รายงาน : น้ำคำทำร้ายชายแดนใต้ ‘ปัทมา หีมมิหน๊ะ’ ณ สะบ้าย้อย

เวทีเสวนาระหว่างชาวบ้านกับเจ้าหน้าที่รัฐที่ร้านคาลิดคาร์แคร์ อำเภอสะบ้าย้อย จังหวัดสงขลา
โดยมีปัทมา หีมมิหน๊ะ (ที่สองจากซ้าย) นั่งอยู่ด้วย

 

“เรามีเป้าหมายชีวิตคือ เมื่อจบการศึกษาแล้วจะทำงาน เก็บเงินให้น้องๆ 4 คน แล้วก็แต่งงาน มีลูก แต่ความเปลี่ยนแปลงของครอบครัวเกิดขึ้น นับตั้งแต่สามีถูกจับกุมตัวไปเมื่อ 2 ปีที่แล้วในคดีความมั่นคง ชีวิตเหมือนพลิกฝ่ามือ จากที่กำลังจะสบายเพราะได้ลงทุนสร้างร้านคาร์แคร์ แต่ก็ต้องติดลบขึ้นมาอีกครั้ง ต้องเจอกับความกดดันจากสังคม แม้สามียังไม่มีความผิดจนกกว่าศาลจะมีคำพิพากษา แต่ชาวบ้านได้ตัดสินไปแล้วว่าเราเป็น “เมียโจร”

นั่นคือประโยคหนึ่งที่พรั่งพรูออกมาจากปากของ “ปัทมา หีมมิหน๊ะ” ในเวทีเสวนาที่ชาวบ้านซึ่งเป็นญาติของผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบและครอบครัวผู้ต้องหาในคดีความมั่นคงในอำเภอสะบ้าย้อย จังหวัดสงขลา จัดขึ้นเอง เพื่อฟังคำตอบจากปากของเจ้าหน้าที่รัฐ

เวทีนี้จัดขึ้นระหว่างจัดงานเลี้ยงอาหารเพื่อรับบริจาคจัดตั้งกองทุนในการดำเนินโครงการช่วยเหลือครอบครัวผู้ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ไม่สงบ ครอบครัวผู้ต้องหาคดีความมั่นคง เด็กกำพร้าและเด็กยากจน เรื่อง “เราจะอยู่ร่วมกันอย่างไรโดยสันติ” ขึ้นเมื่อวันที่ 23 มกราคม 2553 ที่ร้านคาลิดคาร์แคร์ บ้านเพ็งยา ตำบลสะบ้าย้อย อำเภอสะบ้าย้อย

แม้ในเวทีเสวนามีชาวบ้านเข้าร่วมไม่มากนัก หรือประมาณ 30 คน แต่ก็ได้รับความสนใจจากสื่อมวลชนและองค์กรพัฒนาเอกชนจำนวนหนึ่ง เพราะถือว่าเป็นเวทีที่ชาวบ้านจัดเอง โดยให้เจ้าหน้าที่รัฐมาตอบคำถาม ซึ่งหาไม่ได้ง่ายในสถานการณ์เช่นนี้ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ แทนที่จะเก็บความช้ำใจที่ได้รับผลกระทบแล้วหนีหายไปหรือตอบสนองด้วยวิธีการที่ไม่อาจยอมรับได้ในทางสันติวิธี

เวทีเสนาที่ประกอบด้วย ชาวบ้านและเจ้าหน้าที่รัฐทั้งสามฝ่าย คือ ทหาร ตำรวจและฝ่ายปกครอง นำโดยนายสมโภช โชติชูช่วง นายอำเภอสะบ้าย้อย ร.ต.กัมปนาท เพ็งคล้าย นายทหารพระธรรมนูญ จากกองพันทหารพรานที่ 42 แทนผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจที่ 42 และพ.ต.ท.อุทัย รักษ์นวล สารวัตรป้องกันและปราบปราม สถานีตำรวจภูธรสะบ้าย้อย รวมเสวนา โดยมีนางสาวนารี เจริญผลพิริยะ หัวหน้าโครงการสันติอาสาสักขีพยาน เป็นผู้ดำเนินรายการ

แม้เวทีเสวนาที่เหมือนเครื่องร้อนช้าไปหน่อยจากการเกริ่นนำถึงภารกิจของหน่วยงานรัฐในพื้นที่ กับการใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะกฎหมายพิเศษ ทั้งกฎอัยการศึก พระราชบัญญัติการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 (พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ) และล่าสุดคือพระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ.2550 ที่รัฐบาลได้ประกาศใช้ในพื้นที่ 4 อำเภอของจังหวัดสงขลา แต่ ร.อ.กัมปนาท ระบุว่า ยังไม่สามารถบังคับใช้ได้ในขณะนี้ เนื่องจากยังไม่มีการกำหนดแนวปฏิบัติออกมา ดังนั้น จึงยังไม่ยกเลิกกฎอัยการศึก ส่วน พ.ต.ท.อุทัย ก็บอกว่า ยังต้องใช้พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ เชิญตัวผู้ต้องสงสัยอยู่

