สมาคมนักข่าวฯ สรุปสถานการณ์สื่อปี 52 ‘ปีแห่งการใช้สื่อสร้างสงครามการเมือง’

 
รายงานสถานการณ์สื่อ ปี 2552
ปีแห่งการใช้สื่อเพื่อสร้างสงครามการเมือง

ตลอดปี 2552 สื่อมวลชนไทยต้องทำงานหนัก ท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้ง แตกแยกที่รุนแรงทั้งทางการเมืองและสังคม ต้องพบกับความเหนื่อย ยากลำบาก และเสี่ยงภัย ทั้งถูกกดดันจากคู่ความขัดแย้งทุกฝ่าย ที่มีการแบ่งขั้วกันอย่างสุดโต่ง พยายามให้สื่อเลือกสี เลือกข้าง

เป็นหนึ่งปีที่สื่อมวลชนต้องถูกตั้งคำถามถึงการทำหน้าที่ว่า มีความเป็นธรรมและเป็นกลางหรือไม่ ทำหน้าที่เพื่อประโยชน์ของคนส่วนใหญ่ หรือเพื่อประโยชน์อื่นใดกันแน่ ในขณะที่ประชาชนจำนวนมากเชื่อว่า สื่อมวลชนมีส่วนเกี่ยวข้องอย่างสำคัญ ที่ทำให้ความขัดแย้งทางการเมืองทวีความรุนแรงมากขึ้น

เป็นหนึ่งปีที่หลักการแห่งวิชาชีพสื่อมวลชนซึ่งต้องนำเสนอข่าว “ยึดมั่นในความถูกต้อง นำเสนอข้อมูลที่รอบด้าน มีความสมดุลของข้อมูล รวมทั้งเปิดพื้นที่ให้ทุกฝ่ายอย่างเป็นธรรม” แต่หลักการดังกล่าวถูกท้าทาย ถูกทำให้เลอะเลือน สับสน ไม่รู้อะไรถูกต้อง จริงหรือไม่จริงของข่าวที่ปรากฏตามสื่อต่างๆ

อย่างไรก็ตามมี 2 ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นและน่าสนใจสำหรับสถานการณ์สื่อในรอบปี 2552 คือ

ปรากฏการณ์แรก สังคมไทยได้รับรู้ถึงอิทธิพลของสื่อใหม่(New Media) หนึ่งในนั้น คือเว็บยุค2.0 ที่เป็นการปฏิวัติข่าวสาร เปิดโอกาสให้ประชาชนสามารถสื่อสาร เขียนข่าวได้เองผ่านทางเว็บไซด์และพัฒนาเป็นเครือข่ายประชาชนทางอินเตอร์เน็ต ไม่ว่าจะเป็นทวิตเตอร์ เฟซบุ๊ค เวิร์ดเพรส มายสเปส ฯลฯ ที่ทำให้ผู้คนส่งข่าวและรับข่าวสารกันง่ายดายและรวดเร็ว สื่อใหม่เหล่านี้ได้แย่งชิงพื้นที่ข่าว ที่เคยผูกขาดข่าวสารด้วยสื่อกระแสหลัก ไม่ว่า หนังสือพิมพ์ สถานีโทรทัศน์ วิทยุ ที่ครอบงำสังคมมาอย่างยาวนาน นับเป็นปรากฏการณ์เชิงบวกของสื่อในประเทศไทย

ปรากฏการณ์ที่สอง สื่อการเมืองได้ถูกสร้างขึ้นมาอย่างมากมาย และถูกนำมาใช้เพื่อบรรลุเป้าหมายทางการเมือง ทั้งโดยนักการเมือง พรรคการเมือง กลุ่มผลประโยชน์ต่างๆ ในสังคม ทำให้สื่อเหล่านี้มีฐานะเป็นเพียงเครื่องมือในการต่อสู้ทางการเมืองของแต่ละฝ่าย ซึ่งมีทั้งวิทยุชุมชน ทีวีดาวเทียม หนังสือพิมพ์ เว็บไซด์ฯลฯ ซึ่งสื่อการเมืองเหล่านี้ ได้นำเสนอความคิดเห็นและความเชื่อมากกว่า “ความจริง” ไม่ได้นำเสนอข้อเท็จจริงที่มีข้อมูลอย่างรอบด้าน ในทางตรงกันข้ามมีการนำเสนอในลักษณะโฆษณาชวนเชื่อ มีความลำเอียง มีอคติ ยั่วยุให้เกิดความขัดแย้ง แตกแยก เกลียดชัง จนถึงขั้นทำลายล้างต่อฝ่ายที่มีจุดยืนและความคิดเห็นที่แตกต่างกับฝ่ายของตัวเอง

ในประเด็นนี้สมาคมนักข่าวฯเห็นว่า เป็นปีที่แต่ละฝ่ายได้ใช้ “สื่อเพื่อสร้างสงครามการเมือง” ส่งผลให้สังคมมองบทบาทสื่อมวลชนโดยรวมว่า เป็นสื่อที่นำไปสู่วิกฤตการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองและนำมาซึ่งปัญหายุ่งยากในการหาทางออกของวิกฤตประเทศในครั้งนี้

ด้วยเหตุนี้สมาคมนักข่าวฯขอเรียกร้องต่อฝ่ายต่างๆดังต่อไปนี้

1.รัฐบาล ต้องใช้สื่อของรัฐในการให้ข้อมูล ข่าวสารที่ตรงไปตรงมา ไม่บิดเบือนข้อเท็จจริง รวมทั้งรัฐบาลต้องไม่กระทำการใดๆ หรือมีพฤติกรรมที่เป็นการแทรกแซงการทำหน้าที่ของสื่อมวลชนทั้งทางตรงและทาง อ้อม ไม่ปิดกั้นการนำเสนอข้อมูลข่าวสารในรูปแบบต่างๆ แต่หากพบว่า สื่อใดกระทำการละเมิดกฎหมาย ก็ต้องใช้กระบวนการทางกฎหมายดำเนินการอย่างโปร่งใส เป็นธรรม ไม่เลือกปฏิบัติ และไม่ใช้วิธีการอื่นใดที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย มาจำกัดเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น

