มาบตาพุด: อำนาจศาลปกครอง อำนาจที่ต้องทบทวน
ประเด็นเรื่องมาบตาพุดที่กำลังร้อนอยู่ในขณะนี้ปฏิเสธไม่ได้เลยว่ากำลังกลายเป็นประเด็นที่กำลังจะนำพาซึ่งการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ในเมืองไทยไม่ว่าทางใดทางหนึ่ง ซึ่งการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวอาจจะทำให้เกิดการที่ภาครัฐนั้นจะต้องลงมาคุ้มครองสิทธิเสรีภาพมากขึ้นในการกระทำต่างๆ ของภาครัฐ หรืออาจส่งผลให้ภาคธุรกิจต้องให้ความสนใจความเป็นอยู่ของประชาชนที่อาจได้รับผลกระทบจากธุรกิจให้ดีกว่าเดิม รวมไปถึงอาจเกิดการเปลี่ยนแปลงในเชิงเศรษฐกิจขนานใหญ่ เช่น ต่างชาติอาจย้ายฐานการผลิตจากประเทศไทยไปประเทศเพื่อนบ้าน ดั่งข่าวที่ปรากฏในเร็ววันนี้ที่ บริษัท มิตซูบิชิ เรยอน ของญี่ปุ่น ประกาศระงับแผนเพิ่มผลผลิตโรงงานในมาบตาพุด ส่วนทางด้านการเมือง ท่านนายกอภิสิทธิ์เองก็พูดว่าอยากจะเปลี่ยนวิกฤตครั้งนี้ให้เป็นโอกาสที่จะทำให้การลงทุนในไทยมีมาตรฐานที่ดีขึ้น ไปสู่การพัฒนาเศรษฐกิจที่ยั่งยืน ซึ่งผู้เขียนเองก็เห็นว่าในวิกฤตครั้งนี้มีโอกาสเช่นกัน ในประเด็นที่ว่า ถึงเวลาแล้วหรือยังที่สังคมจะต้องทบทวนอำนาจของศาลปกครองในประเทศไทย
ศาลปกครองนั้นเกิดขึ้นมาพื้นฐานของรัฐธรรมนูญ 2540 ที่ตั้งขึ้นเพื่อมาคุ้มครองสิทธิเสรีภาพประชาชนจากการที่เจ้าหน้าที่รัฐที่จะทำอะไรก็ได้กับประชาชนในอดีต เช่น ประโยคที่เราคุ้นหู “ทางการเค้าสั่งมาว่า” แต่เดี๋ยวนี้เจ้าหน้าที่รัฐจะทำอะไรแบบเดิมๆ ไม่ได้แล้ว ทุกอย่างต้องเป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด มิฉะนั้น ปรากฎการณ์ประชาชนวิ่งไปฟ้องศาลปกครองจะเกิดขึ้นอย่างแน่นนอน อาจจะกล่าวได้ว่า หลังจากประเทศไทยมีศาลปกครอง สิทธิเสรีภาพของประชาชนไทยได้รับการคุ้มครองจากศาลปกครองนั้นดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
แต่ขึ้นชื่อว่า “อำนาจ” นั้นอันตราย สามารถทำให้สิ่งที่ดีเกิดขึ้น แต่ก็อาจทำให้โทษได้เช่นกัน ปฏิเสธไม่ได้ว่าหลายต่อหลายครั้ง คำพิพากษาของศาลปกครองนั้นได้ส่งผลกระทบชนิดที่เรียกได้ว่าสะเทือนทั้งแผ่นดิน ไม่ว่าจะเป็นกรณีของการแปรรูป กฟผ. คุ้มครองเด็กแอดมิดชั่น รวมถึงกรณีล่าสุดคำสั่งบรรเทาทุกข์ชั่วคราวกรณีสั่งหยุด 65 โครงการมาบตราพุด ซึ่งหลายๆ ฝ่ายประเมินความเสียหายจากคำสั่งนี้มากกว่า 300,000 ล้านบาท และล่าสุดกระทรวงอุตสาหกรรมประเมินความเสียหายถึง 600,000 ล้านบาท หรือเท่ากับ 6% ของ GDP ปี 2008 ของประเทศ ประมาณ 9 ล้านล้านบาท (ข้อมูลจาก CIA world fact book ที่อัตราแลกเปลี่ยนที่ 33 บาท)
หลายครั้งที่การพิพากษาของศาลปกครองนั้นก้าวข้ามอำนาจที่รัฐธรรมนูญให้ศาลปกครองไว้มาตรา 223 ที่ว่า “ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีพิพาทระหว่างหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หรือองค์กรตามรัฐธรรมนูญ หรือ เจ้าหน้าที่ของรัฐกับเอกชน หรือระหว่างหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หรือองค์กรตามรัฐธรรมนูญ หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐด้วยกัน อันเนื่องมาจากการใช้อำนาจทางปกครองตามกฎหมาย” ซึ่งคำว่าตามกฎหมายนั้น