สัมภาษณ์ ‘สมอลล์ บัณฑิต อานียา’: นักเขียนที่เขาว่า "กึ่งบ้า กึ่งอัจฉริยะ"

 
 
“ผมไม่ได้เขียนหนังสือเพื่อเงิน
ไม่ได้เขียนหนังสือเพื่อชื่อเสียง
ไม่ได้เขียนหนังสือเพื่อให้คนมายกย่องผม
แต่ผมกำลังจะบอกความจริงบางอย่างให้สังคมไทยรู้ไว้
 
 
ในแวดวงวรรณกรรมไทยนั้น ไม่ว่าจะถามหาเสรีภาพกันมากเพียงไหน สุดท้ายก็ยังมีระดับเพดานของมันอยู่ดี หากนักเขียนคนใดทำตัวน่ารัก พากเพียรสร้างงานอย่างเจียมเนื้อเจียมตัวอยู่ภายใต้เพดานนี้ มักประสบความสำเร็จได้ไม่ยากเย็น ทั้งด้านชื่อเสียง เงินทอง และการยอมรับ แต่หากนักเขียนคนใดทำตัวไม่น่ารัก อาทิ อวดดีป่ายปีนขึ้นไปทลายเพดานร่ำร้องหาเสรีภาพอันเป็นของบาดใจใครบางคน สิ่งที่เขาต้องแลกนั้น...ราคาแพงนัก
 
“สมอลล์ บัณฑิต อานียา” ก็ดันเป็นหนึ่งในคนเช่นนั้น เขาเป็นนักเขียน นักแปลวัย 63 ปี ซึ่งผลิตหนังสือที่ขึ้นชื่อว่า “ต้องห้าม” อยู่หลายเล่ม และถูก พล.ต.อ.วาสนา เพิ่มลาภ แจ้งความว่ามีพฤติกรรมหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ด้วยการกล่าวถ้อยคำในการสัมมนาและการโฆษณาผ่านเอกสารในงานเสวนางานเดียวกับที่ พล.ต.อ.วาสนาไป คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาให้มีความผิดแต่รอลงอาญาเนื่องจากเห็นว่าจำเลยป่วยด้วยโรคจิตเภท ขณะที่ศาลอุทธรณ์กลับคำพิพากษา ขณะนี้คดีอยู่ในชั้นศาลฎีกา โดยจำเลยอยู่ในระหว่างประกันตัว (อ่านรายละเอียดได้ที่ กรณีสมอล์ล บัณฑิต อานียา (จือเซ็ง แซ่โค้ว))

ต่อไปนี้คือบทสัมภาษณ์เรื่องราวชีวิตของนักเขียนเจ้าของฉายา “กึ่งบ้า กึ่งอัจฉริยะ” ที่ยอมแลกทุกสิ่งเพื่อยืนหยัดสร้างงานที่ตน ‘ชอบ’ และ ‘เชื่อ’ อย่างบ้าบิ่น
 
000
 
ถาม: ชีวิตคุณบัณฑิตเริ่มต้นอย่างไร ?
สมอลล์ บัณฑิต อานียา: ผมมาจากเมืองจีนตอนอายุหกขวบ ย่าผมแม่ผมพากันมา ตอนนั้นอยู่เมืองจีนมันอดอยากเพราะไอ้พวกเหี้ยมันปกครองประเทศ กอบโกยเอาแล้วมากดขี่ข่มเหงประชาชนจีน แต่ก่อนจะเดินทางมาเตี่ยผมมาอยู่ที่นครราชสีมาก่อนแล้วนะ เขามีเมียน้อยแล้ว มีลูกแล้ว เขาให้มารับใช้เขา ปู่เป็นคนเดินทางจากโคราชไปรับที่กรุงเทพฯ
 
ใช้ชีวิตในวัยเด็กที่โคราช ?
ใช่ แต่ผมต้องมาเจอสภาพเตี่ยกับแม่เลี้ยงตบตีแม่ผม เตี่ยมันหลงเมียน้อย ทีแรกมันเปิดร้านขายกาแฟ ขายก๋วยเตี๋ยว แม่ผมก็ช่วยทุกอย่าง แต่พอไม่พอใจมันก็ตีด้วยไม้ขัดหม้อข้าว ไม้กวาด รองเท้ายางที่หนา จนแม่ผมเป็นบ้า ซึมเศร้า แม่ผมมาจากเมืองจีนไม่รู้จักใคร ก็ต้องอยู่ในบ้าน ทำงานรับใช้มัน รับใช้เมียน้อย แล้ววันหนึ่งเมียน้อยมันก็ให้ญาติมันมาเอาแม่ผมไปข่มขืน สิ่งที่เกิดขึ้นคือแม่ผมหายไปจากบ้าน แล้วเตี่ยเป็นคนไปรับกลับมา หลังจากนั้นซักเดือนสองเดือนแม่ผมก็ท้อง มันหาว่ามีชู้ ก็ตีอีก แล้วอีนางแม่เลี้ยงก็ไปโพนทะนาว่าแม่ผมมีชู้ จากนั้นเตี่ยเอาแม่ผมไปไว้ที่โรงพยาบาลสมเด็จเจ้าพระยา หนึ่งปีไม่ส่งเงินให้แม้แต่บาทเดียว โรงพยาบาลสมเด็จเจ้าพระยาเลยส่งแม่ผมไปที่จังหวัดอุบลราชธานี โรงพยาบาลศรีมหาโพธิ์ อยู่ที่นั่นไม่กี่ปีแม่ผมก็ตาย ลูกก็ตายในท้อง ผมมาจากเมืองจีนปี 2490 แม่ผมตายประมาณ 2502 ก็อยู่มาอีก 12 ปี แม่ผมตายอายุยังไม่ถึง 40 เลย
 
 
แล้วด้านการเรียนเป็นอย่างไรบ้าง ?
ทีแรกเตี่ยมันไม่ให้ผมเรียนหนังสือ ให้ช่วยทำงาน แต่มันเป็นเรื่องของโชคชะตาหรืออะไรไม่รู้ พอดีครูใหญ่โรงเรียนวัดสระแก้ว ชื่อครูกุดั่น พินิจชัย แกอยู่ข้างบ้านผม แกมาขอร้องเตี่ยว่าให้ผมเรียนเถอะ สงสารมัน ขอร้องอยู่หลายปี อ้อนวอนแล้วอ้อนวอนอีก สุดท้ายมันอายเลยยอมให้เรียน ตอนนั้นผมอายุเก้าขวบแล้ว เข้าเรียน ป.1 พอจบ ป.4 เตี่ยมันไม่ให้เรียนต่อ ผมก็ไปซื้อตำราภาษาอังกฤษมาเรียนด้วยตนเอง แต่แม่เลี้ยงมันไม่พอใจ จนผมต้องขายตำราเล่มนั้นทิ้ง จากนั้นก็เริ่มมีความคิดที่จะหนี จำได้ว่าตอนนั้นผมขอเงินจากอาม่าได้หลายสลึง เอาไปซื้อปลาไปปล่อย แล้วอธิษฐานขอให้ผมมีอิสรภาพเหมือนปลา แล้วต่อมาผมก็หนีได้จริงๆ ตอนนั้นมันปี 2499 ปลายปี เดือนธันวาคม ทีแรกผมตั้งใจจะไปตามหาแม่ แต่ยังไม่รู้ว่าแม่ไปอยู่ที่ไหน ก็เลยคิดจะหางานทำ พอหนีออกจากบ้านผมนั่งรถไฟไปลงที่ขอนแก่น แล้วเดินทางต่อไปอุดรฯ เดินหางานทำ แต่ชาวบ้านที่นั่นบอกไม่ต้องทำงานหรอก เขาบอกให้ไปบวชเณร ผมก็เลยไปบวชที่วัดพระมัชฌิมาวาสในจังหวัดอุดรฯ นั่นแหละ
 
เลยได้เรียนทางธรรมะ ?
ใช่ ตอนนั้นพระมหาโอภาสมาจากอินเดีย ผมเลยไปรับใช้ท่าน เรียกว่าเราไม่มีที่พึ่ง ก็อยากจะรับใช้พระที่มีความรู้ แล้วท่านก็สอนภาษาอังกฤษได้ ท่านเรียนจบปริญญามา ได้อ่านหนังสือเยอะ ผมได้ฟังท่านพูด โอ้โห คำพูดคมๆ นี่เยอะเลย ทำให้ผมคิดเป็น พอสฤษดิ์มันรัฐประหาร 2501 พระมหาโอภาสท่านมีหนังสือคอมมิวนิสต์เป็นกล่องๆ เลย ทั้งภาษาไทย ภาษาอังกฤษ วันหนึ่งท่านบอกผมว่าเณรๆ ดูไว้นะ แล้วท่านก็รีบออกประเทศลาว พอออกไปปั๊บ ตำรวจมา โอ้โห สวนกัน ดวงชะตา ตำรวจเอาหนังสือคอมมิวนิสต์ไป เอาผมไปสอบสวนด้วย ผมก็เล่าความจริงให้ฟัง เขาก็ไม่เอาความ พาไปเลี้ยงข้าวด้วยมื้อหนึ่ง ซึ่งผมได้กินดีที่สุด หลังจากนั้นผมก็พยายามเรียนภาษาอังกฤษด้วยตนเองจากหนังสือ essential English book ที่พระมหาโอภาสสั่งให้ไปซื้อนั่นแหละ แล้วช่วงที่บวชนี่ผมได้อ่านหนังสือเยอะ ส่วนใหญ่เป็นแนวชีวิต อย่าง ดร.ชิวาโกผมก็อ่านในยุคนั้น อย่างเพลตัน เพรส ที่อาษา ขอจิตต์เมต แปลนี่ ผมอ่านหมด ของแดน คาเนกี แต่ที่ชอบที่สุดคืองานของ บี. ทราเวน นักเขียนไทยก็อ่านงานของ ป. อินทรปาลิตบ้างช่วงเด็กๆ แต่ต่อมาผมก็อ่านเฉพาะวรรณกรรมที่มันเข้มข้น ผมอ่านหนังสือเรื่องแรกที่ประทับใจคือเรื่อง “ชีวิต” เป็นของนักเขียนชาวฝรั่งเศส แปลโดย ม.จ.รัชนี
 
อ่านที่วัดมิชฌิมาวาสในจังหวัดอุดรธานีนี่แหละ ห้องสมุดเขาเล็กๆ ผมลุยอ่านแม่งทุกเล่ม ตั้งแต่หนีออกจากบ้านได้อ่านหนังสือมากคราวนั้น ก็เลยมีความคิดอยากเดินทางเข้ากรุงเทพฯ อยากเป็นนักเขียน ผมเข้ามากรุงเทพฯ ปี 2501 ปลายปี มาอยู่ที่วัดบางนาใน แต่ตอนนั้นรู้สึกว่าหัวแข็งอยู่เหมือนกัน เจ้าอาวาสไม่ยอมให้อยู่ เลยย้ายมาอยู่ที่วัดมหาธาตุ พอดีมีท่านเจ้าคุณที่วัดจังหวัดอุดรฯ ท่านเมตตาผม เลยฝากให้อยู่กับพระพิมลธรรม ช่วงนั้นประมาณปี 2501-2502 พอปี 2503 พระพิมลธรรมก็ถูกจับสึก<1> ตอนอยู่วัดมหาธาตุนี่ผมมีชีวิตที่ลำบาก บวชอยู่แปดปีได้นักธรรมโทแค่นั้น เพราะมัวแต่หาวัด ย้ายวัด คือร้อนน่ะ ดวงชะตามันคับแค้น การเรียนก็ไม่ได้เรียนเลย ช่วงนั้นมันบิณฑบาตลำบาก เงินก็ไม่มี เพราะอีแม่เลี้ยงมันบอกย่าผมว่าไม่ต้องส่งเงินให้ผม มันว่ารัฐบาลเขาส่งเงินให้ภิกษุสามเณรอยู่แล้ว ไม่ต้องเป็นห่วงมัน ผมเลยอดอยาก ต้องอาศัยไปกินกับเณรอื่นๆ ที่วัดหัวลำโพง ที่เขาบิณฑบาตได้เยอะๆ อดอยากมากๆ ผมเลยเขียนจดหมายถึงสฤษดิ์ บอกผมไม่มีข้าวจะกิน ขอเงินซัก 50,000 จะเขียนหนังสือเรื่องหน้ากากมนุษย์ แต่ไอ้ห่า ผมเสือกใช้ตราดาวแดงประทับบนจดหมาย รู้สึกมันเก๋ดี มีคำขวัญที่คมด้วยนะว่า “ทำอะไรทำให้เป็น เป็นอะไรเป็นให้จริง” จบเลยทีนี้ เรื่องไปถึงสันติบาล มันเอาผมไปสอบสวน แล้วพอมันอ่านข้อเขียนของผม มันว่า โอ๊ย นี่ขนาดเณรเป็นคนจีนเณรยังเขียนถึงขนาดนี้ ถ้าเป็นคนไทยเณรจะเขียนถึงขนาดไหน เณรเป็นภัยต่อสถาบันแน่ๆ เสร็จแล้วก็ให้เงินผมมาสิบบาท เพราะผมไม่มีข้าวจะกิน พลเอกประภาสสงสัยข่าวคงถึงด้วย ตอนนั้นยศห่าอะไรผมจำไม่ได้ เขาบอกเขาบริจาคเงิน 2,000 ให้คนฉลาดแต่ไม่มีข้าวจะกินลงในไทยรัฐ ซึ่งผมรู้ว่าหมายถึงผม แต่ว่าผมไม่ได้รับเงินนั้นนะ
 
