นางอังคณา นีละไพจิตร ทำจดหมายเปิดผนึกถึงนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี พร้อมสำเนาถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ เรื่อง 1 ปีรัฐบาลนายกอภิสิทธิ์และคดีทนายสมชาย นีละไพจิตร ระบุว่า ตั้งแต่นายอภิสิทธิ์ เข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และได้แถลงต่อสาธารณะถึงแนวคิดจะตั้งคณะทำงานพิเศษเพื่อรื้อฟื้นคดีสำคัญที่สังคมให้ความสนใจ ซึ่งหนึ่งในคดีต่างๆ นั้นคือ คดีการบังคับสูญหายนายสมชาย นีละไพจิตร แต่จนปัจจุบันที่รัฐบาลได้บริหารงานครบ 1 ปี แต่คดีดังกล่าวซึ่งกรมสอบสวนคดีพิเศษได้รับเป็นคดีพิเศษตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2548 กลับไม่มีความก้าวหน้าในทางคดี ในขณะที่พยานสำคัญในคดีนี้ และครอบครัวต่างถูกข่มขู่ คุกคาม และไม่มีความมั่นใจในความปลอดภัยในชีวิต
นางอังคณาในฐานะผู้เสียหาย เรียกร้องต่อนายกในฐานะผู้รับผิดชอบเต็มในการกำกับดูแลกรมสอบสวนคดีพิเศษ ให้เร่งรัดในการดำเนินการสืบสวนสอบสวน และให้ความคุ้มครองพยานอย่างมีประสิทธิภาพ อีกทั้งขอให้มีการพิจารณาแก้กฎหมายให้การบังคับสูญหายโดยไม่สมัครใจ เป็นอาชญากรรม มีโทษตามกฎหมาย และขอให้รัฐบาลลงนาม และให้สัตยาบันในอนุสัญญาต่อต้านการบังคับให้บุคคลสูญหายโดยไม่สมัครใจ ขององค์การสหประชาติ (UN Convention Against Enforced and Involuntary Disappearances) เพื่อให้หลักประกันในการคุ้มครองประชาชนไทย จากการถูกบังคับให้สูญหายโดยเจ้าหน้าที่รัฐ และเพื่อให้ครอบครัวผู้ถูกบังคับให้สูญหายซึ่งเกิดจากการกระทำของเจ้าหน้าที่รัฐสามารถเข้าถึงความยุติธรรมได้
จดหมายดังกล่าวระบุด้วยว่า คดีการบังคับสูญหายนายสมชาย นีละไพจิตร เป็นคดีหนึ่งซึ่งส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรม และหลักนิติธรรมในประเทศไทย โดยเฉพาะกับประชาชนในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งแม้รัฐบาลจะประสบความสำเร็จในการให้ความช่วยเหลือ เยียวยา รวมถึงการพัฒนาในด้านต่างๆ แต่สิ่งเดียวที่รัฐยังไม่เคยให้แก่ประชาชนคือ ความยุติธรรม และความเสมอภาคทางกฎหมาย ดังนั้นจึงต้องการให้นายกกำชับการดำเนินการของ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ปปช.) และกรมสอบสวนคดีพิเศษ ให้รีบเร่งดำเนินการสืบสวนสอบสวน ด้วยความโปร่งใส และเป็นธรรม เพื่อยุติวัฒนธรรมการงดเว้นโทษ สร้างความมั่นใจในความปลอดภัยของพยาน และเพื่อสร้างความความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรมให้แก่พลเมืองไทยทุกคน
๗๓/ ๕ ถนนอิสรภาพ ๑๑ ธนบุรี กทม ๑๐๖๐๐
๒๓ ธันวาคม ๒๕๕๒
กราบเรียน ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี
สำเนาถึง ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม
ท่านอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ
นับแต่ท่านเข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี พร้อมทั้งได้แถลงต่อสาธารณะถึง แนวคิดจะตั้งคณะทำงานพิเศษเพื่อรื้อฟื้นคดีสำคัญที่สังคมให้ความสนใจ เนื่องจากในรัฐบาลที่ผ่านมา คดีสำคัญหลายคดีถูกวิพากษ์ วิจารณ์และถูกมองว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม ถูกทำให้ล่าช้า อีกทั้งผู้เสียหายยังถูกขัดขวางในการเข้าถึงความยุติธรรม ซึ่งหนึ่งในคดีต่างๆนั้นคือ คดีการบังคับสูญหายนายสมชาย นีละไพจิตร
