด้วย รู้ไว้
พวกร้องเรียนก็ไม่ไม่พวกไปล้อมพอช
ได้ข่าวว่า มีแต่พวกเลียพอชทั้งนั้น
พวกนี้เลยไม่อยากยุ่ง เพี่ยวเข้าตัว
ปล่อยให้อาจารย์โป๊ะ มันเดียวดาย เข้าใจไหม
บางพวกได้โอกาส ถ้าไม่ให้งบมันมันจะทำหนังสือแฉเหมือนจานโป๊ะด้วย
ก็มีแต่พวกเอื้ยๆทั้งนั้น
ใครจะเขียน คนเขียนคือใคร
ใครจะเขียน คนเขียนคือใคร มึงจะถามหากันไปทำ.....อะไร
กะว่า รู้ตัวแล้วจะได้เอาเรื่องส่วนตัวมาซักกลับคืน หรือ?
สนใจในสาระที่เขาเขียนสิ แล้วโต้ในสาระนั้น
เดี๋ยว ปั๊ดเหนี่ยว
อ่านของคุณรักเอ็น แล้วมึน
อ่านของคุณรักเอ็น แล้วมึน โอ..พระเจ้ายอด มันจอร์จจัง
ชื่อคน ตัวละคร ทำไมมันเยอะแยะซะจน ไม่รู้พวกไหนเป็นพวกไหน แล้วพวกหนึ่งในนั้นมันคลี่คลายมาเป็นเหี้ยหางเหลืองลักแดกไก่ชาวบ้านยังไง
แต่ก็ดีหว่ะ จะได้รู้ข้อมูล
จะให้ดี ตอนท้ายของบท น่าจะสรุปวิเคราะห์อีกครั้งซะหน่อยว่า ข้อมูลทั้งหมดที่กล่าวไป มันสะท้อนหรือตอบโจทย์คำถามที่ตั้งไว้ตอนแรกยังไง
ถึง....
ถึง.... you
คุณแสดงความเห็นได้โดนใจเรามาก...เนื้อหาในบางตอน บางข้อความ อ่านแล้วซาบซึ้ง กินใจ
บางข้อความ บางย่อหน้า และ บางตอน อ่านแล้วสะเทือนใจ...
คุณเรียงลำดับเนื้อหาดี...อ่านแล้วเข้าใจ...ตับ ไต ไส้ พุง ของมวลแดง ว่าแต่ละขดเป็นอย่างไรบ้าง
==============================================
เอาเป็นว่าเราชอบทุกตอนเลย...โดยเฉพาะ "เครือข่ายสี่ขาหยั่ง" อ่านแล้วมันกระเทาะ อ้าย E พวกนี้หมดเปลือกดีจริงๆ
===============================================
ท้ายนี้ถ้าแผนการเลวร้ายของมรันไม่สำเร็จ (เพราะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ อำนาจบารมีของสถาบัน และ ประชาชนคนไทยที่รักบ้านเมืองอย่างแท้จริง)...เราว่า อ้ายพวก "แดงสยาม"...ต้องกลายเป็น "แดงขนหัวลุกพองสยองเกล้า" อย่างแน่นอน ฟันธง!
ถึง....p_n ==================
ถึง....p_n
======================================
ขอบคุณมากที่คุณโพสต์มาให้อ่าน
เราเคยได้ดูภาพยนตร์ ฟิลิปปินส์ ที่นำบทประพันธ์มาจากชีวิตจริง
ได้สะท้อนถึงความยากจน และ ลำบาก...จนต้องหางานทำนอกประเทศ (เพราะเคยเป็นเมืองขึ้นอังกฤษ มีความรู้ภาษาอังกฤษบ้าง...)
