ใบตองแห้งออนไลน์ : PS สุรยุทธ์
Thu, 2010-01-14 07:46
และแล้ว พล.อ.สุรยุทธ์ก็ออกมาพูด พูดเหมือนไม่ได้พูด พูดอย่างที่ผมต้องอุทานว่า “ฉิบหอยแล้ว”
ต้องเข้าใจก่อนว่าท่านมาเป็นประธานแถลงข่าวมหกรรมดนตรีเพื่อธรรมชาติและชีวิต ไม่ได้บอกว่ามาแถลงข่าวเรื่องเขายายเที่ยง แต่อะไรมันจะบังเอิญขนาดนั้น วันไหนไม่แถลงมาแถลงวันนี้ ทอสงทอสอก็โทรบอกนักข่าวมากันพรึ่บ... ด้วยความหวังว่าท่านจะยืดอกประกาศอย่างชายชาติตะหาน ว่าที่ดินเท่าแมวดิ้นตายนี้ท่านไม่ต้องการครอบครอง ขอแสดงเจตนาคืนให้ตั้งแต่วันนี้ กรมป่าไม้พร้อมเมื่อไหร่ก็มารับคืนไปได้
แต่...ที่ไหนได้ ท่านกลับบอกเหมือนเดิมว่าพร้อมจะปฏิบัติตามกฎหมาย กรมป่าไม้พิจารณาชี้ขาดอย่างไร ก็พร้อมปฏิบัติตามนั้น
“ฉิบหอยแล้ว” ท่านพูดอย่างนี้เรื่องมันก็โกโซบิ๊ก เพราะตีความได้ว่าถ้ากรมป่าไม้เขาจะเอาคืน ท่านก็คืน ถ้าเขาไม่เอาคืน ท่านก็...ฮุบ (ภาษาที่สื่อชอบใช้กับนักการเมือง)
โอ๊ยๆๆๆๆๆๆ พล.อ.สุรยุทธ์ที่ผมชื่นชม
แต่ไม่เป็นไร ผมมันคนดื้อ ถึงยังไงผมก็ยังมองท่านในแง่ดี ผมเชื่อว่าใจจริงน่ะท่านไม่ห่วงหวงหรอก ที่ดินแค่นี้ สมบัตินอกกาย ชีวิตท่านต่อสู้สูญเสียและเสียสละอะไรต่ออะไรมามากมายแล้ว
เพียงแต่ตอนนี้ ท่านน่าจะมองว่า ท่านกำลังถูกเล่นงานด้วย “เกมการเมือง” ที่กะเอาท่านเป็นลูกขาวตีกระทบชิ่งให้แตกกราวไปทั้งโต๊ะ ท่านอาจจะมีที่ปรึกษา คนสนิท ใครต่อใคร กินข้าวด้วยกันเต็มโต๊ะบ้านปีย์ มาลากุล (ฮา) แล้วแนะนำว่าท่านถอยไม่ได้ ถอยก็จะถูกรุก คืนเขาก็จะหาว่าผิด ยอมรับผิดก็จะถูกไล่ ถูกทวงถามสปิริต ฯลฯ ฉะนั้นท่านต้องปากแข็งเข้าไว้
ถามว่าเรื่องเขายายเที่ยงเป็นเกมการเมืองไหม เป็นสิครับ เสื้อแดงพรืดซะขนาดนั้น เขาคงไปเพื่ออนุรักษ์ธรรมชาติและชีวิตหรอกนะ แต่ประเด็นคือเป็นแล้วท่านจะรับมืออย่างไร ไม่ใช่อ้างแต่ว่าท่านถูกเล่นเพราะการเมือง
ซึ่งเท่าที่เห็นตอนนี้ ท่านก็เพลี่ยงพล้ำไป 2 ยกแล้ว ยกแรกตั้งแต่ตอนที่อัยการออกมาแถลงสั่งไม่ฟ้อง คือไม่ว่าประเด็นกฎหมายจะถูกผิดอย่างไร ในทางการเมือง ในความรู้สึกของประชาชน-ภาษาจิ๊กโก๋แถวบ้านเขาเรียกว่า “อุ้ม” ครับ บางคนที่คิดลึกคิดร้ายหน่อยยังสงสัยว่านี่อัยการ “วางยา” ท่านอ๊ะป่าว เพราะพูดไปสองไพเบี้ย มีแต่เสียกับเสีย อยู่เฉยๆ ยังเสียน้อยกว่า
สถานการณ์ที่โดนเล่นงานด้วย “เกมการเมือง” แล้วไม่ยอมถอย ไม่ยอมแสดง “สปิริต” นี่ ประวัติศาสตร์ก็เห็นมานักต่อนักแล้วนะครับ ตั้งแต่ สปก.4-01 ที่กว่าเทพเทือกจะลาออก ชวนก็ไหม้ มาจนถึงทักษิณ ขายหุ้นไม่เสียภาษี อ้าว มันก็จริง กฎหมายเขาบอกว่าไม่ต้องเสียภาษีแล้วจะให้ไปเสียกับใครที่ไหน แต่คุณเป็นนักการเมือง เป็นผู้ดำรงตำแหน่งสูงสุดทางบริหาร เมื่อสังคมเห็นว่าคุณกระทำในสิ่งที่ไม่เหมาะสมแม้ไม่ผิดกฎหมาย คุณต้องแสดงสปิริตไม่อย่างใดก็อย่างหนึ่ง
กี่รายกี่ราย พอไม่ “ถอย” แล้วเป็นอย่างไร ก็เห็นๆ อยู่ ท่านยังจะอ้างอยู่อีกหรือว่า “พร้อมจะปฏิบัติตามกฎหมาย”
ก็พอจะเข้าใจหรอกนะครับ เวลาที่ท่านมองจากมุมของท่านหรือผู้ใกล้ชิด ท่านก็จะมองว่าท่านไม่ได้ทำอะไรผิด ที่ดินมันถูกบุกรุกอยู่แล้ว ป่ารกร้างแล้ว อย่างที่ผมได้ยินมาคือมีคนเอามาใช้หนี้ ถ้าไม่เอาก็สูญ (ช่วยอธิบายนะเนี่ย) พล.อ.นินนาท เบี้ยวไข่มุข นายทหารคนสนิทของท่าน ก็อ้างว่าท่านทราบดีว่าไม่มีสิทธิเป็นเจ้าของ (ทราบมาเป็นสิบปี และจะทราบต่อไปอีกนานไหม) ท่านได้มาก็ไม่ได้เอาไปใช้ประโยชน์ทางธุรกิจ แต่ไปปลูกต้นไม้ไว้จำนวนมาก จนมีสภาพสวยงามเช่นปัจจุบัน เพื่อเอาไว้ใช้พักผ่อนเป็นครั้งคราวเท่านั้น (ไม่บอกด้วยล่ะว่าท่านปรับที่แผ้วถางพัฒนาไปเป็นล้าน) แถมชาวบ้านที่นั่นยังได้อานิสงส์ที่ท่านไปอยู่ใกล้ๆ ได้รับความช่วยเหลือเมื่อเกิดภัยแล้งภัยธรรมชาติอีกต่างหาก (ฟังแล้วน่าจะจัดสรรให้ท่านนายพลเศรษฐีผู้ดีชาวกรุงไปครอบครองที่ ภบท.ทุกหมู่บ้านตำบล ชาวบ้านจะได้มีที่พึ่ง มีเทวดามาโปรด)
แต่ท่านลองมองย้อนดูหัวอกไอ้เทือกบ้างไหม เฮ้ย แจกอยู่ดีๆ พ่อผัวยัยอัญชลีได้ สปก. 4-01 ผมว่าไอ้เทือกก็ต๊กกะใจเหมิอนทุกคนนั่นแหละ เพราะเจ้าหน้าที่ สปก.ทำอย่างนี้ทุกแห่งในประเทศไทย ไปดูได้ ใครครอบครองอยู่ก็แจก สปก.คนนั้น ไม่สำคัญว่าเป็นเกษตรกรหรือนายหัว นั่นคือความผิดพลาดของนโยบาย แต่มาเจอรูปธรรมที่มัน drama ตอนไอ้เทือกแจกอยู่พอดี ไอ้เทือกคิดว่าตัวเองไม่ผิด ไม่ออก ก็ฉิบหอยสิครับ ไม่ได้พังคนเดียวแต่พังทั้งรัฐบาล
ถ้าเทียบทักษิณยิ่งหนักกว่า ทักษิณขายหุ้นผิดตรงไหน ทักษิณก็บอกว่า “พร้อมจะปฏิบัติตามกฎหมาย” ถ้ากรมสรรพากรเรียกเก็บภาษีก็จะจ่าย แต่กางประมวลรัษฎากรตรงไหนก็ไม่มี (คตส.มาตะแบงเอาหลังรัฐประหาร แต่ก็ยังอ้างได้แค่หุ้นที่โอนมาจากเมืองนอก)
ทักษิณไม่ผิดกฎหมาย แต่ผิดที่ความไม่เหมาะสมไงครับ เพราะผู้ดำรงตำแหน่งบริหารประเทศ ต้องมีจริยธรรมสูงกว่าพ่อค้า ต้องเสียสละเพื่อการทำงานให้ส่วนรวม แต่อีกมือหนึ่งคุณยังแสวงกำไร หวังผลกำไรสูงสุด มองอย่างเดียวว่าต้องขายหุ้นตอนที่มันพีค แทนที่จะขายหุ้นไปตั้งแต่ปีแรก คุณกลับขายให้ลูก บอกว่าของลูก ลูกบรรลุนิติภาวะแล้ว ทางกฎหมายใช่เลย แต่ทางความเป็นจริงใครก็รู้ว่าของคุณ คุณยังดูแลอยู่
ทักษิณก็ยังคิดแบบพ่อค้าอยู่นะครับ คือคิดว่าตัวเองไม่ผิด ถ้า พล.อ.สุรยุทธ์คิดแบบคนธรรมดา แบบนายหมูนายแมวเสี่ยแม้ว ท่านก็คิดได้ว่าตัวเองไม่ผิด โหย ใครๆก็ครอบครองที่ ภบท.เยอะแยะไป เหมือนประเทศนี้ใครๆ ก็ฝ่าไฟแดงโดยบอกว่าเหลืองชัดๆ ท่านครอบครองแล้วยังทำความดีอีกต่างหาก ปลูกป่าให้สวยงามร่มรื่น
ที่ว่าเทียบกับทักษิณแล้วหนักกว่า เพราะผมมองว่าทักษิณไม่ได้ “ฝ่าฝืนกฎหมาย” (แต่ชอบไต่เส้นกฎหมาย) อย่างที่คุณสมลักษณ์ จัดกระบวนพล กรรมการ ปปช. อ้างในบทความเรื่องคดี 5-4 มาตรา 100
เพราะมาตรา 100 ห้ามเจ้าหน้าที่รัฐเป็นคู่สัญญาหรือมีส่วนได้เสียในสัญญาที่ทำกับ หน่วยงานของรัฐ ที่ตัวเองมีอำนาจกำกับดูแล การตีความสัญญานี้จะตีความกว้างตะพึดตะพือไม่ได้ เพราะสัญญาที่บุคคลทำกับรัฐมีมากมาย ตั้งแต่ใช้น้ำใช้ไฟใช้โทรศัพท์ เวนคืนอสังหาริมทรัพย์ อะไรต่อมิอะไร ที่เป็นเรื่องปกติ สัญญาที่เข้าความผิดมาตรา 100 อย่างน้อยต้องเป็นสัญญาที่เจ้าหน้าที่รัฐมีอำนาจเข้าไปใช้ดุลพินิจ ซึ่งการประมูลขายทอดตลาดมันไม่ใช่เรื่องของการใช้ดุลพินิจ มันมีหลักเกณฑ์ชัดเจนรวบรัดว่าใครเสนอราคาสูงกว่าก็ได้ไป ไม่เหมือนการประมูลก่อสร้างที่ต้องมีเปิดซองเทคนิคมีการกำหนดสเปก ตรงนี้ต่างหากที่ทำให้ตุลาการเห็นแย้งกัน 5-4
แต่ทักษิณกับพจมานทำผิดจริยธรรมเพราะมันไม่เหมาะสม ตัวเป็นนายกฯ ไม่สมควรไปประมูลซื้อที่ดินของรัฐแข่งกับคนอื่น ถึงจะเห็นเป็นโอกาสได้ที่ดินสวย ราคาไม่แพง ก็ต้องอดทนอดกลั้น เพราะผัวเป็นนายกฯ นี่คือจริยธรรม คุณต้องเสียสละ ต้องยอมสละไม่ทำอะไรที่เคยทำได้เหมือนตอนยังไม่เข้าสู่ตำแหน่งทางการเมือง
ความผิดทางจริยธรรมแบบนี้เป็นเรื่องโลกะวัชชะ คือทำให้เสื่อม เปรียบเหมือนเมียอธิบดีหรือรองอธิบดีกรมบังคับคดี ไปประมูลซื้อที่ดินขายทอดตลาด ยกมือแข่งกับคนอื่นแฟร์ๆ ผัวไม่ได้เข้ามาเกี่ยวข้องใช้ดุลพินิจ ฉะนั้นไม่ควรติดคุก แต่ก็จะถูกซุบซิบนินทา ปากหอยปากปู ทำนองว่าคนอื่นเขาเกรงใจหรอกน่า เขายอมให้ พูดกันไปปากต่อปากผัวก็เสื่อม
เมื่อเทียบท่านกับทักษิณ ทักษิณไม่ได้เจตนา “ฝ่าฝืนกฎหมาย” เพราะทักษิณเชื่อว่าทำได้ เชื่อว่าตัวเองไม่ได้มีอำนาจกำกับดูแลกองทุนฟื้นฟู (ก็คนตัดสินยังเสียงแตก 5-4 ว่าทำได้ทำไม่ได้) แต่ในกรณีของท่าน ท่านรู้ตั้งแต่แรกไม่ใช่หรือ ว่าเป็นที่ดินซึ่งครอบครองไม่ได้ กฎหมายไม่ให้ครอบครอง ถึงจะไม่ใช่ความผิดร้ายแรง แต่ก็ “ฝ่าฝืน” ไปแล้ว
ถ้าพูดถึงจริยธรรมยิ่งแล้วใหญ่ เพราะตัวท่านเองก็พูดอยู่บ่อยๆ ว่าห่วงใยปัญหาที่ทำกินของราษฎรผู้ยากไร้ ท่านอยู่ในฐานะสูงส่งที่ต้องเป็นแบบอย่าง จะกล่าวเพียงว่า “พร้อมจะปฏิบัติตามกฎหมาย” ได้อย่างไร
ท่านจึงจำเป็นจะต้องแสดงสปิริต ซึ่งหมายถึงการชิง “เสียสละ” มากกว่าจะรอคอยให้กรมป่าไม้พิจารณาชี้ขาดอย่างไรแล้วค่อยทำตาม
วกกลับมาที่เรื่อง “การเมือง” ล้วนๆ สถานการณ์แบบนี้ ถ้าผงไม่เข้าตาตัวเองก็ไม่รู้ แต่ตอนนี้ท่านน่าจะรู้แล้วว่า คนที่เป็น “จำเลยสังคม” น่ะ ในมุมมองของเขาและคนใกล้ชิด ล้วนเชื่อว่าตัวเองไม่ได้ทำผิด หรือผิดก็ผิดนิดเดียว น้อยกว่าที่โดนกล่าวหาโจมตี แล้วพวกเขาก็จะพยายามแก้ต่าง ตอบโต้ ไม่ยอมถอย เรียกร้องให้เข้าใจมุมมองของเขาบ้าง ให้ความเป็นธรรมเขาบ้าง ฯลฯ
แต่-บทเรียนของสังคมเส็งเคร็งนี้นะครับ อะไรที่มันจุดติดแล้ว เป็นกระแสแล้ว ยิ่งโต้แย้งยิ่งย่ำแย่ กลายเป็นผิดแล้วไม่ยอมรับผิด ประชาธิปัตย์ยังรู้จักเอาบทเรียนนี้มาใช้ กอร์ปศักดิ์ วิทยา ชิงลาออก แล้วกระแสก็ซาไป ไม่มีใครสนใจทุจริตพอเพียงอีก ทั้งที่หลักฐานเหวอะหวะ
ผมก็ยังไม่แน่ใจว่านี่มันจุดติดหรือยัง แต่อย่างที่บอก 2 ยกแล้ว มีแต่เข้าเนื้อ ท่านคงจะต้องตั้งสติให้มั่น เข้าวิปัสนากรรมฐาน รวบรวมสมาธิรับมือ เก๊กหน้าให้เหมือนพระธุดงค์เข้าไว้ (ฮา) อย่าใช้อารมณ์และความหวาดระแวงเหมือนที่ใช้กับน้องวาสนา เพราะท่านจะน่วมเอง ท่านต้องรู้จักจังหวะถอย แสดงสปิริตเมื่อถึงสเตป เพราะเรื่องนี้มีหลายสเตป ทั้งการครอบครองที่ดิน ทั้งความเหมาะสมต่อตำแหน่งหน้าที่ ถ้าผิดสเตปก็ขัดขาตัวเอง หงายท้องสิครับ
อย่างที่บอกว่าถ้าท่านประกาศคืนที่ดินเสียตั้งแต่ตอนพ้นตำแหน่งนายกฯ ก่อนได้รับโปรดเกล้าฯ กลับมาเป็นองคมนตรี เรื่องที่แล้วมาก็จบ หรือถ้าท่านประกาศคืนเสียตั้งแต่วันนี้ สเตปที่สองเรื่องจริยธรรม ก็จะเบาบางลดน้อยลง นี่อาจมองสวนทางกัน เพราะบางคนกลับกลัวว่ายิ่งถอยยิ่งถูกรุก แต่ผมมองว่าถ้าไม่แสดงสปิริตให้ชัดเจนระดับหนึ่ง ก็เอาไม่อยู่
ว่างๆ ท่านน่าจะลองเรียกเทพเทือกไปคุย ถ่ายทอดประสบการณ์สมัย สปก.4-01 ว่าโดนซะอ่วมอย่างไร ทำไมจึงคิดว่าตัวเองไม่ผิด หรือถ้าจะเอาสดๆ ร้อนๆ หน่อย ก็น่าจะโทรไปคุยกับทักษิณ (ฮา) ว่าตอนนั้นที่เถียงไม่ตกฟากน่ะ ได้บทเรียนอย่างไร
คำชี้แจง
เว็บไซต์ประชาไท ให้บริการพื้นที่แสดงความคิดเห็นต่อข่าวและบทความแบบสาธารณะ ขอความร่วมมือในการแสดงความคิดเห็นโดยเคารพกฎหมาย, ความเห็นที่แตกต่าง และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของผู้อื่น
- ประชาไทแสดงหมายเลขไอพี* ของผู้โพสต์ประกอบความเห็นเสมอ
- ประชาไทไม่มีนโยบายกรองข้อความก่อนการแสดงผล
- อย่างไรก็ตามขอสงวนสิทธิ์ในการปิดการแสดงความเห็นที่ไม่เป็นไปตามกติกาหากตรวจสอบพบภายหลัง
ทั้งนี้ข้อความที่โพสต์จะยังไม่ปรากฎในทันที ซึ่งเป็นข้อจำกัดด้านเทคนิค
จึงเรียนมาเพื่อทราบและขอบคุณในความร่วมมือ
* หมายเลขไอพีปัจจุบันใช้เป็นข้อมูลที่เชื่อมโยงกลับไปที่ข้อมูลการเชื่อมต่อ อินเทอร์เน็ต ซึ่งอาจระบุไปถึงแหล่งที่มาการโพสต์หรือบุคคลที่โพสต์ได้ นอกจากนี้ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ มาตรา 26 กำหนดให้ผู้ให้บริการต้องเก็บข้อมูลจราจรคอมพิวเตอร์ไว้ 90 วัน









โดนกดดันจากในสถาบันองคมนตรีด้
โดนกดดันจากในสถาบันองคมนตรีด้วยหรือเปล่า? เพราะถ้ายอมรับผิดก็ต้องลาออกจากองคมนตรีด้วยนะสิ เข้าแบบนี้เปรมแผลแหวะมากกว่าสุรยุทธ์อีกหลายร้อยหลายพันเท่า ถ้าสุรยุทธ์ออก เปรมก็จะถูกเรียกร้องให้ใช้มาตรฐานเดียวกัน
ขึ้นปีเสือดุฉิบ.........................................
คนที่เคยเป็นถึงนายกฯ คนที่เป็
คนที่เคยเป็นถึงนายกฯ
คนที่เป็นทหารชั้นผู้ใหญ่
คนที่แสวงหาความหลุดพ้น
คือคนที่สกปรกไม่เคยทำ?
