ตะวันออก-ตะวันตก...ใครกันแน่ที่สร้างอารยธรรม

 

ไม่กี่ครั้งในชีวิตของผมที่อ่านหนังสือทางวิชาการความหนาเกือบ 300 หน้าจบในรวดเดียว หนังสือที่ว่านี้ก็คือ “ตะวันออก – ตะวันตก...ใครสร้างโลกสมัยใหม่” ของ เอนก เหล่าธรรมทัศน์ เจ้าของทฤษฎีสองนคราประชาธิปไตยอันลือลั่น หนังสือเล่มนี้ยืนยันความเชื่อของผมที่มีมาแต่เดิมแต่ยังหาหลักฐานอ้างอิงทางวิชาการอย่างเป็นระบบเช่นนี้ไม่ได้ จึงทำให้ผมต้องรวดเดียวจบและอ่านซ้ำแล้วซ้ำอีกอย่างไม่มีการเบื่อหน่าย และอดไม่ได้ที่จะนำมาแนะนำให้เป็นที่กว้างขวางต่อไป

ความเชื่อดั้งเดิมของเราที่ถูกปลูกฝังจากฝรั่งทำให้เรามักจะคิดว่ามีโลกตะวันตกกับตะวันออกที่แยกออกจากกันได้อย่างชัดเจน มักจะเชื่อกันว่ามีตะวันตกและตะวันออกที่ไม่ปะปนกัน ไม่รับ สืบทอดหรือยืมอารยธรรมของกันและกัน และตะวันตกนั้นเป็นผู้สร้างอารยธรรมสมัยใหม่ เราเชื่อตามตะวันตกว่าตะวันตกเริ่มเหนือกว่าตะวันออกตั้งแต่ปี ค.ศ.1492 ที่คริสโตเฟอร์ โคลัมบัสค้นพบทวีปอเมริกา(โดยเข้าใจผิดว่าเป็นอินเดียและเชื่อว่าคิวบาคือญี่ปุ่น) แล้วแผ่ขยายเข้าครอบครองโลกด้านตะวันออกพร้อมกับวางรากฐานทุนนิยมให้ทั่วโลก จึงทำให้การศึกษาประวัติศาสตร์โลกเป็นไปในลักษณะ “การมียุโรปเป็นศูนย์กลาง(Eurocentricism) ซึ่งเป็นทัศนะที่ไม่ถูกต้อง
หนังสือเล่มนี้ได้ท้าทายตำราประวัติศาสตร์ตะวันตกที่โฆษณาชวนเชื่อมาอย่างยาวนานถึงกรีกโบราณ โรมัน ฯลฯ จนทำให้เราหลงเชื่อไปว่าการฟื้นฟูศิลปะวิทยาการหรือ “เรอนาสซองส์(Renaissance) กำเนิดที่เจนัว ฟลอเรนส์และเวนิส และการปฏิวัติอุตสาหกรรมเกิดที่อังกฤษ ทั้งๆที่ความจริงแล้วเรอนาสซองส์และการปฏิวัติอุตสาหกรรมนั้นล้วนแล้วแต่ได้รับอิทธิพลมาจากตะวันออกโดยเฉพาะอย่างจากจีนที่ดำเนินการมาก่อนหน้าหลายศตวรรษ
แอดชีด(S.A.M.Ashead) นักประวัติศาสตร์ผู้ช่ำชองเรื่องจีนเชื่อว่า ตั้งแต่ปี ค.ศ.500(หลังกรุงโรมแตกได้ไม่นาน) จนถึงปี ค.ศ.1000 เศรษฐกิจจีนเริ่มมีขนาดใหญ่ที่สุดในโลกและเริ่มมีการปฏิวัติอุสาหกรรมมาเป็นเวลายาวนานกว่า 1500 ปีแล้วและมาถึงจุดสุดยอดในปี ค.ศ.1100 เศษๆในสมัย ราชวงศ์ซ่ง(Song) โดยดูจากพัฒนาการในการผลิตเหล็กกล้าของจีนนั้นเริ่มผลิตเหล็กกล้าได้ตั้งแต่ศตวรรษที่ 2 ก่อนคริสต์กาลและมีการผลิตเหล็กหล่อได้ตั้งแต่ 500 ปีก่อนคริสต์กาล
ปริมาณการผลิตเหล็กต่อหัวประชากรของจีนเพิ่มขึ้นถึงเกือบ 10 เท่า ในเวลา 300 ปี จาก ค.ศ.806 ถึง ค.ศ.1078 ซึ่งแฟร์แบงก์(John King Fairbank) ชาวอเมริกันผู้ศึกษาประวัติศาสตร์จีนอย่างลึกซึ้งชี้ว่า เพียงในปี ค.ศ.1078 นั้น จีนตอนเหนือผลิตเหล็กได้ถึงปีละ 114,000 ตัน ซึ่งอังกฤษอีก 700 ปีต่อมาในยุคปฏิวัติอุตสาหกรรมผลิตได้เพียงครึ่งหนึ่งของจำนวนนี้เท่านั้น
ที่กล่าวมานี้มิได้หมายความว่าอังกฤษไม่เก่ง ไม่สร้างสรรค์หรือไม่มีจินตนาการ เพียงแต่ว่าหลายสิ่งหลายอย่างที่อังกฤษคิดหรือใช้นั้น จีนคิดและใช้มาก่อนนานแล้ว และเชื่อได้ว่าการปฏิวัติอุตสาหกรรมของอังกฤษนั้นไม่ได้เกิดจากสมองและผลงานของอังกฤษและคนตะวันตกเท่านั้น หลายอย่างได้มาจากการปฏิวัติอุตสาหกรรมของจีนซึ่งมีมาก่อนอังกฤษหลายร้อยปี ซึ่งอาร์รีกี(Giovanni Arrighi)ได้สรุปไว้อย่างชัดเจนว่า การที่ตะวันตกเอาชนะตะวันออกได้นั้นไม่ได้เริ่มต้นจากการมีอุตสาหกรรมและการผลิตที่ล้ำหน้ากว่า แต่เกิดจากการมีกำลังทหารและกองทัพเรือที่ทรงอานุภาพกว่าต่างหาก
ในส่วนของเรื่อง“เรอนาสซองส์”นั้น หนังสือเล่มนี้ชี้ให้เห็นว่าหาใช่เป็นเรื่องของฝรั่งล้วนๆ หากเอเชียและอาฟริกาก็มีส่วนในการสร้าง“เรอนาสซองส์” ให้ฝรั่งด้วย หากไม่มี “ตะวันออก”ก็ไม่มี “เรอนาสซองส์”ใน ”ตะวันตก” อารยธรรมตะวันตกล้วนๆไม่มีอยู่จริงฉันใด “เรอนาสซองส์”ที่มาจากภูมิปัญญาและความก้าวหน้าของตะวันตกล้วนๆก็ไม่จริงฉันนั้น
อีกทั้งศิลปะวิทยาการและปรัชญาของกรีกโบราณที่ยุโรปฟื้นฟูขึ้นมาใช้นั้น ก็ได้มาจากตำราภาษาอาหรับซึ่งแปลมาจากงานดั้งเดิมของกรีกอีกทีหนึ่ง บทบาทของชาวอาหรับแห่งโลกตะวันออกที่มีต่อ“เรอนาสซองส์”คือ การรับเอาหนังสือและและงานเขียนประดามีของกรีกโบราณไปเก็บไว้ในรูปของหนังสืออาหรับ ทำให้ความคิดอ่านที่เป็นอู่อารยธรรมตะวันตกไม่สูญหายไปพร้อมกับการล่มสลายของอาณาจักรโรมัน และในที่สุด(ประมาณ 1 พันปีต่อมา)ยุโรปจึงได้ฟื้นตัวกลับมาเป็นทายาทของกรีกโบราณอีกครั้งในยุค“เรอนาสซองส์”นี่เอง
ส่วนคอร์เปอร์นิคัสชาวยุโรปที่เสนอว่าโลกหมุนรอบดวงอาทิตย์ ไม่ใช่ดวงอาทิตย์หมุนรอบโลกอย่างที่เคยเชื่อๆกันมานั้น เขาก็มิใช่คนแรกในโลกที่เสนอทฤษฎีเช่นนี้ หากมีนักดาราศาสตร์ชาวอิสลามเคยเสนอมาก่อนหน้านี้ถึง 150 ปี ที่น่าพิศวงยิ่งกว่านั้นคือ ชาวอียิปต์โบราณก็เชื่อเช่นนั้นมานานแล้ว ทั้งชาวอิสลามและชาวอิยิปต์ที่โบราณกว่าซึ่งมิใช่ชาวตะวันตกต่างถูกกวาดออกไปจากการเป็นบรรพบุรุษของวิชาดาราศาสตร์ ก็เพราะเขาไม่ใช่ชาวตะวันตกนั่นเอง
หนังสือเล่มนี้ชี้ให้เห็นว่าตะวันออกนั้นเริ่มก่อนในหลายๆ เรื่อง ตะวันตกได้ศึกษาและรับการถ่ายทอดไปประยุกต์และเพิ่งมีบทบาทที่สำคัญโดดเด่นในศตวรรษที่ 18 เป็นต้นมาเท่านั้นเอง เหตุที่ตะวันตกมีขีดความสามารถในการประยุกต์อย่างก้าวหน้าและรวดเร็วจึงดูเสมือนว่าโลกตะวันตกแต่เพียงผู้เดียวเท่านั้นที่เป็นผู้สร้างอารยธรรม
เราลืมไปว่าหากปราศจากเลขศูนย์ของอินเดีย ปราศจากวิชาพีชคณิต เรขาคณิต ตรีโกณ ปราศจากความรู้เรื่องการเดินเรือทางไกลและวิศวกรรมด้านการต่อเรือขนาดใหญ่ในสมัยเจิ้งเหอ ผู้นำทัพเรือของราชวงศ์หมิงซึ่งออกสำรวจโลกก่อนโคลัมบัสหลายสิบปี เดินเรือจากจีนผ่านมหาสมุทรแปซิฟิกและอินเดีย จนมาถึงอาฟริกาตั้งแต่ปี ค.ศ.1405 ถึงปี ค.ศ.1433ด้วยกองเรือหลายร้อยลำและมีกำลังพลกว่า 20,000 คน ขนาดของเรือใหญ่กว่าเรือของโคลัมบัสถึงหกเท่า เจิ้งเหอออกท่องทะเลถึงเจ็ดครั้ง และภารกิจในการเดินเรือครั้งที่สองในช่วง ค.ศ.1407-ค.ศ.1409 นั้น ได้มีการแวะเยือนอยุธยาและเข้าเฝ้าพระมหากษัตริย์ของสยามอีกด้วย
เราต้องไม่ลืมว่าหากปราศจากความสามารถเรื่องอุตสาหกรรมสิ่งทอและสิ่งพิมพ์ในจีน การค้นพบดินปืน การผลิตเหล็ก การใช้ปิโตรเลียมเป็นพลังงานในจีนก่อนตั้งแต่ศตวรรษที่ 11 หรือปราศจากการนำร่องปฏิวัติเกษตรกรรมอุตสาหกรรมในตะวันออกแล้วไซร้ จะมีล่ะหรือโลกสมัยใหม่ที่เป็นของตะวันตกใน 200 กว่าปีมานี้
รัดยาร์ด คีปลิง(Ruyard Kipling) เคยกล่าวไว้ว่า “ตะวันตกก็คือตะวันตก ตะวันออกก็คือตะวันออก ไม่มีวันที่ทั้งสองจะมาบรรจบกัน” ซึ่งเป็นความเชื่อแบบยกยอตัวเอง เข้าข้างตัวเอง และเหยียดหยามผู้อื่นเช่นนี้ถูกหนังสือเล่มนี้ปฏิเสธไปเรียบร้อยแล้ว เพราะในโลกของความเป็นจริงนั้นไม่เคยมีการแยกตะวันออกกับตะวันตกออกจากกัน ยิ่งกว่านั้นหนังสือเล่มนี้ยังชี้ให้เห็นว่านับเป็นพันๆปีที่ซีกตะวันออก ล้ำหน้ากว่าซีกตะวันตก ตะวันตกเพิ่งจะแซงตะวันออกเมื่อ 200 ปีมานี้เอง
ฉะนั้น จากศักยภาพที่มีอย่างเหลือล้นในอดีตของตะวันออกจึงเป็นไปได้ว่าไม่เป็นเรื่องที่จะแปลกประหลาดอันใดที่ตะวันออกจะเริ่มกลับมาไล่ทันและแซงหน้าหลายๆส่วนของตะวันตกได้และเชื่อว่าจะแซงล้ำหน้าตะวันตกไปในที่สุด ยิ่งในปัจจุบันเช่นนี้ที่เกิด “วิกฤตแฮมเบอร์เกอร์” ก็ชัดเจนแล้วว่าจีนจะเป็นชาติแรกที่ฟื้นจากภาวะเศรษฐกิจโลกฟุบตัวอยู่นี้ก่อนประเทศใดๆในโลก และจีนอยู่อยู่ฐานะที่จะช่วยฉุดเราให้พ้นจากวิกฤตนี้
สำคัญอยู่ที่ว่าไทยมองเห็นโอกาสเหล่านี้หรือไม่ มิใช่คอยแต่จะเกาะติดขบวนรถไฟสายตะวันตกของฝรั่งที่ใกล้ถึงยามสนธยาแล้วอยู่อย่างไม่ลืมหูลืมตา ถึงเวลาหรือยังที่เราจะหันมาใช้บริการรถไฟสายตะวันออกของเอเชียที่กำลังจะผงาดกลับสู่ตำแหน่งเดิมในประวัติศาสตร์ที่ยาวนานและอยู่ใกล้ตัวแทน ก่อนที่จะพากันตกเหวลึกไปพร้อมกับรถไฟสายตะวันตกที่ยังมัวงมโข่งหาทางออกจากอุโมงค์อันมืดมิดไม่เจอดังเช่นปัจจุบันนี้
 