แล้วคุณเริ่มต้นเขียนหนังสือเมื่อไร ?
ผมเขียนเรื่องสั้นเรื่องแรกชื่อ “บนถนนแห่งชีวิต” ตอนเป็นเณรนั่นแหละ อายุ 18 อยู่วัดมหาธาตุ ส่งไปลงที่หนังสือแสนสุข ได้ 80 บาท ดีใจฉิบหายเลย แต่หลังจากนั้นก็ไม่ค่อยได้เขียนอะไรจริงจัง มันลำบากที่อยู่ที่กิน ผมบวชเป็นเณรอยู่ 8 ปีก็สึก จะไปหางานทำ คือตอนเป็นเณรผมอยากไปอยู่รัสเซียนะ ไปติดต่อสถานทูตรัสเซียเลย แต่เขาบอกไปไม่ได้ ตอนนั้นผมถูกสันติบาลตามอยู่ ก็เลยสึก พอสึกแล้วก็ยังลำบาก จะไปทำงาน สันติบาลก็หางานให้ มันบอกถ้าผมไม่ทำงานนี้ จะไม่มีทางได้ทำงานดีกว่านี้อีก แต่มันกดขี่ผม มันให้ผมไปตัดเหล็ก โหย ออกแรง เหนื่อยฉิบหายเลย ผมไปทำอยู่วันหนึ่งก็ออก ผมไม่แคร์นี่ เพราะผมถือว่าผมมีความรู้ แล้วผมรู้ว่ามันแกล้งผม ผมก็เลยเร่ร่อนอยู่อีก 8 ปี อาศัยกินวัดนู้นวัดนี้ คอยดูว่าเขาจะมีการพูดกันที่ไหน ผมก็ขึ้นไปพูด เรียกว่าอยู่แบบเอาตัวรอดไปวันๆ ทำชีตฉบับละ 1 สลึง สมัยนั้น อัดโรเนียวแล้วก็ไปแจกบ้าง ขายบ้าง ได้บาทหนึ่ง 5 บาท 10 บาทบ้าง เอาหมด อย่างวันหนึ่งในยุคถนอม ปี 2508 เขามีการพูดกันที่โรงพยาบาลสงฆ์ เขาพูดกันเรื่องสมาคมสุขภาพจิต แต่ผมไปพูดเรื่องการเมือง ผมพูดว่าไงรู้มั้ย ผมบอกปัจจุบันนี้คนไทยกำลังต่อสู้กับความยากจน ต่อสู้กับความอยุติธรรม ต่อสู้กับเศรษฐีที่มันร่ำรวยมหาศาล ต่อสู้กับการคลอดออกมาอย่างล่าช้าของรัฐธรรมนูญ แล้วต่อมาผมก็เอามุ้งไปกางนอนที่หน้าสถานทูตรัสเซีย แล้วก็เขียนข้อความเป็นภาษาอังกฤษว่าขอไปตายที่มอสโกว์ดีกว่าอยู่บางกอก ตำรวจจับผมส่งศรีธัญญา มันจะชอร์ตไฟฟ้าผม แต่พอเห็นว่าผมพูดคุยรู้เรื่องเลยปล่อยออกมา
 
เป็นนักเคลื่อนไหวทางการเมืองด้วย ?
ก็สังคมมันไม่ยุติธรรม ปัจจุบันนี้มันก็ไม่ยุติธรรม แต่เราพูดไม่ได้ คุณเป็นคนไทย คุณจ่ายภาษีให้เขา เขากินเงินเดือนจากเรา แต่คุณเสนอระบบการปกครองใหม่ได้มั้ย ไม่ได้ ต้องเอาระบอบการปกครองนี้ ถ้าคุณเสนอเปลี่ยนแปลงระบบการปกครอง คุณจะถูกเอาเข้าคุก มันถูกต้องเหรอ ในเมื่อคุณจ่ายภาษีนะ เขาไม่ได้มาทำงานให้เราโดยไม่กินเงินเดือนนะ เราต้องการความเป็นธรรม ต้องการให้ผู้ปกครองมีคุณธรรม ไม่ใช่มากินเงินเดือนเรา สร้างความร่ำรวยมหาศาลแล้วมาเหยียบย่ำเรา มาทำลายเสรีภาพเรา มันไม่ถูก
 
แล้วทำงานเขียนจริงจังช่วงไหน ?
ก็ทำมาตลอด แต่มันไม่ได้จริงจังอะไรนักหนา มันไม่ประสบความสำเร็จ ก็เขียนอย่างกระท่อนกระแท่น พอรวมเรื่องสั้นได้ประมาณ 10 เรื่อง ผมก็พิมพ์เล่มแรกออกมา ประมาณปี 2503 ชื่อเรื่องสั้นแห่งความสุขใจและไร้กังวล มีเรื่องที่เคยตีพิมพ์แล้วในแสนสุขเรื่องเดียว นอกนั้นเขียนใหม่หมด เนื้อหาเข้มข้น อย่างเรื่องกูไม่ใช่กู เสียดสีมาก เรื่องหมาป่ากับลูกแกะ เรื่องจิตรกรผู้อาภัพมีคนออกเงินพิมพ์ให้ เขาเป็นอาจารย์ แต่เขาขอร้องว่าอย่าเอ่ยชื่อเขา คือเขาอ่านงานของผมแล้วพอใจก็ให้เงินมา 5,000 บาท พิมพ์ได้ 2,000 เล่ม แต่ขายไม่ค่อยดี ผมยังไม่ชำนาญ ตรวจปรู๊ฟผิดเยอะ คือทำเองหมด งานแปลก็มี อย่างนายพลนักล้วง ทหารนิรนาม รวมเรื่องสั้นของบี. ทราเวน คือเรื่องไหนอ่านแล้วเข้าท่าผมก็แปล แปลเสร็จถ้าเพื่อนจะเอาไปพิมพ์ก็พิมพ์ไปเหอะ ไม่สนใจเรื่องลิขสิทธิ์ มันจะมาฟ้องก็ฟ้องผม คือพิมพ์สองพันเล่มมันก็ขายไม่หมดอยู่แล้วจะมาฟ้องอะไร เราเอามาเผยแพร่ให้ เขาควรจะสนับสนุนด้วยซ้ำ
 
ฟังดูเหมือนมีเพื่อนเยอะ ?
ก็ไม่เชิง ส่วนใหญ่ผมได้รู้จักคนนั้นคนนี้ตามเวทีเสวนา เคยได้รู้จักนักพูดชื่อคุณอ่อน บุญยพันธ์ เขาอ่านงานของผมแล้วบอก โอ๊ย คุณบัณฑิตเอ๊ย คุณพูดแบบนี้อันตราย คำพูดนี้มันต้องคึกฤทธิ์พูด ถ้าคุณพูดนี่ต้องเข้าคุก
 
แนวทางการเขียนหรือแปลงานของคุณเป็นอย่างไร?
ผมเขียนและแปลอย่างที่ผมชอบ ไม่ได้สนใจเรื่องเงินทอง คือผมไม่ได้เขียนหนังสือเพื่อเงิน ไม่ได้เขียนหนังสือเพื่อชื่อเสียง ไม่ได้เขียนหนังสือเพื่อให้คนมายกย่องผม แต่ผมกำลังจะบอกความจริงบางอย่างให้สังคมไทยรู้ไว้ นี่รออยู่ อย่าเพิ่งตาย แต่ตอนติดคุกนี่แม่งทรมานฉิบหาย นอนเบียดกัน อาหารก็ไม่ถูกกับโรคเรา ผมเข้าไปปลายปี 47 ไปขังอยู่ 98 วัน ออกมาสิ้นเดือนกุมภาฯ ปี 48 ถึงจะได้ประกัน ขัง 7 ผลัด ผลัดละ 12 วัน มันถามผมตลอดว่านายคนนี้จะรับสารภาพมั้ย ผมบอกผมไม่รับ จะขังต่อคัดค้านมั้ย ผมคัดค้าน ถามอยู่นั่น ผมเลยถามมันว่า ไอ้การที่ผมคัดค้านกับไม่คัดค้านนี่มันต่างกันยังไงครับ ก็คือ จะขังต่อไง จนกระทั่งครบ 7 ผลัด ก็ช่างมันเถอะ ผลงานเรามีอยู่แล้ว พิสูจน์ได้ว่าเราทำเพื่อความถูกต้อง
 
เคยเสนอผลงานไปตีพิมพ์ที่ไหนบ้าง ?
ผมเคยไปจะเอาเรื่องจิตรกรผู้อาภัพไปเสนอที่ฟ้าเมืองไทย ของอาจินต์ ปัญจพรรค์ แต่ตอนนั้นผมไว้ผมยาว เพราะไม่มีเงินตัดผม ใส่รองเท้าแตะ ยามมันไม่ให้ขึ้น ก็มีเรื่องทะเลาะกัน มันตีหัวผมแตก เลือดโชกเลย ไปโรงพยาบาลกลางมันไม่ทำแผลให้ ไปโรงพยาบาลตำรวจ มันก็ไม่ทำแผลให้ เพราะผมไม่มีเงิน ผมเลยนอนมันอยู่หน้าโรงพยาบาลตำรวจนั่นแหละ จนกระทั่งเพื่อนมาเจอ มันเลยพาไปทำแผล หลังจากนั้นก็ไม่ ได้ไปติดต่อที่ไหนอีก ผมมั่นใจว่าผมถูกสกัดไว้แล้ว ยากที่จะเกิดได้ เพราะแบล็กลิสต์อยู่ในสันติบาล เสนอไปก็คงยาก เพราะรู้อยู่แล้ว อิทธิพลของมันเยอะ เหนื่อยเปล่า หนังสือที่ผมเขียนและแปลส่วนใหญ่เพื่อนผมออกเงินพิมพ์ให้ ก็ขาดทุนทุกเล่ม มีนิทานญี่ปุ่นขายดีหน่อย พิมพ์ซ้ำหลายครั้ง
 
เรียกว่าเป็นเส้นทางที่ยากลำบาก
เออร์เนสต์ เฮมมิงเวย์บอกว่า จงทนทานเข้าไว้ แต่ในที่สุดเออร์เนสต์ เฮมมิงเวย์ ก็ทนไม่ไหว (หัวเราะ) ฆ่าตัวตายโดยปืนกลอส อีกคนคือยาสุนาริ คาวาตะ นักเขียนชาวญี่ปุ่น เขาได้โนเบลแล้วฆ่าตัวตาย นี่ผมจะฆ่าตัวตายประท้วงว่าผมสมควรได้รับรางวัลโนเบลแต่ไม่ได้รับ
 