ก็ต้องเป็นครูสอนภาษา นักร้อง หรือ นักดนตรี (ประเทศไทยก็มีเยอะ) ต้องจากครอบครัว บ้านเกิด เพราะไม่มีอาชีพทำมาหากิน
======================================
แต่มีอีกหลายตัวในเว็บนี้มรันไม่เคยรู้สำนึกถึงความเลวร้ายของ "ระบอบทักษิณ"
มันยังเอามากระทบกระเทียบสถาบันอยู่เลย...(แล้วมรันก็ว่าเราว่า "เอาสถาบันมาหากิน"...แต่พวกมรันแต่ละตัวคอยตีกิน จนสงสารพระองค์ท่าน ที่ไม่มีโอกาสออกมาโต้ตอบพวกมรัน)
ดูได้อีกที่นึงที่เว็บไทยอีนิว
ดูได้อีกที่นึงที่เว็บไทยอีนิวส์
http://thaienews.blogspot.com/2010/01/ngos7.html
ทางเหนือปีนี้
ทางเหนือปีนี้ โปร่งใสคะ
หลังจากปีที่แล้วมีการร้องเรียน
พี่ชัช พี่สวิง ปีนี้ไม่รับเป็นกรรมการค่ะ
ไม่รู้เพราะอะไร
กรรมการพิจาณา
ก็มีการให้ทุกโครงการนำเสนอค่ะ
มาให้ทุกคนได้แลกปล่ยนซักถามด้วย
มีส่วนร่วมนะคะ
ไม่เหมือนปีที่แล้ว ชงกันกินกันเองค่ะ
ถึง...p_n ขอบคุณที่คัดลอกมาให
ถึง...p_n
ขอบคุณที่คัดลอกมาให้อ่าน....
ภาวนาให้ฮวยเซ็ง...มรันอกแตกตาย...เพราะมรันบังอาจทำร้าย และ หยาม จิตใจ คนไทยได้ (มรันเนรคุณ สมเด็จพระเทพรัตนฯ ทรงไปสร้างโรงเรียนให้ประชาชนคนเขมรได้ร่ำเรียน ยังไม่เคยสำนึก)
ประเทศมรันเอง...แทบไม่มีทรัพยากรอะไรเลย...นอกจากสิ่งมหัศจรรย์ของโลก (นครวัด นครธม) กับบ่อนการพนัน...ถ้าคนไทยไปร่วมมือกับมรันให้มรันฮุบที่ทับซ้อนได้...โดยไม่แบ่งเขตกั้นรั้วลวดหนาม หรือ อะไรก็ได้ ให้ถูกต้องก่อนละก็...รับรองถึงแหล่งพลังงานในทะเลแน่...(อ้ายตักขี้ กับฝรั่ง เช่น ฝรั่งเศส มรันรออยู่แล้ว...อ้ายพวกนี้มรันงก..มรันคิดถึงแต่โคตรเหง้ามรัน มรันไม่เคยคิดถึงคนรุ่นหลังหรอก)
สำนักข่าวต่างประเทศเคยรายงานและแฉด้วยว่า "อ้ายฮวยเซ็ง" กับพวก ขายทรัพยากรของประเทศเขมร จนเกือบจะหมดประเทศอยู่แล้ว...มรันรวยเอารวยเอา...แต่ประชาชนมรันจนมาก...
================================================
วันนี้ได้ดูรายงานข่าว...เขาเล่าว่า "อ้ายตักขี้" มรันนำทรัพย์สินมรันไปลงทุนกับแขก ดูไบ หรือ ซาอุฯ ไม่แน่ใจ (แขกที่โพกผ้ายาวๆ แบบอาหรับเลย)...แล้ว ตักขี้ มรันจะเอาเงินคืน...แขกคนนี้เงินเข้าปากอูฐแล้ว ก็ไม่ยอมคืน...อ้ายตักขี้ จึงให้ นพเหล่ดำเนินการอยู่...