2.สื่อมวลชน ที่ประกอบหนังสือพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์ ซึ่งเป็นสื่อกระแสหลักของประเทศมาอย่างยาวนาน ขอเรียกร้องให้ยึดมั่นปฏิบัติหน้าที่ตามกรอบจริยธรรมแห่งวิชาชีพ ต้องคำนึงถึงความถูกต้อง รอบด้านของข้อมูล ให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย ต้องรักษาความเป็นมืออาชีพในการค้นหาความจริงมาตีแผ่ โดยค้นหาและรายงานข่าวที่มีหลักฐานข้อมูลหนักแน่นเพื่อส่งต่อความจริงให้ถึงมือประชาชน ทั้งในแง่ปริมาณและคุณภาพ และต้องทำหน้าที่เพื่อรักษาไว้ซึ่งประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนเป็นสิ่งสำคัญสูงสุด

3 .สื่อเพื่อการเมืองของกลุ่มการเมืองต่างๆ ต้องไม่นำเสนอข่าวที่บิดเบือน ยั่วยุให้เกิดความขัดแย้ง จนนำไปสู่ความรุนแรง การนำเสนอข้อมูลข่าวสารต้องคำนึงถึงความถูกต้อง รอบด้าน ส่วนการแสดงความคิดเห็น ควรโต้เถียงการด้วยเหตุผล ไม่ใช่มุ่งเร้าอารมณ์ จนทำให้ประชาชนเข้าใจผิดต่อสถานการณ์ และอาจนำไปสู่ความรุนแรงได้

4. สำหรับประชาชน ที่รับข้อมูลข่าวสารจำนวนมหาศาลในปัจจุบัน สมควรตรวจสอบข้อมูลที่ได้รับอย่างรอบด้าน ประกอบการตัดสินใจของตัวเอง สำหรับประชาชนที่ได้รับข้อมูลจากสื่อของกลุ่มการเมืองต้องเปิดโอกาสให้กับตัวเองในการรับข้อมูลจากสื่ออื่นๆ ที่มีอยู่อย่างหลากหลาย ต้องไม่หลงเชื่อคำโฆษณาชวนเชื่อง่ายๆ เพราะอาจนำไปสู่การตัดสินใจที่ผิดพลาดได้

สุดท้ายนี้สมาคมนักข่าวฯ เห็นว่าในปี 2553 สถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองยังมีแนวโน้มที่รุนแรง ซึ่งสื่อมวลชนต้องยืนหยัดทำหน้าที่อย่างถูกต้อง รักษาไว้ซึ่งผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชน และทุกฝ่ายต้องหยุดใช้สื่อ เพื่อสร้างสงครามการเมืองเพียงเพื่อหวังผลประโยชน์ส่วนตน และขอให้ทุกฝ่ายที่คิดใช้สื่อพึงตระหนักเสมอว่า ”สื่อมวลชนนั้นเป็นสิ่งที่เราไม่อาจจะพูดได้ว่าเป็นสิ่งดีหรือสิ่งร้าย...แล้วแต่เราจะใช้มัน...ถ้าใช้ผิดก็เป็นผลร้ายมหาศาล...หมายความว่า ทำโลกนี้ให้เป็นโลกที่ไร้ความสงบสุขไปได้” จากหนังสือ”สื่อมวลชนบนวิถีศีลธรรม: ตามทัศนะของพุทธทาส

ประมวลเหตุการณ์สื่อในรอบปี พ.ศ. 2552

ฝ่ายสิทธิเสรีภาพและปฏิรูปสื่อ สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ได้ตระหนักถึงบทบาทการทำหน้าที่สื่อมวลชนอย่างดี จึงมีการรวบรวมสถานการณ์ต่างๆในรอบปี 2552 ต่างกรรมต่างวาระไว้เป็นข้อเตือนใจสื่อมวลชนทุกแขนง ให้เป็นกระจกสะท้อนของการทำหน้าที่และให้ร่วมปกป้องจริยธรรมแห่งวิชาชีพอันดีงามไม่ให้ถูกทำลาย โดยฝ่ายสิทธิฯ ได้แยกเป็น 7 หัวข้อที่น่าสนใจ ซึ่งแต่ละหัวข้อประกอบด้วยหลากหลายเหตุการณ์เข้าด้วยกันเพื่อเป็นหมวดหมู่

1. สื่อกับการทำหน้าที่ในสถานการณ์ความขัดแย้ง : จากสถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองที่แบ่งขั้วเลือกข้างอย่างชัดเจน ส่งผลให้รอบปีที่ผ่านมายังมีเหตุการณ์ที่สื่อเป็นผู้ถูกกระทำในหลายกรณี เริ่มจากกรณีคนร้ายใช้อาวุธสงครามยิงถล่มนายสนธิ ลิ้มทองกุล ผู้ก่อตั้งหนังสือพิมพ์ผู้จัดการและแกนนำพันธมิตร ได้รับบาดเจ็บ ซึ่งสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย และสมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทยได้ออกแถลงการณ์เร่งให้ตำรวจเร่งติดตามจับกุมคนร้ายด้วย, กรณีที่แกนนำคนเสื้อแดงประกาศไม่รับรองความปลอดภัยสื่อมวลชนในช่วงเหตุการณ์เดือนเม.ย. จนทำให้สื่อมวลชนส่วนใหญ่ถอนตัวจากบริเวณที่มีการชุมนุม แต่สุดท้ายแกนนำออกมาปฏิเสธข่าวว่าไม่เป็นความจริงและขอเชิญสื่อกลับไปทำข่าวการชุมนุม , กรณีที่นายจอม เพชรประดับ แสดงความรับผิดชอบด้วยการลาออกจากการจัดรายการทางสถานีข่าวและสาระคลื่นเอฟเอ็ม 100.5 อสมท. หลังจากสัมภาษณ์สดพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งมีสถานะเป็นนักโทษหลบหนีอาญาแผ่นดินที่เป็นที่ต้องการตัวของทางการ , กรณีที่ผู้สื่อข่าวไทย 3 คน จากเนชั่นทีวีถูกเจ้าหน้าที่เรือนจำเพรย์ซอว์ ประเทศกัมพูชาควบคุมตัวเพื่อสอบสวนพร้อมกับยึดกล้องเพื่อตรวจสอบว่าได้บันทึกภาพหรือไม่หลังจากทั้ง 3 คนไปทำข่าวการเดินทางมาประเทศกัมพูชาของพ.ต.ท.ทักษิณ และได้ขอเข้าไปเยี่ยมนายศิวรักษ์ ชุติพงษ์ วิศวกรชาวไทยที่ถูกทางการกัมพูชาควบคุมตัวที่เรือนจำในข้อหาจารกรรมตารางการบินของพ.ต.ท.ทักษิณ ซึ่งท้ายที่สุดทั้ง 3 คนก็ถูกปล่อยตัว