พูดเล่นนะ
เอาจริง ผมจะฆ่าตัวตายว่านวนิยายของผมเรื่อง เดอะ ดรีม อันเดอร์ เดอะ ซัน (The Dream Under The Sun) ฉบับจริงนะ กำลังเขียนอยู่ ฉบับสำรองตีพิมพ์ไปแล้ว สมควรได้รับรางวัลโนเบลสองสาขา หนึ่งสาขาวรรณกรรม สองสาขาสันติภาพ เพราะตัวละครเอกสู้เพื่อสันติภาพ แต่มันไม่ให้ผมซักรางวัล ใช้ได้เหรอ อีกไม่นานคงจะเสร็จ รีบ เพราะผมไม่รู้ว่าจะตายเมื่อไหร่ เขียนเสร็จประกาศฆ่าตัวตายเลย
 
คุณเคยส่งผลงานเข้าประกวดบ้างไหม ?
ไม่เคย ผมไม่สนใจ
 
อย่างรางวัลซีไรต์ ?
ผมเรียกรางวัลทะเลเขียน ก็ดี ให้มันมีกันไปเถอะ ผมไม่สนใจ ผมไม่เคยได้รางวัล แต่ผมก็ภูมิใจส่วนหนึ่งว่าได้ทำสิ่งที่ดีฝากไว้แล้ว อะไรที่ดี ถูกต้อง มันจะอยู่ได้ อะไรที่ไม่ถูกต้องมันจะถูกทำลายลง
 
แล้วแวดวงวรรณกรรมไทยล่ะ ?
ผมไม่ค่อยสนใจ ผมเข้ากับคนไม่ค่อยได้ ไม่ค่อยได้ไปสมาคมกับเขา เพราะถือว่าเราไม่ได้มีชื่อเสียงอะไร เข้าไปเสนอหน้าดีไม่ดีจะถูกเหยียดหยาม ถ้าไม่จำเป็นผมก็ไม่อยากจะไปยุ่ง วรรณกรรมไทยก็รับใช้ ประจบสอพลอ พวกฝ่ายซ้ายมันก็แปรเปลี่ยนไปเยอะแล้ว มันไม่กล้าพูดความจริงอะไรซักประโยค เฉียดอยู่นั่น ชกลมอยู่เรื่อย
 
ด้านชีวิตครอบครัวของคุณเป็นอย่างไรบ้าง ?
ผมได้เมียตอนอายุ 30 กว่า ไม่ได้แต่งหรอก พากันหนี เขาขายกล้วยปิ้งอยู่หน้าวัดราชาฯ เป็นคนมอญ ตอนนั้นผมมาอาศัยกินนอนอยู่วัดนั้น แล้ววันหนึ่งผมไม่สบาย เลยไปขอเงินเขาไปซื้อยา เขาสงสารก็ให้มา จากนั้นก็จีบเขามาเรื่อย จนได้ไปเช่าบ้านอยู่ด้วยกัน ก็ลำบาก เริ่มต้นจากเงิน 500 บาท ทำขนมขาย มีลูกด้วยกัน 2 คน แต่ผมเลิกกับเมียมา 10 กว่าปีแล้วนะ ผมออกมาเร่ร่อน ลูกๆ ก็อยู่กับแม่เขา เมียผมเป็นคนดีมาก ดีที่สุดเลย รู้จักทำมาหากินเลี้ยงลูกเลี้ยงผัวมาตลอด เขาขายสาคูไส้หมู ตอนแรกขายกล้วยปิ้ง แต่ไม่ไหว เลยเปลี่ยนมาขายสาคูไส้หมู เมียผมเป็นคนขยัน กวนไส้ทีเป็นกระทะ อยู่อย่างนั้นตลอด บางทีผมก็ขโมยเงินเมียมาลงทุนพิมพ์หนังสือด้วย (หัวเราะ) ลูกสาวคนโตผมเรียนจบกฎหมาย กำลังจะสอบผู้พิพากษา พอมาเกิดคดีนี้ทุกอย่างเลยหยุดชะงัก ก็เลยตรอมใจกันทั้งบ้าน ลูกผมมันบอกป๊ามีคดีอย่างนี้อย่ามาเป็นพ่อเป็นลูกกันดีกว่า ต่างคนต่างอยู่ พูดอย่างนี้ มันกลัวจะโดนออกจากงาน เขาทำงานสำนักงานของรัฐ อย่าพูดถึงเขาดีกว่า
 
ทราบว่าป่วย เป็นอย่างไรบ้าง
ผมป่วยมา 5-6 ปีแล้ว ทีแรกผมฉี่ไม่ออก ก็ไม่รู้ว่าเป็นอะไร โทร.ถามเพื่อน เพื่อนบอกรีบไปหาหมอเลย ไม่งั้นเดี๋ยวไตวายตายทันที ผมก็รีบไปโรงพยาบาล หมอบอกเป็นต่อมลูกหมากโต แต่ผมไม่มีเงินรักษา เลยออกมาซื้อยากินมั่งไรมั่ง กระทั่งวันหนึ่งผมหน้าซีดมาก เพื่อนเห็นมันบอก เฮ้ย มึงจะตายห่าแล้วนี่หว่า มันเลยส่งผมเข้าโรงพยาบาลพญาไท ไปอยู่ 4 วัน ตรวจเท่านั้นว่าเป็นโรคอะไร หมดไป 40,000 บาท แต่เพื่อนมันออกให้ มันรวย ก็ยังนับว่ายังมีบุญอยู่ เสร็จแล้วหมอบอกผมเป็นต่อมลูกหมากโต แล้วก็เป็นเนื้องอกในกระเพาะปัสสาวะด้วย ผมก็เออ เป็นก็เป็น ไม่มีเงินรักษาหรอก ก็ออกมาซื้อยากินเองอะไรเอง กระทั่งเป็นมากขึ้น ไปหาหมอที่รามา คราวนี้หมอบอกเป็นมะเร็งที่กระเพาะปัสสาวะ ต้องผ่าตัด ใช้เงินเท่านู้นเท่านี้ ผมไม่มีเงิน ก็ไม่เอาไม่ผ่า แต่ทีนี้มันเป็นหนักขึ้นอีก ฉี่เป็นเลือด ไปหาหมอที่ศิริราช เพื่อนมันไปบอกลูกผมว่าผมลำบาก ลูกเลยบอกให้รักษา จะหาเงินมาให้ ผมสงสารลูก ไม่อยากจะรักษา อยากจะกินยาสมุนไพร แต่ทีนี้มันมากแล้ว อาการหนัก นอนบนเตียงแล้ว จะถอยก็ไม่ได้ ก็เลยต้องผ่ามานี่ ตัดไตออกข้างหนึ่ง (เอามือจับแผลบริเวณเอว ซึ่งหมอต่อสายยางแล้วใส่ถุงพลาสติกติดตัวเพื่อใช้เป็นที่รองปัสสาวะที่ไหลออกมาทางสีข้างตลอดทั้งวัน) ทุกวันนี้ผมยังต้องไปหาหมอเดือนละครั้ง แต่ต้องทำแผลทุกวัน หรือถ้าบางทีถ้าเลือดซึมก็ต้องไปให้หมอดู
 
อยากฝากอะไรทิ้งท้าย ?
ผมมีอยู่สองประโยคที่อยากฝากไว้ หนึ่ง ขอให้ผู้ปกครองทุกระดับชั้น มีความละอายแก่ใจตนเองบ้าง สอง จะชั่วช้าสารเลวสักเพียงไร ขอให้มีความเป็นคนหลงเหลือไว้บ้าง แค่นั้นแหละ
 
 
ปัจจุบัน นายสมอลล์ บัณฑิต อานียา ในวัยใกล้ 70 อาศัยอยู่เพียงลำพังในห้องเช่าเล็กแคบแถบชานเมือง กับทรัพย์สมบัติเพียงไม่กี่ชิ้น ส่วนใหญ่เป็นกล่องใส่หนังสือเก่าที่เป็นผลงานของเขา ตลอดชีวิตการยืนหยัดสร้างงานเพื่อสื่อสารความจริงบางอย่างกับสังคมไทย สิ่งที่ชายชราผู้เรียกตัวเองว่า “นักเขียนที่ต่ำต้อยที่สุดในประเทศสยาม” ผู้นี้ ได้รับเป็นรางวัลตอบแทน มีเพียงความลำบากยากจน และ “คุก!” ที่อาจกำลังรอเขาอยู่... 
 
 
 
 
เชิงอรรถ
<1> พระพิมลธรรม (อาจ อาสโภ) คือพระนักพัฒนาผู้มีแนวทางการทำงานก้าวหน้า เช่น ไม่ออกกฎห้ามคอมมิวนิสต์บวชในพระพุทธศาสนา นำพระพุทธศาสนาไปเผยแพร่ในต่างประเทศ เช่น มาเลเซีย กัมพูชา อังกฤษ อินเดีย และเนเธอร์แลนด์ และทำงานร่วมกับองค์กรฟื้นฟูศีลธรรมจากต่างประเทศโดยไม่ยึดถือศาสนาใดเป็นสำคัญ แนวทางการทำงานดังกล่าวทำให้พระมหาเถระชั้นผู้ใหญ่บางท่านไม่พอใจ นำไปสู่ความขัดแย้งรุนแรง กระทั่งถูกฝ่ายตรงข้ามยืมมือรัฐบาลเผด็จการในยุคนั้นสั่งจับคุมขังด้วยข้อหาว่ามีการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์ (อันเป็นข้อหายอดนิยมที่อุกฉกรรจ์มากในสมัยนั้น) และถูกบีบบังคับให้สึกจากสมณเพศ

เป็นบทสัมภาษณ์ที่ดีเยี่ยม

เป็นบทสัมภาษณ์ที่ดีเยี่ยม น่าสนใจ แสดงอุดมคติของคนธรรมดาได้ดีที่สุด แสดงความกล้าหาญของคนที่เหมือนไม่มีอะไร แต่กล้าพูดในสิ่งที่นักวิชาการทั้งหลายไม่กล้าพูด ไม่ว่าจะนักวิชาการหัวโตหรือหัวขาวหรือหัวเล็กหรือหัวเหลี่ยมหรือหัวดอ

น่าแปลกที่พอคนธรรมดาแบบนี้พูด ไอ้พวกกากเด็กหางแถวตามตูดนักวิชาการกลับไม่ยกย่อง กลับไม่ฟัง คงเพราะชเาไม่ใ่ช่ด๊อกเตอร์ ไม่ใช่อาจารย์ ไม่ใช่เรียนนอก ไม่เหมือนพวกหัวโตหัวขาวหัวยาวหัวดอที่ตัวเองยกย่องทั้งหลายทั้งปวง

นึกถึงเรื่องสมอลล์บัณฑิต ขอบอกเลยว่านี่เป็นหลักฐานว่าพวกเหลือง พวกแแดง พวกฟ้าเดียวกัน ที่สุดแม่งหางแดงเหมือนกัน คือแม่งไหว้คนที่ตำแหน่ง ที่สถานภาพ ที่ปริญญา ที่ตำแหน่งในมหาลัย แม่งไม่เชื่อหรอกเรื่องความเท่าเทียมจริงๆ

เหลืองคลัางเจ้า แดงคลั่งเหลี่ยม ฟ้าเดียวกันหรือสองไม่เอา คลั่งหัวโตคลั่งธวชัยคลัางพิชิตคลั่งเกษียร ที่สุดมึงก็อยู่โลกของการหาพ่อคุ้มกบาลเหมือนกันๆ

สัมภาณ์คนแบบนี้มาเยอะๆก็ดีครั

สัมภาณ์คนแบบนี้มาเยอะๆก็ดีครับ จะได้รู้ว่ามีภูมิหลังเก็บกดอะไรไว้บ้าง งานมันถึงออกไปในแนวนั้นๆ ผมรออ่านสัมภาษณ์ประวัติเพื่อนๆในเวปนี้อีกหลายคน ช่วยรีบไปสัมภาษณ์หน่อย...เอาสมศักดิ์เจียมก่อนก็ได้.........