คนไทยได้อะไรจากพวกนี้
ตัวอย่างที่ดีๆน่าสรรเสริญ
หรือก็แค่ตัวตลกแค่เพลิดเพลิน
เสพข่าวสารแล้วเมินเดินผ่านไป
ถ้าโกยได้ก็จงโกยให้มาก
ประเทศไทยเหลือไม่มากเท่าไหร่แล้ว
ขอให้ร่ำให้รวยพอเพียงแล้ว
ใครจะว่าจะแซวช่างหัวมัน
ก็ไม่เห็นมีอะไรนี่หว่า
ก็ไม่เห็นมีอะไรนี่หว่า
ท่านก็พูดถูกแล้ว ท่านบอกพร้อมจะทำตามกฏหมาย ก็ดีแล้วไง เป็นคนไทยก็ต้องพร้อมทำตามกฏหมาย พูดสั้นๆ แต่ได้ใจความ พร้อมจะทำตามกฏหมาย แค่นี้พอ ไม่ต้องใส่ดอกจัน ไม่ต้องมีข้อแม้
แล้ว นี่มึงจะให้เขาทำอะไรวะ แค่นี้บ้านเมืองก็สับสนแย่อยู่แล้ว เสือกจะให้เขาไปวุ่นวายกับกระบวนการกฏหมายอะไรอีก คืนไม่คืน เดี๋ยว กรมป่าไม้เขาก็ต้องดำเนินการต่อไปเอง ถ้า กรมฯไม่ทำ มึงค่อยไปด่ารัฐบาล ไม่ใช่ไปด่าสุรยุทธ กูว่าเขาไม่เกี่ยวแล้ว เขาบอกพร้อมทำตามกฏหมายแล้ว ก็คือ โอเค แล้ว ถ้าอยากสะใจนัก มึงก็ทำยังไงก็ได้ ตามกฏหมาย ให้ศาลเอาเขาเข้าคุกสิวะ ก็เขาพูดออกมาแล้ว เขาไม่ได้บอกนี่ว่า ขอคิดดูก่อน จะได้อิ๋บอ๋ายแล้ว อย่างมึงว่า เฮ้อ....อิ อิ .. ขืน มาอ่านของไอ้พวกควายแดงมากๆนะ กูว่า ประสาทแดกตายห่าเลยว่ะ อิ อิ อิ
กรณีเขายายเที่ยง
กรณีเขายายเที่ยง ไม่ได้เรียกว่า"ตะแบง" เรียกว่า"ด้าน และ หนา"มากกว่า ตอนรับที่ดินมา อาจอ้างได้ว่าไม่รู้ว่าไม่มีสิทธิครอบครอง (แต่คนระดับแม่ทัพนายกอง มีลูกน้องที่สามารถให้คำปรึกษาได้เยอะแยะ แต่ไม่ไช้) ทั้งที่ความจริงอาจรู้หรือไม่ก็ได้ ผมไม่อาจไปนั่งอยู่ในกบาลท่าน แต่พอรู้แล้วว่าไม่มีสิทธิครอบครอง คนที่ยังมีสามัญสำนึกของความเป็นคนไทยอยู่มันต้องรีบคืนทันที ไม่ไช่นิ่งเหมือนอมสาก (ไม่รู้ว่า ทำยิ้มแล้วเอียงคอแบบลูกพี่ด้วยหรือเปล่า?)
ดูท่าทางลูกพี่ของคุณสุรยุทธคงจะตัดหาง ปล่อยเขายายเที่ยง ให้ไปเผชิญชะตากรรมเอาเอง (ตะแบงไม่ไหวแล้ว)
แต่กรณีที่ดินรัชดา เป็นคนละเรื่อง เรื่องนี้เป็นการตีความแบบครอบจักรวาลของขบวนการ"ตุลาการพิกล" ที่มีจุดมุ่งหมายเพียงขอให้สามารถเอาผิดทักษิณให้ได้ โดยไม่สนใจว่า ด้วยมาตรฐานการคีความกฏหมายแบบนี้ จะก่อปัญหาในอนาคตอีกมากมายไม่รู้จบ ทำแบบนี้เรียกว่า"..ภิวัฒน์ ยังไงวะ ดูยังไงมันก็ ....วิบัติมากกว่า
และการตีความแบบนี้ มันสอดคล้องกับเจตนารมณ์ของกฏหมายอย่างไร ก็ไม่เห็นมีใครออกมาอธิบายสักที เห็นแต่อ้าง(แถ)อยู่คำเดียวว่า นักการเมืองควรจะต้องมีจริยธรรมสูงสุด อย่างที่ใบตองแห้งเขียน ถ้าอย่างนั้น เรื่องนี้ก็ไม่ควรเป็นความผิดทางอาญาซิครับ ควรปล่อยให้เป็นagendaทางการเมือง ที่คู่แข่งของทักษิณจะต้องเอาไปถล่มกันเองทางการเมือง ไม่ไช่อาญา
ผมเห็นว่าขบวนการ....ภิวัฒน์ มันทำตัวเป็นแนวร่วมในมุมกลับให้ทักษิณแท้ๆ ช่วยสร้างตัวอย่างรูปธรรมให้ชาวบ้านได้ตาสว่าง ได้เห็นความ"เน่าใน" ของขบวนการ.....ภิวัฒน์ จริงๆ ไม่รู้ว่าเสกสรร และยุค ศรีอาริยะ จะช่วยแก้ตัวให้ ขบวนการนี้อย่างไร? ลองมาแถให้ฟังด้วยซิ (ถ้ามีปัญญาและความหนาพอจะแถ)
ขอขนานนามให้ขบวนการนี้ว่า ขบวนการจิ้งจกเปลี่ยนสี จะดีกว่า เพราะเห็นว่าเปลี่ยนสีได้เร็วทันใจจริงๆ เกาะฝาแดง ตัวก็แดงเรื่อๆ เกาะฝาเหลือง ตัวก็เหลื่องอ๋อย
ในบรรดา ผู้ใช้อำนาจอธิปไตยทั้งสาม อำนาจตุลาการนี้แหละที่ดูmurkyที่สุด ถ้าอยากจะอภิวัฒน์ตัวเองจริงๆ ขอให้เริ่มต้นจากการทำตัวให้โปร่งใส ยอมให้คนเขาตรวจสอบการใช้อำนาจของตัวเองจะดีกว่า มันเป็นเกราะกำบังตัวที่ดีที่สุด สร้างความชอบธรรมให้ตัวเองได้ดีที่สุด และควรมีกลไกที่เชื่อมโยงกับประชาชนเจ้าของอำนาจอธิปไตยตัวจริง ที่พวกคุณแอบอ้างมาใช้หลายสิบปีแล้ว
อย่างนี้จึงจะเรียกว่า อภิวัฒน์ จริงๆ ไม่ไช่ไปกินข้าวกับอำมาตย์ แล้วก็เรียกตัวเองว่า อภิวัฒน์ แล้ว เด็กปัญญาอ่อนเท่านั้นที่เชื่อคุณ ( รวมทั้งคนแก่บางคนที่ปัญญาไม่อ่อน แต่ผลประโยชน์ส่วนตัวสูงๆ เช่น ลุงเสก ลุงธีรยุทธ ฯลฯ )
ชักเบือตัวเองที่ต้องเขียนเรื่องซ้ำซาก วนเวียน จนเวียนหัว ข้อยสิฮาก
บทความที่แล้วใบตองแห้งโดนคอมเ
บทความที่แล้วใบตองแห้งโดนคอมเม้นท์แรง ท่าจะอาสน์ร้อนละซีท่าน
ผมเฆ้นทานเป็นคนที่นิ่งมากเลย
ผมเฆ้นทานเป็นคนที่นิ่งมากเลย ตรงนี้ ความจริงผมชอบท่านนะ เพราะท่านดูเป็นผู้ใหญ่ดี สงสัยผมต้องต้องทำความเข้าใจซะใหม่ละว่า ผู้ใหญ่ในบ้านเรา ไม่ได้เรื่องสักคน สีเทาเหมือนกันหมด ไม่มีใคร ขาวบริสุทธิ์ รึจะเป็นดังที่เขาว่า เด็กๆเปรียบเหมือนผ้าขาวบริสุทธิ์ แล้ว นักการเมือง กับ ข้าราชการละเป็นผ้าสีใด.....( หวังว่าคงจะมิใช่ สีเหย นะ )
ขนาดใบตองแห้ง
ขนาดใบตองแห้ง ผู้คร่ำหวอดในวงการข่าว ยังรู้สึกว่าถูกผู้มีจริยธรรมจริงๆแหกตา แล้วชาวบ้านตาสีตาสาจะเหลืออะไร ภาพทุกภาพที่เขาสร้างขึ้น ล้วนแต่โดดเด่นสวยงาม น่าเคารพน่ายกย่อง ไม่มีใครคาดคิดว่าภาพอีกด้าน เมื่อถูกเปิดเผยจะเป็นอีกอย่าง ซึ่งขัดแย้งกับคำพูด ขัดแย้งกับภาพเบื้องหน้าโดยสิ้นเชิง .....ถ้าเป็นตาสีตาสายายมียายมา หรือนายเบื้อก ทำพฤติกรรมอย่างนี้ ถือว่าเป็นเรื่องปกติมากๆ ....แต่คนระดับเป็นองค์ฯ ที่สูงส่งทางวาสนา เกินกว่ามนุษย์ทั่วไป เที่ยวพร่ำสอนเรื่องคุณธรรม จริยธรรมมนุษย์ที่ต่ำต้อยกว่า พอถึงคราองค์ลง กับมาใช้สิทธิ์ความเป็นมนุษย์ เทียบเท่าตาสียายมียายมา ทำให้คนมองว่า หมดแล้วความเป็นองค์ฯ ที่สูงส่งด้วยคุณธรรม จริยธรรม
ใบตองแห้ง เขียนช้าไปแล้ว
ใบตองแห้ง เขียนช้าไปแล้ว
"องคมนตรี" คนนี้กำลังเย้ยกฎหมายอยู่ครับ
จุดสุดท้าย จุดจบของท้องเรื่อง คือ ต้องลาออกจากองคมนตรี
นายเห่า!
นายเห่า! ถ้าวันนั้นนายได้เป็นแกนนำ พธม. (เกือบไปแบบฉิวเฉียด เลยนะ)
วันนี้นายจะยังเป็นผู้รักประชาธิปไตยอยู่หรือเปล่า?
นายตักขี้ จะเป็นแค่ นักการเมืองทำผิดเล็กๆ น้อยๆ อยู่หรือเปล่า?
นปก และ นปช. (มันจะเปลี่ยนชื่อไปทำไม ใช้ชื่อไหนก็ตะกวดน้ำแดงคือเก่า ฮิฮิ) จะเป็นพลังมวลชนรากหญ้าที่เพิ่งตื่นขึ้นมาอยู่หรือเปล่า สำหรับนาย?
คมช. คตส. จะยังเป็นองค์กรผิด กม. แบบที่นายพ่นมาตลอดอยู่หรือเปล่า?
กระบวนการยุติธรรมไทยจะยังเป็น 2 มาตรฐานอยู่ใช่ไหม?
หรือ
ถ้าวันนั้นนายหลงรอดหูตาระดับนำของ พธม. ได้ไปเป็นแกนนำ นายจะคิดไม่เหทือนเดิม หือ?
อยากรู้นัก อยากรู้นัก (ขอ Copy เพลงนายเต๋อมาลองถามดู)
ขออีกเรื่อง เหล่าสาวกพิทักษ์ไ
ขออีกเรื่อง
เหล่าสาวกพิทักษ์ไข่แม้ว
ดีแต่ว่าคนอื่น 2 มาตรฐาน
จับประเด็นยุทธเต่าเขายายเที่ยง ซึ่ง เป็นประเด็นที่จิ๊บจ๊อยยิ่งกว่าขี่ช้างจับตั๊กแตนซะอีก
แต่เอ้า! ยอมหลับหูหลับตาเชื่อก็ได้วะ! ว่า ตะกวดน้ำแดง ทำดี เรื่องนี้
แล้วที่ดินหนามกอล์ฟอัลไพน์ล่ะ เก็บไว้ทำไม อย่าสนใจดิ้ว่าที่ใคร แต่อันนั้นโขมยที่วัดเลยนะ ผิดทั้ง กม. และ ศีลธรรม เลยนะ ใครวะทำไปได้โคดระยำเลยเนาะ อิอิอิ
แล้วลองหันหลังกลับไปมองหน้า สส. พรรค เพื่อไทย ดิ๊ มีใครทำแบบนายยุทธ์เต่าเขายายเที่ยงอีกมั่ง ไล่เบี้ยแม่มให้หมดเลยดิ้ บางคนนะ คนเดียวที่มันงับไว้ในปาก พท. รวมกันเกิน 1 อบต. อีกนะ ของไอ้ยุทธ์เต่าเขายายเที่ยงเนี่ย เดะๆ เลยยยยย
อย่างนี้เขาเรียกว่าพวก อิเหนา (ว่าแต่เขาเสือกสะเด่าเป็นเอง อิอิอิ)
มันก็ถูกไงครับ
มันก็ถูกไงครับ ทุกๆคนไม่ีใครเป็นผ้าขาวบริสุทธิ์หมด แต่ผู้สำเร็จราชการควรจะมีคุณธรรมสูงส่งกว่าคนธรรมดาสามัญ ก็ในเมื่อมันไม่ใช่ของเรา เราจะเอามาเป็นของเราทำไมครับ ถ้ามีคุณธรรมจริงๆ ไม่ต้องอ้างคุณธรรมก็ได้ครับ แค่ สามัญสำนึกก็เพียงพอละ
ใบตองเหี่ยวเอย.. จะให้ไปคุยกั
ใบตองเหี่ยวเอย..
จะให้ไปคุยกับเทพเทือกทำไมกัน?
ก็เห็นๆอยู่แล้ว
ว่าเทพเทือก "ทำ....ได้ดี"
ไม่งั้น....
จะได้มาเป็นผู้กุมเป้า...เอ๊ย....เหวอ... บังเหียน.....รัดถะบานมาร์คเหรอ?
อ่านแล้วก็ยังคงเซ็ง
อ่านแล้วก็ยังคงเซ็ง ถ้าคิดแบบคุณใบตองแห้งก็ต้องคิดแบบสอง สาม สี่ ห้า มาตรฐานอยู่ดี
....ไม่เห็นต้องเข้าใจเลยว่าวันนั้นเค้าจะไปแถลงข่าวเรื่องอะไร ยังไงมันก็ต้องตอบคำถามนักข่าวอยู่ดีไม่ว่าวันไหน
ประเด็นคือถ้าชอบทำผิด กม ก็ต้องไม่ด่าคนอื่นว่าทำผิดกดหมายล้วอาสามา"จัดการ"คนที่ตัวบอกว่าทำผิด กม ถ้าเรียกร้องจริยะธรรมจากคนอื่นตัวเองก็ต้องมีเหมือนกัน ถ้าอยากสบายบนหัวประชาชนที่เสียภาษีก็เฉยๆไว้ ไม่เห็นต้องสะดิ้งมาเรียกร้องหาจริธรรมจากนักการเมือง ถ้าตัวเองทำไม่ได้
เสื้อแดงเรียกร้องเรื่องที่ดินงานนี้ สื่อรายใหญ่ที่สนับสนุนเสื้อแดงก็โดนเต็มๆเหมือนกัน เค้ายังหัดเงียบเลย huhuhu ถ้าป่าไม้เอาจริงๆ งานนี้ก็โดนกันไปเต็มๆ คล้ายๆกะ upgrade ตั๋วเครื่องบินนั้นแลลล...
คุณใบตองแห้งเขียนได้สนุกดีครั
คุณใบตองแห้งเขียนได้สนุกดีครับ
ผมเห็นด้วยว่าเป็นเรื่องการเมือง
ที่กำลังเข้มข้นในขณะนี้
แต่ที่เกี่ยวกับผมก็คือ
ในการประเมินค่าทรัพย์สิน
ที่ดินอย่างนี้แทบไม่มีมูลค่าในตลาดเปิด
จำนองไม่ได้ก็มีแต่การใช้สอยเท่านั้น
อาจให้เช่าหรือขายแบบผิดกฎหมายแบบชาวบ้านน่ะครับ
แต่ถ้าเรื่องความดี ก็ขอเชิญไปร่วมแสดงความเห็น
ในบทความนี้ครับ วิพากษ์ความดีจอมปลอม (คลิก)
จริงๆการประมูลซื้อขายของมันผิ
จริงๆการประมูลซื้อขายของมันผิดจริยธรรมป่าว น่าจะเช็คดูนะ ต่อมจริยธรรมมีบ้างก็ดีนะ แต่ไม่ควรบวมเบ่งจนอักเสบ อย่างเช่นประมูลทะเบียนรถ ประมูลของโบราณภาพเขียนเก่าแก่ ประมูลแบบสู้กันซึ่งหน้าเกทับราคาปากเปล่า หรือแม้แต่ประมูลพวกสัญญาผู้กันก็เถอะ เช็คดูว่าคิดเอาเองจากต่อมจริยธรรมที่โตผิดปกติรึเปล่านะ
แล้วที่ควรคิดเนี่ยควรคิดแบบทุนเก่ากับทุนใหม่ด้วย เอ๊ะทำไมถึงจองล้างจองผลาญทุนใหม่โทรคมนาคากันจัง ทำไมไม่เล่นทุนธนาคารทุนเหล้าทุนสัมปทานอื่นอะไรพวกเนี้ย มีอคติเพราะทุนใหม่เป็นคู่แข่งปชป.ทำให้พวกปชป.นิยมจ้องเล่นงานหรือเปล่า? ควรทำการบ้านให้ดีไม่งั้นก็ตกลงไปในเกมบ่อนทำลายพรรคตรงข้ามโดยฉาบหน้าเนียนๆว่า'ตรวจสอบ'แต่ตรวจสอบเพื่อบ่อนทำลายเฉพาะทุนปรปักษ์กับพรรคปชป.
การตรวจสอบบ้านเรามันฉาบหน้ากันเนียนมาก ตรวจสอบโดยใช้อคติรักชอบชังซะเยอะ พวกดูไม่มีอุดมการณ์ไม่ก้าวหน้าแต่ตรวจสอบดะทุกฝ่ายนี่สิอย่างส.ว.ชื่ออะไรจำไม่ได้ น่านับถือกว่า
เขาเรียกร้องให้คุณสุรยุทธลาออ
เขาเรียกร้องให้คุณสุรยุทธลาออกจากการเป็นองคมนตรีครับ
เนื่องด้วยท่านผิดกฎหมาย ผิดจริยธรรม ประมาณนี้
ส่วนเรื่องที่ดินที่เป็นปัญหา เขาก็ด่าว่าราชการด่าว่ารัฐบาลอยู่แล้วว่าให้อภิสิทธิ์กับคุณสุรยุทธไม่ยอมดำเนินคดีเสียที
เก็บไว้เป็นเรื่องฮาตอนปลายปีน
เก็บไว้เป็นเรื่องฮาตอนปลายปีนะครับ ใบตองแห้ง 555
ก็นั่นดิ้! แต่ประเด็นมันอยู่ท
ก็นั่นดิ้!