หมายถึง ศาลปกครองนั้นไม่มีอำนาจจะเข้าตรวจสอบการทำงานของฝ่ายบริหารในเชิงนโยบาย ศาลปกครองนั้นมีอำนาจเพียงแต่ตรวจสอบว่าการกระทำใดชอบหรือไม่ชอบแก่กฎหมายเท่านั้น แต่บ่อยครั้งที่ศาลปกครองก้าวล่วงเข้าไปสู่การใช้อำนาจบริหาร การตัดสินหลายต่อครั้งของศาลปกครองนั้นอาจจะถือได้ว่า ศาลนั้นเข้าไปใช้อำนาจบริหารในบ้านเมืองเสียเอง ทั้งที่ไม่ได้มีที่มาจากอำนาจอธิปไตยสูงสุดซึ่งก็คืออำนาจอธิปไตยของประชาชน ซึ่งที่มาของตุลาการศาลปกครองนั้นไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง แต่เป็น “การสอบเข้า” ซึ่งอาจมีความเป็นไปได้ว่า ความที่ต้นกำเนิดของอำนาจตั้งแต่ต้นนั้นค่อนข้างห่างกับประชาชนจะทำให้มีโอกาสที่อำนาจนั้นจะถูกใช้โดยคนที่เป็นนักกฎหมายชั้นนำกลุ่มเล็กๆ เพียงกลุ่มเดียว
เมื่อมีอำนาจนั้น ต้องมีการตรวจสอบ ต้องมีการรับผิดรับชอบ เช่น นายกรัฐมนตรี หากทำงานไม่ดี ครั้งหน้าประชาชนก็จะไม่เลือกตั้งเข้ามา รัฐสภาออกกฎหมายแย่ๆ โดดประชุมกันบ่อยๆ เลือกตั้งครั้งหน้าก็อย่าหวังที่จะได้เข้านั่งในสภาอีก แล้วกับกรณีของศาลปกครอง การออกคำสั่งบรรเทาทุกข์สั่งห้ามโครงการต่างๆ ในครั้งนี้นั้น อาจทำให้หลายฝ่ายได้ฉุกคิดว่าอำนาจบรรเทาทุกข์ชั่วคราวนี้ มันยิ่งใหญ่มหาศาลยิ่งกว่าคำพิพากษายกเลิกเสียอีก
การหยุดในเชิงธุรกิจมีค่าไม่ต่างกับการสั่งยกเลิกโครงการ ความเสียหายที่เกิดขึ้นไม่ใช่เพียงแต่การที่บริษัทปูนซีเมนต์ไทยและบริษัท ปตท.จะเสียหาย คนงานที่คาดว่าจะได้ทำงานในโครงการเหล่านี้ก็จะต้องตกงานกว่า 20,000 คน การค้าขายในบริเวณนั้นที่ทำการค้าขายกับคนงานเหล่านี้ก็ต้องขาดรายได้ ดอกเบี้ยเงินกู้ที่ธุรกิจเหล่านี้จะต้องเสียให้แก่ธนาคาร ความเสียหายที่จะเกิดขึ้นต่อธนาคารต่างๆ หากลูกหนี้รายใหญ่ต้องเลื่อนการชำระหนี้ออกไป และยังไม่รวมถึงความเสียหายที่เกิดขึ้นต่อเครดิตภาพของประเทศโดยรวมของประเทศและความเชื่อมั่นในระบบกฎหมายในเรื่องการลงทุนจากต่างชาติ
กรณีที่ผู้เขียนอยากจะตั้งคำถามกับสังคมว่า ค่าเสียหายเหล่านี้ทั้งหมดใครจะเป็นคนรับผิดชอบ ศาลปกครองที่ตัดสินเช่นนี้จะจ่ายหรือไม่ รัฐบาลที่ละเลยไม่ได้ปฏิบัติตามกฎหมายจะจ่ายหรือไม่ หรือ บริษัทที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่ที่ทำตามที่ภาครัฐบอกให้ปฏิบัติทุกอย่างแล้วก็ถูกหยุดโครงการจะต้องรับเคราะห์ และอย่าลืมว่าประเด็นสำคัญอยู่ที่ว่า คำสั่งในคดีนี้เป็นเพียงแค่คำสั่งบรรเทาทุกข์ชั่วคราวไม่ใช่คำพิพากษา หากคำพิพากษาในคดีนี้หลังจากที่มีการสอบข้อเท็จจริงอย่างละเอียด มีการเบิกความคดีจากทุกๆ ฝ่ายทั้งผู้เชี่ยวชาญทางวิทยาศาสตร์และสิ่งแวดล้อมในชั้นศาลแล้ว ผลปรากฎว่ามลพิษไม่ได้เกิดขึ้น ประชาชนเจ็บป่วย เจ็บป่วยจากสาเหตุอื่น ประเด็นทางวิชาการก็จะเกิดขึ้นว่า แล้วผลเสียหายที่กล่าวไปแล้ว ใครจะเป็นคนรับผิดชอบ แล้วศาลปกครองจะมี Accountability (ความรับผิดรับชอบ) อย่างไรกับสังคม