^ ^ ผู้ที่ตั้งนามแฝงของตนว่า

^
^
ผู้ที่ตั้งนามแฝงของตนว่า "สมเจียม เตี่่ยสมสัด"

บ่งบอกว่า เป็นคนที่ สันดานไม่ดี พ่อแม่ ไม่สั่งสอน

ขอคารวะ และ ยกย่อง

ขอคารวะ และ ยกย่อง ในความเด็ดเดี่ยว มุ่งมั่น และ ความห้าวหาญ ในการต่อสู้ ชีวิต แสดงถึง ศักยภาพ ในการพัฒนาตนเอง โดยไม่ยอมให้ สิ่งแวดล้อม มาบ่อนทำลายได้ แม้ ว่า อุดมการณ์บางอย่าง อาจจะไม่ตรงกับของผม ผมไม่รู้ เขาคิดอะไร แต่ วิถีชีวิตของเขา มันน่าสะเทือนใจมาก ถ้า คุณตั้งกล่องรับ บริจาค ผม คนหนึ่งล่ะ ที่จะหย่อนเงินใส่กล่องด้วยความเต็มใจ แม้ว่า จะไม่แน่ใจว่า เงินนั้น จะ ย้อนกลับมาทำร้าย คนที่ผมรักเคารพหรือไม่ แต่ผมเชื่อว่า พ่อผม มีบารมี มากพอที่จะทนทานต่อ ความหลงผิดของลูกๆได้

ส่วน ที่โดนไอ้อย่างหนา ห้าห่วง มันเล่นงาน นั้น เพราะมันอยากได้ผลงาน ไปไต่เต้าหน้าที่การงาน หรือสร้างภาพ หรือ บ่อนทำลายสถาบัน ผมไม่รู้ ผมรู้ แต่ คนเลว มันก็ทำแต่สิ่งเลวๆ คนเลว มันก็จะไปสุมหัวอยู่กับคนเลว นายของมัน ก็หน้าเหลี่ยมๆนี่นา เห็นมันปกป้องสุดชีวิต อ่านเรื่องนี้ แล้ว หัวเราะไม่ออกหรอก แหะ แหะ .

"น่าแปลกที่พอคนธรรมดาแบบนี้พู

"น่าแปลกที่พอคนธรรมดาแบบนี้พูด ไอ้พวกกากเด็กหางแถวตามตูดนักวิชาการกลับไม่ยกย่อง กลับไม่ฟัง คงเพราะชเาไม่ใ่ช่ด๊อกเตอร์ ไม่ใช่อาจารย์ ไม่ใช่เรียนนอก ไม่เหมือนพวกหัวโตหัวขาวหัวยาวหัวดอที่ตัวเองยกย่องทั้งหลายทั้งปวง"

ทำไมมึงรีบแปลกจัง มึงรู้ได้ยังไงวะ ไอหมัก ไอสัส กูงง

สมอล์ล บัณฑิต อานียา

สมอล์ล บัณฑิต อานียา ต้องจัดว่าเป็นคนฉลาดคนหนึ่ง แต่ความที่ตลอดชีวิต ประสพแต่ภาวะความกดดันทางจิตใจอย่างรุนแรงมาก ชนิดที่คนทั่วๆไปน้อยคนนักจะได้พบ นับเป็นความโหดเหี้ยมอย่างมากที่กระหน่ำใส่เขาตั้งแต่ยังเด็ก ข้อคิดของเขามากมาย ที่พิมพ์แจกเป็น sheet บ้าง พิมพ์เป็นหนังสือเล่มบ้าง นับเป็น" ปรัชญาชีวิต" ที่คนผู้มีการศึกษาสูงๆในสังคมไทยอาจจะคิดไม่ออก หรือคิดไม่ถึง
ในกรณีหลังสุดที่เขามีคดีอยู่ที่ศาลฎีกานี้ หากศาลฎีกาพิจารณาด้วยความเที่ยงธรรมจริงๆแล้ว ผมว่าน่าจะพิพากษายกฟ้องให้แก่เขา เพราะตำพูดของเขาคำนั้นต้องถือว่าเป็น " สัจจธรรม"

นี่ขนาดคนจนๆ เล็กๆ

นี่ขนาดคนจนๆ เล็กๆ ยังดูออกว่าอะไรเป็นอะไร แล้วไอ้พวกไข้เหลืองมันตาบอดหรือยังไง ถึงดูไม่ออก ยังโง่เง่างมงายขนาดนี้

อ่าน

อ่าน ชีวประวัติของเขาตั้งแต่วัยเด็ก แล้วสงสารครับ

ประเทศไทย ทำไมไม่มีหน่วยงาน ที่คอยช่วยเหลือเด็กเลย

มาดีขึ้นหน่อยนึง ตอนที่พรรคไทยรักไทย เป็นรัฐบาล

มีการตั้งกระทรวงการพัฒนาสังคม และความมั่นคงของมนุษย์

ทำให้ภาพของเด็กวิ่งขายพวงมาลัยตามท้องถนนในกรุงเทพ หายไปได้

***** ถ้าประเทศไทย เป็นของประชาชนจริงๆ

สภาพของเด็กไทย คงจะดีขึ้นกว่าปัจจุบันนี้มาก *****

แต่ช่วงที่พรรคไทยรักไทย เป็นรัฐบาล ก็ดีขึ้นนะ

มีการให้ทุนเด็กไทย อำเภอละ 1 คน ไปเรียนต่างประเทศ

แต่ปัจจุบัน เลิกไปแล้ว

เพราะ พวกอำมาตย์ อำนาจโบราณ กลัวว่า หากให้เด็กไทย ไปเห็นการปกครอง

ของประเทศที่เจริญแล้ว เดี๋ยวเด็กไทยจะนำมาใช้กับประเทศไทย

จะทำให้พวกอำมาตย์ อำนาจโบราณ เสื่อมความนิยม

ไอ้ควายกูไม่โง่ กูรู้

ไอ้ควายกูไม่โง่ กูรู้ กูไม่โพส เพราะกูเคารพกฎหมาย มึงนั่นแหละควาย มึงคิดหรือถ้าโพสแล้ว ตำรวจจะตามตัวมึงไม่เจอ โง่เหมือนควายจริงๆเลยนี่มึง หัดอ่านกฎหมายบ้างซิไอ้ควาย โง่อย่างนี้เชียวถึงถูกพวกทักษิณปั่นหัวจนโงหัวไม่ขึ้น คนอะไรว่ะโง่ชิบหายเลย มึงโพสอะไรไปมึงคิดหรือว่า ประชาไท จะรับผิดชอบ หน้าที่มันก็คือมอบหลักฐานให้ตำรวจเท่านั้นเอง ถึงโดนคดีไปด้วย สู้ในชั้นศาล ประชาไท ก็หลุด เอาผิดไม่ได้ มึงนั่นแหละซวย ชอบโชว์โง่อยู่เรื่อยนะมึง คนที่เขาฉลาดกว่าพวกมึงเขาไม่โง่มาโพสหรอกจะบอกให้ เขาคิดในใจเท่านั้นเอง มีแต่ควายเท่านั้นแหละที่แสดงออกด้วยการโพส กูจะบอกให้กูรู้หมดนั่นแหละ แต่กูดูเฉยๆ เท่านั้นเอง โคตรโง่เลย คนอะไรว่ะ

ไม่มีความเห็นเป็นเชิงดีหรือร้

ไม่มีความเห็นเป็นเชิงดีหรือร้าย แต่จะมาบอกว่าอึ้ง และชอบที่ประชาไทยขวนขวายหาอะไรที่สังคมภายนอกไม่นำเสนอ และน่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง แต่ถ้าใครจะโยงไปเรื่องคดีหมิ่นฯก็สุดแต่ใจจะไขว่คว้า ดีมากมาอ่านประชาไทยไม่ผิดหวังไม่เสียเวลา เป็นกระดานอิเลคโทรนิคส์แห่งการเรียนรู้ ขอบคุณ

สัมภาษณ์แต่คนบ้าๆ

สัมภาษณ์แต่คนบ้าๆ เเกนนำก็บ้าปลุกระดมในทางที่ผิด เฝ้าติดตามข่าวของกลุ่มเสื้อแดงคอยรังควานนายกเเละรัฐมนตรีที่ไปลงพื้นที่ นับวันคล้ายซอมบี้ไปทุกทีกลุมมนุษย์กลายพันธ์จากการปลุกระดมในทางที่ผิด เราไม่อยากเห็นคนหลงผิดเหล่านี้ถูกปราบปรามเหมือนซอมบี้ถูกยิงหัวเหมือนในหนัง โปรดใช้สติกันบ้าง หรือต้องปกครองเเบบลาว ประชาธิปไตยไม่ใช่เเบบนี้เเน่นอนหยุดเถอะก่อนจะกลายเป็นซอมบี้ที่ไร้สมองเห็นใครต่างสีจับดูดเลือดหมด รู้ว่านี่คือกลยุทธที่เเกนนำกำหนดเอาไว้ สวะสิ้นดีไอ้ซอมบี้

อย่างนี้ "ไม่บ้า" ครับ

อย่างนี้ "ไม่บ้า" ครับ แต่เป็นพวก "สติเฟื่อง"

เป็น "คนปกติ" แต่บางครั้ง "Out of Control" ไปบ้าง [แต่บ่อยหน่อย] เท่านั้น ครับ

น่าสงสารมาก เสียดายจัง

น่าสงสารมาก
เสียดายจัง ที่ตอนสมัยเด็กๆตอนที่เขาและแม่ต้องเผชิญชะตาชีวิตที่โหดร้าย....เสียดายที่เขาและแม่ไม่ได้ออกทีวี ออกสื่อหนังสือพิมพ์
ไม่อย่างนั้น อาจมีพวกเกาะกระแสคนดังตามสื่อรายวัน ออกมาอุ้มชูจนได้ดิบได้ดีข้ามคืนก็เป็นได้นะ

ไม่รู้รายละเอียดว่าเขาทำผิดคิ

ไม่รู้รายละเอียดว่าเขาทำผิดคิดร้ายอะไร เลยงงๆกับความทุกข์ยากที่เขาแบกรับอยู่

ศาลชั้นต้นท่านน่านับถือจริงๆ
ก็ขอให้ท่านผู้ใช้อำนาจทั้งหลายมองคนตกทุข์ได้ยากด้วยความเมตตาด้วย

คำว่า เมตตาธรรมค้ำจุนโลก น่าจะยังคงมีอยู่ในหัวใจคนไทยยุคนี้อยู่นะ

ครับยังไม่ได้อ่านงานเขา(เลยไม

ครับยังไม่ได้อ่านงานเขา(เลยไม่ฟันธงเรื่องที่จั่วหัวไว้ว่าบ้าหรืออัจฉริยะร้านเน็ตจะปิดแล้วไม่รู้จะเขียนได้ขนาดไหน?) แต่ยอมรับว่าเขาเป็นคนที่ศึกษาค้นคว้า เป็นนักอ่านกว่าผมมาก? เป็นตัวอย่างของการศึกษานอกระบบหรือการเรียนรู้ตลอดซีวิตที่ดี(ที่ผมไม่มี)

แต่สิ่งที่เขาแมสเซสให้สังคมไทยมันมีบริบทที่มากกว่า"บ้าหรืออัจฉริยะ"(เพราะเขาอยู่ตรงไหนผมไม่ทราบ?ระหว่างบ้าหรืออัจฉริยะที่ไม่เคยอ่านงานเขา) แต่ผมสนใจที่แมสเซสที่เขาส่งให้สังคมไทย เรื่องสังคมแห่งความด้อยโอกาสและชนชั้น,สังคมแห่งการผูกขาดความยุติธรรมเป็นสังคมอุดมปัญหาไม่ใช่อุดมปัญญา,สังคมผลาญความรูไม่ใช้"ฐานความรู้"???