แต่ประเด็นมันอยู่ที่คนเสื้อแดงโพนทนาเรื่องเมืองไทยมี 2 มาตรฐาน ตะกวดน้ำแดงจึงต่อต้านการมี 2 มาตรฐาน (จำให้แม่นๆ นะ)
นั่นคือ คนเสื้อแดงไม่ชอบการมี 2 มาตรฐาน และ อื่นๆ (ที่หลับหูหลับตาเชื่อกันไป)
แล้วในเมื่อชี้นิ้วจะเอาความถูกต้องจากนายยุทธเต่าเขายายเที่ยง เพราะ ยึดครองที่ดินสาธารณะที่เป็นสมบัติชาติแบบผิดกฎหมาย
แล้วใยคนเสื้อแดงจึงเมินเฉยการกระทำจัญไรนรกกินหัวของนายทักษิณาธาน ที่ทำเรื่องเดียวกับนายยุทธเต่าเขายายเที่ยงเลย นั่นคือยึดที่วัดที่เอามาทำสนามกอล์ฟอัลไพน์ของมัน
ตกลงประเทศไทย หรือ คนเสื้อแดง(ตะกวดน้ำแดง) กันแน่ ที่ 2 มาตรฐาน
นะจ๊ะ (อย่าลืมเพ่งเข้ากลางของกลาง กลางของกลาง กลางของกลาง กางขากาง เอ๊ย! อิอิอิ)
ในสังคม The Great Pretender
ในสังคม The Great Pretender ของไทยก็จะมีปัญหาแบบนี้ ต้องอดทน รู้สึกขาดความเชื่อมั่นในความยุติธรรมของประเทศ ด้วยเหตุและผล จึงสงสัยว่าทำไมต้องยึดทรัพย์ทั้งหมดของครอบครัวนายกทักษิณ
แปลว่าไม่รู้จักใบตองแห้งของจร
แปลว่าไม่รู้จักใบตองแห้งของจริง...เขาประชดหนะรู้ไหม เก็บก๊อกสองไว้
เราคิดว่าคุณใบตองแห้งเขียนแนว
เราคิดว่าคุณใบตองแห้งเขียนแนวๆแบบว่าแซว แสบๆมากกว่าที่จะชื่นชมคุณสุรยุทธ์แบบหลับหูหลับตาชอบหนะ ยังไงก็อ่านแล้วสนุก น่าอ่าน มันไม่ซีเรียสเกินไป ไม่ใช่อ่านแล้วอารมณ์เสีย เพราะคนดีๆๆทำไมถึงได้ทำตัวแง่ๆ
โอ
โอ ใช้ไขสันหลังคิดสินั่น
ถ้าต้องการคนแบบนี้มาเป็นผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านเมือง
ถามว่ามันหน้าด้านใหมแล้วที่ปฏิวัติทำเบื๊อกอะไร
ล่มจมมาถึงทุกวันนี้ ไม่ใช่ คุณธรรม ของทหารเรอะ
หรือว่า คุณธรรม แปลว่า ผมไม่ทำ 5555
แต่ขำว่ะ ไม่คิดว่าจะเจอกระทู้ด้อยการศึกษาขนาดนี้
ผิดที่สุดของสุรยุทธ์คือดันเสื
ผิดที่สุดของสุรยุทธ์คือดันเสือกรับเป็น นายกสมัยรัฐประหาร
โดน...โดน...เพราะเสือกไม่ได้มาตรฐานจริยธรรมเสียเอง
เปลืองตัวครับพี่น้อง
เจอกระทู้ด้อยการศึกษาอีกแล้ว
เจอกระทู้ด้อยการศึกษาอีกแล้ว เบื่อจริงๆมุขสลัมๆ
เออแปลกเนอะ
เออแปลกเนอะ อ่านกระทู้คุณแล้วก็ไม่ได้ทำให้สุรยุทธ์ดูดีขึ้นเลย
อ่านบทความแล้วแย้งให้ตรงจะไม่ดีกว่าเหรอ
สวมหมวกน่ะใช้ไม่ได้กับเวบนี้หรอก
ช่วยไปไกล ไปที่ชอบที่ชอบก็ดี
ช่วยไปไกล ไปที่ชอบที่ชอบก็ดี อย่าได้กลับมาเลย
ซ้ำแซะน่า น่าเบื่อ
ซ้ำแซะน่า น่าเบื่อ อย่าสร้างเรื่องไร้สาระเลย ขอร้อง และช่วยไปไกลๆจากที่นี้ซะที
หมายถึงคุณน่าสมเพดนะ
หมายถึงคุณน่าสมเพดนะ
เท่าที่รู้ๆกันมา นะ
เท่าที่รู้ๆกันมา นะ จริงไม่จริงไม่รู้ แต่ ชาวบ้านเขารู้กันอย่างนี้
คือ ตำแหน่ง องคมนตรีเนี่ย ในหลวงทรงแต่งตั้งเอง ตามพระราชอัธยาสัย
ดังนั้น จึงไม่อยู่ในวิสัยที่ใครจะลาออก หรือไปเรียกร้องให้ใครต้องลาออก มีใครเคยลาออกเป็นตัวอย่างให้เห็นบ้างหรือเปล่า ถ้ามีก็ ลอง บอกๆมาเป็นตัวอย่างหน่อย
ยิ่งพวกที่ไปเรียกร้องให้ลาออกนี่ ยิ่งเกินไป มันเป็นเรื่องของความควรมิควร ไม่ใช่เรื่องที่ใครจะไปก้าวล่วงได้โดยส่งเดช
คนที่กล้าเรียกร้องในเรื่องนี้ ก็คือ คนไทยพันธ์ใหม่ ไม่ใช่คนไทยแบบเดิมๆ ที่ผมรู้จัก
ดังนั้น แน่นอน ย่อม คุยกันไม่รู้เรื่อง และ หากยังคุยกันแบบนี้ต่อไป ในไม่นาน ก็คงต้องลากปืนมาคุยกัน ซึ่ง ทั้งสองฝ่าย ไทยเดิม และไทยกลายพันธ์ คงต้องพิสูจน์ตัวเอง กันเอาเอง อนาคตของชาติ จะเป็นของ ไทยเดิมๆ หรือไทยกลายพันธ์ สุดแท้แต่พระเจ้าแล้วกัน แต่ความเห็นของผม ไทยเดิมๆ เลือดมันข้นว่ะ มันจะสู้จนเลือดหยดสุดท้าย สิบเอาหนึ่งก็ไม่ถอย อุดมการณ์ของไทยเดิมๆ จะเน้นจิตใจ ดังนั้น เรื่องกำลังใจ ไม่ต้องพูดถึง ส่วนพวกไทยกลายพันธ์ เหมือนๆจะเลื่อนๆลอยๆ เน้นวัตถุ เน้นหน้าตา เน้นระบอบการปกครองแบบเห่อตามเขาว่าๆกัน เน้นประชาธิปไตยกินได้ แต่ไทยเดิมๆ เน้นอนุรักษ์ เน้นวิถีชีวิต เน้นความสุนทรี ถ้าจะมีชีวิตอยู่ต้องอยู่อย่างคุณภาพ เน้นนามธรรมลึกๆ ของจิตใจ ไม่เน้นฉาบฉวย ไม่สนใจ หรือยึดติดกับวาทกรรมเท่ห์ๆแต่ไร้สาระ อย่างเช่น เสมอภาค ชนชั้น เสรีภาพ ฯลฯ ที่จริงเขาก็เน้นเสรีภาพเหมือนกัน แต่เป็นเสรีภาพของจิตวิญญาน เสรีภาพลึกๆ เสรีภาพของชีวิตแบบจริงๆ ไม่ใช่เสรีภาพที่ต้องรอให้กฏหมายมากำหนดให้ หรือตามตัวหนังสือ พูดไปก็เท่านั้น ยังไงๆ ตอนนี้ ก็ไม่มีใครฟังใครกันอยู่แล้ว ถ้า ของมันเข้าใจได้ง่ายๆ เรื่องมันก็จบไปนานแล้ว แต่เรื่องนี้ ไม่มีวันเข้าใจกันได้แน่นอน ที่ผมแน่ใจ มีอยู่อย่างเดียว พวกไทยเดิมๆ ไม่มีใครเปลี่ยนใจเขาได้ แม้แต่ปืนจ่อหัว เขาก็คงไม่สน อย่างว่าแหละ สิ่งที่เขาเชื่อมั่น มันเลยสิ่งที่เป็นรูปธรรมไปแล้ว มันอยู่เลยไป แม้แต่ความตาย สิ่งของต่างๆในโลก เหตุผลต่างๆในโลก ไม่มีกำลังเพียงพอจะโน้มน้าวจิตใจเขาให้แปรเปลี่ยน มันพูดไม่ถูก คล้ายๆกับต้องพูดว่า เหตุผลของโลกไม่พอ ต้องใช้เหตุผลของ ชีวิต อะไรๆ ทำนองเนี๊ย เหมือนพวกระเบิดพลีชีพ พวกบินลาเดนน่ะ สิ่งที่มันหวัง มีค่ามากกว่าชีวิตของมันเอง เอาเหตุผลโลกๆไปคุยกับเขาไม่รู้เรื่องหรอก ก็ขนาด กองทัพอเมริกา กับกองโจรบิน ลาเดน มีขนาดแตกต่างกัน มโหฬาร มันยังรบกันสูสี แล้ว ไทยเดิมๆ กับไทยกลายพันธุ์ มันพอๆกัน ทีจริงไทยเดิมน่าจะมากกว่าเยอะ พวกไทยใหม่ ไทยที่คิดว่าตนเองก้าวหน้า ที่คิดจะเปลี่ยนแปลง ถ้าจะต่อสู้ให้ได้ ต้อง พยายามมากกว่านี้อีกเป็นร้อยๆเท่า ไม่งั้น โดนเชคบิลแน่นอน เอาเถอะ พูดไปก็จะหาว่าโม้ ดูๆไปเองละกัน อิ อิ อิ
ครับ เปรมสอยดาว คงจะบอกกับ
ครับ เปรมสอยดาว คงจะบอกกับ ยุทธยายเที่ยงว่า มรึงทำอย่างนี้ จะพากรู ฉิบหอยไปด้วยนา ครับผม
ตัวอย่างกรณีที่บุคคลที่ดำรงตำ
ตัวอย่างกรณีที่บุคคลที่ดำรงตำแหน่งองคมนตรีแล้วขอลาออกเอง
ถ้าคุณความจำไม่สั้นจนเกินไป
คุณควรจะจำได้ว่า คุณสุรยุทธเองนี่แหละที่ขอลาออกจากตำแหน่งองคมนตรีไปดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีภายหลังจากที่ยึดอำนาจมาได้ (และเมื่อจบสมัยรัฐบาลของตนก็ทูลเกล้าขอกลับมารับตำแหน่งองคมนตรีใหม่อีกครั้งหนึ่ง)
ทั้งนี้ การอ้างเรื่ององคมนตรีได้รับการแต่งตั้งโดยพระราชอัธยาศัยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มันใช้เป็นเกราะป้องกันอะไรไม่ได้หรอกครับ มีแต่ทำให้ผู้ได้รับการแต่งตั้งพึงสำนึกตนเองว่าได้รับพระมหากรุณาธิคุณเพียงใด และจักต้องกระทำตนให้สมกับที่ตนได้รับการไว้วางพระราชหฤทัยต่างหาก
หากประพฤติตนไม่เหมาะสม ก็สมควรที่จะพิจารณาตนเอง โดยไม่พึงต้องให้ใครออกมาเรียกร้องด้วยซ้ำไป
ทั้งนี้ หากใช้คำราชาศัพท์ผิดพลาดไแ ต้องขออภัยมา ณ ที่นี้
ในกรณีที่คุณยกมาอ้างอิงทั้งหม
ในกรณีที่คุณยกมาอ้างอิงทั้งหมด มันก็ไม่ค่อยจะแตกต่าง ไปจากกรณีของคุณทักษิณที่ขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์สักเท่าไหร้ หรือในกรณีที่ใกล้เคียงกันมากที่สุดก็คือ ในกรณีการซื้อชายที่ดินรัชดาของภรรยาคุณทักษิณ ที่ท่านตาชั่งทั้งหลาย ตัดสินว่าคุณทักษิณไม่ได้ทำผิดกฏหมาย ไม่ได้คอรัปชั่น แต่ผิดจิรยธรรมอันดีงาม ที่คนที่มีตำแหน่งสูงส่งของประเทศควรที่จะประพฤติปฏิบัติ เพื่อที่จะได้เป็นตัวอย่างที่ดีของสังคม
แล้วลองมองมุมกลับในกรณีของคุณสุรยุทธ เป็นคนที่มีเชื่อเสียง มีตำแหน่งใหญ่โตแทบจะคับประเทศ แล้วคุณคิดว่า ต่อมจริยธรรมเขาควรที่จะสูง เหมือนที่พวกตาชั่งเอามาอ้าง เพื่อที่จะจองจำคุณทักษิณด้วยหรือไม่ แล้วที่คุณบอกว่า ถ้าอยากสะใจกันมากนัก ก็ให้ศาลเอาเขาเข้าคุกสิ คุณพูดง่าย เพราะคุณรู้ว่าผลการตัดสินจะออกมาอย่างไร แม้แต่กระบวนการยุติธรรมขั้นต้น ยังไม่กล้าที่จะแตะต้องเลย แล้วคุณจะให้พวกเรา มาหวังเอาอะไรกับตาชั่งที่ไม่ได้มาตรฐานอย่างนี้ ทุกวันนี้กระบวนการนี้มันเอียงจนดูทุเร็จไปหมด คงไม่ต้องให้พวกเราบอกนะว่าเพราะอะไร
สงสัยว่าคุณจะความจำสั้นจริงๆ
สงสัยว่าคุณจะความจำสั้นจริงๆ ว่าองคมนตรีลาออกเองไม่ได้ ก่อนที่คุณจะเขียนอะไร ลองตั้งสติให้ดีๆ เพราะเหตุการณ์เหล่านี้มันเพิ่งเกิดไม่นาน แล้วก็ไม่ต้องมาอ้างคนไทยพันธุ์เก่า พันธุ์ใหม่เลย ถ้าคุณจะยอกเป็ฯคนไทยดึกดำบรรพ์ที่เขาเลิกทาสไปแล้ว แต่ก็ยังไม่กล้าออกมาจากการเป็นทาส เพราะขี้ขลาดไม่กล้าเผชิญหน้า เผชิญปัญหากับโลกยุคใหม่ ก็ไม่แปลกที่คุณจะวนเวียนกับความคิดอย่างนี้
กรณีที่ดินสนามกอล์ฟอัลไพน์
กรณีที่ดินสนามกอล์ฟอัลไพน์ ข้อเท็จจริงอาจจะแตกต่างไปจากกรณีของเขายายเที่ยง เพราะในกรณีที่การได้มาของที่ดินแตกต่างกัน ที่ดินอัลไพน์ ไม่ใช่ที่ป่าสงวนแห่งชาติเขตเอ แต่เป็นที่ดินของเศรษฐีเก่า ที่เขาต้องการยกที่ดินให้เป็นของวัด เจ้าของเก่าเขาไม่ได้ไปบุกรุกที่ป่าสงวนแห่งชาติชั้นเอมาครอบครอง ถ้าจะผิดก็ผิดตรงที่คนเอาที่ดินมาขายต่อให้คนที่เอามาทำสนามกอล์ฟอัลไพน์ โดยผิดไปจากวัตถุประสงค์ของเจ้าของที่ดิน และเป็นการโกงที่ธรณีสงฆ์ ซึ่งเรื่องนี้ก็ต้องไปว่ากันตามกระบวนการกฏหมาย การได้มาซึ่งที่ดิน
แต่ในกรณีที่เขายายเที่ยง พวกเราต้องการอยากรู้และเรียกร้องเพียงว่า ในเมื่อที่ตรงนั้นเป็นพื้นที่ ที่อยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติชั้นเอ แต่ทำไมคุณสรยุทธ ไปจับจองที่เหล่านั้นได้ จะอ้างว่าไม่รู้ก็คงฟังไม่ขึ้น เพราะคนระดับนี้ไม่น่าที่จะโง่ได้ใจขนาดนี้ และที่สำคัญที่สุดก็คือ ทั้งๆที่รู้ แต่ก็หน้าด้านที่จะครองครองต่อ เพราะรู้ว่าความเป็นอภิสิทธิ์ชนของตัวเองมีมากแค่ไหน เพราะกฏหมายประเทศนี้คงไม่กล้าเล่นงานเขาแน่ๆ ถ้าหน้าด้านได้ขนาดนี้ ก็ไม่สมควรที่จะเปิดปากสั่งสอนคนอื่น ให้เป็นคนดี เป็นคนมีคุณธรรมและจริยธรรม เพราะจะให้ให้คนอื่น เขารู้สึกเอียนเอาเปล่าๆ
มีแน่ๆ..คือความหน้ามึนไงละ..ฟ
มีแน่ๆ..คือความหน้ามึนไงละ..ฟายเอ้ย
ปลาใหญ่ตายน้ำตื้น..นอนกับเมีย
ปลาใหญ่ตายน้ำตื้น..นอนกับเมียคนอื่น..ย่อมตื่นมาเจอบาทา..นินทาว่าร้ายเขา.ควรมองตัวเจ้าด้วยว่าก็ซวยอยู่ด้วยกัน
ขอบคุณครับ.
ขอบคุณครับ.
(เหตุผลคุณอาจจะถูก และอาจจะปล่อยให้เป็นดุลยพินิจของเจ้าตัวเองและกระบวนการกฏหมายไปก็ได้ แต่ผมก็ ยังไม่เห็นว่า เกี่ยวอะไรกับการที่ประชาชนต้องมีหน้าที่ไปเรียกร้อง อิ อิ อิ.)
อิ อิ อิ ใจเย็นๆไอ้น้อง
อิ อิ อิ
ใจเย็นๆไอ้น้อง อย่าทำเป็นได้ทีขี่แพะไล่ไปนักเลย ทุเรศว่ะ อิ อิ
มึงเรียกว่านั่นคือการลาออกแบบที่มึงพูดกันอยู่นี่เหรอ เหรอ อิ อิ อิ อ่ะ ตามใจ พวกมึงละกัน เถียงกันไม่รู้จบหรอกสมองแบบนี้ อิ อิ (สำหรับ ตรงความหมายของ คำว่าลาออก ในที่นี้นะ กูคิดว่า คนละ ความหมายกันแล้ว กูไม่อธิบายนะ คงไม่จำเป็นแล้วล่ะ)
เอ่อ ... นิดนึง .. เกี่ยวกับ สมองของมึง
ยกตัวอย่างนะ กูไม่ ได้บอกเลยว่า องคมนตรีลาออกเองไม่ได้ (ซึ่งที่จริง กูก็คิดแบบนั้น แต่ คิดก็คือคิด สงสัยก็คือสงสัย) กูบอกว่า ชาวบ้านเขามักคิดกันแบบนี้ ส่วน มึงมันก็ขี้กรากมาก แหม ใส่ใหญ่เลย ผ่าไปหาว่ากูพูด กลับไปอ่านใหม่ กูบอกไว้รึเปล่าว่า "จริงไม่จริง ไม่รู้" กูถึงได้ถามไง ถ้าตอบดีๆไม่ได้ก็อย่าเสือก ไอ้ควาย.
อิ อิ มึงอย่าหลงตัวเองไปนักเลย มึงคิดจริงๆเหรอว่า พวกกูเป็นทาส เป็นพวกขี้ขลาด พวกไร้ความหมาย ไร้อนาคต อิ อิ อิ ส่วนพวกมึงก็เป็นพวก ทันสมัย ไม่ใช่ทาส อิ อิ อิ อ่ะ อ่ะ อ่ะ งั้น ..พวกมึงก็เชื่อแบบนี้ต่อไปละกัน ชีวิตของมึงเองนี่หว่า อิ อิ อิ กร๊ากกกกกกก กั่กกกกกกกๆๆๆๆๆๆๆ
"ด้านได้ อายอด" เว้ยไอ้ยุทธ์
"ด้านได้ อายอด" เว้ยไอ้ยุทธ์ ป๋ามันสอนไว้
นิรโทษกรรมให้นักโทษชายแม้ว
นิรโทษกรรมให้นักโทษชายแม้ว
โดย สุรวิชช์ วีรวรรณ 14 มกราคม 2553 16:19 น.
การประกาศต่อสังคมของคนเสื้อแดง และสมาชิกพรรคเพื่อไทยหลายครั้งว่า พวกเขาต่อสู้เพื่อเอาทักษิณกลับบ้าน ทักษิณเองก็เคยโฟนอินเข้ามาปลุกระดมคนเสื้อแดงหลายครั้ง เช่นว่า ถ้าเสื้อแดงออกมาชุมนุมกันมากๆ จะช่วยให้เขาได้กลับประเทศ ถ้าเสื้อแดงลงชื่อถวายฎีกากันเยอะจะช่วยให้เขาได้กลับบ้าน
ทั้งๆ ที่คนเสื้อแดงและทักษิณเองก็รู้ว่า ไม่มีใครห้ามเขากลับบ้าน แต่ความหมายของทักษิณที่แท้จริงก็คือ เขาต้องการกลับบ้านโดยไม่มีความผิด นั่นคือ ต้องได้รับการนิรโทษกรรม
“หัวโต” สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล นักวิชาการทางด้านประวัติศาสตร์ อาจารย์ประจำภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ แนวร่วมคนสำคัญของกลุ่มเสื้อแดงถึงกับเคยเขียนบทความ เรียกร้องให้นิรโทษกรรมให้ทักษิณ
“ทักษิณ ถูกรัฐประหาร (ที่โทษประหารชีวิต) ล้มไป ทักษิณ เป็นนายกฯ ที่ได้รับการเลือกตั้งโดยชอบธรรมคนสุดท้ายการนิรโทษกรรมให้ทักษิณ จะถือว่า “ทำเพื่อประโยชน์ของบุคคลใดบุคคลหนึ่ง” ได้อย่างไร?” สมศักดิ์ ว่า
สมศักดิ์ถามว่า แล้วไอ้ “คดีความต่างๆ” ที่ว่า ทักษิณโดนอยู่น่ะ มันมาจากอะไร ไม่ใช่จากรัฐประหารหรือ? รู้จัก “กระบวนการยุติธรรม” due process หรือเปล่า?