 
 
--------------------
หมายเหตุ เผยแพร่ในกรุงเทพธุรกิจออนไลน์เมื่อวันที่ 13 มกราคม 2552

ความจริง ผมเห็นว่า

ความจริง ผมเห็นว่า การเถียงว่า "ตะวันออก หรือ ตะวันตกใครกันแน่ที่สร้างอายธรรม" หรือ "อายธรรมใครดีกว่ากันแน่" และ อื่นๆ ประเภทนี้ เป็นเรื่องไร้สาระ คือ เหมือนเด็กแข่งอวดกันว่า บ้านใครใหญ่กว่าใคร พ่อใครเก่งกว่าใคร ฯลฯ

ในขณะที่ผมไม่ยอมรับการพูดในกรอบเช่นนี้ (ไม่วาจะในงานของอเนก หรือของคุณชำนาญ) และดังนั้น ที่จะเขียนนี้ก็ไม่ใช่ต้องการยืนยันในด้านกลับว่า "ตะวันตก สร้างอารยธรรม" แต่สิ่งที่จะบอกคือ ผมว่า ตะวันตก "เข้าสู่ทุนนิยมอุตสาหกรรม และสมัยใหม่ก่อตะวันออก" ความจริง ไมใช่ "ตะวันตก" ทั้งหมดด้วยซ้ำ แต่คือ ยุโรปตะวันตก ตะวันตกปัจจุบัน ซึ่งเรื่องนี้ เป็นปัญหาทางทฤษฎีใหญ่ที่มีนักวิชาการ โดยเฉพาะสายมาร์กซิสต์ ถกเถียงกันมานานแล้ว

...................

ผมขอยกตัวอย่าง การที่เถียงกันในกรอบแบบนี้ แบบผิดๆ คุณชำนวญเขียนในบทความนี้ว่า

"ส่วนคอร์เปอร์นิคัสชาวยุโรปที่เสนอว่าโลกหมุนรอบดวงอาทิตย์ ไม่ใช่ดวงอาทิตย์หมุนรอบโลกอย่างที่เคยเชื่อๆกันมานั้น เขาก็มิใช่คนแรกในโลกที่เสนอทฤษฎีเช่นนี้ หากมีนักดาราศาสตร์ชาวอิสลามเคยเสนอมาก่อนหน้านี้ถึง 150 ปี "

นี่แสดงความไม่รู้เรื่อง "ตะวันตก" จริงครับ ฝ่าย"ตะวันตก" ที่เขายกย่อง Copernicus ว่า เป็นคน "กลับหัวกลับหาง" จาก geo-centric (โลกเป็นศูนย์กลาง) มาเป็น helio-centric (ดวงอาทิตย์เป็นศูนย์กลาง) เขาไม่ได้ยกย่องว่า "เป็นคนแรกในประวัติศาสตร์โลกที่เสนอเช่นนั้น" ครับ เพราะความจริง ไอเดียแบบ helio-centric นี้ มีเสนอโดยพวกนักคิดกรีก แต่แรกแล้ว และดังนั้น ก็ต้องก่อน "นักดาราศาสตร์อิสลาม" แน่ๆ (เพราะอิสลาม มาทีหลังกรีก) แต่แนวคิดนี้ไม่ได้ยืนยงมา สิ่งที่ Copernicus เสนอ คือการกลับไปหาแนวคิดที่เคยมีอยู่แล้ว (ใน"ตะวันตก")นี้

นี่เอาให้ดูเป็นตัวอย่างว่า ลักษณะการเถียง "บ้านใครใหญ่กว่าใคร ฯลฯ" ประเภทนี้ ไม่มีประโยชน์ ทำให้หลงมายาเปล่าๆ (แต่ประเด็นทำไม ตะวันตกจึงเป็นทุนนิยมอุตสาหกรรม และ modernity ก่อน เป็นประเด็นที่ผมเห็นว่าสำคัญ ซึ่งไม่เพียงควรยอมรับ แต่ควรศึกษา ถกเถียงอภิปรายอยู่)

