เสวนา: มองอนาคตไทยจะเป็น “นกกระจอกเทศหลอกตัวเอง” หรือ “ฟลามิงโก้โบยบิน” ?!
(28 ม.ค. 2553) สยามอินเทลลิเจนซ์ยูนิต หรือ SIU ร่วมกับ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และมูลนิธิฟรีดิช เนามัน ประเทศไทย จัดงานเสวนา “ก้าวข้ามความขัดแย้งสังคมไทย” โดย อิสริยะ ไพรีพ่ายฤทธิ์ จาก สยามอินเทลลิเจนซ์ยูนิต นำเสนอเรื่อง “Scenarios เครื่องมือในการแก้ปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองไทย”
ต่อด้วย “การเสวนาโต๊ะกลม: ทางออกประเทศไทยในความขัดแย้ง” โดยมีจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรักษาการหัวหน้าพรรคไทยรักไทย ประวิตร โรจนพฤกษ์ ผู้สื่อข่าวหนังสือพิมพ์เดอะเนชั่น และ เอกพันธุ์ ปิณฑวณิช นักวิชาการจากศูนย์ศึกษาและพัฒนาสันติวิธี มหาวิทยาลัยมหิดล ร่วมการเสวนา ขณะที่สุริยะใส กตะศิลา เลขาธิการพรรคการเมืองใหม่ ไม่สามารถเข้าร่วมเสวนาในครั้งนี้ได้เนื่องจากติดภารกิจด่วนต้องไปให้ข้อมูลกับ กกต.
Scenario: ว่าด้วยการประเมิน พยากรณ์ และกำหนดอนาคตร่วมกัน
อิสริยะ ไพรีพ่ายฤทธิ์ เริ่มต้นโดยกล่าวอธิบายถึง กระบวนการฉายภาพฉากทัศน์อนาคต (Scenario) ว่าเป็นเครื่องมือพยากรณ์อนาคตในเชิงวิทยาศาสตร์ เพื่อให้เตรียมรับมือกับอนาคตได้ถูก โดยอาศัยการให้คนจำนวนหนึ่งร่วมเสนอความคิดแลกเปลี่ยน (Brainstorm) กันเพื่อประเมินอนาคตออกมาในหลายรูปแบบ และลดเหลือเพียงอนาคตซึ่งเป็น Scenarios ที่น่าจะเกิดขึ้นมากที่สุดไม่กี่รูปแบบ
ในเอกสารและการบรรยายของอิสริยะ ได้ยกตัวอย่างการใช้วิธี Scenario กับประเทศแอฟริกาใต้ซึ่งเคยมีความขัดแย้งทางการเมืองในช่วงที่มีนโยบายแบ่งแยกสีผิว ที่ทำให้ชาวผิวดำซึ่งมีอยู่ 79% กลายเป็นทาสถูกกดขี่ และไม่มีสิทธิ์ออกเสียงเลือกตั้งผู้ปกครอง และขณะที่ชาวผิวขาว 10% เป็นชนชั้นปกครอง จนทำให้เกิดความขัดแย้งระหว่างสีผิวภายในประเทศ และเกิดการจลาจลบ่อยครั้ง
อิสริยะ บรรยายต่อถึงรัฐบาลสมัยประธานาธิบดี เดอ เคลิร์ก (De Clerk) ซึ่งเป็นรัฐบาลผิวขาวหัวก้าวหน้าที่ยกเลิกนโยบายแบ่งแยกสีผิว ปล่อยตัวผู้นำการเมืองฝ่ายผิวดำ เนลสัน แมนเดลลา และอนุญาตให้คนผิวดำสามารถออกเสียงเลือกตั้งได้ จนทำให้วิกฤติคลี่คลาย และพัฒนาประเทศต่อไปได้
ผู้บรรยายกล่าวถึงวิธีการ Scenario ในแอฟริกาใต้ ที่มีการนำผู้เกี่ยวข้องจากทุกฝ่ายทั้งฝ่ายซ้าย ฝ่ายขวารัฐบาล ฝ่ายค้าน รวมถึงผู้นำชนเผ่าต่างๆ มากร่วมประชุมเพื่อมองหาอนาคตร่วมกัน ในโครงการที่ชื่อ โครงการมองต์เฟลอร์ (Mont Fleur Scenario) ซึ่งไม่เน้นให้เกิดการแตกหักในการสนทนา แต่เป็นการกระตุ้นให้ถกถียงกันว่าในอีก 10 ปี ข้างหน้าเราอยากเห็นอนาคตแบบไหน
จากโครงการณ์มองต์เฟลอร์ ทำให้เกิดการสรุปอนาคตออกมา 4 รูปแบบคือ นกกระจอกเทศมุดหัวลงในพื้นทราย (Ostrich) ซึ่งเป็นอนาคตที่ทุกฝ่ายไม่ต้องการเจรจา รัฐบาลผิวขาวไม่สนใจคนผิวดำ และยังคงเป็นรัฐบาลที่ปกครองต่อไป ต่างฝ่ายต่างไม่สนใจปัญหาเหมือนนกกระจอกเทศที่มุดหัวลงในดินไม่สนใจสิ่งแวดล้อมข้างนอก
แบบต่อมาคือ เป็ดง่อย (Lame Duck) คือมีรัฐบาลผสมของคนผิวขาวและผิวดำ แต่ก็ยังไม่สามารถตกลงกันได้ ต่างฝ่ายต่างยังไม่ไว้ใจกัน ทำให้รัฐบาลไม่มีเสถียรภาพ
อีกแบบหนึ่งคือ อิคารัส (Icarus) ที่ประเมินว่ารัฐบาลผิวดำจะได้รับชัยชนะ แต่ก็ต้องอาศัยนโยบายประชานิยมเพื่อได้รับการสนับสนุน จนทำให้ขาดดุลงบประมาณ และเกิดปัญหาในระยะยาว เช่น อิคารัสในปกรณัมกรีกที่สร้างปีกจากขี้ผึ้งแล้วบินได้ แต่เป็นปีกที่ไม่ยั่งยืน พอเข้าใกล้แสงอาทิตย์ก็ละลายและร่วงหล่นลงมา