ภาวนาขอให้เป็นเรื่องจริง...ภาวนาขอให้มรันไม่ได้คืน...สมน้ำหน้าอยากทำเวร ทำกรรม ให้กับประเทศชาติ ประชาชน
อำมาตย์ครองเมืองมานานแล้ว
อำมาตย์ครองเมืองมานานแล้ว ไม่เห็นทำประเทศเจริญ ประชาชนเป็นสุขได้เลย ถึงเวลาเปลี่ยนแปลงแล้ว ไม่งั้นคงแพ้ลาวแน่
นี่แหละประชาธิปไตย
นี่แหละประชาธิปไตย เพียงแค่ไม่ถูกใจใครบางกลุ่มก็ลากเหตุผลมาอ้างกันทั้งยึดอำนาจ ยุบพรรคยึดทรัพย์ ที่ไมเคารพเสียงประชาชนเลยแม้แต่น้อยซ้ำกล่าวหากันอย่างหน้าด้านๆ
เบื่อ เบื๊อ
เบื่อ เบื๊อ เบื่อ
เมื่อไหร่บ้านเมืองเราจะเป็นเหมือนเมื่อก่อนนะ
ผู้น้อยเคารพผู้ใหญ่ ผู้ใหญ่บริหารชาติบ้านเมืองใหู้้ผู้้น้อยอยู่สงบสบาย
ไม่ต้องออกมาร้องแรกแหกกะเฌอ ไม่รู้จักที่ทางของตัวเอง
เมื่อก่อนก็อยู่สุขสบายกันแล้วนี่หน่า
อยากกลับไปเหมือนเมื่อก่อนจังเยย
คนพวกนี้เต็มไปด้วย ผลประโยชน์
คนพวกนี้เต็มไปด้วย ผลประโยชน์ พอไม่ได้ประโยชน์ก็ป่วน บ้านเมืองเราบางครั้งให้ความสำคัญมากจนเกินไปทำให้ประเทศชาติเสียหายอย่างที่ไม่ควรจะเสีย เพราะคนเหล่านี้ มันหาผลประโยชนบนความเสียหายของชาติ มาตลอด ปากก็อ้างปกป้องชาติ ปากก้อ้าง เสียงประชาชน แย่
อยู่ห้องกรรมกรแดง
อยู่ห้องกรรมกรแดง ไม่ได้มาเช็คห้องนี้เลยย
เราด่ามัน มันก็หาว่าเราเกี๋ยน เลยเอาสาระมาให้พวกมันอ่านน่ะ
มติชนใครเป็นเจ้าของวะ
มติชนใครเป็นเจ้าของวะ มึงรู้รึเปล่า ไอ้หำเอ้ยยยยย
ไทยโพสเป็นสื่อไม่กี่สื่อที่ไม
ไทยโพสเป็นสื่อไม่กี่สื่อที่ไม่ถูกทักษิณครอบงำหรือซื้อไว้ ข้อมูลเลยไม่เหมือนกับที่พวกมึงรับหรือโดนยัดเยียดให้
เป็นไง เต้นกันใหญ่เลยซิ
หลักคิดแบบนี้
หลักคิดแบบนี้ เห็นได้บ่อยๆ
เป็นคนจำพวก ไม่เข้าใจหลักประชาธิปไตย.
เขมรความจริงมันมีสภาพน้ำดินดี
เขมรความจริงมันมีสภาพน้ำดินดี เหมือนไทย หรือดีกว่าด้วยซ้ำ
แต่ระบบการจัดการไม่ดี ทำให้ปชช.อดอยากปากแห้ง
ไอ้พวกแดงในนี้ทำไมมันอยากให้ประเทศเราเอาแบบไอ้ฮวยเซ็งมัน ไม่เข้าใจ หรือพวกมันโง่จริงๆ
พวกมันเห็นแต่ประโยชน์ตัวเองเท่านั้น ไม่นึกถึงลูกหลานเลย
I Padว่า ไอ้ตักขี้มันกลัวโดนยึด76,000ล้าน เพราะหากมันโดนตัดสินให้ผิด
เงินทรัพย์สินในอังกฤษ สิงคโปร์ บริทิชเวิอร์จิ้น และตอ.กลาง ที่โดนฟริซไว้ มันจะโดนยึดหมด
ตักขี้มันเลยกลัวขี้แตกขี้แตน งานนี้เลยต้องสู้ถวายหัว(หัวไอ้พวกเสื้อแดงน่ะ หัวมันไม่ยอมให้หรอก)
พวกเสื้อแดงในนี้มันไม่เคยพูดหรอก
เฮ้ย ขาดไปคนนึงว่ะ
เฮ้ย ขาดไปคนนึงว่ะ สหายบุษบา ลูกพี่พวกมรึงไงหายไปไหน นี่ก็ตัวการสามัคคีิประชาชนอย่างกว้างขวางมิใช่หรือ