บรรยากาศเริ่มเข้มข้น เมื่อในเวทีเปิดโอกาสให้ชาวบ้านได้พูดบ้าง เริ่มด้วยนายอับดุล รอหีม ซึ่งพิการขาขาดทั้งสองข้าง เนื่องจากถูกระเบิดที่ตลาดลำไพล อำเภอเทพา จังหวัดสงขลา เมื่อวันที่ 4 ตุลาคม ปี 2549 ว่า ไม่อยากให้เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเลย ไม่ว่าผู้หนึ่งผู้ใดที่ทำผิดไปแล้วก็ขอให้เลิก ส่วนคนที่โดนกับตัวเองนั้น ก็คืออัลเลาะห์ให้เราเป็นอย่างนี้

ต่อด้วยการพูดของปัทมา หีมมิหน๊ะ ซึ่งเธอบอกว่า มีตำรวจคนหนึ่งไปพูดที่ตลาดสะบ้าย้อย บอกว่าลูกเขยของครูมณี เป็นโจรติดคุก ซึ่งคนเชื่อเพราะเป็นตำรวจ เกียรติยศศักดิ์ศรีที่สะสมมาตลอดชีวิตหายไปหมดเพราะตำรวจคนนั้น พอไปขึ้นศาล ก็บอกว่าไม่มีหลักฐาน

“เคยถามหัวหน้าศาลว่าหลักฐานแค่นี้ ทำไมถึงต้องถูกจับด้วย ศาลบอกว่าไม่ถึงกับถูกจับ แต่ศาลต้องเคารพตำรวจที่เขานำเสนอสำนวนมา ศาลก็ต้องไต่สวน เราจึงไม่ใช่ไม่มั่นใจในกระบวนการยุติธรรม แต่เราไม่แน่ใจ โดยเฉพาะต้นทางของกระบวนการยุติธรรม”

แม้เธอกับสามีจะแต่งงานกันก่อนที่สามีจะถูกจับไปเพียง 2 เดือน แต่เธอก็บอกว่า ตัวเองพอจะรู้ว่าสามีเราเป็นอย่างไร

“ขนาดเราขับรถไปจอดที่ตลาด ตำรวจก็มาถามว่ามาสังเกตการณ์อะไร เจอกับผู้ใหญ่หลายคน ก็บอกว่า ผมสนใจเคสนี้ จะไปศึกษาดูว่าเป็นอย่างไร แต่ก็เหมือนกับสายลมแสงแดด บางคนบอกว่าเราเหมือนถูกหลอก(สะอื้น) แต่เราคิดว่าเราเหมือนลอยอยู่ในน้ำ มีอะไรลอยมาก็คว้าไว้ก่อน เพราะอาจจะมีซักครั้งที่พาเราไปได้ บางคนบอกว่าหาผัวใหม่ได้แล้ว เขาพูดได้อย่างไรในขณะที่เรากำลังเสียใจอยู่”

“เราไม่เคยคิดเป็นแนวร่วมก่อความไม่สงบ แต่วันนี้สามีเราถูกจับ ทำให้เรารู้ได้เลยว่าคนที่ไม่ได้รับความเป็นธรรมเขารู้สึกอย่างไร เพราะแนวร่วมที่มีอยู่ก็เกิดขึ้นมาจากความอยุติธรรมที่เกิดขึ้น ซึ่งความรู้สึกนี้เป็นเรื่องที่แก้ยาก เจ้าหน้าที่รัฐก็แก้ไม่ได้ อยากให้เจ้าหน้าที่รัฐได้เข้าไปฟังการไต่สวนพยานของศาลด้วย เพราะจะได้รู้ว่าทำไมชาวบ้านจึงไม่เชื่อตำรวจเลย”

ต่อด้วย อับดุลรอซะ โต๊ะหีม ที่พูดว่า ตั้งแต่พี่ชายตนถูกจับ ก็ทำให้ผมไม่มีพี่ชายอยู่ด้วย พี่ชายกำลังจะเรียนจบศาสนาชั้น 10 กำลังจะไปเรียนต่อต่างประเทศ แต่ก็ถูกทหารจับตัวไป ขอให้เจ้าหน้าที่เร่งดำเนินการเรื่องพี่ชายตนด้วย ตอนนี้คดีขึ้นศาลแล้ว ศาลถามเจ้าหน้าที่ว่า ทำไมถึงจับคนนี้มา เจ้าหน้าที่บอกว่า เพราะคนที่ก่อเหตุยิงคนอื่น เป็นคนหัวล้าน ซึ่งคนที่เรียนปอเนาะหัวล้านทั้งนั้น เพราะที่ปอเนาะเขาให้โกนหัว และขอให้กลุ่มก่อความไม่สงบได้หยุดก่อการได้แล้ว เพราะมีแต่ความสูญเสีย หลังจากที่พี่ชายผมถูกจับ ตนเองก็ถูกมองว่าเป็นผู้ก่อความไม่สงบไปด้วย