จนปัจจุบันที่รัฐบาลภายใต้การนำของท่านได้บริหารงานครบ ๑ ปี แต่คดีการสูญหายของนายสมชาย นีละไพจิตร ซึ่งกรมสอบสวนคดีพิเศษได้รับเป็นคดีพิเศษตั้งแต่เดือนกรกฎาคม ๒๕๔๘ กลับพบว่าไม่มีความก้าวหน้าในทางคดีแต่อย่างใด ในขณะที่พยานสำคัญในคดีนี้ และครอบครัวต่างถูกข่มขู่ คุกคาม และไม่มีความมั่นใจในความปลอดภัยในชีวิต
ในฐานะผู้เสียหาย ดิฉันมีข้อเรียกร้องต่อท่านในฐานะผู้รับผิดชอบเต็มในการกำกับดูแลกรมสอบสวนคดีพิเศษดังนี้
๑. ขอให้เร่งรัดในการดำเนินการสืบสวนสอบสวน พบว่าจนถึงปัจจุบัน คดีการสูญหายของนายสมชาย นีละไพจิตร ภายใต้การกำดูแลของกรมสอบสวนคดีพิเศษไม่มีความก้าวหน้า ตลอดระยะเวลา ๔ ปีเศษที่กรมสอบสวนคดีพิเศษได้เข้ามารับผิดชอบคดีนี้ ได้มีความพยายามเพียงการหาหลักฐานในแม่น้ำแม่กลอง จังหวัดราชบุรี หลายครั้ง จนปัจจุบันได้มีการพบถังน้ำมันขนาด ๒๐๐ ลิตร ซึ่งเชื่อว่าถูกใช้ในการทำลายศพนายสมชาย จำนวน ๔ ถัง และเศษกระดูกของมนุษย์จำนวนหนึ่งซึ่งเมื่อตรวจสอบแล้วทั้งหมด ไม่พบว่ามีสารพันธุกรรมตรงกับนายสมชาย นีละไพจิตร
๒. การให้ความคุ้มครองพยานอย่างมีประสิทธิภาพ เนื่องจากการสูญหายของนายสมชาย นีละไพจิตร มีความเกี่ยวพันกับเจ้าหน้าที่ตำรวจระดับสูงในการทรมานผู้ถูกควบคุมตัว กรณีปล้นปืนเมื่อวันที่ ๔ มกราคม ๒๕๔๗ ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการสอบสวนของ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ปปช.) ด้วยความล้าช้าของกระบวนการยุติธรรม รวมถึงความไม่มีประสิทธิภาพในการคุ้มครองพยาน ทำให้พยาน และครอบครัวต่างได้รับการคุกคาม และไม่สามารถดำเนินชีวิตได้อย่างปกติ จนปรากฏ;หนึ่งในพยานคือ นายอับดุลเลาะห์ อาบูคารี ซึ่งรอที่จะเป็นพยานเบิกความในศาลอยู่หลายปี ภายใต้ความคุ้มครองพยานของกรมสอบสวนคดีพิเศษ ได้เดินทางกลับภูมิลำเนาในจังหวัดชายแดนภาคใต้ในโอกาสวันสำคัญทางศาสนา เมื่อปลายเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา ต่อมาพบมีข่าวการสูญหายของนายอับดุลเลาะห์เมื่อวันที่ ๑๑ ธันวาคม ขณะนี้เป็นเวลาเกือบสองสัปดาห์ ซึ่งหากการสูญหายของนายอับดุลเลาะห์ เป็นการถูกบังคับให้สูญหายโดยไม่สมัครใจแล้วย่อมจะส่งผลกระทบต่อพยานในคดีนี้ และคดีอื่นๆในความมั่นใจในความปลอดภัย และความเชื่อมั่นในการนำตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษตามกระบวนการยุติธรรม ดิฉันจึงขอให้กรมสอบสวนคดีพิเศษแสดงความรับผิดชอบต่อเรื่องที่เกิดขึ้น และสืบสวนสอบสวนเรื่องนี้โดยเร่งด่วนพร้อมทั้งเปิดเผยข้อเท็จจิงแก่สาธารณะทราบ
๓. ขอให้มีการพิจารณาแก้กฎหมายให้การบังคับสูญหายโดยไม่สมัครใจ เป็นอาชญากรรม มีโทษตามกฎหมาย และขอให้รัฐบาลลงนาม และให้สัตยาบันในอนุสัญญาต่อต้านการบังคับให้บุคคลสูญหายโดยไม่สมัครใจ ขององค์การสหประชาติ (UN Convention Against Enforced and Involuntary Disappearances) เพื่อให้หลักประกันในการคุ้มครองประชาชนไทย จากการถูกบังคับให้สูญหายโดยเจ้าหน้าที่รัฐ และเพื่อให้ครอบครัวผู้ถูกบังคับให้สูญหายซึ่งเกิดจากการกระทำของเจ้าหน้าที่รัฐสามารถเข้าถึงความยุติธรรมได้