“ในประเทศเจริญแล้ว ต่อให้สมมติว่า จนท.จับใครมาขึ้นศาล ถ้าด้วยวิธีการที่ไม่ถูกต้อง เช่น ไม่มีหมายค้น, ไม่อ่าน “คำเตือน” (“คุณมีสิทธิไม่ให้การ คุณมีสิทธิมีทนายได้...”) อย่างนี้ ต่อให้ “สังคม” “เชื่อ” ว่า คนที่ถูกจับมานั้น ผิด ศาลยังต้องสั่งให้คดีเป็นโมฆะเลยครับ” สมศักดิ์ต้องการบอกว่า ถึงทักษิณจะผิดแต่ถ้ากระบวนการไม่ถูกต้องก็ไม่ผิด
การสร้างวาทกรรมดังกล่าวของสมศักดิ์เป็นการพูดตัดตอนและหาประโยชน์ให้กับทักษิณ
ปิติกุล จีระมงคลพาณิชย์ อธิบายความหมายของคำว่า Due Process of Law หรือเรียกสั้นๆ ว่า Due Process พูดถึงความหมายของวลีดังกล่าวมีอยู่สองคำคือ Due แปลว่า เหมาะสม สมควร พอเพียง พอควร ตามกำหนด ครบกำหนด ถึงกำหนด ถูกต้อง ถูกทำนองคลองธรรม ตรง หลีกเลี่ยงไม่ได้ Process แปลว่า กระบวนการ ดังนั้นที่ศาสตราจารย์จิตติ (ติงศภัทิย์) แปลคำทั้งสองคำนี้ว่า “กระบวนการอันควร”
แล้วมาดูว่า ทักษิณทำผิดกฎหมายและติดคุกด้วยคดีอะไร การดำเนินคดีต่อทักษิณได้ก้าวข้าม “กระบวนการอันควรต่อกฎหมาย” อย่างที่สมศักดิ์กล่าวอ้างหรือไม่
คดีทุจริตประมูลซื้อที่ดินรัชดาภิเษก เป็นคดีที่อัยการสูงสุดเป็นโจทย์ยื่นฟ้องทักษิณ เป็นจำเลยที่ 1 และคุณหญิงพจมาน ชินวัตร ภรรยาเป็นจำเลยที่ 2 ต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง
ในความผิดฐาน “เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐร่วมกันเป็นคู่สัญญาหรือมีส่วนได้ส่วนเสียในสัญญาที่ทำกับหน่วยงานของรัฐ ปฏิบัติหน้าที่ในฐานะเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐซึ่งมีอำนาจกำกับ ดูแล ควบคุม ตรวจสอบหรือดำเนินคดี และเป็นเจ้าพนักงาน และสนับสนุนเจ้าพนักงาน มีหน้าที่จัดการหรือดูแลกิจการใด เข้าไปมีส่วนได้ส่วนเสียเพื่อประโยชน์สำหรับตนเองหรือผู้อื่นฯ”
คดีดังกล่าวเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการธุรกิจแห่งชาติ พ.ศ. 2542 ภายใต้รัฐธรรมนูญ 2540 และประมวลกฎหมายอาญา และศาลมีคำสั่งรับฟ้องเมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2550
คดีนี้เริ่มจากวีระ สมความคิด เลขาธิการเครือข่ายประชาชนต้านคอร์รัปชัน (คปต.) เป็นผู้ยื่นร้องเรียนต่อกองบังคับการ กองปราบปราม ก่อนเกิดรัฐประหาร 19 กันยา และเมื่อมีการแต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) คุณวีระ ได้นำเรื่องนี้เสนอต่อ คตส. ให้ตรวจสอบพฤติกรรมทุจริตประพฤติมิชอบของ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร และครอบครัวอีกครั้ง
จะเห็นได้ว่า “กระบวนการอันชอบธรรมทางกฎหมาย” จะต้องเดินไปตามครรลองของมันตั้งแต่คุณวีระได้ยื่นเรื่องร้องเรียนต่อกองปราบอยู่แล้ว
การทำสัญญาซื้อขายที่ดินผืนดังกล่าวการกระทำความผิดเกิดขึ้นภายหลังกองทุนฟื้นฟูอนุมัติให้คุณหญิงพจมาน เป็นผู้ชนะการประกวดราคา คุณหญิงพจมานได้ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินดังกล่าวกับกองทุนฟื้นฟูฯ เมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2546 และชำระราคาครบถ้วนในเวลาต่อมา ก่อนที่จะทำสัญญาซื้อขายและจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินกันในวันที่ 30 ธันวาคม 2546
โดยทักษิณ จำเลยที่ 1 ลงลายมือชื่อในหนังสือให้ความยินยอมแก่คุณหญิงพจมาน ชินวัตร ซึ่งเป็นภรรยา โดยมอบหลักฐานสำเนาบัตรประจำตัวประเภทข้าราชการการเมือง ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีประกอบการทำสัญญาด้วย
นอกจากนั้นในระหว่างที่ทักษิณยังมีอำนาจยังมีการแก้กฎหมายเพื่อให้สามารถสร้างอาคารสูงในพื้นที่ภรรยาของตัวเองหลังชนะการประมูล และคณะรัฐมนตรีของทักษิณยังมีมติเลื่อนวันหยุดปีใหม่ จากวันที่ 31 ธันวาคม 2546 เป็นวันที่ 2 มกราคม เพื่อให้การซื้อขายที่ดินรัชดาฯ สามารถดำเนินการได้ทันสิ้นปี เพื่อเสียค่าธรรมเนียมโอนที่ดิน เฉพาะกรณีปรับปรุงโครงสร้างหนี้ ในอัตราลดหย่อนเพียง 0.01% ที่มีผลใช้บังคับถึงสิ้นปี พ.ศ. 2546
ถ้าสมศักดิ์บอกว่า กระบวนการสอบสวนก่อนศาลของคดีดังกล่าวดำเนินการโดย คตส.ที่ได้รับการแต่งตั้งจากคณะรัฐประหารดังนั้น คดีของทักษิณจึงไม่มีความชอบธรรมตาม “กระบวนการอันควรต่อกฎหมาย” แล้ว การกระทำผิดทุกอย่างในประเทศนี้ที่เกิดขึ้นก่อนการรัฐประหารคงต้องเป็นโมฆะหมด
ถ้าการรัฐประหารไม่มีอำนาจ รัฏฐาธิปัตย์ หรือมีอำนาจสูงสุดเพื่อวางกฎเกณฑ์ของประเทศ ประเทศไทยก็คงจะเป็นโมฆะตั้งแต่เกิดการรัฐประหารในประเทศไทยครั้งแรกเมื่อวันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2476 และประเทศไทยก็คงกระทำอะไรที่เป็นโมฆะตลอดมา
สมศักดิ์อาจบอกว่า เขาไม่ยอมรับ “รัฏฐาธิปัตย์ของคณะรัฐประหาร” เพราะการรัฐประหารเป็นการกระทำผิดที่มีโทษประหารชีวิต และกระทำผิดตามกฎหมายอาญา มาตรา 113 ล้มล้างหรือเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญ ล้มล้างอำนาจนิติบัญญัติ อำนาจบริหาร หรืออำนาจตุลาการแห่งรัฐธรรมนูญต้องระวางโทษประหารชีวิต หรือจำคุกตลอดชีวิต
ผมคิดว่า ประเด็น “รัฏฐาธิปัตย์” ของคณะรัฐประหารเป็นประเด็นที่ต้องถกเถียงแยกออกจากกรณีของทักษิณ เพราะมันชัดเจนอยู่แล้วว่า ทักษิณกระทำ “ความผิดต่อแผ่นดิน” ที่เกิดขึ้นก่อนการรัฐประหาร และไม่มีอะไรปรากฏเลยว่า การพิจารณาคดีความดังกล่าวอยู่นอกกรอบของการพิจารณาคดีตามขั้นตอนปกติของกระบวนยุติธรรมหรือใช้อำนาจของคณะรัฐประหารเข้าไปสั่งการแทรกแซงการพิจารณาคดี
และถ้าเราจะยึด “กระบวนการอันควรของกฎหมาย (Due Process of Law)” เราก็คงต้องยอมรับบรรทัดฐานจากคำพิพากษาของศาลฎีกาที่เคยมีบรรทัดฐานไว้แล้ว ไม่ใช่แหกคอกแบบที่ชำนาญ จันทร์เรือง นักวิชาการแดงเคยเขียนอ้างคำพิพากษาของตุลาการเสียงข้างน้อยที่ไม่ยอมรับ “รัฏฐาธิปัตย์” ของคณะรัฐประหาร
ซึ่งก็ต้องถามชำนาญว่า กระบวนการยุติธรรมตามหลักการประชาธิปไตยนั้นต้องยึดบรรทัดฐานเสียงข้างน้อยหรือเสียงข้างมาก ถ้ายึดตามบรรทัดฐานเสียงข้างน้อยเราจะปกครองกันอย่างไร
เพราะถ้าอ้าง “กระบวนการอันควรของกฎหมาย” แต่ไม่ยอมรับบรรทัดฐานทางกฎหมายที่ไม่สมประโยชน์กับตัวเอง วิธีคิดดังกล่าวก็ไม่ใช่ Due Process เช่นเดียวกัน
aa
พวกสามานย์ชอบยกเอาของต่างประเทศที่พ่อทักและโคตรของทักฯ ได้ประโยชน์ตัดตอนมาอ้าง......
ท่าจะจริง ดูเก๋าใช่เล่น
ท่าจะจริง ดูเก๋าใช่เล่น จับจากประโยคที่ย้ำ 'โอ๊ยๆๆๆๆๆๆ พล.อ.สุรยุทธ์ที่ผมชื่นชม แต่ไม่เป็นไร ผมมันคนดื้อ' คงเขียนกวนประสาทสมศักดิ์ เจียม ที่เล่นแกไว้
อ้าวลอกคอลัมน์จากคนเขียนชั้นต
อ้าวลอกคอลัมน์จากคนเขียนชั้นต่ำในสื่อassชั้นต่ำมาลงอีกแระ โฆษณาชวนเชื่อกันเข้าไป คนจมูก4รูอยากจะเชื่อ เหอๆๆ
ไอ้งั่งเอ๊ย ฝ่ายซ้ายไทยเมื่อ30ปีก่อนผลิตงานโฆษณาชวนเชื่ออื้อซ่า ถ้ามันดีจริงอย่างที่สมัยนั้นว่าดี นักศึกษาอ่านกันตรึมอ่านแล้วเชื่อมั่นและศระทธาคารวะ ทำไมไม่ผลิตออกมาอีกล่ะ
กาลเวลามันจะให้คำตอบเองว่า เป็นโฆษณาชวนเชื่อเหลวไหลแต่ขายคนไทยจมูก4รูบางกลุ่มได้ แบบว่ามนุษย์100คนมันต้องมีพวกพิการปนอยู่ซักจำนวนหนึ่งงัย สื่อassมันก็ขายได้กับคนใจพิการไม่สมประกอบสมองปัญญาอ่อนนั่นแหละ
กาลเวลาจะให้คำตอบเองในอนาคต อิอิ
ในการอ่านข้อเขียนของใครต่อใคร
ในการอ่านข้อเขียนของใครต่อใคร เราต้องเข้าใจความหมายของข้อเขียนนั้นใช่หรือไม่ สำหรับนักอ่านนักวิเคราะห์ที่ไม่โง่พอ เขาจะไม่ตีความหมายของข้อเขียนตามอักษรที่เขียน เขาตีความหมายตามบทสรุปรวมของข้อเขียน นอกเสียจากว่าคนคนนั้นโง่ จนตีความหมายของข้อเขียนนั้นไม่ออก
พอสุดท้าย จำนนด้วยเหตุและผลก็สำรากสิ่งที่อยู่ข้างในออกมาจนได้ แล้วที่เขาบอกว่าพวกที่สนับสนุนพวกอำมาตยไตย เป็นพวกที่มีพื้นฐานทางการศึกษาที่สูง ไม่ใช่พวกรากหญ้า แต่เท่าที่ดูข้อเขียนของคุณ บอกได้คำเดียวว่า ว่าเป็นการสำรอกสุดๆ
ต้องงี้ซิ แปลว่าเริ่มเก็ตแล้ว
ต้องงี้ซิ แปลว่าเริ่มเก็ตแล้ว คุณใบตองแห้งแกชอบแซวแบบแสบๆนะ
แอดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด!
แอดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด! ตอบผิด
เรื่องของเรื่องมันก็แค่ คดีเขา จำเลยชื่อไอ้เต่า คดีหนามกอล์ฟ จำเลยชื่อไอ้แม้ว
ถ้าจะให้ตะกวดน้ำแดงไปไล่เบี้ย คดีหนามกอล์ฟ แล้วใครจะจ่ายค่าตัวให้ไอ้เต้น ไอ้ตู่ล่ะ เพราะจำเลยมันพ่อกรู (ฮิฮิ ฮ่าฮ่า)
แค่นั้นเอ๊ง
สรุป สวิงหมัดฮุคเรื่อง 2 มาตรฐาน หมัดฮุคเสือกหลุดวงมาฟาดปากตัวเองเข้าเท่านั้นเอง ฮิฮิฮิ
ไล่...อิอิฯนะ
ไล่...อิอิฯนะ
ตกลงแล้วต้องเชื่อ "มองทะลุ"
ตกลงแล้วต้องเชื่อ "มองทะลุ" นะ อย่าไปอ่าน Astv ต้องอ่านแต่ ตักขี้ ว๊อยส์ เท่านั้น
เพราะ ตักขี้ ว๊อยส์ ผลิตจาก เสลด น้ำลาย (บางอันก็น้ำรักของตักขี้ ถ้าบทความนั้นเขียนหลังจากตักขี้จ้ำจี้น้องเลียดี หรือน้องใหม่เสร็จใหม่ๆ อิอิอิ) ของท่านพ่อตักขี้ โคตรหิด เอ๊ย! โคตรฮิต ของเหล่าสาวกตะกวดน้ำแดง ซึ่งเหมาะต่อการบริโภคของตะกวดน้ำแดงที่สุด
ดังนั้น รู้สึกสมองโล่งครั้งหน้าเมื่อใด เรียกหา ตักขี้ ว๊อยส์ มาอมแก้เลี่ยนแล้วกระโหลกจะกลับไปเต็มเปี่ยมด้วยอุจจาระเช่นเดิม สรรพคุณที่ได้จะทำให้ตะกวดทั้งหลายก้มหน้าเลียไข่แม้ว ดมดากทักษิณโดยไม่รู้สึกสะเอียนแม้แต่นิ๊สสสสสส เดว (อ้วก! ท่ดที พิมพ์เองยังทนมะหวายเรยยยยย อิอิอิ)
ตกลง สัตว์จะไม่ให้
ตกลง สัตว์จะไม่ให้ อำมาตย์ชั่วคืน ที่ดินเขายายเที่ยงว่างั้นเถอะ...ถุย
ว่าคนอื่น
ว่าคนอื่น แต่ตัวเองกลับเป็นยิ่งกว่า ...ทุเรศ..ถุย ๆ ๆๆ ๆ
ว่าคนอื่น...แต่ตัวแม่ง สัตว์
ว่าคนอื่น...แต่ตัวแม่ง สัตว์ กลับเป็นยิ่งกว่า...ทุเรศ..ถุย ถุย ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ
อิ อิ นี่มึง
อิ อิ นี่มึง ยังจะแถแบบควายๆต่อไปอยู่อีกเหรอ อิ อิ อิ
เอ่อ... มึงพร่ามอะไรของมึงน่ะ หือ อิ อิ ตีความข้อเขียนตามอักษร ตีความตามบทสรุปรวมของข้อเขียน
จำนนด้วยเหตุและผล นักวิเคราะห์ ที่ไม่โง่พอ อำมาตยไตย ( อ่ะ อันนี้ก็ สงสัยศัพท์ใหม่อีกแล้วละมั๊ง อิ อิ) พื้นฐาน
การศึกษาสูง รากหญ้า สำราก สำรอก อิ อิ อิ กร๊ากกกกกก กั่กกกกกๆๆๆๆๆ
เฮ้ย กูว่า น่าจะ ควาย มากกว่าคนแล้วว่ะ อีแบบนี้ อิ อิ อิ เฮ้อ... ชัดเจนเลยว่า กูไม่มีปัญญาคุยกับมึงได้
หรอก เอา งี้ ตกลง กูยอมรับ กูผิด กูโง่ กูเลว กูไร้การศึกษา ส่วนมึง มึงเก่ง มึงฉลาด มึงมีเหตุผล มึงถูก มึงรัก
ประชาธิปไตยที่ แท้จริง มึงเลือกข้างถูกแล้วล่ะ พยายามต่อไปนะ นะ โชคดี นะ โอเค นะ
อิ อิ อิ กร๊ากกกกกก กั่กกกกกๆๆๆๆๆๆๆๆ
ควายมันหงุดหงิด
ควายมันหงุดหงิด ก็เลยขวิดกันเองมั๊ง อิ อิ
แม่งเอ๊ย
แม่งเอ๊ย พอเจอคำตอบสวนโดนกลางใจ แถไม่ได้ไปไม่เป็น
แต่ยังแก้เกี้ยวด่าเขาต่ออีก เฮียจริง ๆ เลยมึงเนี่ย
มึงไปบอกรัฐบาลเหลืองเอาเขาพระ
มึงไปบอกรัฐบาลเหลืองเอาเขาพระวิหารคืนมาเร็ว ๆ ก่อนเถอะ ไอ้ที่ดินอัลไพน์นะเรื่องเล็ก
เห็นตอนก่อนจะเป็นรัฐบาลบอกว่าเป็นของไทยไม่ใช่หรือ ควายแม่งก็เชื่อเผื่อว่าจะได้มีที่ปลูกหญ้าเพิ่ม
พอได้เป็นเสือกไม่รีบดำเนินการ ตกลงแม่งจะทำเหี้ยอะไรกันแน่วะ
ก็ดีนะ
ก็ดีนะ ถ้าประเทศไทยมีควายอย่างเรา บังเอิญว่าควายตัวที่คุณว่านี้ ความรู้ไม่เป็นรองคุณแน่นอน เดินทางมาแล้วหลายประเทศ ถ้าประเทศนี้มีควายอย่างเราเยอะๆ ไม่ใช้ควายแบบพวกเหลืองๆ ไม่ใช่ควายทาสที่ไม่รู้จักการปลดปล่อย ประเทศไทยคงเจริญมากกว่านี้ ประเทศนี้ปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยมาแต่ปี 2475 ผ่านมา 78 ปี ประเทศไม่ได้รับการพัฒนาเท่าที่ควรจะเป็น
สาเหตุเพราะอะไร ถ้าจะพูดกันก็คงอีกยาวกว่าจะจบ พูดไปพวกคุณก็คงรับกันไม่ได้ ดีไม่ดีจะคลุ้มคลั่งกันเปล่าๆ และก็ขอให้คุณใจเย็นๆแล้วกัน เพราะหนทางการต่อสู้ในถนนสายนี้ยังอีกยาวไกล
อิ อิ อ๋อ สวนโดนกลางใจเหรอ
อิ อิ อ๋อ สวนโดนกลางใจเหรอ กลางใจตรงไหนมิทราบ อิ อิ ทำไมมึงถึงรู้ หือ
จริงๆ เรื่องนี้ก็คือ
กะอีแค่คำถามกระจอกๆ ที่ อยู่บนพื้นฐานของความคลุมเคลือของการสื่อสาร และ อคติ แถม ยังพ่วงปัญหาของการตีความ การหาความหมายที่ชัดเจน ของ สิ่งที่จะยกขึ้นมาถกกัน อย่างเช่น จรรยบรรณ มาตรฐานทางศีลธรรม เจตนา สาเหตุ และที่มาของเรื่อง ฯลฯ การจูนประเด็น ให้ตรงกันก่อน ก่อนที่จะลงมือถกเถียงกัน แต่ พวกมึง มักจะรีบโดดเข้าใส่ในทันที ถกกันอย่างเมามัน
คำถามแบบนี้ นะ กูเห็นมาหลายร้อย หลายพันครั้งแล้ว พวกมึง ถนัดนัก ถนัด ที่จะรุมกันเข้ามา เฮละโลกันเข้ามา เกลือกกลั้วอยู่กับความฟุ้งซ่าน เพ้อเจ้อ เมามัน หาคนถูก หาคนผิดไม่เจอ สุดท้ายก็มักจะแบบเนี้ย ด่าเขาเอาๆ ทำเป็น ประสบชัยชนะซะเหลือเกิน ชนะอะไรกัน แพ้อะไรกัน ไอ้ควาย. ปัญหาพวกนี้ ต้องการจิตใจ ที่เปิดกว้าง และ เจตนาที่ดี มุ่งที่จะเข้าใจอย่างจริงๆ และความซื่อสัตย์อย่างยิ่ง กูว่า เพื่อให้ความยุติธรรมนะ เอาเป็นว่า กูว่า ทั้งมึง และกู ยังไม่พร้อมจะมาถกกันในปัญหาแบบนี้หรอก เถียงกัน จนตายห่าก็ไม่จบหรอก ยิ่งเถียงกันก็ยิ่งคล้ายคนบ้าเข้าไปทุกที เอาปัญหาที่ จับต้องได้ง่ายๆก่อนดีกว่า อย่างเช่น ปัญหาแบบ เสื้อมึงกับเสื้อกู เสื้อใครใหญ่กว่ากัน อย่าถามเลยว่า เสื้อมึงกับเสื้อกู ใครใส่แล้วสวยกว่ากัน มันก็จริง ที่ เสื้อน่ะ มีสวยกว่า และไม่สวยกว่า แต่ ไม่เพียงแต่เสื้อเท่านั้นที่จะให้คำตอบ ตัวคนใส่ รวมทั้งตัวคนตอบด้วยโว้ย มึงคิดหรือว่า คำตอบแบบนี้ จะหาได้ง่ายๆ โดยดูแต่เพียงเสื้อเท่านั้น มันเปิดโอกาสให้กับ สิ่งที่ไม่แน่นอนเข้ามามีเอี่ยวด้วย มากน้อยแค่ไหน แม้แต่ คำอธิบายของกูนี้ก็เถอะ อยู่บน ความใจกว้าง และเจตนาที่ดี ของพวกมึงเอง ที่จะอ่าน จะเข้าใจหรือไม่ เห็นจะเหลือวิสัยกูแล้วล่ะ กูถึงให้รีบๆจบไง มันไม่ใช่แพ้ชนะแล้ว ไอ้ควาย (ทั้งหลาย อิ อิ) แต่มัน เรื่องที่ มึงอยากจะว่ายังไง กูก็ว่ายังงั้นแหละ จบ โอเค นะ. อิ อิ อิ กร๊ากกกกกกก กั่กกกกกกกกๆๆๆๆๆๆ
"ในการอ่านข้อเขียนของใครต่อใค
"ในการอ่านข้อเขียนของใครต่อใคร เราต้องเข้าใจความหมายของข้อเขียนนั้นใช่หรือไม่ สำหรับนักอ่านนักวิเคราะห์ที่ไม่โง่พอ เขาจะไม่ตีความหมายของข้อเขียนตามอักษรที่เขียน เขาตีความหมายตามบทสรุปรวมของข้อเขียน นอกเสียจากว่าคนคนนั้นโง่ จนตีความหมายของข้อเขียนนั้นไม่ออก"
งั้น ตี ความหมาย ของ "การลาออก " และ คำว่า "ลาออก" ของ สุรยุทธ และ เช่นเดียวกัน ของ อจ. สัญญา ด้วย เมื่อ ต้องไปเป็นนายก เมื่อในอดีต ตามที่ยกตัวอย่างมา กับการ"ลาออก" แบบ ที่ พวกเสื้อแดงเรียกร้อง
แถม ให้ อีก หน่อย มีตัวแปร อะไรบ้างที่ คิด ว่าจำเป็นต้องใช้ในการตีความ คำว่า ลาออก อันนี้ เช่น ค่านิยม จารีตประเพณี ศักดิ์ศรี หรือมันไม่มีผลในการ หาความหมาย ของ คำว่า ลาออก เลย คำว่า ลาออก มีความหมายอิสระ เป็นเอกเทศ โดยตัวของมันเอง ยังไงๆ การลาออก ก็ คือ การลาออก มันก้เหมือนๆกันนั่นแหละ อิ อิ อิ
เอาเถอะ ใคร พอใจจะตอบอะไรก็ว่าไปเถอะ คงไม่มีใครสนใจนักหรอก ยังไงๆ กูก็ให้มึงถูกอยู่แล้ว อย่าเซ้าซี้นักเลยวะ อิ อิ อิ
เออ ตอนนี้กูคุ้มคั่งมากเลยว่ะ คงต้องสู้กันอีกยาวไกล เหรอ ไม่มีปัญหา เรื่องนี้ มันคุ้มค่า ที่จะต่อสู้ เพราะเกิดมาเป็นคนไทยแล้ว ได้ต่อสู้ในเรื่องนี้ เพื่อสิ่งที่เรารัก และศรัทธา มันจะเป็นไรไปวะ ที่จริง ต้องคิดซะว่า โชคดีแล้ว ที่จะได้ต่อสู้ ได้พิสูจน์ตัวเอง เกิดมาคราวนี้ ไม่เสียชาติเกิดแล้ว อิ อิ อิ กร๊ากกกกกกก กั่กกกกกกกกๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ
เอ้า
เอ้า มีตัวอย่างมาให้ดูอีกตัวแล้ว
แถมแค่ตั้งชื่อก็ยังโป้ปดมดเท็จแล้ว แล้วจะไม่ให้พูดว่ากระบวนการตะกวดน้ำแดงเรนเจอร์เป็นพวกบิดเบือนได้ไงวะ? ฮี่ฮี่ฮี่
มึงก็ไปบอกไอ้มาร์คมันดิ้
มึงก็ไปบอกไอ้มาร์คมันดิ้ กูพวก พธม. ไม่เกี่ยวกัน
โง่ไม่เลิกราเลยพวกมึงเนี่ย ฮ่าฮ่าฮ่า
แล้วตอนนี้เรื่องเขมรกับไอ้แม้วหลักฐานชัดเจนรึยังล่ะ ไอ้สัตว์ หืมมมม์ อิอิอิ
มึงนี่เสดง คห. 2 ที โง่
มึงนี่เสดง คห. 2 ที โง่ ไปแปดหนเลยนะ
กูบอกว่า เอาให้ช้าดดดดดดดดด ชัด น้า! (อิอิอิ)
กู I Pad น้า กูกล่าวหาพวกมึงว่า พวกมึงกล่าวหาคนอื่น 2 มาตรฐาน น้า!!!! แต่ที่จริงแล้ววววววว พวกตะกวดน้ำแดงเรนเจอร์นี่แหละ ตัวดีเลย เพราะเสือกโง่ยกประเด็นการครอบครองที่ดินโดยผิด กม. แล้วจ้องจะจับผิดแต่ไอ้ยุทธ์เต่า เขายายเที่ยง ซึ่งมีวาระซ่อนเร้น ตรงที่ไอ้ยุทธ์เต่าเขายายเที่ยง เนี่ย มันเป็นพวกอำมาตย์ ลองถ้าไอ้ยุทธ์เต่าตอนนี้เป็นคนธรรมดาพวกตะกวดน้ำแดงก็คงไม่สนใจร็อก
แล้วพวกมึงกันเองโดยเฉพาะตัวพ่อมึงเลยเนี่ย ไอ้เชี่ยเหลี่ยมเนี่ย มันครอบครองที่โดยผิด กม. แถมผิดศีลธรรมด้วย เพราะเป็นที่วัด นับว่าผิดสองเด้งเลยนะเนี่ย พวกมึงแหยแฝ่นไม่กล้าแม้แต่จะเหลียวมองเลย
นี่แหละพวกว่าแต่เขาตะกวดน้ำแดงเป็นเอง ขบวนการตะกวดเรนเจอร์ 2 มาดถาน นั่นเอง อิอิอิ
ส่วนไอ้ยุทธเต่า เขายายแม้น เอ๊ย ยายเที่ยง มันจะคินที่หรือไม่คืนสำหรับพวกกูว่ามันไม่เกี่ยวกับการเรียกร้อง ปชต. ตรงไหน พวกกูไม่เดือดร้อน พวกมึงเดือดร้อนก็เรื่องของมึง โง่เอง อิอิอิ
อย่าลืม ไอ้ยุทธเต่า ติดกับเขายายเที่ยง ไอ้แม้วพ่อตะกวด ติดกับที่ยายเนื่อม โดนผีคนแก่หลอกตายห่าทั้ง 2 คน ฮ่าฮ่า เอิ๊ก กูคิดได้ไงวะมุขเนี๊ย อิอิอิ ขำชิบหายเลย (อ้าว! พวกมึงไม่ขำเหรอ)
มุขสลัมแต่มีลูกยุงในน้ำครำหลง
มุขสลัมแต่มีลูกยุงในน้ำครำหลงมาตอมด้วยวุ๊ย! อิอิ
เอ! ไอ้ตัวนี้ ttp เนี่ย!