ส่วนในฟากของเจ้าหน้าที่รัฐ อย่างพ.ต.ท.อุทัย ที่แม้ไม่ได้ให้คำตอบโดยตรงถึงคดีที่ชาวบ้านพูดถึง แต่ก็ได้สะท้อนถึงผลดีของการจัดเวทีครั้งนี้ เพราะเปิดโอกาสให้ชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบได้พบปะพูดคุยกับเจ้าหน้าที่โดยผ่านเวทีสาธารณะซึ่งจะเป็นประโยชน์กับผู้ที่ได้รับฟังข้อมูลด้วย

 

ชีวิต..ร่างกาย..น้ำตา

ชีวิต..ร่างกาย..น้ำตา ไม่ว่าเท่าใด.........คนจุดไฟใต้อย่างแก๊งบอร์ด ไม่มีวันรู้สึก

ลืมตาดูความเป็นจริงในสังคมครั

ลืมตาดูความเป็นจริงในสังคมครับ พี่น้องมุสลิม สื่งที่คนมุสลิม บางคน โดยเฉพาะ สส.ปชป.ที่เป็นมุสลิมไปพูดให้ร้ายเจ้าหน้ารัฐ อาจไม่เป็นจริงอย่างที่เขาพูด เขาเพียงต้องการคะแนนเสียงจากพวกคุณ ยิ่งเป็นผู้นำศาสนาที่ชั่วๆบางคน บางคน นะครับ เขาต้องยุให้พวกคุณแตกแยก กับคนต่างศาสนา เพราะพวกมันได้ประโยชน์จากการแยกแยกนี้ เราชาวบ้าน เป็นคนรับกรรมครับ
พระอัลเลาะ ที่ใหนก็ช่วยเราไม่ได้ ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว ครับ ต้องกำจัดเลือบดูดความสุของพวกคุณออกจากสังคมครับ ผู้นำมุสลิมคนใหนเลว ข้าราชการคนใหนชั่ว แจ้งให้หน่วยข่าวที่เราเชื่อถือว่าดี เชื่อถือได้ ให้ได้รับรู้ถึงพฤติกรรมชั่วของคนพวกนี้ครับ
ถ้าพวกคุณกลัวพวกมันรู้ ก็ให้ญาต พี่ น้อง ที่ไม่ได้อยู่ในพื้นที่แจ้งให้หน่วยข่าวที่อยู่ใน กทม.ได้ทราบถึง ที่อยู่ พฤติกรรม ที่พวกมันจะเข้ามาสร้างเหตุการณ์ร้ายในหมู่บ้าน อำเภอ ที่จะก่อเหตุ ได้ทราบล่วงหน้ายิ่งดีครับ เพื่อป้องกัน ญาติ พี่ น้อง ของเราที่จะได้รับอันตรายจากการก่อการของพวกมันครับ พวกท่านมุสลิมดีๆ เท่านั้นครับช่วยแก้ไขได้ พระอัลเลาะ ช่วยไม่ได้หรอกครับ เชื่อผม ถ้าท่านช่วยได้ ท่านก็ต้องช่วยพวกท่านมุสลิมดีๆ มานานแล้ว ไม่ต้องให้ ผัว เมีย พ่อ แม่ พี่ น้อง ต้องมาตาย มาติดคุก ติดตะรางอย่างทุกวันนี้ครับ
ศาสนาทุกศานาเป็นยาเสพติด อ่านหนังสื่ออื่นๆบ้างครับ ชีวิตจะดีขึ้นครับ ผมเอาใจช่วยครับ ถึงผมจะไม่ได้นับถืออิสลาม พุทธ คริส ผมนับถึอความถูกต้องที่เป็นจริงครับ

คำชี้แจง

เว็บไซต์ประชาไท ให้บริการพื้นที่แสดงความคิดเห็นต่อข่าวและบทความแบบสาธารณะ ขอความร่วมมือในการแสดงความคิดเห็นโดยเคารพกฎหมาย, ความเห็นที่แตกต่าง และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของผู้อื่น

  • ประชาไทแสดงหมายเลขไอพี* ของผู้โพสต์ประกอบความเห็นเสมอ
  • ประชาไทไม่มีนโยบายกรองข้อความก่อนการแสดงผล
  • อย่างไรก็ตามขอสงวนสิทธิ์ในการปิดการแสดงความเห็นที่ไม่เป็นไปตามกติกาหากตรวจสอบพบภายหลัง

ทั้งนี้ข้อความที่โพสต์จะยังไม่ปรากฎในทันที ซึ่งเป็นข้อจำกัดด้านเทคนิค

จึงเรียนมาเพื่อทราบและขอบคุณในความร่วมมือ

* หมายเลขไอพีปัจจุบันใช้เป็นข้อมูลที่เชื่อมโยงกลับไปที่ข้อมูลการเชื่อมต่อ อินเทอร์เน็ต ซึ่งอาจระบุไปถึงแหล่งที่มาการโพสต์หรือบุคคลที่โพสต์ได้ นอกจากนี้ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ มาตรา 26 กำหนดให้ผู้ให้บริการต้องเก็บข้อมูลจราจรคอมพิวเตอร์ไว้ 90 วัน