ดังเป็นที่ทราบโดยทั่วไปว่า คดีการบังคับสูญหายนายสมชาย นีละไพจิตร เป็นคดีหนึ่งซึ่งส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรม และหลักนิติธรรมในประเทศไทย โดยเฉพาะกับประชาชนในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งแม้รัฐบาลจะประสบความสำเร็จในการให้ความช่วยเหลือ เยียวยา รวมถึงการพัฒนาในด้านต่างๆ แต่สิ่งเดียวที่รัฐยังไม่เคยให้แก่ประชาชนคือ ความยุติธรรม และ ความเสมอภาคทางกฎหมาย ดิฉันจึงขอความกรุณามายังท่านโปรดกำชับการดำเนินการของ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ปปช.) และกรมสอบสวนคดีพิเศษ ให้รีบเร่งดำเนินการสืบสวนสอบสวน ด้วยความโปร่งใส และเป็นธรรม ทั้งนี้เพื่อยุติวัฒนธรรมการงดเว้นโทษ (Impunity) เพื่อสร้างความมั่นใจในความปลอดภัยของพยาน และเพื่อสร้างความความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรมให้แก่พลเมืองไทยทุกคน
ขอแสดงความนับถืออย่างสูง
(นางอังคณา นีละไพจิตร)
ปัญหาความมั่นคงที่เป็นปัญหาให
ปัญหาความมั่นคงที่เป็นปัญหาใหญ่ปัญหาหนึ่งก็คือปัญหาภาคใต้ ผมอยากเรียนครับว่าถ้าดูตัวเลขสถิติของ 1 ปีที่ผ่านมานั้นเหตุการณ์ความรุนแรงลดลงเพียงเล็กน้อย ผมได้พูดไปแล้วครับว่าผมไม่ได้พอใจละครับ แต่ผมถือว่ามันเป็นความต่อเนื่องของการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ฝ่ายความ มั่นคงที่ดูแลให้สถานการณ์นั้นมีความรุนแรงน้อยลง แต่ขณะเดียวกันรัฐบาลได้เดินหน้าชัดเจนในการปรับเปลี่ยนนโยบายในการแก้ไข ปัญหาภาคใต้ มีการตั้งองค์กรก็คือตัวคณะรัฐมนตรีที่มาดูแลภาคใต้เป็นการเฉพาะ เดินหน้าเขตเศรษฐกิจพิเศษ จัดงบประมาณลงไป มีเป้าหมายที่ชัดเจน ทั้งในลักษณะโครงการที่ลงไปจากบนลงล่าง และจากโครงการระดับหมู่บ้านที่ทำงานคู่กับทางเจ้าหน้าที่ขึ้นมา แล้วก็เริ่มมีการดำเนินการที่จะปรับแนวของการใช้กฎหมายต่าง ๆ เช่น 4 อำเภอจังหวัดสงขลา ยกเลิกกฎอัยการศึกแล้ว กำลังเอากฎหมายความมั่นคงมาใช้ แล้วขณะเดียวกันในส่วนของการบังคับใช้พระราชกำหนดใน 3 จังหวัดก็มีการปรับปรุงระบบร้องเรียนต่าง ๆ เพื่อดูแลว่าไม่มีการไปใช้อำนาจในทางที่ผิด การเยียวยา การสนับสนุนเรื่องการศึกษา และการดำเนินการที่จะปรับปรุงโครงสร้างขององค์กรที่จะดูแลเรื่องนี้ ที่เรียกว่า ศอ.บต. ก็ได้มีการผลักดันกฎหมายนี้จนสภาฯ รับหลักการไปแล้ว อันนี้ก็เป็นความคืบหน้าในการแก้ไขปัญหาของภาคใต้นะครับ
ถือว่าตอบแล้วนะ
ท่านนายกฯ ไม่ว่างค่ะ
ท่านนายกฯ ไม่ว่างค่ะ มัวแต่ทำงานเพื่อรักษาภาพพจน์และตำแหน่ง หุหุ
คดีชิปปิ้งหมูด้วย
คดีชิปปิ้งหมูด้วย อย่าลืมที่ลั่นวาจาไว้เอาใจแม่ม่าย ครอบครัวคนตาย
คิดอีกแง่ หรือคนฆ่าจะเป็นฝ่ายเดียวกันหรือเปล่า ทำเพื่อป้ายสี?
คนชั่วมันทำอะไรก็ได้ เพื่อให้มันได้ประโยชน์จากคนส่วนใหญ่ คนดียอมเสียประโยชน์และรับการรังเกียจจากคนส่วนน้อย เพื่อให้คนส่วนใหญ่ได้ร้บประโยชน์
พูดตรงๆนะ ยังหวังอยู่เหรอ
พูดตรงๆนะ ยังหวังอยู่เหรอ
โธ่เอ๊ย!
โธ่เอ๊ย! คดีผู้ก่อการร้ายสากลปิดสนามบินสุวรรณภูมิ พยานหลักฐานเพียบ
ยังจับไม่ได้เลยอะ
ขนาดแป๊ะลิ้มโดนไปร้อยกว่านัด ยังจับไม่ได้
โอ๊ะ! ขอโทษที ไม่ใช่จับไม่ได้ แต่ไม่กล้าจับ จบเห่
ทนายสมชายน่ะ
ทนายสมชายน่ะ เขาถูกอุ้มไปจากย่านหัวหมาก โดยคนมีสี(กากี)กลุ่มหนึ่ง ....ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับคนที่คุณพยายามเหลือเกินที่จะเชื่อมโยงไปถึงให้ได้ จะมาเกี่ยวข้องด้วย
ต่างกับการสั่งฆ่าพลทหารอภินพ
ต่างกับการสั่งยิงประชาชนเมื่อเดือนเมษา
อันนี้น่ะของแท้ คนสั่งฆ่าน่ะ เดินลอยหน้าอกทีวีทุกวัน