ต่อมาเป็นกรณีที่มีกลุ่มผู้ชุมนุมที่อ่างเก็บน้ำกาแล จ.เชียงใหม่ รวมตัวกันแสดงความไม่พอใจและขับไล่นายสรยุทธ์ สุทัศนะจินดา พิธีกรรายการข่าวทางช่อง 3 โดยอ้างว่าอ่านข่าวไม่เป็นกลาง ซึ่งท้ายที่สุดทั้งนายสรยุทธ์และแกนนำผู้ชุมนุมได้พูดคุยทำความเข้าใจกันโดยไม่มีเหตุรุนแรงอะไร , กรณีของน.ส.วาสนา นาน่วม กับ พล.อ.สรยุทธ์ จุลานนท์ ที่มีการโต้คารมผ่านสื่อ หลังเกิดการต่อยอดประเด็นจากรายการวิทยุ “ลับ ลวง พราง” ที่มีน.ส.วาสนาเป็นผู้ดำเนินรายการ จนกลายเป็นประเด็นที่ว่าพล.อ.สุรยุทธ์ จะเป็นตัวกลางในการเจรจากับพ.ต.ท.ทักษิณ แต่สุดท้ายพล.อ.สุรยุทธ์ปฏิเสธข่าวดังกล่าว และมีการอธิบายถึงความสนิทสนมของกันและกันในฐานะสื่อกับแหล่งข่าวด้วย
 
2. ภาพลบกับเสียงท้วงติงการทำหน้าที่ : กรณีเสียงท้วงติงเกิดจากการที่สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค(สคบ.) ทำหนังสือถึงนายกสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทยเรื่องการเสนอภาพข่าวที่ไม่เหมาะสมบนหน้า 1 หนังสือพิมพ์ ทำให้คณะกรรมการควบคุมจริยธรรม สมาคมนักข่าวฯได้ตอบรับด้วยการออกประกาศให้สื่อการนำเสนอภาพข่าวให้สอดคล้องกับหลักจริยธรรม

ส่วนภาพลบนั้นต้องยอมรับว่าเกิดขึ้นจริง และล้วนเกิดขึ้นในช่วงสิ้นปีก่อนเทศกาลปีใหม่ทั้งสิ้น ทั้งกรณีที่มีการแจกปฏิทินนู้ดที่ขัดพ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มเแอลกอฮอล์ที่ด้านหลังตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล ซึ่งในจำนวนผู้รับปฏิทินมีช่างภาพสื่อมวลชนบางส่วนไปรับแจก และในที่สุดกระแสสังคมกดดันผู้นำมาแจกที่นำมาแจกเพราะเห็นว่าใกล้เทศกาลปีใหม่จนต้องลาออกจากตำแหน่งข้าราชการการเมืองไปในที่สุด ส่วนอีกกรณีเกิดขึ้นในงานเลี้ยงปีใหม่ของพรรคการเมืองพรรคหนึ่ง และปรากฏว่ามีส.ส.จำนวนหนึ่งเรี่ยไรเงินให้สื่อมวลชน-ช่างภาพกลุ่มหนึ่งโดยอ้างว่าพานักข่าวไปอาบน้ำ แต่หลังจากมีการนำเสนอข่าวโฆษกพรรคดังกล่าวชี้แจงว่าอาบน้ำหมายถึงอาบน้ำทะเลหรือเล่นน้ำตกไม่ได้หมายความว่าจะพาไปอาบน้ำ ในอาบ อบ นวด ซึ่งทั้ง 2 กรณีและเพื่อป้องกันกรณีอื่นๆในอนาคตนั้นสมาคมนักข่าวฯได้แถลงข่าวตำหนิทั้งนักข่าวที่เรียกร้อง-รับเงินและนักการเมืองที่ให้สินบน ดูแคลนวิชาชีพสื่อมวลชน พร้อมกับให้บรรณาธิการสื่อทุกประเภทสอบสวนข้อเท็จจริงว่ามีผู้สื่อข่าวหรือช่างภาพในสังกัดคนใดได้รับเงินด้วยหรือไม่และดำเนินการตามกฎระเบียบของแต่ละองค์กร
 
3. ความคืบหน้าคดีที่เกี่ยวสื่อฯ : เมื่อวันที่ 30 พ.ย. ศาลอ่านคำพิพากษาลงโทษแกนนำคาราวานคนจน 6 คน ที่นำผู้ชุมนุมไปปิดล้อมอาคารเนชั่นทาวเวอร์เมื่อวันที่ 30 มี.ค.49 ในความผิดฐาน ร่วมกันตั้งแต่ 5 คนขึ้นไปข่มขืนใจผู้อื่นให้เกิดความหวาดกลัวว่าจะเกิดอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย, กักขัง หน่วงเหนี่ยว และ พรบ.ควบคุมการโฆษณาด้วยเครื่องขยายเสียง พ.ศ.2493 โดยลงโทษจำคุกจำเลย คนละ 3 ปี โดยไม่รอลงอาญา ปรับคนละ 180 บาท แต่การนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์ต่อการพิจารณาคดีลดโทษให้ 1 ใน 3 คงจำคุกคนละ 2 ปี ปรับจำเลยที่ 1,3,4 และ 6 คนละ 180 บาท ส่วนจำเลยที่ 2 และ 5 ปรับคนละ 120 บาท
 
4. ปิดเว็บไซต์หมิ่นสถาบันฯ : ด้วยนโยบายรัฐบาลที่ชัดเจนในเรื่องของการป้องกันเว็บไซต์หมิ่นสถาบันฯ ส่งผลให้เว็บไซต์ที่อยู่ในข่ายถูกปิดจำนวนมาก อาทิ เมื่อวันที่ 6 ม.ค. รมว.ไอซีทีเปิดเผยว่าได้ปิดเว็บไซต์หมิ่นสถาบันฯกว่า 2 พัน เว็บไซต์ นอกจากนี้กระทรวงกลาโหมก็ได้สั่งการให้หน่วยขึ้นตรงและผู้บัญชาการเหล่าทัพติดตามตรวจสอบโดยประสานงานกับกระทรวงไอซีทีหาแนวทางป้องกันและแก้ไขทุกวิถีทางอย่างรอบคอบเกี่ยวกับเว็บไซต์หมิ่นสถาบันฯด้วย และกรณีที่เป็นข่าวดังที่สุดคือกรณีที่เมื่อวันที่ 6 มี.ค.ตำรวจกองปราบปรามนำหมายค้นตรวจค้นและจับกุมเว็บไซต์ประชาไทหลังได้รับการร้องเรียนจากไอซีทีว่าเว็บไซต์หนังสือพิมพ์ประชาไทออนไลน์ โพสต์ข้อความลักษณะหมิ่นเบื้องสูง ระหว่างวันที่ 15 ต.ค. - 3 พ.ย. 2551 ต่อเนื่องกัน ทั้งนี้การตรวจค้นและจับกุมผู้อำนวยการเว็บไซต์ฯเจ้าหน้าที่ชุดจับกุมไม่สามารถเปิดเผยข้อมูลรายละเอียดเชิงลึกต่อสื่อมวลชนได้ เนื่องจากเป็นคดีสำคัญและตำรวจอยู่ระหว่างสอบปากคำ
 