คห #283592
คห #283592 นน//อำมาตย์ครองเมืองมานานแล้ว ไม่เห็นทำประเทศเจริญ ประชาชนเป็นสุขได้เลย ถึงเวลาเปลี่ยนแปลงแล้ว ไม่งั้นคงแพ้ลาวแน่
จะให้แง่คิดนิดหนึ่งนะ ทำไมนะหรือ ก็อำมาตย์เขาไม่มีเจตนาให้ปชชมีอยู่มีกิน อย่างที่ปากเขาพูดออกทีวี เขาพยายามสร้างภาพตลอดมา หากเขามีเจตนาให้ปชชตามท้องถิ่นที่ห่างไกล มีความเป็นอยู่ที่ดีอย่างที่ปากเขาพูด ไม่มีอะไรยากเลย ปานนี้คนไทยไม่มีใครยากจากจน
ตัวอย่างง่ายๆ ให้รัฐบาลออกกฏหมายพัฒนาความเป็นอยู่ของราษฏรทั่วพระราชอาจักรไทย (เป็นกฏหมายพิเศษ) ทุกรัฐบาลต้องดำเนินอย่างจริงจัง ให้สำรวจความเป็นอยู่ของปชชทุกหมู่บ้าน ทุกตำบล ทุกอำเภอ ทุกจว เริ่มให้ความช่วยเหลือปชชที่ยากจนที่สุดเป็นอันดับแรก ที่อยู่อาศัยไม่มี ช่วยสร้างที่อยู่อาศัยให้ มีกองทุนสำหรับประกอบอาชีพให้ มีบุคคลากรให้การอบรมตามสาขาอาชีพ แล้วค่อยพัฒนาขึ้นตามลำดับขั้นของผู้คน 1- 2 - 3 เรื่อยมาตั้งแต่เมื่อ 50 ปีที่ผ่านมา ใครคิดว่าประเทศไทยจะยังมีคนจนไหม
ถ้ามหาอำมาตย์ คิดที่จะทำไม่มีอะไรจะทำไม่ได้ ทุกรัฐบาลคอยสนองอยู่แล้ว แต่เป็นที่น่าเสียดายอย่างยิ่งที่ความจริง ไม่เป็นเช่นนั้น
ว่าาแต่เขาอิเหนาเป็นเอง ตอนที
ว่าาแต่เขาอิเหนาเป็นเอง
ตอนที่ 2 ซุกโครงการ
กรูว่าแร้ว พรวกมรึงสักคนสองคนต้องออกมาดาหน้าโต้ตอบกรู
แหมมม แตะนิดต้องหน่อยทำเป็นสะดีดสะดิ้งเชียวนะมรึง
จะบอกให้กรูไม่เอาเรื่องส่วนตัวของใครมาแฉหรอก
มรึงไม่ต้องร้อนตัว...หรือว่ามรึงก้อมีเรื่องต้องแฉกับเขาด้วยน๊า....
แน๋ะๆๆๆๆๆ อย่านะมรึงๆๆๆๆ
มรึงก้อน่าจะรู้ว่าเรื่องส่วนตัวกับส่วนรวมมันแยกกันได้ง่ายซะที่ไหน
กรูพูดเรื่องนามปากกาคนชื่อ สุรีย์ เอาไว้ล่อเป้าพรวกมรึงเท่านั้นแล่ะ สาดดดดด
มรึงก้อรู้ในสังคมอำมาตย์ เราต้องใช้นามปากกาว่ะ
ประมาณว่าเป็นการปิดลับไงมรึง
จะให้เสียลับได้ไง
เราต้องซุ่มซ่อนยาวนานรอคอยจนหมดโอกาส (เอ้ยยยย ได้โอกาส)
พอช. และบรรดาอำมาตย์ที่พรวกมรึงวิจารณ์เป็นพวกมีอำนาจและเงิน
พรวกมรึงก้อต้องไปของงบประมาณพวกมันด้วยไง
เดี๋ยวมันหมั่นไส้เกินไป...งานนี้ต้องปลอดภัยไว้ก่อนเว้ยยยยยยย
กรูเห็นด้วยกับพรวกมรึงที่วิจารณ์เอ็นจีโออำมาตย์ กับ อำมาตย์เอ็นจีโอ
แต่กรูก้ออยากเห็นพรวกมรึงวิจารณ์พวกเดียวกันด้วย
เอาแบบสามัคคั วิจารณ์ สามัคคี แบบที่ลูกพี่โป๊ะกรูชอบยกมาอ้างเสมอๆ ก้อด้าย
อย่าสองมาตรฐานให้มากนัก
มาเรื่องที่อาจารย์โป๊ะของกรูและของมรึงร้องเรียน พอช.ดีกว่า
แกเขียนจดหมายในนามโครงการพื้นที่ทางสังคมและสื่อทางเลือก
แต่มรึงรู้มั้ย...