และอนาคตแบบสุดท้ายคือ นกฟลามิงโกโบยบิน (Flight of the Flamingos) เป็นอนาคตที่ทั้งคนผิวขาวและผิวดำสามารถตกลงกันและอยู่ร่วมกันได้อย่างสันติ รัฐบาลมีเสถียรภาพ มีธรรมาภิบาล
จากนั้นจึงมีการนำอนาคตทั้งสี่แบบนำเสนอออกสู่สาธารณะ จนทำให้ เดอ เคลิร์ก ต้องกล่าวออกสื่อว่า “พวกเราไม่ใช่พวกนกกระจอกเทศ” ทำให้ต่อมามีการยกเลิกนโยบายแบ่งแยกสีผิวและประชาชนผิวดำสามารถให้สิทธิ์เลือกตั้ง ทำให้ความขัดแย้งคลี่คลายได้ในที่สุด
อิสริยะ กล่าวต่ออีกว่า จากความสำเร็จของโครงการมองต์เฟลอร์ ทำให้มีการนำวิธีการเดียวกันนี้มาใช้กับประเทศที่มีเสถียรภาพทางการเมืองต่ำ หรือมีความขัดแย้งเรื่องการแบ่งแยกดินแดน เช่น สเปน, ไอร์แลนด์เหนือ, กัวเตมาลา ฯลฯ
จากนั้นจึงเสนอว่ากรณีของประเทศไทยที่มีความขัดแย้งทางการเมืองระหว่างเสื้อแดง กับเสื้อเหลือง เราจะสามารถนำวิธีการ Scenario มาใช้ได้หรือไม่ หรือมีวิธีการอื่นๆ ที่สามารถจัดการกับความขัดแย้งได้
จาตุรนต์: รัฐประหารไม่เกิดในเร็ววัน แต่จะมีการทำลายฝ่ายตรงข้ามด้วยกระบวนการทางกฏหมาย
จาตุรนต์ ฉายแสง กล่าวว่าความขัดแย้งในสังคมไทยจะมีต่อไปและไม่มีแนวโน้มจะลดลงง่ายๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ลงมติไม่ให้มีการแก้รัฐธรรมนูญอีกต่อไป ทำให้ต้องรอไปจนถึงรัฐบาลสมัยถัดไปหากต้องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ
จาตุรนต์ บอกอีกว่าต่อให้มีการเลือกตั้งทำให้ได้รัฐบาลชุดใหม่มา ก็ยังจะมีคนอีกกลุ่มที่ไม่พอใจ และทำให้เกิดการต่อต้านอีก เขาจึงมองว่าความขัดแย้งในสังคมไทยมาจากกลุ่มที่ไม่ได้รัฐบาลที่ตนเองปรารถนาจากนั้นจึงออกมาต่อต้านแล้วนำไปสู่การรัฐประหาร
ในกรณีดังกล่าว จาตุรนต์ มองว่า สังคมไทยไม่มีวิธีการจัดการเรื่องความขัดแย้งในแบบประเทศที่เจริญแล้ว แต่ถอยหลังกลับใช้วิธีการแบบรัฐประหาร แล้วอ้างให้ทุกคนยอมรับกติกาปัจจุบัน ซึ่งเป็นกติกาของรัฐธรรมนูญซึ่งร่างขึ้นมาอย่างไม่เป็นประชาธิปไตย เนื่องจากรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตยถูกล้มล้างไปแล้วโดยรัฐประหาร จากนั้นจึงอาศัยรัฐธรรมนูญที่ร่างขึ้นไปล้มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง
เกี่ยวกับเรื่องข่าวลือรัฐประหารที่เกิดขึ้นช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา จาตุรนต์ประเมินว่า อาจจะยังไม่เกิดรัฐประหารใน 2-3 วันนี้ แม้จะได้ยินข่าวจากวงในว่ามีผู้นำกองทัพบางคนจ้องทำรัฐประหาร เพราะในระยะนี้เขาจะอาศัยกลไกทางกฏหมายจัดการไปก่อน ซึ่งตรงนี้อาจทำให้คนเริ่มเชื่อถือกระบวนการทางกฏหมายน้อยลง
จาตุรนต์มองว่า จุดหักเหที่สำคัญคือวันที่ 26 ก.พ. ซึ่งเป็นวันตัดสินคดียึดทรัพย์อดีตนายกฯ ทักษิณ ดูจากพฤติกรรมของฝ่ายต่างๆ ออกมาบอกว่าพอตัดสินคดียึดทรัพย์แล้วจะมีความรุนแรงมากขึ้น ฝ่ายความมั่นคงก็บอกว่าจะเกิดความรุนแรงและเตรียมรับมือ ทาง คตส. ก็ออกมาเปิดเผยข้อมูลทางสื่อโดยที่ศาลยังไม่ติดสิน
จากการประเมิน จาตุรนต์เชื่อว่า ผลการตัดสินจะออกมาว่า ให้ยึดทรัพย์สินทุกบาททุกสตางค์ จนทำให้ประชาชนเชื่อถือกระบวนการยุติธรรมในประเทศนี้น้อยลง จากนั้นก็จะทำให้เกิดความแตกต่างหลากหลายมากขึ้น และรัฐก็จะหาสาเหตุเพื่อขยายผลปราบปรามรุนแรงยิ่งขึ้นด้วย
ในเรื่องของ Scenario จาตุรนต์กล่าวเปรียบเทียบอนาคตของประเทศไทยว่าอยู่ในระดับนกกระจอกเทศมุดหัวลงในพื้นทราย (Ostrich) ที่ไม่สามารถลงรอยกันได้ในเรื่องความขัดแย้ง