5. พิษเศรษฐกิจลามสื่อ : ด้วยภาวะเศรษฐกิจถดถอยทั้งปัจจัยภายในและภายนอกประเทศส่งผลให้สื่อไทย 2 องค์กรต้องเผชิญกับปัญหาจนต้องปิดตัวเองลง คือ บริษัท จีจีนิวส์ เน็ตเวิร์ค จำกัด หรือ FM 98.0 MHz ได้ยกเลิกสัญญาเช่าคลื่นกับกองทัพบก ซึ่งผู้บริหารให้เหตุผลว่าได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจจึงปิดคลื่นทำให้มีพนักงาน ผู้สื่อข่าวตกงานเป็นจำนวนมาก ส่วนอีกองค์กรคือหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจที่บอกเลิกจ้างพนักงาน 60 คน เนื่องจากพิษเศรษฐกิจเล่นงานเช่นกัน และนอกจากนี้สื่อยักษ์ใหญ่อย่างนิตยสาร“ฟาร์อีสเทิร์น อีโคโนมิก รีวิว” ก็ประกาศปิดตัวในเดือน ธ.ค.นี้ หลังขาดทุนหนัก ทั้งนี้มีรายงานตัวเลขงบโฆษณาเดือน ก.พ.2552 เปรียบเทียบช่วงเดียวกันปี 2551 พบว่าการใช้งบโฆษณาผ่านสื่อมีมูลค่า 6,323 ล้านบาท ซึ่งลดลง 6.26% โดยทุกสื่ออยู่ในภาวะติดลบ ยกเว้นสื่อเคลื่อนที่ (Transit) ที่เติบโตถึง 27.25%
 
6. กำเนิดสื่อและเทคโนโลยีสื่อยุคใหม่ : ต้องยอมรับว่าปัจจุบันสื่อมีความหลากหลายทางด้านเทคโนโลยีมากขึ้น อาทิ ระบบ3G , SMS , ทวิตเตอร์ ฯ และประกอบกับการแบ่งขั้วทางการเมืองชัดเจน จึงมีการก่อตั้งและทำสื่อขึ้นมาจำนวนมากในรอบปีเพื่อสนองกลุ่มมวลชนของตัวเอง เริ่มจากสื่อของรัฐอย่าง ช่อง11 ที่มีการเปลี่ยนชื่อจาก NBT เป็นสถานีโทรทัศน์แห่งประเทศไทย(สทท.) ตามนโยบายของนายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย ส่วนเครือ ASTV ผู้จัดการก็มีการแตกเป็นช่องภาษาอังกฤษอย่าง TAN(Thai-ASEAN News Network)
ส่วนของกลุ่มผู้สนับสนุนพ.ต.ท.ทักษิณ มีการทำช่องโทรทัศน์ดีทีวีสถานีประชาธิปไตย , นสพ.เร้ดนิวส์ นิตยสารความจริงวันนี้ เว็บไซต์ทักษิณไลฟ์ รวมไปถึงVoice TV ที่มีนายพานทองแท้ ชินวัตร เป็นผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการ ก็ยังมีคนสงสัยว่าเป็นทีวีสนองการเมืองหรือไม่
 
7. เหตุสะเทือนใจสังหารหมู่นักข่าวฟิลิปปินส์ 30 คน : เมื่อวันที่ 23 พ.ย. นักข่าว 31 คน ติดตามขบวนของภรรยาและน้องสาวของนักการเมืองท้องถิ่นในจังหวัดมินดาเนา ประเทศฟิลิปินส์ ไปสมัครชิงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดแทนสามีที่ถูกขู่ฆ่า โดยเป็นท้าชิงตำแหน่งจากผู้ว่าฯคนปัจจุบันที่เป็นฐานเสียงให้ประธานาธิบดี แต่ปรากฏว่าขบวนถูกกลุ่มติดอาวุธประมาณ 100 คนยิงถล่มเสียชีวิตทั้งหมด 57 คนและนำศพไปฝังใต้ดิน โดยในนั้นเป็นศพนักข่าว 30 คนและยังสูญหายอีก 1 คน ถือเป็นการฆ่านักข่าวมากที่สุดในโลก ซึ่งกรณีนี้สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทยได้ให้ความสำคัญและได้ส่งคนร่วมเดินทางไปหาข้อเท็จจริงที่ประเทศฟิลิปปินส์ รวมทั้งยังมีการจัดเสวนาถึงเรื่องนี้เพื่อเป็นอุทธาหรณ์ให้กับสื่อไทย ออกแถลงการณ์ไว้อาลัยกับนักข่าวที่เสียชีวิตและเข้าพบนายอันโตเนียว เวนุส โรดรีเกซ เอกอัครราชทูต สาธารณรัฐฟิลิปปินส์ประจำประเทศไทย เพื่อยื่นจดหมายถึงประธานาธิบดี เรียกร้องให้รัฐบาลฟิลิปปินส์ดำเนินการสอบสวนจับกุมผู้กระทำความผิด โดยเฉพาะผู้บงการมาลงโทษให้ถึงที่สุด นอกจากนี้สมาคมนักข่าวฯยังได้ช่วยเหลือเยียวยาครอบครัวของผู้เสียชีวิตด้วย
 

ดาวประกายพรึก ขอยืนยัน

ดาวประกายพรึก ขอยืนยัน “สื่อยุคนี้ถูกแทรกแซงมากสุดด้วย”

โดยที่ “สถาบันสื่อ ปิดหู ปิดตา ปิดปาก สนิท” ออกจะ สะใจ ซะด้วยซ้ำ เศร้าใจที่สุด !!!

ล่าสุดท่านเทพเทือกให้คะแนนผลงานรัฐบาลเต็ม 100 กล้านะ น่าจะให้ 200 ไปเลย (ฮา).

(ที่มา : เดลินิวส์, 19 ธันวาคม 2552)

------------------------

ชัดมั้ย !!!!!!!