อย่างที่กล่าวไปแล้วว่าค่าเสียหายในคดีนี้นั้นมากมายมหาศาลเกินกว่าที่จะมาเป็นสนามเด็กเล่นให้ผู้ใหญ่ในบ้านเมืองปู้ยี้ปู้ยำ วันนี้สิ่งที่สังคมไทยต้องหาคำตอบก็คือ ใครจะเป็นผู้รับผิดชอบค่าเสียหายที่เกิดขึ้นทั้งหมด เพราะหากทุกๆ ฝ่ายทำตัวเป็นทองไม่รู้ร้อนอยู่อย่างนี้ ทุกฝ่ายลอยตัวทั้งหมด ในเรื่องความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่พวกเราพูดกันหนักหนา ก็ไม่มีทางที่จะกลับคืนมาได้ กรณีนี้ผู้เขียนเห็นว่าหากศาลปกครองนั้นต้องการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชนผู้ฟ้องคดีนี้ ศาลปกครองจะต้องคำนึงถึงผลเสียหายจากคำสั่งบรรเทาทุกข์ชั่วคราว การสั่งหยุดโครงการเพราะไม่ทำตามกฎหมายสามารถทำได้ แต่ต้องอย่าลืมว่ากรณีดังกล่าวเอกชนเหล่านี้ไม่ได้มีความผิดอะไรเลย ถ้าจะให้เขาต้องมานั่งรับกรรมค่าเสียหายทั้งหมด ถึงแม้ว่าจะเป็นบริษัทไทยก็ตาม คงต้องมีแผนปรับย้ายการลงทุนเป็นแน่
สิ่งที่น่าจะพอรับได้ หากศาลปกครองมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะสั่งบรรเทาทุกข์ชั่วคราว ณ วันที่ศาลสั่งคำสั่งนี้ศาลปกครองต้องอย่าลืมหลักกฎหมายปกครองที่สำคัญที่สุด “หลักการเยียวยา” (Compensation) วันนั้นที่ศาลสั่ง ศาลจำเป็นต้องให้คำตอบที่ชัดเจนกับเอกชนว่าความเสียหายที่เกิดขึ้นเนื่องจากหน่วยงานรัฐไม่ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ตามมาตรา 67 วรรค 2 ของรัฐธรรมนูญ ต้องถือว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องนั้นทำละเมิดกับประชาชน ภาครัฐต้องจ่ายค่าเสียหายที่พิสูจน์ได้ทั้งหมด หากเรื่องนี้สามารถจบได้ดังที่ผู้เขียนเสนอ อย่างน้อยนักลงทุนก็จะมีความเชื่อมั่นในการบริหารราชการแผ่นดินของประเทศไทยว่า ณ แผ่นดินผืนนี้มีหลักนิติธรรมอยู่จริง ถึงแม้โครงการจะหยุดแต่รัฐไทยก็มิได้นิ่งดูดาย แต่มีการชดเชยให้กับผู้ที่ต้องรับเคราะห์กรรมจากความผิดพลาดของฝ่ายรัฐเอง
แต่อย่างไรก็ตามคำสั่งศาลปกครองดังกล่าวไม่ได้มีการกล่าวถึงเรื่องการเยียวยาให้ภาคเอกชนแม้แต่น้อย สิ่งที่ศาลปกครองอาจจะยังพอแก้ไขได้ก็คือหากเอกชนฟ้องหน่วยงานราชการในคดีให้รับผิดชอบค่าเสียหาย ศาลปกครองอาจจะยังมีโอกาสทำให้ความเชื่อมั่นของเอกชนกลับมาอีกครั้ง อันที่จริงเรื่องการเยียวยาในประโยชน์ที่เสียหายใน พ.ร.บ. วิธีปฏิบัติราชการ พ.ศ.2539 มีหลักปฏิบัติในการเพิกถอนคำสั่งที่มิชอบด้วยกฎหมายในกรณีที่เอกชนไม่มีส่วนผิดอยู่แล้ว แต่อย่างไรก็ดี กรณีมาบตาพุดนั้นพิเศษกว่าตรงที่ความเสียหายครั้งนี้เกิดจากคำสั่งบรรเทาทุกข์ชั่วคราวเท่านั้น ยังไมถึงขั้นมีการเพิกถอนใบอนุญาต ปัญหานี้จึงเป็นปัญหาที่ศาลปกครองจะต้องพิจารณาว่าจะชดเชยเยียวยาความเสียหายให้แก่ภาคเอกชนอย่างไร
อำนาจสั่งบรรเทาทุกข์ชั่วคราวนั้นก็เป็นอีกประเด็น แม้จะมีประโยชน์มากในการคุ้มครองเสรีภาพของบุคคลที่จะได้อาจถูกละเมิดจากภาครัฐ แต่ก็อาจจะทำให้เกิดผลกระทบต่อสังคมได้มากเช่นกัน เพราะศาลปกครองต่างกับศาลยุติธรรมที่พิพากษาไปตามอรรถแห่งคดี คำพิพากษานั้นผูกพันคู่ความเท่านั้น แต่ศาลปกครองนั้นเป็นศาลที่มีเขตอำนาจกว้างขวาง การพิพากษา รวมถึงการสั่งบรรทุกข์ชั่วคราว จึงทำให้เกิดผลกระทบต่อสาธารณชนในวงกว้าง นอกจากนี้มีข้อสำคัญที่ต้องพิจารณามากคือ การออกคำสั่งบรรเทาทุกข์ชั่วคราวมักมีคำสั่งด้วยความรวดเร็วเพื่อให้ทันต่อการคุ้มครองเสรีภาพของผู้ฟ้องคดี ซึ่ง ณ จุดนี้เองที่น่าห่วงว่าการที่ศาลปกครองจะสั่งคำสั่งนี้ออกไป อาจทำให้ละเลยถึงรายละเอียดที่สำคัญ รวมถึงข้อเท็จจริงที่ไม่อาจพิจารณาได้ในระยะเวลาอันสั้น ประเด็นนี้สังคมจึงควรคิดว่า การออกคำสั่งบรรเทาทุกข์ชั่วคราว ควรหรือไม่ที่จะต้องมีกรอบบางอย่างเพื่อจำกัดอำนาจของศาลปกครองมากกว่านี้ มิฉะนั้น คำสั่งบรรเทาทุกข์ชั่วคราวอาจทำให้เกิดความเสียหายแก่สังคมในวงกว้างได้