อัด ‘องค์กรไม่อิสระ’ เล่นพวก ตัวแปรรัฐประหาร
ในเรื่องของการหาจุดร่วม จาตุรนต์ มองว่าคู่ขัดแย้งในไทยหาจุดร่วมได้ยาก แม้จะมีจุดร่วมเรื่องการตรวจสอบ แต่ในเรื่องวิธีการต่างกัน ฝ่ายหนึ่งเห็นว่าองค์กรอิสระที่มีอยู่ตอนนี้ดีอยู่แล้ว ขณะที่อีกฝ่ายเห็นว่าองค์กรอิสระไม่เป็นอิสระจริง เพราะถูกตั้งโดยคณะรัฐประหาร
จาตุรนต์เรียกแทนองค์กรอิสระว่า ‘องค์กรไม่อิสระ’ โดยกล่าวว่า ‘องค์กรไม่อิสระ’ ซึ่งเอียงข้างไปทางฝ่ายหนึ่ง เมื่อเกิดการยุบสภา เลือกตั้งใหม่ ทำให้ได้รัฐบาลที่มาจากเสียงข้างมาก แต่ทาง ‘องค์กรไม่อิสระ’ ก็จะหาเรื่องล้มรัฐบาลโดยอาศัยการอ้างรัฐธรรมนูญที่มาจากการรัฐประหาร และใช้ในการปิดกั้นเสรีภาพ
ขณะเดียวกันถ้ารัฐบาลฝ่ายเดียวกับ ‘องค์กรไม่อิสระ’ ได้ขึ้นมามีอำนาจ ก็จะเกิดการคอร์รัปชั่นมากขึ้นเรื่อยๆ แล้วทหารก็จะหาเรื่องรัฐประหาร
จาตุรนต์เสนอว่า เราจึงควรสร้างค่านิยมให้มีการเกลียดชังรัฐประหาร เพื่อให้มาปัญหาความขัดแย้งกันในระบบ และต้องให้ประชาชนส่วนใหญ่มามีส่วนร่วมให้ได้มากที่สุด
“เรามีกลไกอื่นอีกมากมายในการแก้ไขในระบบ แต่เราปล่อยให้ผู้มีอำนาจสร้างความชอบธรรมกับกลไกที่มันผิด” จาตุรนต์กล่าว
ประวิตร เปรยฝ่ายขัดแย้งเข้าร่วมไม่ครบ วิธีการมองเฟลอร์ก็ไม่ได้ผล
ประวิตร โรจน์พฤกษ์ ผู้สื่อข่าวจากเดอะเนชั่น บอกว่ารัฐประหาร 19 ก.ย. มีส่วนสำคัญในการปลุกประชาชนทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วยกับทักษิณให้ลุกขึ้นมา
ประวิตร กล่าวถึงข่าวลือเรื่องรัฐประหารในช่วงที่ผ่านมาว่า ตัวเขาเองไม่ใช่เสื้อแดงและเสื้อเหลือง แต่รู้จักรุ่นน้องเสื้อแดงคนหนึ่ง ซึ่งโทรมาหาท่าทางวิตกจริตในเรื่องรัฐประหาร และเล่าว่าวิทยุของกลุ่มคนเสื้อแดงก็คอยมอนิเตอร์เรื่องนี้อยู่โดยตลอด
ผู้สื่อข่าวเดอะเนชั่นให้ความเห็นว่า การแก้ปัญหาด้วยการรัฐประหารเป็นเรื่องไร้วุฒิภาวะ ทำให้สังคมไทยย่ำอยู่กับที่ ในช่วงรัฐประหาร 19 ก.ย. มีบางคนที่คิดว่าการรัฐประหารจะทำให้ความขัดแย้งจบลง
“แต่ถ้ามันเป็นเรื่องจริง เราก็คงไม่ต้องมานั่งเสวนากันในวันนี้” ประวิตรกล่าวและเสนอว่าปัญหาอย่างหนึ่งคือการมองความขัดแย้งว่าเป็นเรื่องไม่เป็นธรรมชาติ ทำให้หันมาจัดการปัญหาด้วยวิธีการรัฐประหารหรือการใช้กำลัง หรือมีการอาศัยอำนาจจากนอกระบบมาใช้ เช่น การเรียกร้องรัฐบาลพระราชทานของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ซึ่งมุมมองปฏิเสธความขัดแย้งและการจัดการปัญหาเช่นนี้ ไม่เป็นประชาธิปไตย
ขณะที่จาตุรนต์มองอนาคตเมืองไทยเปรียบเหมือนนกกระจอกเทศมุดหัวลงในพื้นทราย (Ostrich) ประวิตร เปรียบอนาคตประเทศไทยว่าเป็น อิคารัส (Icarus)เนื่องจากประเทศไทยมักพึ่งพาสถาบัน พึ่งพาทหารมาก ซึ่งไม่ได้ยั่งยืน
โดยประวิตร พูดเปรยถึงการจัดเสวนาครั้งนี้ว่า วิธีการ Scenario แบบมองต์เฟลอร์ ต้องมีฝ่ายที่ขัดแย้งกันมาเข้าร่วม แต่ในวันนี้คุณสุริยะใสไม่มาเข้าร่วมวิธีการมองต์เฟลอร์ก็ไร้ประโยชน์
ในเรื่องการใช้ความรุนแรง ประวิตรมองว่าการลิดรอนสิทธิเสรีภาพทางการเมือง จากการรัฐประหาร 19 ก.ย. ก็ถือเป็นความรุนแรงรูปแบบหนึ่ง และเสนอว่าควรจะจัดการกับความขัดแย้งอย่างสันติและเป็นประชาธิปไตยมากขึ้น
เอกพันธ์: เราไม่เคยใช้กลไกอื่นจัดการความขัดแย้ง คุ้นแต่การฟ้องผู้ใหญ่