"สำคัญอยู่ที่ว่าไทยมองเห็นโอก

"สำคัญอยู่ที่ว่าไทยมองเห็นโอกาสเหล่านี้หรือไม่ มิใช่คอยแต่จะเกาะติดขบวนรถไฟสายตะวันตกของฝรั่งที่ใกล้ถึงยามสนธยาแล้วอยู่อย่างไม่ลืมหูลืมตา ถึงเวลาหรือยังที่เราจะหันมาใช้บริการรถไฟสายตะวันออกของเอเชียที่กำลังจะผงาดกลับสู่ตำแหน่งเดิมในประวัติศาสตร์ที่ยาวนานและอยู่ใกล้ตัวแทน ก่อนที่จะพากันตกเหวลึกไปพร้อมกับรถไฟสายตะวันตกที่ยังมัวงมโข่งหาทางออกจากอุโมงค์อันมืดมิดไม่เจอดังเช่นปัจจุบันนี้"

อิ อิ อิ ไม่อยากพูดคำพูดสั่วๆ แบบว่า เขารู้มาตั้งนานแล้วน้อง เล๊ย อิ อิ

ก็นี่แหละ คือประเด็น เขาพยายามพูด พยายามบอก เขาด่า พวกประชาไท พวกเสื้อแดง ไอ้เหลี่ยม มาตั้งนานแล้วไม่ใช่เหรอ ว่า อย่าตามตูดฝรั่งๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ

ในความหมายของบทความนี้ ก็คงจะหมายถึงแค่ในแง่ของเศรษฐกิจเท่านั้นเองมั๊ง เพราะเห็นใช้คำว่า ผงาดกลับสู่ตำแหน่งเดิม แต่ พวกเสื้อเหลืองน่ะ เขาหมายกว้างไปอีก กว้างไปกว่านี้เยอะ เขารวมถึงวิถีชีวิต ค่านิยม ต่างๆด้วย ดังนั้น ในสายตาเสื้อเหลือง หลายๆอย่างเลย ตะวันออก ยังคงดีอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้อง "กลับ" ไปผงาดอะไร เพราะมันผงาดอยู่แล้ว เพียงแต่สิ่งเหล่านี้ มันมองด้วยตาไม่เห็น ไม่มีตัวเลขอ้างอิง แค่นั้นเอง อย่าไปเอาสิ่งไร้สาระบางอย่างของฝรั่ง มายึดมั่นให้มากนัก เอาค่านิยมของฝรั่ง มาขัดแย้งกับคนไทยด้วยกันเองทำไม นี่ มันจึงเป็นต้นเหตุของความขัดแย้งทั้งหมด ระหว่าง เสื้อเหลืองกับเสื้อแดง ระหว่าง คนที่มั่นใจ เข้าใจในวิถีชีวิตของตนเอง กับพวกที่คอยจ้องแต่จะตามตูดฝรั่ง ถ้าแค่เรื่องวัตถุ ก็คงไม่ว่า แต่ดันผ่าจะไปตามเรื่องวิธีคิด ค่านิยม ความเชื่อต่างๆ อีกด้วย ดังนั้น จะเห็นบ่อยๆที่พวกเสื้อแดง มักคิดว่าเสื้อเหลือง งมงาย ล้าหลัง คลั่งชาติ แล้วคิดว่าตนเอง หัวก้าวหน้า ทันสมัย โลกาภิวัฒน์ แล้วนี่ อะไรเนี่ย อยู่ๆ หนึ่งในพวกแดงๆทั้งหลาย เพิ่งจะมาตาสว่าง เพิ่งจะมาตรัสรู้ เอาแล้วเหรอว่า หลงทาง มาตั้งนานแล้ว หือ อิ อิ อิ

อยากกลับไปเป็นไพร่เป็นทาส(ซึ่

อยากกลับไปเป็นไพร่เป็นทาส(ซึ่งดูเหมือน กำลังพยายามทำ และยัดเยียดให้คนอื่นทำด้วย) ก็กลับไปซิ

อยากหมอบอยากกราบ ก็หมอบไป กราบไป

อย่าลืมเคี้ยวหมาก เคี้ยวพลู ขี่เกวียนไปทำงาน

เลิกใช้internetเพราะมันเป็นเครื่องมือของพวกเห่อฝรั่ง กลับไปขีดเขียนด้วย กระดานชนวนซิ

พวกทาสที่ปล่อยไม่ไป ยังไงก็ยังอยากเป็นทาสอยู่ดี

ทาสดีๆอย่างนี้ หาได้ที่ไหน นอกจากที่ ตอแหลแลนด์ แดนแห่งเทวดา

สิ่งที่คุณชำนาญหรือหนังสือเล่

สิ่งที่คุณชำนาญหรือหนังสือเล่มที่คุณชำนาญเขียนถึงก็เฉลยอยู่แล้วว่าสิ่งที่ทำให้ตะวันตกดูเสมือนจะเจริญก้าวหน้ากว่าเราทุกวันนี้ก็คือ "ขีดความสามารถในการประยุกต์" ซึ่งนี่เป็นสิ่งที่สำคัญมากๆ ไม่ว่าจะเป็นอารยธรรมหรือความเจริญก้าวหน้าของปัจเจกบุคคล ถ้าไม่มีความสามารถในการประยุกต์ ความรู้ใดๆ ก็ไม่มีความหมาย ก็ในเมื่อตะวันตกเขามีสิ่งนี้ เขามาถึงจุดนี้ นี่เป็นสิ่งที่เราควรยอมรับ และพยายามสร้างขีดความสามารถในการประยุกต์ของตนเองขึ้นมาให้ได้

และก็อย่าเพิ่งลำพองไป อย่านึกว่าตะวันตกกำลังถึงจุดแห่งอาทิตย์อัสดง รู้รึเปล่าว่าจำนวนคนที่มีอายุเกิน 100 ปีของอเมริกากำลังก้าวขึ้นมาสู่อันดับต้นๆ ของโลกแล้ว ไม่เชื่อลองคีย์คำว่าอายุ 100 ปีในภาษาอังกฤษดูก็ได้ เห็นเขาเป็นโลกทุนนิยมอย่างนี้เถอะ เขาก็มีด้านจิตวิญญาณสูงมากเหมือนกัน เขาเรียนรู้อยู่ตลอดเวลา

This is a thoughtline of

This is a thoughtline of delightful.
I like it.

การที่ชำนาญหรือใครก็ตามจะเขีย

การที่ชำนาญหรือใครก็ตามจะเขียนบทความที่อธิบายหัวข้อที่กินความกว้างขวาง อย่างใครกันแน่ที่สร้างอารยะธรรม ตะวันออกหรือตะวันตก นั้นผมเห็นว่าอย่างไรเสียก็เขียนได้แบบตาบอดคลำช้าง ไม่มีทางที่จะทำให้ผู้อ่านทุกคนเห็นด้วยในทุกหัวข้อที่ใช้เป็นตัวอย่างอ้างอิง ตัวอย่างเช่นที่สมศักดิ์เจียมแกแสดงทัศนะไว้ข้างบนนี้ หากถกเถียงกัยไปอีกในอีกหลายหัวข้อ ก็จะได้ข้อขัดแย้งเพิ่มเติมอีกมากมาย เช่นใครจากไหนเดินเรือรอบโลกได้เป็นคนแรก ฯลฯ ผู้ติดตามอ่านก็จะได้ประเทืองปัญญากับความเห็นสนับสนุนและคัดค้าน อีกหลายรูปแบบ ซึ่งผมขอให้ความเห็นส่วนตัวว่าแม้จะสนุกดีแต่ไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่นัก ในเมืองจีนยุคปัจจุบันทำกันมาแทบทุกหัวข้อแล้ว ในการหาเหตุผลสนับสนุนว่า อารยะธรรมจีนนั้นก้าวหน้ามาก่อนตะวันตก

หัวข้อที่น่าจะศึกษาและถกเถียงกันยิ่งกว่า และอาจเป็นอรรถประโยชน์ยิ่งกว่า ก็คือความแตกต่างของระบอบการปกครองตะวันตกอย่างประชาธิปไตยกับระบบพรรคเดี่ยวแบบจีน ระบอบไหนจะอยู่รอดได้และมหาประชาชนใต้ระบอบจะสามารถได้ประโยชน์มากกว่ากัน ภายใต้เงื่อนไข ว่าถึงยุคที่ธรรมชาติกลับมาลงโทษมนุษยชาติตามที่เคยเกิดขึ้นแล้วในประวัติศาสตร์โลก

ทุพพิกภัยและการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศของโลกในช่วงคริสตศวรรษที่๑๓-๑๔นั้น เป็นเหตุให้โลกส่วนที่มีอารยะธรรมสูงส่งทั้งตะวันตกและตะวันออกเสื่อมสลาย อนารยะชนซึ่งมีอารยะธรรมต่ำกว่าแต่มีความสามารถรวมกลุ่มก้อนและเอาตัวรอดจากความแห้งแล้งและวิบัติของภูมิอากาศที่เกิดจากวัฏจักรปรกติของโลกได้ดีกว่า สามารถสร้างอาณาจักรยิ่งใหญ่เช่นมองโกลและลบล้างอาณาจักรเจ้าอารยะธรรมยุคนั้นอย่างจีนและเปอร์เซียลงไปได้ หรือความแห้งแล้งกระทันหันสมารถทำให้อารยะธรรมอินคามายาในอเมริกาใต้สาปสูญไปได้