เขาสะท้อนให้เห็นถึงความคับแคบของนักปกครองต่อการมองพัฒนาการของปชต.แบบปชต.ปชต.ในแบบไม้ดัดคือถ้ามันธรรมชาติไปมันจะยากต่อการควบคุมหรือปกครองอย่างว่าง่าย? จนถึงศักยภาพในการควบคุมของวิธีคิดนักปกครองปชต. ?แม้ช่วงนั้นมีเงื่อนไขตัวแปรภัยคอมมิวนิสต์ มันจึงถูกสร้างวาทะกรรมภัยคุกคามตรงนี้ให้เกินจริงจนสร้างหลุมดำของความเกลียดชัง(แบบขวาพิฆาตรซ้ายและเหลือกับแดงตอนนี้ทั้งที่เป็นคนไทยด้วยกันที่อุดมการณ์หรือความคิดต่างกันแค่นั้น)

ซึ่งที่น่าจับตาคือความคิดอิสระ(หรือไม่?เพราะยังไม่ได้อ่านแต่จับบางแมสเซสได้)ของเขา มันถูกผลักให้เป็นซ้ายไปอย่างน่าเสียดาย ด้วยสังคมไร้ทางเลือกหรือมีพื้นที่แบบนี้ให้เขา และนี่คือแมสเซสที่สำคัญที่ส่งไปถึงคนไทย ในการขยายพื้นที่แบบปชต.ในการยอมรับความต่าง หรือมองความต่างแบบแกะดำ ที่สังคมพยายามทำกับใครที่

วิธีคิดอันตรายกับขั่วอำนาจหรือนักปกครอง ที่จะขีดกรอบจำกัดบริเวรพื้นทีปชตงแบบนี้ ไม่ให้มีที่ยืน นั้นคือไม่เลือกขวาก็ต้องผลักให้เขาเป็นซ้ายหรือถ้าไม่เลือกทั้งขวาและซ้ายก็ได้พื้นที่ไอ้คนบ้าไป

แต่สิ่งสำคัญปัจจุบันเนื้อหาการให้ร้ายใครเป็นบ้าตอนนี้ไม่ง่าย แต่ข้อหาที่ร้ายกว่านั้นนั้นคือการสร้างชุดเหตุผลจากการที่เป็นคนคุมกระแสได้จากหลายตัวแปรเช่นอำนาจขณะนั้นทั้งอำนาจรัฐและอำนาจแบบอื่นๆทางสื่อ จนถึงศรัทธาบารมี ในการเลือก เชื่อหรือไม่เชื่อในความจริงบางอย่าง มันจึงติดที่หน้าตาคนเสิร์ฟว่ามีศรัทธาบารมีระดับไหน

ดังนั้นพื้นที่ของความจริงมันจึงขีดกรอบไว้ที่ศรัทธาบารมีคนเสิร์ฟ หรือใครคุม และถ้าความจริงถุกเสิร์ฟ อย่างตรงไปตรงมามีอิสระ และไม่ฝักใฝ่(แต่กรณีนี้ฝักใฝ่หรือไม่ผมไม่ของลงตรงนั้นแต่ลงที่แมสเซสเขา) คือถ้าไม่ขวาไม่ซ้ายไม่แดงหรือเหลืองหรือน้ำเงิน พื้นที่ของคุณก็คือคนบ้า หรือที่แยบยลกว่านั้นคือการดีสเครดิตรสาระพัด ที่เงื่อนไขแบบนี้ล่ะมันจึงสร้างสังคมแบบ"ผลาญความรู้" ไม่ใช่สังคมแบบ"ฐานความรู้"จากพลวัฒน์ของสื่อยุคโลกาภิฯ

เราหลับใช้พลวัฒน์ของสื่อตรงนี้ไปใช้ในเชิงการกล่าวหาดีสเครดิตรความคิดต่างที่ไร้สังกัดหรือคนกลางที่คือพื้นที่จริงที่หลุดพ้นจากสภาวะถูกปกครองระหว่างคอกเหลืองหรือแดง(ขวาหรือซ้ายขณะนั้น) แต่ถ้าใครเลือกแบบนั้นมันจะไม่มีที่ยืนเช่นกรณีคุณจอม หรือหลายคนสื่อที่ถูกจับเป้นตัวประกันของเกมอำนาจ

ปัยหาใหญ่ตอนนี้ คือความคิดต่างที่ไร้สังกัดไร้คอกในระบอบสวนสัตวืหรือปชตไม้ดัด สถานะภาพไม่ต่างอะไรกับคุณคนนี้ เพราะเขาจะดีสเครดิตรด้วยสื่อกระแสหลักทุกรูปแบบ ทั้งที่แต่ก่อนเขามองบางคนอย่างนักปราชญ์ที่ใหย่กว่าปราชญ์แต่ถ้าไม่เลือกข้างคนผูกขาดหรือกุมอำนาจ คนๆเดิมนั้น ไม่บ้าก็จะถุกกล่าวหาจนเสียคน

เพราะระบบตอนนี้ถุกออกแบบคล้ายๆยุคมืดในยุโรปสมัยนั้น นั้นคือเป้นสังคม"ผลาญความรู้" ทั้งที่ยุคโลกาภิฯแล้วควรจะเป็น"สังคมฐานความรู้" แต่มันเป้นไปไม่ได้เพราะเงื่อนไขสังคมไทยมันเป็นแบบนี้พลวัฒน์มุมบวกของโลกาฯที่จะส่งเสริมสังคมฐานความรู้มันกลับถุกใช้มาเป็นเครื่องมือในการสร้างสังคมผลาญความรู้ ที่อันตรายกับฐานอำนาจตน

ดังผลสรุปมันจึงกลายเป็นสังคม"อุดมปัญหา" ไม่ใช่รูปแบบสังคมแบบ"อุดมปัญญา" ซึ่งเรื่องแบบนี้สถานะการณ์แบบนี้อันตรายมาก มันไร้อนาคต???

ขอโทษไม่มีเวลาตรวจแก้ไข

ขอโทษไม่มีเวลาตรวจแก้ไข เพราะร้านเน็ตปิดแล้วถ้าข้อความตรงไหนผิดพลาดครับ???

ครับ

ครับ คุณอะตอม"ยังไม่ได้อ่านงานของเขา" แต่ก็มีจินตนาการที่ยอดเยี่ยมมองตัวตนหยั่งรู้เขาได้ยอดเยี่ยมดดยไม่ต้องอาศัยตรรกะประกอบอะไรมากนัก

ผมเอง"ยังไม่ได้อ่านงานของเขา"เหมือนกัน แต่ไม่รู้จะหาตรรกะจากไหนมาพิจารณาตัวตนของเขาได้ นอกจากที่อ่านได้จากบทสัมภาษณ์

คุณอะตอมจินตนาการลืกซึ้งดี คงพอคุยกับเขารู้เรื่อง.....

ส่วนผมนั้นอ่านแค่จากบทสัมภาษณ์และประวัติ...ผมว่า แกออกจะegocentricสูง และมีความยึดมั่นถือมั่นอยู่กับโลกในหนังสือที่ตัวเองมีโอกาสได้อ่านได้แปล สัมผัสวิสาสะแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับบุคคลและฐานความรู้อื่นค่อนข้างน้อย ทางจิตวิทยาอาจมีปม ปิตุฆาต ฝังอยู่ในใจหรือไม่ ไม่ทราบได้ ซึ่งหากมีโอกาสได้ศึกษาผลงานของแกบ้างคงวิจารณ์ได้มากกว่านี้.....

ชีวิตผมยังมีเรื่องอื่นที่น่าสนใจกว่าให้ทำ มากกว่าที่จะไปศึกษาหรืออ่านงานของท่านผู้นี้ อันนี้ผมว่าเองนะครับ คุณอะตอมคงไม่เห็นด้วยกับผม........

i owe you one medal for this

i owe you one medal for this comment with a complimented smile :D .

555ครับคุณบางกอก

555ครับคุณบางกอก ก่อนอื่นขอบคุณที่ชม? แต่คงยังไม่กล้ารับไว้ขนาดนั้น?เพราะผมยังไม่ถึง?(เอาไว้ผมถึงจริงๆจะน้อมรับคำชม) ผมอ่านและวิจารณ์อย่างเป็นธรรมชาติที่สุดโดยจับเอาแค่บางแมสเซสที่เขาทิ้งมรดกความคิดไว้ให้คนรุ่นหลัง แต่ยังไม่ก้าวล่วงไปถึงตัวตนในข้อกล่าวหาที่หลายคนพิพากษฯเขา ที่ผมไม่ให้ความสำคัญตรงนั้น

จนแม้แต่งานเขียนหลักๆ(ผมคงไม่มีเวลาตามไปอ่านเพราะส่วนตัวเป็นคนอ่านน้อยมาก หลังจากจบผมอ่านหนังสือคนอื่นเขียนนอกจากตำราแบบตั้งใจไม่ถึงสิบเล่ม) เป็นข้อเสียของผมมากถ้าเทียบกับท่านคนนี้ สรุปว่าผมไม่น่าจะมีเวลาได้อ่าน?หรือถ้ามีผมอาจจะแค่ดูลักษณะงานเขียนออกมาแบบไหนมีอะไรเป็นไฮไล้ท์ แต่ถ้าให้ใช้เวลาลงไปอ่านจริงๆ ต้องมีแรงจูงใจสูงมากเน้มว่ามากจริงๆจึงจะได้อ่าน?

จึงเป็นไปได้ว่าผมคงไม่ได้อ่านแบบคุณบางกอกครับ?

แต่สิ่งที่ผมเห็นในแมสเซสของการสะท้อนสังคมไทย แม้ในยุคนั้นตัวแปรเงื่อนไขหลักก็คือสงครามเย็น(ขวาพิฆาตรซ้าย) แต่พัฒนาการสังคมไทยสมัยนี้แม้จะผ่านตัวแปรเงื่อนไขโลกาภิฯ? ที่โลกเขาไปถึงไหนกันแล้ว สังคมไทยก็ยังวนๆ พายเรือในอ่างอำนาจ วนๆอยู่แถวต้นมะขามสนามหลวง

ด้วยบริบทหรือเนื้อหาเดิมๆ ของเกมแย่งชิงอำนาจของนักปกครอง ที่ใช้ปชช.เป็นเครื่องมือแบบเดิมๆ จากขวาพิฆาตรซ้ายก็แค่เปลี่ยนเป็นเหลือง,น้ำเงินพิฆาตรแดงมหากาพย์ตำนาน

"ปอบสยามกับต้นมะขามสนามหลวง"

ยังคงอมตะนิรันดร์กาล ยิ่งกว่ารามเกียร(เพราะมันร่วมสมัยตลอดที่รามายณะเป็นแค่มหากาพย์ทางวรรณคดีแต่นี่ของจริงสัมผัสได้ปัจจุบันตลอด) เป็นเนื้อหาของการแย่งชิงอำนาจของนักปกครองโดยเอาเจ้าของอำนาจที่แท้จริงมาเป็นตัวประกอบฉากละครลิงสู้กับยักษ์แบบรามเกียร เช่นเหลืองคือทหารราบในกรงลิง ที่ผลงานล่าสุด ก็คือหนุมารเผากรุงรัตนโกสินทร์(ราบเป็นหน้ากองไหม ทั้งหน่วยราชการ,รัฐสภาฯ,สนามบินฯลฯ)

เพื่อทำหน้าที่ทหาราบ(เป็นหน้ากอง) ให้ฝั่งอำมาตย์ฯ(ส่วนเหลืองจะเป็นแบบนั้นทุกคนไหม?ในอุดมการณ์ไม่ทราบ? แต่คุณกลายเป็นเครื่องมือเขาในวิธีทำจากมิจฉาทิฐิหรือเปล่า?ตรงนี้ต้องไปตรวจสอบตัวเองด้วยว่าการกระทำเป็นเบี้ยเป็นหมากให้ใครเป็นการเมืองภาคปชช.เพื่อปชช.จริงๆไหม?หรือเพื่อนักปกครองฝ่ายไหน?)