ทางด้านเอกพันธุ์ ปิณฑวณิช นักวิชาการจากศูนย์ศึกษาและพัฒนาสันติวิธี มหาวิทยาลัยมหิดล มองว่าความขัดแย้งเป็นเรื่องธรรมชาติ และควรปล่อยให้มันเกิดขึ้นต่อไปตราบใดที่มันยังไม่นำไปสู่ความรุนแรง แต่คนไทยมักกลัวคำว่าความขัดแย้ง โดยคนไทยเองก็ไม่เคยมีความขัดแย้งที่ยาวนานขนาดนี้ และไม่เคยใช้กลไกจัดการกับความขัดแย้งอื่นใดเลยนอกจากการรัฐประหาร เราไม่เคยมีพัฒนาการเลย
เอกพันธ์ กล่าวอีกว่า คนไทยคุ้นชินกับวัฒนธรรมอำนาจนิยม ยกตัวอย่างเรื่องเล็กในชีวิตประจำวันเช่น เวลาที่ทะเลาะกันก็มักหาทางออกโดยการไปฟ้องผู้ใหญ่ ซึ่งเป็นการอาศัยอำนาจให้มาจัดการปัญหา
ในเรื่องการมีจุดร่วมกัน เอกพันธ์ มองว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญอาจเป็นประเด็นที่สร้างการมีส่วนร่วมในความขัดแย้งของหลายๆ ฝ่ายได้ แต่ในตอนนี้ไม่สามารถนำมาเป็นประเด็นได้อีกแล้ว
เอกพันธ์ บอกว่าการแบ่งฝักแบ่งฝ่ายเป็นเรื่องปกติ เราอาจยังไม่ต้องถึงขั้นก้าวข้ามมัน แต่ต้องเรียนรู้จะอยู่กับมัน โดยการก้าวข้าม ควรเป็นการก้าวข้ามตัวตนของแต่ละฝ่ายแทน
เลิกลดทอนความเป็นมนุษย์ฝ่ายตรงข้าม เลิก ‘ชาบูๆ’ ไอดอล นี่ไม่ใช่เรียลลิตี้โชว์
ประวิตร เสนอว่า เราควรยุติการทำให้ฝ่ายตรงข้ามดูไม่เป็นมนุษย์ หรือคือการดูถูก ลดทอนความเป็นมนุษย์ (dehumanize) เช่น ที่สื่ออย่างผู้จัดการที่พาดหัวว่ารัฐบาลส้นตีนแดง มีการเรียกว่าควายแดง หรือที่พบในเว็บบอร์ดประชาไทที่มีคนใช้คำว่าสาวกเจ๊กลิ้ม เราไม่ควรมองว่าฝ่ายตรงข้ามโง่ ไร้ความเป็นมนุษย์ อยู่ภายใต้โฆษณาชวนเชื่ออยู่ตลอดเวลา ควรมองว่าเขาอาจมีความบริสุทธิ์ของตัวเองอยู่ก็ได้
ประวิตร กล่าวถึงเรื่องสื่ออีกว่า สื่อเสื้อแดงส่วนใหญ่มักไม่เชื่อใจสื่อหลัก ซึ่งรวมถึงเดอะเนชั่นด้วย เพราะคิดว่าไม่เป็นกลาง จึงคิดว่าการหาจุดร่วมทำได้ยาก เนื่องจากมีความไม่ไว้ใจกันอยู่
ผู้สื่อข่าวเดอะเนชั่นให้ความเห็นอีกว่า ตัวผู้นำของแต่ละฝ่ายเองไม่ควรทำตัวเป็นไอดอล ยกตัวอย่างเช่นการที่คุณสนธิ ลิ้มทองกุล แต่งชุดขาวพรมน้ำมนต์ หรือการที่คุณณัฐวุธ ไสยเกื้อ ออกหนังสือ “ชกข้ามรุ่น” โดยแต่งตัวเป็นนักมวย ผู้ให้การสนับสนุนฝ่ายต่างๆ ก็ไม่ควรเชียร์ผู้นำตัวเองในระดับความเป็นไอดอล
“ไม่เช่นนั้น มันจะกลายเป็นเรียลลิตี้โชว์ทางการเมืองไป” ประวิตร กล่าว
คำชี้แจง
เว็บไซต์ประชาไท ให้บริการพื้นที่แสดงความคิดเห็นต่อข่าวและบทความแบบสาธารณะ ขอความร่วมมือในการแสดงความคิดเห็นโดยเคารพกฎหมาย, ความเห็นที่แตกต่าง และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของผู้อื่น
- ประชาไทแสดงหมายเลขไอพี* ของผู้โพสต์ประกอบความเห็นเสมอ
- ประชาไทไม่มีนโยบายกรองข้อความก่อนการแสดงผล
- อย่างไรก็ตามขอสงวนสิทธิ์ในการปิดการแสดงความเห็นที่ไม่เป็นไปตามกติกาหากตรวจสอบพบภายหลัง
ทั้งนี้ข้อความที่โพสต์จะยังไม่ปรากฎในทันที ซึ่งเป็นข้อจำกัดด้านเทคนิค
จึงเรียนมาเพื่อทราบและขอบคุณในความร่วมมือ
* หมายเลขไอพีปัจจุบันใช้เป็นข้อมูลที่เชื่อมโยงกลับไปที่ข้อมูลการเชื่อมต่อ อินเทอร์เน็ต ซึ่งอาจระบุไปถึงแหล่งที่มาการโพสต์หรือบุคคลที่โพสต์ได้ นอกจากนี้ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ มาตรา 26 กำหนดให้ผู้ให้บริการต้องเก็บข้อมูลจราจรคอมพิวเตอร์ไว้ 90 วัน












*ชนชั้นนำ ทำนา
*ชนชั้นนำ ทำนา บนหลังคน
ครองโภชผล ส่วนใหญ่ ไว้เต็มที่
เป็นมานาน ก่อนวันนั้น จนวันนี้
ก็ยังมี การทำนา บนหลังคน
*อภิสิทธิ์ชน เป็นพวกคน หวงอำนาจ
หวงบทบาท หวงประโยชน์ หวงโภชผล
พวกปลิ้นปล้อน พวกหลอกลวง ประชาชน
ว่าทุกคน ผู้อาศัย ในแผ่นดิน