ทั้งนี้ อำนาจสั่งมาตรการบรรเทาทุกข์ ปัจจุบันมีขอบเขตเพียงแค่มาตรา 66 ของ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 ซึ่งกำหนดเพียงแต่ว่า เมื่อกรณีที่ศาลเห็นสมควรก็สามารถกำหนดมาตรการใดเพื่อบรรเทาทุกข์ตามที่ระเบียบของที่ประชุมใหญ่ศาลปกครอง กล่าวคือตามข้อกำหนดที่ 72 1.ศาลเห็นว่าคำสั่งน่าจะมิชอบด้วยกฎหมาย 2. การให้กฎหรือคำสั่งทางปกครองบังคับต่อไปจะเกิดผลเสียหายร้ายแรงยากแก่การเยียวยาในภายหลัง 3.การทุเลาการบังคับตามคำสั่งทางปกครองจะต้องไม่เป็นอุปสรรคแก่การบริหารงานของรัฐหรือแก่การบริการสาธารณะ ซึ่งหากครบเงื่อนไขเหล่านี้ศาลปกครองอาจกำหนดมาตรการต่างๆ ได้ ซึ่งเมื่อพิจารณาแล้ว หลักเกณฑ์ต่างในการสั่งคำสั่งชนิดนี้ที่ค่อนข้างดีอยู่แล้ว แต่เมื่อมีปัญหาเกิดขึ้น ศาลปกครองเองอาจต้องมีการประชุมกันเพื่อทบทวนระเบียบเหล่านี้ หรือ ครม.อาจต้องพิจารณาแก้ไขหลักการในมาตรา 66 ของกฎหมายดังกล่าวให้รัดกุมยิ่งขึ้นและใช้อำนาจดังกล่าวในกรณีที่จำเป็นจริงๆ เพื่อที่จะไม่ให้อำนาจนี้เป็นอำนาจที่เป็นการขัดขวางการบริหารราชการแผ่นดินอย่างเช่นในปัจจุบัน
ส่วนในเรื่องของที่มาของตุลาการศาลปกครองนั้น อาจมีความจำเป็นที่จะต้องมีการทบทวนเช่นกัน เนื่องจากหากศาลปกครองต้องการที่จะใช้อำนาจเช่นนี้ต่อไป ผู้เขียนอาจตอบคำถามนี้ได้ว่า สามารถใช้อำนาจเชิง “ตุลาธิปไตย” หรือตุลาการภิวัฒ์ที่เรียกกันตามสมัยนิยม (อำนาจตุลาการเป็นใหญ่ หรือมีผลต่อการดำเนินนโยบายของรัฐ) นั้นสามารถทำได้ แต่ที่มาของอำนาจนั้นต้องมีความเชื่อมโยงกับประชาชนเจ้าของอำนาจด้วย โดยแนวทางที่เราใช้อยู่นั้นอาจต้องมีการแก้ไขปรับปรุง เช่น การสอบเข้าของตุลาการในศาลปกครองชั้นต้นนั้นอาจพอยอมรับได้ เนื่องจากเราต้องการผู้ปฏิบัติ บุคลากรผู้เป็นตุลาการเป็นจำนวนมาก แต่ตุลาการศาลปกครองสูงสุดที่จะทำหน้าที่วางนโยบายต่อไปของประเทศ ต้องมีความเชื่อมโยงกับประชาชนมากกว่านี้
กล่าวคือ ณ ปัจจุบัน ตุลาการศาลปกครองสูงสุดมาจากคัดเลือกผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งกรรมการศาลปกครองเป็นคนตั้ง แล้วจึงขอความเห็นชอบจากวุฒิสภาอีกครั้งหนึ่ง กรรมการศาลปกครอง 9 คน มาจากที่ประชุมใหญ่ศาลปกครอง ขณะที่เพียง 2 คนที่มาจากวุฒิสภา และคนเดียวจาก ครม. ซึ่งที่มาของตุลาการศาลปกครองสูงสุดเช่นนี้ไม่อาจตอบคำถามสังคมได้เลยว่า กรรมการศาลปกครองในส่วนของตุลาการศาลปกครองทั้ง 9 คนซึ่งเป็นเสียงข้างมากในการจะคัดเลือกตุลาการศาลปกครองสูงสุด นำอำนาจส่วนใดจากประชาชน มาคัดเลือกคนที่จะตัดสินคดีที่กระทบต่อการบริหารราชการแผ่นดินขนาดนี้ ซึ่งแนวทางที่ควรจะเป็นอาจต้องมีส่วนของฝ่ายการเมืองเพิ่มมากขึ้น หรือมีบุคคลที่ฝ่ายการเมืองเลือกเข้ามาบ้าง เนื่องจากฝ่ายการเมืองหรือรัฐสภา เขาก็เป็นผู้แทนของปวงชนนั่นเอง ประชาชนเลือกเขาเหล่านั้นมาเพื่อกำหนดนโยบายประเทศ เพราะว่าเพียง 3 คนจากฝ่ายการเมืองไม่มีประโยชน์อะไรเลยกับเสียงทั้งหมดถึง 12 เสียงในกรรมการศาลปกครองที่จะคัดเลือกตุลาการศาลปกครองสูงสุดต่อไป