นั่นมันแค่โครงการเดียวของแกเท่านั้นนะมึง
แกมีอีกสองโครงการที่เสนอของบประชาสังคมปีแรกพร้อมกัน
สรุปว่าแกมีสามโครงการนะมรึงงานนี้
โครงการแรกคือโครงการพื้นที่ทางสังคมและสื่อทางเลือก (ใส่ชื่อ อ.โป๊ะ)
โครงการที่สองเป็นเรื่องจัดการศึกษาให้คนรุ่นใหม่ (ใส่ชื่อไอ่ต้อก)
ส่วนโครงการที่สามเป็นเรื่องจัดรายการวิทยุ (ใส่ชื่อไอ่นพ)
เฮ้ยยยยยยย...ลูกพี่กรูซุกโครงการไว้นี่หว่า
พอไม่ได้ก้อต้องร้องเรียนสิวะ
แมร่งเสนอตั้งสาม ไม่ได้สักโครงการเดียวเลยมรึง
การพิจารณาโครงการของพวก พอช.ก้อจัญไรแบบที่ อ.โป๊ะแกว่าน่ะแล่ะ
แต่ลูกพี่กรูก้อไม่น่าซุกโครงการเลยไอ้ห่า
มันไม่ผิดหรอกที่จะเขียนหลายโครงการน่ะ
แต่ว่ายืมชื่อคนอื่นมาใส่นี่สิ มันยังไงๆ อยู่น๊า กรูว่า
หมดความสง่างามเลยว่ะ
เขารู้กันทั้งภาคว่าไอ่นพ กับไอ่ต๊อกน่ะ ไม่ได้ลงไม้ลงมือเขียนโครงการเวรตะไลนั่นหรอก
อ.โป๊ะล้วนๆ ปั่นโครงการ แล้วใส่ชื่อไอ่สองคนนั่นน่ะ
แล้วคนจัดการงบถ้าได้มาก้อใครล่ะมรึงงงงง
อ.โป๊ะคนเดียวสิ สาดดดดดดดดดดดดดดด
มรึงดูสิ ถ้าไอ่สองคนมันเป็นเจ้าของโครงการจริง มันต้องร่วมลงมือชื่อกับ อ.โป๊ะสิมรึง
แต่ถ้ามันลงชื่อกัน กรูวางานนี้มีตายสามศพอย่างน้อย เหอๆๆๆๆ
มึงอาจจะว่าไม่แปลกนี่ซุกโครงการแบบลูกพี้กรูใครเขาก้อทำกันว่ะ
มึงพูดอย่างนั้นก้อได้
แต่มรึงก้อรู้ว่ามันเป็นเรื่องจริยธรรม และ ธรรมาภิบาล ที่ อ.โป๊ะเรียกร้องหานั่นแล่ะมรึง
ไอ่พวกกรรมการพิจารณาโครงการประชาสังคมภาคเหนือปีที่แล้วก้อซุกโครงการ
มีผลประโยชน์ทับซ้อน ใส่ชื่อคนนั้นคนนี้แทน แล้วงบไปกองรวมกันที่เดียว แบบที่อ.โป๊ะ ด่าไว้นะแล่ะ
ถ้าอ.โป๊ะไม่ทำแบบเขาแล้วเรียกร้องหาความยุติธรรมกรูไม่ว่า
แต่นี่แกก้อทำแบบเดียวกันกับเขาไง
กรูก้อเลยอดไม่ได้
มึงเข้าใจมั้ย สาดดดด
กรูมีตอนสามต่อแน่ มึงไม่ต้องรอแบบเต้นระทึกหฤทัยแม่งอะไรนั่นหรอก
กรูรำคาญ
BBBBBBB BBBBBBB ไม่ว่าคุณจะเป
BBBBBBB
BBBBBBB
ไม่ว่าคุณจะเป็น NGO หรือ NGV หรือ แก๊ซโซฮอลล์ !!........