ที่จังหวัดมากินดาเนา

ที่จังหวัดมากินดาเนา บนเกาะมินดาเนา ทางภาคใต้ฟิลิปปินส์ ไม่ใช่ที่จังหวัดมินดาเนาครับ

กรรมการสมาคมประจานตัวเอง

กรรมการสมาคมประจานตัวเอง กี่คนที่รับตำแหน่ง รับผลประโยชน์จากเผด็จการ เข้าไปเป็นสมาชิกแต่งตั้ง สนช. ที่เหลือก็ยังทนร่วมงานกันได้ แยกออกมาซะเถอะคนที่ไม่เห็นด้วยกับ กรรมการสมาคมฯ สื่อจริงสื่อเทียม ธุรกิจสื่อ อะไรเป็นอะไร ชาวบ้านเขารู้กันหมดแล้ว เขาไม่เชื่อถือกันแล้ว สำหรับ สื่อมวลชั่ว ไม่มีอุดมการณ์

เห็นได้ชัดเจนว่า สื่อมวลชน...

เห็นได้ชัดเจนว่า
สื่อมวลชน...ที่เป็นสื่อหลัก ไม่นับรวมสื่อเล็กสื่อย่อย
หลายครั้งนำเสนออย่างน่าคลางแคลงจริงๆ
สื่อเหล่านั้น ได้เพิ่มความแตกร้าวของคนในชาติอย่างชัดเจน
จนชวนให้สงสัยยิ่ง
จริยธรรม และสำนึกรักชาติ
ทำไมถึงขาดหายไปเป็นช่วงๆ

พูดช้าไปอีกแล้ว ชิ

พูดช้าไปอีกแล้ว ชิ

เห่อๆๆ

เห่อๆๆ เพิ่งคิดได้หรือคับว่าสือนะทำให้เกิดความแตกแยกในสังคน

ก็ยังดีที่คิดได้ เท่าที่ผมอ่าน นสพ ดูทีวีผมรุ้สึกว่าทุกสือเลือกข้างหมด

แล้วก็ขอร้องถึงสมาคมด้วยนะครับ ทีตอนวิจารณ์คนอื่นเนีย วิจารณ์เป็นวรรเป็นเวรพอเขาวิจารณ์สือบ้างมาโวยวายกันจะเป็นจะตาย
หัดทำใจบ้างนะครับพวกคุณวิจารณ์เขาได้ เมือเขาวิจารณ์คุณบ้างก็ให้ถือว่าแลกกันคนละหมัด หัดใจบ้างบ้าง
ไม่ใช่คิดว่าสื่อถูกเสมอ

(ความเห็นส่วนตัวผมนะครับ)

***ปีแห่งการณ์ใช้สื่อสร้างสงค

***ปีแห่งการณ์ใช้สื่อสร้างสงครามทางการณ์เมือง***
เป็นการพูดผิดมั้ง น่าจะเป็นปีแห่งการเสนอข่าวทางการเมืองฝ่ายเดียวมอมเมาประชาชน ให้ลุ่มหลงอภิสิทธิ์รูปหล่อ นายกขวัญใจแม่ยก กทม.

***สื่อทางฝ่ายการเมือง เมื่อพึ่งสื่อสาธารณะ เป็นกลางไม่ได้ ก็ต้องผลิตสื่อเอง เพื่อแก้มลทินให้ตัวเอง และเพื่อโฆษณาตนเอง ก็เป็นการถูกต้อง จะมีใครในโลกยอมถูกชกฝ่ายเดียวตลอด ไม่ใช่จะต้องยอมโง่ หรือเสียค่าโง่ตลอดรัฐบาลนี้

สื่อ พวกอำมาตย์ เผด็จการณ์

สื่อ พวกอำมาตย์ เผด็จการณ์ ที่ครองเมืองอยู่ มันใช้สื่อ เป็นเครื่องมือมานมนานแล้ว สมัยทำลายทักษิณใหม่ๆ ก็ใช้สื่อทุกแขนงรุมกระหน่ำหนัก แต่บังเอิญ มีสื่อใหม่ อินเตอร์เน็ต เข้ามาช่วยเอาไว้ ส่วนใหญ่คนในอินเตอร์เน็ต จะมีความคิดอ่านที่รอบรู้ไม่หลงคำโฆษณาชวนเชื่อจากเผด็จการอำมาตย์ อย่างเดียวจะชอบใช้เหตุผลมาหักล้าง พวกอำมาตย์เผด็จการ จึงชนะไม่ได้มาจนวันนี้ ไม่ใช่เฉพาะทำสงครามสื่อปี 52 เผด็จการ มันใช้ทีวีหลัก สื่อหลัก องค์กรสื่อหลัก ทำลายล้างคนที่เผด็จการเกลียดมาตลอดตั้งแต่เริ่มมีทักษิณขึ้นมา เพราะ เจตนาคือ เผด็จการอำมาตย์ ต้องการควบคุม กลไกทางการเมืองไว้ในมือทั้งหมด โดยอาศัยพรรคการเมืองบังหน้า ทำเหมือนว่าเประเทศนี้เป็นประชาธิปไตย เท่านั้นเอง พอมีทักษิณ ก็รู้ว่าไม่น่าปลอดภัย เพราะทักษิณไม่อยู่ในคอนโทรลอำมาตย์ และกลัวว่าจะสูญเสียอำนาจทางการเมืองไป จึงรุมกระหน่ำทำลายล้าง โดยนำสถาบันฯมาอ้าง เพราะต้องพึ่งตรงนี้ไม่งั้นอำมาตย์ไม่สามารถชนะได้แน่นอน
และต่อไปนี้ ทางพรรคการเมืองของอำมาตย์ ก็ประกาศแล้วว่า จะนำผู้คนออกมาต่อสู้ขัดขวางกับเสื้อแดง(มันไม่ได้พูดตรงๆ แต่มันบอกว่า ประชาชนส่วนใหญ่จะขัดขวางต่อต้านเสื้อแดง) ก็หมายความว่าพวกมันนั่นแหละจะเอาคนออกมาฆ่ากันเพื่อให้พรรคการเมืองนี้ยึดอำนาจต่อไปได้อีก (มันชอบใช้ซากศพคนไทยเพื่อรักษาอำนาจตัวพวกมันเองมาตลอด)

สอง สามปีก่อน ไปงม....