ผมเกรงว่าในอนาคตอันใกล้วัฎจักรทุพพิกภัยประเภทธรรมชาติลงโทษกำลังจะกลับมาสู่โลกอีกครั้ง การเปลี่ยนแปลงทางภูมิอากาศระดับคนทั้งโลกรู้สึกและได้รับผลกระทบโดยตรงเริ่มเป็นข่าวไปทั่วโลก

ภายใต้ความเจริญก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี่ในปัจจุบัน แม้จะเหนือล้ำกว่าโลกยุคคริสตศวรรษที่๑๓-๑๔มากมายนัก แต่เมื่อต้องต่อสู้กับวัฎจักรธรรมชาติของโลกแล้ว อารยะธรรมและวิทยาการต่างๆที่มนุษย์สร้างขึ้นมาแทบไม่มีความหมายอย่างไรเลย

โดยส่วนตัวผมเองแล้วผมสนใจและห่วงอนาคตมากกว่าอดีต และสนใจจะครุ่นคิดในแง่เปรียบเทียบระบอบหรือระบบที่จะมนุษย์จะใช้เอาตัวรอดจาก ภัยพิบัติทางธรรมชาติที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้มากกว่า

เท่าที่ทราบ ผมว่าจีนเตรียมตัวกับเรื่องนี้ไว้มากกว่าโลกตะวันตกนะครับ อาจเป็นเพราะมีประวัติศาสตร์ที่ได้รับการบันทึกต่อเนื่องกันยาวนานร่วมสี่พันปี ทำให้เข้าใจวัฎจักรธรรมชาติของโลกมากกว่าชาวตะวันตก ที่พึ่งรุ่งเรืองขึ้นมาไม่กี่ร้อยปีมานี่เอง

การประชุมต้านภาวะโลกร้อนที่เดนมาร์กที่ว่ากันว่าล้มเหลวนั้น สาเหตุหนึ่งเป็นเพราะในหมู่ชาติมหาอำนาจนั้นมีการศึกษาเข้าใจชัดเจนแล้วว่า ไม่มีวิธีการใดที่มนุษยชาติสร้างขึ้นหรือคิดแก้ไขเปลี่ยนแปลงจะสามารถหยุดวัฎจักรภูมิอากาศตามธรรมชาติของโลกได้ จะมีหรือไม่มีกาซเรือนกระจกโลกก็จะต้องเข้าสู่ยุคเย็นจัดร้อนจัดตามที่เคยเป็นมาหลายครั้งและถูกบันทึกไว้ในวงชีวิตของต้นไม้ที่มีอายุนับพันปี...การออกมาตรการต้านนั้นไม่เป็นประโยชน์เท่าใด ควรร่วมกันหามาตรการเอาตัวรอดและประเมินขอบเขตพื้นที่ที่จะได้รับผลกระทบและนำประชากรออกจากพื้นที่นั้นๆ หรือหาทางลดความเสียหายในพื้นที่นั้นๆจะเป็นประโยชน์กว่า......

สมมติว่าเกิดภาวะโลกร้อน น้ำแข็งบนเทิอกเขาหิมาลัยละลายทำให้เกืดน้ำท่วมใหญ่และตามด้วยภาวะแห้งแล้งแม่น้ำทุกสายที่ใช้หิมะจากหิมาลัยเป็นต้นน้ำ หยุดไหลหรือไหลน้อยลงมาก ประเทศประชาธิปไตยที่ใหญ่ที่สุดในโลกอย่างอินเดียจะดำรงระบอบประชาธิปไตยไว้ได้ไหมครับ จะดูแลคนนับพันล้านที่อดหยากหิวโหยได้อย่างไร เมื่อเปรียบเทียบกับจีนในภาวะโลกและธรรมชาติลงโทษเช่นเดียวกัน.......

ผมเปิดประเด็นกว้างๆไว้เช่นนี้ ใครใคร่ให้ความเห็นก็เชิญได้นะครับ...

ทาส เทิด อะไร๊ ไอ้ด๊อก

ทาส เทิด อะไร๊ ไอ้ด๊อก มึงพูดของมึงเอง มันจะเป็นไปได้ยังไงวะ คนเราอยู่ดีๆ จะ อยากไปเป็นทาส ไพร่ อยาก เป็นคนชั้นต่ำ นอกจาก
1. มันเป็นคนปัญญาอ่อน
2. มันโดนจ้างมาให้เขียน ล้างสมองคนอื่น

สำหรับกู
1. กูไม่ได้รับจ้างใครมาเขียนแน่นอน 100 %
2. กูอาจจะโง่ หรือ ปัญญาอ่อน อันนี้ ก็ไม่รู้ แต่กู เคยวัดไอคิว ตอนเรียนวิชา จิตวิทยา รึอะไรทำนองนี้นี่แหละ ได้ ร้อยกว่าๆ ก็ กว่าไปพอสมควร น่าปลื้มอยู่หรอก ไม่รู้ข้อสอบแม่งมั่วรึเปล่า ช่างมันเถอะ ก็เป็นไปได้ ที่ มันอาจจะโง่ นะ แต่ ไม่มีหลักฐานว่ะ ที่นี้ ที่กูอยากจะ..... อ้าว งาน มาพอดีว่ะ งั้น ต้องค้างไว้ตรงนี้ละกัน ไปละโว้ย เชิญมึงสุมหัวกัยต่อไปนะ......... อิ อิ อิ

อะ ต่อ ข้ามมา สรุปเลย ดีกว่า

อะ ต่อ ข้ามมา สรุปเลย ดีกว่า กูก็แค่เห็นด้วยกับบทความ แล้วมึงจะต้องมาเดือดร้อนอะไรนักหนา กูว่านะ กูว่า มึงคงหงุดหงิด และทนไม่ได้ ที่เห็นพวกเดียวกัน เริ่มตาสว่าง เริ่ม ค่อยๆหายงมงาย เริ่มคิดเองเป็น และ เริ่ม พูดไม่ตรงกับที่พวกมึงเคยคิดซะแล้ว อิ อิ อิ อ่ะ กูก็สงสารพวกมึงนะ นับวัน ยิ่งพูดกันไปคนละทางสองทาง ที่จริงมันก็ดีนะ มันเริ่ม ฉลาดขึ้น ส่วนมึง ทางทีดี มึงอย่ามาหงุดหงิดใส่กูเลยวะ เอา แบบไอ้เจียมนู่น ไปด่าให้ถูกคน คนที่ทำให้มึงหงุดหงิด พวกมึงเอง นู่น อย่ามาพาล ไอ้ .....แดงเอ๊ย ไม่อยากด่า ว่ะ สงสาร อิ อิ อิ กร๊ากกกกก กั่กกกๆๆๆๆๆๆ

FFFFFFF FFFFFFF ตะวันออกสร้าง

FFFFFFF
FFFFFFF

ตะวันออกสร้างอารยะธรรมก่อนตะวันตก....
แล้วไง ? so what ?

เราควร"ขี่จักรยาน"รอบสยามพารากอนโดยมีกระป๋องกาแฟโบราณห้อยตรงหน้ารถ แล้วร่วมกัน"รณรงค์" ให้ผู้คนในสังคมนี้ช่วยกัน "เหยียดหยาม" สวีเดนซึ่งเป็น"พวกตะวันตก" แล้วช่วยกัน "เชิดชู" เกาหลีเหนือซึ่งเป็น"พวกตะวันออก" -ยังงั้นเรอะ ?............

ผมว่าเราควร"บ้า"กันพอท้วมๆชิลๆ พอให้ชีวิตและสังสารวัฏนี้มีสีสันบ้างก็พอนะเฮีย
แต่อย่า"บ้าบอคอแตก"ถึงกับให้ "ต่วยตูน"กะ"ขายหัวเราะ"ต้องเอาไปตีพิมพ์เลยดีกว่า-เฮียว่ามะ ?.........

รึใครว่างัย ?...............

------------------------
คิกคัก คิกคัก

FFFFFFF
FFFFFFF

"ตะวันออก หรือ

"ตะวันออก หรือ ตะวันตกใครกันแน่ที่สร้างอายธรรม"

ถ้าโฟกัส "อารยธรรมทางภูมิปัญญา" ผมคิดว่า ตะวันตกชัดเจนในเรื่องการสร้าง "ภูมิปัญญาทางโลก" หมายถึงภูมิปัญญาที่ก่อให้เกิดวิวัฒนาการทางด้านวิทยาศาสตร์ เศรษฐกิจ สังคม การเมือง ฯลฯ อารยธรรมทางปัญญาของตะวันตกเกิดจากฐานคติที่ว่า มนุษย์เป็น ratonal being และ "เหตุผล" คือเครื่องมือของการสร้างอารยธรรมทางภูมิปัญญา

การถือว่า "เหตุผล" คือเครื่องมือสำคัญในการสร้างอารยทางภูมิปัญญา มีข้อที่น่าสังเกตคือ
1. ความรู้หรือสัจจะเกิดจากการใช้เหตุผลของมนุษย์ ไม่ใช่ถูกให้มาโดยเทพเจ้า
2. ความรู้หรือสัจจะที่ถูกนำเสนอไม่ได้มาจากมนุษย์ผู้เป็น "สัพพัญญู" ที่รู้ทุกอย่างแล้ว แต่เกิดจากผู้ใช้เหตุผลที่พยายามแสวงหาหรือทำความเข้าใจโลกและสรรพสิ่งที่ความเข้าใจหรือความรู้นั้นอาจยังบกพร่องได้ แก้ไข ปรับปรุงพัฒนาได้ตามการค้นพบที่ก้าวหน้าขึ้นเรื่อยๆ
3. ฉะนั้น ทุกคนที่ต่างก็เป็น ratonal being เสมอกัน สามารถโต้แย้งถกเถียงกันได้ สร้างองค์ความรู้หรือทฤษฎีใหม่ๆได้อย่างเสรี
4. เน้นวัฒนธรรมวิพากษ์วิจาณ์ด้วยเหตุผล