ถ้าอยากรู้กำพืดทั้งด้านกว้างด้านยาวและด้านลึกของ NGO มากกว่านี้
โปรดลากเม้าส์คลิกไปอ่านให้ซาโตริยิ่งๆขึ้นได้ที่ :
www.thaienews.blogspot.com
(เฮียเอ็นโตดีฯแกเม้าท์มันส์ๆประจำอยู่ที่เว็บนี้)
-----------------------------------------------------------------
คำเตือน:
โปรดสวมเสื้อกันหนาวก่อนจะคลิกไปอ่าน
เพราะอ่านแล้วจะห น า ว ว์ ว์ มั่ ก ๆ..............
:)
BBBBBBB
BBBBBBB
ทางเหนือปีนี้
ทางเหนือปีนี้ โปร่งใสคะ
หลังจากปีที่แล้วมีการร้องเรียน
พี่ชัช พี่สวิง ปีนี้ไม่รับเป็นกรรมการค่ะ
ไม่รู้เพราะอะไร
กรรมการพิจาณา
ก็มีการให้ทุกโครงการนำเสนอค่ะ
มาให้ทุกคนได้แลกปล่ยนซักถามด้วย
มีส่วนร่วมนะคะ
ไม่เหมือนปีที่แล้ว ชงกันกินกันเองค่ะ
ส่วนเรื่อง ซุกโครงการไหม
หนูว่าไม่ใช่
แต่อ โป๊ะ เขียนให้จริง หนูรุ้ ถามต๊อก แล้วด้วย
เขาคุยหลักการกัน ก่อน เห็นด้วยกัน
แบ่งกันรับผิดชอบงานค่ะ การบริหารงบประมาณด้วย
เขาทีมเดียวกัน ไม่เอาอำมาตด้วย
ที่ผ่านมาการบิรหารงบประมาณ มีพวกอาจารย์มชเป็นกรรมการ เบิกจ่ายงบประมาณคะ
ไม่ใชอโป๊ะ จัดการคนเดียวนะคะ
กลุ่มเป้าหมายก็คนละกลุ่ม
คนหนึ่งทำสื่อ คนหนึ่งทำคนรุ่นใหม่ คนหนึ่งทำวิชาการ
แต่เป้าหมายเดียวกัน
เหมือนเอ็นจีโอสายอำมาตยละ
คนหนึ่งทำ อย่างหนึ่ง อีกคนทำอย่างหนึ่ง เป้าหมายเดียวกัน แนววัฒนธรรมชุมชนเหมือนกัน
แต่รับผิดชอบคนละกลุ่มเป้าหมาย
ถาม บารมีได้ เขารู้ดี
ไม่เกี่ยวกับธรรมาภิบาล หรือผิดจริยธรรมตรงไหนเลยนะคะ
แต่ทีมเขาไม่ได้สักโครงการของทีมนี้ แต่เขาให้แต่พวกเอ็นโตดีอำมาตยซึ่งมีงบมากกันอยู่แล้วด้วย
ลองถาม ซิคะคุณ
แต่ปีนี้ดีคะ โปร่งใสทางเหนือโปร่งใสคะ คุณพี่
เอางี้ดีไหมคะ
เอางี้ดีไหมคะ หนูว่า
นักเอ็นจีโอทั้งหลาย
ควรเปิดเผยบัญชีทรัพนสิน ว่าพอเพียงยัง เหมือนพวกสส ที่เปิดเผยกัน
ควรบอกกล่าวว่า ทำกี่โครงการ งบประมาณโครงการละเท่าไร
รับเงินเดือนกี่โครงการ เบี้ยเลี้ยงประชุมครั้งละเท่าไหร่
เป็นกรรมการกันกี่ชุด กี่โครงการ
ควรมีเงินเดือนเท่าไหร่จึงเหมาะ สม พอเพียงกัน กับครอบครัว
น่าจะยินดียิ่งสำหรับวงการนะคะ
จริงๆ แล้ว มีเยอะนะ ด็อกเตอร์
จริงๆ แล้ว มีเยอะนะ ด็อกเตอร์ แต่พวกเขาไม่เคยเล่น อินเตอร์เนต ถามป้าข้างบ้าน ลุงตรงข้าม
แม้แต่ขับรถไปจอด ถามคนตัดหญ้าข้างทาง คุยดีๆ เขาจะเผยไต๋เลยว่า เขาก็เสื้อแดงนะ แต่พวกเขา
ไม่ค่อยเผยตัว เพราะกลัวอำนาจรัฐ กะ อำมาตย์
รออ่านอยุ่นะจ๊ะที่รัก
รออ่านอยุ่นะจ๊ะที่รัก
ไอ้เด็กชายบุ่ย มึงไปไกลๆตรีนก
ไอ้เด็กชายบุ่ย
มึงไปไกลๆตรีนกรูเลย เอาไป2บาทโลด สราดดดด...