เดี๋ยวจะหาว่าผมดูถูกอุดมการณ์หรือความคิดต่างใครแต่ที่พุดต้องการชี้ให้ทบทวนว่าการใช้สิทธิแบบนั้นมันไปละเมิดหรือเบียดเบียนคนอื่นไหม เช่นการแสดงออกทางปชตที่ไร้วุฒิภาวะ สร้างความเสียหายมหาศาลแบบไร้วุฒิภาวะ อย่างการปิดสนามบินนั้นน่ะ?

ส่วนแดงก็พลพรรคอึ่งอ่างหางแดงหรือยักษ์วัดแจ้ง กับวีรกรรมล้มประชุมฯและสงกรานต์เดือดสร้างสถานการณ์"CHAOS"เพื่อเป้าหมายแบบพฤษภาทมิฬ ในการเซ็ตซีโร่? แต่เพราะยุทธวิธีมันเป็นไปแบบอึ่งอ่างพองตัวแข่งกับช้าง(จนเขาจับทางได้ไม่ลงมาเล่นด้วยแล้วใช้มุกย้อนรอยจับมาต้มกบ) แม้แดงจะเรียกร้องความเป็นธรรม(ที่ถุกกระทำหลายเรื่อง) แต่เงื่อนไขแบบชูชกเกินไป มันจึงท้องแตกตายทางยุทธศาสตร์ รวมทั้งล่าสุดกรณีเขมรด้วย?

นั้นคือเป้าหมายแดง ต้องการอำนาจรัฐคืนมาจากการฉกมงกฏกฎของผู้กำกับหนังสโลแกน"ล้านแล้วจ้าลูกป๋าเข้าวิน" นั้นคือต้องการเอาอำนาจรัฐหรือซากที่ล่าหรือแย่งมาจากฟากแดงที่ปฎิวัติมาไปพักไว้ที่ลูกป่าก่อน(ทหารเอกในกรงลิงนายกมาร์คนั้นแค่ผอ.สวนสัตว์) เพื่อเก็บงานรายละเอียดหรือล้างบางระบอบทักษิณให้สิ้นซากก่อนตอนนี้คงคายอำนาจที่เข้าปากช้างยากทุกรูปแบบทั้งอำนาจรับและร.50ที่เขียนให้อำนาจนอกปชต.มาอภิบาลปชต.แบบอภิบาลสวนสัตว์?

ดังนั้นตอนนี้มันจึงเป็นระยะหู แหว่งและหางขาดกำลังฟัดกันนัวเนียในสภาวะฝุ่นตลบ(CHAOS) มันจึงเล่นกันทุกรูปแบบทั้งนอกทั้งใน สหบาท,สหบาทา,นวดหน้าด้วยฝ่าเท้า? ปัสวะ(ปฎิวัติ)รดที่นอนข่มขืนประเทศหน้าเกลียดก็เอาคือมันยอมกันไม่ได้? โดยเฉพาะที่มั่นอำนาจรัฐ???

ที่ทหารราบในกรงลิง(พธม.)เล่นแทบเป็นแทบตายเผาบ้านเผาเมืองเพื่อที่มั่นอำนาจรัฐมาบรรณาการอำมตย์ฯแต่ไม่เคยมีอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน ที่สุดปัสวะ(ปฎิวัติ)รดที่นอนและเก็บงานปฎิวัติจากทหารด้วยการปฎิวัติโดยศาล(ตุลาการอภิบาลนุมัติ) และจุดเปลี่ยนที่สำคัญ นั้นคือเนวิ(เกอร์เซ่อร์) ชิดซ้าย(เสนาห้อยหรือเนวิน)

นี่คือจุดเปลี่ยนอำนาจรัฐ ที่ออกแบบได้โดยหญิงงามเมืองทางการเมืองไทยคนนี้? ว่าจะให้ไปซ้ายหรือไปขวานั้นคือที่มาของฉายาเนวิเกเซ่อร์ นั้นล่ะครับจุดเปลี่ยนที่ทำให้พธม.หรือสนธิ กลายเป็นหมาหัวเน่าจนกลายมาเป็นหารปีนเกรียวกันหลายเรื่องที่สุดโดนลอบยิง?

แต่สนธิคงไม่กลับมือเปล่าแน่ๆ เป้าหมายของสนธิกับการตั้งพรรคการเมืองใหม่ นั้นคือพื้นที่แบบเดียวกับเสนาห้อยครับ? พธม.หรือเหลืองจะทราบหรือไม่ ? เพราะบางส่วนมีอุดมการณ์บริสุทธิ์ครับ? แต่เพื่อความอยู่รอดของการตั้งพรรค ผมว่าเป้าหมายของสนธิคือพื้นที่ยืนแบบเดียวกับที่เสนาห้อยมาชุปมือเปิบ พธม.เล่นแทบเป้นแทบตายเสี่งแค่ไหน แต่ผลที่ได้โดนเฉดหัวแบบหมาหัวเน่าแถมกะเอาให้ตาย?(แต่เพราะผลงานเสนาห้อยฯเขาชัดเจนนิไม่ใช่มั่วกันนานเป็นปีแต่ไม่มีอะไรเลยมีแต่ภาพความเสียหายที่ลามเข้าตัวคนสั่งเผาแบบหนุมารกับทศกัณฑ์)

แค่นั้นมันจึงน้อยไป? มันเล่นซนจนไฟลามมาถึงตู? นี่ไงครับพื้นที่ทั้งหมดที่เล่นกันนั้นมันไม่มีพื้นที่แบบปชต. หรือการเมืองภาคปชช.หรือผลประโยชน์เจ้าของอำนาจในพัฒนาการปชต.ที่แท้จริงเลย? มันเป็นพื้นที่ของเครื่องมือเกมอำนาจ แล้วระบบทั้งหมดไปกดทับ เจ้าของอำนาจที่แท้จริงไว้(อำนาจปชตคือของปวงชนชาวไทย)แต่ตอนนี้ ในสถานภาพตัวประกันอดทนคนไทย???

ใครพูดมากถูกจับขังหรือให้ข้อหาคนบ้า แบบลุงคนนี้ และถึงชีวิตแบบคนของผม??? มันข่มขู่คุกคามทุกรูปแบบโดยเฉพาะสื่อที่จะคือความหวังภาคปชช.ในการเสิร์ฟความจริงในข้อเท็จจริงไม่เลือกข้างจะต้องอยู่ไม่ได้? คุณจะต้องไม่ถือหางเหลืองน้ำเงินก็ต้องเป็นแดงหรือคอกใครคอกมัน เท่านั้น? ถ้าคอกอิสระแบบผม หรือแบบคุณลงคนนี้ แม้แต่คนสื่อบางท่านเช่นคุณจอมฯหลายๆคนสื่อหลายๆคนที่ทำถ้าฮึดฮัดตอนแรก?

ที่สุดก็ต้องเดินเข้าคอกใครคอกมันภายใต้ปรัชญา"ปชต.ไม้ดัด"(ระบอบสวนสัตว์) ที่เห็นที่เป็นอยู่ขณะนี้ ?

ที่หมาจรจัดแบบพวกผม ถ้าไม่อดตาย ก็ถูกหาว่าเป็นหมาบ้า? ต้องกำจัดออกไปในระบบเพื่อปิดปากให้สนิท(มีตายสังเวยไปแล้วเหมือหมาข้างถนนตัวหนึ่ง)ความรับผิดชอบใดๆไม่มี ต่อที่ยืนของหมาจรจัด

ที่ซ้ำร้ายกว่านั้นถ้าบังเอิญวันไหนมันดันไปเห่าไปกัดอันธพาลตัวใหญ่ทางอำนาจเมื่อไหร่ ? (จริงไหม?เทพเมือก)ถ้าจะเอาฆ่าให้ตายแบบน่าเกลียดไปเพราะภาพลักษณ์ที่หลอกสังคมไว้ มันไม่งาม สิ่งที่เขาทำได้คือดีสเครดิตร หมาจรจัดตัวนี้ซ่ะ ว่ามันคือหมาบ้าไม่ใช่จรจัดธรรมดา???

ที่นี้ล่ะครับ? สาระพัดขาที่จะสหบาทหมาจรจัดตัวนี้? ด้วยข้อหาหมาบ้า ?แบบคล้ายๆคุณลุงคนในข่าวนี้ และชะตากรรมหลายคนไม่เว้นผม? กำลังเป็นแบบนี้? แม้สังคมไทยจะผ่านประวัติศาสตร์ของคนรุ่นก่อน(คุณลุงคนนี้) ผ่านตัวแปรโลกาภิฯที่โลกเขาไปถึงไหนกันแล้ว? แต่เหตุการณ์หมาหมู่ทุเรศๆแบบนี้? การดีสเครดิตรให้ร้ายป้ายสี ให้ข้อหาหมาบ้า(อย่างอ่อน) แต่อย่างเข้มคือ"มันเป็นปอบ"(จิตวิทยาขั้นสูงแบบไทยๆในการกำจัดคู่กรณีอำนาจตัวเอง) นั้นคือตำนาน"ปอบสยามกับต้นมะขามสนามหลวง"???

แม้จะผ่านประวัติศาสตร์ และหลายตัวแปรเงื่อนไข แต่มหากาพย์นี้ก็ยังอินฯตลอดยังเป็นปัจจุบันทุกเมื่อ? แล้วแบบนี้มันจะเหลืออนาคตอะไรให้ลูกหลาน? ถ้ามันวนๆกับเรื่องไร้สาระตลกเศร้ากับโศกนาตกรรมมหากาพย์อันนี้และสถานะภาพตัวประกันอดทนคนไทยแบบนี้ขณะนี้???

กระจอก....!!!

กระจอก....!!!

ครับไหนๆก็พูดแล้วมีบางเรื่องเ

ครับไหนๆก็พูดแล้วมีบางเรื่องเกี่ยวกับร.50ที่มันเบี้ยวไว้ในนี้(ความคิดเห็นผม)

http://www.prachatai.com/node/26961/talk#comment-272214

จากบทวิเคราะห์นี้

http://www.prachatai.com/journal/2009/12/26961

ยกมาซ้ำอีกทีในนี้

ครับเห็นบทวิเคราะห์นี้มานานแต่หาเวลามาอ่านให้ครบเพื่อจะตอบไม่ได้(จนมันตกหน้าไปแล้ว)แต่ไม่เป็นไร?ผมไม่สนใจว่าแสดงความคิดเห็นแล้วใครจะอ่านหรือไม่หรือเป็นที่สนใจแค่ไหน(เพราะผมไม่ได้เจตนาสร้างภาพหรือหาอะไรกับตรงนี้อย่างมีนัยยะแอบแฝง)

แต่ ต้องการแสดงความคิดเห็นในเนื้อหาที่เห็นว่าจำเป็นต้องให้ความเห็น?และเห็นว่าน่าจะเป็นประโยชน์???

จริงๆแล้ว ผมเห็นว่าร.ปี50มีความพยายามหลายอย่างที่ดีในเจตนา? นั้นคือแก้ไขข้อบกพร่อง ของร.40 แต่มันผิดพลาดตรงวิธีคิด? ที่ไร้คอนเซ็ปท์(คือมันกลับเป็นแนวคิดต่อเติมหรือปะผุพ่นสีแบบย้อมแมวทางการแช่คาอำนาจเกินไปในร.50)มันเลยได้อะไรเพิ่มเข้ามาในการหมกเม็ดหลายเรื่องในเจตนาแช่คาอำนาจไว้ของเจ้าของผู้ล่าซากมาได้(อำมาตย์ฯ)

นั้นคือการเพิ่มสัดส่วนอำนาจในเชิงการอภิบาลปชต.เพิ่มขึ้น หรือให้มีอำนาจนอกปชต.หรือสิ่งที่มีในปชต.แบบไทยๆแต่ยึดโยงรูปแบบการปกครองแบบปชต.น้อยมาก มาปกครองปชต.อีกที เช่นให้อำนาจนักปกครองปชต.หรือผู้อภิบาลปชต.ใช้อำนาจผ่านศาลมาครอบงำปกครองกระบวนการที่ยึดโยงปชต.ในระบบหรือตามแบบปชต.ให้น้อยลงโดยสัดส่วน?