เอ! ไอ้ตัวนี้ ttp เนี่ย! น่าจะเพิ่งหัดเล่นเน็ทได้ไม่นาน ถึงไม่ได้ง I Pad สีซอให้ฟังตั้งแต่ปีที่แล้ว
เอ้า สีใหม่ แบกเขามานั่งฟังกัน เร้ว!
ประชาไท เริ่มก่อตั้งโดยใช้เงินภาษีของคนไทยทั้งประเทศ ในขั้นเริ่มแรก 2 พันกว่าล้านบาท (แม่ง ใช้งบตั้ง 2 พันกว่าล้าน ทำเว็บไซต์ได้โหลยโท่ย อิ๊บอ๋าย หัดไปดูงานที่บ้านพระอาทิตย์มั่งนะ อิอิอิ) ฉะนั้น Cyber Space ส่วนนี้จึงเป็นที่สาธารณะโดยแท้จริง พธม. และ ตะกวดน้ำแดง ตลอดจน พวกกลางกวงโบ๋โจ๋ววว (ไม่มีอะไรเลยนะเนี่ย พวกเนี๊ย อิอิอิ) มาแสดง คห. ที่นี่ได้โดยเสรี รวมถึง Cyber Space ที่อื่นๆ ก็เช่นกัน (ยกเว้นเขาให้ Regist ก่อน ก็อีกเรื่อง จำไว้นะ หนู ttp อย่าโชว์โง่บ่อย ฮา)
แล้วตัวหนู ttp ก็ทำตัวให้สมเป็นแมนหน่อย เอ๊ะ! หรือไม่ใช่ ฮิฮิ ทีตัวตะกวดยั๊วเยี้ยแถวเนี้ยไปเห่าหอนให้ว่อนบอร์ด ผู้จัดการ พวกพี่ๆ ยังไม่เคยห้ามเลยแถมยินดีต้อนรับด้วยการจับเอาไปทำน้ำแดงแล้วโยนให้หมากินออกบ่อยๆ ไป พี่ๆ อุตส่าห์ลดตัวลงมาเล่นด้วยเนี่ย ก็กล้ำกลืนฝืนทนจะแย่อยู่แว๊ววว นะ อิอิอิ
รบกวนท่าน dog
รบกวนท่าน dog ผู้รอบรู้วิเคราะห์เรื่องที่ดินยายเนื่อม ต่อ ด้วยครับ
อ้อ ที่ดินยายเนื่อมตอนนี้เป็นหนามก๊อป เอ๊ย สนามกอล์ฟ อัลไพน์ ธรรมิการามน่ะนะ
ปล. เจ้าของปัจจุบันชื่อ นักโทษชาย (เร่ร่อน นอนไม่เป็นที่) ทักสิน ชินที่วัด (หืมมมม นามกุลเหมาะยิ่งเลยนิ ฮิฮิ)
ไอ้หนู พี่เริ่มเชื่อละ
ไอ้หนู พี่เริ่มเชื่อละ ว่าน้องเป็นรากหญ้าบ้านนอกตัวจริง โพสต์ ซ้ำซากแบบนี้เริ่มน่าเชื่อละว่า บ้านนอก จิง
พี่ขอโทดนะที่กล่าวหาน้องว่าโกหกเรื่องชื่อ เห็นระดับสมองแล้ว เชื่อแล้วกันนะ
แล้วที่สำคัญน้องยังพืด เอ๊ย พูดผิดนิดนึง
พี่ไม่ได้ว่าคนอื่น พี่ว่าแต่พวกตะกวดเรนเจอร์ (ชุดแดง นะ อย่าลืม อิอิอิ) เท่านั้น ดังนั้น คนอื่นๆ ไม่เห็นใครจะเดือดร้อนนี่ เพราะคนอื่นๆ เขาฉลาดไม่ได้นั่งอมเสลดไอ้ตู่ไอ้เต้นอีเพ็ญ และ ไอ้เชี่ยแม้วแบบพวกน้องๆ นี่ เขาถึงไม่เดือดร้อนนะ ฮ่าฮ่าฮ่า มุขผมมุขนี้โสโครกชิไห ยอมรับครับ ยอมรับ
วันนี้เวลาน้อย
วันนี้เวลาน้อย เล่นแบบเกมโชว์เกาหลีโง่ๆ ละกัน
ผมจะเรียงลำดับตะกวดลิซึ่มให้ดูเล่นๆ ใครไม่เห็นด้วยก็ไมว่า (แจ้ง เว็บแคม เอ๊ย เว็บมาสเตอร์ เอาดิ้ อิอิอิ)
อันดับ 1 นั้น แน่นอน ตะกวดตัวพ่อ พันธุ์หน้าเหลี่ยม ขาสั่น (แถมใข่เริ่มเน่า เพราะโดนลูกๆ เลียบ่อย) นช. ทักษิณ ชินที่วัด (นามเดิม ตักขี้)
อันดับ 2 จตุพอน พม1000 สะตอไร้ราคาหน้าน้องปั๊ก (บ๊อก บ๊อก เห็นมะ มันเห่ายอมรับทันที อิอิอิ) สุนัขหน้าหักตัวนี้น่าเชื่อว่า ลีลาที่ดูฮาร์ดคอร์ นั้น เป็นภาพลวงที่ฉาบเอาไว้ แต่ตัวจริงขาสั่นมากว่าตักขี้ตัวพ่อมันถึง 150 MHz ดูได้จากตอยสงกรานต์ 52 แสนสนุก ชะแว๊บ ได้ขั้นเทพ
อันดับ 3 ฮวยเซ็ง@พนมเปญ ตะกวดอันดับ 3 นี้ เรื่องอื่นๆ ยังไม่แน่ชัด แต่เรื่องขายชาติสังเกตุได้ตั้งแต่หักหลังพวกเดียวกันแล้วไปเอาเวียตนามมาถล่มบ้านเกิดตัวเองได้เนี่ย จัดชั้นได้เลย
อันดับ 4 สมศักดิ์ แซ่ไม่เจียม นายคนนี้ถึงจะมีนามสกุลว่าเจียม แต่มีความคิดอ่านโอหังไม่เจียมในสถานะไพร่ของแกคิดล้มเจ้า (แต่แกก็ไม่ค่อยมีความกล้าน่ะนะ สู้อีดา ปากส้วมซึมไม่ได้ อีนั่นมันยังใจถึงกว่า แต่จริงๆ น่าจะหนักไปทางโง่มากกว่านะ อีนั่นมันออกมาด่าเจ้าจนติดคุกหัวโตไปเลย) สมศักดิ์ ก็คงกลัวจะมีชะตาย้ายนิวาสไปเป็นเพื่อนอีดา จึงออกลีลาแต่แทะเล็มไปอย่างเดียว โดยเฉพาะหลังจากที่มั่น ฟ้าเดียวกัน (ซึ่งในอนาคตน่าจะได้ไป แดนเดียวกัน เป็นส่วนใหญ่ อิอิอิ) โดนอิ๊บไปแล้ว พี่แกก็คงเหงาเหมือนไอ้แม้ว ครั้นจะไปเล่นทวิต แบบพ่อแก แกก็รู้ตีว่าโจทย์เยอะ ขืนเอาแต่นั่งทวิต มีหวังเจอทวิตกลับ Server ล่ม ชัวร์ แกเลยมาพยายามเบ่งกล้ามอวดอ้างอยู่แถวๆ เนี๊ย แต่ลีลาโหลยโท่ยลงไปเยอะ) แต่ระดับความไม่เจียมของแกก็พาแกมาเข้าป้ายกับเขาได้เหมือนกัน
อันดับ 5 เศษตะกวดแดง ขัดซีย้า!!!!! แหม แหม แหม นี่ชั้นสั่งให้ขัดมานั่งเฉยทำไมย้า!!!!!!!!!! ตะกวดตัวนี้ที่ได้โอกาสให้ติดชาร์ทกับเขาก็เพราะ โดยอาชีพต้องทำหน้าที่ทหารหาญ แต่ที่แกทำเป็นทหารห่ามกับทหารระยำทั้งนั้น และนับเป็นนายพลที่แปลก คือ มีแต่ยศ ไม่มีตำแหน่ง เพราะ ฝีมือไม่ถึงขั้น มีแต่ความโง่กับความบ้าที่เลยขั้น (อิอิอิ) ที่สำคัญระดับขาสั่นของตะกวดขัดซีย้า!!!!! เนี่ยก้พอๆ กับจุพอน อันดับ 2 เลย เพราะเคยโดนตำรวจจับเท่านั้น น้ำตาไม่ต้องนับน่ะนะ น้ำมูกแม่ง ไหลฟืดฟาดจน ตร. ที่ไปจับไม่กล้าเข้าใกล้มันเลย
ส่วนพวกที่เหลือก็เลวเข้าขั้นเหมือนกัน ทั้ง เพ็ญ เห่า สมยศ ชูชีพ สุชาติ สมบัติ ประภาส วอเจ็ด ฯลฯ แต่เนื้อที่จำกัด เอาแค่นี้ละกัน
มีไรปะ!
แหม I Pad นี่
แหม I Pad นี่ น่าจะเปลี่ยนชื่อ เป็น อีเปรต น่าจะดีกว่าน่ะ
เพราะ เธอ มีปาก เป็น สุสานของ หมา ไร้ วิญญาณ จริงๆเลย ชมน่ะนี่ เหมือย กับ อี อิ อิ อิ เลย
แน่ะ! เขาบอกให้อย่าสนใจผมไง
แน่ะ! เขาบอกให้อย่าสนใจผมไง มาโต้ตอบทำไม?
หรืออ่าน คห. ผมแล้วมันคันทนไม่ได้ฮึ?
ยอมรับมาดีๆ ก็ไดน่า!!! ว่าผมเขียนดี เพียงแต่มันจี้ใจดำไปหน่อยเลย........ ฮ่าฮ่าฮ่า
มารอบค่ำมีเวลา
มารอบค่ำมีเวลา เลยจะตั้งปุจฉาไว้เล่นๆ (และที่สำคัญทำตามที่ขาใหญ่ที่นี่เขาแนะนำนะครับว่า I Pad เนี่ย! มันตัวป่วน อย่าสนใจอย่าโต้ตอบ เพราะถ้าโต้ตอบ I Pad จะถือว่าคนนั้นสนใจ I Pad อิอิอิ)
ขบวนการตะกวดเรนเจอร์ เป็นม็อบเคลื่อนไหวทางการเมืองที่ถูกสร้างขึ้นอย่างแท้จริง เนื่องจากเนื้อแท้ของขบวนการตะกวดเรนเจอร์ไม่ได้มีอุดมการณ์ทางการเมืองอย่างแท้จริง
จุดประสงค์ (ขอเน้น! ม็อบตะกวดเรนเจอร์ ไม่ได้มีอุดมการณ์ ดังนั้น เหตุผลของการมาร่วมกันขับเคลื่อนจึงเรียกได้แค่ จุดประสงค์ เท่านั้น) ของการมาร่วมกันขับเคลื่อนในระยะแรกๆ กว่า 90 % มาเพื่อเงิน หรือที่แกนนำ พธม. กล่าวอย่างตกขบขันว่า ม็อบรับจ้าง หรือ ม็อบเติมเงิน หรือ ที่หนักเข้าก็คือ ม็อบประจำเดือน (สาเหตุไม่แน่ใจว่าเป็นม็อบที่มีสีแดงเป็นสัญลักษณ์เหมือนประจำเดือน หรือ เป็นเพราะม็อบนี้มาทุกเดือนกันแน่ อันนี้ไม่ทราบจริงๆ แต่จริงทราบแต่ไม่บอก อิอิอิ)
ทำไมจึงกล่าวได้ว่านี่คือม็อบรับจ้าง เพราะระยะแรกของการเคลื่อนไหวของขบวนการเรนเจอร์เหล่านี้จะเห็นได้ว่าเป็นม็อบที่ไม่สามารถรวมตัวได้นานเกิน 1 วันเลย เพราะถ้ารวมตัวกันนานเกิน 1 วัน จะต้องเสียค่าใช้จ่ายสูงมาก ซึ่งจะเกิดผลปฏิภาคทันทีกับเงินที่แกนนำอมมาจากเจ้าของเงิน
ตัวอย่างก็เช่น
วันที่ 1 พย. 51 ทีสนามรัชมังคลาฯ แกนนำตะกวดอุตส่าห์นัดกันดิบดีว่าคนเสื้อแดงจะมารวมพลังกันเพื่อฟังผลคำตัดสินคดีที่ดินรัชดาฯ และอวดอ้างกันอย่างยิ่งใหญ่เลยว่าถ้าผลออกมาว่าตะกวดไข่เน่า (ก็พ่อพวกเอ็งน่ะแหละ! แหมทำเป็นงง) ผิดขบวนการเรนเจอร์จะรวมกันไปแสดงพลังต่อต้าน พธม. ที่รวมกันอยู่ในทำเนียบ
ซึ่งทันทีที่คำตัดสินคดีที่ดินรัชดาฯ จบลง ตะกวดเร็นเจอร์ที่อยู่ในสนามรัชมังคลาฯ ก็เคลื่อนไหวทันที สายสืบของ พธม. จึงส่งข่าวให้ที่ทำเนียบรู้ว่าตะกวดเรนเจอร์ รวมพลเคลื่อนขบวนแล้วเตรียมรับมือ I Pad ในฐานะการ์ดสะพานชมัยฯ ก็ออกมารอตะกวดเรนเจอร์ก่อนคำตัดสินจะเสร็จซะอีก จึงได้ยินวิทยุจากสายสืบที่แทรกซึมอยู่ในสนามรัชมังคลาฯ ดี
แต่อนิจจา ผ่านไปไม่ถึง 10 นาที สายสืบโทร. มาบอกปนหัวเราะๆ ว่า ยกเลิกการเตรียมพร้อมได้แล้ว หัวหน้า จ. ชมัยฯ ถามว่าทำไมล่ะ สายสืบบอก ที่ตะกวดเคลื่อนพลฯ นั้นไม่ได้เดินทางไปทางสนามม้านางเลิ้งหรือทำเนียบรัฐบาลแต่อย่างใด แต่พวกมันต่างมุ่งขึ้นรถบัสของใครของมันแล้วมุ่งหน้าวิภาวดีรังสิตออก ตจว. กันเป็นทิวแถว ส่วนพวกที่อยู่ใน กทม. ก็มุ่งหน้า BTS นั่งรถลอยฟ้ากันหน้าตาเฉย (แหมได้ค่าหัวไม่กี่ร้อยกระแดะนั่งลอยฟ้ากันเลยนะมึ๊ง อิอิอิ)
สรุปที่คุยว่าคดีที่ดินรัชดาฯ ถ้าคำตัดสินส่งผลเสียกับพ่อตะกวดทักษิณ คนเสื้อแดงจะลุยทำเนียบให้รู้เรื่องไปเลย กลับกลายเป็นอย่างที่เล่าให้ฟังนั่นแหละ
ตัวอย่างที่ 2 ก็คือที่ร้อยเอ็ด I Pad ก็อยู่ในเหตุการณ์เพราะเป็นคณะกรรมการจัดงานของ พธม. เช่นกัน กำลังจัดเวทีอยู่ดีๆ คนเสื้อแดงราว 8 - 900 ตัวก็มาล้อมเวทีพร้อมข่มขู่ให้เลิกเวที
ซึ่ง พธม. ไม่ยอมทำตาม แม้จะมีน้อยกว่าก็อาศัยวิธีดื้อตาใสไม่รื้อเวที (มีไรมะ อิอิ) แต่ซวยไปหน่อยที่เจ้าของเวทีที่เช่ามาแกใจเสาะบอกเวทีผมพังไม่คุ้มขอรื้อก่อนละกัน ว่าแล้วแกก็รื้อเวทีพร้อมเปิดแน่บ แต่ พธม. ที่เหลืออยู่ 5 - 6 สิบ คน ก็นั่งรอเฉยไม่หนีไปไหน เพราะรู้ว่าเด๋วมันก็กลับ
แล้วก็จริงดังคาด พอ 6 โมงเย็น ตะกวดเรนเจอร์สาขาร้อยเอ็ดก็เริ่มทยอยกลับทีละตัวสองตัว จนเหลือบางๆ ซัก 30 ตัวได้ ไอ้แกนนำที่ชื่ออีอ้อ และไอ้เชี่ยศักดาที่ยืนด่าบนหลังคารถพวกมันเริ่มรู้สึกว่าจำนวนตัวพวกมันเริ่มพอๆ กับ พธม. แล้วมันก็รู้สึกได้เองว่าตอนนี้เริ่มเสียเปรียบ พธม. แน่แล้ว ไอ้และอี 2 ตัวนั่นก็เปิดแน่บตามตะกวดรับจ้างไปราวๆ ทุ่มครึ่งเช่นกัน
สุดท้ายที่ตะกวดเรนเจอร์ภาคอีสานสาขาร้อยเอ็ดคุยว่าจะล้มเวที พธม. ร้อยเอ้ด ไม่ให้จัดได้ สุดท้าย พธม. ร้อยเอ็ด และ อ. สมเกียรติ ก็ได้เปิดเวที ตอน 3 ทุ่ม และ นั่งฟังปราศรัยไปจน ตี 2 แบบหนาวเห็บ สะจั๊ยสะใจ (ก็ตอนนั้นแม่งเดือนมกรานี่นา) ที่แสบสันต์กว่านั้น พธม. ที่รออยู่รอบนอกตะกวดเสื้อแดง เมื่อตะกวดเสื้อแดงกลับไปแล้วมารวมตัวกันฟังการปราศรัยมีจำนวนมากว่าพวกตะกวดที่มาล้อม พธม. ซะอีก เพียงแต่ตอนตะกวดเสื้อแดงล้อมเวที ตร. มันกันไม่ให้ พธม. เข้ามาที่เวที ไม่งั้นได้เสีย ฮิฮิฮิ
ส่วนเหตุการณ์อื่นๆ ก็เหมือนกัน ขบวนการตะกวดเรนเจอร์ที่มักมารวมตัวขัดขวางไม่ให้ พธม. จัดงานตาม ตจว. จะถูกรบกวนอยู่ไม่เกิน 2 ทุ่ม เป็นอย่างสายที่สุดแล้ว นั่นก็คือที่ ชัยภูมิ แล้วก็แยกย้ายกันกับบ้านไปไล่ควายเข้าคอกตามไสตล์ทู๊กเทีย
เนี่ย! หลักฐานที่ยืนยันว่า ตะกวดเรนเจอร์ยุคเริ่มแรก เป็นตะกวดที่เดินตามกลิ่นเงินมาอย่างเดียว
ฮิฮิฮิ
คนเราไม่ยอมโง่ซ้ำสอง ตัวพ่อตะ
คนเราไม่ยอมโง่ซ้ำสอง
ตัวพ่อตะกวด เริ่มจับทางได้แล้วว่า ขบวนการตะกวดเรนเจอร์ เวอร์ชั่น ขวัญชัย ไพรพนา และ 3 หัวขวด เป็นม็อบรับจ้างที่ไร้ราคาโดยแท้จริง เพราะใจเสาะ กินจุ แถมสกปรกเป็นที่สุด