ไอ้เด็กชายเฟียมมันอยู่ไหนฟระ???
คิกคักคิกคัก ... เอิ๊กๆๆ
คิกคักคิกคัก ... เอิ๊กๆๆ
อัตรเงินเดือนตั้งแต่
อัตรเงินเดือนตั้งแต่ สามพัยถึงสามแสนหนู!!!!
อย่ามาทำไร้เดียงสาหลอกด่าป๋า
เบี้ยประชุมไม่เกี่ยว ประมาณหมื่นถึงร้อยเท่านั้น
ปล.ร้อยน่ะสำหรับพวกชาวบ้านเท่านั้นแหละ
สำหรับหมื่นน่ะมันระดับป๋า!!!!!
อยากรู้เรื่องป๋านักปฏิวัติสายเครื่องราชฯไหม....
ตอนนีมีข้อมูลอยู่สองตัวนะ
ตราบใดที่ประเทศไทยมี NGO
ตราบใดที่ประเทศไทยมี NGO ที่รับเงินจากต่างชาติ ไทยก็ไม่เจริญตราบนานเท่านาน เชื่อเถิด โรงไฟฟ้านิวเคลียร์อย่าหวัง ขยายภาคอุตสาหกรรมอย่าหวัง
ทำไมต้องไปเสียดสีท่านด้วยครับ
ทำไมต้องไปเสียดสีท่านด้วยครับ ถึงไม่เจาะจงเค้าก็รู้กัน
งั้น.....มันน่าจะ ngoo
งั้น.....มันน่าจะ ngoo มากกว่า ngo นะ กูว่า
เพราะ มันลอกคราบได้นี่หว่า
อิ อิ อิ กร๊ากกกกกกกก กั่กกกกกกกๆๆๆๆๆๆๆๆๆ
อ้าย เล็บเหม็น
อ้าย เล็บเหม็น จ๊ะ....
มึงอยากรู้นักหรือว่าใครคือ สุรีย์
เธอเป็นนามปากกาของแอ๊คติวิสต์หญิงเหล็ก คือ "มารขาว" หรือ สมญานามว่า "จ๋า"...อ้าย เล็บเหม็น จะรุ้จักมั๊ยหน้อ...เฮ้อ...