*ประเทศนี้ มีเจ้าของ คือปวงชน
จะเป็นผล ต้องต่อสู้ ผู้โหดหิน
ยืนยันสิทธิ์ และเสรี มิสูญสิ้น
นี่แผ่นดิน ของปวงชน คนธรรมดา
*บรรพบุรุษ ของราษฎร สร้างแผ่นดิน
ให้มีอยู่ มีกิน กันถ้วนหน้า
ราษฎร เป็นเจ้าของ ครองพสุธา
มีคุณค่า สืบมา จนวันนี้
*คนเสื้อแดง สืบทอด เจตนา
ของคณะราษฎร สอนศักดิ์ศรี
รักษ์ประชาธิปไตยใฝ่เสรี
ทำวันนี้ เพื่อวันหน้า ฝ่าฟันไป
จาตุรน
จาตุรน จงกลับไปดูตัวเองว่าทำไม รัฐธรรมนูญ 40 ถูกฉีกเพราะใคร
ใครที่ไม่ให้มีการตรวจสอบในสภา แทรกแซงองค์กรอิสระ
ยุบสภาหนีอภิปรายไม่ไว้วางใจ
อ้างว่ามาจากการเลือกตั้ง
แต่ทำตัวเผด็จการ
ผลประโยชน์ข้าใครอย่าแตะ
เห็นด้วยกับเอกพันธ์
เห็นด้วยกับเอกพันธ์ ว่าอันดับแรก คนไทยต้องเลิกพึ่งขาใหญ่ เลิกทำตัวเป็นเด็กฟ้องผู้ใหญ่ เพราะทุกวันนี้ผู้ใหญ่ที่มีอยู่ก็"แทงข้าง"ไปหมดแล้ว ไม่มีใครแทงกั๊กแล้ว(ไอ้ที่ไม่แทงเลย ไม่มีว่ะ)
เห็นด้วยกับประวิตร ที่ต้องเลิกมองคนที่เห็นต่างว่า"ไม่ไช่มนุษย์" ทุกคนต่างมีเหตุผลในความเชื่อของตนทั้งนั้น บางคนก็ยอมรับ บางคนก็ปฏิเสธ บางคนก็"บังเงา" แต่คุณยอมรับหรือไม่ว่า มนุษย์ทุกคนต่างตั้งอยู่บนผลประโยชน์ของตนเสมอ เพียงแต่จะยอม"แบ่งปัน"กับคนอื่นหรือไม่ หรือตั้งท่าจะต้องชนะและ"กินรวบ"เสมอไป
เห็นด้วยกับจาตุรนต์ ที่ว่าทุกคนควรจะเงยหัวขึ้นมาได้แล้ว และเริ่มคิดเอง ด้วยเหตุผล ยอมรับข้อจำกัดของตน มองเห็นผลประโยชน์ของคนอื่นด้วย
แต่ทั้งหมดที่กล่าว เป็นสิ่งที่"ขาใหญ่"ประจำตอแหลแลนด์ไม่ยอมให้เกิดขึ้น คนไทยต้องเชื่อกู กูพูดอะไรถูกหมด ใครคิดต่าง มันชั่ว ต้องติดคุก ต้องกำจัด ไม่ต้องเสียเวลาคิดเอง(เพราะโง่ คิดยังไงก็คิดไม่เป็นอยู่ดี แต่ไม่เคยบอกว่า เพราะกูไม่เคยสอนให้พวกมันคิดเอง)
NB จาตุรนต์แน่ใจหรือครับว่า ไม่มีรัฐประหาร ในอดีตเวลาตะหานตบเท้าทีไร มันลงเอยด้วยรัฐประหารทุกทีไป นี่อาจเป็นpreludeของรปห.รอบใหม่ก็ได้ เขากำลังหาเหตุผลให้กับการรปห.รอบใหม่อยู่
แน่ใจหรือเปล่ายุคนี้ทั้งแทรกแ
แน่ใจหรือเปล่ายุคนี้ทั้งแทรกแซงสื่อ องค์กรอิสระ แต่ไหนบอกว่าดีจังเลย เขาว่าถ้าไม่เพี้ยนก็สติแตก
เทียบกับ แอฟริกา
เทียบกับ แอฟริกา ของเขาเป็นแบบ แน่ชัด เป็นเหยียดผิว
แ่ต่ของเขานั้น ขจัดความคิดแบบนั้นง่ายกว่ามาก เพราะตรงไปตรงมากันหมด
พูดความจริง
ของเราผังลึก หยั่งราก มีทั้งการใช้ ความเชื่อปรัมปรา ศาสนา มีการผลิตซ้ำ
เป็นวัฒนธรรมศักดินาประจำชาติ ก็ว่าได้
ทุกเมื่อเชื่อวัน หลอกลวงมอมเมา การกดขี่ด้วยความคิดผสมผสานแบบนี้ร้ายแรงกว่ามาก
สุดท้ายคนไทยจำนวนมากหลอกได้แม้กระทั่งตัวเอง มีความคิดศักดินา เหยียดฐานะ แบ่งชนชั้น
ก็ปฎิเสธโดยพยายามอธิบายตัวเอง ด้วย จริธรรม คุณธรรม อะไรจอมปลอมทั้งหลาย
ถ้าไม่เลิกพูดจากโกหกตอแหละ รู้ ๆ กันอยู่ว่ามันเกิดจากอะไร ใครสั่ง ใครเชื่อใคร
ใครพวกใคร มันก็ไปไหนต่อไม่ได้
ไม่พูดความจริง ตัวแปรสำคัญไม่ครบ ไม่จริงใจ มันก็จบไม่ได้ รอการเปลี่ยนผ่านสำคัญลูกเดียว
ซึ่งจะเป็นการเสียโอกาสยาว
น่าจะโวย ยุคนี้มากกว่า
น่าจะโวย ยุคนี้มากกว่า ไม่ใช่แทรกแซง แต่เป็นครอบงำเบ็ดเสร็จทั้งกระบวนการ
ตั้งแต่การสรรหา ไปจนกระบวนการบังคับใช้ อวัยวะเผด็จการที่ปลูกถ่ายมา ทำงานประสานกันหมด
ไม่ดูตัวเองเลย ว่าคนเขารู้ทัน
ไม่ดูตัวเองเลย
ว่าคนเขารู้ทันหมดแล้ว
ว่านายเหลี่ยม ชินวัต เลวแค่ไหน
ร่วมกับซ้ายฝันเปียก
อยากเป็นมาซินะ
ไม่น่าเชื่อว่า รัฐธรรมนูญ
ไม่น่าเชื่อว่า รัฐธรรมนูญ 2550 ซึ่งมีเนื้อหาเป็นประชาธิปไตย และให้อำนาจประชาชนมากที่สุดจะเป็นหนามทำใจของนักการเมือง