สอง สามปีก่อน ไปงม.... อยู่ที่ไหน

".....ในประเด็นนี้สมาคมนักข่า

".....ในประเด็นนี้สมาคมนักข่าวฯเห็นว่า เป็นปีที่แต่ละฝ่ายได้ใช้ “สื่อเพื่อสร้างสงครามการเมือง” ส่งผลให้สังคมมองบทบาทสื่อมวลชนโดยรวมว่า เป็นสื่อที่นำไปสู่วิกฤตการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองและนำมาซึ่งปัญหายุ่งยากในการหาทางออกของวิกฤตประเทศในครั้งนี้ "......

.............................................................................................

แล้วสภาพการณ์อย่างที่ว่ามันเกิดขึ้นได้อย่างไร

ถ้า "สื่อมวลชน" ที่เรียกกันว่าสื่อกระแสหลัก มีจริยธรรมในการทำหน้าที่ เสนอข่าวอย่างเที่ยงตรง ไม่ปกปิดบิดเบือน ไม่เอนเอียง เสนอแต่ข้อเท็จจริงและเสนออย่างครบถ้วนรอบด้าน แสดงความเห็นอย่างตรงไปตรงมายึดถือความถูกต้องไม่มีอคติ ฯลฯ ความขัดแย้งก็คงไม่ขยายตัวจนเกิดรัฐประหาร 19 กันยา 49

และหลังรัฐประหาร ถ้าสื่อมวลชน สำนึกตัวว่าทำผิดพลาดแล้วหันมาทำหน้าที่อย่างซื่อสัตย์ สภาพการณ์อย่างที่สมาคมนักข่าวฯเองได้สรุปมาก็คงไม่เกิดขึ้น ประชาชนคงไม่หันหลังให้สื่อกระแสหลักที่ "ไม่น่าเชื่อถือ" แล้วหาช่องทางรับรู้ข่าวสารของตนเองที่เห็นว่า "น่าเชื่อถือ" หรืออย่างน้อยก็ได้รับรู้ข่าวสาร "อีกด้าน" ซึ่งแทบจะหาไม่ได้จากสื่อกระแสหลัก

และที่สมาคมนักข่าวฯ ขอเรียกร้องต่อฝ่ายต่างๆ 4 ฝ่าย รวม 4 ข้อ ในส่วนของข้อ 1 และข้อ 2 ก็ยิ่งตอกย้ำความ "สามานย์" และประจานการกระทำหน้าที่ของสื่อฝ่ายรัฐบาล และ สื่อมวลชนอิสระ

ในส่วนข้อ 3 ก่อนหน้าที่จะมีสื่อของฝ่าย "เสื้อแดง" ขอถามว่าสมาคมนักข่าวฯ เคย "เรียกร้อง" อย่างเดียวกันนี้กับสื่อของฝ่ายพันธมารฯ หรือไม่

ในส่วนข้อ 4 ก็เห็นกันอยู่แล้วว่าประชาชน "ตาสว่าง" รู้ดีว่าสื่อใดควรเสพ สื่อใดควรเขี่ยทิ้ง คำตอบมันก็ชัดเจนอยู่ในเนื้อความที่สมาคมนักข่าวฯ พยายามสรุปอยู่แล้ว

หรือว่าสมาคมนักข่าวฯยังคง "หน้ามืดตามัว" มองไม่ออก ถ้าอย่างนั้น ก็ขอให้ปัญญามืดบอดไปตลอดชั่วลูกชั่วหลานและถูกประชาชนสาปแช่งในฐานะที่เป็นศัตรูของประชาชน เป็นศัตรูของประชาธิปไตย

สื่อหลักช่วยตอบหน่อย...คุณเป็

สื่อหลักช่วยตอบหน่อย...คุณเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ประชาชนเลือกข้าง

สื่อหลักปี'52:ความไร้ยางอายของสมาคมนักข่าว

สมาคมนักข่าวไร้ยางอาย!-สมาคมนักข่าวฯกล่าวสรุปรายงานว่ามีการใช้สื่อการเมืองเพื่อผลทางการเมือง ในขณะที่ตัวสมาคมนักข่าวเองฯไม่ได้ย้อนดูตัวเองว่าทำสารพัดในสิ่งที่ตนประนาม นับตั้งแต่เรียกร้องนายกฯมาตรา7,เข้าไปรับใช้เผด็จการด้วยการเป็นสมาชิกสนช.หลังรัฐประหาร,ปฏิบัติ2มาตรฐานกับ2ม็อบ โดยเข้าไปกราบกรานพันธมิตรให้เลิกคุกคามนักข่าวภาคสนาม แต่ออกแถลงการณ์หนุนให้รัฐบาลใช้ประกาศฉุกเฉินปราบเสื้อแดงช่วงสงกรานต์ แล้วให้รางวัลภาพข่าวดีเด่นแก่ไทยรัฐในภาพข่าวสงกรานต์เลือด โดยเสนอว่าชาวบ้านแฟลตดินแดงทนเสื้อแดงประท้วงไม่ไหว จึงจิกหัวผู้ประท้วงหญิงรายหนึ่งลากไปกับพื้น ต่อมามีการพิสูจน์ว่าเหตุการณ์ไม่ได้เกิดที่แฟลตดินแดง และชายที่จิกหัวผู้หญิงก็เป็นการ์ดพันธมิตรรายหนึ่ง เมื่อหญิงคนดังกล่าวไปแถลงเรียกร้องความเป็นธรรมที่สภา ผู้สื่อข่าวก็พิพากษาว่ามาผิดที่ ต้องไปแจ้งความที่โรงพัก...ทั้งหมดนี้ใครคือสื่อการเมืองกันแน่?!

ย้อนรอยดูสมาคมสื่อทรราชแถลงการณ์ออกใบอนุญาตปราบเสื้อแดงโยนบาปทักษิณ

ปัญหามีอยู่ว่าสื่อการเมือง หรือสื่อรับใช้การเมืองนั้น แท้ที่จริงดูเหมือนสมาคมนักข่าวจะมีบทบาทด้านนี้ที่สุด..โดยมีพฤติการณ์ดังนี้

-สมาคมนักข่าวฯมีบทบาทนับแต่การเคลื่อนไหวโค่นล้มรัฐบาลทักษิณ โดยการออกแถลงการณ์ร่วมกับสภาทนายความขอให้มีการเปลี่ยนนายกฯโดยใช้มาตรา 7

-ต่อมาเมื่อเกิดรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 นายกสมาคมนักข่าวก็ได้เข้าไปเป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.)เสียเอง