เอาง่ายๆเอาแค่ดุลอำนาจสามอำนาจหลัก(ตุลาการ,นิติบัญญัติ,บริหาร) แต่ดุลอำนาจมันโย้แช่คาแบบค้ำยันอำนาจแต่แช่คาถาวรไว้ที่"อำนาจศาล" โดยเจตนาแค่ให้ศาลมาระงับเหตุ(ตอนแรก) แต่สรุปมันกับเป็นการค้ำยันคาไว้แบบนั้นถาวรแบบต่อเติมบ้านผิดแบบ???

นั้นคือแบบบ้านไร้คอนเซ็ปท์ นั้นคือตามโจทย์หรืออกแบบบ้านตามจริตสมภารกลัวแมว สมภารว่ายังไง?แมววิ่งไปทางไหน? แบบบ้านไหลตามทางแมววิ่ง? หรือสมภารสั่ง? แบบบ้าน(ร.50)มันจึงเป็นแบบบ้านแบบจริตกลัวแมว(ใครอยากรู้ที่มาให้ไปอ่านนิทานสมภารกลัวแมวที่สรุปแล้วทั้งวัดทั้งบ้านคนในหมู่บ้านวอดไปหมด เพราะสมภารสั่งให้ใช้ไฟไล่ตีแมวกะเอาให้อยู่)

ผมจึงสรุปง่ายๆว่าร.ปี50 มันเป็นร.50ตามจริตสมภารกลัวแมว? มันจึงไหลไปตามทางแมวดิ้นตายและคำสั่งสมภารหาทางกำจัดแมว บ้านมันจึงออกมาในแบบที่คนอยู่?หรือจริตแบบคนธรรมดาอยู่ไม่ได้?

เพราะทั้งหลักคิดหรือการตอบโจทย์(คอนเซ็ปท์) มันไม่ได้ตามโจทย์แก้ปัญหาที่ว่าด้วยการพัฒนาปชต.หรือว่าด้วยหลักปกครองแบบปชต. แต่หลักคิดมันรองรับจริตคนกล้วแมวที่ใส่ไม้โทมา(แม้ว) บ้านมันจึงเบี้ยวได้หนักหนาสาหัสขนาดนี้?

เพราะหลักคิดจริงๆของการเขียนรัฐธรรมนูญ มันควรเป็นหลักปกครองโดย

"""รัฐที่เป็นธรรมนูญ"""

(รัฐที่มีธรรมนูญปกครองที่สามารถบริหารจัดการความต่างให้ยุติโดยธรรม)

ไม่ใช่เขียนให้มันกลายเป็น

"รัดซ่ะทำมาให้นูน"

(รัฐที่มีธรรมนูญปกครองแบบจริตอัตตาที่ออกแบบระบบโดยตัวบุคคล,บารมีบุคคลที่ใช้วิธีการอภิบาลปชต.แบบ "รัดทำมาให้นูน"เพื่อบริหารจัดการในระบบให้"ยุติโดยทำ"หรือผูกขาดการกระทำใครฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดบนเนื้อหาเกมอำนาจ แบบนี้???

คือการเขียนรัฐธรรมนูญที่ไร้คอนเซ็ปท์เขียนเพื่อเจตนาจะรัดให้มันแน่นตามโจทย์กลัวแมวจนมันขาดความยืดหยุ่นในหรือหลักอย่างกว้าง(มีคอนเซ็ปท์ที่สอดคล้องกับปชต.) เหมือนกับบางประเทศที่เขาไม่มีลายลักษณ์อักษรด้วยซ้ำ แต่เป็นรูปแบบการปกครองที่ชัดเจนกว่าการที่เราเขียน"รัดซ่ะทำมาให้นูน"

จนที่สุดเหมือนออกแบบบ้านให้ต้องมุดรูเข้า? เพราะโจทย์มันคือป้องกันแมวเข้ามากินปลาย่างในบ้าน?(แมวมันกลัวที่ชื้นๆสกปรก) แต่ละเลยหลักใหญ่คือ บ้านต้องให้คนอยู่น่ะ?แบบบ้านมันจึงต้องมุดรูเข้า เช่น ม.190 หรือแม้แต่ปัญหาที่ มาบตะพุด เพราะเนื้อหาการเขียนรัดซ่ะทำมานูน แบบให้มุดรูเข้าบ้าน?(กฎหมายแม่บทฯลงไปจุ้นกฎหมายประกอบฯหรือกฎหมายลูก)

หรือแบบบ้านเสาเดียว(ตามเจตนาเศรษฐกิจพอเพียงน่ะ?ไม่ใช่เจตนาแบบความพอเพียงของพระราชดำรัช) นั้นคือแบบบ้านตามหลักเศฐษฐกิจพอเพียง(แบบบ้านเสาเดียว) ที่ปีนขึ้นปีนลงได้ทีละคนเพราะมันตอบสนองแบบปัจเจก(ฮีนยานหรือยานลำเล็ก)ไม่ใช่ ยานลำใหญ่แบบปชต.

ดังนั้นหลักคิดของ"รัดซ่ะทำมาให้นูน"ปี50 นี้ มันคือรัฐธรรมนูญฉบับมาตอบโจทย์สมภารกลัวแมวบวกจริตสมถะสุดโต่งลงทางแคบแบบ"เศรษฐกิจพอเพียง"(ไม่ใช่เจตนาความพอเพียงที่เป็นพระราชดำรัชจริงๆ)ออกแบบบ้านเสาเดียว???

ถ้าจะให้ผมชี้ให้ชัดเลยคือรัฐธรรมนูญที่ดี อย่าเขียนให้มันมัด หรือรัดเกินไป? (ต่อเติมตามทางแมวเดิน)แต่เขียนให้มันมีคอนเซ็ปท์สอดคล้องกับทั้งโครงสร้าง(บ้าน)และพฤติกรรม(คนอยู่) เป็นหลักอย่างกว้างแต่เขียนให้แคบกระชับที่สุด? เอาแค่สาระสำคัญ เพราะรัฐธรรมนูญกฎหมายแม่บท ไม่ใช่กฏหมายลูกที่จะเอา"รัดซ่ะทำมาให้มันนูน" คือเอากฎหมายแม่ ไปเตะตัดขาหลังหลักกฎหมายลูก เช่นกรณี ม.190 จริงๆรัฐธรรมนูญที่ดีไม่ควรเขียนชี้แบบดัดจริตแบบนี้?

แต่หน้าที่จริงๆคือกฎหมายลูกหรือกฏหมายประกอบรัฐธรรมนูญเป็นคนกำหนดรายละเอียดในนั้น? ที่"ศาลรัดซ่ะทำมานูน" ตัวจุนขณะนี้ จะได้ไม่ต้องมานั่งบัลลังภ์ ดัดจริตอ่านคำตัดสินที่ค้านข้อเท็จจริงปัญหาหลายเรื่อง? ที่ควรเป็นเรื่องกฏหมายลูกฯ หรือกฎหมายประกอบฯ ไม่ใช่ให้ไปจุ้นทุกเรื่องแบบนี้???

แต่ร.50 กลับเขียนแบบหล๋งจู้ กฎหมายพ่อกฏหมายลูก มั่วกันหมด? มันจึงหลายมาตราเกินไป ? ที่สำคัญมันไม่ยืดหยุ่นในเชิงหลักการ เช่นงานของกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ ที่ตรงลายละเอียดคือหน้าที่เขา ?ไม่ใช่ให้พ่อ(รัฐธรรมนูญลงไปล้วงลูกจน เป็นแบบหล๋งจู้ไปบ้องหูลูกทุกเรื่องแบบนี้ มันจึงวุ่นไงครับ)?

คำตอบที่ชัดที่สุดคือม.190 และม.67(เรื่องมาบตะพุด)ครับและอีกหลายๆเรื่องกำลังจะตามมาก้ลองคอยดูสิว่าจะจริงไหม???

ครับกระณีกระแสข่าวนายบุญทิ้งห

ครับกระณีกระแสข่าวนายบุญทิ้งหรือบุญแถม(วนิพกไม่เต็มบาท) จริงๆผมเชื่อว่ามีการจัดฉาก แม้ตัวตนคุณบุญทิ้งจะน่ารัก มีแมสเซสบางอย่างที่ดีให้สังคม และเป็นเนื้อหาที่เป็นไปตามคอนเซ็ปท์หรือรูปแบบของรายการ"คนค้นคน"

เพราะตัวตนหลายเรื่องของบุญแถมสะท้อนความน่ารักสะท้อนบางมุม แม้จะมุมไม่ใหญ่นักเท่ากับ บุคคลที่เป็นเนื้อหาบทวิเคราะห์นี้"สมอลล บัณทิต อนียา" แต่มีมุมที่สวยงามเรื่องของความมีน้ำใจความพยายามที่ไร้โอกาสของคนด้อยโอกาส ที่ถูกฆาตรกรรมซ้ำ จากสังคมแบบนี้(เดี๋ยวขยายว่าอย่างไร) และด้วยความบกพร่องของร่างกาย จนเขาต้องถูกจำกัดบริเวรจากติกาสังคมแบบนี้ให้เขาแบบนั้น?

ทั้งที่พฤติกรรมเขาอันตรายน้อยกว่าหลายคนที่เป็นระดับผู้นำทางความคิดคนโตในบ้านเมือง หรือผู้ที่เป็นศูนย์กลางของศรัทธาในชาติ(บางคน)จนถึงหน้าที่ผู้ดูแลด้านคุณธรรมจริยะธรรมทางสังคม(พฤติกรรมพระนอกรีต) เหล่านี้ล้วนมีพฤติกรรมที่อันตรายกว่าบุญแถมมากแต่เป็นผู้ได้รับโอกาส มีอิสระภาพในการผูกขาดการสร้างบทบาทจนถึงสร้างความเสียหายสร้างเรื่องมากมายในสังคม

เช่นการแสดงออกทางปชต.ที่ไร้วุฒิภาวะจนสร้างมหาผลกระทบมากมาย อย่าปิดสนามบิน,ล้มประชุมฯจากผู้นำขั่วความคิดที่สุดขั่วแต่ผูกขาดการแสดงบทบาทจนสร้างมหาผลกระทบมากมายและได้รับขนาดบริเวณสนามเด็กเล่นที่มากกว่าใครอภิสิทธิ์กว่าใคร จนถึงกว้างมากกว่าเขตประเทศไทย(เพราะมันไปไกลถึงเขมรและทั่วโลกกับสนามเด็กเล่นของกลุ่มคนเหล่านี้กับการแสดงออกทางปชต.ที่ไร้วุฒิภาวะ)

แต่มาตรการทางสังคมกลับบริหารจัดการควบคุมพฤติกรรมจนถึงภูมิคุ้มกันภัย ต่อผลกระทบมากมายที่อันตรายแบบนี้ได้แค่หรือทำได้แค่ กรณีที่อันตรายแบบบุญทิ้งหรือบุญแถมและลุงคนนี้???