ส่วนอารยธรรมทางภูมิปัญญาของตะวันออกคือ "ภูมิปัญญาทางจิตวิญญาณ" ที่ถือว่า "ศรัทธา" และ "ญาณวิเศษ" ทำให้มนุษยืเข้าถึงความจริง ความดี ความงาม "สัมบูรณ์" เช่น การเข้าถึงสิ่งสัมบูรณ์ที่เรียกว่า "พระเจ้า" จะต้องอาศัยศรัทธา การเข้าถึงสิ่งสัมบูรณ์ที่เรียกว่า "นิพพาน" จะต้องอาศัยการบ่มเพาะปัญญาจนกระทั่งเกิดญาณวิเศษหรือการตรัสรู้

การถือว่า ศรัทธา และปัญญา(ญาณวิเศษ) เป็นที่มาของความรู้ ความจริง ความดี มีข้อที่น่าสังเกตคือ
1. มีความจริง ความดี ความงามอันเป็นคำตอบสำเร็จรูปอยู่แล้วในฐานะเป็นพระเจ้า หรือกฎธรรมชาติ
2. เราทราบตามข้อ 1.ได้จากพระเจ้า หรือจากศาสดาที่เป็น "สัพพัญญู"
3. วิธีที่จะเข้าถึงตามข้อ 1 ต้องศรัทธาต่อพระเจ้าอย่างปราศจากข้อสงสัย หรือต้องศรัทธาต่อปัญญาตรัสรู้ของ "สัพพัญญู"และพยายามเดินตามรอยท่าน
4. การค้นพบสัจจะ หมายถึงการค้นพบสัจจะซ้ำรอยที่ศาสดาหรือสัพพัญญูเคยค้นพบและนำเสนอไว้ให้ ฉะนั้นการเรียนรู้เน้นการคล้อยตามมากกว่าคิดต่าง จึงไม่เน้นวัฒนธรรมการวิพากษ์วิจารณ์ด้วยเหตุผล

การศึกษาความต่อเนื่องทางวัฒนธ

การศึกษาความต่อเนื่องทางวัฒนธรรม ตะวันตก-ตะวันออกเป็นเรื่องน่าสนใจ แต่ส่วนมากนักวิชาการมักจะมีความคิด bias ไปในทางที่ตนเชื่อ บทความนี้ก็เช่นเดียวกันที่ผู้เขียนเหมือนกับมีธงอยู่แล้ว ทำให้มีการนำข้อเท็จจริงมาเปิดเผยอย่างไม่ตรงกับความเป็นจริง

ในโลกนี้รากฐานอารยธรรมหลักๆมี 3 แห่งคือ กรีกโบราณ จีน และฮินดู แต่ละแห่งก็มีอิทธิพลต่อการพัฒนาของอารยธรรมอื่นพอๆกัน และเป็นธรรมดาที่อารยธรรมที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานมากเช่นฮินดู อียิปต์ หรือจีนจะคิดค้นอะไรได้มาก แต่ใน 3 อารยธรรมนี้กรีกดูจะน่าทึ่งในตัวเองเพราะภายในระยะเวลา "ยุคทอง" ที่จำกัด เพียงแค่ 4-5 ศตวรรษ (7th BC - 2nd BC) สามารพัฒนาตนเองได้จนถึงขีดสูงมากในทางวิชาการก่อนจะตกเป็นเมืองขึ้นของโรมันที่ไม่ใช่ชนชาตินักคิด

ข้อวิจารณ์ประการแรก คือ บทความนี้เน้นไปที่เรื่องปฏิวัติอุตสาหกรรม และการผลิตเหล็กมากทั้งๆที่การผลิตเหล็กไม่ใช่จุดชี้วัดในด้านความเจริญทั้งหมด ความรู้ความก้างหน้าทางวิทยาศาสตร์ และคณิตศาสตร์ต่างหาก ที่เป็นที่มาของแสนยานุภาพการทหาร และการเดินเรือ การที่จีนผลิตเหล็กได้ก่อนฝรั่งไม่ได้หมายความว่าจีนจะปฏิวัติอุตสาหกรรมได้ก่อนเพราะ ความรู้ทางวิทยาศาสตร์เช่นเครื่องจักรไอนำ และอื่นๆต่างหากที่เป็นกุญแจสำคัญ

การปฏิวัติความรู้ "เรอเนส์ซองส์" นั้นเกิดเพราะงานเขียนของกรีกทะลักออกมา หลังจากกรุงคอนสแตนติโนเปิล (ศูนย์กลางโรมันตะวันออก) ถูกตีแตกในต้นศตวรรษที่ 15 การอ่อนกำลังของศาสนจักร ประกอบกับมีเครื่องพิมพ์กูเตนเบิร์กเกิดขึ้นพอดี เรื่องที่อาหรับนำผลงานของกรีกไปแปล และย้อนกลับมาสู่ยุโรปเป็นเรื่องจริง เพราะในตอนกลางยุคกลางอาหรับเป็นศูนย์กลางการศึกษาวิทยาการของกรีก แต่นั่นก็สะท้อนว่าอาหรับที่อยุ่ตรงกลางระหว่าตะวันตก และตะวันออกมีความเคารพต่อความรู้ของกรีกมากกว่าของจีน หรือ ฮินดูมาก ตรรกะของอริสโตเติ้ลและปรัชญาของเพลโตถูกคนอาหรับศึกษาด้วยความเคารพมาก แสดงให้เห็นพลังของอารยธรรมความรู้ของกรีก ความจริงถ้าไม่มีการกดขี่ของความเชื่อจากทางศาสนจักร ประเทศตะวันตกอาจจะไม่ต้องเข้าสู่ยุคมืดเลยก็เป็นได้ แต่อย่างไรก็ดีนักวิชาการทางศาสนจักรมีบทบาทสำคัญในการสงวนรักษาความคิดของคนโบราณ (โดยการคัดลอก)

ทั้ง Coppernicus หรือคนอาหรับที่ไหนก็ไม่ได้ค้นพบว่าดวงอาทิตย์เป็นศูนย์กลางสุริยะจักรวาล แต่เป็นผลงานของ Aristaพchus of Samos ซึ่งมีชีวิตอยู่ ช่วง 310 - 230 BC. (see Sir Heath, Thomas: Aristarchus of Samos: The Ancient Copernicus) แม้การคำนวณจะมีความคลาดเคลื่อนอยู่บ้าง (กรีกใช้หน่วยวัดเป็น "สตาเดีย") แต่ก็แสดงให้เห็นถึงความก้าวหน้าของคณิตศาสตร์กรีกที่มีความลึกซึ้งเป็นระบบที่สุดในโลก จะเห็นได้จากการที่งานเขียน "the Elements" ของยูคลิด (Euclid) เป็นหนังสือเลขที่ตีพิมพ์มากว่า 2300 ปีแล้ก็ยังมีคนศึกษาอยู่อย่างจริงจัง หรือหนังสือ "the Principia Mathematica" ของ ไอแซก นิวตัน ที่ใช้เลขาคณิตแบบกรีกของยูคลิด ในการอธิบายกฎของจักรวาลสร้างหลักกลศาสตร์ ได้อย่างงดงามยิ่ง โดยนิวตันเองเคยบอกว่าmujเขาคิดค้นได้ก็เพราะเขาได้ศึกษาความคิดกรีกทำให้เปรียบเสมือน "ยืนอยู่บนหัวไหล่ของยักษ์" (Standing on sholder of the giants) จึงมองเห็นสรรพสิ่งได้โดยง่าย ส่วนเรื่องการพัฒนา algebra (พีชคณิต) นั้นมีเกิดขึ้นหลายแห่งทั่วโลกในระยะเวลาต่างๆกัน แต่การพัฒนาครั้งสำคัญเกิดในตะวันตกในยุคสมัยของ Fermat, Gauss และ Euler จนเกิดแนวคิด Abstract algebra และเป็นพื้นฐานแบบที่เราใช้กัน ส่วนตรีโกณนั้นฮินดูคิดมาก่อนจริง