-เมื่อพันธมิตรฯจัดการชุมนุมก่อความรุนแรงทั้งยึดทำเนียบฯ ยึดสนามบิน พันธมิตรคุกคามนักข่าวสารพัด แต่สมาคมนักข่าวฯไม่เคยมีแถลงการณ์ใดๆปกป้องนักข่าวสนาม แต่นายกสมาคมกับเลขาสมาคมพากันดั้นด้นไปทำเนียบรัฐบาลเพื่อขอความกรุณาจากแกนนำพันํมิตรวิงวอนไม่ให้ใช้ความรุนแรงต่อนักข่าวในลักษณะสมยอมกัน

-แต่เมื่อกลุ่มเสื้อแดงจัดการชุมนุมขึ้น สื่อกระแสหลักได้นำเสนอข่าวบิดเบือนให้ร้ายผู้ชุมนุมเสื้อแดง และยั่วยุประชาชนให้เกลียดชังผู้ชุมนุม ยุแหย่ให้รัฐบาลใช้กำลังปราบปรามผู้ชุมนุมแล้ว สมาคมสื่อต่างๆยังได้ออกแถลงการณ์ฉบับหนึ่งในวันที่ 13 เมษายน 2552 โดยมีเนื้อหาที่โยนบาปไปให้ทักษิณว่าเป็นผู้จุดชนวนความรุนแรง โดยไม่มีการประณามรัฐบาลที่ใช้กองกำลังทหารปราบปรามด้วยความรุนแรงแต่อย่างใด พร้อมทั้งเปิดทางให้ปราบปรามผู้ชุมนุม

นักวิชาการยี้แถลงการณ์2มาตรฐาน ยุครัฐบาลสมัคร-สมชายรุมด่ารัฐให้ลาออก

ดร.สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล นักวิชาการภาควิชาประวัติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เขียนกระทู้หัวข้อเรื่อง "2 บรรทัดฐาน" ของ ทหาร, สื่อมวลชน, นักวิชาการ เอ็นจีโอ กรณีรัฐบาลประกาศใช้ พรก.ฉุกเฉิน โดยตั้งข้อสังเกตว่าการออกแถลงการณ์ข้างต้นเป็น2มาตรฐานหากเทียบกับที่เคยออกแถลงการณ์ในยุครัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช และรัฐบาลนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์

โดยดร.สมศักดิ์กล่าวถึงในยุครัฐบาลนายสมัครนั้น หลังเกิดการปะทะในคืนวันที่ 1-2 กันยายน 2551 ซึ่ง นายณรงค์ศักดิ์ กรอบไธสง ของ นปช. ถูกคนของพันธมิตรฯ ทำร้าย จนเสียชีวิต รัฐบาลสมัครได้ประกาศใช้ พรก.ฉุกเฉิน ปรากฏว่า นอกจากทหาร ที่รับมอบหน้าที่ ไม่ยอมปฏิบัติอะไรทั้งสิ้นแล้ว วงการสื่อมวลชน นักวิชาการ เอ็นจีโอ ยังพร้อมใจกันออกมาประณามรัฐบาลสมัคร และเรียกร้องให้ สมัคร ลาออก และยกเลิกประกาศ พรก.ฉุกเฉิน นี่เป็นรายงานข่าว ของบางตัวอย่างของปฏิกิริยาของบรรดาสื่อมวลชน เอ็นจีโอ ในขณะนั้น (ความจริง ยังมีตัวอย่างอีกมาก)

อันที่จริง อาจกล่าวได้ว่า การไม่ยอมปฏิบัติตามหน้าที่ของทหาร และการพร้อมใจกันออกมาคัดค้าน ความพยายามดำเนินการยุติการชุมนุมของพันธมิตรฯของรัฐบาลสมัครในขณะนั้น ของสื่อมวลชน นักวิชาการ เอ็นจีโอ มีส่วนรับผิดชอบ ต่อความรุนแรงที่เพิ่มมากขึ้นที่ตามมา

เคลื่อนไหวต้านเสื้อแดง อ้างหยุดทำร้ายประเทศไทย

เมื่อเทียบกับตอนที่เพิกเฉยต่อพันธมิตรที่ทำการประท้วงอย่างรุนแรง สมาคมนักข่าวกลับทำหน้าที่เป็นสื่อการเมืองอย่างเอาการเอางานด้วยการร่วมกับเอ็นจีโอเสื้อเหลือง ในการเคลื่อนไหวรณรงค์"หยุดทำร้ายประเทศไทย"ในช่วงที่กลุ่มเสื้อแดงออกมารณรงค์เรียกร้องประชาธิปไตย

"หลังจากออกแถลงการณ์เหมือนให้ใบอนุญาตปราบปรามพวกเสื้อแดงอย่างนองเลือดแล้ว พวกเอ็นจีโอก็ดัดจริตออกมาร่วมกับสมาคมนักข่าวตั้งเครือข่ายรณรงค์หยุดทำร้ายประเทศไทย"ผู้เขียนวิจารณ์สื่อระบุในตอนหนึ่งของซีรีส์เรื่อง ในนามของการหยุดทำร้ายประเทศไทย พวกเขาออกใบอนุญาตฆ่าผู้เรียกร้องประชาธิปไตย

เปิดโปงพฤติการณ์เสนอข่าวผิดๆแล้วไม่ต้องรับผิดชอบใดๆของสื่อไทย

นี่ไม่ใช่หนแรกที่สื่อกระแสหลักมีพฤติการณ์ทำนองเป็นสื่อการเมือง เมื่อไวๆนี้สื่อกระแสหลักนำเสนอข่าวว่าตำรวจเชียงใหม่จับการ์ดเสื้อแดงพร้อมระเบิดปิงปอง6,000ลูกไว้ก่อเหตุช่วงนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จะเดินทางไปเชียงใหม่ แต่พอพิสูจน์แล้วพบว่าเป็นเพียงประทัด สื่อก็เงียบเฉย

ช่วงก่อนนั้นสื่อไทยรายงานว่าพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ให้สัมภาษณ์TIMES ONLINEหมิ่นสถาบันฯ พอTIMESเปิดเผยคำสัมภาษณ์อย่างละเอียดว่าทักษิณไม่ได้หมิ่นฯเลย แต่กลับแสดงจงรักภักดี สื่อไทยก็ไม่ได้แก้ไขข่าวใดๆ