แม้วิธีการนำเสนอและตอนนี้มันมีเจตนาส่งแมสเซสไปถึงใคร?อะไรอย่างไร?,อย่างไร?เพราะมีบางอย่างผมจับสัญญานในแมสเซสตรงนี้ได้?(ตรงนี้ครับคือปัญหาเพราะมีการจัดฉากเพื่อให้เข้าประเด็นตามกระแสในเป้าหมายที่แท้จริงของการจุดประเด็นนี้)

ที่แม้แต่รายการคนค้นคน ก็มีเจตนามาทางนี้ (ขอโทษครับที่ชี้แบบนี้เพราะแม้มันจะเป็นไปตามคอนเซ็ปท์รูปแบบรายการแต่มีบางแมสเซสมีเจตนาแบบที่ผมจับได้ครับ)ตามความพยายามจะจุดกระแสนี้ จนเกินเลยตัวตนที่แท้จริงหรือแค่มุมบางมุมที่สวยงามของบุญทิ้งเขา แต่มันถูกออกแบบพฤติกรรมแบบนี้เพื่อแมสเซสไปยังกลุ่มคนที่ต้องการจะสื่อถึงอะไร???
เพราะหลายอย่างถูกออกแบบจัดฉากเขาเกินไป(ไม่ได้หมายความว่าข้อหาลักพานี้ด้วยแต่มีเรื่องอื่นๆครับ)?

เข้าประเด็นเลยคือความพยายามจะดีสเครดิตร ขั่วความคิดต่างบางสำนัก(ตรงๆเลยคล้ายตัวผมที่ต้องการใช้ความคิดอิสระจนโดนบีบพื้นที่ให้เข้ากรณีคล้ายๆคุณลุงคนนี้หรือให้บ้าไปเลยแบบบุญแถม) นั้นคือเพื่อลดความน่าเชื่อถือสำนักคิดอิสระที่เป็นอันตรายกับฐานอำนาจตน?

เอาแค่ผลักให้ลงข้างทางไม่ใช่แค่ซ้ายติดขอบแบบคนเดือนตุลาฯ แต่พื้นที่ยืนแบบนี้ของคุณลุงคนนี้ไม่ใช่แค่ถูกผลักให้ตกเลนซ้าย(เพราะมันขวางทางขวาเกินไปก็ผลักหรือถีบให้ตกลงไปกับซ้ายเสียเลย ด้วยข้อหาคอมมิวนิสต์)

แต่เพราะตัวตนเขาไม่ใช่ ดังนั้นข้อหาแบบนี้มันยังมัดหรือบีบพื้นที่ไม่พอ จึงต้องเพิ่มข้อหา"คนบ้า"แบบกรณีนี้ให้ เพื่อลดความน่าเชื่อถือ ก็อาจจะสร้างเหตุการณ์หลายอย่างให้บลิ้วกระแสสร้างประเด็นไปทางนี้? หรือสร้างกระแสกลบ เพื่อบีบพื้นที่คุณที่ต้นทุนทางสังคมอย่างอื่นๆต่ำเช่น ศรัทธาบารมี,ต้นทุนทางอำนาจบารมี อำนาจรัฐ อำนาจการอภิบาลที่เหนืออำนาจรัฐ

ที่บางที่อำนาจบารมีอำนาจแบบนี้อาจจะแปรผกผันกับทิศทางพัฒนาที่แท้จริงของบ้านเมืองที่จะควรเป็นตามเหตุตามผลแบบปชต.ก็ได้ แต่เพราะอัตตา และตัญหาทางอำนาจ และการได้รับโอกาสผูกขาด กึ่งกติกา(คือเหมือนมีกติกาแต่มันเต๋าถ่วง)ปัญหามันมีการผูกขาดพื้นที่แสดงไว้ที่โครงสร้างอำนาจบารมีที่ติดยึดตัวบุคคลมากกว่ากระบวนการแบบปชต.แบบนี้

ผมจึงฟันธงว่ากระแสกรณีบุญทิ้งและเรื่องนี้ มีความพยายามจะดีสเครดิตร,บีบพื้นที่เพื่อลดความน่าเชื่อถือของขั่วความคิดอิสระที่หลุดกรอบพันธนาการของกรอบนักปกครองปชต.ที่ครอบกระบวนการแบบปชต.ไว้ทั้งต้นกบและตุ๋นกบนั้นคือบีบพื้นที่พวกนอกคอกไม่อยากอยุในกรงหลักของระบอบปชต.ไม้ดัดหรือสวนสัตว์อย่างว่าง่าย หรือควบคุมได้?

จนถึงความคิดแบบนี้อาจจะเเป็นอันตรายกับระบบที่ต้องเน้นการควบคุมพฤติกรรมอันตรายต่อแม็ตทริกซ์นี้ที่ถูกออกแบบมาดีตามจริตนักปกครองผู้ยึดกุมออกแบบระบบนี้ได้แล้ว(เช่นเครื่องมือของม.112)

ดังนั้นสุนัขจรจัดเร่ร่อน จึงต้องให้ข้อหาหมาบ้าสนัขบ้าให้กับมันซ่ะ? เพื่อจำกัดบริเวณและเพิ่มเท้าคนไล่เตะไล่ฆ่ามันนั้นคือพัฒนาการเบื้องต้น ของมหากาพย์เกมอำนาจสีเทากับซีรีย์ดังอมตะนิรันดร์กาล

"""ปอบสยามกับต้นมะขามสนามหลวง"""

นั้นคือวิธีการกำจัดคู่แข่งทางการเมืองด้วยจิตวิทยาขั้นสูงกับคู่ต่อกรระดับใหญ่พอกัน แต่ถ้าแค่หมาจรจัดแบบนี้หรือแบบผม? แบบบุญทิ้ง จนถึงลุงคนนี้ พื้นที่ที่นอกจากความเป็นหมาจรจัดตามสถานะภาพที่แท้จริงของมันแล้วจะลงไปฟัดกับหมาทำไม?ให้ข้อหาให้มันพอ เดี๋ยวเหล่าสาวกจัดการให้ แต่สังคมกลับพยายามบริหารจัดการกับความน่ารำคาญตามันด้วยข้อหาหมาบ้า ?หมาจรจัด? หมาปากจัดเห่ากัดไม่เลือก? ซึ่งบางที่มีความเสี่ยงจริงๆกับหมาบางตัวอาจจะมีจริงๆกรณีหมาบ้าจริง แต่ สิ่งที่ชั่วที่สุดคือ?

เหมาเข่งหมาจรจัดชะตาขาดบางตัวที่มันรักอิสระ? ไม่อยากเป็นหมาจนตรอก?,สถานะภาพสนัขรับใช้ ตัวไหนเลียจนลิ้นห้อยน่ารัก จึงจะอยู่ในขนาดกรง(สนามเด็กเล่นของคน)ในระบอบสวนสัตว์ที่สวยงามกรงใครกรงมัน ภายใต้ระบบแบบสวนสัตว์กับวิธีคิดแบบปชต.ไม้ดัด คือเชื่องๆว่าง่ายๆ นั้นคือความไม่อันตรายของนักปกครองหรือผู้ปกครองปชต.ในกรณีหมาจรจัดบางประเภท

แต่ถ้าสนัขจรจัดตัวไหนมันเห่าด้วยสำนึกแบบหมาปชต.มันกัดเข้าให้ ด้วยเหตุด้วยผลแบบปชต. ตามสิทธิและหน้าที่การมีส่วนร่วมจนถึงการตรวจสอบในมติความรับผิดชอบแบบพลเมืองปชต. และการที่มันไม่มีโซ่ครวนเครื่องหมายความเป็นเจ้าของ สังกัดว่าคอกไหนสีอะไร นายของมันเป็นใคร?เลือกกัดได้เฉพาะสังกัดไหน? เลือกปฎิบัติยกเว้นใครทำผิดไม่ถูกต้องห้ามกัดห้ามว่าห้ามตรวจสอบ?

พื้นที่จริงๆหรือสถานะภาพจริงๆตามสังคมแบบนี้คือถ้าไม่โดนเทศกิจจับตัวไปขังหรือทำลาย? จากบทบาททหารเอกในกรงลิงรบ.นี้กับนายกมาร์ค( ผอ.สวนสัตว์กับตำแหน่งนายกไทยตอนนี้หับปชต.ไม้ดัดหรือระบอบสวนสัตว์)มีมาป้วนเปี้ยนถ่ายรูปรถผมคู่กับรถคันที่ใช้แล้ว(ไม่ได้ดัดจรติสร้างเรื่องครับมีจริงแต่จะบังเอิญเรื่องอื่นหรือไม่คงไม่มีเวลาไปตรวจสอบ)

ข้อหาที่ว่าคือมันเห่ามันกัดกูที่สำคัญ? คนเริ่มจะสนใจมันดังนั้นข้อหาคลาสสิกในการกำจัดมันกับแค่หมาจรจัดจึงคือข้อหาหมาบ้าให้มันซ่ะ? เดี๋ยวปชช.ลงขันลงเท้าแทนเราเอง? อย่าเอาพิมเสนไปแลกเกลือ นั้นคือที่มาของเนื้อหาการส้รางกระแสแบบนี้?

ปล.ขอโทษบุญทิ้งและลุงคนนี้น่ะครับ?ในการพาดพิงและล่วงเกินส่วนที่ไม่จริง?(ถ้ามี)เพราะสิ่งที่เขาต้องการจากกระแสข่าวตรงนี้ส่วนใหญ่เขาจะเอาส่วนที่เป็นประโยนช์ในบางมุมจากเรื่องพวกคุณไปใช้ ด้วยการสร้างกระแสจัดฉากเพิ่มจึงพยายามที่จะชี้ให้สังคมเห็นบางมุมในเจตนาที่จะใช้เรื่องแบบนี้ให้เป็นประโยนช์กับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งหรือดีสเครดิตรทำลายใคร?

ด้วยการใช้ลุงและบุญทิ้งเป็นเครื่องมือ แต่ขอบคุณมุมงามๆบางมุมที่คือตัวตนคุณบุญทิ้งที่บุญทิ้งทิ้งแมสเซสที่คนปกติทั่วๆไปอย่างคนไทยสมาธิสั้นสัมผัสไม่ได้ นั้นคือมุมความบริสุทธิ์ใจในความอยากเป็นผู้ให้? โดยไม่หวังอะไรตอบแทน(ได้ไปแบบให้ฟรีๆแต่ถ่มน้ำลายใส่คนให้ก็มีกล้าสาบานไหมว่าไม่จริง) แต่ที่หนักกว่าคืถูกเนรคุณและฆาตรกรรมเจตนาบรสุทธิตรงนั้นจนกลายเป็นความเดือดร้อนให้ตัวเอง? คนใกล้ชิด? จนถึงเจตนาบริสุทธิของความพยามให้และพยายามมีส่วนร่วมแบบนั้น ด้วยการคืนให้ด้วยการเนคุณแบบนี้? เห็นทาสแท้คนไทยนิสัยคนไทยบางคนผู้มีโอกาสที่บริบูรณ์ไหม?บุญทิ้งและคุณลุงอานียาเขาทำกับพวกเราแบบนี้???

คำชี้แจง

เว็บไซต์ประชาไท ให้บริการพื้นที่แสดงความคิดเห็นต่อข่าวและบทความแบบสาธารณะ ขอความร่วมมือในการแสดงความคิดเห็นโดยเคารพกฎหมาย, ความเห็นที่แตกต่าง และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของผู้อื่น

  • ประชาไทแสดงหมายเลขไอพี* ของผู้โพสต์ประกอบความเห็นเสมอ
  • ประชาไทไม่มีนโยบายกรองข้อความก่อนการแสดงผล
  • อย่างไรก็ตามขอสงวนสิทธิ์ในการปิดการแสดงความเห็นที่ไม่เป็นไปตามกติกาหากตรวจสอบพบภายหลัง

ทั้งนี้ข้อความที่โพสต์จะยังไม่ปรากฎในทันที ซึ่งเป็นข้อจำกัดด้านเทคนิค

จึงเรียนมาเพื่อทราบและขอบคุณในความร่วมมือ

* หมายเลขไอพีปัจจุบันใช้เป็นข้อมูลที่เชื่อมโยงกลับไปที่ข้อมูลการเชื่อมต่อ อินเทอร์เน็ต ซึ่งอาจระบุไปถึงแหล่งที่มาการโพสต์หรือบุคคลที่โพสต์ได้ นอกจากนี้ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ มาตรา 26 กำหนดให้ผู้ให้บริการต้องเก็บข้อมูลจราจรคอมพิวเตอร์ไว้ 90 วัน