(จนในหมู่ พธม. ตั้งมุขตลกถามกันเล่นๆ ว่า อยากรู้ว่าที่ไหนมี นปช. ชุมนุมกันอยู่? คำตอบ ให้เดินตามกองขยะและกลิ่นเหล้าขาวไป ก็จะเจอเอง อิอิอิ ฮ่าฮ่าฮ่า ไม่ขำไม่ว่า แต่ผมขำก่อนนะ กร๊ากกกกกก ปล. แม้แต่ที่เขายายเที่ยงล่าสุดก็ยังไม่ทิ้งลายเดิม หลังจากสลายโต๋ ไปกันแล้ว ฟรีทีวีไม่ได้สนใจอะไรนะ แต่กลับไปถ่ายกองขยะที่เหล่าตะกวดเรนเจอร์ที่น่ารักทิ้งไว้ให้ดูต่างหน้า ซะงั้น) หมายเหตุ กลิ่นเหล้าขาวนั้นก้ต้องเป็น 40 ดีกรี อีกต่างหาก เพราะตะกวดเรนเจอร์ที่มาชุมนุมมักจะมาจากอิสานบ้านข่อยหนี่แหละ และตะกวดอิสานมันไม่กินเหล้าดีกรีอื่นนอกจาก 40 ดีกรี อิอิอิ ฉะนั้น ถ้าได้กลิ่นเหล้าที่ต่ำกว่า 40 ดีกรี อาจไม่ใช่ตะกวดเรนเจอร์ ฮิฮิฮิ)
ดังนั้น ตัวพ่อเหลี่ยม จึงจัดวางรูปแบบขบวนการใหม่ เริ่มมีการจัดสื่อเผยแพร่ข้อมูล (ขอเรียกว่าข้อมูลนะ เพราะแทบทั้งหมดที่สื่อชุดนี้เผยแพร่ไม่มีความจริงปนอยู่เลย จนเรียกว่าข่าวไม่ได้เลย) ทำการปลุกระดม ล้างสมอง เปลี่ยความคิดของตะกวดให้เป็นไปตามความต้องการของขบวนการ
ซึ่งก็ได้ผลเพราะระยะต่อมาหลังจากสะเปะสะปะ ออกทะเลอ่าวไทยมั่ง ทะเลอันดามันมั่ง มาหลายยก ตะกวดเรนเจอร์ก็เริ่มเคลื่อนไหวมีรูปแบบขึ้น แต่ก็มีจำนวนน้อยจนน่าวิตก (คาดว่าไม่น่าเกิน 2 หมื่น ทั่วประเทศ) ดังนั้นพวกตะกวดฮาร์ดคอร์ที่ผ่านการล้างสมองมาอย่างดีที่มีจำนวนน้อยเหล่านี้ จะขับเคลื่อนร่วมกับตะกวดรับจ้าง เอามารวมกันให้เหมือนแกงโฮะ แล้วสร้างภาพการขับเคื่อนที่ดูใหญ่โตเกินจริง
ตย. ยุคนี้ก็คือ บร็อนโตเซารัส และ เวโลซิแร็ปเตอร์ เอ๊ย!!!! ไม่ใช่อันนั้นมัน Jurasic Park อิอิอิ ตย. ของตะกวดยุคนี้ก็คืองาน สงกรานต์ 52 นั่นไง ที่ดูแรกๆ ก็เข้าทีเว๊ย! มากันเป็นจำนวนมากขนาดล้มประชุมอาเซียนซัมมิตได้ (ไอ้มาร์คหน้าแหกไปเป็นริ้วๆ เลย)
แต่ของปลอมก็คือของปลอม (จะเขย่าเท่าไรมันก็ไม่สั่นไม่ไหว ขอยืมลุงสุรชัย สมบัติเจริญ หน่อยคงไม่ว่ากัน อิอิอิ) ขบวนการตะกวดเรนเจอร์ ที่อ้างสารพัดว่าเป็นม็อบเรียกร้องประชาธิปไตยของคนรากหญ้า ก็มาฟอร์มหลุดตั้งแต่เริ่มทำลายข้าวของชาวบ้านเขาไปทั่ว (จนกระทั่งแม้แต่ไก่ย่างห้าดาวของเขาก้ไปลักกิน หรือ ที่ รร. พัทยา ทาง รร. เขาทำอาหารบุฟเฟต์ไว้ ก็ไปหยิบกินของเขาเช๊ยยยย สุ๊ดหยอด อิอิอิ)
สร้างความตื่นตะลึงให้แก่ประชาชนที่ไม่รู้เรื่องราวและเบื้องหลังเนื้อแท้ของตะกวดพวกนี้ได้รับรู้ความจริงกันคราวนี้แล้วว่า ตะกวดเรนเจอร์ นั้นต่างกับ พธม. ยิ่งกว่า ผีขนุนสนามหลวง กับ สุภาพสตรีไทย จริงๆ จนคนที่เคยก่นด่า พธม. ไม่ว่าเสื้อขาว เสื้อสารพัด กลับใจไม่ยอมรับตะกวดเรนเจอร์
แล้วผลเสียที่ว่าก็แพร่ภาพไปทั่วโลกเสียด้วย จนในที่สุดขบวนการมดเขียวเรนเจอร์ของจริงมีความชอบธรรมที่จะออกมาสลายการเลื้อยคลานของตะกวดเรนเจอร์ ที่ลากเลื้อยผ่านไปทางไหนก้ทิ้งความย่อยยับไว้เป็นทาง ได้เสียที สุดท้ายตะกวดเรนเจอร์ ก็กลายเป็นตะกวดทิงเจอร์ทันที แถมขบวนการมดเขียวเรนเจอร์ยังทำดีอกีต่างหาก เป็นที่ปลื้มของชาวสยามประเทศเป็นหนักหนา เพราะการสลายการเลื้อยคลานครั้งนี้ไม่มีคนตายซักคน แต่อนิจจาคนที่ตายในเหตุการณ์ครั้งนี้เป็นการกระทำที่ชั่วชิบหายของพวกตะกวด ตจว. นั่นเอง
ผลงานครั้งนั้นทำให้สภาพของตะกวดเรนเจอร์กลายเป็นตะกวดทิงเจอร์มาจนบดนี้
และยังไม่รู้ด้วยว่า สงครามใหญ่ครั้งสุดท้ายที่อวดอ้างกันมานาน เลื่อนการแสดง ไปก้หลายหน สุดท้ายแล้วจะกล้าสั่งลุยกันอีกหรือไม่
คำตอบนั้นไม่ได้อยู่ในสายลม (Dust in the wind) เพราะคำตอบนั้นมากับผายลม (Fart as a wind) อิอิอิ
ปล. ผมขอร้องให้ตะกวดเรนเจอร์อย่าทิ้งตัวพ่อ อย่าทิ้งแกนนำ เรียกระดมพลเมื่อไรให้ออกมาให้มากที่สุด ยิ่งมากยิ่งดี จะได้กวาดที่เดียวให้หมดนะ ฮิฮิฮิ แล้วผมจะรอเผ้าดู The Fart be with u. จุ๊บ จุ๊บ (อ้วก! อืมม์ มุขนี้ไม่น่าเล่น จำไว้ จำไว้)
ไม่เกี่ยวกับประเด็นการเมืองนะ
ไม่เกี่ยวกับประเด็นการเมืองนะ
แต่ I Pad ผู้รอบรู้ทุกเรื่องจำสับสนป่ะ?
เพลง ฺDust in the wind
พูดถึงสัจธรรมว่า "เราทุกคนก็แค่ผงฝุ่นในสายลม"
(ไม่รู้ว่าคล้ายๆ กับฝุ่นละอองใต้ฝ่าตีนใครหรือเปล่า)
แต่ประเด็นสำคัญของมันคือการบอกว่า "ไม่มีใครอยู่ยืนยงค้ำฟ้า"
ส่วนเพลงที่พูดถึง "คำตอบในสายลม" น่ะ
ชือเพลง "Blowing in the wind" จ้ะ
อย่ามั่วข้อมูลนะจ๊ะ มันไม่ดี ^_^
ปล.ที่พูดในความเห็นบนๆ น่ะ
งบเปิดตัวประชาไทได้เงินมา "2 พันล้าน" เลยเหรอ
องค์กรหรือหน่วยงานไหนมันโง่ให้มาได้ขนาดนั้นอ่ะ
หรือว่า I Pad ใส่สีตีไข่ข้อมูลอีกเนี่ย???
ผมว่าไม่ต้องอะไรมากให้แกลาออก
ผมว่าไม่ต้องอะไรมากให้แกลาออกจากมูลนิธิอนุรักษ์ป่าเขาใหญ่ก่อนจะดีกว่าไหม
นักอนุรักษ์อะไรฮุบป่าเสียเอง แหมอุตสาห์สรางภาพเดินธุดงค์ ทุเรสจัง
สังคมไทยมักจะมีแต่คนแบบนี้ มือถือสากปากถือศีล
อืมม์
อืมม์ จับผิดกันจริงนะ
แต่จับผิดประเด็นนะหนู
มุขผมไม่เกี่ยวกับเพลงน่ะนะ ผมจะเล่นคำน่ะ (ถึงว่า หลงประเด็นกันอยู่เรื่อยนี่เอง ถึงคิดว่าเรียกร้องที่ดิน คือ เรียกร้องประชาธิปไตย) Dust จะได้กลายเป็น Fart ไง เฮ้อ! อนิจจาเหล่าตะกวดเรนเจอร์
ส่วนเรื่องงบก่อตั้งน่ะ จำไม่ได้ว่ะ ว่ากี่ล้าน แต่เยอะ และก็ใช้งบจากภาษีแน่นอน แล้วก็จับประเด็นผิดอีกละ ประเด็นที่ผมบอกก็คือ ประชาไท ใช้เงินในการก่อตั้งมาจากภาษีของคนทั้งประเทศ ดังนั้น คนที่พูดใน คห. นั้น มาขับไล่ พธม. ไม่ให้มาแสดง คห. ที่ ประชาไท เป็นการแสดง คห. ที่ถูกหรือผิดดีล่ะหนู? คิดดูเอาเอง หัดใช้สมองมั่งจะได้ไม่ออกทุ่งออกทะเลอย่างนี้ : )'
แล้วผมเล่าเรื่อง (เรื่องจริง
แล้วผมเล่าเรื่อง (เรื่องจริง ทั้งนั้นเลยนะนั่นน่ะ! ฮิฮิฮิ)
ไม่เห็นวิจารณ์เลยว่าคิดไง! มาจับประเด็นยิบย่อยไร้สาระอยู่ได้
แยกยุทธศาสตร์กับยุทธวิธีไม่ออกอย่างนี้แล้วจะรบชนะเหรออออ!
เห็นคุณ Tarntika
เห็นคุณ Tarntika สนใจข้อเขียนของผมถึงขนาดออกแสดง คห. ก็ต้องขอบคุณที่ร่วมรายการ แต่ไม่มีรางวัลให้นะ อิอิอิ มีแต่ความจริงใจคืนกลับให้ถ้าอ่านข้อเขียนผมแล้วเปลี่ยนใจไม่เป็นตะกวดเรนเจอร์ได้ (อย่าว่าคุยเลย แต่นี่คือจุดประสงค์แท้จริงของผมที่มาที่นี่แหละ)
เลยเกิดกำลังใจเขียนบทความตอนต่อไป
ให้ชื่อว่าการเปรียบเทียบการต่อสู้ระหว่าง พธม. กับ นปช. (ซึ่งแท้ที่จริงแล้วมันไม่น่าเปรียบเทียบกันได้ ระหว่างการเมืองภาคประชาชน กับ ม็อบรับจ้าง แต่ก็เอาเหอะ ถูๆ ไถๆ ไป อิอิอิ)
จุดประสงค์
พธม. เกิดจากการต้องการขับไล่ผู้บริหารประเทศที่ชั่วร้ายที่สุด และกลไกสนับสนุนของมันให้ออกจากการปกครองประเทศไทย
นปช. เกิดจากการว่าจ้างกลไกต่างๆ ให้ทำงานให้แล้วเอาไปสร้างมวลชนปลอมๆ เพื่อออกมาทำการเคลื่อนไหวทางการเมืองเพื่อช่วยเหลือนักการเมืองชั่วที่ พธม. ขับไล่ออกไปให้กลับมามีอำนาจได้ดังเดิม
แกนนำ
พธม. ประกอบจากคนจากหลากหลายวงการหลากหลายความคิด แต่ทุกคนมีความคิดอย่างหนึ่งคือ เป็นคนที่รู้ทันทักษิณแล้ว (แม้ว่าบางคนในระยะแรกจะเคยหลงผิดสนับสนุนทักษิณ เช่น คุณสนธิ และ ลุงจำลอง) และทุกคนเห็นตรงกันว่าทักษิณคือสิ่งที่ไม่สามารถให้ครองอำนาจได้อีกต่อไป
นปช. แกนนำตัวจริงมีคนเดียว คือ ทักษิณ เพราะการขับเคลื่อนทั้งหมดมาจากคนๆ นี้คนเดียว ถ้าคนๆ นี้หยุด กระบวนการ นปช. ก็จะหยุดขับเคลื่อนทันที
หลักฐานที่ชัดเจนก็คือ แกนนำชุดแดงสู้แล้วรวย ประกาศมาตั้งแต่ปลายเดือน ก.ย. 52 (ถ้าจำเดือนผิดก็อย่าจับผิดกันนะหนู TarntiKa อิอิอิ) แล้วว่าต้องมีสงครามแตกหักกับ รบ. มาร์กกี้ แน่ๆ วันที่ 28 พย. 52 แกนนำชุดนี้ประกาศชัดเจนหนักแน่นให้ นปช. ทุกคนเตรียมตัวทำสงครามใหญ่ในวันนั้นได้เลย
แต่เมื่อสถานการณ์การเดินเกมของทักษิณเกิดผิดพลาด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเปิดหน้าชนฟ้า ให้สัมภาษณ์ Times Online หรือเดินเกมด้านเขมรผิดพลาด ด้วยการให้ฮุนเซนแต่งตั้งให้เป็นที่ปรึกษา ทั้งๆ ที่ เขมรกำลังมีเรื่องพิพาทเรื่องชายแดนกับไทย จนก่อผลเสียทำให้กระแสความนิยมทักษิณแปรกลับไปเป็นความเกลียดชัง ทักษิณซึ่งจับกระแสนี้ได้ ก็สังการผ่าน วีดีโอลิงค์ ให้เลื่อนการทำสงครามแตกหักในวันที่ 28 พย. 52 ออกไปก่อน การขับเคลื่อนก็เลื่อนออกไปตามคำสั่งหน้าตาเฉย
ส่วนคนที่ถูกอุปโลกให้ขึ้นเวทีแล้วเรียกตัวเองว่าแกนนำนั้น แท้จริงแล้วประกอบด้วยตัวตลกทางการเมืองทั้งหมด ไม่ว่า วีระ แซ่หนู, จตุพร หน้าปั๊ก, รัฐวุฒิ สภาโจ๊ก, นังดาร (คนนี้มาได้ไง ถามจริง), เจ๋ง ดอกจิก (เมื่อก่อนเล่นตลกแล้วมาเป็นแกนนำเนี่ยนะ โหยยย! อิอิอิ) ฯลฯ ซึ่งถ้าผมเป็นทักษิณ แล้วเห็นว่า Supporter (คำนี้มันให้สัมภาษณ์ที่เมืองนอกแล้วเรียกอย่างนี้จริงๆ นะ ไม่ได้โกหก) ของมันประกอบด้วยมนุษย์หน้าตาแบบนี้ ผมหนีไปเลย ไปเสวยสุขจากเงินที่โกงไปได้ก้พอแล้ว เพราะเห็นหน้าแกนนำก็เพลียแล้ว
สรุป แกนนำ นปช.ตัวเดียว ชื่อไอ้แม้ว นอกนั้นเป็นตลกตามมาร (ตลกตามพระไม่เหมาะกับลิเกวิกนี้ อิอิอิ)
ยาวละ เอาไว้ต่อตอนหน้า รอ น้อง Tarntika มาวิจารณ์ก่อนละกัน อิอิอิ (อยากแนะนำน้องน่าใช้ชื่อ Zantika นะเท่ห์ดีออก ใช้ชื่อ Tarntika เหมือนชื่อโบสถ์ยังไงก็ไม่รุ)
ขอบคุณที่พยายามแลกเปลี่ยน แต่
ขอบคุณที่พยายามแลกเปลี่ยน
แต่พอดีไม่สนใจประเด็นการเมืองจริงๆ นะ ^^
ชอบดูหนัง ฟังเพลง รักสายลม แสงแดด
เลยทักได้แต่เรื่องหนังเรื่องเพลงเนี่ยแหละ
อ้อ...เราไม่ดูถูกคนจน ไม่ชอบด่าคนอืนเป็นตะกวดด้วย
(เพราะการด่าคนอื่นเป็นตะกวด ก็ใช่ว่าจะทำให้เรากลายเป็นคนดีขึ้นมาได้
เพราะจิตใจยังคงเป็นปัญหา ต้องคอยเหยียดหยามคนอื่นตลอดอ่ะ ^^)
แล้วก็ไม่มีปัญญามาเถียงเรื่องการเมืองด้วย
เพราะแท้จริงแล้วชอบอ่าน ASTV ผู้จัดการ
ยิ่งหน้าบันเทิง ซ้อเจ็ดอะไรเงี้ย ชอบมาก
วันๆ พูดแต่เรื่องใต้สะดือ สนใจเรื่องตูด เรื่องนม
ตามข่าวดาราเปลี่ยนผัวเปลี่ยนเมียกัน
โอ๊ย...สุดยอดอ่ะ ผู้จัดกาม..เอ๊ย..การเนี่ย
ถ้าจิตใจไม่หมกมุ่นเหมือนเรานี่ทำไม่ได้นะ
ส่วนประชาไทนี่ก็เข้ามาอ่านใบตองแห้งนี่แหละ มันดี
อ่านเอาบันเทิง ขำๆ ชอบมาดูคอมเม้นต์คนที่ชอบไล่กัดไล่เห่าคนอื่น
อ้อ..ชอบคอลัมน์ดูดวงของการะเกต์ด้วย
เพราะเดี๋ยวนี้ผู้จัดการเขียนถึงแต่หมอกฤษณ์ฟันธง
ท่าทางมันไม่ค่อยแม่นเท่าไหร่ เพราะไม่รู้ชะตากรรมตัวเองเอาซะเล้ย ^^
ถ้ามีอะไรจะแลกเปลี่ยนก็ตามไปกระทู้วิ่งควายซ้อเจ็ดละกัน
เว็บนั้นมีประโยชน์กับชีวิตประจำวันของเรามากกว่า
เพราะมีข้อมูลดาราน้ำเน่าและนักการเมืองนิสัยชั่วไว้ให้เราเม้าท์กับเพื่อน
อย่าคิดว่าเรามีสมองนักเลย ขำแล้ว วันๆ เจอแต่เรื่องแบบนี้
จะไปมีปัญญาคิดอะไรด้ายยยยยยยยยยยย.....