ความรู้ทางคณิตศาสตร์มีความก้าวหน้ามากเช่นกันในอินเดีย เลขอารบิคที่เรารู้จักกันไม่ใช่แขกเป็นคนคิด (รวมทั้งตัวเลขศูนย์ที่เลื่องชื่อนั่นด้วย) ความจริงฮินดูคิดแต่ฝรั่งไปเรียนต่อมาจากอาหรับ อย่างไรก็ตามฮินดูเองก็รับอิทธิพลของกรีกไปมากเพราะมีการติดต่อกับอาหรับ โดยเฉพาะเอกสารความรู้ของอเล็กซานเดรีย เช่น อาคิมีดีสยอดอัจฉริยะ ซึ่งเป็นคนแรกที่พัฒนาระบบเลขยกกำลังจนไปถึงจำนวนนับไม่ถ้วน (ทุกอะตอมในจักรวาล) มีการศึกษาว่าคนฮินดูได้อ่านงานของอาคิมิดีสแล้วไปพัฒนาระบบตัวเลขของตน (อย่างนิทานเรื่องที่เจ้าชาย Siddhartha ท่องชื่อตัวเลขของทุกปรมาณูในจักรวาลในการสอบแข่งขันเพื่อชิงตัวชายา ก็มาจากการศึกษางานเขียน "the sand reckoner" ของอาคิมิดีส) โปรดดูหนังสือ The Nothing that Is: A Natural History of Zero (Robert Kaplan)

ที่เขียนมายืดยาวก็เพราะผมคิดว่า การมองความข้างเดียวอย่างอคติเช่นบทความนี้ ไม่ได้ทำให้เกิดความจริงเพราะมีข้อบิดเบือนแบบตั้งธงมามาก รากฐานความคิดในปัจจุบันของเราเกือบทั้งหมดที่เถียงกันอยู่ในที่นี้ความจริงก็คือ Helenocentric ที่มีกรีกเป็นศูนย์กลาง กรีกอาจไม่ได้ดีที่สุด แต่เป็นชนชาติที่คิดเป็นระบบที่สุด ตั้งคำถามมากที่สุด(แม้กับตนเอง) งมงายน้อยที่สุด ส่วนเรื่องของความคิดและการค้นพบนั้น ตลอดประวัติศาสตร์มีการหยิบยืมกันตลอดเวลา ไม่มีใครขโมยใครเพราะความคิดไม่ใช่ทรัพย์ ขโมยกันไม่ได้ แต่อาจมีการค้นพบโดยอิสระต่างที่ต่างเวลากันได้ ผมมองว่ารากฐานความคิดตะวันตกไม่ได้ชั่วร้ายอะไร (ความจริงกลับมีอุดมคติที่สูง) แต่ฝรั่งก็คนธรรมดาเหมือนเราๆมีกิเลส หลงผิดกันได้ ปัญหาที่เรามีอยู่กันทุกวันนี้เป็นเพราะความโลภความหลงผิดทั้งนั้น ประเทศเรามีปัญหาก็เพราะคนไทยก็หลงผิด งมงาย โลภ กันได้ทั้งนั้น ไม่ใช่เพราะวิชาที่เราเรียนมาจากฝรั่งหรอก กลับกันน่าจะเป็นเพราะธรรมะเราไม่แข็งแรงเหมือนที่เราเชื่อกันมากกว่า ที่สำคัญคือความรู้ไม่จริง เดี๋ยวนี้คนไทยจบนอกเยอะนึกว่าเข้าใจฝรั่งหมดเปลือก ความจริงไม่ใช่หรอกก็แค่รู้ครึ่งๆกลางๆ แต่ไม่รู้รากเหง้าที่มาของเขาจริงๆ

นอกจากนี้ที่ว่าจีนจะผงาดมายิ่

นอกจากนี้ที่ว่าจีนจะผงาดมายิ่งใหญ่ นั่นก็คงจะจริงแต่จะมีใครสักกี่คนที่เทิดทูน "ความเป็นจีน" จากใจจริง มีใครที่คิดอยากจะเลียนแบบวิถีทางของประเทศที่มีการเซ็นเซอร์ชิพรุนแรง บริหารประเทศด้วยกลุ่มคนแค่หยิบมือ (oligarchy) เห็นต่างขัดแย้งกับฝ่ายมีอำนาจก็จับเข้าคุก 11 ปี หรือกักบริเวณ ใช้การออกกฎหมายและ ตั้งข้อหาคลุมเครือเอาคนไปลงโทษ เพื่อให้เกิดความกลัวในการแสดงความคิดเห็น ให้ข้อมูลที่เชื่อถือไม่ได้เกี่ยวกับเศรษฐกิจ-สังคมของตน และตีรวนไม่เคารพสิ่งแวดล้อมเพราะผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ

ถ้าจะว่าไปไทยเราก็เลียนแบบ "วิถีตะวันออก" ของจีนมาได้เยอะแล้วนะนี่ คงไม่ต้องห่วงเรื่องว่าจะไม่อินเทร็นแล้วล่ะครับ

Methaya Sirichit

:) you eased my

:)
you eased my study.
Thanx,xxx.

สรุปออกมาได้ดีมากครับ

สรุปออกมาได้ดีมากครับ ขอบคุณมากสำหรับความรู้

อยากให้ คุณเขียนยืดยาวกว่านี้ เป็นหนังสือออกมาเลย
เมืองไทยทำไม คนระดับคุณภาพ มีความรู้ความคิดดี
ถึงเงียบเชียบเหลือเกิน ปล่อยให้
คุณภาพเนื้อหาของหนังสือในท้องตลาดตกต่ำขนาดนี้

เท่าที่อ่านคุณน่าจะเป็นคนมีความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ด้วย
ึจึงได้เข้าใจอะไรเป็นระบบได้มากกว่า บรรดาคนเขียนตำรา
แนว ๆ นี้ของไทยที่มัก มีความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ไม่พอ

ที่ผมอยากจะเสนอเพิ่ม คือ เรื่องของศาสตร์ อื่น ๆ พวก social science
ที่สะท้อนเรื่องจริงของมนุษย์ ที่ทำให้มนุษย์เริ่มพ้นจากกรอบ เทพเจ้า หรือ สวรรค์
ซึ่งเป็น รากฐานของ modern world

ไม่ว่า ทฤษฎี วิวัฒนาการ ของ ชาร์ล ดาวินร์ => บอกที่มาของมนุษย์ในกรอบที่พ้นจากกรอบเดิม อย่างมีหลักฐานยืนยัน

ทฤษฎี ด้านจิตวิทยา ของ ซิกมุนด์ ฟรอยด์ => เปิดเผยกลไก ของความคิด ของมนุษย์

การอธิบาย เกี่ยวกับระบบเศรษฐกิจ ของ อดัม สมิท => ค้นพบธรรมชาติของการที่เราอยู่ด้วยกันและเกื้อกูลกันผ่านระบบเศรษฐศาสตร์

social contract ของ John Locke => อันนี้แต่เก่าก่อนก็มีแล้ว แต่ยังไม่ครบถ้วนสมบูรณ์

ผมเข้าใจว่าพวกนี้ กรีกยังไปไม่ถึง (หรือไม่พ้นจุดสำคัญ ) นะครับ แต่พวกนี้คือสิ่งชี้ขาด ที่ทำให้เราไม่ได้วนกลับไปตกต่ำ
(ตลอดประวัติศาสตร์ ที่ผ่านมา มีตกต่ำมีขึ้นสูงตลอด) เพราะเราเข้าใจกลไกเกี่ยวกับมนุษย์และสังคม
คือต่อให้เราเข้าใจอะไรซับซ้อนมาก ๆ ของปรากฎการณ์ธรรมชาติ แต่ยังไม่กล้า แตะ ตัวเองและ ความคิดตัวเอง
ของสังคม มันก็ยังไม่ก้าวข้ามมาได้จนถึงตอนนี้

ส่วนตะวันออก ด้านพวกนี้ไม่สามารถพัฒนามาเองได้เท่าไหร่ ครับหลงวนเวียนกันอยู่ในนั้น แ้ม้หลายคนในขณะนี้ก็ยังติดกรอบ
และใช้ไม่ถูกวิธี

อ้ออย่าลืมเงื่อนไขเทคโนโลยีอื่น ๆด้วย ที่ทำให้การสื่อแนวคิดเหล่านี้ทำได้กว้างขวางและเป็นระบบ และตั้งมั่น
กระดาษ การพิมพ์ ไฟฟ้า ... จนมาถึง อินเตอร์เน็ตที่เราใช้กันอยู่นี่

เค้าทำได้ขนาดนั้นก็ดีแล้ว การ

เค้าทำได้ขนาดนั้นก็ดีแล้ว

การเปลี่ยนพลิกอะไรเร็ว ๆ ทำไม่ได้ง่าย ๆ

ถ้านับสิทธิื์ ที่จะอยู่ต่อ ของ คนรัสเซีย ที่ตอนนี้ก็ยังไม่ได้มีอะไรมากกว่า ขุดแร่ขาย จากวันนั้นที่พลิกเป็นประชาธิปไตย
ไม่รู้ถูกหรือผิด สังเวยชีวิตคนไปเท่าไหร่

หรือ อินเดีย ที่หนาว ก็ตาย ร้อนก็ตาย ถึงประชาธิปไตย ก็ยังโดนกดด้วยอย่างอื่นอยู่ดี ไม่ว่าสังคม ศาสนา วัฒนธรรม
ที่่ช่วยกันกดทับตัวเอง ( พวกที่โดนกดจนอยากจะคิดก็ยังคิดไม่ออก ว่าทำไมฉันถึงได้ลำบาก บางคนไม่คิดด้วยซ้ำว่าลำบาก)