สิ่งที่ผู้เขียนเสนอทั้งหมดในวันนี้ ผู้เขียนอยากขอให้สังคมรวมถึงผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องวิเคราะห์ด้วยใจเป็นกลาง เนื่องจากที่สิ่งที่เสนอทั้งหมดเป็นสิ่งที่จะมีประโยชน์ต่อสังคม รวมถึงส่งผลดีต่อตัวองค์กรศาลปกครองเองด้วย เพราะเนื่องจากว่า หากศาลปกครองมีเขตอำนาจที่ชัดเจน รวมไปถึงมีที่มาที่มีความเชื่อมโยงกับประชาชน และที่สำคัญคือสามารถตอบประชาชนได้ว่าเอาอำนาจอะไร มาจากที่ใด อำนาจของศาลปกครองก็จะยิ่งมีความชอบธรรม (Justified) ความน่าเชื่อถือต่อองค์กรศาลปกครองก็จะตามมา ทำให้องค์กรศาลปกครองเองนั้นสามารถที่ทำหน้าที่ให้ความเป็นธรรม เพื่อคุ้มครองสิทธิเสรีภาพและเป็นที่พึ่งพิงของประชาชนยามถูกอำนาจรัฐรังแก และเมื่อนั้นคำว่าเพื่อประโยชน์สาธารณะ คำติดปากนักกฎหมายมหาชนจะได้เป็นความจริงเสียที
คำชี้แจง
เว็บไซต์ประชาไท ให้บริการพื้นที่แสดงความคิดเห็นต่อข่าวและบทความแบบสาธารณะ ขอความร่วมมือในการแสดงความคิดเห็นโดยเคารพกฎหมาย, ความเห็นที่แตกต่าง และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของผู้อื่น
- ประชาไทแสดงหมายเลขไอพี* ของผู้โพสต์ประกอบความเห็นเสมอ
- ประชาไทไม่มีนโยบายกรองข้อความก่อนการแสดงผล
- อย่างไรก็ตามขอสงวนสิทธิ์ในการปิดการแสดงความเห็นที่ไม่เป็นไปตามกติกาหากตรวจสอบพบภายหลัง
ทั้งนี้ข้อความที่โพสต์จะยังไม่ปรากฎในทันที ซึ่งเป็นข้อจำกัดด้านเทคนิค
จึงเรียนมาเพื่อทราบและขอบคุณในความร่วมมือ
* หมายเลขไอพีปัจจุบันใช้เป็นข้อมูลที่เชื่อมโยงกลับไปที่ข้อมูลการเชื่อมต่อ อินเทอร์เน็ต ซึ่งอาจระบุไปถึงแหล่งที่มาการโพสต์หรือบุคคลที่โพสต์ได้ นอกจากนี้ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ มาตรา 26 กำหนดให้ผู้ให้บริการต้องเก็บข้อมูลจราจรคอมพิวเตอร์ไว้ 90 วัน












This is an excellent article.
This is an excellent article.
ขอบคุณครับอาจารย์
ขอบคุณครับอาจารย์ ติดตามผลงานของอาจารย์อยู่เหมือนกันครับ
ความเห็นแบบlayman หนึ่ง
ความเห็นแบบlayman
หนึ่ง หากคิดว่าการตัดสินของศาลปกครอง ถูกต้องชอบธรรมแล้ว เอกชนที่ได้รับความเสียหายจากคำตัดสินหรือคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว โดยที่ตนไม่ได้กระทำผิด ย่อมมีสิทธิฟ้องหน่วยงานรัฐ เนี่องจากตนทำตามที่หน่วยงานรัฐนั้นๆ ชี้นำ ก็จะเกิดการฟ้องร้องเป็นงูกินหางแน่นอน ทั้งนี้ หน่วยงานของรัฐที่ทำการผิดพลาด ต้องออกมาแสดงความรับผิดชอบด้วยจึงจะถูก แต่ว่าต่อไปนี้ เมื่อมีข้อสงสัยในการบังคับใช้กฏหมายใดๆ คงจะรุม"ปรึกษา"ศาลปกครอง จนไม่ได้กินไม่ได้นอนแน่
สอง เห็นด้วยล้านเปอร์เซ็นต์กับข้อเสนอที่ว่า ศาลปกครองต้องมีที่มา ที่เชื่อมโยงกับเจ้าของอำนาจอธิปไตยที่ชัดเจนกว่านี้ เพื่อแสดงaccountability ขณะเดียวกัน ขบวนการคัดเลือกตัวบุคคลมาดำรงตำแหน่ง กระบวนการในการพิจารณาคดีต้องโปร่งใส ให้ตรวจสอบได้ทุกขั้นตอน เพื่อป้องกันการใช้อิทธิพลอื่นๆ มาส่งผลกระทบต่อการดำเนินงาน หากว่าบริสุทธิ์ใจจริงๆ ทำไมจะต้องกลัวการตรวจสอบ