ช่วงเสื้อแดงประท้วงตอนสงกรานต์ สื่อไทยเสนอว่าชาวบ้านแฟลตดินแดงทนเสื้อแดงประท้วงไม่ไหว จึงจิกหัวผู้ประท้วงหญิงรายหนึ่งลากไปกับพื้น ต่อมามีการพิสูจน์ว่าเหตุการณ์ไม่ได้เกิดที่แฟลตดินแดง แต่เกิดแถวถนนเพชรบุรี และชายที่จิกหัวผู้หญิงก็เป็นการ์ดพันธมิตรรายหนึ่ง เมื่อหญิงคนดังกล่าวไปแถลงเรียกร้องความเป็นธรรมที่สภา ผู้สื่อข่าวก็พิพากษาว่ามาผิดที่ ต้องไปแจ้งความที่โรงพัก

ต่อมาสมาคมผู้สื่อข่าวยังมอบรางวัลภาพข่าวยอดเยี่ยมประจำปีให้กับไทยรัฐกรณีจิกหัวผู้ประท้วงหญิงเสื้อแดง โดยไร้สำนึกว่าสื่อนำเสนอข่าวผิด

มาถึงเวลานี้คงต้องย้อนถามไปยังสมาคมนักข่าวฯแล้วว่า การชี้หน้าใครต่อใครว่าเป็นสื่อการเมือง แล้วพฤติการณ์ของสมาคมนักข่าวฯที่ผ่านมานี่ ไม่ใช่สื่อการเมืองที่ทั้งน่าเกลียดน่าชังดอกหรือ?

---------
โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
4 มกราคม 2552

สื่อมีใบสั่ง

สื่อมีใบสั่ง หวังตั้งธงตัดสิน อำมหิตผิดมนุษย์ หยุดทำร้ายกันได้แล้ว

เรียกว่าปีแห่งการยัดเยียดข่าว

เรียกว่าปีแห่งการยัดเยียดข่าวให้ประชาชนยอมรับนายกฯที่มาจากอำมาตย์น่าจะดีกว่ามีอย่างที่ไหนอ่านข่าวของฝ่ายค้านไม่จบตัดหนีไปเสนอข่าวรัฐบาลเยเลย

ถูกต้องที่สุดสมัยท่านนายกฯทัก

ถูกต้องที่สุดสมัยท่านนายกฯทักษิณทั้งนักวิชาการเกือบทุกสถาบันดังๆของประเทศจะออกมาโจมตีระบอบทักษิณว่าไม่ดีอย่างนั้นอย่างนี้พอรัฐบาลอำมาตย์เข้ามาสำเร็จเปลี่ยนชื่อนโบายนิดเดียวบางพรรคหน้าด้านก็ขึ้นป้ายใหญ่โตประชานิยม สังคมเป็นสุข นักวิชาการปากดีเงียบเหมือนเป่าสาก เพราะอำมาตย์กระเทยเฒ่าออกมาการันตีว่าโชคดีของประเทศไทยที่ได้นายอภิสิทธิ์ชนเป็นนายกฯแค่นี้ก็ไม่มีใครหน้าไหนจะออกมาวิจารณ์แล้วยิ่งนโยบายต่างๆออกมาจากโกเต๊กยิ่งแล้วเลยท่านราชบุตรเขยว่าอะไรใครจะกล้า เสียใจที่คนไทยหลายสิบล้านเข้าถึงสื่อหมดแล้ว

สื่อยุคก่อนต่อสู้เผด็จการ

สื่อยุคก่อนต่อสู้เผด็จการ อย่างดุเดือด

สื่อยุคนี้ ที่จริงน่าจะเรียกว่ากระบอกเสียงเผด็จการมากกว่า

ต่อสู้กับประชาชน ต่อสู้กับประชาธิปไตยรับใช้เผด็จการอำมาตย์

สู้แล้วรวย อำนาจเงินทองไหลมาเทมา 555555

ขออนุญาตินำมาลงนะครับ

ขออนุญาตินำมาลงนะครับ อ่านแล้วจับใจจริงๆ เห็นภาพเลย

ต้องยอมรับว่า สื่อ

บางสำนักไม่ได้ทำ หน้าที่

สื่อมวลชนอีกแล้ว แต่

ทำหน้าที่เป็น แนวรบ

ทางการเมือง

ณัฐวุฒิ ไสยเกื้อ
โฆษก นปช แดงทั่วแผ่นดิน
บ้านเมือง 24 ธันวาคม 2552

รับใช้เผด็จการยังมีหน้าออกมาแ

รับใช้เผด็จการยังมีหน้าออกมาแถลงการณ์
ทุเรศจริงสือเลวๆ
หากินบนความทุกข์ยากของ ปชช

อยากทราบที่ตั้งสมาคมฯจัง

อยากทราบที่ตั้งสมาคมฯจัง จะได้ซื้อกระจกบานใหญ่ๆ ส่งไปให้ส่องดูตัวเองบ้าง ปากก็ร้องให้สื่อเป็นกลาง แต่ตัวแถลงการณ์เองกลับจงใจมองไม่เห็น ความฉิบหายที่พวกเหลืองก่อไว้บ้าง

ว่างๆก็ลองตักน้ำใส่กะโหลกแล้วชะโงกดูเงาตัวเองก่อนก็ได้ ว่า "เป็นกลาง"ขนาดไหน

ขนาดไม่ไช่กองเชียร์แดง อ่านแล้วยังคันteenเลย

คำชี้แจง

เว็บไซต์ประชาไท ให้บริการพื้นที่แสดงความคิดเห็นต่อข่าวและบทความแบบสาธารณะ ขอความร่วมมือในการแสดงความคิดเห็นโดยเคารพกฎหมาย, ความเห็นที่แตกต่าง และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของผู้อื่น

  • ประชาไทแสดงหมายเลขไอพี* ของผู้โพสต์ประกอบความเห็นเสมอ
  • ประชาไทไม่มีนโยบายกรองข้อความก่อนการแสดงผล
  • อย่างไรก็ตามขอสงวนสิทธิ์ในการปิดการแสดงความเห็นที่ไม่เป็นไปตามกติกาหากตรวจสอบพบภายหลัง

ทั้งนี้ข้อความที่โพสต์จะยังไม่ปรากฎในทันที ซึ่งเป็นข้อจำกัดด้านเทคนิค

จึงเรียนมาเพื่อทราบและขอบคุณในความร่วมมือ

* หมายเลขไอพีปัจจุบันใช้เป็นข้อมูลที่เชื่อมโยงกลับไปที่ข้อมูลการเชื่อมต่อ อินเทอร์เน็ต ซึ่งอาจระบุไปถึงแหล่งที่มาการโพสต์หรือบุคคลที่โพสต์ได้ นอกจากนี้ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ มาตรา 26 กำหนดให้ผู้ให้บริการต้องเก็บข้อมูลจราจรคอมพิวเตอร์ไว้ 90 วัน