แต่ถ้ามองลงไปให้ลึกแล้ว พวกเขาคงต้องการล้มรัฐธรรมนูญฉบับนี้เพียงเพื่อให้ได้รับนิรโทษกรรม และลิ่วล้อทักษิณก็เห็นว่า นี่เป็นทางเดียวที่จะทำให้นายใหญ่กลับบ้านโดยไม่ต้องเป็นนักโทษในคุก
พวกนักวิชาการเสื้อแดงพยายามโจมตีว่า รัฐธรรมนูญฉบับนี้มีที่มาจากรัฐประหาร โดยไม่พูดถึงเนื้อหาของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ และไม่พูดว่า รัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นรัฐธรรมนูญฉบับเดียวที่ให้ประชาชนตัดสินใจรับหรือไม่รับด้วยการลงประชามติแบบประชาธิปไตยทางตรง
ผมขำๆ ที่พวกนักกินเมือง นักวิชาเกิน และสื่อเมินชน พยายามโจมตีว่า การรณรงค์ครั้งนั้นมีการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญ 2550 เต็มไปด้วยการรณรงค์การ “รับร่าง” อย่างแข็งขัน โดยสภาร่างรัฐธรรมนูญ
แต่คำถามว่า สภาร่างรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นผู้ร่างรัฐธรรมนูญพวกเขาควรจะต้องรณรงค์ต่อประชาชนว่า อย่ารับร่างรัฐธรรมนูญเช่นนั้นหรือ
แล้วในความเป็นจริงในขณะนั้น เราจะเห็นว่า การรณรงค์ให้รับร่างรัฐธรรมนูญโดยสภาร่างซึ่งทำงานแบบระบบราชการนั้น เทียบไม่ได้เลยกับพลังการรณรงค์ให้ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งใช้เงินทักษิณซื้อสื่อ (เงินทักษิณแล้วทำไม:นิธิ เอียวศรีวงศ์) และเป็นฝ่ายรณรงค์คัดค้านให้คว่ำร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้อย่างเข้มแข็ง
ที่ตลกสิ้นดีอีกอย่างคือ มีการอ้างว่า ในขณะนั้นมีการยกข้ออ้างที่ว่าให้รับร่างไปก่อนค่อยแก้มาเป็นข้ออ้างว่าต้องแก้รัฐธรรมนูญ 2550 แต่ประเด็นคือ คำพูดนั้นเป็นคำพูดของใคร เป็นฉันทามติจากใคร ถ้าวันหนึ่งผมบอกว่า ให้พรรคเพื่อไทยตั้งรัฐบาลไปก่อนแล้วค่อยลาออก และเมื่อพรรคเพื่อไทยตั้งรัฐบาลแล้วเขาควรจะลาออกไหม และผมมีสิทธิจะเรียกร้องไหม พรรคเพื่อไทยต้องทำตามคำพูดของผมไหม
รัฐประหารเพื่อล้มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนไม่ชอบธรรมแน่ ถ้ารัฐบาลนั้นเป็นรัฐบาลที่ดี แต่รัฐประหารล้มรัฐบาลที่ฉ้อฉลเพื่อสร้างระบอบประชาธิปไตยที่แท้จริง ไม่ได้รัฐประหารเพื่อยึดครองอำนาจเสียเองนั้นก็น่าจะมีการชอบธรรมด้วย
ที่น่าขำกว่านั้น ก็คือ พวกเขากล่าวหาว่า มีการสร้างรัฐธรรมนูญ 2550 ขึ้นมาเพื่อเอาเปรียบทักษิณและลิ่วล้อ แต่ในความเป็นจริงพวกเขาก็รู้ว่า การเลือกตั้งภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับนี้นั้นพรรคของทักษิณได้รับชัยชนะและได้จัดตั้งรัฐบาลถึง 2 ชุด และต่อมาพวกเขาแพ้โหวตตามขั้นตอนของระบอบประชาธิปไตยในสภาซึ่งทำให้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะได้เป็นนายกรัฐมนตรี
ไม่เห็นจะมีเหตุผลอะไรที่มาอธิบายเลยว่า รัฐธรรมนูญ 2550 ต้องการทำลายหรือสกัดพรรคของทักษิณ ส่วนเหตุผลที่พรรคทักษิณถูกยุบก็เพราะทำผิดรัฐธรรมนูญ ถ้าทำผิดรัฐธรรมนูญแล้วไม่ถูกลงโทษเราควรปกครองกันด้วยกติกาอะไร
เราเห็นชัดเจนอยู่แล้วว่า ธงผืนใหญ่ที่พวกเขาพยายามโบกสะบัดในหมู่มวลชนเสื้อแดงที่แท้จริงก็คือ เอาทักษิณกลับบ้านโดยไม่มีความผิด การเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตยเป็นเรื่องบังหน้า เพราะตอนนี้เราก็อยู่ในยุครัฐบาลประชาธิปไตยที่มาจากการเลือกตั้ง