ที่จริง อำนาจตุลาการทั้งระบบ เป็นอำนาจที่ลึกลับและขาดการเชื่อมโยงกับเจ้าของอำนาจอธิปไตยตัวจริงมานานแล้ว ไม่ไช่แค่ศาลปกครองเท่านั้น
เรื่อง
เรื่อง ประชาชนมาบตาพุดต้องการอุตสาหกรรมต่อไป
และโปรดพิจารณาแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ไม่เป็นประชาธิปไตย
กราบเรียน นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรี
ประธานสภาผู้แทนราษฎร และรองประธานสภา
ประธานวุฒิสภา และรองประธานสภา
ผู้ว่าการ การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย
ผู้ว่าราชการจังหวัดระยอง
นายกเทศมนตรี เทศบาลเมืองมาบตาพุด และชุมชน 31 แห่งในเขตเทศบาล
ตามที่รัฐบาลของ ฯพณฯ ได้พยายามแก้ไขปัญหามลพิษในพื้นที่มาบตาพุด มูลนิธิประเมินค่าทรัพย์สินแห่งประเทศไทยได้สนับสนุนรัฐาลด้วยการส่งคณะนักวิจัยลงพื้นที่มาบตาพุดเพื่อสำรวจความเห็นของประชาชนในพื้นที่เมื่อวันที่ 14, 15 และ 22 พฤศจิกายน ศกนี้ และได้สรุปผลการศึกษามานำเสนอต่อรัฐบาลเพื่อการใช้ประโยชน์ต่อไป
โดยสรุปแล้ว การศึกษานี้พบว่า ประชาชนในมาบตาพุดต้องการให้อุตสาหกรรมขยายตัวต่อไป ชุมชนและประชาชนในพื้นที่ควรมีส่วนในการตัดสินอนาคตของตนเองโดยให้เข้าเป็นคณะกรรมการ 4 ฝ่ายแก้ไขปัญหามาบตาพุด สำหรับทางออกที่ควรดำเนินการสำหรับรัฐบาลก็คือ
1. ควรดำเนินคดีกับการปล่อยมลพิษของโรงงานหลายแห่งในพื้นที่ซึ่งถือเป็นการละเมิดกฎหมายและละเมิดต่อชุมชนโดยเคร่งครัด
2. ควรจัดทำประชามติเพื่อแสดงฉันทามติและเป็นการเคารพเสียงส่วนใหญ่ของประชาชน
3. ซื้อหรือเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ที่อยู่ในบริเวณที่จำเป็นสำหรับการขยายตัวของอุตสาหกรรม ทั้งนี้เพื่อผลประโยชน์แก่ทุกฝ่าย โดยคำนึงถึงการจ่ายค่าทดแทนให้เหมาะสม ซึ่งอาจจ่ายสูงกว่าราคาตลาด
4. และรัฐบาลควรพิจารณาเสนอรัฐสภาเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ (มาตรา 67) ซึ่งไม่เป็นประชาธิปไตย ไม่รับฟังเสียงของชุมชนและประชาชนในพื้นที่ แต่ถือเอาความเห็นขององค์การและสถาบันบางแห่ง
อนึ่งการสำรวจวิจัยนี้ มูลนิธิขอยืนยันว่าได้ดำเนินการด้วยความบริสุทธิ์ใจ ไม่ได้มีส่วนได้ส่วนเสีย ไม่ได้มีอคติ และไม่ได้รับอามิสหรือผลประโยชน์จากผู้ใด
จึงเรียนมาเพื่อโปรดพิจารณา
ขอแสดงความนับถือ
(ดร.โสภณ พรโชคชัย)
ประธานกรรมการบริหาร
มูลนิธิประเมินค่าทรัพย์สินแห่งประเทศไทย
อ่านข้อเสนอในรายละเอียดได้ที่ http://www.thaiappraisal.org/thai/letter/letter17.htm
หรือที่ http://www.prachatai.com/journal/2009/12/26948
อ่าน การแก้ไขรัฐธรรมนูญ
อ่าน การแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่มาตรา 67 จากกรณีตัวอย่างมาบตาพุด
http://www.prachatai.com/journal/2009/12/26948
ขอปรบมือให้กับผู้เขียนบทความ
ขอปรบมือให้กับผู้เขียนบทความ
ขอแสดงความเห็นในฐานะชาวบ้าน
ครั้งหนึ่ง รถเมล์ขึ้นราคา ก็ไม่มาก ระดับ 50 สตางค์ บาท สองบาท ขึ้นได้วันสองวัน มีคนไปร้องศาลปกครอง บอกเป็นตัวแทนประชาชน ศาลปกครอง ระงับไม่ให้ขึ้น รถเมล์หยุดเดินรถ บอกขาดทุน ชาวบ้านจำนวนมากเดือดร้อนไม่มีรถไปทำงาน วันต่อมาศาล ยกเลิกคำสั่งห้ามขึ้นราคา เรื่องราวทำนองเดียวกันเกิดกับการขึ้นค่าโดยสารเรือด่วน มีคนไปฟ้องศาลปกครอง ขอให้ระงับขึ้นราคา คราวนี้ศาลไม่รับพิจารณา