ยอดเยี่ยมมากครับสำหรับบทความน
ยอดเยี่ยมมากครับสำหรับบทความนี้
ไม่มีเข้าข้างใครทั้งนั้น อันไหนผิด อันไหนไม่ชอบมาพากลก็ซัดกันตรง ๆ
หายากครับในยุคสื่อเสื่อมเหมือนทุกวันนี้
ยังเขียนได้มัน สนุก ฮา
ยังเขียนได้มัน สนุก ฮา และแสบดี ขอเป็นกำลังใจให้ใบตองแห้งเสมอ
อ๋อ!
อ๋อ! จะยอมรับว่าเป็นพวกสมองกลวง อืมม์ รับได้ รับได้ ไม่เป็นไร
แต่เอ๊!!!!! ไม่กลวงนี่บอกเองว่าสมองจุแต่เรื่องใต้สะดือ อืออ์ น่าเห็นใจนะ ชีวิตจริงไม่สมหวัง ไม่สุขสม ก็ต้องมาหาทางออกอย่างนี้ อันนี้ตรงตามฟลอยด์ ว่าไว้ เห็นใจ ครับ เห็นใจ (อย่าถามฟลอยด์ไหนนะ! เอาว่าไม่ใช่ฟลอยด์ห่อปลาเผาละกัน อิอิอิ)
แล้วก็คงต้องบอกเสียใจน่ะนะ สมองเต็มไปด้วยขี้(Hee&Tad) อย่างนี้ไม่ตรงคลื่นกับผมหรอก และคุณก็คงอ่านเนื้อหาของผมไม่เข้าใจจริงๆ นั่นแหละ ดูระดับสมองแล้วมันไม่ถึงขั้นน่ะ ไม่ว่ากัน วันหน้าเจอกันก็ขอบายละกัน
ส่วนเรื่องชอบหรือไม่ชอบด่าใครเป็นตะกวดนี้ไม่เกี่ยวอะไร ผมทำหน้าที่ผม คุณไม่ชอบผมก็ไม่ต้องไปแจ้งถอนกับ ปปช. (เข้าใจป่ะ มุขเนี๊ย อิอิอิ) ที่สำคัญสาวกที่นี่มีแต่ตะกวดทั้งนั้น จะให้เรียกพวกมันว่าทั่นงั้นหรือ? คุณจะบ้าหรือไง? หึหึ ไม่ว่า dog j, จกหลายเขา (ฉายาเดิม จก สกปิ๋ม), ควายไทย Secondhand, ปติ ตันจิ๋ม, Red Shit Soldier, สมศักดิ์ ผู้เจียมแต่แซ่ ฯลฯ โหยพวกนี้สารพัดจะตอหลด ปากด่า พธม. ชอบโหนกระแสคลั่งเจ้า แต่พวกมันเบื้องลึกจิตใจ (อันโสมม ยิ่งกว่าท่อขี้ค้างปี อิอิอิ คิดได้ไงวะมุขเนี๊ย!!!) ต่างคิดล้มเจ้าทั้งนั้น แล้วพวกมันเป็นเงี๊ย! ไม่ให้เรียกตะกวดจะให้เรียกไรรึ? หนู
อ้อ! แล้วไอ้ลีลาทำตัวสูงส่ง บอกเป็นพวก (รูขี้) กลางกลวง เนี่ย! เก่าละ มาทีไรก็จับได้ทุกที อย่ากระแดะทำเรยยยยย ไม่ work ว่ะ อิอิอิ
ก่อนอื่นขอออกตัว หายหน้าไปนาน
ก่อนอื่นขอออกตัว หายหน้าไปนาน แควนๆ คงคลั่งไคล้ถึงผมกันแย่เรยยยย (อิอิอิ)
แต่มันจำเป็นน่ะนะ พธม. ส่วนกลางจะทำการเปิดที่ทำการพรรค คนก็ขาด การ์ดมีน้อย เด๋ว หมาแดงมันเอาลูกมะนาว M. 79 มาฝากก็จะแย่เอา เลยต้องไปทำหน้าที่ 2 - 3 วัน แควนๆ คงเข้าใจนิ (แล้วดูดิ้ ขนาด ผบทบ. มันยังกล้าเอา M. 100-21 (ก็คือM.79 นั่นแหละ) ไปฝากเลย)
มา วันนี้มาต่อเลย
วันนี้ก็ต่อจากตอนก่อนละกัน นั่นคือจะหา diff. ระหว่าง พธม. กับ นปช.
ถ้าเอาง่ายๆ ก็คือ พธม. ประกอบด้วย คน นปช. ประกอบด้วย ตะกวด อันนี้เห็นชัด แต่ไม่ลึกซึ้ง ถ้าจะลึกซึ้งขอวิเคราะห์ต่อละกันอิอิอิ
แนวร่วม
1.1 ระดับนำ
พธม.
ประกอบด้วยผู้คนหลากหลาย ตั้งแต่ นักวิชาการ เช่น อาจารย์ จากสถาบันต่างๆ (อ.เจิมศักดิ์, อ.คมสันต์ โพธิ์คง, อ.เสรี นะยะ อิอิอิ ฯลฯ) ผู้นำองค์กรต่างๆ (NGO, ผู้นำสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจ (สรส. แทบครบ ยกเว้น ปตท. อสมท. ซึ่ง ปตท. อสมท. ไม่มาก็น่าเข้าใจนะว่าทำไม ก็รับผล ปย. ไอ้แม้วซะขนาดนั้น มาอยู่กับ พธม. ก็คงจะอาย อิอิอิ)) แต่มาด้วยจุดประสงค์ร่วมหนึ่งเดียว ปกป้องสถาบันจากระบอบทักษิณ (หรือระบอบชั่วไหนๆ ก็ได้)
นปช.
ประกอบด้วยตะกวด เอ๊ย ผู้คนที่ไม่มีพื้นฐานทางการต่อสูทางการเมืองเป็นส่วนใหญ่ เช่น ณัฐวุด เงี๊ย! มาได้ไง เล่นสภาโจ๊กรับตอนละเจ็ดพัน แล้ววันเนี๊ย บ้านหลังละ 20 ล้านมาได้ไง อิอิอิ หรือ จุ๊พอน ตอนอยู่รามก็ยังเก็บผักบุ้งหลังคณะกินกะมาม่าอยู่เลย แล้ววันมาร้อยเอ็ดไอ้ฟอจูนเนอร์นั่นมาได้ไงเนี่ยยยยย อิอิอิ แต่มาวันนี้พวกนี้มาอ้างเฉย เป็นผู้รัก ปชต. แต่ตลอด ปี 44 - 49 ที่ไอ้แม้วกระทำระยำตำบอนทำลาย ปชต. ในชาติ พวกนี้มันไปมุดรูใครที่ไหนวะ?
ส่วนนักวิชาการของกลุ่มเนี๊ย ก็ประกอบด้วยอาจารย์แปลกๆ เช่น นังจารุพรรณ ซึ่งไม่รุเป็นจานได้ไง วันสงกรานต์ ก็อยู่บนเวทีตะกวดหางแดงเชิงสะพานชมัยฯ เห็นเหตุการณ์ตะกวดป่วนเมืองชัดเจน แต่อีนังนี่พูดหน้าตาเฉย (จริงๆ อีนี่เวลาพูดหน้าหักน่ะ หน้าไม่เฉยหรอก สงสัยถ้าอีนี่ตกตึกไม่ต้องใช้แขนเกาะ เอาหน้าเกี่ยวขอบตึก รับรองไม่ตกชัวร์ อิอิอิ) ว่าตะกวดไม่เคยเลื้อยคลานไปทางไหนแล้วเกิดเหตุรุนแรง อูบ๊ะ! อีนี่ ตอแหลดดีอีหลี อิอิอิ
ส่วนมากของระดับนำ นปช. ก็ประกอบด้วยพวกไม่สมหวังทางการเมือง, ดาราตกยาก, อันธพาลทางการเมือง (แต่กรณีเมธี อันนี้จัดยากจริงๆ ว่าจะให้เป็นดาราตกยาก หรือ อันธพาลการเมือง เพราะเห็นลีลาแล้วจัดไม่เถิก เอ๊ย ถูก ฮิฮิ) และ พวกไม่มีต้นทุนทางสังคม แต่อยู่ดีๆ วันดีคืนเลว ได้ออกหน้ามาเป็นระกับนำตามเวทีตะกวดสาขาต่างๆ เฉยเลย
เอ๊ะ! ว่าพิมพ์นิดเดียว ทำไมมันยาวจังวะ! เว็บมาสเตอร์ วางยาอะไรปะวะ อิอิอิ
เอาพอแค่นี้ละกัน จะไปดูกระทู้ข่าวอื่นต่อ พรุ่งนี้มาว่ากันไหม่
ยื่น
ยื่น กกต.สอย'กษิต'ใช้อำนาจแทรกแซงศาล
"เรืองไกร" ยื่น กกต. สอย "กษิต" ใช้อำนาจแทรกแซงศาล กรณีทำหนังสือเสนอแนวทางในการทำงานในหน้าที่ราชการไปยังผู้บังคับบัญชา มีเนื้อหาสาระบางส่วนเข้าข่ายแทรกแซงการพิจารณาคดีต่างๆ ...
เมื่อวันที่ 25 ม.ค.53 ที่รัฐสภา นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ ส.ว.สรรหา กล่าวว่า ได้มอบหมายตัวแทนยื่นหนังสือต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)เพื่อให้ตรวจสอบพฤติกรรม นายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศว่า มีการกระทำอันต้องห้ามตามมาตรา 268 และ มาตรา 266 (1) ว่าด้วยการห้ามมิให้ส.ส. และ ส.ว. ใช้สถานะหรือตำแหน่งการเป็นก้าวก่ายหรือแทรกแซงเพื่อประโยชน์ของตนเอง ของผู้อื่น หรือของพรรคการเมือง ไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อม จากกรณีที่นายกษิตได้ทำหนังสือเสนอแนวทางในการทำงานในหน้าที่ราชการไปยังผู้บังคับบัญชาคือนายกรัฐมนตรี โดยมีเนื้อหาสาระบางส่วนที่มีลักษณะเป็นการกระทำที่เข้าข่ายก้าวก่ายหรือ แทรกแซงการพิจารณาคดีต่างๆ
โดยในข่าวได้อ้างถึงหนังสือ หนังสือที่ กต 1303/2555 วันที่ 16 พ.ย. 2552 และ หนังสือที่ กต 1302/2318 ลงวันที่ 10 พ.ย. 2552 เรื่อง แนวทางการดำเนินการกับปัญหาความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนข้อที่ 2ว่าด้วยเรื่องแนวทางการดำเนินการ ในข้อ 2.4 ตอนหนึ่งที่ระบุว่า ให้มีเร่งการพิจารณาคดีต่างๆ ของ พ.ต.ท.ทักษิณที่ยังคั่งค้างอยู่ ซึ่งส่วนตัวคิดว่าเป็นเรื่องที่ไม่สามารถทำได้ เพราะการพิจารณาคดีต่างๆเป็นเรื่องอำนาจตุลาการ.
*สมศักดิ์โต้สุรวิชช์เวบผู้จัด
*สมศักดิ์โต้สุรวิชช์เวบผู้จัดการกรณีบทความนิรโทษกรรมนช.แม้ว
บทความของสุรวิชช์ เขียนมายืดยาว หัวใจจริงๆ อยู่ที่ย่อหน้านี้
ผมคิดว่า ประเด็น “รัฏฐาธิปัตย์” ของคณะรัฐประหารเป็นประเด็นที่ต้องถกเถียงแยกออกจากกรณีของทักษิณ เพราะมันชัดเจนอยู่แล้วว่า ทักษิณกระทำ “ความผิดต่อแผ่นดิน” ที่เกิดขึ้นก่อนการรัฐประหาร และไม่มีอะไรปรากฏเลยว่า การพิจารณาคดีความดังกล่าวอยู่นอกกรอบของการพิจารณาคดีตามขั้นตอนปกติของกระบวนยุติธรรมหรือใช้อำนาจของคณะรัฐประหารเข้าไปสั่งการแทรกแซงการพิจารณาคดี
ย่อหน้านี้ ผิดจังๆ และทำให้อื่นๆที่เขียนมายืดยาว ผิดหมด ไม่มีความหมายเลย
ทำไม ประเด็น "รัฎฐาธิปัตย์" ของคณะรัฐประหาร จะ "ต้องถกเถียงแยกออกจากกรณีทักษิณ" นะครับ? สุรวิชช์ อ้างว่า "เพราะ..ทักษิณกระทำ "ความผิดต่อแผ่นดิน" ที่เกิดขึ้นก่อนการรัฐประหาร"
ไม่ทราบเอาเหตุผลหรือตรรกะทางกฎหมายอะไรมาใช้ครับนี่? การกระทำที่เข้าข่ายว่าจะเป็นความผิด ให้ดำเนินการทางกฎหมายได้ ล้วนต้องเป็นการกระทำ หรือ "ความผิด" ทีเกิดขึ้นก่อนที่จะมีการดำเนินการทางกฎหมายทั้งนั้นอยู่แล้ว ดังนั้น ปัญหาจึงอยู่ทีว่า การดำเนินการทางกฎหมายนั้น เป็นไปอย่างเหมาะสม (due process) หรือไม่
ยกตัวอย่างเช่น การกระทำ A เกิดขึ้น ในขณะที่ อัยการ (ก) เป็นอัยการ อัยการ (ก) เห็นว่าไม่น่าจะสั่งฟ้อง ต่อมามีการเปลี่ยนตัวอัยการเป็น อัยการ (ข) อัยการ (ข) มีความเห็นว่าน่าจะสั่งฟ้องได้ มีการดำเนินการสั่งฟ้องขึ้นศาล ฯลฯ
ปัญหาจึงอยู่ที่กระบวนการของการฟ้อง (ไม่ใช่อยู่ที่ว่า เป็นการกระทำก่อนการดำเนินการ) ตั้งแต่ว่า การเปลี่ยนจาก อัยการ (ก) มาเป็น (ข) เป็นการเปลี่ยนปกติ เป็นไปตามกระบวนการที่เหมาะสมหรือไม่ (เช่น อัยการ ก เกษียณอายุ ลาออก ฯลฯ ตามปกติ หรือกระทั่ง ถ้าถูกเปลี่ยนตัว อยู่ในกระบวนการเปลี่ยนตามปกติที่มีระเบียบอยู่หรือไม่) และ อัยการ (ข) ที่มีความเห็นว่า น่าจะฟ้องได้ ได้ปฏิบัติตามกระบวนการที่เหมาะสมหรือไม่ เช่น ไมใช่ว่า อัยการ (ข) ที่เปลี่ยนความเห็น เพราะไปหาวิธีสร้างหลักฐานเท็จได้ เป็นต้น
สรุปแล้ว ปัญหาว่า การกระทำนั้น เกิดก่อนที่จะมีการดำเนินการตามกฎหมาย (สอบสวน ฟ้อง ขึ้นศาล) ไม่ใช่ประเด็นเลย ประเด็นอยู่ที่ว่า การดำเนินการตามกฎหมายนั้น เข้าข่าย due process หรือไม่ต่างหาก ดังที่ผมยืนยันนั้นเอง
ที่ผมเพิ่งยกตัวอย่าง "สมมุติ" นั้น ความจริง ไมใช่เรื่องสมมุติเลย มีกรณีจริงๆ ที่สำคัญมาก คือ กรณีสวรรคตในหลวงอานันท์นี่แหละ
สมัยรัฐบาลปรีดี-ธำรง ไม่ได้มีการตั้งข้อหาใคร ไม่ได้มีการดำเนินการถึงขั้นที่มีการจับใคร แต่พอพวก royalists ทำรัฐประหาร ก็จัดแจง ตั้งคนของตัวเองทีเป็นศัตรูกับปรีดี (พระพินิจชนคดี) มาดำเนินการ แล้วก็ยัดเยียดข้อหาให้ ชิต บุศย์ เฉลียว พร้อมกับกล่าวหา ปรีดี และวัชรชัย พร้อมกันไปด้วย (แม้ว่าในทางดำเนินคดีในศาล ไม่สามารถเอา 2 คนนี้เป็นจำเลยได้ แต่คำฟ้อง โดยตลอด อิงอยู่กับการกล่าวหา ปรีดี และวัชรชัย ทั้งสิ้น) ฝ่ายจำเลยที่สู้ ก็สู้ด้วยเหตุผลสำคัญอย่างที่ผมอธิบายไปนั่นแหละ ว่ากระบวนการทั้งหมด ผิดหลักยุติธรรม เพราะมาจากการรัฐประหาร ดังนั้น ควรยกเลิกคดี (ดังที่รู้กันดีว่า "กระบวนการยุติธรรม" ในขณะนั้น ไม่ยอมทำตามคำประท้วงของจำเลยนี้ และเล่นงานจำเลยจนถึงที่สุด)
วิธีให้เหตุผลของสุรวิชช์ข้างต้น ความจริง ก็คือวิธีให้เหตุผลแบบสีข้างเข้าถูกของพวกรัฐประหาร 2490 ทีใช้เล่นงานปรีดี ในคดีสวรรคตนั่นเอง อันที่จริง ในประโยคทีสุรวิชช์เขียนว่า
".. เพราะมันชัดเจนอยู่แล้วว่า ทักษิณกระทำ “ความผิดต่อแผ่นดิน” ที่เกิดขึ้นก่อนการรัฐประหาร ..."
ก็สามารถใช้คำแทนที่ว่า
"...เพราะมันชัดเจนอยู่แล้วว่า ปรีดี นายชิต นายบุศย์ นายเฉลียว กระทำ “ความผิดต่อแผ่นดิน” ที่เกิดขึ้นก่อนการรัฐประหาร .."
ซึ่งจนถึง พ.ศ. นี้ วิญญูชน ควรจะรู้กันหมดแล้วว่า การกระทำ ที่ ปรีดี ชิต บุศย์ เฉลียว ถูกกล่าวหาในกรณีสวรรคตนั้น "เกิดขึ้นก่อนการรัฐประหาร" หรือไม่ ไม่ใช่ประเด็นเลย ประเด็นอยูที่ การดำเนินการที่นำไปสู่การจับ ชิต เฉลียว บุศย์ และกล่าวหาปรีดี ที่มาจากการรัฐประหารต่างหาก ที่ไมชอบธรรมตั้งแต่ต้น
2. "ไม่มีอะไรปรากฏเลยว่า การพิจารณาคดีความดังกล่าวอยู่นอกกรอบของการพิจารณาคดีตามขั้นตอนปกติของกระบวนยุติธรรม"
สุรวิชช์ เอาอะไรที่ไหนมามั่ว? กระบวนการยุติธรม คือกระบวนการที่ให้อำนาจแก่ผู้ที่มีความชอบธรรมที่จะมีอำนาจนั้นในการดำเนินการบังคับกฎหมาย ไมใช่เฉพาะศาล แต่รวมถึงคนที่ริเริ่มคดีทั้งหมดตั้งแต่ต้น ตั้งแต่พนักงานสอบสวน พนักงานจับกุม พนักงานฟ้อง ฯลฯ
กรณีทักษิณ คนที่ริเริ่มคดีทั้งหมด คือ คมช. และกรรมการที่ คมช. ตั้งขึ้น จากศัตรูการเมืองของทักษิณ - อันที่จริงเฉพาะเรื่องนี้ ก็ละเมิด due process แล้ว
แต่ต่อให้ไม่มี ศัตรูการเมืองของทักษิณโดยตรงเป็นกรรมการ ก็ยังละเมิดอยู่ดี เพราะไม่มีสิทธิในการตั้งกรรมการเลย จริงๆแล้ว ไม่มีสิทธิในอำนาจรัฐที่จะมาริเริ่มดำเนินกระบวนการ" ยุติธรรม"ใดๆ ไม่ว่าต่อทักษิณหรือต่อใครด้วยซ้ำ นี่คือการ "นอกกรอบ" - ความจริงคือ ละเมิดกรอบ - ของ "กระบวนการยุติธรรม" อย่างรุนแรงแต่ต้น
เช่นเดียวกับกรณีสวรรคตที่ผมยกตัวอย่างข้างต้น "กระบวนการ" ที่ใช้เล่นงาน 3 จำเลย เป็นกระบวนที่มาจากการรัฐประหาร ที่ไม่ชอบธรรมแต่ต้น จึงไม่มีสิทธิเลยที่จะดำเนินการ ตั้งแต่ขั้นตอนแรกแล้ว
อันที่จริง ถ้าถือตามหลักการ rule of law และ due process ต้องถือว่า ไม่มีสิ่งที่เรียกว่า "กระบวนการยุติธรรม" หรือ "ศาลยุติธรรม" อยู่หลังการรัฐประหารเลยด้วยซ้ำ
ยกเว้นแต่ "กระบวนการยุติธรรม" และ "ศาลยุติธรรม" ทีมีอยู่ จะได้ดำเนินการสำคัญที่สุดของการเป็นองค์กรยุติธรรม คือ จับคนรัฐประหารมาดำเนินการ ถึงขั้นประหารชีวิต ในเมื่อไม่มีการดำเนินการเช่นนี้ แสดงว่า "กระบวนการยุติธรรม" ถูกทำให้ตายไปแล้วและไม่มีอยู่แล้ว มิเช่นนั้น ถ้ามี "กระบวนการยุติธรรม" อยู่จริงๆ จะปล่อยให้มีการละเมิดกฎหมายสุงสุด ที่มีโทษสูงสุดได้อย่างไรกัน?
ในเมื่อไม่มี "กระบวนการยุติธรรม" เช่นนี้ จะเอาอะไรมาพูดถึง "กระบวนการยุติธรรม" ที่ใช้ดำเนินการกับทักษิณ?