ไม่ได้ยกย่องอะไรมากมายหรอกนะแต่โจทย์มันไม่ง่าย

ตลอดประวัติศาสตร์จีน การเปลี่ยนแปลงสังเวยชีวิตคน หลักล้านขึ้นไปเสมอ
ขอให้มันค่อย ๆ เปลี่ยนผ่านไปโดยสงบ อย่างค่อย ๆ ดีกว่าครับผมว่า

สิทธิมนุษย์ชนอย่างนึงที่สำคัญ คือ "มีกิน อยู่ดีกินดี" ครับ อดตาย อะไรก็ไม่ต้องทำแล้ว
ไม่ว่าจะระบบการเมือง หรืออะไรที่ซับซ้อน มันล้วน เพื่อตอบสนอง สิ่งเหล่านี้ มันเป็นแค่เครื่องมือ

ส่วนของไทยนี่ควรโละเปลี่ยนได้แล้ว ไม่มีประสิทธิภาพ

ก็ช่วยเสริมสร้างอารยะรรม

ก็ช่วยเสริมสร้างอารยะรรม กันนะครับ ตะวันตกตะวันออก

ฝั่งตะวันออกก็มี ประวัติศาสตร์หลายช่วงหลายตอนหลายรายละเอียดที่ ไม่ได้ถูกเปิดเผยกันวงกว้าง
ก็ฝรั่งเองนั่นแหละที่ ช่วยมาค้นคว้า และเปิดเผย กันในช่วงหลัง ๆ ซึ่งแม้แต่คนตะวันออกด้วยกันยังไม่รู้

ส่วนที่บอกจะให้คนไทยเกาะขบวนรถไฟอะไรนั่น
ผมว่าเราก็ตะวันออกมาตลอดนะครับ แต่เป็น อินเดียโบราณ กับ ฮินดู ปนกับ ลัทธิศักดินา แบบเก่า ๆ
ที่หยามความเป็นมนุษย์ หรือแบบพุทธ ที่เราใช้กันผิด ๆ เช่น รอชาติหน้า ชาตินี้ลำบากเพราะชาติที่แล้วทำกรรม
(สงสัยทำกรรมดี เกิดเป็น ฝรั่ง เกิดเป็นคนไทยทำกรรมชั่วจึงลำบากและล้าหลัง )

จะเลียนจีน ก็ขอเอาขงจื้อเค้ามาบ้าง เรื่องหน้าที่ หน้าที่ และ หน้าที่
และวัฒนธรรมการเขียนหนังสือ อ่านหนังสือ คิด และวิภากษ์วิจารณ์
น่าจะช่วยให้เราดีกว่านี้

ที่แน่ ๆ ผมไม่เกาะ รถไฟไทยแน่ครับ เดี๋ยวตกราง หรือสไตร์ค ปล่อยผมลงกลางทาง

เราควรมาวิเคราะห์ตัวเองกันดีก่อนดีไหมว่า อารยธรรมเราคืออะไรกันแน่
มีเนื้อหาแก่นแท้อะไร การวิภากษ์วิจารณ์วัฒนธรรมตัวเองกันไหม
เห็นมีแต่หลงตัวเอง ชมตัวเองแบบน่าเบื่อหน่ายออกทีวีประจำ

เราใจไม่หยาบแบบฝรั่งมังค่า ( เห็นแต่รู้อะไรหยาบ ๆ มากกว่า )
คนไทยคนพุทธ ใจดีใจบุญ (ไมฆ่ากันตายเยอะจัง กินเหล้าเยอะ ขายตัวก็เยอะ)

อะไรอีกเยอะ ขำ

ผมก็เชื่ออย่างที่คุณชำนาญ

ผมก็เชื่ออย่างที่คุณชำนาญ เชื่อครับ

จีน อินเดียและโลกอาหรับ เป็นอู่อารยธรรมของโลก(โบราณ)

แต่ช่วงท้ายๆของบทความ ผมคิดว่า ทัศนคติของคุณชำนาญก็เหมือนกับ รัดยาร์ด คีปลิง(Ruyard Kipling)
อะไรนะตะวันตกหยิ่งยะโสโอหัง?

วืทยาการความรู้(ตต กับ ตอ)เชื่อมโยงกันแยกกันไม่ออกหรอก......เส้นทางสายไหม

ดูก่อน...ท่านผู้มีปัญญา ก่อนท

ดูก่อน...ท่านผู้มีปัญญา

ก่อนที่จะ ถกเถียงกันว่า "ตะวันออก-ตะวันตก...ใครกันแน่ที่สร้างอารยธรรม"

ให้ถกเถียงกันก่อน ว่า "ผู้หญิง-ผู้ชาย ใครสร้างโลก"

ถ้ายังหาข้อสรุปในประเด็นหลังนี้ไม่ได้ ก็อย่าริอ่าน มาตั้งคำถามว่า...

"ตะวันออก-ตะวันตก...ใครกันแน่ที่สร้างอารยธรรม"

ท่าน DJ ท่านจะ In อะไร กันนัก

ท่าน DJ

ท่านจะ In อะไร กันนัก กันหนา ครับ

คิด "ฟุ้งซ่าน" มากไปมั๊ง...

I would like to tell you, you

I would like to tell you, you can go and follow China, that is your choice. Take a look Earthquake in Haiti, and how much China going to help them, China help them only $2 million, but USA help them $100 million. My point...................................I do not want to talk to much. Pick one then you will learned it

จริงทีเดียวครับ

จริงทีเดียวครับ

ผมเป็นนักกฎหมายธรรมดานี่แหละค

ผมเป็นนักกฎหมายธรรมดานี่แหละครับ แต่สนใจทางคณิตศาสตร์กับปรัชญา/ภาษากรีก

ที่เข้าใจมาถูกแล้วครับ คนกรีกไม่ได้รู้ทุกเรื่อง ในสมัยยุคกลางความคิดของกรีก เช่น ปรัชญาอริสโตเติ้ลถูกเคารพยำเกรงเหมือนกับเป็น authority สมัยศตวรรษที่ 14 ที่ Oxford ถ้านักวิชาการคนไหนวิจารณ์ทฤษฎีของอริสโตเติ้ลเขาจะมีโทษปรับ

แต่พอศตวรรษที่ 16-17 นักปรัชญาวิทยาศาสตร์ธรรมชาติ เช่น Ferma, Descarte, Leibniz, Berkeley, Hobbes (ฮ้อปส์ เป็นนักปรัชญาทางสังคมศาสตร์ไม่กี่คนที่ศึกษาคณิตศาสตร์ เข้าใจตรรกศาสตร์ลึกซึ้ง ทำให้เขาก่อตั้งสำนัก analytical phylosophy อันเป็นแบบฉบับเฉพาะของอังกฤษขึ้นได้) ก็ค้นพบอะไรใหม่ๆทำให้รู้ว่า "คนโบราณไม่ได้รู้ทุกอย่าง"

ผมคิดว่าความที่ตะวันตกศึกษาตลอดเวลา ตั้งคำถามกับทุกอย่างแม้แต่ความรู้ของ "superman" โบราณนี่เองที่ทำให้เขาเจริญมาได้ ในขณะที่เกาหลีในปัจจุบันเคยได้ยินว่าแค่วิจารณ์ขงจื้อก็เป็นเรื่องไม่สมควรแล้ว

ไฮติอยู่ใกล้อเมริกาแค่นั้นยัง

ไฮติอยู่ใกล้อเมริกาแค่นั้นยังช่วยแค่ร้อยล้านดอลล์ ทีอาฟกานิสถานกับอิรัคอยู่ห่างหลายพันไมล์ยังช่วยเป็นหมื่นเป็นแสนล้านดอลล์ไม่ยักเอามาคุย...

ไฮติมันไม่ค่อยมีทรัพยากรอะไรให้ช่วยปล้น... หรือไงครับ.....

What Afghanistan has that

What Afghanistan has that U.S. want? NONE.

U.S. left Afghanistan for 30 yrs after the Soviet collapsing. Just to have Taliban and Al Qaeda made trouble all over the world. That’s the price we all pay not to take out the evils but that’s the other subjects.

อาฟกานิสถานนั้นให้สถานที่รกร้

อาฟกานิสถานนั้นให้สถานที่รกร้างว่างเปล่าภูเขาเทือกเขามากมายกว้างใหญ่มหาศาลที่นักการทหารอเมริกาและบริษัทค้าอาวุธยุทโธปกรณ์สามารถเอาระเบิดจรวดกระสุนในสต็อกเก่าออกไปยิงทิ้งยิงขว้างได้ ประชาชนคนดูก็ไม่หนาแน่นจนเป็นอันตรายได้ง่ายเกินไป ด้วยข้ออ้างในการกำจัดกลุ่มก่อการร้ายที่เป็นภัยต่ออเมริกันชน และเป็นข้ออ้างในการของบประมาณซื้อสร้างวิจัยอาวุธใหม่ๆ สร้างงานและรายได้ให้กับวิสาหกิจอุตรสาหกรรมอาวุธ ซึ่งเกือบจะเป็นอุตรสาหกรรมเดียวที่อเมริกายังพอแข่งขันกับชาติอื่นในตลาดโลกได้.......และมียอดขายภายในประเทศมหาศาล

อิรัคนั้นเล็กเกินไปประชาชนหนาแน่นเกินไปและกิจกรรมทางทหารมีชาติอื่นเข้ามาเกี่ยวข้องมากเกินไป สื่อต่างชาติอื่นๆก็ติดตามมากกว่าด้านอาฟกันมาก.....อเมริกายึดกิจการน้ำมันอิรัคได้ก็ถือได้ว่าภารกิจทางทหารสิ้นสุด

เป้าหมายต่อจากอาฟกานิสถานนั้นน่าจะเป็นซูดานและเยเมน ซึ่งอเมริกาอยากช่วยเหลือเรื่องผู้ก่อการร้ายและสลัดทะเล อิหร่านนั้นเป็นเป้าหมายที่หินและกระดูกเกินไปสำหรับการช่วยเหลือของอเมริกาโดยไม่ใช้อาวุธนิวเคลียร์ อ้ออีกประเทศที่อเมริกาอยากช่วยเหลือมากใจจะขาดก็คือ เศรษฐีลาตินอย่าง เวเนซุเอลา ไงครับ ถ้าซาเวซและเวเนซุเอล่าโดนภัยธรรมชาติขนาดหนักอย่างไฮติ อเมริกาไม่ยกกองกำลังด้านแอตแลนติคทั้งชุดบกเรืออากาศไปให้ความช่วยเหลือ ให้มาเตะผมได้ทีหนึ่งครับ.....