สงสัยอยู่ในใจว่าอำนาจศาลปกครอง มันครอบคลุมอะไรบ้าง เรื่องเล็กใหญ่แค่ไหน และ เวลาจะพิจารณาว่าประชาชนเดือดร้อน มีหลักเกณฑ์พิจารณาว่าใครเป็นประชาชนไหม
เรื่องมาบตาพุด สงสัยเหมือนกันว่า ถ้าไม่ใช่กลุ่มทุนปูนซิเมนท์ไทย จะมีคนมาพูดแทนมากเช่นนี้ไหม
แล้วถ้าเชื่อว่าศาลปกครองถูกต้อง รัฐธรรมนูญ 50 ที่ให้อำนาจศาลปกครองถูกต้อง ทำไมจะต้องมาตั้งกรรมการสี่ฝ่ายมีคุณอนันท์ เป็นประธาน อำนาจคุณอนันท์ จะไปล้มคำตัดสินศาลได้หรือ
และถ้าศาลปกครองพิจารณา รอบคอบถูกต้อง มีคนแย้งที่ ก็อนูญาติ ที่ละโรงงาน สองโรงงาน แล้วแบบนี้ ใครจะเชื่อคำสั่งศาลปกครองว่าเป็นอันเด็ดขาด
สรุป ช้ากว่านี้
สรุป ช้ากว่านี้ เขาขู่ย้ายฐานผลิตแน่นอน
ไม่เป็นไร
ไม่เป็นไร เมื่อเก็บภาษีได้น้อยลง จากกรณีของมาบตาพุด ก็โปรดพิจารณาลดเงินเดือนของตุลาการลงด้วย อย่ากู้เอามาจ่ายก็แล้วกัน สงสารลูกหลานไทยในอนาคต ต้องมาจ่ายหนี้แทนนะ มาร์ค
ถ้าปล่อยแบบนี้ไปเรื่อยๆโดยไม่
ถ้าปล่อยแบบนี้ไปเรื่อยๆโดยไม่แก้ไข ประเทศไม่จำเป็นต้องมีรัฐบาลก็ได้
แต่ควรเชิญบรรดาตุลาการมาบริหารราชการแผ่นดินแทนรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนเลยดีกว่า เพื่อความสงบสุขของแผ่นดิน เพราะไม่อย่างนั้นเมื่อรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งออกนโยบายหรือสั่งการอะไรต่างๆไปตามอำนาจและหน้าที่ ก็ต้องมาเจอปัญหาแบบมาบตาพุดแบบไม่หยุดไม่หย่อน ซึ่งถ้าเป็นแบบนี้เชิญตุลาการมาบริหารแล้วไม่ต้องมีการเลือกตั้ง รับรองการกระทำใดๆก็ไม่ผิดแน่ๆตามความต้องการของเหล่าตุลาการทั้งหลาย
แต่สิทธิปวงชนชาวไทยก็ต้องหายไปด้วย ถ้าต้องเป็นเช่นนั้น
อยากให้มอง
อยากให้มอง มุมมองด้านสิ่งแวดล้อมเข้ามาด้วยครับ ผมเองเล่นหุ้น เสียไปเยอะเหมือนกัน แต่มองกลับกัน ถึงเวลาสะทีที่จะมามองกันด้านสิ่งแวดล้อมบ้าง อย่างอ้างแต่เศรษฐกิจๆ
หมั่นไส้พฤติกรรมศาลโป*กครองมา
หมั่นไส้พฤติกรรมศาลโป*กครองมากขึ้นเรื่อยๆ พักหลังนี่
ที่บทความนี้เขียนตรงใจที่สุด ก็คือความไม่ชัดเจนในเรื่องเขตอำนาจของศาลโป*กครองนี่แหละ คดีอะไรมั่งเนี่ยที่จะนับว่าเป็นคดีทางการปกครอง ตอนนี้มั่วไปหมดแล้ว ตามใจศาล อยากตัดสินคดีไหนก็บอกว่าเรื่องนั้นเป็นคดีปกครองเฉยเลย มาตรฐานอยู่ตรงไหนก็ไม่รู้
ตั้งแต่การก้าวล่วงมาก้าวก่ายการดำเนินนโยบายต่างประเทศของอำนาจบริหารในกรณีบันทึก ไทย กพช ปราสาทพระวิหาร เรื่องเปิดผับซานติก้า เรื่องมาบตาพุด กระทั่งเรื่องสมาคมยิงปืนกับนักกีฬายิงปืนไทยที่อยากจะไปซีเกมส์
ตกลงคดีไหนมันเป็นคดีทางปกครองจริงๆ และคดีไหนเป็นคดีทางโป*กครองกันมั่งเนี่ย
ถ้าสรุปเอาง่ายๆ ตามความเข้าใจของตนเองประสาเลย์แมนเหมือนกัน ดูเหมือนปรัชญาของการตั้งศาลปกครองก้คือว่า ถ้าชาวบ้านเดือดร้อนจกการดำเนินการของรับหรือเจ้าหน้าที่รัฐ ถูกรัฐรังแก แล้วจะไปฟ้องศาลยุติธรรมปกติธรรมดาก็ไม่แน่ใจว่าจะได้รับการคุ้มครองให้พ้นจากการถูกรังแกได้หรือไม่ เพราะเป็นการสู้กันระหว่างรัฐหรือเจ้าหน้าที่รัฐ กับชาวบ้าน ตัวเล็ก "ท่าน" ว่าคดีอย่างนี้ให้ตั้งศาลปกครองขึ้นมาดุแลซะ นี่ปรัชญาพื้นฐานของศาลปกครองใช่ไหม