เพียงแต่สำหรับคนเสื้อแดงแล้ว รัฐบาลชุดนี้ไม่ใช่รัฐบาลที่พวกเขาสนับสนุนเหมือนรัฐบาลสมัครและสมชายที่มาจากรัฐธรรมนูญ 2550 เช่นเดียวกัน เพราะไม่เช่นนั้น ถ้าพวกเสื้อแดงอ้างว่าสู้เพื่อประชาธิปไตยจริง พวกเขาต้องออกมาเคลื่อนไหวเพื่อโค่นล้มรัฐบาลสมัครและสมชายที่มาจากรัฐธรรมนูญฉบับนี้ด้วย
แต่เจตจำนงของพวกเขาแท้จริงแล้วก็เพื่อโค่นล้มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งที่บังเอิญมีนายกรัฐมนตรีที่พวกเขาไม่พึงประสงค์เท่านั้นเอง
และตอนนั้นคนเสื้อแดงต้องออกมาด่าประณามรัฐบาลสมัครและสมชายที่ไม่จัดการเรื่องที่ดินเขายายเที่ยงและเขาสอยดาว และควรย้อนไปด่ารัฐบาลทักษิณที่อยู่ในอำนาจตั้ง 7-8 ปี แต่ไม่ทำอะไรกับเรื่องนี้ด้วย
แน่นอนว่า มวลชนเสื้อแดงที่ถูกปลุกปั่นขึ้นมานี้ อาจทำให้แกนนำเสื้อแดงกลุ่มหนึ่งซึ่งมีอุดมการณ์ที่ไม่ใช่ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เพ้อฝันว่า อาจเป็นช่องทางที่จะพลิกกระดานไปสู่เป้าหมายทางอุดมการณ์ของตัวเองได้
พฤติกรรมและการแสดงออกของกลุ่มแดงสยามนั้นก็เป็นเรื่องที่ต้องตั้งคำถาม พวกนี้มีใจ อึ๊งภากรณ์ สุรชัย แซ่ด่าน จรัล ดิษฐาอภิชัย สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ พิชิต ลิขิตกิจสมบูรณ์ และเหวง โตจิราการ ฯลฯ อาจจะมีข้อแตกต่างเรื่องเหวงและจรัลกับคนอื่นอยู่บ้าง เพราะเขาพยายามอิงแอบอยู่กับแดงสามเกลอหรือแดงสู้แล้วรวยด้วย
พวกเขาบอกว่า รัฐธรรมนูญ 2550 สร้างรัฐบาลเลือกตั้งที่อ่อนแอเพื่อให้ฝ่ายอำมาตยาธิปไตยสามารถควบคุมได้ แต่ผมถามว่า รัฐบาลเลือกตั้งที่อ่อนแอกับรัฐบาลเลือกตั้งที่ทุจริตและเข้มแข็ง สังคมควรจะเลือกรัฐบาลแบบไหน
ดังนั้น การเคลื่อนไหวล้มล้างรัฐธรรมนูญ 2550 ของฝ่ายนิยมเผด็จการทุนนิยมโดยใช้เครือข่าย “สี่ขาหยั่ง” อันได้แก่ กลุ่มอันธพาลการเมืองเสื้อแดง พรรคเพื่อไทย สื่อเมินชนผสานนักวิชาเกิน และกองกำลังทหารนอกกองทัพ ที่อิงกับรัฐต่างชาติ เพื่อล้มล้างการปกครองตั้งรัฐไทยใหม่ เพื่อให้ทักษิณไม่ต้องติดคุกและได้เงินที่ฉ้อโกงคืนกลับมานั่นเอง
พวกนักวิชาการเสื้อแดงเรียกการเคลื่อนไหวมวลชนของพวกเขาว่า ขบวนการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย แต่พวกเขาใช้ความรุนแรงยกกำลังไปปิดล้อมทำลาย และฆ่ามวลชนที่มีอุดมการณ์ทางการเมืองต่างกับพวกเขา พวกเขาไม่เห็นด้วยที่อำนาจรัฐใช้กำลังสลายการชุมนุมของพวกเขา แต่พวกเขาเห็นด้วยที่รัฐบาลที่พวกเขาสนับสนุนใช้ความรุนแรงกับพันธมิตรฯ
พวกเขาไม่พูดว่า ระบอบทักษิณนั่นแหละที่เป็นต้นเหตุที่แท้จริงของความล้มเหลวของประชาธิปไตยและระบอบรัฐสภาในประเทศไทย เป็นที่มาของรัฐบาลเลือกตั้งที่ล้มเหลวและทุจริต ด้วยการซื้อพรรค นักการเมืองทรยศขายตัว และความเลวร้ายทั้งปวงที่กล่าวหาว่า เกิดจากระบอบอำมาตยาธิปไตย และในท้ายสุด พวกเขานั่นแหละที่เป็นรากเหง้าของรัฐประหารครั้งที่ผ่านมา
ความฉ้อฉลของระบอบทักษิณนี่เองที่ทำให้เกิดการตื่นตัวทางการเมืองของประชาชนอย่างกว้างขวางตั้งแต่ “ปรากฏการณ์สนธิ” จนมาเป็นพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย พวกเขาลุกขึ้นมาใช้สิทธิอันชอบธรรมในการขับไล่รัฐบาลที่ไม่ชอบธรรม และแม้ว่าระบอบทักษิณจะใช้ระบบอุปถัมภ์ซึ่งเป็นเนื้อในของการเมืองเก่าจัดตั้งมวลชนมาปะทะยกกำลังเข้าห้ำหั่นก็ไม่อาจทัดทานพลังประชาชนผู้รักประชาธิปไตยที่แท้จริง
และรัฐธรรมนูญ 2550 ก็มาจากการอุดช่องว่างของรัฐธรรมนูญ 2540 ที่ถูกรัฐบาลอ้างว่ามาจากการเลือกตั้ง เพื่อแสวงหาผลประโยชน์ และทำลายหลักการพื้นฐานของระบอบประชาธิปไตยและระบบรัฐสภาลงอย่างสิ้นเชิง ละเมิดสิทธิมนุษยชน และปิดกั้นเสรีภาพของฝ่ายตรงข้าม