ปัญญาอ่อนกันทั้งหมด พวกแดง
ปัญญาอ่อนกันทั้งหมด
พวกแดง ก็อ้าง"ซ้าย" อ้างทักษิณ มั่วกันไปกันมา
พวกเหลืองก็อ้างสิ่งศักดิ์สิทธิ อ้างบารมีนอกรัฐธรรมนูญ
มนุษย์หนอ หลงมัวเมาอยู่กับความเชื่อ งมงายกันอย่างไม่รู้ตัวเลย
หมดหวังกับคนไทยจริงๆ
ตูเกี่ยวอะไรด้วยฟะ
ตูเกี่ยวอะไรด้วยฟะ เรื่องนี้ตูไม่เกี่ยวนะเว้ย เจี๊ยวยังเล็กอ้ะ
ทำไมคนเขียนจึงปากจัดเกินคน
ทำไมคนเขียนจึงปากจัดเกินคน เพราะอ่านแล้วไม่ได้เรียนรู้อะไรเลย มีแต่เรื่องรู้ไส้พุงกันสว่นตัวแล้วเอามาด่าว่า.. แม่งเลววะ
พอๆกับตอนที่ผู้ว่าฯสมัครพาคน กทม. ไล่ล่าคนปากมูลออกจากลานพระรูปนั่นแหละ เล่นเอาทักษินดีใจปล้อ พาชาวบ้านขีเฮลิคอปเตอร์แก้คตวามยากจนบนฟ้าได้เลย มันงี่เง่าพอกับสมัยที่ทักษิณโชว์การแก้ไขความจนที่อาจสามารถ ที่โชว์ความเก่งของทักษิณ ที่โครตเก่งด้านเดียว แต่ไม่เห็นว่าชาวบ้านได้เรียนรู้หรือได้มีส่วนร่วมในการแก้ไขปัยหาของตนเอง และการปัญหานั้น ไม่ทราบว่าทักษินเห็นว่ามันเป็นปัญหาที่จักต้อง (โชว์) แก้ไขผ่านทีวี หรือว่ามันเป็นปัญหาที่เป็นปัญหาจริงๆของชาวบ้าน ซึ่งต้องการที่จะคิดค้นแก้ไขปัญหาของตัวเองด้วยตัวเองจริงๆ
ทำไมไม่ส่งเสริมให้ช้าวบ้านเรียนรู้การใช้เงิน การลงทุน การบัญชี การรู้จักรับผิดชอบการเงินส่วนตนและสว่นรวม แทนที่จะจ่ายเงินให้ หรือระบายเงินให้ท้องถิ่นใช้อย่างเดียว
เห็นด้วย..แฉแมร่งเลย.พวก..NGO
เห็นด้วย..แฉแมร่งเลย.พวก..NGOs...สาดดด พวกแดกเจ..ท่องพอเพียง..พ่นคาถา..คากๆๆๆๆ...ถุยยยยยยๆๆ..ใส่ชาวบ้านทั้งวันทั้งคืน แต่เห็นช่องขอโครงการแมร่งตาเหลือก ไม่รู้จักพอ และไม่ทำมาหาแดรกอะไร ...สาดดดด ชาวบ้านได้อย่างมากก็ค่าอาหารไม่เกินร้อยและถูกบังคับให้แดกเจ..ด้วยนะสาดดด กรูอยากแดรกก้อยๆๆว้อย.. เสียงชาวบ้านบ่นจริงอ้ายสาดดดด..
555
555 กรูมาอีกแล้วววว
พูดถึงเรื่อง ngos กรูก็รู้จัก คนนึง ในระดับผู้ปฏิบัติ ไม่ใช่หัวแถวนะ เห็นเขาคุยเคยไปนั่งกินข้าวกับ ประเวศ วะสี ด้วย
( อันนี้ มันพูดเองนะ ) แมร่... งานการไม่มีทำ คอยดูแลผลงาน เพื่อหลอกทุนต่างชาติ ตอนหลังมานี่แจ่มเลย
มีเงินลงทุนกิจการส่วนตัว เกือบๆ ล้าน กรูเองต้องวิ่งกู้แบงค์ แต่มันมีเงินไหลมาเอง เห็นมันนั่งซดเบียร์แล้ว
อดภูมิใจ กับมันไม่ได้ ไม่ขอเปิดเผยชื่อ เด่ววงแตก
FgMcKLME Cheapest Cialis
FgMcKLME Cheapest Cialis Xanax Ambien Buy Phentermine Ativan Valium
QnpgBqc Ambien Buy
QnpgBqc Ambien Buy Phentermine Viagra Ativan Cheap Valium Cheap Xanax
JgLQBKYL Cheap Valium
JgLQBKYL Cheap Valium Phentermine Cheap Ativan Tramadol Ambien
cEmxBK Cheapest Cialis
cEmxBK Cheapest Cialis Phentermine Cheap Xanax Cigarettes Rolex Watches
FAwGCcq Cheapest Cialis Buy
FAwGCcq Cheapest Cialis Buy Ativan Ambien Phentermine Cartier Watches