แต่ประเด็นที่เลย์แมนคนนี้สงสัย แล้ว "ท่าน" ก็ไม่ได้ว่าไว้ซะด้วย ก็คือ ถ้าชาวบ้านถูกเจ้าหน้าที่รัฐหรือรัฐเองรังแก ให้ไปฟ้องศาลปกครอง โอเค แล้วถ้าหากว่าชาวบ้าน หรือแม้กระทั่งเจ้าหน้าที่ หรือตัวรัฐเอง ถูกศาลโป*กครองรังแกซะเองแล้วล่ะ จะให้ไปฟ้องร้องเอากะใครต่อไปล่ะครับ
ผมคยถามอัยการท่านหนึ่งในประเด็นนี้ ท่านหัวเราะหึๆ แล้วบอกว่า ไปฟ้องศาลพระภูมิซีครับ (เดาว่า ท่านอาจมีความในใจว่า ทั้งสองศาลเป็นพวกเทวดาคล้ายๆ กันกระมัง)
อันที่จริง ถ้าศาลโป*กครองถือตามที่ได้กำหนดบรรทัดฐานไว้เอง ในกรณีคดีประชาชนบางคนบอกว่าตัวเองเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย เมื่อเขาเห็นว่ารัฐมนตรีต่างประเทศนพดลกำลังจะดำเนินการกับกัมพูชา ทำให้เขาคิดไปเองว่าจะกระทบอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนของเขา เขาเลยตั้งตัวเป็นตัวแทนคนไทย 60ล้านคน มาฟ้องร้องคดีทางปกครองกับศาลโป*กครอง แล้วศาลก็ดันเสิอกรับฟ้องซะด้วยสิ - นั้น ด้วยมาตรฐานนี้ งั้นต่อไปนี้ประชาชนอีกบางคนที่เขาคิดว่าอำนาจอธิปไตยที่เขามีส่วนเป็นเจ้าของ ได้รับผลกระทบด้วยการทีทหารซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่รัฐทำรับประหาร เขาก็ย่อมจะถือได้ว่านี่เป็นคดีทางปกครองด้วย และมาฟ้องศาลปกครองได้ด้วยน่ะสิ
ถ้าเขาฟ้องขึ้นมาจริงๆ โดยตรรกะนี้ ศาลโป*กครองอย่าหน้าตัวเมียหรือกลืนน้ำลยตัวเองนะครับ
เป็นบทความที่ดีมากนะครับ
เป็นบทความที่ดีมากนะครับ เสียดายที่มาโพสต์ลงในเว็บนี้ซึ่งคนทั่วไปอาจคิดมีอคติได้
ขอบคุณผู้เขียนบทความครับ วันน
ขอบคุณผู้เขียนบทความครับ
วันนี้ 30 ธ.ค. ศาลปกครองจะมีนัดแถลงคำพิพากษา (เสียที) กรณีแถลงการณ์ร่วมไทยกัมพูชาเรื่องปราสาทพระวิหาร หรือจากศาลปกครองมีคำสั่งคุ้มครอง "ชั่วคราว" มาเนิ่นนานเป็นระยะเวลาหลายรัฐบาล หลายรัฐมนตรีต่างประเทศ และสัมพันธ์ไทยกัมพูชาได้คลี่คลายเปลี่ยนแปลงดิ่งลงเหวไปมากแล้ว ก็ยังดีที่ไม่คาคำสั่งชั่วคราวไว้ชั่วกัลปาวสาน ไม่ทราบเหมือนกันว่าศาลจะได้มีโอกาสใช้ดุลพินิจทบทวนพัฒนาการต่างๆ ที่เกิดขึ้นตั้งแต่รับคดีมาดูจนถึงวันนี้หรือเปล่า แล้วรู้ตัวหรือยังว่าศาลได้กลายเป็นเครื่องมือของเหลืองเขา มิใช่เครื่องมือประสาทความยุติธรรม หรือจะรู้ตัวมาตั้งแต่ต้นแล้วก็ไม่ทราบ
ท่านตระลาการทั้งหลายน้อ... ตอนที่ตราครุฑทองคำองค์ใหญ่หน้าตึกศาลถูกแมงอะไรไปทำรังเปรอะเปื้อนดำปึ้ดปิดหน้าครุฑไปค่อนหน้าน่ะ แทนที่จะเห็นเป็นลสงว่าฟ้าดินส่งสัญญาณเตือนว่ากำลังทำอะไรไม่ชอบมาพากล ดันแก้เกี้ยวไปว่า ทางไสยศาสตร์ ผึ้งหลวงมาทำรังในบริเวณอาคารถือเป็นเรื่องมงคล ดีแล้วงามแล้ว ตามตำราที่ท่านอ้างโธ่ ผึ้งหรือต่อหรือแมงอะไรก็ไม่ทราบล่ะ แต่เลือกมาทำรังดำปื๋อเปรอะเปื้อนหน้าครุฑเห็นชัดๆ อย่างนั้นก็ใช้สามัญสำนึกคิดเองแล้วกันว่าลางดีหรือไม่ดี
ติดตามต่อไปครับ
ขอบคุณสำหรับบทควาามดีๆครับ ผม
ขอบคุณสำหรับบทควาามดีๆครับ
ผมเห็นด้วยกับคำเห็นของผู้เขียนที่ศาลปกครองลืมหลัก "การเยียวยา" ครับ การคุ้มครองชั่วคราวมันไม่ได้ดุลกับการคุ้มครองสิ่งแวดล้อม