การเคลื่อนไหวเพื่อแก้และล้มล้างรัฐธรรมนูญ 2550 ของนักกินเมือง-นักวิชาเกิน-สื่อเมินชน ครั้งนี้จึงเป็นเรื่องของหมาป่ากับลูกแกะ คนผิดแต่โทษกฎหมายผิด โดยมีอุดมการณ์ประชาธิปไตยเป็นเครื่องบังหน้าเท่านั้น
*ไข่ของงู เกิดจากงู
*ไข่ของงู เกิดจากงู เป็นตัวงู
จักเชิดชู อย่างไร ไม่เป็นอื่น
รัฐธรรมนูญ เผด็จการ ทหารยืน
เหมือนข่มขืน ประชาธิปไตย
*มีที่มา อัปลักษณ์ ประจักษ์ชัด
มุ่งสกัด ตัวบุคคล พ้นทางได้
รัฐบาล อ่อนแอ ป้อแป้ไป
ตกอยู่ใต้ อุปถัมภ์ อำมาตยา
*เพิ่มอำนาจ นักการเมือง นอกสภา
ให้มีค่า มีราคา ที่ยิ่งใหญ่
ขู่กรรโชก รัฐบาล ได้เรื่อยไป
ล้มอำนาจ คนส่วนใหญ่ เลือกใครมา
*พรรคการเมือง อ่อนแอ แย่สิ้นดี
ทำหน้าที่ ไม่ได้ ดั่งปรารถนา
คุม ส.ส. ไม่ได้ ไร้ราคา
ไม่เป็นที่ พึ่งพา ประชาชน
*มี ส.ว. ลากตั้ง มานั่งแท่น
เผด็จการ ครึ่งแผ่น แสนสับสน
ความเป็นกลาง ไม่มี ที่ตัวตน
ก่อเกิดผล สองมาตรฐาน อันเลวร้าย
*การกระทำ ทั้งก่อนหลัง ทั้งกำลังทำ
ทุกผลกรรม ถูกหมด ตามกฎหมาย
ทั้งที่รัฐประหารชั่ว ตัวทำลาย
ตัวเลวร้าย ตัวเสียหาย ต่อแผ่นดิน
*รัฐธรรมนูญ ปีห้าศูนย์ คือไข่งู
จะเชิดชู อย่างไร ให้โหดหิน
เป็นฉบับ รัฐประหาร ที่พาลหมิ่น
จงลบไป ให้สิ้น ทั้งผลพวง
เห็นกันหมดเลยใหมว่าทำไมยไสไม่
เห็นกันหมดเลยใหมว่าทำไมยไสไม่มาจะซื้อเวลาไปอีกทำไมช้าก็ไปเร็วก็ไปความจริงมาดีกว่าไม่มานะฯ
งานนี้อิสริยะเสนอมุมมองที่สร้
งานนี้อิสริยะเสนอมุมมองที่สร้างสรร และยกตัวอย่างกรณีอาฟริกาใต้มาได้อย่างน่าสนใจเป็นยิ่งนัก และผมว่าตรงประเด็นการเสวนายิ่งกว่าผู้เสวนานักพายเรือวนเวียนในอ่างน้ำคนอื่น
จะให้ดีไปกว่านั้น อิสริยะควรเน้นประเด็นที่ทำให้กระบวนการเช่นนั้นไม่อาจเกิดขึ้นในไทยได้ ประกอบไปด้วย
ประเด็นที่อิสริยะควรชี้ชัดก็คือ ความแตกต่างเรื่องสถานะภาพของเนลสัน แมนเดลล่า กับ ทักกี้...... แมนเดล่านั้นเป็นนักโทษการเมืองที่ติดคุกด้วยข้อหาทางการเมืองที่มีความคิดเห็นแตกต่างจากรัฐบาลผิวขาวชนส่วนน้อยของประเทศ ในขณะที่ทักกี้เป็นนักโทษหนีคุกด้วยความผิดประเภทบังหลวงและมีข้อหาฉ้อราษฎร์ซึ่งเป็นคดีอาญาติดตัวอีกหลายคดี...
ด้วยคุณสมบัติติดตัวเช่นนี้ หากใช้กระบวนการscenarioพิจารณา โอกาสที่ทักกี้จะกลับมามีอำนาจอย่างเนลสัน แมนเดล่า ไม่มีเลย...โทษจากความเห็นต่างเรื่องการเมืองนั้นใช้กระบวนการไกล่เกลี่ยทางการเมืองเคลียร์ได้...ยกให้โทษได้
แต่การยกโทษหรือลดโทษคดีอาญาฐานฉ้อราษฎร์บังหลวงให้นักการเมืองสักคนมีโอกาสกลับมาได้อำนาจบริหารนั้น ทั่วโลกยังไม่เห็นมีใครปรเทศไหนเขาทำกัน........
HcuojSs nIswIw
HcuojSs nIswIw
ITRvdyi Buy Ambien Valium
ITRvdyi Buy Ambien Valium Xanax Cialis Ativan Buy Phentermine
knRUCjfL Buy Ambien Xanax Buy
knRUCjfL Buy Ambien Xanax Buy Ativan Phentermine Cheapest Cialis Buy Valium
YkxVMqDR Ambien Cheap viagra
YkxVMqDR Ambien Cheap viagra Buy Ativan Phentermine Buy Valium Cheap Xanax
lyKfTj Buy Viagra online
lyKfTj Buy Viagra online Viagra Cialis Buy Cialis Phentermine Buy Cialis Online
HLjnuule Buy Ambien Xanax
HLjnuule Buy Ambien Xanax Cheap Phentermine Klonopin Valium
iFrNcfD Buy Viagra Omega
iFrNcfD Buy Viagra Omega watches Xanax Valium Buy Cigarettes
DGRTwMT Tramadol Ambien Buy
DGRTwMT Tramadol Ambien Buy Cigarettes Valium Buy Xanax