----------------------------------------------------------------------------------------------------------------
สมศักดิ์ เขียนโต้กลับ สุรวิชช์ จอมมั่ว
ชี้ประเด็นได้ตรงไฟตรงมาตามหลักการ และสุภาพแบบปัญญาชนทีเดียว
จากบทความ
จากบทความ นิรโทษกรรมให้นักโทษชายแม้ว นายสุรวิชช์ วีรวรรณ ใน #279291 » ความคิดเห็นของ สมเป็นใบตองแห้งให้หมาเห่าอีหลี (visitor) (127.0.0.1 117.47.11.225) .. Fri, 2010-01-15 09:40
ได้พาดพิง อ.สมศักดิ์ จึงได้นำกระทู้ที่ อ.สมศักดิ์ ตอบ สุรวิชช์ มาโพสต์ใน คห. #281645
อ่านบทความสุรวิชช์ ยังมีหลายประเด็นที่มั่วแล้วมีคนเชื่อตาม ก็คิดว่าน่าอันตราย
บทความนั้น นอกจากโจมตี อ.สมศักดิ์ แล้วยังโจมตี ชำนาญ จันทร์เรือง ที่สนับสนุนคำวินิจฉัยของตุลาการข้างน้อย ท่านกีรติ กาญจนรินทร์ ที่ปฏิเสธอำนาจของรัฏฐาธิปัตย์ที่มาจากคณะรัฐประหาร ... แปลกมาก ที่โจมตีเพียงคนเดียว ทั้งๆ ที่มีนักวิชาการอิสระอีกมากมายที่เขายึดถือหลักการ (ไม่เขวตามหลักกู) กล้าวินิจฉัยวิพากษ์วิจารณ์ประเด็นทางกฎหมายอย่างถูกต้องตามหลักการที่นิติศาสตร์นานาชาติยอมรับ และชื่นชมในความกล้าหาญที่ยึดหลักการของท่านกีรติ
จากที่ได้อ่านเว็บไซต์ทางการเมืองและกฎหมาย มีหลายท่านที่ชื่นชมคำวินิจฉัยนั้น เช่น ในเว็บกฎหมายมหาชน บก. คือ ศ.ดร.นันทวัฒน์ บรมานันท์ ก็ได้เริ่มขียนบทความชื่นชมคำวินิจฉัยท่านผู้พิพากษากีรติ ในบท บก.ครั้งที่ 226 และ 227 และหลังจากนั้น จึงมีบทความของคุณชำนาญ จันทร์เรือง และนักกฎหมายท่านอื่นๆ ตามมา ดังลิงค์ต่อไปนี้
บทบรรณาธิการ 226 http://www.pub-law.net/publaw/view.asp?PublawIDs=1406 ... 22 พ.ย.52
บทบรรณาธิการ 227 http://www.pub-law.net/publaw/view.asp?PublawIDs=1407 ... 7 ธ.ค.52
ชำนาญ จันทร์เรือง http://www.pub-law.net/publaw/View.asp?publawIDs=1412 ... 6 ธ.ค.52
นักกฎหมายท่านอื่น ๆ
http://www.pub-law.net/publaw/View.asp?publawIDs=1420 ... 3 ม.ค.53
http://www.pub-law.net/publaw/View.asp?publawIDs=1422 ... 3 ม.ค.53
และอีกหลายท่าน ในหลายเว็บ และในที่ต่างๆ
แถมท้ายบทความของนายสุรวิชช์ ยังจะทำเป็นถามคุณชำนาญ ว่า ไม่เคารพเสียงข้างมากอีก อ่านแล้วก็ตลกดี เพราะจำได้ว่า สมัยก่อนใครหนอแถวนี้ที่ตะโกนปาวๆ ว่าเสียงข้างมากก็ต้องฟังเสียงข้างน้อย ไม่อย่างนั้นจะให้ตะหานมาช่วย ... bla bla bla ฯลฯ ...
จะเห็นว่า บทความของนายสุรวิชช์ วีรวรรณ ค่อนข้างตื้นเขิน มั่วเขียนไปอย่างไม่รู้อะไรเลย เอาตามหลักกู ไม่สนหลักการ และนำพาความไม่รู้ และความขี้ตู่ ไปชักนำให้ผู้อ่านที่ใจไม่แข็งพอ หรือไม่ขวนขวายหาความรู้และฟังความรอบด้าน หลงเชื่อตามทัศนคติที่เป็น "อคติ" สุดโต่งของตน จนนำพาไปสู่การแบ่งแยก เกลียดชัง เน้นโจมตีที่ตัวบุคคลที่ปักใจแล้วว่าอยู่ฝ่ายตรงข้ามตัวว่าต้องชั่วต้องเลวต้องทำลายโดยไม่พิจารณาข้อเท้จจริงเหตุผลและไม่รักษาหลักการที่เที่ยงตรงตามจรรยาบรรณสื่อที่ดี
เอาข่าวเรืองไกร ฟ้องกษิตแทรกแซงศาล มาลง แต่ก็ไม่รู้ว่า เรื่องราวจะคืบหน้าไปแค่ไหน ไม่รู้เรืองไกรที่เคยเป็นฮีโรของบางสีจะถูกรุมสับเละหรือเปล่า หุหุ ... หรือว่า เรื่องนี้จะเป็นเพียงการ "ฟอกตัว" เท่านั้น อนาคตไม่นานก็คงรู้เอง
ท้ายนี้ ก็ขอขอบคุณสื่อน้ำดี ใบตองแห้ง ที่พยายามรักษาสมดุลของสื่อมีจรรยาบรรณมาตลอด ถึงไม่ชอบแม้วแต่ก็แยกแยะกรณีนั้นๆ ได้ ไม่เอาความไม่ชอบมาบดบังเหตุผลและวิจารณญาณในการพิจารณาเรื่องราวต่างๆ โดยรอบด้าน
คำพิพากษาฎีกาเทียบเคียงกรณีเข
คำพิพากษาฎีกาเทียบเคียงกรณีเขายายเที่ยง
โดย ชำนาญ จันทร์เรือง
24 มกราคม 2553
สำหรับประเด็นที่ว่าจะสามารถดำเนินคดีอาญาต่อ พล.อ.สุรยุทธ์ในกรณีนี้ได้อีกหรือไม่นั้น เห็นว่าคดีนี้ผู้เสียหายคือรัฐ ฉะนั้น กรมป่าไม้หรือพนักงานอัยการย่อมที่จะสามารถดำเนินคดีอาญาต่อพล.อ.สุรยุทธ์ได้
จากกรณีที่พนักงานอัยการจังหวัดสีคิ้วมีคำสั่งไม่ฟ้อง พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ กรณีที่เอกชนแจ้งความดำเนินคดีว่ากระทำผิด พ.ร.บ.ป่าไม้ฯและ พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติฯ โดยให้เหตุผลว่าขาดเจตนา และต่อมาผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมาเห็นชอบกับความเห็นของพนักงานอัยการที่สั่งไม่ฟ้องนั้น
ซึ่งมีประเด็นถกเถียงตามมาอยู่ใน 2 ประเด็นใหญ่ๆก็คือ
ประเด็นแรก ความเห็นพนักงานอัยการในกรณีนี้สามารถถือเป็นบรรทัดฐานได้หรือไม่
และประเด็นถัด มาก็คือ พล.อ.สุรยุทธ์รอดพ้นจากการดำเนินคดีอาญาในกรณีนี้แล้วหรือยัง เพราะกรณีที่ผู้ว่าราชการจังหวัดให้ความชอบกับความเห็นของพนักงานอัยการแล้วคดีเป็นอันว่ายุติ
ในประเด็นแรกนั้นได้มีคดีที่มีข้อเท็จจริงใกล้เคียงกับกรณีของพล.อ.สุรยุทธ์ นั่นคือ คำพิพากษาฎีกาที่ 2087/2539 พนักงานอัยการเป็นโจทย์ฟ้องว่า เมื่อวัน เวลา และเดือนใด ไม่ปรากฏชัด ปี 2530ถึง วันที่ 9 มิถุนายน 2535 เวลากลางวันต่อเนื่องกัน จำเลยได้ก่นสร้างแผ้วถางทำไม้และเข้ายึดถือครอบครองป่าและที่ดินเพื่อตนเองในเขตป่าคลองกะลาเสและคลองไม้ตายโดยไม่ได้รับอนุญาตจากพนักงาน เจ้าหน้าที่และไม่ได้รับการยกเว้นตามกฎหมายเป็นเนื้อที่ 496 ไร่ 2 งาน 72 ตารางวา อันเป็นการทำลายป่า และเป็นการเสื่อมเสียแก่สภาพป่าซึ่งเป็นป่าสงวนแห่งชาติ
เหตุเกิดที่ตำบลไม้ฝาดอำเภอสิเกา จังหวัดตรัง ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 มาตรา 54, 72 ตรี พระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 มาตรา 14, 31 ให้ จำเลยและบริวารออกไปจากเขตป่าสงวนแห่งชาติ ซึ่งจำเลยให้การปฏิเสธ
ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง , 72 ตรี วรรคสองพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 มาตรา 14 วรรคหนึ่ง ,31 วรรคสอง การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติ ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 ซึ่ง เป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 90 จำคุก 9 ปี ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 6 ปี ให้จำเลยและบริวารออกจากเขตป่าสงวนแห่งชาติ
จำเลย อุทธรณ์ ซึ่งศาลอุทธรณ์ ภาค 3 พิพากษายืน จำเลยจึงยื่นฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า พิเคราะห์แล้ว คดีฟังเป็นยุติในชั้นนี้โดยคู่ความมิได้โต้เถียงกันว่า ที่ดินจำนวนประมาณ 496 ไร่ 2 งาน72 ตารางวา ที่จำเลยและน้องชายจำเลยได้ซื้อมาจากผู้ขาย 13 ราย ซึ่งเป็นผู้ครอบครองทำประโยชน์ในเขต ที่ดินป่าคลองกะสาเสและป่าคลองไม้ตาย ตำบลกะลาเส ตำบลเขาไม้แก้ว ตำบลบ่อหิน และตำบลไม้ฝาด อำเภอสิเกา จังหวัดตรัง ซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ประกาศให้เป็นเขตป่าสงวนแห่งชาติ ปรากฏตามเอกสารหมาย ล. 1 และ ป.ล. 1
โดยปรากฏว่าผู้ที่ขายที่ดินให้จำเลยและน้องชาย จำเลยเป็นผู้ที่ได้ครอบครองที่ดินมาก่อนที่จะประกาศให้เป็นป่าสงวนแห่งชาติ และผู้ครอบครองได้ไปร้อง แจ้งสิทธิการครอบครองไว้ภายใน 90 วัน นับแต่วันที่ได้ประกาศเขตป่าสงวนแห่งชาติแล้ว ปรากฏตาม หลักฐานการแจ้งสิทธิการครอบครอง เอกสารหมาย ป.ล. 2
มีปัญหาที่จะต้องพิจารณาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 และมีความผิดตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 หรือไม่ เห็นว่า ในข้อหาความผิดตาม พระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ จำเลยนำสืบว่าได้ซื้อสิทธิครอบครองจากบุคคลผู้ครอบครองที่ดินมาก่อน ที่ทางการจะประกาศให้เป็นป่าสงวนแห่งชาติ โดยข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามข้ออ้างของจำเลยดังกล่าวก็เป็น เพียงแสดงว่า เฉพาะตัวผู้ที่ขายสิทธิการครอบครองให้แก่จำเลยดังกล่าวขาดเจตนาที่จะบุกรุกป่าสงวนแห่งชาติ มีความผิดตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติเท่านั้น
แต่สำหรับจำเลยผู้รับโอนสิทธิครอบครอง จากบุคคลดังกล่าวจะอ้างสิทธิครอบครองที่ได้รับโอนมาได้ก็แต่ราษฎรด้วยกันเองเท่านั้น แต่ในเรื่องที่ผู้ใด กระทำผิดกฎหมายหรือไม่ สำหรับกรณีนี้นั้นเป็นเรื่องเฉพาะตัวหรือเหตุเฉพาะตัวของผู้กระทำ จำเลยจะอ้างว่าได้รับโอนสิทธิและขาดเจตนาบุกรุกป่าสงวนเช่นกันหาได้ไม่ เพราะเป็นการอ้างเหตุเพื่อหลีกเลี่ยงให้พ้น ผิดและเป็นการอ้างในลักษณะที่ว่าตนเองไม่รู้ว่ากฎหมายบัญญัติห้ามไว้เช่นนั้น
เมื่อปรากฏว่าที่ดินที่จำเลยซื้อ ได้มีกฎกระทรวงประกาศเป็นเขตป่าสงวนแห่งชาติ เมื่อ วันที่ 12 มิถุนายน 2529 จำเลยเบิกความว่าได้ซื้อมา ระหว่างปี 2530ถึง ปี 2535 จึงเป็น ระยะเวลาที่รัฐ ประกาศให้ที่ดินดังกล่าวเป็นเขตป่าสงวนแห่งชาติแล้ว และจำเลยก็ทราบดีว่าที่ดินดังกล่าวเป็นป่าสงวนแห่งชาติ
การที่จำเลยอ้างว่าได้ก่นสร้างเฉพาะต้นไม้ที่ผู้ขายได้ปลูกไว้ มิได้ทำลายป่าไม้ส่วนอื่นนั้น เห็นว่า ต้นยางต้นมะม่วงและต้นมะพร้าวที่ผู้ขายปลูกไว้เป็นไม้ยืนต้น มีลักษณะติดตรึงตรากับที่ดินที่เป็นป่า เป็น ส่วนควบกับที่ดินป่า จึงเป็นส่วนหนึ่งของป่าสงวน การไปตัดทำลายก็เป็นการทำลายป่าสงวน
แต่จะอย่างไรก็ตาม การที่จำเลยยอมรับว่าได้เข้ายึดถือครอบครองที่ดินป่าสงวนดังกล่าว โดยการแสดงบอกกล่าวต่อ เจ้าหน้าที่และแสดงหลักฐานการเสียภาษีบำรุงท้องที่อันเป็นหลักฐานแสดงออกถึงการครอบครองที่ป่าสงวน ดังกล่าว กรณีก็เป็นความผิดตามมาตรา 14 แห่งพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 แล้ว เพราะ บทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าว ห้ามบุคคลใดเข้ายึดถือครอบครองป่าสงวน ข้ออ้างของจำเลยจึงไม่เป็นเหตุ ห้จำเลยพ้นผิด
สำหรับข้ออ้างตามฎีกาของจำเลยเกี่ยวกับ พระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 ที่ว่า จำเลยเป็นเพียงผู้ซื้อสิทธิครอบครองต่อจากราษฎรที่ยึดถือครอบครองอยู่ก่อนเท่านั้น มิได้กระทำการก่นสร้างแผ้วถางป่าหรือกระทำด้วยประการใด ๆ อันเป็นการทำลายป่านั้น เห็นว่าพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 มาตรา 54 ก็ได้บัญญัติห้ามยึดถือครอบครองป่าเช่นกัน
ฉะนั้น การที่จำเลยเข้ายึดถือครอบครองป่า จึงมีความผิดตามพระราชบัญญัติป่าไม้ดังกล่าว ถึงแม้จำเลยจะมิได้กระทำการก่นสร้างทำลายป่าก็ตาม เมื่อ การที่รัฐประกาศเขตท้องที่ดังกล่าวเป็นเขตป่าสงวนแห่งชาติ ก็มิได้กระทำให้ป่าส่วนนั้นหมดสภาพจากการ เป็นป่า ที่ดินดังกล่าวก็ยังมีสภาพเป็นป่าอยู่เช่นเดิม มิได้ทำให้การเป็นป่าอยู่แต่เดิมสิ้นสภาพไป
การที่จำเลยเข้าไปยึดถือครอบครองจึงเป็นการกระทำผิดตามพระราชบัญญัติป่าไม้ดังกล่าวด้วย ที่ศาลอุทธรณ์ ภาค 3 พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นว่าจำเลยมีความผิด ตาม พระราชบัญญัติ ป่าสงวนแห่งชาติพ.ศ. 2507 และมีความผิดตามพระราชบัญญัติป่าไม้พ.ศ.2484ชอบแล้ว
สำหรับฎีกาของจำเลยที่ขอให้ลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษจำคุกให้จำเลยนั้น เห็นว่าจำเลยเพียงเป็นผู้ซื้อสิทธิการครอบครองและเข้ายึดถือครอบครองป่าสงวนต่อจากบุคคลอื่น เมื่อเจ้าหน้าที่ไปตรวจสอบจำเลยก็ได้ชี้แจงข้อเท็จจริงในการที่ได้ซื้อมาให้เจ้าหน้าที่ทราบ พาไปดูเขตที่ดิน แจ้งจำนวนเนื้อที่ดินที่ซื้อมา แสดงใบเสร็จการเสียภาษีแสดงหลักฐานคำร้อง อ้างสิทธิการครอบครองของผู้ขาย ให้เจ้าหน้าที่ทราบ เป็นการให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่
จำเลยเคยรับราชการครู ขณะรับราชการได้รับ เครื่องราชอิสริยาภรณ์ ได้รับเหรียญกาชาดสมนาคุณ ได้รับประกาศเกียรติคุณบัตร ปรากฏตามภาพถ่าย ท้ายฎีกา หมายเลข 1 ถึง 3 และรับราชการครูมาจนเกษียณอายุ แสดงว่าจำเลยเป็นผู้ประพฤติดีมาตลอด การกระทำของจำเลยจึงเป็นเรื่องที่จำเลยมิได้กระทำความผิดเพราะเหตุที่จำเลยมีสันดานเป็นผู้ร้าย
เมื่อได้พิจารณาประกอบกับว่าจำเลยเป็นหญิง ปัจจุบันอายุประมาณ 66 ปี และไม่ปรากฏ ว่าจำเลยเคยต้องโทษจำคุกมาก่อนด้วยแล้ว กรณีมีเหตุสมควรให้จำเลยปรับตัวให้เข้ากับสังคมเป็น พลเมืองดีต่อไป ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ลงโทษจำคุกจำเลย 9 ปี หนักเกินไป สมควรกำหนดโทษให้เบาลง ตามสมควรแก่โทษและรอการลงโทษจำคุกให้จำเลย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น
พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำคุก 3 ปี ปรับ 150,000 บาท ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสาม คงจำคุก 2 ปี ปรับ 100,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มี กำหนด 3 ปีตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ให้คุมประพฤติจำเลย โดยให้จำเลยกระทำกิจกรรมบริการสังคมตามที่พนักงานคุมประพฤติ และจำเลยเห็นสมควรไม่น้อยกว่า 30 ชั่วโมง ภายในกำหนดเวลารอการลงโทษให้จำเลยไปติดต่อพนักงานคุมประพฤติเพื่อดำเนินการดังกล่าวภายในกำหนด 30 วัน นับแต่วันฟังคำพิพากษาศาลฎีกา นอกจากที่แก้ ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ภาค 3
กล่าวโดยสรุปสำหรับประเด็นนี้ก็คือ แม้จำเลยจะซื้อสิทธิครอบครองที่ดินจากบุคคล ผู้ครอบครองที่ดินมาก่อนที่ทางการจะประกาศให้เป็นป่าสงวนแห่งชาติ ก็เป็นเพียงแสดงว่าเฉพาะตัวผู้ที่ขายสิทธิครอบครองให้แก่จำเลยขาดเจตนาที่จะบุกรุกป่าสงวนแห่งชาติเท่านั้น
เมื่อปรากฏว่าจำเลยได้ซื้อมาในระยะที่รัฐประกาศให้ที่ดินดังกล่าวเป็นเขตป่าสงวนแห่งชาติแล้ว และจำเลยก็ทราบดีว่าที่ดินดังกล่าวเป็น ป่าสงวนแห่งชาติ การที่จำเลยเข้ายึดถือครอบครองที่ดินป่าสงวนจึงมีความผิดตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 มาตรา14 และยังมีความผิดตามพระราชบัญญัติป่าไม้พ.ศ.2484มาตรา54ซึ่งบัญญัติห้ามยึดถือครอบครองป่าเช่นกันด้วย
สำหรับประเด็นที่สองที่ว่าจะสามารถดำเนินคดีอาญาต่อ พล.อ.สุรยุทธ์ในกรณีนี้ได้อีกหรือไม่นั้น เห็นว่าคดีนี้ผู้เสียหายคือรัฐ ฉะนั้น กรมป่าไม้หรือพนักงานอัยการย่อมที่จะสามารถดำเนินคดีอาญาต่อพล.อ.สุรยุทธ์ได้ และคดีที่พนักงานอัยการสั่งไม่ฟ้องไปก่อนนั้นว่าขาดเจตนานั้น จริงๆแล้วเอกชนผูที่ไปแจ้งความดำเนินคดีนั้นไม่ได้เป็นผู้เสียหายด้วยซ้ำไป ซึ่งหากพนักงานอัยการใช้เหตุผลนี้ในการสั่งไม่ฟ้องเสียยังจะดูดีกว่าการให้เหตุผลว่า”ขาดเจตนา”เสียอีก
อย่าปล่อยให้ฝ่ายเสื้อแดงใช้เป็นข้ออ้างโจมตีว่าใช้กฎหมายสองมาตรฐานอีกต่อไปเลยครับ ขืนยังปล่อยให้เป็นเช่นนี้อีกต่อไป บ้านเมืองคงไม่แคล้วที่จะลุกเป็นไปเสียเป็นแน่ แก้ได้ ก็รีบแก้เสียก่อนเถิดครับ