เอาเรื่องพวกนี้มาัวัดผมว่า

เอาเรื่องพวกนี้มาัวัดผมว่า ไม่ค่อยตรงประเด็น

ประเด็นนี้ผมมองว่า การบริจาคเชิงมนุษย์ธรรม สำหรับผม น่าจะีีมีสูตร

บนพื้นฐานของ gdp per capita และ standard of living นั่นคือ การบริจาคความฟุ่มเฟือยหรูหราเพื่อให้คนอื่นอยู่รอด
คือจากเพื่อนมนุษย์ ถึงเพื่อนมนุษย์ ถ้ามีส่วนเกินจากมาตรฐานความอยู่ดีกินดีมาก ควรแบ่งปันมากและเสียสละให้มาก

ของจีนบริจาคมาก ๆ ในประเทศตัวเองก็ยังมีคนที่ยัง มีชีวิตอยู่ไม่ดี แม้แต่ที่ยังไม่ฟื้นตัวจากแผ่นดินไหว
gdp per capita จีน อยู่อันดับ ที่ ร้อย อเมริกา อันดับที่ หก

http://en.wikipedia.org/wiki/List_of_countries_by_GDP_(PPP)_per_capita

แล้วไปตีจีนกรณีพวกนี้ ต้องไปดูผลงานที่จีนทำในแอฟริกา แบบไปช่วยเขาพัฒนาไม่ได้อัดเงินอย่างเดียว
เขาหวังระยะยาวจริงๆ

แล้วตัวเลข สัญญาว่าจะบริจาคเหล่านี้ ถ้าเข้าใจในวงการนี้จริง ๆ จะพบว่า ค่าสัญญาว่าจะให้กับค่าที่ให้จริงมักไม่ได้เท่ากัน

>>ให้มาเตะผมได้ทีหนึ่งครับ...

>>ให้มาเตะผมได้ทีหนึ่งครับ.....<<

You won this point because American helped disaster all over the world more or less, unless the Gov did not want American helps.

Easy to make the accusations about the weapon test site, this was the best accusation I have heard about good use for Afghanistan.
What do you think how many percent of the readers believe this accusation?

It is true that America sells more weapons than others do that because the others do not have better weapon for the price they want to pay. We all just hope that there is no war and misery.
Let this subject end, thanks,

http://en.wikipedia.org/wiki/

http://en.wikipedia.org/wiki/Military_budget_of_the_United_States

ลองเข้าไปอ่านดูนะครับ ผมอ่านจบแล้วครับ

เห็นด้วยกับอาจารย์สมสักดิ์ครั

เห็นด้วยกับอาจารย์สมสักดิ์ครับ ผมเบื่อเต็มทนกับเรื่องใครดีกว่า ฉลาดกว่ากัน เกือบจะแย่พอๆกับชาตินิยม มันเป็นอย่างนี้ พวก '-sim' ทั้งหลายแหล่ nationalism, regionalism, orientalism, occidentalism โลกนี้มันถึงอยู่กันไม่ค่อยเป็นสุข ใครๆก็อยากดีอยากเด่นทั้งนั้น ยิ่งตอนนี้จีน อินเดีย มาแรง เอากันเข้าไปใหญ่ ศตวรรษนี้จะเป็นของคนผิวเหลือง ว่ากันไป ผมไม่ค่อยสนใจหรอกครับเพราะผมไม่ได้ประโยชน์อะไรโดยตรง (และไม่ได้รู้สึกดีที่จะเอาตัวเองไปเข้าพวกกับคนเอเซียที่ได้ดี เป็นมหาอำนาจ) เพราะผิวเหลืองที่ได้ดีก็ไม่ใช่ผม ประเทศที่ผมอยู่มันมืดมิดเสียเหลือเกิน นอกกจากเกร็ดเล็กน้อยและข้อมูลที่พวกนักวชาการชั้นสูงเขาเอามาเถียงกัน เรื่องอื่นคนต่ำๆอย่างผมไม่เห็นได้อะไร แค่เอาตัวให้รอดในปัจจุบันได้ก็ถือว่าดีแล้ว

อ่านคอมเม้นตอนท้ายของอาจารย์

อ่านคอมเม้นตอนท้ายของอาจารย์ นึกได้ว่าเพิ่งอ่าน Kautilya's Arthasastra อาจารย์ถามว่าทำไมตะวันตกถึงเป็นทุนนิยมและเข้าสู่ modernity ก่อน เท่าที่ผมอ่าน Arthasastra ผมว่าผู้นำทางตะวันออกไม่ว่าศาสนาหรือทางการเมือง (มันแยกกันไม่ค่อยออกอยู่ดี) นี่หลักแหลมมากๆ (ซุน วู อีกคน) เข้าใจจิตวิทยามนุษย์ ความต้องการมนุษย์ รู้จักผ่อนยอมเล็กน้อยเพื่อรักษาสถาบันและอำนาจส่วนใหญ่เอาไว้ (เหมือนพระพุทธเจ้าว่าๆถ้าดึงตึงเกินไปมันจะขาด) ในตะวันตกสภาพบีบบังคับช่วงก่อนการเปลี่ยนแปลง ปฏิวัติแต่ละครั้งมันบีบเค้นมาก (ตึงจนขาด) พอเปลี่ยนทีเปลี่ยนจากภายใน เปลี่ยนทั้งโครงสร้าง เกิดที่หนึ่งเป็นกระแสต่อไปยังอีกหลายที่ อีกอย่างผมว่าฝรั่งนี่ช่างคิด โดยเฉพาะเรื่องทางการเมือง สิทธิเสรีภาพ ปรัชญา มหาวิทยาลัยก็ไม่ได้เป็นที่ฝึกวิชาชีพ(อย่างทุกวันนี้) แต่เป็นที่ๆให้คนคิด ถกเถียง ความคิดแตกยอด

เป็นไปได้มั้ยว่าการเกิดรัฐ จาก Treaty of Westphalia ทำให้การสร้างระบบการจัดการทางด้านการทหารเป็นระบบมากขึ้น เป็นอีกปัจจัย (นอกเหนือจากการมีปืนที่เป็นอาวุทธสำคัญ และปัญหาภายในๆชาติตะวันออกเอง) ที่ทำให้การล่าอนานิคมหาแหล่งทรัพยากรและตลาดใหม่มีประสิทธิภาพ ตะวันออกเลยต้องออยู่ใต้จักรวรรนิยมตะวันตก ใครรู้หรือมีความเห็นช่วยเขียนเป็นวิทยาทานด้วยครับ

คำชี้แจง

เว็บไซต์ประชาไท ให้บริการพื้นที่แสดงความคิดเห็นต่อข่าวและบทความแบบสาธารณะ ขอความร่วมมือในการแสดงความคิดเห็นโดยเคารพกฎหมาย, ความเห็นที่แตกต่าง และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของผู้อื่น

  • ประชาไทแสดงหมายเลขไอพี* ของผู้โพสต์ประกอบความเห็นเสมอ
  • ประชาไทไม่มีนโยบายกรองข้อความก่อนการแสดงผล
  • อย่างไรก็ตามขอสงวนสิทธิ์ในการปิดการแสดงความเห็นที่ไม่เป็นไปตามกติกาหากตรวจสอบพบภายหลัง

ทั้งนี้ข้อความที่โพสต์จะยังไม่ปรากฎในทันที ซึ่งเป็นข้อจำกัดด้านเทคนิค

จึงเรียนมาเพื่อทราบและขอบคุณในความร่วมมือ

* หมายเลขไอพีปัจจุบันใช้เป็นข้อมูลที่เชื่อมโยงกลับไปที่ข้อมูลการเชื่อมต่อ อินเทอร์เน็ต ซึ่งอาจระบุไปถึงแหล่งที่มาการโพสต์หรือบุคคลที่โพสต์ได้ นอกจากนี้ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ มาตรา 26 กำหนดให้ผู้ให้บริการต้องเก็บข้อมูลจราจรคอมพิวเตอร์ไว้ 90 วัน